GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
ผลการค้นหา : "IT"
ทำความรู้จัก ไวรัสเรียกค่าไถ่ ที่คนมีคอมทุกคนควรระวัง
คอมพิวเตอร์ PC กับไวรัสนี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันได้เลยนะคะ จะเอาไดร์ฟไปเสียบเครื่องอื่นทีก็ระทึกทีว่าจะโดนไหม แม้แต่เครื่องเราเอง Anti-Virus ยังใช้งานได้ไหม? ป้องกันได้ดีอยู่หรือเปล่า? ก็เป็นเรื่องที่เหล่าเจ้าของ PC ต้องกังวลกันรายวันเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังมีไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่น่ากลัวแบบกัดไม่เจ็บแต่ทำได้แสบมาก นั่นคือ "ไวรัสเรียกค่าไถ่" หรือ "Ransomware" ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็เพิ่งโดนต้อนรับปีใหม่ไปหมาดๆ ว่าแต่... เจ้าไวรัสประเภทนี้ทำงานต่างกับไวรัสประเภทอื่นอย่างไร? ไปโดนมาจากไหน? มีวิธีแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังเอง!! =========================== Ransomware คืออะไร? * อ้างอิงข้อมูลจาก: สำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * Ransomware คือมัลแวร์ (Malware) ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลของผู้ใช้งาน แต่จะทำการล็อคไฟล์ ทั้งไฟล์รูป, เอกสาร, วีดีโอ ฯลฯ ทำให้เราไม่สามารถเปิดใช้งานไฟล์เหล่านั้นได้จนกว่าจะทำการปลอดล็อครหัสเพื่อกู้ข้อมูลคืนมา ซึ่งวิธีการปลดล็อคก็คือการจ่ายเงินให้กับเจ้าของไวรัสนี้ตามข้อความ "ค่าไถ่" ที่ปรากฏขึ้นบนคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง อย่างตอนที่เราโดน ก็มีข้อความเป็นไฟล์ notepad เขียนเย้ยมาประมาณว่า... "ตกใจล่ะสิที่เปิดไฟล์ไม่ได้ ไม่เป็นไรเราแก้ไขให้คุณได้ จ่ายตังมาสิ! โดยคุณสามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ [อีเมล์] นี้ หรือถ้าไม่เชื่อก็ลองส่งไฟล์ที่โดนล็อคของคุณเข้ามาแล้วเราจะปลดล็อคให้ดูก่อนก็ได้นะ" ตอนอ่านเจอนี่คือแบบถอนหายใจพร้อมบ่นออกมาเป็นเหล่าสรรพสัตว์เลยล่ะ ที่ตลกคือ... พอเราลองใส่ DATA ตัวใหม่เข้าไปในคอม (เช่น ดาวน์โหลดรูปจากกูเกิ้ลมาลงเครื่อง) แล้วรีสตาร์ทไฟล์นั้นก็โดนตามล็อคไปด้วย สรุปคือทั้งเครื่องทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าอินเตอร์เน็ต แต่โชคดีที่เครื่องเพิ่งไปทำการอัปเกรดและลง window มาใหม่ และที่ร้านซ่อมยัง backup ข้อมูลในเครื่องของเราทั้งหมดไว้อยู่ รอดตัวไป~ ก็เอาเครื่องไปล้างและลงโปรแกรมใหม่อีกรอบได้แบบไม่เสียดายอะไร มีโปรแกรมไหนบ้างที่เป็น Ransomware ถ้าตัวที่ชื่อกระฉ่อนโลกเมื่อปี 2017 เลยก็คือ "WannaCry" ที่ได้แพร่กระจายไปหลายเครื่องเพื่อทำการเรียกค่าไถ่จำนวน 300 ดอลล่าร์จากเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นระดับองค์กรทั้งนั้นด้วย WannaCry ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ก็โดนกันไปประมาณ 400,000 เครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก โดย WannaCry จะทำงานโดยอาศัยช่องโหว่ของ Window XP และ Vista แถมยังแฝงไปกับอีเมล์หรือข้อมูลเอกสารได้ด้วย จึงทำให้มันแพร่อย่างรวดเร็ว SamSam ตัวนี้ก็เห็นว่าร้าย Ransomware ตัวนี้ได้มุ่งโจมตีไปที่ Computer Network ของบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศอื่นทั่วโลก เรียกได้ว่าเน้นกลุ่มที่กระเป๋าตังหนักโดยเฉพาะ จนกวาดเงินไปได้กว่า 180 ล้านบาทแล้ว ซึ่งเจ้าตัวนี้นอกจากปิดกั้นการเข้าถึงไฟล์แล้ว ยังปิดกั้นการใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วย ทำให้แม้จะ backup ไว้ก็เรียกคืนไม่ได้และต้องจำใจจ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้ และตัวที่ฝั่งผู้เขียนโดนก็คือ Garbage Cleaner ชื่อเหมือนโปรแกรมสแกนไวรัสเลย แต่ไม่ใช่! มันนั่นแหละคือไวรัส!! ซึ่งในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาก็มีผู้ใช้หลายคนทั่วโลกโดนเหมือนกัน (สำรวจมาจาก Reddit) ส่วนไปโดนมาได้อย่างไรจะขอเล่าในหัวข้อถัดไปนะ นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมี Ransomware ในโลกอีกหลายตัวเลยที่ไม่รู้จักหรือแทบไม่มีข้อมูลเลย เพราะฉะนั้นเราควรทำความรู้จักกับรูปแบบโปรแกรมและวิธีป้องกันไว้ดีกว่า =========================== Ransomware นั้นมาจากหนใด ช่องทางการแพร่กระจายของ Ransomware นั้นมีหลายช่อทาง ดังเช่น... แฝงมาใน Email - โดยจะมาในลักษณะของไฟล์แนบ โดยอีเมลที่ส่งมาจะถูกทำให้ดูน่าเชื่อถือ ด้วยหัวข้อ สำนวนการเขียน ไปจนถึงชื่อผู้ส่งที่เหมือนมาจากองค์กรใหญ่ และไฟล์แนบก็จะไม่แสดง .exe ให้เราเห็นด้วย จึงทำให้ผู้รับตายใจได้ง่ายๆ เลย โฆษณา - พวกแบนเนอร์โฆษณาที่ดูน่าสนใจ คลิ๊กเข้าไปก็อาจโดนไม่รู้ตัวนะ เชื่อมโยงเข้าเว็บไซต์ - เคยไหมคะ เวลาเล่นเว็บอยู่ดีๆ ชอบมีหน้าต่างใหม่เด้งขึ้นมา ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามีแนวโน้มเป็นมัลแวร์ แต่ในบรรดาลิงก์ที่ถูกโยงเหล่านั้นก็มีพวก Ransomware ปนอยู่ด้วยเช่นกัน ซ่อนมาในไฟล์ดาวน์โหลด - อันนี้เราโดนเอง สำหรับใครที่ชอบมองหาโปรแกรมฟรี เช่น โปรแกรมแต่งรูป โปรแกรมบันทึกหน้าจอ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ฯลฯ ไปจนถึงโปแกรม crack สำหรับลงโปรแกรมเถื่อนด้วย ก็จะได้ไวรัสเรียกค่าไถ่มาเป็นของแถมด้วย ยิ่งตัวไหนคนฮิตใช้ก็เดาได้เลยว่ามีลดแลกแจกแถมมาด้วยแน่นอน คอนเฟิร์มโดยคนเขียนจ้า T^T =========================== แล้วจะป้องกัน Ransomware ได้อย่างไร แน่นอนว่าเราจะไม่แนะนำแบบ... ใช้ Anti-Virus สิ เพราะมันไม่ได้ผลหรอกจ้า Ransomware นับเป็นมัลแวร์ที่ฉลาดนะ มีสกิลเจาะเกราะด้วย เพราะตอนที่ทางเราโดนนั้น ก็โดนในขณะที่ Window Defender ของ Window 10 ถูกเปิดอยู่ คือวินโดว์มันก็แจ้งนะว่ามีไฟล์แปลกๆ เรากดบล็อคแล้ว สุดท้ายมันก็ทะลุเข้ามาได้และรีสตาร์ทเครื่องเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็โดนล็อคไฟล์ไปตามระเบียบ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ หมั่นจัดการข้อมูลและ backup ไฟล์สำคัญสำรองไว้ข้างนอกเครื่องเสมอ (เช่น external harddisk) ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่อง Ransomware ได้แล้ว ยังช่วยป้องกันเหตุไม่คาดฝันอื่นๆ อย่าง ฮาร์ดดิสก์เสีย วินโดว์พัง ไปจนถึงคอมระเบิด ก็ยังเรียกงานสำคัญคืนมาได้ ที่สำคัญคือ ควรตรวจสอบไฟล์ที่จะมาลงเครื่องทุกครั้งว่ามีความผิดแปลกหรือไม่ ถ้าไม่น่าไว้ใจก็อย่าเสี่ยงดีกว่า และอย่าลืมติดตามข่าวสารในวงการ IT และ Software อย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อจะได้ทราบความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเองจ้า =========================== ข้อมูลอ้างอิง Ransomware คืออะไร? โดย IT Chulalongkon University ย้อนรอยเหตุ 'Ransomware' สะเทือนโลก โดย Bangkokbiznews Ransomware - Wikipedia รู้จักกับ Ransomware ตัวใหม่ที่ร้ายกว่าเดิมในชื่อ SamSam โดย monsterconnect
24 Feb 2021
Linus Tech เผย การที่ Nvidia ออกการ์ดสำหรับ BitCoin ราคา RTX ก็ไม่ตก
นับเป็นข่าวน่ายินดีสำหรับเหล่าเกมเมอร์เมื่อทาง Nvidia ได้ประกาศว่าจะออกการ์ดจอรุ่นพิเศษสำหรับขุด BitCoin โดยเฉพาะมาให้ เพื่อที่ให้เหล่านักขุดไม่ไปแย่งซื้อการ์ดจอ RTX กับเหล่าเกมเมอร์ ซึ่งหลายคนน่าจะคิดว่าสถานการณ์การ์ดจอขาดตลาดจะดีขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญ Linus Sebastian ไม่คิดเช่นนั้น Linus ได้กล่าวว่า ต่อให้ Nvidia จะวางขาย CMP (การ์ดจอขุดเหมือง) ออกมา มันก็ไม่น่าจะทำให้ของขาดตลาดน้อยลง เนื่องจากการ์ดเหล่านั้นมันไม่สามารถเอาไปขายต่อได้ในวันที่เหล่านักขุดตัดสินใจที่จะเลิกขุด ในขณะที่การ์ดจอ RTX ที่ใช้เล่นเกมยังสามารถเอาไปขายต่อให้กับเหล่าเกมเมอร์เพื่อเอากำไรเพิ่มอีกเล็กน้อยได้ Linus ยังกล่าวอีกด้วยว่า จริงๆ Nvidia ไม่ได้ต้องการจะช่วยเหล่าเกมเมอร์ด้วยการแบ่งตลาดของผู้ใช้งานอย่างชัดเจน แต่จริงๆ แล้วเป็นกลวิธีที่จะทำกำไรให้กับบริษัทเพิ่มเติมมากกว่า แถมยังไม่รวมเรื่องที่ว่า การผลิต CMP อาจต้องแบ่งชิ้นส่วนการผลิตมาจากทางฝั่ง RTX ซึ่งก็จะทำให้ผลิตได้น้อยลงกว่าเดิมอีก ถ้าเป็นไปตามที่เขาว่ามาจริงๆ แบบนี้หมายความว่าเหล่าเกมเมอร์จะเจอกับปัญหาการ์ดสำหรับเล่นเกมขาดตลาดไปอีกพักใหญ่ๆ เลยครับ
23 Feb 2021
Nvidia อาจใส่ชิปป้องกันขุด BitCoin ในการ์ดจอ RTX ทั้งหมดที่จะผลิตหลังจากนี้
นับเป็นข่าวดีสำหรับเหล่าเกมเมอร์เมื่อมีการยืนยันว่า RTX 3060 จะถูกลดประสิทธิภาพของการ์ดลง หาก Bios ตรวจพบว่าผู้ใช้ง่ายเอาการ์ดไปขุด BitCoin แต่จะมีการออกการ์ดสำหรับขุด BitCoin โดยเฉพาะออกมาให้แทน ซึ่งวันนี้ก็มีอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับเกมเมอร์ชาว PC เพราะการ์ดทุกรุ่นที่ถูกผลิตหลังจากนี้ อาจมีการใส่ชิปป้องกันการขุดแบบเดียวกับ 3060 ทั้งหมดครับ คำว่าผลิตหลังจากนี้หมายถึงรวม 3060Ti, 3070, 3080 และ 3090 ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดโดยผู้ใช้งาน Twitter ที่ชื่อว่า kopite7kimi โดย RedGamingTech เองก็ได้มาตอบ Twitter ของเขาว่าได้ยินสิ่งที่คล้ายๆ กันมา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะเป็นความจริง การที่ Nvidia จะใส่ชิปนี้เข้ามาในการ์ดจอทุกรุ่น จะเท่ากับว่าการ์ดจอสำหรับเล่นเกมทั้งหมด ที่ผลิตออกมาหลังจากนี้ อาจไม่ได้มีราคาสูงเท่ากับการ์ดที่มีในตลาดตอนนี้ เนื่องจากมันไม่สามารถเอาไปขุด BitCoin ได้ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยันโดย Nvidia ดังนั้นต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเป็นเรื่องจริงแค่ไหนครับ Credit: https://www.notebookcheck.net/NVIDIA-may-re-release-the...
22 Feb 2021
Lenovo Legion 5 ที่สุดแห่งดีไซน์! โมเดลที่เหมาะจะเป็นเครื่องรองพกพามากที่สุด
โดยปกติแล้ว เชื่อว่าเกมเมอร์บน PC ในปัจจุบันได้หันมาใช้เครื่องแบบประกอบกันหมดแล้ว เนื่องจากมีราคาถูกลงเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถเพิ่มลดราคาในชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตามใจ แต่การใช้เครื่องแบบประกอบก็มีปัญหาในเรื่องของความสะดวกเวลาใช้งานนอกสถานที่ เนื่องจากการยกไปยกมาไม่ใช่เรื่องที่สนุกเลย ส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะซื้อ โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งราคาไม่แพงมาก เอาไว้ใช้เล่นเกมเมื่อจำเป็นต้องเดินทางไปที่ไกลๆ ซึ่งทางฝั่งผู้ผลิตเองก็เล็งเห็นถึงจุดนี้ และเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งราคาจับต้องได้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Lenovo ที่ออกซีรีส์ Legion ของพวกเขาให้มีราคาตั้งแต่ 20,000 กลางๆ ไปจนถึง เกือบๆ 100.000 โดยเครื่องที่ผมจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักวันนี้คือ LENOVO LEGION 5 15ARH05-82B500FQTA ที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 33.000 บาท ครับ ดีไซน์เรียบหรูดูแพง เรื่องแรกที่เห็นแล้วเป็นต้องหลงรักเลยคือในเรื่องของดีไซน์ที่มาในสีดำเรียบทั้งเครื่อง เรียบเนียน บางเฉียบ คือเห็นแล้วจะมีความรู้สึกว่า "เครื่องนี้จะต้องมีราคาอย่างแน่นอน" แต่ในความเป็นจริงๆ ราคาของ Legion 5 ก็ไม่ถึงกับจับต้องไม่ได้เหมือนกับตัวท็อปๆ ของแบรนด์อื่นครับ ล่าสุดที่พบเช็กในเว็บไซต์ของ JIB รุ่นที่ผมได้มามีราคาแค่เพียง 32,900 บาทเท่านั้น คือเรียกได้ว่าไม่แพงจนเกินไปจริงๆ น้ำหนักเพียง 2.46 กิโล เบากว่านี้ก็มือถือแล้ว Legion 5 ถือได้ว่าเป็นโมเดลที่ Lenovo ใส่ใจเรื่องของการออกแบบเป็นอย่างมาก โดยสามารถสัมผัสได้เลยหลังจากได้ใช้งานด้วยตัวเอง เรื่องแรกคือน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไปเพียงแต่ 2.46 กิโลเท่านั้น ส่งผลให้การพกพาโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งเครื่องนี้ไปเล่นนอกสถานที่สามารถทำได้ง่าย และไม่เป็นภาระของผู้ใช้งาน พอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาเยอะ และไม่เกะกะ เรื่องที่สองคือพอร์ตการเชื่อมต่อ Legion 5 ออกแบบให้เกือบทั้งหมดต้องทำผ่านหลังเครื่องเท่านั้น และเหลือ USB ไว้ทางซ้ายกับขวาของเครื่องเพียงแค่ด้านละ 1 พอร์ต ซึ่งการทำแบบนี้จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานมีพื้นที่สำหรับขยับเมาส์ไปมาได้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาหัวของสาย USB จากเมาส์, คีย์บอร์ด, สาย Power, และ สาย HDMI มักสร้างปัญหากินพื้นที่ข้างๆ ของโน๊ตบุ๊คไปโดยไม่จำเป็นเสมอ ถือได้ว่าคิดเพื่อผู้ใช้งานมาเป็นอย่างดีจริงๆ ครับ คุณสมบัตติทางเทคนิค CPU: AMD Ryzen 7 4600H Max boots 4.2 GHz GPU: NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti 4GB GDDR6 Screen Size: 15.6" (1920x1080) Full HD Panel Type: IPS Anti Glare – จอด้าน Refresh Rate: 144 Hz Memory Size: 8 GB DDR4 Solid State Drive: 512 GB SSD PCIe M.2 Weight: 2.46 kg OS Bundle: Windows 10 Home (64 Bit) หลังจากได้อ่านสเปคคร่าวๆ แล้ว เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า เจ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไม่ได้มาพร้อมกับสเปคที่แรงอะไรมากมายนัก แต่ก็ไม่ได้กระจอกงอกง่อยจนเล่นเกมใหญ่ๆ ไม่ไหว กล่าวคือเป็นสเปคที่สมราคา และไม่แพงจนเกินไปจะถือว่าถูกต้องที่สุดครับ ออกแบบมาให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น โดยปกติแล้วโน๊ตบุ๊คจะมีข้อเสียที่ร้ายแรงมากๆ อยู่ที่การระบายความร้อน เนื่องจากพัดลมที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก และทิศทางการระบายที่ไม่ดีเท่ากับเครื่อง PC โดยเจ้า Legion 5 ถูกออกแบบมาดูดลมเย็นเข้าข้างล่าง และระบายออกทางด้านหลังของเครื่อง และมีการยกเครื่องให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ลมเย็นสามารถไหลเข้าไปใต้เครื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็ถือว่าช่วยได้เยอะมากเลยจาก เท่าที่ผมได้ใช้งานมาครับ เล่นเกมเป็นไง ในส่วนของการเล่นเกมตัวผมเองได้ทำการ Test ในเกมสองกลุ่มคือที่เป็นแนว Online เน้นไปที่การเล่นแบบ Multiplayer กับกลุ่มเกม AAA ที่มีกราฟิกหนักๆ ซึ่งจะขอกล่าวรวมถึงโชว์ผลทดสอบต่อไปแบบแบ่งหมวดหมู่กันข้างล่างนี้ครับ เกม AAA โดยปกติเกมตระกูลนี้จะมาพร้อมกับ ภาพ / กราฟิก ที่สวยงาม ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถของ Hardware ที่สูงถึงจะดันภาพได้มากกว่า 60 FPS ผมได้ทดลองใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทดลองเล่น 3 เกมด้วยกันคือ Shadow of the Tomb Raider, Assassin's Creed Valhalla และ Cyberpunk 2077 ครับ Shadow of the Tomb Raider ผมทดลองใช้ Benchmark ที่ตัวเกมมีมาให้ ในการทดสอบคุณภาพกราฟิกระดับ High ดู โดยเจ้าเครื่องนี้สามารถทำ Refresh Rate เฉลี่ยได้อยู่ที่ 54 FPS ซึ่งถือว่าทำได้เกินความคาดหมายของผมอยู่พอสมควร เนื่องจากเกมนี้จริงๆ แล้วค่อนข้างจะกินสเปคมาก และมีผู้เล่นหลายคนบ่นเกี่ยวกับเรื่อง FPS ที่ต่ำครับ ดูผลทดสอบได้ข้างล่างนี้ Assassin's Creed Valhalla ต่อมาคือเกมภาคต่อของซีรีส์นักฆ่าที่ให้เรารับบทเป็นชาวไวกิง ซึ่งด้วยความที่เกมนี้มี Benchmark มาให้เหมือนกันผมเลยทำการทดสอบโดยตั้งคุณภาพของกราฟิกเป็นแบบ Custom โดยดันตัวเลือกต่างๆ ขึ้นไป High ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (แรมการ์ดจอน้อยเลยไป High หมดไม่ได้ครับ) โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ Refresh Rate เฉลี่ยได้อยู่ที่ 45 FPS ต่ำสุด 28 และสูงสุด 70 ครับ ดูผลทดสอบเต็มๆ ได้ข้างล่าง Cyberpunk 2077 ปิดท้ายด้วยเกมฟอร์มยักษ์จากทาง CD Projekt Red ที่น่าจะมีกราฟิกโหดที่สุดในตอนนี้ น่าเสียดายที่เกมนี้ไม่มี Benchmark มาให้ใช้ด้วยเช่นเดียวกับทั้งสองเกมข้างบนผมจึงไม่มีค่าเฉลี่ยหรือกราฟมาให้ดู เบื้องต้นผมตั้งค่ากราฟิกไว้ที่ Medium เท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ใกล้เคียงกับ Assassin's Creed Valhalla มีค่า Refresh Rate เฉลี่ยได้อยู่ที่ประมาณ 45 FPS มีลงไปต่ำถึง 22 - 28 FPS บ้าง และในฉากต่อสู้แบบดุเดือดจัดๆ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 35 - 40 FPS ครับ สังเกต FPS ได้ที่มุมซ้ายบน ของแต่ละภาพ แนว Online เน้น Multiplayer เชื่อว่าถ้าเป็นแนวนี้เพื่อนๆ น่าจะอยากเห็นผลทดสอบของเกมตระกูล FPS มากที่สุดผมจึงเลือกเกมมาทดสอบสองตัวด้วยกันคือ Apex Legends และ Valorant ครับ Apex Legends ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกม Battle Royale ที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีอายุได้ 3 ปีแล้ว โดยสำหรับเพื่อนๆ ที่เล่นเกมนี้อยู่น่าจะทราบดีเลยว่า Apex เป็นเกมอีกเกมกินสเปคสูงมาก โดยในการทดสอบครั้งนี้ผมได้ตั้งค่าทุกอย่างเอาไว้ที่ High เลย ซึ่งเครื่องก็สามารถทำ FPS เฉลี่ยได้มากกว่า 60 FPS และมีขึ้นไปสูงถึง 100 FPS บ้างในที่มืด รวมถึงมีตกลงไปถึง 49 FPS บ้างเวลาดวลปืนกันแบบเดือดๆ ครับ สังเกต FPS ได้ที่มุมซ้ายบน ของแต่ละภาพ Valorant ดูเกมที่ใช้สเปคแรงๆ ไปแล้วมาดูเกมที่ไม่ค่อยกินเท่าไหร่อย่าง Valorant บ้าง เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ผมได้ตั้งค่ากราฟิกของเกมไว้ที่ High เช่นกัน โดยค่า FPS เฉลี่ยก็อยู่ที่มากกว่า 120 ครับมีบางครั้งที่ตกลงไปถึง 100 บ้าง และก็มีบางครั้งที่พุ่งขึ้นไปถึง 170 FPS เช่นกัน สรุป โดยรวมแล้ว Legion 5 ถือเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องรอง ที่เหมาะจะเอาไว้เล่นเกมเวลาจำเป็นต้องออกไปนอกสถานที่สำหรับเหล่าเกมเมอร์ และอาจเป็นเครื่องที่เหมาะจะใช้เป็นเครื่องหลักหากไม่ได้มีรสนิยมชอบเล่นเกมที่ใช้สเปคหนักๆ ก็สามารถซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้ แต่ถ้าหากเป็นคนชอบเล่นเกมที่ใช้สเปคหนักๆ เป็นหลักแล้วละก็ ตัวผมเองไม่แนะนำเท่าไหร่ครับ เนื่องจากต่อให้โมเดลนี้จะสามารถระบายความร้อนได้ดีขนาดไหน ตัวเครื่องก็ยังถือว่ามีความร้อนที่สูงจนอาจเป็นอันตรายต่อ อะไหล่ภายใน หรือตัวผู้ใช้งานอยู่ดีครับ  
19 Feb 2021
RTX 3060 จะขุด BitCoin ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่จะมีรุ่นสำหรับขุดเฉพาะตามมา
ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกมเมอร์ชาว PC ไปครับ เมื่อ Nvidia ประกาศออกมาว่า Driver ของ Geforce RTX 3060 ที่กำลังวางขาย จะทำให้การ์ดมีประสิทธิภาพในการขุด BitCoin ลดลง 50% เพื่อให้ตัวการ์ดถูกซื้อไปใช้งาน หรือเล่นเกมจริงๆ เท่านั้น! อย่างไรก็ตาม Driver ตัวใหม่นี้ดูเหมือนจะส่งผลกับ RTX 3060 เท่านั้น สำหรับการ์ดจอรุ่นพี่อย่าง 3060Ti, 3070, 3080 และ 3090 จะยังคงสามารถใช้ขุด BitCoin ได้เหมือนเดิมตามปกติ (ซึ่งอาจทำให้ราคาของทั้ง 4 รุ่นเพิ่มขึ้นไปอีก) ครับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหนึ่งข่าวที่อาจจะเป็นข่าวดี คือทาง Nvidia ได้มีการประกาศว่าหลังจากนี้จะออกการ์ดจอรุ่นพิเศษสำหรับขุด Cryptocurrency ออกมาให้โดยเฉพาะ ซึ่งถ้าหากว่าการ์ดใบนี้ถูกวางจำหน่ายแล้ว เป็นไปได้ว่าการ์ดจอสำหรับเล่นเกมเอง ก็อาจจะลดราคาลงมาให้เราสามารถหาซื้อมาใช้ได้ แต่ก็คงต้องรอดูกันต่อไปครับ Credit: https://www.pcgamer.com/nvidia-not-limiting-gpus-already.../
19 Feb 2021
ร้านอินเตอร์เน็ตในเกาหลีใต้หันมาทำเหมือง BitCoin สู้ภัย COVID-19 ตอนนี้!
แม้จะผ่านไปเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว แต่พิษร้าย COVID-19 ก็ยังคงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์เราเช่นเดิม โดยเฉพาะร้านให้บริการณ์ต่างๆ ที่ดูจะเจ็บหนักมากที่สุด แต่สำหรับร้านอินเตอร์เน็ตอาจยังพอมีทางพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อยู่ครับ ด้วยการใช้การ์ดจอที่มีทำเหมืองเงิน Cryptocurrency ผู้ใช้งาน Twitter ที่ชื่อว่า harukaze5719 ได้โพสต์ข้อความว่า "ตอนนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้ ร้านอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ได้หันมาใช้การ์ดจอที่มีในร้าน มาทำเป็นเหมือง Cryptocurrency (หรือขุด BitCoin) ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด" ซึ่งในช่วงที่ BitCoin มีค่าถึงเหรียญละ 1.49 ล้านบาท แบบนี้ ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีเลยครับ In Korea, where internet cafes are quite common, it seems that they are becoming more widespread. https://t.co/r09ZjrCC1t — 포시포시 (@harukaze5719) February 16, 2021 Credit: https://www.pcgamer.com/gaming-internet-cafe-cryptocurrency-mining/
17 Feb 2021
Nvidia เปิดตัวปลั๊กอิน DLSS สำหรับ UE4 ให้ผู้พัฒนานำไปใส่ในเกมได้ง่ายขึ้น
นับเป็นข่าวดีสำหรับเกมเมอร์ชาว PC ทุกคน เมื่อล่าสุดทางผู้ผลิตการ์ดจอชื่อดัง Nvidia ได้จับมือกับบริษัท Epic Games ในการปล่อยปลั๊กอิน DLSS (Deep Learning Super Sampling) สำหรับใช้คู่กับ Unreal Engine 4 ออกมา ทำให้ผู้พัฒนาสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใส่ไว้ในเกมของตัวเองได้ง่ายขึ้น สำหรับคนที่ไม่ทราบ เทคโนโลยี DLSS เป็นการนำระบบ A.I. มาช่วยในการประมวลผลภาพกราฟฟิกในเกม และช่วยแบ่งเบาภาระของทั้งการ์ดจอและ CPU ในการแสดงผลกราฟฟิกต่างๆ เพื่อพัฒนาค่าเฟรมเรตของเกมให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะสำหรับการเล่นเกมที่ใช้ระบบ Ray Tracing ซึ่งกินพลังงานของการ์ดจออย่างหนัก โดยเทคโนโลยี DLSS นั้นสามารถทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นเกมอย่าง Cyberpunk 2077 หรือ Death Stranding ที่ความคมชัดระดับ 4K ได้โดยที่ยังคงเฟรมเรต 60 FPS หรือสูงกว่า ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ใช้เทคโนโลยีนี้ ที่ผ่านมาเทคโนโลยี DLSS ถือเป็นเทคโนโลยีที่นำมาใส่ในเกมยากมากๆ ทำให้ในปัจจุบันมีเกมที่รองรับระบบ DLSS อยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น (ไม่ถึง 30 เกม) และทำให้ผู้พัฒนาหลายๆ ค่ายไม่กล้านำระบบ Ray Tracing มาใส่ในเกมของตนเองไปด้วย การทำให้ DLSS เข้าถึงง่ายขึ้นจึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยี Ray Tracing ไปสู่ผู้พัฒนาทุกระดับ ตั้งแต่ค่าย AAA ทุนสร้างสูงไปจนถึงผู้พัฒนาอินดี้ ทั้งนี้ เทคโนโลยี Ray Tracing และ DLSS จะใช้ได้กับการ์ดจอของบริษัท Nvidia เท่านั้นในขณะนี้ โดยบริษัทคู่แข่งอย่าง AMD ก็กำลังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายกันของตัวเองอย่าง FidelityFX Super Resolution อยู่ ซึ่งจะสามารถทำงานบนเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่ๆ อย่าง PlayStation 5 และ Xbox Series X / S ได้ด้วย แม้จะยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่าจะเสร็จเมื่อไหร Credit: https://www.polygon.com/2021/2/16/22285726/nvidia-dlss-unreal-engine-4-plugin
17 Feb 2021
CEO ใหม่ Intel ยืนยัน จะทำให้บริษัทกลับมาอยู่แนวหน้าตลาด CPU ให้ได้
Intel เคยเป็นผู้นำในการผลิต CPU ที่อยู่แนวหน้าของโลกมาตลอด แต่ในเจเนอเรชันใหม่ พวกเขาได้แพ้ให้กับ CPU ของ AMD เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเรื่องของความแรง ส่งผลให้ในปัจจุบันเหล่าเกมเมอร์หันไปใช้ Ryzen กันมากขึ้น หลายคนอาจคิดว่าต่อจากนี้ AMD จะกลายมาเป็นผู้นำในการผลิต CPU แทนหลังจากนี้ แต่ CEO คนใหม่ของ Intel ยืนยันว่าจะทำให้บริษัทกลับมาอยู่แนวหน้าของตลาดให้ได้ Pat Gelsinger อดีตวิศวกรผู้มีประสบการณ์ ได้รับช่วงต่อในตำแหน่ง CEO ของบริษัท Intel แทนคุณ Bob Swan และสัญญาว่าจะทำให้  CPU ของ Intel กลับไปอยู่แนวหน้าของตลาดเอาชนะ Arm, AMD รวมถึง Apple ให้ได้  ซึ่งเขาเชื่อว่าทางบริษัทมีทั้งสถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีการผลิตที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่การจะกลับไปยิ่งใหญ่อีกครั้งอาจจำเป็นต้องเวลาเพิ่มอีกเล็กน้อย เท่าที่ได้อ่านผลหลุดการทดสอบ CPU เจน 11 ของทาง Intel ต้องยอมรับเลยว่าไม่สามารถสู้กับ Ryzen ซีรีส์ 5 ได้เลย ส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการผลิตที่ยังตามหลัง AMD อยู่ ถ้าหากว่า Intel สามารถย่อขนาดของชิปตัวเองให้เล็กกว่า AMD ได้ ตอนนั้นคิดว่าคงกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ไม่ยากครับ Credit: PCGamer
16 Feb 2021
เจาะลึกรายละเอียดสเปกเครื่อง Samsung Galaxy S21, S21+ และ S21 Ultra พร้อมราคาขายในบ้านเรา!
เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนตัวใหม่ของแบรนด์กิมจิอย่าง “Samsung” โดยรอบนี้จะเป็นตระกูล Galaxy S21 Series แถมบ้านเราเองก็เปิดให้สั่งจองพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว วันนี้เกวลินเองก็เลยตัดสินใจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของ Galaxy S21 Series ในแต่ละรุ่นมาอัปเดตให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกัน รวมไปถึงราคาในแต่ละรุ่นว่าในบ้านเราวางจำหน่ายอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วมีโปรโมชั่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง เผื่อใครที่อยากจะเปลี่ยนมือถือในช่วงเวลานี้ Samsung Galaxy S21 Series อาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจก็เป็นได้ค่ะ ก่อนอื่นเราจะต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Samsung Galaxy S21 Series ที่เปิดตัวมีทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันประกอบไปด้วย Samsung Galaxy S21, Samsung Galaxy S21+ และ Samsung Galaxy S21 Ultra โดยแต่ละรุ่นก็จะมีสเปกภายในที่แตกต่างกันพอสมควรเริ่มจากขนาดหน้าจอกันก่อนเลยค่ะ เริ่มจาก Galaxy S21 จะมีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.2 นิ้วไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไปถือกำลังเหมาะมือเลยค่ะ ตามมาด้วย Galaxy S21+ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.7 นิ้วถือว่าใหญ่ใกล้เคียงกับรุ่นท็อปเลยนะคะ ทั้งสองรุ่นนี้ตัวหน้าจอจะไม่ได้เป็นจอโค้งนะคะ สุดท้าย S21 Ultra มีขนาดหน้าจอ 6.8 นิ้ว เล็กกว่า Note 20 Ultra 1 นิ้วค่ะ แต่ความพิเศษของ S21 Ultra อยู่ตรงที่ความละเอียดของหน้าจอเป็นรูปแบบ WQHD+ ทำให้เราสามารถรับชมวีดีโอคอนเทนต์ที่มีความละเอียดสูงได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถขับรีเฟรชเรทได้สูงถึง 120Hz อีกด้วย หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่อง “รีเฟรชเรท” ว่าถ้ามือถือสมาร์ทโฟนยิ่งมีค่านี้สูงมันดียังไง!? มันจะดีตรงที่เวลาเราเลื่อนสไลด์หน้าจอมันจะดูลื่นไหลไม่ปวดตา แล้วถ้าเราดูพวกวีดีโอคอนเทนต์ต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์จากระบบสตรีมมิ่ง หรือ ดู Youtube ที่มีความละเอียดสูง ๆ จะเห็นความแตกต่างชัดเจนด้วย แต่ทั้งนี้การเปิดใช้งานรีเฟรชเรทสูงก็ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วด้วย ดังนั้นแนะนำให้ตั้งค่าปรับอัตโนมัติดีที่สุดค่ะ เกือบลืมบอกไปตัวท็อปอย่าง S21 Ultra สามารถตั้งค่ารีเฟรทเรชแบบต่ำสุด 10Hz ได้ด้วย เพื่อใช้งานกับการทำงานบางอย่างเพื่อลดการกินแบตเตอรี่ได้ดีในส่วนหนึ่งค่ะ แล้วด้วยตัวหน้าจอ Samsung Galaxy S21 Series ทุกรุ่นใช้หน้าจอ “Dynamic AMOLED 2X” จะมีความสว่างสูงทำให้เมื่อเราใช้งานกลางแดดก็สามารถมองเห็นถึงรายละเอียดหน้าจอได้อย่างสบาย ๆ โดย Galaxy S21 และ S21+ จะมีค่าความสว่างที่ปรีับได้สูงสุดอยู่ที่ 1,300 nits ส่วนตัวท็อปสุด Galaxy S21 Ultra ค่าความสว่างก็ดันได้มากถึง 1,500 nits แล้วความพิเศษของรุ่นนี้ก็คือหน้าจอจะแบนไม่ได้มีวิถีจอโค้งเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ใครที่รู้สึกว่าจอโค้งใช้งานลำบากาฟิล์มติดก็ยาก หรือเคสที่บางทีติดฟิล์มกระจกแล้วมีการดันฟิล์มออก โอ๊ย...ปัญหาเยอะแบบนี้ก็ลองมาเล่นรุ่นนี้ดูกันได้ค่ะ แม้ว่า CPU ที่วางจำหน่ายในบ้านเราจะไม่ใช่ Snapdragon เหมือนกับประเทศเกาหลีใต้ก็ตาม แต่ชิปเซ็ตขุมพลังตัวใหม่อย่าง “Exynos 2100” ก็มีความแตกตางจากรุ่นก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน เริ่มจากสายการผลิตเป็นสถาปัตยกรรม 5 นาโนเมตร เล็กแบบนี้แต่ก็มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนเป็นอย่างมาก ภายในชิปเซ็ตมีโมเด็ม 5G ในทุก ๆ รุ่นของ Samsung Galaxy S21 Series ในด้านของ GPU หรือตัวประมวลผลกราฟฟิกรอบนี้มาแปลกนิดหน่อยค่ะ เพราะเขาเลือกใช้ “Mali-G78 MP14” จากปกติแล้วจะเป็นตระกูล Adreno ทำให้เมื่อนำมาทดสอบกับการเล่นเกมพบว่า  “เกมส่วนใหญ่สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล ยกเว้นเกมที่จะต้องปรับรายละเอียดกราฟฟิกหรือประมวลผลสูง ๆ อย่าง Genshin Impact ยังมีเฟรมเรตดรอปเป็นระยะ ๆ ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร”  ในด้านของความร้อนเมื่อเครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ สื่อที่ได้ลองเทสก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันรู้สึกอุ่น ๆ ไม่ได้ร้อนจนเกินไป แล้วถ้าปล่อยให้เครื่องทำงานปกติแบบไม่ต้องทำอะไรใช้ระยะเวลาไม่กี่นาทีเครื่องก็จะกลับสู่ในอุณหภูมิสภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม Samsung Galaxy S21 Series ไม่ได้ดูออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมอย่างเดียวนะคะ แต่หน้าที่หลัก ๆ ของมันก็คือ “สมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง” ดังนั้นเราจะต้องเข้าใจในส่วนนี้กันด้วยนะคะ ตามมาด้วยหน่วยความจำหรือ Ram กันหน่อยค่ะ Galaxy S21 และ S21+ ทาง Samsung จัดมาให้แค่ 8GB. เท่านั้น ส่วนตัวท็อปอย่าง Galaxy S21 Ultra จัดมาให้ทั้งหมด 2 รุ่นคือ 12GB. กับ 16GB. ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ ทำให้เราสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นหลาย ๆ ตัวได้อย่างสบาย ๆ เลยค่ะ ทั้งนี้เกวลินก็คิดว่า Ram แค่ 8GB. ก็เพียงพอในการใช้งานทั่วไปหรือในการเล่นเกมแล้วค่ะ แต่ถ้าใครอยากจะเอาไว้เยอะ ๆ ก่อนก็ได้เหมือนกันถ้างบเพื่อน ๆ ถึงนะคะ จุดต่อมาที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเรื่อง “เลนส์กล้องที่ใช้ในการถ่ายรูป” ก็ต้องบอกว่า Samsung Galaxy S21 Series ทำเอารุ่นพี่ที่อยู่ในมือของเกวลินอย่าง Galaxy Note 20 Ultra 5G สั่นไปหมดเลยค่ะ เพราะมีการพัฒนาก้าวกระโดดไปอีกขั้น ( ชิ! น้อยใจซะจริงเลย ) โดยมีการเปิดเผยออกมาแล้วนะคะว่า Galaxy S21 Ultra จัดไปเลยเรื่องเลนส์กล้องเหนือกว่า Galaxy S21 และ S21+ ชนิดที่ไม่เห็นฝุุ่นกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ติดอะไร ฉันมีงบเพียงแค่นี้จะเล่นรุ่นเล็ก รุ่นกลางก็ได้ทั้งนั้นค่ะ โดยทั้งสองรุ่นนี้ในเรื่องของสเปกเลนส์กล้องจะเหมือนกันนั้นก็คือเลนส์กล้องหลัก ( ด้านหลัง ) จะมีความละเอียดอยู่ที่ 12MP, เลนส์ Ultra-Wide ที่เก็บมุมกว้างได้ถึง 120 องศาความละเอียด 12MP และ เลนส์ Telephoto คุณพระ! จัดความละเอียดมาให้ 64MP เลยค๊าคุณผู้อ่าน! แถมยังสามารถซูม Hybrid Optic ได้ถึง 3 เท่าแล้วก็ยังมีระบบกันสั่นแบบ OIS ติดมาด้วย ส่วนตัวท็อปอย่าง Galaxy S21 Ultra สเปกเลนส์กล้องอัดมาให้เน้น ๆ เลนส์กล้องหลัก ( ด้านหลัง ) มีความละเอียด 108MP, เลนส์ Ultra-Wide ที่เก็บมุมกว้างได้ถึง 120 องศาความละเอียด 12MP และ เลนส์ Telephoto ที่จัดมาให้ถึง 2 ตัว โดยเราจะสามารถซูมแบบ Optical ได้ 3 กับ 10 เท่า แล้วก็ยังสามารถดันซูมในรูปแบบ Digital ได้ถึง 100 เท่ากันไปเลย ยังค่ะ ยังไม่หมดแค่นั้นมีระบบกันสั่นแบบ OIS ติดมาให้กับเลนส์ตัวนี้ทั้ง 2 ตัวเลยค่ะ สุดท้ายก็ยังมี Laser AF มาช่วยโฟกัสภาพที่แม่นยำและไวมากยิ่งขึ้น  ในส่วนของแบตเตอรี่ Samsung Galaxy S21 Series จะมีขนาดที่แตกต่างกันพอสมควรค่ะ เริ่มจากน้องเล็กสุด Galaxy S21 มีขนาดแบตเตอรี่ 4,000 mAh ตามมาด้วยพี่รอง Galaxy S21+ มีขนาดแบตเตอรี่ 4,800 mAh และ พี่ใหญ่ Galaxy S21 Ultra จัดมาให้ถึง 5,000 mAh ซึ่งทาง Samsung ก็ยังเครมเอาไว้ว่ามันสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเรียกว่าอยู่ได้เกือบทั้งวันเลยค่ะ แต่เราก็ต้องเข้าใจกันก่อนนะ ถ้าผู้ใช้งานเปิดการทำงานเต็มที่ของเครื่องไม่ว่าจะเป็นรีเฟรชเรท 120Hz แล้วก็ 5G ไปด้วยมันก็อาจจะซูมแบตเตอรี่เหมือนกัน แต่ในเมื่อเขาเครมมาแบบนี้ก็ต้องลองเทสด้วยตนเองแล้วค่ะ อย่างไรก็ตามพก Power Bank ดี ๆ สักตัวติดไว้หน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนะคะ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องทราบกันก่อนก็คือ Samsung Galaxy S21 Series จะไม่แถมอะแดปเตอร์และหูฟังมาให้เราอีกแล้ว ซึ่งถ้าเราต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมแล้วก็สามารถใช้อะแดปเตอร์จากรุ่นก่อนหน้านี้ชาร์จได้ ซึ่งทั้ง 3 รุ่นในซีรีส์นี้รองรับการชาร์จเร็ว Fast Charging สูงสุด 25 วัตต์ ส่วนเทคโนโลยีชาร์จแบบไร้สาย Wireless Charging มีความเร็วในการชาร์จสูงสุด 15 วัตต์ แล้วถ้าเราเอาอุปกรณ์อื่น ๆ มาชาร์จกับตัวเครื่องของเราก็จะได้ความเร็วในการชาร์จอยู่ที่ 4.5 วัตต์ ฟังดูอาจจะน้อยแต่ทาง Samsung เข้ามาเพื่อใช้ในกับอุปกรณ์อื่น ๆ ในเวลาที่จำเป็น นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดคร่าว ๆ ของ Samsung Galaxy S21 Series ทั้ง 3 รุ่น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลในส่วนอื่น ๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Galaxy S21 Ultra มีปากกา S-Pen ที่สามารถใช้งานได้เหมือนกับของ Galaxy Note 20 Ultra 5G เพียงแต่ว่าปากกาเล่มดังกล่าวจะไม่มีที่เก็บเหมือนกับของ Note นะคะ ซึ่งทาง Samsung ก็ออกแบบเคสพิเศษสำหรับใช้ในการเก็บปากกาพร้อมกับป้องกันตัวของเราจากการกระแทกได้ดีซะด้วยค่ะ รวมไปถึงรุ่นนี้ยังมีมาตรฐานป้องกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 มีระบบลำโพงคู่แบบสเตอริโอ แล้วการสแกนลายนิ้วมือก็เป็นแบบ Ultrasonic ตัวใหม่จากทาง Qualcomm อีกด้วย ท้ายสุดนี้เราไปดูราคาเครื่องของแต่ละที่กันหน่อยดีกว่าค่ะ โปรโมชั่นในการสั่งซื้อ Samsung Galaxy S21 Series จาก AIS ( สำหรับลูกค้า Serenade ) Galaxy S21 ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 27,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 29,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 20,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 16,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 9,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 23,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 21,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 16,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 33,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 35,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 27,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 24,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 23,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 29,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 26,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 25,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 39,900 ,ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 41,900 บาท และ ความจุ 512GB. ราคาปกติอยู่ที่ 45,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 31,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 25,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 24,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 19,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 33,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 27,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 26,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 21,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 38,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 35,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 34,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 30,900 บาท ดูรายละเอียดราคาจากแพ็คเกจอื่น ๆ ของค่าย AIS ได้ที่ คลิกที่นี่ โปรโมชั่นในการสั่งซื้อ Samsung Galaxy S21 Series จาก DTAC ( สำหรับลูกค้า Platinum Blue Member ) Galaxy S21 ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 27,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 29,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 19,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 13,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 9,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 21,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 17,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 11,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 33,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 35,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 25,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 21,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 17,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 27,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 23,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 20,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 39,900 ,ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 41,900 บาท และ ความจุ 512GB. ราคาปกติอยู่ที่ 45,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 29,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 25,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 23,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 20,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 31,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 27,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 25,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 22,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 35,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 31,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 29,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 26,900 บาท ดูรายละเอียดราคาจากแพ็คเกจอื่น ๆ ของค่าย DTAC ได้ที่ คลิกที่นี่ โปรโมชั่นในการสั่งซื้อ Samsung Galaxy S21 Series จาก TrueMove H ( สำหรับลูกค้าที่ใช้อยู่ปัจจุบัน, เปิดเบอร์ใหม่ และ ย้ายค่ายเบอร์เดิม ) Galaxy S21 ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 27,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 29,900 บาทแต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 23,900 บาท *20,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 21,400 บาท *18,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 20,400 บาท * 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 18,900 บาท *13,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 25,900 บาท *22,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 23,900 บาท *20,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 22,900 บาท *17,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 21,400 บาท *16,400 บาท หมายเหตุ: * คือเครื่องหมายราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่ย้ายค่ายมาแล้วใช้เบอร์เดิมค่ะ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 33,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 35,900 บาทแต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 29,400 บาท *26,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 26,900 บาท *26,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 24,900 บาท * 23,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 23,900 บาท *19,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 31,400 บาท *28,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 28,900 บาท *25,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 26,900 บาท *21,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 25,900 บาท *20,900 บาท หมายเหตุ: * คือเครื่องหมายราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่ย้ายค่ายมาแล้วใช้เบอร์เดิมค่ะ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 39,900 ,ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 41,900 บาท และ ความจุ 512GB. ราคาปกติอยู่ที่ 45,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 34,400 บาท *31,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 31,900 บาท *28,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 29,900 บาท * 24,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 27,900 บาท *22,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 36,400 บาท *33,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 33,900 บาท *30,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 31,900 บาท *26,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 29,900 บาท *24,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 40,400 บาท *37,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 37,900 บาท *34,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 35,900 บาท *30,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 33,900 บาท *28,900 บาท หมายเหตุ: * คือเครื่องหมายราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่ย้ายค่ายมาแล้วใช้เบอร์เดิมค่ะ ดูรายละเอียดราคาจากแพ็คเกจอื่น ๆ ของค่าย TrueMove H ได้ที่ คลิกที่นี่
04 Feb 2021
Cooler Master เปิดตัว XG Plus ซีรีส์ PSU ที่ทางบริษัทผลิตเองทั้งหมดเป็นรุ่นแรก
Cooler Master ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ผลิตสินค้า Hardware ชั้นนำที่มีสินค้ารองรับความต้องการของเกมเมอร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Case, Cooling System, PSU หรือ Gaming Gear ซึ่งที่ผ่านมาทางบริษัทได้จ้าง Outsource ในการผลิตชิ้นส่วน PSU ของตัวเองมาตลอด แต่อะไรๆ จะเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อล่าสุดมีการประกาศเปิดตัว XG Plus ซีรีส์ PSU แรกที่ทางบริษัทผลิตเองทั้งหมดครับ การประกาศว่าจะผลิตชิ้นส่วน PSU ของตัวเองถูกทำตั้งแต่ปี 2018 โดย Cooler Master ซึ่งนับได้เป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้วหลังจากตอนนั้น โดยในวันนี้มีการเขียนอธิบายผ่านหน้าเว็บไซต์ด้วยว่า พวกเขาใช้เทคโนโลยีอะไรในการผลิต และเจ้าซีรีส์ XG Plus นี่ดียังไง โดยจุดเด่นหลักๆ ดูเหมือนจะเป็นการระบายความร้อนที่สามารถทำได้ดีมากๆ กับการจ่ายไฟที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ หากใครสนใจก็เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ผ่านลิงก์นี้ครับ สำหรับคนที่สนใจสินค้าชุดใหม่ของทาง Cooler Master นี้ ดูเหมือน PSU จะมีกำลังไฟสามระดับคือ 650W, 750W และ 850W และมีราคาอยู่ที่ $160 - $180 (ประมาณ 4,700 -  5,400) ซึ่งถือว่าไม่แพงเกินไป โดยเหมือนว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในฤดูร้อนของปีนี้ (เดือน 6 - 9) ครับ Credit: PCGamer  
27 Jan 2021
Apple เตรียมขายแว่น VR ของตัวเองปีหน้า หรือจะหันไปตีตลาดเกมแนวนี้มากขึ้น?
ในปี 2019 ทาง Apple ได้มีการเปิดตัว Apple Arcade ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถโหลดเกมมาเล่นได้มากมายบนอุปกรณ์ของ Apple อย่างไรก็ตามเกมส่วนใหญ่ที่มีในแพลตฟอร์มนี้ ไม่ใช่เกมขนาดใหญ่ และเหมือนจะเอาไว้เล่นแก้เบื่อในเวลาว่างมากกว่า แต่จากรายงานล่าสุด ในปี 2022 พวกเขาอาจหันมาตีตลาดเกม VR / AR อย่างหนักแทนครับ! Bloomberg ได้รายงานว่า Apple เตรียมจะวางขาย VR Headset ของตัวเองในช่วงกลางปี 2022 ซึ่งจากรายงานช่วงปี 2019 ดูเหมือนว่าเจ้าแว่นตัวนี้จะเป็นการรวมเทคโนโลยีของ VR กับ AR เข้าไว้ด้วยกัน แต่ในช่วงแรกที่วางขายจะเน้นไปที่ทาง VR เป็นหลัก และเพิ่มองค์ประกอบของ AR เข้ามาทีหลัง จริงอยู่ว่าในรายงานดังกล่าวไม่ได้มีการเขียนระบุไว้ว่า เจ้าแว่น VR / AR นี้จะถูกเอามาใช้สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีนักพัฒนาหลายคนให้ความสนใจตลาดเกม VR มากขึ้นจริงๆ และถ้าหากว่าเจ้าแว่นของ Apple นี้ทำออกมาได้ดีจริงๆ เชื่อว่าเดี๋ยวก็มีคนพัฒนาเกมไปลงให้ครับ ส่วนว่าเมื่อไหร่ ก็ต้องดูกันต่อไป Credit: GamingBolt
25 Jan 2021
NZXT เปิดตัวสินค้าใหม่เป็นรองเท้าที่หน้าตาเหมือน PC หรือไม่ก็ PC ที่หน้าตาเหมือนรองเท้า!
NZXT เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์ Hardware ชื่อดังที่มักจะมีสินค้าแปลกๆ ให้เราได้เห็นกันอยู่บ่อยๆ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น Case คอมพิวเตอร์หน้าตาแปลกๆ ) ซึ่งล่าสุดพวกเขาก็เพิ่งจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเครื่อง PC หน้าตาแปลก หรือว่าเป็นรองเท้าที่หน้าตาเหมือน PC กันแน่ออกมาครับ ดูเหมือน NZXT จะทำการจับมือกับ RTFKT ผลิตสินค้าชนิดหนึ่งที่คิดว่าเป็น รองเท้าแฟชั่นแปลกออกมา โดยจะสังเกตได้ว่าเจ้ารองเท้าคู้นี้มีหน้าตาเหมือนกับ PC ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำที่อยู่ข้างบน ขอบด้านล่างรองเท้าที่ดูยังไงก็คือ RTX 3080 แต่ที่น่าแปลกก็คือพอมองเข้าไปใกล้ๆ แล้วจะพบว่าข้างในเหมือนมีอุปกรณ์ PC ขนาดเล็กจำนวนมากอยู่ด้วย ทำให้เราเองก็ไม่ทราบว่าสรุปเจ้าสิ่งนี้คือรองเท้าที่มีหน้าจอสุดไฮเทคอยู่ข้างๆ หรือว่าเป็นเครื่อง PC ขนาดเล็กที่มีหน้าตาเหมือนรองเท้ากันแน่ครับ รับชมวิดีโอได้ข้างล่างนี้ We’re super excited to announce a partnership with @NZXT, empowering RTFKT and our creators community to create the future of fashion and collectibles , powering our vision, community and crazy ideas with their awesome builds and love of gaming. pic.twitter.com/Sl2MRn7wv7 — Artifact Studios (@RTFKTstudios) January 20, 2021 กรณีที่เป็นรองเท้าคิดว่าสินค้าตัวนี้น่าจะหาซื้อยากมากๆ ในบ้านเราอย่างแน่นอน และคงมีราคาสูงมากเนื่องจากคงถูกใจนักสะสม แต่ถ้าหากเป็น PC ที่หน้าตาเหมือนรองเท้า ก็ถือได้ว่าเป็นไอเดียการแต่งคอมพิวเตอร์ที่ทำออกมาได้เจ๋งมากๆ ครับ Credit: PCGamer  
21 Jan 2021
ส่องลูกเล่นใหม่ ๆ ของ One UI 3.0 และ Android 11 ที่อัปเดตให้กับ Samsung A I S I Note I Z Series
อัปเดตมาได้ราว ๆ เกือบจะ 1 เดือนเห็นจะได้แล้วค่ะ สำหรับ Android 11 และ One UI 3.0 ของแบรนด์ Samsung ที่มาการทยอยอัปเดตให้ในแต่ละรุ่น โดยทางเกวลินเองได้ใช้ Samsung Galaxy Note 20 Ultra ก็เลยทำการอัปเดตแล้วทดลองใช้งานดูตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วันนี้เลยจะเขียนบทความนี้ขึ้นมาว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมกันบ้างค่ะ ส่วนใครที่ใครแบรนด์นี้อยู่แล้วแต่เป็นรุ่นที่รองท็อปลงมาก็จะมีการอัปเดตให้ในแต่ละเดือน ( ส่วนนี้เดี๋ยวจะมาอธิบายให้ทราบในช่วงท้ายบทความนะคะ ) เอาละเมื่อพร้อมกันแล้วไปดูกันเลยค่ะ ต้องเข้าใจ “การอัปเดตในครั้งนี้ก่อน!” สำหรับ “One UI 3.0” คือระบบปฏิบัติการที่มาพร้อมกับ Android 11 เพื่อที่จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในช่วงปลายเดือนธันวาคมจนถึงตอนนี้ทาง Samsung ก็ได้ไล่อัปเดตมาตั้งแต่ Series A, Series M, Galaxy Note 20 Series, Galaxy S20 Series, Galaxy Z Fold 2, Galaxy Z Fold 2, Galaxy Z Flip, Galaxy Note 10 Series, Galaxy Fold และ Galaxy S10 Series ทั้งนี้ก็ต้องแจ้งให้ทราบกันก่อนว่ามันคือการไล่อัปเดตในแต่ละรุ่นตามลำดับนะคะ แล้ว “One UI 3.0” มันมีอะไรที่แตกต่างไปจากรุ่นเดิมก่อนหน้านี้บ้าง!? อันดับแรกที่ต้องพูดถึงก่อนก็คือพวกไอคอนต่าง ๆ ที่เราใช้งานจะไม่แตกต่างจาก One UI 2.5 เลยค่ะ ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมาเรียนรู้ในส่วนนี้ใหม่แต่อย่างใดนะคะ แต่ที่จะต้องมาศึกษาอะไรเพิ่มเติมนิดหน่อยก็คือ “ระบบการแจ้งเตือน” ที่ตรงนี้ทาง Samsung ได้มีการดีไซน์ใหม่คือบอกระบุชัดเจนว่าการแจ้งเตือนนั้นมาจากของอะไร จากเดิมเวอร์ชั่นก่อนที่ไม่มีการแบ่งหมวดหมู่ในเวอร์ชั่นนี้ก็จะทำให้เราทราบแล้วว่าที่เด้ง ๆ แจ้งเตือนนั้นมาจากแอพพลิเคชั่นอะไรค่ะ รวมไปถึงมีการปรับโทนสีของโซนแสดงผลจากเดิมที่เป็นแบบสีขาวทึบแต่เมื่ออัปเดตเป็น One UI 3.0 ในส่วนนี้จะทำให้ดูโปร่งแสงมากขึ้น ความรู้สึกส่วนตัวก็คือมันดูสบายตามากกว่าเวอร์ชั่นก่อนเยอะเลย ตามมาด้วยเหล่าไอคอนด้านบนพวกนี้ก็มีการออกแบบไอคอนบางส่วนใหม่รวมไปถึงปรับปรุงระบบการใช้งานบางส่วนให้ดีมากขึ้น นอกจากนี้พวกรายละเอียดเวลา, วัน และ เดือนก็จะมีการขยับมาให้เราได้เห็นชัดเจน โดยย้ายมาอยู่ตรงกลางแทนจากเดิมที่อยู่บริเวณมุมซ้ายบนของหน้าจอ แล้วพวกปุ่มเปิดปิดหรือค้นหาก็จะย้ายไปอยู่ด้านมุมขวาบนสุดของเครื่องก็เรียกว่าเป็นการจัดระเบียบที่ดูสวยงามไม่ใช่น้อยค่ะ ต่อมาก็คือ “ระบบ Reset แอพพลิเคชั่น” ปกติแล้วเรากดไอคอนที่เป็น “III” เมื่อกดแล้วตอนเราเลื่อนมันจะดูไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่ แต่พออัปเดตเป็น One UI 3.0 ก็มีการปรับให้เวลาเราเลื่อนหน้าต่างส่วนพวกนี้ดูเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น ส่วนถ้าต้องการอยากจะปิดแอพพลิเคชั่นนั้นก็ทำเหมือนเดิมคือปัดขึ้นหรือกดปุ่มปิดทั้งหมดเลยก็ได้ แล้วระบบที่ถูกปรับปรุงอีกส่วนหนึ่งก็คือ “ระบบเพิ่ม-ลดเสียง” ที่ออกแบบมาใหม่ เมื่อเรากดปุ่มเพิ่มหรือลดเสียงมันจะมีแถบสีขาวขึ้นมาที่หน้าจอ ซึ่งเราสามารถเลื่อนขึ้น เลื่อนลงเพื่อปรับระดับเสียงตามที่ต้องการหรือจะแตะที่ไอคอนลำโพงเพื่อเปิดปิดโหมดใช้เสียงหรือโหมดสั่นได้ด้วย แล้วไอคอน “...” เมื่อกดเข้ามาก็ยังสามารถตั้งค่าในการปรับแต่งการใช้เสียงหรือสั่นในโหมดการใช้งานที่ต้องการได้ตลอดเวลาค่ะ แล้วเมื่อเรากดเข้ามาที่ตั้งค่า “เหล่าไอคอนต่าง ๆ” ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่นกันค่ะ แต่เรื่องการใช้งานต่าง ๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าเปลี่ยนแปลงไอคอนไปแล้วระบบการทำงานจะเปลี่ยนไปด้วย นอกจากนี้ในส่วนของโปรไฟล์ของเราใน One UI 2.5 จะมีขนาดเล็กแต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ก็มีการปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นแล้วเมื่อเรากดเข้ามาจะเห็นรายละเอียดในการเชื่อมต่อกับ “Samsung Account” ตรงนี้เราสามารถตั้งค่ารายละเอียดเชิงลึกของบัญชีโปรไฟล์ตัวเองได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ เรามาพูดถึงลูกเล่นต่าง ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาใน One UI 3.0 กันบ้างดีกว่าค่ะ อันดับแรกเลยก็คือ “Dynamic Lock Screen” ที่มีการเพิ่มลูกเล่นใหม่ ๆ เข้ามาจากเดิมมีเพียงไม่กี่อันเท่านั้น บางคนอาจจะไม่เข้าใจมันคืออะไร เมื่อเราตั้งค่าเรียบร้อยแล้วจะทำให้ทุก ๆ ครั้งที่เราเปิดปิดหน้าจอภาพที่แสดงผลจะเปลี่ยนแปลงไปตามธีมที่เราได้ตั้งค่าเอาไว้ น่าเสียดายที่เราไม่สามารถตั้งรูปวอลเปเปอร์ในแบบที่เราต้องการได้ ตามมาด้วยฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ “การปิดหน้าจอด้วยการแตะเพียงแค่ 2 ครั้ง” ใน One UI 2.5 และ Android 10 ถ้าเราจะต้องการเปิดหน้าจอเพียงแค่เราแตะที่หน้าจอ 2 ครั้งมันจะทำการเปิดหน้าจอขึ้นมาทันที แต่เมื่ออัปเดตเป็น One UI 3.0 และ Android 11 ได้เพิ่มลูกเล่นการปิดหน้าจอเข้ามาด้วยการแตะที่หน้าจอ 2 ครั้งตัวเครื่องก็จะปิดหน้าจอให้ทันทีเลยค่ะ แอบแปลกใจว่าทำไมไม่ทำมาตั้งแต่แรกนะเนี่ย จุดต่อมาที่ปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ “ตัวสแกนลายนิ้วมือ” ที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น ตัวเกวลินเองเป็นคนที่จะใช้นิ้วที่ใหญ่ก็จะใช้นิ้วโป้งในการสแกนเพื่อเปิดเครื่อง ผลที่ได้ก็คือมันก็ช่วยให้การสแกนง่ายขึ้นเร็วขึ้นจากเดิมพอสมควรเลยค่ะ แต่ถ้าเราติดพวกกระจกหรือฟิล์มกันรอยที่มีความหนาก็อาจจะสแกนยากเล็กน้อย ดังนั้นเมื่ออัปเดตแล้วขอแนะนำให้ไปตั้งค่าในการสแกนลายนิ้วมือใหม่อีกครั้งจะดีมากเลยค่ะ ตามมาด้วยเพิ่มลูกเล่น “พื้นหลังการโทร” ที่เราสามารถปรับแต่งได้จะเปลี่ยนพื้นหลังเป็นรูปหรือวีดีโอที่ต้องการได้ แถมเรายังกำหนดให้เสียงจากวีดีโอที่เก็บเอาไว้มาเป็นเสียงเรียกเข้าได้อีกด้วย ใครที่อยากได้เสียงพี่เอก HRK เป็นเสียงเรียกเข้าก็ทำได้นะ แล้วสิ่งที่หลายคนชื่นชอบคงหนีไม่พ้นเรื่อง “การถ่ายรูปหรือวีดีโอ” ตัวแพทช์ One UI 3.0 และ Android 11 ก็มีการเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ให้กับการถ่ายรูปด้วยนั้นก็คือระบบที่เรียกว่า “Lock Focus” ปกติแล้วถ้าเราแตะเบา ๆ 1 ครั้งมันจะเป็นการ Focus ภาพแม้ว่าจะเคลื่อนจอไปทางไหนมันก็จะตามจุดที่เราต้องการเอาไว้ แต่บางครั้งแสงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการแถมจะมีแถบให้เลื่อนปรับแต่ง แต่สักพักมันก็จะเปลี่ยนแสงกลับไปสภาพเดิมทำให้ระบบใหม่นี้จะมาช่วยแก้ไขในส่วนนี้ค่ะ เมื่อเราแตะค้างเอาไว้มันจะขึ้นเป็นวงกลมมีลูกแม่กุญแจเราสามารถลากเพื่อปรับแสงในแบบที่เราต้องการได้จากนั้นกดล็อค ก็เป็นระบบที่จะช่วยให้การถ่ายภาพของเราสนุกขึ้นไปอีกขั้นเลยค่ะ แล้วฟังก์ชั่นที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ยังมีลูกเล่นที่เรียกว่า “AR Emoji” ที่ทำให้เราสามารถสร้างตัวละคร AR ของตัวเองขึ้นมาได้ โดยตัวละครพวกนี้มีความสามารถในการแสดงสีหน้า ท่าทางต่าง ๆ ของเราได้แบบเรียล์ไทม์เลยนะคะ แถมยังเปลี่ยนชุดของพวกเขาในแบบที่เราต้องการอีกด้วย แล้วตัวละครที่เราสร้างขึ้นมายังสามารถนำไปใช้เป็น AR Sticker ได้อีกด้วย สรุปหลังจากการใช้งานจริงร่วม 1 เดือน! จริง ๆ แล้วรายละเอียดของการอัปเดต One UI 3.0 และ Android 11 ยังมีมากกว่านี้มาก แต่เกวลินขอหยิบที่น่าสนใจมาพูดก็แล้วกันนะคะ หลังจากนี้จะเป็นสิ่งที่เห็นว่ามันเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra เป็นอย่างมากเลยค่ะ ซึ่งรุ่นที่ใช้เป็น CPU “Samsung Exynos 990 Octa Core” ที่บางคนอาจจะบอกว่าใช้ไปนาน ๆ แล้วร้อน ส่วนตัวเมื่อมีการอัปเดตเรื่องความร้อนดีขึ้นถูกแก้ไขให้ดีขึ้นเยอะ ก่อนอัปเดตเวลาถ่ายรูปนาน ๆ ตัวกล้องจะร้อนเร็วมาก แต่พออัปเดตปัญหานี้ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่งค่ะ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่อง “สแกนคิวอาร์โค้ด” ต่าง ๆ ที่ดูแม่นยำและเที่ยงตรงกว่าเดิมมาก ๆ แค่เปิดกล้องขึ้นมายังอ่านคิวอาร์โค้ดนั้นไม่เต็มจอก็เข้าสู่รหัสนั้นอย่างรวดเร็วเลยค่ะ  นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในการใช้งาน One UI 3.0 และ Android 11 ใครที่ใช้มือถือแบรนด์ Samsung รุ่นไหนอยู่เตรียมตัวรอการอัปเดตได้เลย รายละเอียดดังต่อไปนี้ ( แต่ละรุ่นอาจจะมีการอัปเดตอาจจะเลื่อนมาเร็วขึ้นหรือช้าขึ้นอยู่กับทาง Samsung อีกทีค่ะ ) มกราคม Galaxy S10 Lite Galaxy S20 FE Galaxy S20 FE 5G Galaxy Note 10 Galaxy Note 10+ Galaxy Z Flip Galaxy Z Flop 2 5G กุมภาพันธ์ Galaxy S10e Galaxy S10 Galaxy S10+ Galaxy Fold มีนาคม Galaxy M30s Galaxy XCover Pro Galaxy A51 Galaxy Note 10 Lite Galaxy M31 Galaxy M31 Galaxy A71 5G Galaxy Tab S7 Galaxy Tab S7+ เมษายน Galaxy A50 Galaxy A50s Galaxy M51 พฤภาคม Galaxy A70 Galaxy A80 Galaxy Tab S6 Galaxy A71 Galaxy A31 Galaxy A21s Galaxy A42 5G Galaxy Tab S6 Lite มิถุนายน Galaxy A01 Galaxy A11 Galaxy A12 Galaxy M11 Galaxy Tab A Galaxy Tab Active 3 Galaxy A02s กรกฎาคม Galaxy A10 Galaxy A10s Galaxy A20 Galaxy A30 Galaxy XCover 4s Galaxy Tab S5e สิงหาคม Galaxy A20s Galaxy A30s Galaxy Tab A8 Plus (2019) Galaxy Tab A8 (2019) Galaxy Tab A10.1 (2019) Galaxy Tab Active Pro Galaxy A01 Core
19 Jan 2021
ไขข้อของใจ จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร?
ในปัจจุบันการเลือกซื้อจอมอนิเตอร์ หรือทีวีดีๆ หนึ่งตัวมาใช้เล่นเกม เป็นสิ่งที่เหล่าเกมเมอร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยการที่จอหนึ่งตัวจะถูกพิจารณาซื้อมาใช้งานก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่จำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด, สี, ดีไซน์, ราคา หรือพอร์ตการเชื่อมต่อที่รองรับ ซึ่งในยุคหลังๆ Refresh Rate กับ Response Time ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่เหล่าเกมเมอร์นำมาใช้พิจารณาด้วย Refresh Rate ที่สูง กับ Response Time ที่ต่ำ ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เกมเมอร์สามารถเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรค่าแก่การหามาใช้หากชอบเล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้อื่น แต่เพื่อนๆ เข้าใจกันจริงๆ หรือไม่ว่าค่าทั้ง 2 ช่วยให้เราเล่นเกมได้ดีขึ้นอย่างไร? ถ้านั้นคือสิ่งที่สงสัยอยู่ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ครับ Refresh Rate กับ Response Time คืออะไร? ทำงานยังไง? จริงๆ แล้วทั้ง 2 ค่า ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อยู่แค่ในจอ Monitor ครับ หากแต่มีอยู่ในอุปกรณ์ส่งภาพทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น จอคอม, ทีวี, หรือว่าหน้าจอโทรศัพท์ โดย Refresh Rate คือจำนวนภาพต่อวินาทีที่จอสามารถแสดงผลได้ ส่วน Response Time คือความเร็วที่จอใช้ ในการเปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่งครับ ซึ่งผมจะขออธิบายขยายความเพิ่มเติมต่อไปข้างล่างนี้ Refresh Rate   หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วจอ Monitor, LCD, LED หรือจออะไรก็ตามในโลกนี้ มันแสดงผลภาพเคลื่อนไหวให้เราเห็นด้วยการกะพริบที่เร็วมากๆ ครับ ยิ่งจอดังกล่าวแสดงผลภาพต่อวินาทีได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอัตราการแสดงผลขั้นต่ำจะอยู่ที่ 60 ครั้งต่อวินาที และเราเรียกจอเหล่านี้ว่า "จอที่มี Refresh Rate 60Hz " ดังนั้นจอที่มี  Refresh Rate 144Hz จึงหมายถึงจอที่สามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 144 ภาพต่อวินาที, จอที่มี Refresh Rate 240Hz ก็จะสามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 240 ภาพต่อวินาที ซึ่งความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวที่เราได้เห็นจากจอทั้ง 3 แบบ (60Hz, 144Hz และ 240Hz) จะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งมีความสามารถแสดงผลต่อวินาทีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้นครับ ชมวิดีเปรียบเทียบได้ข้างล่างนี้ โดยสามารถสังเกตได้ว่า การเคลื่อนไหวของตัวละครที่เราเห็นจะมีความ "วาร์ป" น้อยกว่า ดังนั้นการจะเล็งยิงในเกมแนว FPS จึงสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก หากใช้จอที่มีค่า Refresh Rate สูงๆ ในเกมประเภทอื่นอย่าง Fighting กับ MOBA เองก็จะช่วยทำให้เราสามารถกะจังหวะป้องกัน, หลบการโจมตี, ออกท่าโจมตี หรือตอบสนองกับสิ่งรอบข้างได้ง่ายกว่าเช่นกันครับ Response Time  ถ้าเพื่อนๆ กำลังเข้าใจว่า "มันหมายถึงการที่เราคลิกเมาส์แล้ว ตัวละครในเกมขยับตามเร็วขนาดไหน" อันนี้เพื่อนเข้าใจผิดครับ (อันนั้นเรียก Input Lag) ความหมายจริงๆ ของ Response Time หมายถึงเวลา Pixel จำเป็นต้องใช้เพื่อนเปลี่ยนสีจาก 1 สีไปเป็นอีก 1 สีในช่องของตัวเอง ซึ่งยิ่งมันต่ำเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เกิด Motion Blur กับ Ghosting น้อยลงเท่านั้น เนื่องจากจอสามารถเปลี่ยนสีได้ทัน บางคนอาจสับสนว่า "แล้วมันต่างจาก Refresh Rate ยังไง" ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ คือ Response Time คือค่าที่ช่วยให้สีที่เราได้ของแต่ละภาพที่กะพริบอยู่บนหน้าจอมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น หมายความว่ายิ่งค่านี้ต่ำเท่าไหร่ สีของภาพที่เราเห็นเวลาเคลื่อนเร็วๆ ก็จะผิดเพี้ยนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นเราจะแทบไม่เห็น Motion Blur หรือ Ghosting เลยในจอที่มี Response Time 1 ms ครับ (ดูภาพประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ข้างล่าง) จะสังเกตได้ว่าภาพที่เราเห็นเวลาวัตถุเคลื่อนที่เร็วๆ ในจอที่มี Response Time ต่ำกว่าจะเห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนกว่า ซึ่งมันจึงทำให้การเอาจอที่มี RT ต่ำๆ มาเล่นเกมแล้ว เราจึงสามารถเล่นได้ดีกว่า เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะแนวที่ให้ผู้เล่นแข่งขันกันเอง) มักจะมีการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง หรือตัวละครที่เร็วมากๆ การเห็นภาพทุกอย่างได้ชัดเจนกว่า ก็จะทำให้เพื่อนๆ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นได้ดีกว่าครับ ดังนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า "จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร? " คำตอบขอบมันก็คือ "เพื่อนๆ จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น มี Motion Blur ที่น้อยลง จนสามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้วจะส่งผลมากน้อยขนาดไหน ก็ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเล่นเกมนั้นๆ ของตัวเพื่อนๆ เองอยู่ดีครับ" แบบนี้เวลาซื้อจอ TV มาเล่นเกมคอนโซล ควรดูเรื่องพวกนี้ด้วยรึเปล่า? เนื่องจากพอร์ต HDMI ของเครื่อง PS5 รองรับ Refresh Rate ได้สูงสุดถึง 120 Hz ถ้าเพื่อนอยากได้ประสบการณ์เกมที่ยอดเยี่ยมการหา TV ซึ่งมี Refresh Rate ที่สูงเท่ากันมาเตรียมถือเป็นเรื่องที่เข้าใจถูกต้อง (ป.ล TV ปกติมักจะมี Refresh Rate อยู่ที่ 60 Hz ดังนั้น TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงมีราคาแพงมาก) แต่อย่าลืมว่าการที่จอแบบนั้นจะได้ผลดีที่สุดคือการที่ตัวเกมสามรถรันได้ถึง 120 FPS ด้วยในเวลาเดียว (ถ้าหากจอ 120 Hz แต่เกมรันได้แค่ 60 FPS ก็คือไม่มีประโยชน์อะไรเลยนั่นเอง) แต่เกมส่วนใหญ่ที่เล่นบนเครื่อง PS5 รวมถึง Xbox Series X ได้ในตอนนี้ สามารถทำได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น ดังนั้นการซื้อ TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงเป็นสิ่งที่เปลืองเงิน และไม่รู้เอามาทำไมในความคิดผมครับ ถ้าถามว่า "แล้วควรซื้อ TV แบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด? " ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นจอ 4K / 60 Hz ที่มีสีสวยๆ คือตอบโจทย์มากที่สุดครับ เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ที่เราเล่นบนคอนโซล มักไม่ใช่เกมที่ต้องแขนขันกับใคร ดังนั้นหา TV สีสวยๆ เอามาดื่มด่ำไปกับกราฟิกที่สวยงามของเกม จะเป็นอะไรที่ดีต่อประสบการณ์ของเพื่อนๆ มากกว่าครับ และนี้ก็ตอบคำถามในเรื่องของว่า "จำเป็นต้องมี Response Time ต่ำๆ ด้วยรึเปล่า? " ในเวลาเดียวกันครับ (ก็คือไม่จำเป็นต้องเอามาคิดเลยครับ) ข้อควรระวังที่หลายคนอาจมองข้ามไป เป็นยังไงบ้างครับ บทความตัวนี้ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเพื่อนๆ ได้รึเปล่า? แต่ก่อนจะออกไปหาซื้อจอที่มี Refresh Rate สูง กับ Response Time ต่ำ อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า "ได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องใช้จอแบบนี้รึเปล่า? เราได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันเยอะหรือไม่? " และอย่าลืมว่าการจะใช้ประโยชน์จากจอเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ เครื่อง PC หรือคอนโซลของเพื่อนๆ จำเป็นต้องสามารถดัน FPS ได้สูงเทียบเท่ากันด้วย (ถ้าซื้อจอ 144 Hz เกมต้องรันได้ 144 FPS ถ้าซื้อจอ 240 Hz เกมก็ต้องรันได้ 240 FPS) ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ได้มี PC แรงมากๆ สิ่งแรกที่เพื่อนๆ ควรเริ่มคือการอัพเกรดเครื่องของตัวเองให้แสดงผลภาพต่อวินาทีได้สูงๆ เสียก่อน ส่วนทางฝั่งคอนโซล ก็อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ปัจจุบันเครื่องคอนโซลสามารถรันได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น บวกกับเกมส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร ดังนั้นไม่จำเป็นเลยที่จะต้องหา TV ซึ่งมี Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ มาใช้ เอาเงินไปซื้อตัวที่มีสีสวย และฟังก์ชันโดนๆ ตอบสนองการใช้งานของเพื่อนๆ ได้จะดีกว่าครับ
18 Jan 2021
Nvidia เผย RTX 3060 มาเดือนหน้า แต่โน๊ตบุ๊คซีรีส์ RTX 30 เริ่มขายปลายเดือนนี้
ในที่สุดหลังจากเงียบหายไปนานทาง Nvidia ก็ได้เปิดเผยแล้วว่า Geforce RTX 3060 ซึ่งเป็นรุ่น Entry จะวางจำหน่ายในช่วงเดือนหน้าในราคาเพียงแค่ $329 (ประมาณ 10,000 บาท). แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพเรียกได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋วครับ เพราะเจ้าการ์ดใบนี้สามารถเล่น Fortnite แบบเปิด RayTracing ได้ FPS มากกว่า 60 สบายๆ ครับ น่าเสียดายที่ยังไม่มีประกาศว่าวันไหนในเดือนหน้าที่สินค้าจะถูกเอามาวางบนชั้นขาย แต่คิดว่าน่าจะมีประกาศตามมาภายในเดือนนี้อย่างแน่นอน สำหรับคนที่สนใจเจ้าการ์ดจอตัวนี้ แนะนำว่าให้รีบไปถามร้านค้าอุปกรณ์ PC ชั้นนำไว้เลย เนื่องจากมีแนวโนมสูงมากที่สินค้าจะหมดตลาดอย่างรวดเร็วเหมือนกับตอน 3080 และ 3070 ครับ นอกจากการวางจำหน่ายของการ์ดจอรุ่นใหม่แล้ว ทาง Nvidia ยังประกาศอีกด้วยว่าโน๊ตบุ๊คซึ่งมีการ์ดจอ RTX 30 Series จะเริ่มวางขายตั้งแต่ช่วงปลายเดือนนี้ ในราคาที่ถูกกว่ารุ่น RTX 20 Series ด้วย โดยตัวเรือธงที่มาพร้อมกับ RTX 3080 จะมีราคาอยู่ที่ $1,999 (รุ่น RTX 2080 Super ราคาอยู่ที่ $2,500) และรุ่นเริ่มต้นอย่าง RTX 3060 จะมีราคาอยู่ที่ $999 เท่านั้น ซึ่งมีการเปิดเผยอีกด้วยว่าโน๊ตบุ๊ค รุ่น RTX 3060 สามารถเล่นเกมในปัจจุบันแบบเปิด Ultra Settings / 1080p ได้สบายๆ โดยถ้าเป็นแบบนั้นจริง หมายความว่าเจ้ารุ่นเริ่มต้นของเจนใหม่นี้ จะแรงกว่าตัวท็อปของรุ่นก่อนหน้าที่มีราคาสูงถึง $2,500 เสียอีก และน่าจะหมายความว่าโปรโมชั่นโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งในปีนี้จะเดือดมากๆ อย่างแน่นอนครับ Credit: VG247
13 Jan 2021
Intel เปิดตัวซีพียู Rocket Lake อย่างเป็นทางการ (ขายต้นปีนี้) พร้อมโชว์ผลเทส
ในที่สุดก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับซีพียูเจเนอเรชัน 11 ของทาง Intel กับโค้ดเนม Rocket Lake ที่น่าสนใจก็คือเรือธง i9-11900K จะวางจำหน่ายในช่วงต้นปีนี้เลยด้วย (หมายความว่า i3, i5, i7 จะมาภายในกลางปีนี้) ซึ่งในเรื่องของความแรงก็เทียบเท่ากับ R9 5900X ที่เป็นหนึ่งในตัวท็อปของซีพียูจากทาง AMD เลยครับ มีการโชว์กราฟประสิทธิภาพของซีพียูรุ่นใหม่นี้ เมื่อนำมาใช้เล่นเกมแข่งกับ R9 5900X ผลดูเหมือนว่าเจ้า i9-11900K จะแรงกว่าอยู่เล็กน้อย (แต่ในเมื่อรูปมาจากทาง Intel คิดว่าผลจริงๆ คงต่างกันไม่มากครับ) แต่การที่เปรียบเทียบกับ R9 5900X แทนที่จะเป็น R9 5950X ซึ่งเป็นตัวท็อปสุด น่าจะหมายความว่ารุ่นนี้ยังแรงแพ้สู้ไม่ได้ครับ รับชมภาพดังกล่าวได้ข้างล่างนี้ แม้ว่า Intel จะดูแรงสู้กับ AMD ไม่ได้แล้วในเจนนี้ แต่ในเรื่องของราคา คิดอาจน่าสนใจมากกว่าที่คิดครับ เนื่องจากในเมื่อแรงไม่เท่า ทางด้านนี้น่าจะมีราคาที่ถูกกว่ามาก ถ้าหากว่า i9-11900K นี้มาในราคา ไม่เกิน $600 คิดว่าก็น่าสนใจมากๆ อยู่ครับ Credit: PCGamer
12 Jan 2021
Sony เผย Ghostwire, Kena กับ Horizon มาปีนี้ ส่วน Project Athia มาต้นปีหน้า!
ช่วงเดือน มกราคม ของแต่ละปี จะมีการจัดงานที่ชื่อว่า CES ขึ้น (ปีนี้เป็นงานแบบ Digital) ซึ่งในงานดังกล่าวบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ IT ชั้นนำต่างๆ มักจะมาโชว์นวัตกรรม และความยอดเยี่ยมของสินค้าตัวเอง Sony เองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยภายในวิดีโอที่ปล่อยออกมา แน่นอนว่ามีช่วงที่เป็นของ PlayStation อยู่ด้วย ที่น่าสนใจคือมีการเผยปี ที่เกมฟอร์มยักษ์ต่างซึ่งเคยเปิดตัวมาแล้วด้วยครับ! Ghostwire Tokyo, Horizon Forbidden West, Kena: Bridge of Spirits, Project Athia และอื่นอีกมากมาย ได้เผยช่วงรวมถึงปีที่จะวางจำหน่ายใน วิดีโอตัวนี้ตั้งแต่ 10.40 เป็นต้นไป ซึ่งเราได้สรุปมาให้แล้ว สามารถดูรายละเอียด กับวิดีโอตัวเต็มได้ข้างล่างนี้เลยครับ Hitman III – 20 มกราคม 2021 Ghostwire Tokyo – ตุลาคม 2021 Horizon Forbidden West – 2021 Kena: Bridge of Spirits – มีนาคม 2021 Little Devil Inside – กรกฎาคม 2021 Pragmata – 2023 Project Athia – มกราคม 2022 Ratchet & Clank: Rift Apart – 2021 Returnal – มีนาคม 19, 2021 Solar Ash – มิถุนายน 2021 Stray – ตุลาคม 2021 Credit: Siliconera
12 Jan 2021
รีวิว Alienware AW2521H จอ 24.5 นิ้วที่ยัดคุณภาพการเล่นเกมมาแบบเกิน 100%
การเล่นเกมบนเครื่อง PC หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เกมเมอร์หลายคนให้ความสนใจก็คือในเรื่องของจอ Monitor ดีๆ ที่จำเป็นต้องมี Option หลายอย่าง ซึ่งช่วยเสริมประสบการณ์ที่ดีในการเล่นเกมให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่มีขนาดพอเหมาะกับประเภทของเกมที่เล่น, Response Time ที่ต่ำ, Refresh Rate ที่สูง รวมไปจนถึง Port การเชื่อมต่อที่หลากหลาย ตลาด Monitor ในปัจจุบันมีสินค้าจากหลายแบรนด์ที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็น Samsung Odyssey, Acer Predator, BenQ Zowie, MSI หรือ Asus ROG โดย Dell Alienware เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และวันนี้ผมก็มีจอ Monitor ดีๆ อีกหนึ่งรุ่น ขนาดประมาณ 25 นิ้ว มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน Alienware AW2521H คือชื่อรหัสของรุ่นดังกล่าว แม้ว่า Monitor ที่มีขนาดไม่ถึง 27 นิ้ว จะเริ่มได้รับความนิยมน้อยลงแล้วในปัจจุบัน แต่เจ้าจิ้ว 24.5 นิ้วนี้ มาพร้อมกับฟังก์ชันยอดเยี่ยมหลายอย่างที่เพื่อนๆ จะไม่ผิดหวังแน่นอนถ้าหากซื้อมาใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบเล่นเกมแนว Competitive ครับ เกริ่นนํามาขนาดนี้เชื่อว่าเพื่อนๆ น่าจะอยากรู้กันแล้วว่าเจ้าจอตัวนี้มีอะไรดี งั้นเรามาเริ่มจากสเปคกันก่อนเลยแล้วกันครับ คุณสมบัติทางเทคนิค Screen Size : 24.5 Panel Type : IPS Resolution (max.) : 1920 x 1080 Response Time: 1ms (gray to gray) - Extreme Mode Refresh Rate :  360Hz (Native with DP) / 240Hz (Native with HDMI) Aspect Ratio : 16:9 Color Gamut : 99% sRGB Port :  2 x USB 3.2 Gen1 (support for NVIDIA Reflex Latency Analyzer) 2 x USB 3.2 Gen1 (5 Gbps) downstream port (rear) 1 X USB 3.2 Gen1 (5 Gbps) upstream port (rear) Input Connectors 2 x HDMI (ver 2.0) 1 x DP 1.4 (rear) 1X Audio line-out jack (rear) อ่านแล้วเชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังสงสัยว่า "เป็นไปได้ด้วยเหรอที่จะมีสีแบบ 99% sRGB ในจอ 360Hz ?" ซึ่งตอนแรกผมก็ตั้งคำถามแบบเดียวกันครับ จนเมื่อได้ใช้งานจอนี้ด้วยตัวเอง ก็ได้แต่ต้องยอมรับว่า "มันมีอยู่จริงข้างหน้าเราเนี่ยแหละ" เหนือสิ่งอื่นใดคือมาพร้อมกับ Response Time: 1ms ด้วย ดังนั้นจอตัวนี้จะเล่นเกม หรือดูหนัง ก็ถือได้ว่าผ่านทั้งหมดครับ ในเรื่องของดีไซน์ ก็คงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เจ้า AW2521H เรียกได้ว่ามีสีส่วนใหญ่เป็นสีเทากับดำ ดูเรียบหรู และแพง นอกจากนี้ที่ด้านหลังของจอ ยังมีการยิงไฟ RGB สลับสีไปมาตลอดเวลา ช่วยให้ลดภาระของสายตาลงไปได้เมื่อด้านหลังของจอเป็นกำแพงที่มีสีขาว หรือดำ ถือได้ว่าผู้ผลิตใส่ใจรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนจริงๆ ครับ ในเรื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อเองก็มีมาให้อยากหลากหลาย รองรับทุกการใช้งานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น USB ที่ให้มาถึง 5 พอร์ต (รองรับเทคโนโลยี NVIDIA Reflex ทั้งหมด 2 ช่อง) หรือช่องสำหรับเสียบหูฟัง กับลำโพง ทั้งยังมี HDMI มาให้อีก 2 และ Display Port อีก 1 เอาง่ายว่าจะต่อคอมพร้อมกับ 2 เครื่อง บวก PS4 / PS5 อีก 1 ตัวก็สามารถทำได้สบายๆ เลย สุดท้ายคือในเรื่องของน้ำหนัก เนื่องจากเป็นจอที่มีขนาดเพียงแค่ 24.5 นิ้ว จึงทำให้น้ำหนักทั้งหมดของจอ (ไม่รวมขา) มีเพียงแค่ 4.5 กิโลเท่านั้น สามารถนำไปวางบนโต๊ะที่ท็อปเป็นกระจกได้สบายๆ หมดกังวลเรื่องรับน้ำหนักไม่ไหวไปได้เลยครับ ประสบการณ์ใช้งาน เกม ถ้าจะบอกว่า Alienware AW2521H เป็นจอที่เกิดมาเพื่อเกมเมอร์ชาว PC อย่างแท้จริง คิดว่าคงไม่เกินเลยจากความเป็นจริงมากมายนัก ด้วยค่า Refresh Rate ที่สูงถึง 360 Hz และ Response Time ที่ต่ำถึง 1ms คงต้องบอกว่าเจ้าจอ 24.5 นิ้วนี้เกิดมาเพื่อเกมเมอร์สาย Competitive ตลอดช่วงเวลา 1 อาทิตย์ที่ได้ใช้งานมา พบว่าความรู้สึกลื่นไหลที่ได้จากจอตัวนี้แตกต่างจาก จอ 144 Hz ที่ใช้เป็นประจำอย่างมาก และมันทำให้ตัวผมเองสามารถเล่นเกมที่ต้องแข่งขันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ครับ อย่างไรก็ตาม จริงอยู่ที่ Alienware AW2521H เป็นจอที่มีค่า Refresh Rate สูง 360 Hz ซึ่งตอบโจทย์สำหรับการเล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันกัน แต่เครื่อง PC ของผู้ใช้งานเองก็จำเป็นต้องมี GPU และ CPU ที่แรงมากพอจะสามารถดัน FPS ภายในเกมไปจนถึง 360 FPS ได้ด้วยเช่นกันดังนั้นอยากให้คำนึงถึงจุดนี้ไว้ด้วยครับ (สามารถเข้าไปดูรายชื่อการ์ดจอแนะนำของพวกเราได้ผ่านลิงก์นึ้) ประสบการณ์ที่ได้จากเกม Single-Player เองก็เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ถึงแม้ว่าการที่มี Refresh Rate และ Response Time ที่สูงจะไม่ได้ส่งผลถึงอรรถรสที่ได้มากมายนัก แต่การเล่นเกมที่มีภาพที่ลื่นไหลมากกว่าย่อมเป็นประสบการณ์ที่ดีกว่าครับ และด้วยความที่จอตัวนี้มีค่าสีถูกต้องถึง 99% sRGB มันจึงทำให้เราสามารถสัมผัสกับความสวยงามของกราฟิกที่ผู้พัฒนาตั้งใจใส่มาให้เราได้ชมอย่างตื่นตาตื่นใจครับ ตัวผมเองได้มีโอกาสนำจอตัวนี้ไปเล่นเกม Cyberpunk 2077 ที่ใช้การตั้งค่ากราฟิกแบบเต็มแม็กหลายชั่วโมง ด้วยความที่เกมนี้มีกราฟิกที่สวยงามอันดับต้นๆ ของวงการในตอนนี้ พอเอามารวมกับจอภาพที่มีความลื่นไหลสูง ทั้งยังมีค่าสีที่ถูกต้องแล้ว มันทำให้เหมือนกับรู้สึกว่าได้หลุดเข้าไปในโลกของเกมจริงๆ โลกที่เราเห็นผ่านหน้าจออยู่นี้ราวกับว่ามันมีตัวตนอยู่จริงๆ เหมือนกับได้เข้าไปเดินอยู่ในเมือง Night City ทุกครั้งที่เห็นแสงสะท้อนจากวัตถุในเกมล้วนแต่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า จะสามารถหาประสบการณ์แบบเดียวกันจากจอตัวไหนได้อีกบนโลกใบนี้ ใช้งานทั่วไป (ทำงาน - ดูหนัง) เชื่อว่าไลฟ์สตรีมของเพื่อนๆ ชาว PC หลายคน ไม่ใช่ได้ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมเพียงแค่อย่างเดียว บางคนอาจทำงานที่บ้านผ่าน PC ของตัวเองอยู่ในตอนนี้ บ้างอาจเป็นงานเอกสารทั่วไป บ้างอาจเป็นงานกราฟิก หรือตัดต่อวิดีโอ ในเรื่องความตรงของสีที่ได้จากจอ Monitor จึงเป็นเรื่องซีเรียสมากๆ จนส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานจอสำหรับเล่นเกมทั่วๆ ไปที่เป็นแบบ VA หรือ TN ในการทำงานได้ แต่เจ้า Alienware ตัวนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าวครับ เนื่องจากค่าสีที่ได้จากจอตัวนี้อาจตรงยิ่งกว่าจอ IPS ทั่วๆ ไปที่เราเห็นในตลาดเสียอีก (ดูได้ในภาพด้านล่างนี้) ดังนั้นจึงหมดกังวลเรื่องที่สีที่ได้จากจอจะไม่ตรง (สเปคของจอ IPS รุ่นหนึ่งที่มีราคาประมาณ 5,000 บาท สังเกตุว่าได้สีเพียงแค่ 87% sRGB) แม้ว่า 24.5 นิ้วจะไม่ใช้จอขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะกับชมภาพยนตร์ ,การ์ตูน หรือคอนเสิร์ต แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่ใช่จอที่เล็กเกินไปเช่นกัน กล่าวคือเป็นขนาดที่พอดีเหมาะกับการใช้งานในบ้าน สามารถเก็บรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ภายในฉากได้อย่างทั่วถึง และด้วยค่าสีที่ถูกต้องมาก จึงทำให้กราฟิกที่เราได้เห็นจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์น่าตื่นตาตื่นใจมากด้วยๆ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเลยหากจะนำจอตัวนี้ไปใช้งานอย่างอื่นนอกจากเล่นเกมครับ ราคาเท่าไหร่ ? มาจนถึงตรงนี้คิดว่าเพื่อนๆ คงอยากรู้แล้วว่าเจ้า Alienware AW2521H มีราคาอยู่ที่เท่าไหร่ โดยจากหน้าเว็บไซต์ Official ของ Dell เองเลย จอตัวนี้มีราคาเต็มอยู่ที่ 969.99$ (ประมาณ 29,000 บาท) ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม, ดูหนัง หรือทำงานผ่านหน้าจอทั้งหมด ตัวผมเองคิดว่าราคาดังกล่าวไม่แพงจนเกินไปเลย ถ้าหากใครสนใจก็ลองติดต่อสอบถามร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำใกล้บ้านดู เชื่อว่าถ้าได้สัมผัสด้วยตัวเองเหล่าเกมเมอร์จะต้องถูกใจมากๆ อย่างแน่นอนครับ ก็จบไปแล้วกับรีวิว Alienware AW2521H จอ 25 นิ้วที่ยัดคุณภาพการเล่นเกมมาแบบเกิน 100% งานนี้ต้องขอขอบคุณทาง Dell จริงๆ ที่ส่งสินค้าดีๆ แบบนี้มาให้เราได้ทดลองใช้งาน ส่วนว่ารีวิว Hardware ชิ้นต่อไปจะเป็นอะไร มาจากแบรนด์ไหน? รอติดตามชมได้เลยครับ
11 Jan 2021
จัดอันดับการ์ดจอ PC ที่คุ้มค่ากับการซื้อมาเล่นเกมมากที่สุดในตอนนี้!
ด้วยความที่ตอนนี้วงการเกมกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ภาพ / กราฟิก ถูกยกระดับให้มีความสวยงามสมจริงมากขึ้น (ยุคนี้ต้อง 4K / 60 FPS) เชื่อว่าผู้เล่นบนเครื่อง PC ก็กำลังสนใจที่จะเปลี่ยนไปใช้การ์ดจ่อซีรีส์ใหม่กันอยู่ไม่มากก็น้อย ส่งผลให้ในปัจจุบันการแข่งขันในตลาดของ Hardware เป็นไปอย่างดุเดือดมากๆ ระหว่าง AMD กับ Nvidia  แม้ว่าการ์ดจอของทั้ง 2 ค่ายจะถือว่าแรงมากๆ และมีความแตกต่างกันไม่มาก แต่เชื่อว่าเหล่า PC เกมเมอร์ก็ยังอยากได้การ์ดจอดีที่สุด ในราคาดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่ดี ส่งผลให้หลายคนยังเลือกไม่ได้ว่าจะซื้อการ์ดจอรุ่นไหน ของค่ายไหนถึงจะเรียกได้ว่าดีที่สุด ทางเรา GameFever Th จึงได้จัดอันดับรายชื่อการ์ดจอที่คุ้มค่าจะซื้อมาเล่นเกมที่สุดมาให้ในบทความนี้ครับ ก่อนที่จะไปเริ่มดูกันว่าการ์ดจอตัวไหนบ้าง ขอออกตัวก่อนว่าในบทความนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำเอาเรื่องของราคา รวมถึงความคุ้มค่าที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในเกณฑ์การให้คะแนนด้วย แน่นอนว่าจะมีการเขียนบอกข้อดี รวมถึงเหตุผลของการ์ดจอแต่ละอันดับด้วย ถ้าเพื่อนๆ พร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลยครับ! อันดับ 1 Nvidia GeForce RTX 3080 CUDA cores: 8,704 Base clock: 1,440MHz Boost clock: 1,710MHz TFLOPs: 29.76 Memory: 10GB GDDR6X Memory clock: 19 GT/s Memory bandwidth: 760GB/s 3080 คือการ์ดจอที่มีประสิทธิภาพสูงที่สามารถเล่นเกมแบบ 4K / 60 FPS โดยปรับ Setting สูงๆ ได้ แถมยังมาในราคาเพียงแค่ 25,000 - 35,000 เท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่การ์ดตัวนี้เป็นรุ่นที่น่าซื้อมากที่สุดแล้วในตอนนี้ ยิ่งรุ่นนี้มาพร้อมกับหัวคำนวณ Ray Tracing ที่ดีกว่าเจนแรกมากด้วยแล้ว ยิ่งควรค่าแก่การหามาเปลี่ยนมากขึ้นไปอีกครับ น่าเสียดายที่ด้วยความยอดเยี่ยมของตัวการ์ด เลยทำให้หาซื้อได้ยากมากๆ เช่นกัน และด้วยความที่หาซื้อยาก เลยทำให้ราคาของตัวการ์ดเพิ่มสูงขึ้นหลายพันบาทเลยในตอนนี้ นอกจากนี้ตัวการ์ด RTX 3080 ยังกินไฟค่อนข้างมาก การมี Power Supply กำลังไฟ 850W จึงเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดที่เราอาจต้องคำนึงหากจะหาซื้อการ์ดตัวนี้มาใช้ครับ อันดับ 2 AMD Radeon RX 6800 XT RDNA cores: 4,608 Base clock: 1,825MHz Boost clock: 2,250MHz TFLOPs: 20.74 Memory: 16GB GDDR6 Memory clock: 16 GT/s Memory bandwidth: 512GB/s ถ้าเอาแค่เรื่องความแรงของตัวประมวลผลของการ์ดเพียงอย่างเดียว RX 6800 XT ถือได้ว่าเป็นการ์ดที่แรงกว่า RTX 3080 ในราคาที่ถูกกว่าประมาณ 1,500 - 5,000 บาทครับ (ราคาอยู่แถวๆ 23,000 - 32,500 บาท) แถมยังเป็นการ์ดรุ่นที่มี Memory มากกว่าถึง 16 GB ด้วย ส่งผลให้การ์ดตัวนี้สามารถเล่นเกมแบบ 4K / 60 FPS ด้วย Setting สูงๆ ได้แบบสบายๆ เช่นเดียวกัน น่าเสียดายที่เมื่อพูดถึงประสบการณ์เล่นเกมแล้ว เจ้า RX 6800 XT จะสามารถดัน FPS ได้น้อยกว่า RTX 3080 เมื่อเปิดใช้งาน Ray-Tracing นอกจากนี้การ์ดทางฝั่งของ Nvidia ยังสามารถใช้งานฟังก์ชันที่ชื่อว่า DLSS 2.0 เพื่อเพิ่ม FPS ที่ได้ รวมถึงคุณภาพของกราฟิกได้ด้วย ส่งผลให้การยอมจ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นอะไรที่ดูคุ้มค่ามากกว่าครับ อันดับ 3 Nvidia GeForce RTX 3060Ti CUDA cores: 4,864 Base clock: 1,410MHz  Boost clock: 1,665MHz TFLOPs: 16.20 Memory: 8GB GDDR6 Memory clock: 14 GT/s Memory bandwidth: 448GB/s น้องเล็กสุดของตระกูล RTX 30 Series ตัวการ์ดมาพร้อมกับประสิทธิภาพระดับเดียวกับ RTX 2080 Super แต่มีหัว Ray-Tracing ที่ดีกว่า และราคาเพียงแค่ 13,000 - 19,000 บาทเท่านั้น ด้วยประสิทธิภาพที่ได้ กับราคาที่ต้องจ่าย เลยทำให้เจ้าการ์ดน้องเล็กใบนี้ได้อันดับ 3 ไปในลิสต์นี้ครับ แม้จะไม่สามารถเล่นเกมแบบ 4K / 60 FPS ได้ใน Setting สูงๆ เหมือนกับพี่ๆ ในซีรีส์เดียวกัน แต่ถ้าหากเพื่อนๆ ไม่ได้มีงบมากมายในการประกอบ PC หนึ่งเครื่องแล้วละก็ RTX 3060Ti คงเรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกดีที่สุดในตอนนี้ครับ แต่น่าเสียดายที่อาจหาของได้ยากสักหน่อยช่วงนี้ อันดับ 4 Nvidia GeForce RTX 3070 CUDA cores: 5,888 Base clock: 1,500MHz Boost clock: 1,725MHz  TFLOPs: 20.37 Memory: 8GB GDDR6 Memory clock: 14 GT/s Memory bandwidth: 448GB/s พี่คนรองใน RTX 30 Series ที่มาพร้อมกับแกนประมวลผล RTX แบบใหม่ซึ่งดีกว่าเช่นกัน แต่ด้วยความที่ราคาของรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 19,900 - 28,900 ซึ่งห่างไกลจาก RX 6800 XT ไม่มาก เลยทำให้เจ้า RTX 3070 ได้อันดับที่ 4 ไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตามถ้าหากไม่ได้ต้องการจะเล่นเกมด้วยความละเอียด 2K / 60 FPS รวมถึงเปิด Ray-Tracing ไปด้วย RTX 3070 ก็ยังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีมากๆ ถ้าหากว่าเพื่อนๆ เป็นสาวกค่ายเขียว และต้องการการ์ดจอที่แรงพอสมควรในราคาช่วง 20 กลางๆ เจ้า 3070 คือตัวเลือกที่ดีมากครับ อันดับ 5 AMD Radeon RX 6900 XT RDNA cores: 5,120 Base clock: 1,825MHz Boost clock: 2,250MHz TFLOPs: 23.04 Memory: 16GB GDDR6 Memory clock: 16 GT/s Memory bandwidth: 512GB/s คงสามารถพูดได้ว่านี้คือการ์ดที่แรงมากที่สุดของทางฝั่งค่ายแดงแล้วในตอนนี้ ด้วยความที่แรงเกือบเทียบเท่ากับ RTX 3090 ซึ่งแรงที่สุดของทางฝั่งค่ายเขียวแต่มีราคาที่ถูกกว่าถึง หลายหมื่นบาท (ราคาอยู่ที่ประมาณ 32,000 - 42,000 บาท) จึงทำให้ การ์ดใบนี้อยู่ในอันดับที่ 5 ของรายชื่อครับ จริงอยู่ว่าการ์ดตัวนี้มีความแรงที่สูงมากๆ แถมยังมีราคาเริ่มต้นไม่ไกลจากราคาสูงสุดของ RTX 3080 มากนัก แต่ถ้าหากเพื่อนๆ จะซื้อมาเพื่อเล่นเกมระดับ 4K / 60 FPS แล้ว ด้วยความที่ทาง Nvidia มีหัว Ray-Tracing กับเทคโนโลยี DLSS อยู่ จึงยังทำให้ RTX 3080 มีภาษีที่ดีมากกว่าหากจะซื้อมาเพื่อเล่นเกมครับ อันดับ 6 Nvidia GeForce RTX 3090 CUDA cores: 10,496 Base clock: 1,395MHz Boost clock: 1,695MHz TFLOPs: 35.68 Memory: 24GB GDDR6X Memory clock: 19.5 GT/s Memory bandwidth: 935.8GB/s พี่ใหญ่ รวมถึงเป็นการ์ดจอรุ่นที่แรงสุดของโลกในตอนนี้ สามารถเล่นเกมได้ถึงความละเอียด 8K แต่ด้วยราคาที่แพงมากๆ (ประมาณ 55,000 - 65,000 บาท) บวกกับประสิทธิภาพที่แทบไม่ต่างจาก RTX 3080 เลยเมื่อเล่นเกมที่ความละเอียด 4K จึงทำให้การ์ดรุ่นนี้ดูไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้ครับ แน่นอนว่าถ้าอยากไปให้สุดในเรื่องของความแรงกับการเล่นเกมบนจอ 8K ยังไงเพื่อนๆ ก็จำเป็นต้องซื้อ RTX 3090 ครับ แต่จอที่มีความละเอียดสูงถึง 8K ก็เรียกได้ว่ามีราคาที่แพงมากๆ เช่นกัน ไหนจะต้องจ่ายเงินซื้อ CPU แรงๆ เพื่อไม่ให้เกิดอาการคอขวดอีก ถ้าเพื่อนๆ ไม่ได้มีงบประกอบ PC ถึงหลักแสน การ์ดจอตัวนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะหามาใช้งานเลยครับ แม้ว่าบทความนี้ของเราจะพูดถึงความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย แต่สุดท้ายแล้วเพื่อนๆ จะเลือกซื้อการ์ดจอตัวไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปใช้เล่นเกมแบบไหน หรือทำอะไรบ้างครับ แต่ในกรณีที่มีงบเพียงแค่ 50,000 บาท แล้วอยากได้การ์ดจอที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมากที่สุด ก็หวังว่าบทความนี้จะสามารถช่วยเพื่อนๆ ได้ ถ้าหากมีคำถามอะไรก็สามารถถามในคอมเม้นต์ของโพสต์นี้ได้เลย ถ้าตัวผมสามารถช่วยได้ ก็ยินดีจะช่วยไขข้อสงสัยให้กับเพื่อนๆ ครับ!
07 Jan 2021
Microsoft เผย ยังมี PC ที่ใช้ Window 7 อยู่กว่า 100 ล้านเครื่อง ต่อให้เลิกถูก Support แล้ว!
ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก จนถึงช่วงต้นปี 2020 ระบบปฏิบัติการ Window 7 เรียกได้ว่าได้รับความนิยมอย่างมากในเครื่องคอมที่เราใช้งานกันที่บ้าน แต่ไม่มีระบบไหนในโลกที่สมบูรณ์ สักวันเราจะได้พบกับระบบปฏิบัติการที่ดีกว่า และนั้นคือ Window 10 ที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ แต่ถึงอย่างนั้น PC ที่ยังใช้งาน Window 7 อยู่ในตอนนี้ ดูเหมือนจะมีมากกว่า 100 ล้านเครื่องเลย แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft แล้วก็ตามครับ จากรายงานของ NetMarketShare ยังมีเครื่อง PC กว่า 20% เลยที่ยังใช้งาน Window 7 อยู่ ซึ่งมันหมายความว่าอย่างน้อยมี PC อีก 100 กว่าล้านเครื่องเลยที่ยังใช้ระบบปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ แม้จะไม่มีอัปเดตใหม่จากทาง Microsoft มา 1 ปีแล้ว บ่งบอกได้เป็นอย่างดีเลยว่าระบบปฏิบัติการดังนี้ดีขนาดไหนครับ อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นเพราะ Window 10 เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้หน่วยความจำของ Ram สูง จึงทำให้ผู้ใช้งานหลายคนยังเลือกให้ PC ที่ไม่ได้แรงมากของตัวเองใช้งาน Window 7 อยู่ ครับ Credit: PCGamer
05 Jan 2021
KFC ประกาศกร้าว ส่งเครื่องคอนโซลแข่งกับ PS5, Xbox Series X (พร้อมช่องไว้อุ่นไก่)
ในช่วงกลางปีนี้ หลังจากที่มีการเปิดตัวเครื่อง PS5 อย่างเป็นทางการไป (เปิดตัวนะไม่ใช่เปิดโฉม) ทางแบรนด์ไก่ทอดชื่อก้องโลก KFC ก็ได้ปล่อยตัวอย่างโฆษณาเครื่องคอนโซลเกมของพวกเขาเองภายใต้ชื่อ KFConsole ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนที่เห็น (รวมถึงผู้เขียนด้วย) ต่างก็ส่ายหัวยิ้มๆ ถึงมุขตลกของ KFC ครั้งนั้น และไม่มีใครคาดหวังว่าพวกเขาจะผลิตเครื่องคอนโซลออกมาจริงๆ หรอก ล่าสุด ดูเหมือนว่า KFC จะไม่ได้ตลกกับเราด้วย เมื่อพวกเขาได้ปล่อยคลิปตัวอย่างใหม่ออกมาทางทวิตเตอร์ ที่แสดงให้เห็นถึงเครื่อง KFConsole อย่างเป็นทางการ พร้อมกับเปิดเผยถึง Spec สุดร้อนแรงของตัวเครื่องด้วย! The console wars are ????. Introducing the KFConsole. #PowerYourHunger pic.twitter.com/k7AM6g61Ip — KFC Gaming (@kfcgaming) December 22, 2020 จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา เจ้า KFConsole นี้เป็นผลผลิตจากการร่วมทุนระหว่าง KFC และ Cooler Master (แบรนด์ผลิตเครื่องระบายความร้อนสำหรับ PC) โดยพวกเขาเปิดเผยว่าเครื่องเกมของพวกเขาจะสามารถเล่นเกมได้สูงสุดถึง 4K, 240 FPS เลยทีเดียว นอกจากนี้ ภายในตัวเครื่องจะใช้ CPU Intel Nuc 9 และ SSD 1TB จาก BarraCuda ด้วย แม้ในตัวอย่างจะไม่ได้พูดถึงการ์ดจอของเครื่อง แต่เดาได้ว่าน่าจะเป็นการ์ดจอของ NVIDIA ซักรุ่น จากที่มีการพูดถึง Ray Tracing บ่อยๆ ในจดหมายข่าวที่ Cooler Master ส่งให้สื่อมวลชน แต่ทีเด็ดจริงๆ ของเครื่อง KFConsole อาจไม่ใช้ Spec ระดับสูงของเครื่อง แต่คือการที่เครื่องมีช่องให้ผู้เล่นสามารถใส่ไก่ทอดของ KFC ลงไปเพื่ออุ่นร้อนอีกด้วย! (อ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ทางเว็บไซต์ทางการของคอนโซล) สำหรับราคาและวันวางจำหน่ายของเจ้า KFConsole ยังเป็นปริศนา ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำออกมาขายจริงๆ หรือเปล่านะ แล้วเพื่อนๆ คิดว่าอย่างไรกันเอ่ย? เราจะมีสิทธิ์ได้เล่นเกมคอนโซลจาก KFC จริงๆ ไหม? คอมเมนต์มาคุยกัน! Credit: Gamesradar 
23 Dec 2020
ก่อนจะมีเครื่อง PlayStation 5 ไปส่องหา TV หรือ Monitor รุ่นไหนเหมาะใช้ในการเล่นเกมที่สุดกันบ้าง!
ถ้าพูดถึงเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง “PlayStation 5” บอกตรงๆ ว่าเกมเมอร์ชาวไทยหลายคนแอบหงุดหงิดมากว่าสรุปแล้ว “ประเทศไทยจะวางจำหน่ายตอนไหนกันแน่!?” ในวันที่เขียนบทความนี้คือวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ทาง Sony Interactive Entertainment หรือ PlayStation Asia ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหลใด ๆ เลย แม้จะมีข่าวลือหลุดออกมาว่ามีความเป็นไปได้ที่ PlayStation 5 ศูนย์ไทยจะวางจำหน่ายช่วงต้นเดือนมกราคมก็ตาม ซึ่งตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างประเทศมาเลเซียกับฟิลิปปินส์ได้วางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยประเทศอินโดนีเซียจะวางจำหน่ายในวันที่ 22 มกราคมที่จะถึงนี้   แล้วถ้าเพื่อน ๆ ที่เล็งเอาไว้แล้วว่า “ฉันจะซื้อ PlayStation 5 มาเล่นอย่างแน่นอน!” แล้วถ้าอยากจะสัมผัสกราฟฟิกสวย ๆ แบบจัดเต็มของเกมบนเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ สิ่งที่จะต้องมีก็คือ “ทีวี หรือ จอมอนิเตอร์” ที่เหมาะเพื่อใช้ในการเล่นเกมด้วยค่ะ เพราะด้วยตัวเครื่อง PlayStation 5 เขาเครมเอาไว้เลยว่าสามารถรันกราฟฟิกออกมาในความละเอียดสูงสุดถึง 4K/60fps ( แต่ตัวกล่องมีโลโก้ 8K ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเกมอะไรรองรับบ้างด้วย ) ได้อย่างสบาย ๆ วันนี้เกวลินเองก็เลยขอคัดเลือกทีวีหรือไม่ก็จอมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมจากเครื่อง PlayStation 5 ได้รู้จักกันค่ะ   Sony BRAVIA X90H/XH90 Series สำหรับ “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” ถือว่าเป็นทีวี Full Array LED ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 4K แถมยังพัฒนาออกมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมบนเครื่อง PlayStation 5 โดยเฉพาะเลยค่ะ ก็มีการผลิตออกมาหลากหลายขนาดเริ่มจาก 55 นิ้ว, 65 นิ้ว, 75 นิ้ว และ 85 นิ้ว จากข้อมูลของ Sony Thailand เผยว่าในบ้านเราวางจำหน่ายรุ่น Sony BRAVIA X90H มีทั้งหมด 2 ขนาดประกอบไปด้วยคือ 65 นิ้วราคาอยู่ที่ 39,990 บาท และ ขนาด 85 นิ้วราคาอยู่ที่ 89,990 บาท โดยดีไซน์ตัวเครื่องอาจจะดูไม่สวยถูกใจบางคนเท่าไหร่ แต่บอกไว้ก่อนว่าประสิทธิภาพของทีวีตัวนี้ไม่ธรรมดานะคะ โดยขุมพลังชิปเซ็ตภายในตัวนี้เลือกใช้ “Sony X1 4K HDR Processor” ที่เป็นตัวประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ในความละเอียด 4K ที่ดีเยี่ยมาก ๆ แถมยังรองรับ HDR ที่มันจะทำให้ภาพปรากฎบนจอดูสมจริงและคมชัดมากยิ่งขึ้น พร้อมเผยว่าสีและคอนทราสต่าง ๆ จะดูสมจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ชิปเซ็ตตัวนี้ยังทำให้ภาพที่มีความละเอียด 1080p [Full HD] หรือ 1440p [2K] ก็สามารถอัปสเกลให้ใกล้เคียงความละเอียด 4K ได้อย่างสบาย ๆ ด้วยระบบที่มีชื่อว่า “4K X-Reality PRO” แล้วที่พิเศษสุดก็คือมันเป็นทีวีในรูปแบบ Android TV แล้วก็ยังสามารถขับ Refresh Rate ได้สูงสุด 120Hz แล้วก็ยังแสดงผล Respond Time อยู่ที่ 7.2 ms ที่เรียกว่าน้อยพอ ๆ กับจอมอนิเตอร์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ได้เลยค่ะ ซึ่งต้องบอกว่า “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” วางจำหน่ายในบ้านเรามาได้พักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ ซึ่งก็มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อยที่ซื้อทีวีตัวนี้ไปล่วงหน้ากันแล้วค่ะ ส่วนตัวมองว่าทีวีขนาด 65 นิ้วแสดงผลในความละเอียด 4K/60fps ได้อย่างสบาย ๆ แถมยังทำค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 120Hz แล้ว Respond Time ก็น้อยอีก ในราคา 39,990 บาทถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคาเป็นอย่างมากเลยนะคะ เพราะเราสามารถนำไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ใครที่มีคอมสเปกสูง ๆ รันเกมความละเอียด 4K ได้สบาย ๆ จอตัวนี้นอกจากเอาไว้ใช้กับการเล่นเกมคอนโซลแล้วก็ยังเอาไว้ รวมไปถึงทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ HDMI 2.1 ด้วยนะคะ ใครที่อยากจะเข้าถึงฟังก์ชั่น Variable Refresh Rate, Auto Low Latency Mode, Full Array Local Dimming, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ด้วยค่ะ   Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series นอกเหนือจาก “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” วางจำหน่ายแล้วทาง Sony ก็ได้เปิดตัวทีวี Full Array LED ตัวท็อปออกมาอีก 1 รุ่นที่มีชื่อว่า “Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series” ทาง Sony Thailand เผยว่าในบ้านเราวางจำหน่ายรุ่น Sony BRAVIA Z8H มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 85 นิ้วสนนราคาอยู่ที่ 299,990 บาท เห็นราคาแบบนี้ก็เกิดคำถามมากมายว่าทำไมมันถึงมีราคาแพงขนาดนี้ อย่างแรงเพื่อน ๆ ต้องเข้าใจก่อนว่าทีวีรุ่นนี้มีความละเอียดสูงถึง 8K ที่สามารถรันเฟรมเรทได้สูงสุด 60fps แล้วถ้าเลือกรันความละเอียด 4K ก็จะขับเฟรมเรตได้สูงสุด 120fps เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ว่าขับ Refresh Rate ได้สูงสุด 120Hz ดังนั้นถ้าใช้เล่นเกมแนะนำว่าเปิดใช้งานฟังก์ชั่น Game Mode ด้วยนะคะ โดยทีวีตัวนี้เลือกใช้ชิปเซ็ตที่มีชื่อว่า “Sony X1 Ultimate” ชิปเซ็ตประมวลผลภาพตัวนี้ถือว่าเป็นตัวท็อปสุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ค่ะ มันมีประสิทธิภาพในการแสดงสีและคอนทราสในความละเอียดสูงที่ยอดเยี่ยม แล้วยังเพิ่มความละเอียดที่เหนือชั้นเข้าไปอีกเพื่อให้เราสามารถรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้มีความใกล้เคียง 8K แท้ ๆ ได้เลย โดยชิปเซ็ตตัวนี้ยังวิเคราะห์และประมวลผลที่แม่นยำมาก ๆ ทั้งในเรื่องฉากที่มีความลึก, พื้นผิว และ รายละเอียดต่าง ๆ ก็ดูสมบูรณ์แบบมาก ๆ แม้ว่าภาพที่ถ่ายทอดออกมาจะมีความละเอียดอยู่ที่ 1440p [2K] หรือ 4K ก็ตาม ซึ่งเราสามารถเพิ่มสเกลของภาพให้มีระดับ 8K ด้วยเทคโนโลยี “8K X-Reality PRO”  แล้วด้วยความที่ทีวีในรูปแบบ Android TV ทำให้เราเสพย์คอนเทนต์ต่าง ๆ ในความละเอียด 4K ไปจนถึง 8K ได้อย่างสบาย ๆ ยกตัวอย่างเช่น Netflix, Apple TV, YouTube หรือ Prime Video เป็นต้น นอกจากนี้ระบบเสียงของ Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series จะขับเคลื่อนในรูปแบบ Dolby Atmos เสียงที่ออกมาจะรู้สึกเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ที่ปรากฎตัวอยู่บนหน้าจอเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น S-Force Front Surround ที่เสียงจะมารอบ ๆ ทิศทางเสมือนเรามีลำโพงเซอร์ราวด์รอบทิศทางภายในทีวีของเราเลยค่ะ เช่นเดียวกันค่ะ ทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ HDMI 2.1 ด้วยนะคะ ใครที่อยากจะเข้าถึงฟังก์ชั่น Variable Refresh Rate, Auto Low Latency Mode และ Full Array Local Dimming   LG 48CX เราพูดถึงแบรนด์ Sony ผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 กันไปแล้ว มาพูดถึงแบรนด์คู่แข่งที่ประสิทธิภาพภายในน่าสนใจไม่ใช่น้อยด้วยค่ะ แล้วที่เกวลินเลือกมาก็คือ “LG 48CX” ซึ่งมันคือทีวีในรูปแบบ OLED ที่ถูกจับตามองจากผู้ใช้งานทั่วโลกเป็นอย่างมาก มันเป็นทีวี OLED ที่รองรับความละเอียด 4K เต็มรูปแบบมาก ๆ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ประมาณ 48 นิ้วแถมราคาที่วางจำหน่ายในบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาทขึ้นไป ความน่าสนใจของทีวีรุ่นนี้ก็คือมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ออกแบบมาให้กับเกมเมอร์สายพีซีอีกด้วยค่ะ โดย “LG 48CX” มาพร้อมกับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA ที่เกมเมอร์ฝั่งพีซีที่ใช้การ์ดจอของค่ายเขียวเมื่อนำมาเชื่อมต่อแล้วเปิดใช้งานจะทำให้เมื่อเวลาเล่นเกมเฟรมเรทมีกราฟฟิกสูงสุดด้วย อ่ะ ๆ แต่คนที่ใช้การ์ดจอค่ายแดง AMD ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ เพราะว่าเทคโนโลยี FreeSync ก็รองรับด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้กับตัวเครื่องก่อนค่ะ เท่านั้นยังไม่พอทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ Dolby Vision หรือที่เรารู้จักในชื่อ “HDR10” ด้วยนะ แล้ว LG ยังใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทีวีรุ่นนี้มีความหนาแน่นของพิกเซลพอ ๆ กับทีวีที่มีความละเอียด 8K ขนาด 96 นิ้วได้เลย ส่วนถ้าเล่นจริง ๆ จะแสดงผลในความละเอียด 4K/120fps ใครที่เป็นเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ทีวีรุ่นนี้ไม่ควรพลาดเลยค่ะ สุดท้าย “LG 48CX” เป็นทีวี OLED ที่ออกแบบมาให้เกมเมอร์โดยเฉพาะจริง ๆ รองรับการแสดงผลของ HDMI 2.1 แล้วก็ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Dolby Atmos, Dolby Vision IQ, Filmmaker Mode และ ยังมีโหมดที่จะช่วยลดความหน่วงของการแสดงผลให้เองแบบอัตโนมัติอีกด้วย รวมไปถึงมีระบบรีเฟรชเรตแบบแปรผัน [VRR] ที่จะทำให้เมื่อเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็น PlayStation 5 หรือ Xbox Series X มีการแสดงผลได้ดีพอ ๆ กับจอมอนิเตอร์ตัวท็อปเลยค่ะ   Samsung Odyssey G9 และ Samsung Odyssey G7 เราพูดถึงทีวีกันไป 3 รุ่นแล้วรุ่นต่อมาจะเป็น “จอมอนิเตอร์” กันบ้างค่ะ ปกติแล้วจอพวกนี้จะใช้ในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่รุ่นที่เกวลินหยิบมาแนะนำสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่นี้ได้เหมือนกันนั้นก็คือ “Samsung Odyssey G9 และ Samsung Odyssey G7” สำหรับหน้าจอมอนิเตอร์ถูกจัดเป็นประเภท QLED ทาง Samsung เครมเลยว่าหน้าจอตัวนี้จะแสดงผลเรื่องแสง, สี, เงาคอนทราสต์ที่เป็นธรรมชาติ แล้วสีดำก็จะแสดงผลแบบดำสนิทอีกด้วยค่ะ  โดยเกวลินจะแนะนำรุ่น Samsung Odyssey G9 กันก่อนค่ะ สนนราคารุ่นนี้อยู่ที่ 45,990 บาท มันคือจอมอนิเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ทาง Samsung ผลิตออกมาเลยค่ะ มีขนาดอยู่ที่ 49 นิ้ว แล้วดีไซน์ของเขาก็เก๋ไก๋มาก ๆ สวยงามมาก ๆ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า Samsung เขาออกแบบหน้าจอมอนิเตอร์ที่มีดีไซน์โค้งมาแล้วหลายตัว โดยรุ่นนี้ความโค้งของตัวหน้าจอจะมีค่า R อยู่ที่ 1,000R ซึ่งสูงที่สุดในโลกณ.ตอนนี้แล้วค่ะ อ่ะ...มีคำถามใช่ไหมคะว่าทำไมมันต้องโค้งอะไรขนาดนั้น!? คำตอบก็คือระยะการโค้งของหน้าจอมันจะเข้ากับระยะสายตาของมนุษย์ ทำให้เราได้รับประสบการณ์ในการเล่นเกมแบบเต็มตาที่สุดเท่าที่จอมอนิเตอร์เคยมีมาบนโลกนี้เลยค่ะ โดย Samsung Odyssey G9 มีอัตราส่วนของหน้าจอเป็น 32:9 ซึ่งตรงนี้เกมเมอร์ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเกมที่รองรับอัตราส่วนของหน้าจอในเวลานี้ยังมีน้อยเกมนะคะ แต่ถ้าพูดถึงการทำงานมันสามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้ทำงานได้สูงสุด 6 จอเลยค่ะ ส่วนใครที่กังวลเรื่องความหน่วงของหน้าจอ Respond Time ต่ำมาก ๆ เพียงแค่ 1 ms หรือ 0.001 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังปลดล็อคค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 240Hz และยังรองรับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA ที่จะช่วยปลดล็อคให้แสดงเฟรมเรตได้สูงสุด ลดอาการภาพสั่น หรือ ภาพแตก แต่ถ้าเพื่อน ๆ คิดว่ารุ่นนี้ขนาดหน้าจออาจจะใหญ่เกินไปพื้นที่อาจจะไม่เพียงพอ ทาง Samsung ก็ได้ผลิตอีกหนึ่งรุ่นออกมาที่สเปกเท่ากับรุ่น Samsung Odyssey G9 นั้นก็คือ “Samsung Odyssey G7” ที่มีขนาดให้เลือก 27 นิ้วราคาอยู่ที่ 18,900 บาท และ 32 นิ้วราคาจะอยู่ที่ 20,900 บาท เป็นขนาดหน้าจอความละเอียด 1440p [2K] แล้วอัตราส่วนของหน้าจอเป็น 16:9 ส่วนสเปกของเครื่องนี้หลายส่วนมีความคล้ายกับตัวท็อปเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวหน้าจอที่เป็น QLED, จะมีค่า R อยู่ที่ 1,000R, รองรับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA, ความหน่วงของหน้าจอ Respond Time อยู่ที่ 1 ms หรือ 0.001 วินาที, ปลดล็อคค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 240Hz และ รองรับเทคโนโลยี HDR600    BenQ EW3280U มาถึงรุ่นสุดท้ายที่เกวลินเลือกมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้เอาไปตัดสินใจกันนั้นก็คือ “BenQ EW3280U” จอมอนิเตอร์จากแบรนด์คุณภาพที่ถึงแม้ว่าตัวหน้าจอจะเป็น IPS ก็เถอะนะ แต่มันก็ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการเชื่อมต่อเพื่อเล่นเกมบนพีซีและเครื่องเกมคอนโซลได้เต็มประสิทธิภาพเลยค่ะ ขนาดหน้าจอตัวนี้อยู่ที่ 32 นิ้วเป็นความละเอียดแบบ 4K ที่จะมอบรายละเอียดที่จะปรากฎบนจออย่างคมชัดเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะเอามาดูภาพยนตร์ หรือ เล่นเกมกราฟฟิกสวย ๆ แล้วปรับสุดภาพที่ปรากฎบนจอก็จะสวยงามไร้ที่ติกันเลยค่ะ ตัว “BenQ EW3280U” ยังได้เพิ่มเทคโนโลยี Dolby Vision หรือ HDR10 เข้ามาด้วย ทำให้โทนสีที่แสดงผลออกมาแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน แล้วถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายพีซีที่ใช้การ์ดจอของ AMD ยิ้มได้เลยค่ะ เพราะว่าเทคโนโลยี FreeSync ด้วย แถมการเชื่อมต่อก็รองรับ DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 ที่จะช่วยปล่อยสัญญาณภาพในความละเอียด 4K/60Hz ถ้าพูดถึงการนำมาเชื่อมต่อเพื่อเล่นเครื่องเกมคอนโซลผลทดสอบออกมาเป็นยังไง จากสื่อที่ได้ลองนำมาเยี่ยมต่อดูพบว่าระยะการมองเห็นที่ไม่ต้องใหญ่มากมันทำให้เราเห็นรายละเอียดภายในเกมที่ปรากฎได้อย่างชัดเจน ทำให้เราสามารถที่จะบังคับตัวละครได้ถูกต้องมากกว่าที่จะเล่นเกมบนจอใหญ่ ๆ ข้อดีอีกอย่างของ “BenQ EW3280U” คงเป็นเรื่องเทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus จากของ BenQ ที่มันจะช่วยปรับโทนแสงและภาพให้เองอัตโนมัติ สิ่งที่ได้คือแสงที่ปรากฎผ่านหน้าจอจะไม่มีแสงที่สว่างจนเกินไปใครที่เล่นเกมนาน ๆ แล้วเกิดอาการปวดตาหรือเมื่อยล้าบริเวณรอบ ๆ ดวงตา เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เราสามารถเล่นเกมได้นานขึ้น เพราะมันจะลดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาลง สุดท้ายในเรื่องของราคาอยู่ที่ 27,900 บาท ถ้าถามถึงความคุ้มค่าส่วนตัวมองว่ามันดันค่ารีเฟรชเรตได้เพียงแค่ 60Hz มันเลยดูน้อยไปหน่อยถ้าใครที่ใช้สเปกคอมพิวเตอร์ที่สเปกสูง ๆ ค่ะ จอนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าใครที่จะเอามาใช้ในการเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยค่ะ จบกันไปแล้วค่ะ กับบทความแนะนำทีวีหรือจอมอนิเตอร์ที่ใช้สำหรับเล่นเกมจากเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่ทั้ง PlayStation 5 หรือ Xbox Series XIS รวมไปถึงถ้าเพื่อน ๆ เป็นเกมเมอร์กระเป๋าหนักจะเอามาใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์ของเราก็ทำได้เหมือนกัน เพราะแต่ละรุ่นที่แนะนำไปไม่ใช่แค่นำมาใช้กับเครื่องเกมคอนโซลอย่างเดียวนะคะ บางคนก็อาจจะถามว่าพี่แล้วแบบนี้จอของผมที่เป็นรุ่นเก่าที่รันความละเอียด 1080p หรือ 1440p สามารถใช้งานได้ไหม!? ก็ตอบเลยว่าได้ค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ที่อยากจะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ เพราะไหน ๆ เขาก็ออกแบบมาเพื่อเล่นเกมความละเอียด 4K แล้วมันก็ต้องจัดเต็มกันหน่อยเนอะ ส่วนเกวลินขอเก็บเงินอีกสักนิดแล้วรอโปรลดราคาก็คงจะจัดสักเครื่องมาเอาไว้เล่นเกมเหมือนกันค่ะ
23 Dec 2020
ตามติดซานต้าบน Google Santa Tracker ไปด้วยกันเถอะ!
Oh~♪♫ You Better Watch Out, You Better Not Cry. You Better Not Pout I'm Telling You Why. Santa Claus is Coming to TOWN!! Merry Christmas ชาว Game Fever ทุกท่านนะคะ~ เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่ปีนี้อาจจะจัดปาร์ตี้ลำบากหน่อยเพราะความเสี่ยงจากไวรัส COVID19 ยังมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ไม่เป็นไรจ้า เรามีอะไรสนุกๆ มาแนะนำ รับรองว่าได้กลิ่นอายของคริสต์มาสแบบเต็มรสแน่นอน ถ้าพูดถึงคริสต์มาสทุกคนจะนึกถึงอะไรกันบ้าง... ต้นคริสต์มาส ของขวัญ เสียงเพลง และแน่นอน ซานตาคลอส! ใช่แล้วล่ะสำหรับคนทั่วไปสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคงเป็นการได้เห็นคุณลุงผมขาวหนวดขาวในชุดสีแดงยืนแจกของขวัญและพูดคุยกับเด็กๆ นี่แหละ แต่ถ้าออกไปก็ไม่แน่ใจว่าซานต้าติดโควิดกับเขาด้วยหรือเปล่า? ฉะนั้น เรามาสนุกไปกับการเตรียมตัวสำหรับคริสต์มาสของซานต้าผ่าน Google Santa Tracker น่าจะดีกว่า =================================================   GOOGLE SANTA TRACKER เป็น Browser Application ที่อากู๋ (Google) เขาจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี และเขาไม่ได้เพิ่งทำนะคะ เพราะฟีเจอร์ตัวนี้ได้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2004 แล้ว! แต่ก็ไม่ใช่ไอเดียใหม่อะไรขนาดนั้นนะคะ เพราะจุดกำเนิดการสร้างฟีเจอร์ตัวนี้มาจากโปรแกรม NORAD Tracks Santa โปรแกรมจำลองการเดินทางของซานต้าตั้งแต่ออกจาก North Pole และเดินทางไปรอบโลกในคืนคริสต์มาสอีฟ ซึ่งระบบจะคำนวณให้เลยว่าเวลานี้ซานต้าจะเดินทางถึงประเทศไหนแล้ว ซึ่งได้ถูกพัฒนาและใช้งานมาตั้งแต่ปี 1955 นับว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีจากดาวเทียมทางการทหารที่มีประโยชน์ในการนำมาต่อยอดแก่ประชาชนทั่วไปค่ะ   Before Christmas ก่อนซานต้าจะขับเรนเดียร์ไปแจกของขวัญ ก็ต้องมีการเตรียมตัวใช่ไหมล่ะ! โดยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เราสามารถเข้าไปในหน้าฟีเจอร์ Google Santa Tracker และเล่นกิจกรรมสนุกๆ ได้ ในส่วนของกิจกรรม จะเน้นไปที่การให้ความรู้สำหรับเด็กและครอบครัว โดยฟีเจอร์ตัวนี้ได้ถูกพัฒนาเต็มรูปแบบในปี 2018 ซึ่งจะมีทั้งรูปแบบวีดีโอบรรยาย และเกม เพื่อให้เราสำรวจ เล่น และเรียนรู้ผ่านตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของซานต้า ทั้งเรนเดียร์ คนงานเอลฟ์ ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตบนขั้วโลกเหนืออย่างเพนกวิน เยติ และหมีขั้วโลก แล้วปีนี้มีกิจกรรมอะไรบ้างนะ? Christmas Tales to WATCH ในแอป จะมีวีดีโอที่ Google สร้างขึ้นเพื่อต้อนรับเทศกาลในแต่ละปี อาจเป็นคลิปการ์ตูนสั้นขำขัน หรือนิทานเบาๆ อย่าง "เจ้าวาฬ Ollie" ให้ติดตามระหว่างรอซานต้าเตรียมของขวัญ   วัฒนธรรมทั่วโลก น้องๆ รวมถึงวัยที่ไม่น่าน้องแบบเราด้วย สามารถเรียนรู้เรื่องราวของประเทศอื่นทั่วโลกได้ผ่านการเฉลิมฉลองคริสต์มาสเนี่ยแหละ โดย Google ได้ เช่นในแอป "การแปล" คำศัพท์ที่เกี่ยวกับเทศกาลอย่าง สวัสดีปีใหม่ หรือ season's greeting ที่เราสามารถเห็นคำเขียนและเปิดฟังในภาษาต่างๆ ได้... มันก็คือ Google Translate นั่นแหละ! แต่ที่เจ๋งคือ มันมีภาษา เอลฟ์ ด้วย จะเป็นอย่างไรลองไปฟังกันเองนะ ประเพณวันหยุด ที่ Google map จะโผล่มาและมีจุดตามประเทศต่างๆ ให้เราเข้าไปอ่าน "วิธีการฉลอง" ของประเทศนั้นๆ อาจนำไปใช้เป็นไอเดียฉลองของปีนี้ได้ด้วยนะ อิอิ   Coding อย่างที่ทราบว่า Google พยายามผลักดันการเรียนรู้เรื่อง Coding ซึ่งเป็นพื้นฐานไปสู่การทำงานเกี่ยวกับระบบ IT ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงมากในปัจจุบัน และยังมี Impact อีกมากในอนาคต และเพื่อให้เข้ากับเทศกาลและไม่วิชาการจนไกลตัว เกมบางเกมในแอปจึงถูกสร้างให้เล่นแบบการเขียน Coding เช่น... โค้ดเต้นรำ - ต่อ Coding เพื่อสร้างท่าเต้นของเจ้าเอลฟ์ ห้องทดลองโค้ด - ต่อ Coding รูปต่างๆ เพื่อลองดูว่าจะแสดงผลออกมาอย่างไร คำถามเกี่ยวกับแผนที่ - จิ๊กซอว์รูปประเทศต่างๆ แต่ละส่วนคือประเทศอะไรและอยู่ตรงไหนน้อ?   เล่นเพลินๆ นอกจากนี้ยังมีเกมอีหลากหลายสไตล์ให้เลือกเล่น ทั้งโยนของขวัญ คุมทิศทางเจ้าเพนกวิน แต่งตัวเอลฟ์และซานต้า หรือแต่งภาพด้วยการนำ Item ต่างๆ ไปวางก็มี ใครชอบแบบไหนไปลองเล่นเลย บอกไว้ก่อนว่ามันก็ไม่ได้ง่ายซะด้วยนะกว่าจะเคลียร์เกมได้ รับรองว่าไม่น่าเบื่อแบบ Browser Game แน่จ้า เทศกาลแห่งการให้ และกิมมิคที่สำคัญของเทศกาลคริสต์มาสและแอป Google Santa Tracker คือ การให้ โดยในฟีเจอร์นี้จะให้เราระบายสี Vinter (ลูกแก้วประดับ) ขององค์กรการกุศลจากทั่วโลก ซึ่งเราสามารถดูข้อมูลขององค์กรเหล่านั้นได้ว่าพวกเขาทำงานเกี่ยวกับด้านไหน และของตกแต่งที่เราได้ระบายสีไปก็เท่ากับได้สนับสนุนองค์กรเหล่านั้นด้วยจ้า   It's X'mas Eve ฟีเจอร์ตัวสุดท้ายที่เราจะไม่สามารถเล่นได้จนกว่าจะถึงวันคริสต์มาสอีฟ (วันที่ 24 ธันวาคม) ก็คือ "ซานต้าอยู่ที่ไหน" นั่นเอง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแอปตัวนี้เลยนะ โดยโปรแรมจำลองจะเริ่มทำงานในเวลาเที่ยงคืนของทางตะวันออกไกล ซึ่งเป็นโซนเวลาที่เร็วที่สุดในโลก ในแผนที่แสดงจะแสดงการเดินทางของซานต้าสลับกับภาพการแจกของขวัญในเมืองต่างๆ โดยซานต้าดูเหมือนจะเดินทางไปทางตะวันตกและใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อหนึ่ง Time zone เมื่อซานต้าถึงเมืองไหน เราสามารถเข้าดูข้อมูลของที่นั่นได้ โดยใช้ฐานข้อมูลของ Google Earth และ Wikipedia มาแสดงบนฟีเจอร์เพื่อให้เรารู้ข้อมูลของพื้นที่นั้นๆ ด้วยล่ะ เหมือนกับเราได้เดินทางรอบโลกไปพร้อมกับคุณซานต้าเลยเนอะ แถมเขายังมีการนำรูปซานต้าพร้อมผู้ช่วยลงไปอยู่บนพื้นที่นั้นอีกต่างหาก อ้อ! ไม่เพียงแค่นั้น เรายังสามารถรู้อุณหภูมิของพื้นที่นั้นได้ด้วยนะ โดยฟีเจอร์จะนำข้อมูลจาก The Weather Channel มาแสดงให้เราดูแบบเรียลไทม์ด้วย รู้เลยว่าบรรยากาศแต่ละที่ต้องออกมาแบบไหน น่าเสียดายที่บางเมืองซานต้า (ในฟีเจอร์นี้นะ) ก็ไม่ได้แวะ ด้วยเหตุผลของระยะทางที่ค่อนข้างใกล้กัน ระบบจึงข้ามบางส่วนของโลกไป และนำเสนอพื้นที่ห่างไกลแทนแม้ว่าที่นั่นจะเป็นเมืองที่คนไม่ค่อยรู้จักก็ตาม และทุกที่ที่ซานต้าไป จะมีข้อมูลจำนวนของขวัญที่ถูกส่งแสดงขึ้นมาด้วย ไงล่ะ! อากู๋เขาเก็บทุกรายละเอียดนะเออ   =================================================   ใครที่ยังหาเกมในธีมคริสต์มาสเล่นในช่วงนี้ไม่ได้ เชิญตามลิงก์นี้ไปเลยนะคะ >> g.co/santa tracker << หรือเข้าไปค้นหาในหน้า Google ได้เลยค่ะ และเราสามารถใช้ Google Assistant ในการเรียนซานต้าหรือฟังเรื่องเล่าวันคริสต์มาสได้ หรือใครไม่สะดวก PC ก็สามารถโหลดแอปใน Google Play Store (เฉพาะ Android) ได้เลยนะจ๊ะ ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันคริสต์มาสนะคะ
22 Dec 2020
มาดูกันซิ! ชิปเซ็ตตัวท็อปประจำปี 2021 อย่าง Snapdragon 888 มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง
กำลังจะเข้าสู่ปี 2021 นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่กันแล้วค่ะ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ “มือถือสมาร์ทโฟน” ยุคถนัดไปจะมีลูกเล่นใหม่ ๆ ให้ผู้ใช้งานรู้สึกสะดวกสบายมากกว่าเดิม ยกตัวอย่างการยืดหดของหน้าจอให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยที่ตัวหน้าจอกลมกลืนไปกับตัวหน้าจอ โดยคอนเซ็ปต์นี้ทาง OPPO เปิดตัวก่อนเป็นอันดับแรกเลยค่ะ อย่างไรก็ตามสิ่งที่มันจะต้องมาควบคู่กันก็คือ “ชิปเซ็ตประมวลผล” คงเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ผู้ใช้งานอย่างเรา ๆ จะเลือกดูเป็นอันดับแรกก่อนใช่ไหมคะ!? แล้วชิปเซ็ตที่เกมเมอร์มักจะเลือกใช้มากที่สุดก็คือ “ตระกูล Snapdragon จากผู้พัฒนา Qualcomm”  ชิปเซ็ตตัวนี้ถูกกล่าวถึงจากผู้ใช้งานมากที่สุดในเรื่องของประสิทธิภาพที่ทำงานได้ดีเยี่ยม ใช้งานแล้วแบตเตอรี่ไม่ไหลเหมือนน้ำ หรือ เรื่องความร้อนที่ทำออกมาได้ดี จึงไม่แปลกเลยที่ชิปเซ็ตตัวท็อปจะกลายเป็นตัวเลือกสำคัญในการเป็นขุมพลังของสมาร์ทโฟนประเภท “เกมมิ่งโฟน” ล่าสุดทาง Qualcomm ก็ได้เปิดตัวชิปเซ็ตรุ่นใหม่ประจำปี 2021 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ โดยใช้ชื่อรุ่นว่า “Snapdragon 888” ความน่าสนใจอันดับแรกเลยก็คือมันคือชิปเซ็ตที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 5 มิลลิเมตรที่มีการทำงานยอดเยี่ยมรวมไปถึงเป็นชิปเซ็ตที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับการเชื่อมต่อ 5G ได้ด้วย เอาละวันนี้เกวลินเลยจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักชิปเซ็ตตัวนี้ให้มากยิ่งขึ้นค่ะ ในด้านขุมพลังส่วนของ CPU ตัวชิปเซ็ต “Snapdragon 888” ทาง Qualcomm ได้อธิบายรูปแบบการทำงานของส่วน CPU เอาไว้ว่ามันจะเป็นหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า Kryo 680 ที่จะมีแกนประมวลผลถึง 8 แกนหลัก ๆ ด้วยกันเริ่มจากไปด้วย “Cortex-X1” ที่มีความเร็วสูงถึง 2.84GHz ก็มีการเครมว่าการทำงานด้านประมวลผลจะดีกว่า Cortex-A78 มากถึง 33% ตามมาด้วย “Cortex-A78” มีความเร็วอยู่ที่ 2.4GHz จะมีทั้งหมด 3 แกน และ “Cortex-A55” มีความเร็วอยู่ที่ 1.8GHz มีแกนทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน  แน่นอนว่ามันก็จะมีคำถามเกิดขึ้นมา “เพ่! ทำไมมันต้องมีตัวประมวลผลอะไรเยอะแยะขนาดนั้น!” โอเคเกวลินจะอธิบายให้ทราบค่ะ การที่มีแกนประมวลผลหลายตัวในชิปเซ็ตเดียวกันมันจะช่วยในการแบ่งเบาภาระการทำงานเพื่อไม่ให้มันไปตกอยู่แกนใด แกนหนึ่งมากจนเกินไป จนเกินปัญหาที่มีอาการค้างต่าง ๆ แล้วปัจจัยหลัก ๆ เลยการทำงานจะลื่นไหลและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยทาง Qualcomm ยืนยันว่าชิปเซ็ต “Snapdragon 888” จะมีความแรงมากกว่าชิปเซ็ต Snapdragon 865 ตัวท็อปของปี 2020 มากถึง 25% แถมยังกินพลังงานน้อยลง 25% ด้วยนะ ขุมพลังการแสดงผลกราฟฟิกของ GPU พูดถึงขุมพลังของตัว CPU ในชิปเซ็ต “Snapdragon 888” กันไปแล้วก็ต้องมาพูดถึงประสิทธิภาพการทำงานของการประมวลผลกราฟฟิกหรือที่เรียกว่า GPU กันบ้างค่ะ โดยหน่วยประมวลผลกราฟฟิกคือ Adreno 660 เป็นรุ่นที่พัฒนามาจากรุ่นก่อน 1 ก้าว อ่า...อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนบอกว่า “พี่มันพัฒนามาแค่ 1 รุ่นมันจะแรงกว่ารุ่นก่อนยังไง!” ใจเย็น ๆ ค่ะ จะอธิบายให้ฟังทาง Qualcomm เผยว่ามันมีประสิทธิภาพในการเรนเดอร์สูงกว่า Adreno 650 มากถึง 35% แล้วเมื่อทำงานเต็มประสิทธิภาพยืนยันว่าจะประหยัดพลังงานมากกว่า 20% โดยหน่วยประมวลผลกราฟฟิกตัวนี้จะตอบสนองเกมเมอร์ไม่มากก็น้อยค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ ที่ต้องการอยากจะเล่นเกมกราฟฟิกสูง ๆ แล้วปรับรายละเอียดภายในเกมได้สุดเฟรมเรตต้องดี หรือ ค่า Latency ( ถ้าพูดคำว่า Ping น่าจะรู้จักและคุ้นชื่อมากกว่า ) ต่ำ ๆ เพื่อให้เล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด บอกเลยว่าหน่วยประมวลผลรุ่นนี้คือสิ่งที่เพื่อน ๆ ต้องการเลยค่ะ แถมยังสามารถให้ผู้ผลิตแบรนด์สมาร์ทโฟนรีดเฟรมเรตหรือรีเฟรชเรทได้สูงสุด 144Hz ทาง Qualcomm ก็ยังได้เสริมรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ในหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Adreno 660 ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “Variable Rate Shadeing” หยิบนำมาใช้บนสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรก มันจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรนเดอร์ภาพให้ดีมากยิ่งขึ้น แล้วก็ยังให้การทำงานด้านประมวลผลเต็มที่ที่สุด จุดไหนที่ระบบมองเห็นว่าการทำงานไม่ต้องหนักมากมันจะทำการลดประสิทธิภาพในส่วนนั้น ๆ ลงเพื่อไม่ให้ตัว GPU ทั้งหมดทำงานหนักจนเกินความจำเป็นและแน่นอนว่ามันก็ทำให้การกินแบตเตอรี่หรือพลังงานต่าง ๆ น้อยลงไปด้วย แล้วสิ่งที่เพิ่มมาให้เกมเมอร์โดยเฉพาะก็คือ “Game Quick Touch” เทคโนโลยีที่จะมาช่วยทำให้ความหน่วงของการทัชต่าง ๆ ถูกลดลงมากถึง 20% ในช่วงระยะเวลาที่เล่นเกมเฟรมเรตสูง ๆ แต่ถ้าอยากจะให้การทัชดีขึ้นมันจะแสดงผลชัดเจนในเฟรมเรต 60fps มากกว่า นั้นหมายความว่าความแม่นยำในการทัชบนหน้าจอจะดีขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปปลดล็อคเฟรมเรตให้แสดงผลสูงอีกต่อไปค่ะ สุดท้ายนี้ยังรองรับ HDR10, ลดการแสดงผลเรื่องแสงกับสีที่ไม่เที่ยงตรง และ ปัญหาเรื่องรอยหยักต่าง ๆ ก็จะทำงานได้ดีมากขึ้น  การทำงานด้านถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอ บางคนอาจจะบอกว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลย เพราะการถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอการทำงานมันจะอยู่ที่เลนส์กล้องที่แบรนด์นั้น ๆ เลือกใช้มากกว่า แต่จริง ๆ แล้วชิปเซ็ตก็มีส่วนที่จะทำให้การถ่ายรูปและวีดีโอออกมาได้ดีขึ้นเหมือนกันนะคะ โดยทาง Qualcomm ได้อธิบายเอาไว้ว่าในชิปเซ็ต “Snapdragon 888” จะมีชุดประมวลผลด้านภาพที่เรียกว่า Spectra 580 มันจะมีทั้งหมด 3 ตัวที่จะไปช่วยทำหน้าที่ในการจับภาพเวลาถ่ายรูปหรือถ่ายวีดีโอแบบพร้อมกันได้เลย มันจะมีประโยชน์อย่างมาก เช่น เวลาที่เราสลับการถ่ายรูปแบบโหมดปกติไปเป็นโหมดอื่น ๆ อย่าง Ultra-Wide หรือ Telephoto ที่จะไม่เสียจังหวะใด ๆ แล้วถ้าเราต้องเก็บภาพแบบ HDR มันก็จะช่วยทำให้คุณภาพที่ได้ดีมากขึ้น รวมไปถึงยังเก็บภาพแบบ HDR ในรูปแบบ HEIF ได้ด้วยส่วนในด้านถ่ายวีดีโอชิปเซ็ต “Snapdragon 888” รองรับความละเอียด 4K/120fps ได้สักที หลังจากที่ก่อนหน้านี้สมาร์ทโฟนตัวท็อป ๆ จะสามารถบันทึกวีดีโอแล้วเฟรมเรตส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราว ๆ 24fps - 30fps แล้วเมื่อถ้าเราบันทึกภาพถ่ายสามารถเก็บรูปได้ 120 ภาพต่อวินาทีในความละเอียด 12MP เชื่อหรือยังจ๊ะว่าชิปเซ็ตก็มีผลต่อการทำงานด้านถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอเหมือนกันนะ การทำงานของ AI ในชิปเซ็ตตัวท็อปประจำปี 2021 สำหรับชิปเซ็ต “Snapdragon 888” ทาง Qualcomm เผยว่าในส่วนการประมวลผลของระบบ AI Engine เป็นรุ่นที่ 6 กันแล้วมีชื่อเรียกว่า Hexagon 780 การทำงานของระบบ AI จะมาช่วยในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกล้อง, เป็นผู้ช่วยที่ดีต่อผู้ที่ใช้งาน, การเชื่อมต่อเมื่อเราเล่นเกม หรือ การประมวลผลในการออกคำสั่งต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีการเครมว่าการประมวลผลด้วยคำสั่งต่าง ๆ สามารถทำได้มากถึง 26 ล้านล้านคำสั่งต่อวินาทีกันเลยนะคะ แม้ว่าจะทำงานดีแบบนี้แต่มันก็ช่วยประหยัดพลังงานได้ดี แล้วภายใน AI Engine เป็นรุ่นที่ 6 ยังมี Sensing Hub ที่พัฒนามาเป็นรุ่นที่ 2 มันจะเป็นหน่วยประมวลผล AI ให้ใช้พลังงานที่ต่ำเมื่อทำงานทั่ว ๆ ไป เรียกว่าต่อไปการประมวลผลหลักระบบ AI Engine จะช่วยใน ในด้านความปลอดภัยที่ดีมากยิ่งขึ้น หลายคนอาจจะมองว่าด้านความปลอดภัยมันจะต้องอยู่ที่ระบบปฏิบัติการของแบรนด์นั้น ๆ มากกว่า แต่จริง ๆ แล้วตัวชิปเซ็ตก็มีระบบป้องกันอยู่ภายในตัว โดยชิปเซ็ต “Snapdragon 888” จะมีฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Qualcomm Wireless Edge Service มันจะช่วยตรวจสอบความปลอดภัยจากแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ในรูปแบบเรียลไทม์ ตามมาด้วยระบบ Type-1 Hypervisor ที่จะทำให้อุปกรณ์ของเราสามารถรันได้หลากหลายระบบปฏิบัติการมากยิ่งขึ้นโดยที่เราไม่ต้องเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ หรือ การเลือกใช้งานแอพพลิเคชั่นของระบบปฏิบัติการที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันรูปถ่ายที่เราเก็บไว้เพื่อไม่ให้เข้าถึงข้อมูลในส่วนนั้น ๆ ได้ง่าย ๆ ที่อยู่ภายใต้การป้องกัน Content Authenticity Initiative ของ Adobe เข้าสู่การเชื่อมต่อยุคเทคโนโลยี 5G ที่แท้จริง เรามาเก็บตกรายละเอียดส่วนอื่น ๆ อีกสักนิดก็แล้วกันค่ะ อย่างที่เกวลินได้อธิบายไปในตอนต้นว่าชิปเซ็ต “Snapdragon 888” ที่ออกแบบมาเพื่อเทคโนโลยี 5G โดยเฉพาะ มันคือชิปเซ็ตตัวแรกที่เลือกใช้โมเด็ม Snapdragon X60 5G ฝังอยู่ภายในเรียบร้อยแล้วค่ะ ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่การรองรับคลื่นความถี่แบบ Sub-6GHz และ mmWave ในเรื่องความเร็วในการดาวน์โหลดรองรับสูงสุด 7.5Gbps และ อัปโหลดรองรับสูงสุด 3Gbps ได้อย่างสบาย ๆ ในด้าน Wi-Fi รองรับคลื่นความถี่ 6GHz ที่รองรับความเร็วสูงสุด 3.6Gbps  นอกจากนี้ “Wi-Fi 6E” คือมาตรฐานใหม่ที่จะช่วยลดค่าความหน่วง Latency ได้ดีเยี่ยมมาก มันถูกออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ที่ต้องการอยากจะเล่นเกมไปด้วยและสตรีมเกมเชื่อมต่อจาก PC หรือจากระบบอื่น ๆ ของสมาร์ทโฟนได้ดีมากกว่าเดิม เช่นเดียวกันชิปเซ็ตตัวนี้ยังรองรับเทคโนโลยี Bluetooth 5.2 และ aptX ทำให้คนที่ใช้หูฟังไร้สายเชื่อมต่อแบบไม่มีสะดุดแล้วเสพย์เสียงต่าง ๆ ที่ดีเยี่ยมมากขึ้นไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดกลางคันขณะเล่นเกมอย่างแน่นอนค่ะ รองรับการชาร์จเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนปัจจุบัน บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าปกติแล้วเรื่องระบบการชาร์จเร็วมันไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ภายในเท่านั้น ชิปเซ็ตก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วตามที่ต้องการ โดยทาง Qualcomm ได้อธิบายเอาไว้ว่าชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง “Snapdragon 888” จะรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วที่เรียกว่า Quick Charge 5 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว มันจะช่วยกระจายกำลังไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เข้าได้สูงสุดถึง 100 วัตต์ รวมไปถึงเตอนที่เราชาร์จมันจะช่วยการระบายความร้อนได้ดี ทั้งนี้ต้องรองรับมาตรฐานการชาร์จที่ออกแบบมาโดยเฉพาะด้วยนะ อย่างไรก็ตามตัว Quick Charge รุ่นเก่า ๆ ก็สามารถนำมาชาร์จได้ก็จะรองรับจนถึง Quick Charge 2.0 เลยค่ะ แล้วนี่คือรายละเอียดทั้งหมดของชิปเซ็ตตัวท็อปประจำปี 2021 อย่าง “Snapdragon 888” จากข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้แบรนด์ชั้นนำหลายเจ้าเตรียมนำชิปเซ็ตนี้ไปใช้กับสมาร์ทโฟนตัวเรือธงของปีหน้ากันแล้วค่ะ อย่างไรก็ตามเกวลินคิดว่าทาง Qualcomm อาจจะผลิตชิปเซ็ตตัวใหม่ออกมาอีกในอนาคต อาจจะเป็นทั้งตัวท็อปกว่านี้ หรือ รุ่นรองลงมาเพื่อนำไปใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นกลาง ๆ ก็เป็นได้ค่ะ ใครที่คิดอยากจะเปลี่ยนมือถือในช่วงเวลานี้ถ้าจะให้ดีรออีกสัก 2 - 3 เดือนเราคงจะได้เห็นแบรนด์ดังเปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ที่ใช้ชิปเซ็ตตัวนี้ที่มีประสิทธิภาพและราคาใกล้เคียงกับรุ่นที่กำลังวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดณ.ขนาดนี้ก็เป็นได้ค่ะ Source: Qualcomm Snapdragon เรียบเรียงบทความโดย: KaelynVT
22 Dec 2020
AMD เตรียมวางขาย Ryzen ซีรีส์ 5000 รุ่นที่ไม่มี 'X' ในชื่อ แต่ราคาถูกกว่าเร็วๆ นี้!
ค่อยๆ พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยจนในที่สุดก็เอาชนะคู่แข่งตลอดการอย่าง Intel ได้แล้วกับ AMD Ryzen ซีรีส์ 5000 ซึ่งในเรื่องของความแรง AMD ชนะ Intel ขาดลอยแล้วในเจเนอเรชันนี้ แต่ราคาของซีรีส์ดังกล่าวก็สูงมากด้วยเช่นกัน ล่าสุดจึงเป็นข่าวดีสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนซีพียูมาเป็นค่ายแดง แต่ไม่อยากจ่ายเงินแพงมากๆ เนื่องจากดูเหมือนกำลังจะมีการวางขายซีพียูรุ่นใหม่อีกซีรีส์ที่มีเบากว่าเล็กน้อย แต่มีราคาถูกกกว่ามากๆ ครับ! มีข่าวออกมาจากเว็บไซต์สื่อ รวมถึงนักรีวิว Hardware ชื่อดังมากมาย ว่าทาง AMD จะเปิดตัว Ryzen 9 5900, Ryzen 7 5800, Ryzen 5 5600 ในราคา 14,900 11,900 และ 6,600 ตามลำดับหลังจากนี้ ซึ่งในเรื่องของความแรงทั้ง 3 ตัวจะแรงน้อยกว่าซีรีส์ X ของตัวเองระดับหนึ่ง ส่วนในเรื่องของผลเทสต์ คิดว่าเดี๋ยวมีออกมาให้ดูพร้อมกันอย่างแน่นอนเร็วๆ นี้ครับ AMD is working on Ryzen 9 5900 and Ryzen 7 5800 CPUs for OEMs pic.twitter.com/cA1GgPok5V — Dragonetti031 (@Dragonetti0311) December 20, 2020
22 Dec 2020
Acer Predator Triton 500 (2020) โน๊ตบุคขั้นเทพขนาดกระทัดรัด ที่เล่น Cyberpunk 2077 ลื่นๆ
ถ้าให้เปรียบเทียบ Notebook Gaming สมัยก่อนนั้น ถึงแม้ว่ามันจะถือว่าเป็นเครื่องเล่นเกมสุดแรง แต่มันก็แลกมากับการที่ตัวเครื่องนั้นจะมีความหนักมาก การที่เรานั้นจะต้องแบกคอมพิวเตอร์ขนาด 4-5 กิโลกรัม ซึ่งมันไม่ค่อยน่าพิศสมัยต่อหลังเรามากๆ และดูเหมือนว่ามันจะผิดหลักจุดประสงค์ของคำว่า Notebook ไปอีกด้วย แต่ในสมัยนี้ปี 2020 มีเหล่าผู้พัฒนาหลายเจ้าได้วิวัฒนาการ Notebook ของตัวเองให้มีขนาดที่กระทัดรัดมากขึ้น เหมาะสำหรับการทำงานที่จะต้องแบกไปไหนมาไหน หรือจะเอามาเล่นเกมก็แรงไม่แพ้เครื่อง PC ปกติ ซึ่งหนึ่งในเครื่องนั้นที่ผมจะมารีวิวในวันนี้ก็คือ Notebook อย่าง Acer Predator Triton 500 (2020) ที่มาพร้อมกับจุดเด่นในเรื่องน้ำหนักที่เบามากๆ เพียงแค่ 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งคือว่าเซอร์ไพรส์ต่อผู้เขียนสุดๆ เพราะไม่คิดว่า Notebook Gaming จะน้ำหนักเบาขนาดนี้ พร้อมกับความหนาของเครื่องเพียง 17.9 mm ซึ่งดูเหมือนว่าตัวเครื่องนี้อาจจะไม่ได้เบา หรือบางไปกว่า Notebook ทั่วไป แต่ลองคิดสิว่าภายในเครื่องนี้มีการยัดการ์ดจอระดับเทพอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2080 SUPER เข้าไปด้วย ภายในรูปร่างที่บางเบาขนาดนี้ แถมหน้าจอยังรองรับ Refresh Rate มากถึง 300Hz เลยทีเดียว  ถ้าให้เปรียบเทียบ Acer Predator Triton 500 (2020) ก็เหมือนกับสาวเซ็กซี่ที่เต็มไปด้วยความแซ่บ ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ !! เลยทีเดียว สเปกเครื่องทั้งหมด Processor - Gen Intel® Core™ i7 10875H 2.30 GHz ( บูสได้ถึง 5.10 GHz ) Graphic Card - NVIDIA GeForce RTX 2080 SUPER Display Size - 15.60 นิ้ว Resolution - 1920 x 1080 Refresh Rate - 300Hz Ram - 32 GB Harddisk - 1 TB M.2 SSD (PCIe/NVMe) Wi-Fi - 6 นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับโปรแกรมที่ชื่อว่า PredatorSense ที่จะมีลูกเล่นให้เราใช้เยอะมากๆ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในโปรแกรมนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะการปรับสีไฟของคีย์บอร์ด การปรับรอบความเร็วของพัดลม หรือจะเป็นการปรับ Overclock ให้เครื่องแรงขึ้นก็ได้ และเนื่องจากที่ Acer Predator Triton 500 (2020)  เป็น Notebook ที่ทำมาเพื่อเล่นเกม การที่ไม่พูดเรื่องเกมก็อาจจะกระไรอยู่ ซึ่งจากที่ผู้เขียนนั้นได้เข้าไปลองสัมผัสการเล่นเกมในเครื่องนี้อยู่ประมาณ 1 อาทิตย์กับเกมที่หลายๆ คนบอกว่ามันกินสเปกมากอย่าง Cyberpunk 2077 มารับชมกันครับว่ามันจะเป็นอย่างไร ตัวผมนั้นได้รับเครื่องนี้จากทางผู้จัดจำหน่ายมาในช่วงที่เกม Cyberpunk 2077 ออกมาพอดีครับ ซึ่งผมก็ได้ใช้เจ้าตัว Acer Predator Triton 500 (2020) เล่นเกมนี้ตั้งแต่วันแรกแบบไม่ได้เล่นเกมนี้บนเครื่องอื่นแต่อย่างใดเลย และเนื่องจากความสนุกของตัวเกม มันทำให้ตัวผมนั้นไม่ได้ติดตาม Feedback จากเหล่าผู้เล่นเกมนี้บนเครื่องอื่นๆ เลยว่าตัวเกมมาพร้อมกับ Bug โหลดเกมที่แย่มหาศาล เพราะว่าจากที่ผมได้ลองเล่นเกมนี้บนเครื่อง Acer Predator Triton 500 (2020) ตัวผมแทบไม่เจอปัญหาเรื่อง Bug กราฟิกแต่อย่างใดเลย ตัวเกมมีความลื่นไหลเป็นอย่างมาก โอเคว่ามันอาจจะมี Bug ประปรายที่เป็นสาเหตุมาจากตัวเกมเอง แต่ในเรื่องของความลื่นไหลนี่ตัวเครื่องนี้สามารถรันประสิทธิภาพได้อย่างดีงาม [caption id="attachment_75328" align="aligncenter" width="1920"] ภาพนี้อัดจาก Acer Predator Triton 500 (2020)[/caption] อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าตัวเครื่องนี้ใช้การ์ดจออย่าง RTX 2080 Super ซึ่งมันสามารถรองรับ Ray Tracing ได้อยู่แล้ว ซึ่งกราฟิกที่ผมใช้เล่นเกมนี้นั้นผมปรับประสิทธิภาพอยู่ที่ Ray Tracing Medium ซึ่งความละเอียดต่างๆ ในด้านการลบรอยหลัก เงา หรือ Texure นั้นอยู่ที่ระดับสูงสุดทั้งหมด (เพียงแค่ว่ารายละเอียดของ Ray Tracing ไม่ได้ปรับสุด เพราะส่วนตัวอยากให้เกมนั้นสามารถรันได้ถึง 60FPS นั่นเอง) และความละเอียดที่เล่นอยู่ที่ 1920*1080p ซึ่งพอได้ปรับกราฟิกแล้วตัวเกมจะรันอยู่ที่ 60FPS (อาจจะมีตกลงไป 50 บ้างนิดหน่อยในบางฉาก) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ประสบการณ์ในการเล่นเกมนั้นตกลงไปแต่อย่างใด และประเด็นสำคัญอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าปัญหาเรื่อง Bug ของเกมแทบไม่มี ปัญหาฉาก และตัวละครดินน้ำมันก็ไม่เคยเจอเลย อาจจะเป็นเพราะ SSD ของเครื่องนี้ [caption id="attachment_75329" align="aligncenter" width="1920"] ภาพนี้อัดจาก Acer Predator Triton 500 (2020)[/caption] แต่ถามว่าเปิดเกมกราฟิกขนาดนี้ ความร้อนบนเครื่อง Notebook นั้นมีไหม ? ซึ่งส่วนตัวก็ต้องยอมรับตามตรงว่ามันก็มีครับเพียงแต่ว่าตัวเครื่องนี้มีปุ่มที่ชื่อว่า Turbo ที่จะเพิ่มรอบพัดลมในการหมุนมากขึ้น ทำให้จากคอมที่ร้อนๆ ให้มันอุ่นขึ้นมาหน่อย ซึ่งถ้าเปิดให้ห้องแอร์มันก็จะช่วยให้เย็นขึ้นอีก (แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้หายร้อนเป็นปลิดทิ้ง แค่พออุ่นๆ แต่แค่นี้ก็ดีงามแล้ว) ส่วนถ้าให้ถามถึงจุดติเดียวที่จะพูดได้ก็คือความละเอียดหน้าจอที่จะรองรับได้เพียงแค่ 1920*1080p เท่านั้น ซึ่งการต่อจอเข้า TV ใหญ่ๆ อาจจะไม่ใช่จุดเด่นของตัว Acer Predator Triton 500 (2020) เสียเท่าไหร่ เพราะผู้เขียนเคยลองจะเอาไปต่อในจอใหญ่ 4K และเล่นโดยใช้จอเอา แต่สิ่งที่พบคือตัวโน๊ตบุคเครื่องนี้รัน 4K ไม่ได้และการต่อจอใหญ่ๆ เล่นเกมมันจะทำให้ภาพเกิดการดีเลย์เล็กน้อย เลยอาจจะทำให้รู้สึกไม่สนุกเสียเท่าไร สรุป สรุปเลยว่า Acer Predator Triton 500 (2020) เป็นโน๊ตบุคที่ครบจบทั้งจะเอาไปทำงานหรือจะเอาไปเล่นเกม เพราะความที่มันมีขนาดที่เบาน้ำหนักเพียงแค่ 2.2 กิโลกรัม เท่านั้นพกไปไหนมาไหนสบายมากๆ รวมถึงดีไซน์ของมันเองที่ดูโฉบเฉี่ยวหรูหราทันสมัย ส่วนเรื่องสเปกคอมเองก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอะไร เพราะมันสามารถเล่นเกมทุกเกมบนโลกแบบปรับสุดได้อย่างสบายๆ มากในตอนนี้ และมันจะยังสามารถปรับสุดแบบนี้ได้อีก 4-5 ปีเลยทีเดียว
21 Dec 2020
ถึงเวลาแล้วหรือยัง!? ที่เราจะเปลี่ยนมือถือใหม่เพื่อมาใช้เทคโนโลยี 5G ในบ้านเราเวลานี้
ในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 - 9 เดือนที่ผ่านมาเทคโนโลยี 5G ก็เข้ามาสู่ชีวิตของเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ แถมตลอดเวลาที่ผ่านมาในบ้านเราเองแบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังหลายเจ้าก็เปิดตัวมือถือที่รองรับเทคโนโลยี 5G หลากหลายตัวกันเลยค่ะ ก็มีตั้งแต่ราคาหลักพัน, หลักหมื่น ไปจนถึงหลายหมื่นกันเลย ซึ่งมันก็อยู่ที่กําลังทรัพย์ของเราว่ามีมาก มีน้อยมากแค่ไหน แล้วตรงนี้ละค่ะมันก็ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า “ปัจจุบันผู้ใช้งานอย่างเรา ๆ ทุกคนพร้อมกับเทคโนโลยี 5G จริง ๆ หรือเปล่า!?” วันนี้เกวลินผู้ที่ใช้มือถือสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G และ ใช้เครือข่าย 5G ของผู้ให้บริการรายใหญ่เจ้าหนึ่ง มาเล่าให้ฟังกันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาใช้งานเป็นยังไงบ้างแล้วมันถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนมาใช้มือถือให้รองรับกับเทคโนโลยี 5G ในเวลานี้ค่ะ เทคโนโลยี 5G คืออะไร!? สำหรับเทคโนโลยี 5G มันคือเครือข่ายไร้สายที่ในอนาคตอันใกล้มันจะมาแทนที่ 4G ในยุคปัจจุบันที่เรายังคงใช้งานกันอยู่ แถมความพิเศษมันอยู่ตรงที่คลื่นความถี่ของ 5G ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับมือถือสมาร์ทโฟนอีกต่อไปนะคะ แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย เลยทำให้มันกลายเป็นนวัตกรรมครั้งใหม่ที่จะพาเราก้าวขีดจำกัดของเทคโนโลยี หลายคนก็คงอยากจะรู้ว่าแล้วเทคโนโลยี 5G มันดีกว่า 4G ยังไงกันบ้างจะอธิบายให้เข้าใจคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ ความเร็วในการส่งและรับข้อมูลที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น - ปกติแล้วความเร็วในการส่งและรับข้อมูลของ 4G จะรองรับความเร็วคร่าว ๆ อยู่ที่ประมาณ 100Mbps ถ้าย้อนกลับไปที่ 3G รองรับความเร็วอยู่ที่ 42Mbps ส่วน 5G รองรับความเร็วสูงสุด 10Gbps ขึ้นไป เรียกว่าแรงกว่า 4G หลายเท่าเลยทีเดียวค่ะ การตอบสนองในการทำงานที่ดีขึ้น - ด้วยความเร็วในการรับส่งข้อมูลจึงทำให้การทำงาน หรือ การออกคำสั่งต่าง ๆ แม่นยำและรวดเร็ว แถมความหน่วงที่ต่ำจึงทำให้การตอบสนองรวดเร็วดั่งใจนึกเลยค่ะ รองรับการใช้งานของผู้คนในจำนวนมาก ๆ ได้ - เทคโนโลยี 5G จะมาช่วยตอบสนองในการใช้งานของผู้คนให้ดีมากยิ่งขึ้นค่ะ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ในพื้นที่ผู้คนพลุกพล่านก็สามารถใช้งาน 5G ได้เต็มประสิทธิภาพ ความแรงระดับนี้สายเล่นเกม ดูหนังจัดไป! - ต้องบอกว่าเทคโนโลยีตัวนี้มีความเร็วกว่า 4G จึงทำให้การเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ส่วนถ้าดูหนัง หรือ คลิปวีดีโอที่มีความละเอียดสูง ๆ ไม่ว่าจะเป็น 4K, 8K หรือ วีดีโอความละเอียดสูงในรูปแบบ VR ก็สามารถดูได้ลื่นไหลมาก ๆ เทสมากับตัวเองเลยค่ะ ความเชื่อผิด ๆ สำหรับบางคนเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G เกวลินมีเรื่องจะเม้าส์ค๊าาาา! เพราะมีเพื่อน ๆ หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G กันเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า “ฉันยังไม่อยากใช้อะ! รอเขาปลดล็อคความถี่ให้ฉันทีหลังก็ได้ใช้ 4G ไปก่อน” ซึ่งความจริงแล้วการสมาร์ทโฟนของเราจะรับคลื่นความถี่ 5G ได้ สิ่งที่สำคัญเลยก็คือ “ชิปเซ็ตภายในต้องรองรับด้วยเช่นกัน!” เพราะถ้าชิปเซ็ตภายในไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับ 5G ก็จะไม่สามารถใช้งานได้ ต่อให้เราสมัครแพ็คเกจ 5G แล้วก็ตาม ดังนั้นผู้ที่อยากจะใช้งานจำเป็นต้องเปลี่ยนมือถือสมาร์ทโฟนของตัวเองให้รองรับเทคโนโลยี 5G ก่อนค่ะ  “ชิปเซ็ตก็คือหนึ่งปัจจัยหลักสำคัญที่จะรองรับ 5G ได้” อีกทั้งเราก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดด้วยนะคะว่าชิปเซ็ตตัวนั้นรองรับคลื่นความถี่ที่เครือข่ายผู้ให้บริการบ้านเราใช้อยู่หรือเปล่า เพราะจะมีร้านค้าที่ขายมือถือสมาร์ทโฟนบางแห่งที่จะมีการนำมือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในต่างประเทศมาขายให้คนที่สนใจได้เป็นเจ้าของกันก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ชิปเซ็ตที่ผลิตแล้ววางจำหน่ายในต่างประเทศจะออกแบบมาให้รับคลื่นความถี่ของประเทศนั้น ๆ เอาไว้ ซึ่งเราสามารถสอบถามกับร้านค้าที่ขายได้ค่ะ ทางร้านไม่ปิดเป็นความลับอยู่แล้วดังนั้นไม่ต้องกังวลไปค่ะ ข้อเสียของเทคโนโลยี 5G ที่มองเห็นในปัจจุบัน! สำหรับปัจจุบันเทคโนโลยี 5G ต้องยอมรับว่าผู้ให้บริการเครือข่ายทั้ง 3 เจ้าดังไม่ว่าจะเป็น AIS, Dtac และ TrueMove H ต่างพยายามเต็มที่ที่จะให้ผู้ใช้งานสามารถรับคลื่นสัญญาณความถี่ 5G ได้อย่างทั่วถึงกัน ถึงแม้ว่าจะอยู่นอกโซนเมือง นอกเขตต่าง ๆ ก็ตาม แต่โดยรวมแล้วในเวลานี้มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะให้ผู้ใช้งานที่อยู่นอกโซนที่ไม่ได้อยู่ภายในตัวเมืองสามารถใช้งาน 5G ได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก ขนาดตัวเกวลินเองอยู่จังหวัดเชียงใหม่ นอกโซนตัวอำเภอเมือง โชคยังดีที่เสาส่งสัญญาณ 5G อยู่ใกล้บ้านเลยทำให้รับสัญญาณได้ แต่เมื่อเข้าไปในตัวเมืองเชียงใหม่ก็ยังพบปัญหาต่าง ๆ อยู่เช่น สัญญาณ 5G ยังไม่ทั่วถึงสักเท่าไหร่แล้วตัวระบบก็จะตัดไปใช้งาน 4G หรือ 4G+ อยู่บ่อยครั้ง โดยสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่ก็คือ “Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G” เรียกว่าเป็นตัวท็อปสุดของปีนี้ในแบรนด์ Samsung แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ทั้ง 3 ผู้ให้บริการเครือข่ายกำลังพยายามติดตั้งเสาสัญญาณเพื่อเพิ่มความถี่ของคลื่นให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ 5G ได้เต็มประสิทธิภาพไม่ใช่สลับไปมาแบบนี้  รวมไปถึงปัญหาใหญ่ ๆ เลยก็คือถ้าเราพักอาศัยอยู่ในคอนโด หรือ ตึกที่มีความหนาแน่นสูง คลื่นความถี่ 5G ก็จะทะลุทะลวงเข้ามาภายในตึกทำให้เรารับสัญญาณได้ยาก วิธีแก้ไขก็อยู่ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายจะมาเพิ่มสัญญาณในจุดนั้นหรือเปล่า ซึ่งเราสามารถดูได้จากจังหวัดใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือ เชียงใหม่ ในพื้นที่ผู้คนเยอะตึกราบ้านช่องสูง ๆ ก็จะเห็นมีเสาสัญญาณ 5G กระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมดก็ได้แต่หวังว่าในปี 2563 หรือปีถัด ๆ ไปผู้คนจะสามารถใช้งานเทคโนโลยี 5G ได้เต็มประสิทธิภาพแล้วทั่วถีงกันสักที แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นจุดทุรกันดารแค่ไหนก็ตามเพื่อให้บุคลากรใช้งาน 5G ในด้านการเรียน การสอน แล้วแบ่งปันข้อมูลให้คนอื่น ๆ ได้ด้วย แล้วถ้าจะเปลี่ยนมือถือเพื่อมาใช้เทคโนโลยี 5G มันคุ้มไหมในเวลานี้!? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่เกวลินได้มาจากเพื่อน ๆ หลายคนที่บอกว่ามันคุ้มค่าหรือเปล่านะที่จะเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่เพื่อให้รองรับเทคโนโลยี 5G ถ้าให้ตอบแบบเป็นกลางก็คือ “อยู่ที่กําลังทรัพย์ของเพื่อน ๆ และ ลองชั่งน้ำหนักว่าถ้าเปลี่ยนแล้วเราจะใช้ 5G ในด้านไหนบ้าง!?” เพราะตอนนี้มือถือสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G แล้ววางจำหน่ายในบ้านเราก็มีหลายราคาเริ่มตั้งแต่ราคาหลักไม่เกิน 10,000 บาทลากยาวไปถึง 20,000 บาทขึ้นไป  ปัจจัยหลักสำคัญมันอยู่ที่สเปกเครื่องและฟังก์ชั่นการใช้งานของมือถือรุ่นนั้น ๆ ว่าทำอะไรได้บ้าง ถ่ายรูปเก๋ไหม เล่นเกมได้ดีหรือเปล่าจริงไหมคะ แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ในปีนี้บางรุ่นยังมีปัญหาเมื่อเปิดใช้งาน 5G เช่น แบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ถ้าจะให้ดีรออีกสักนิดไปดูกลาง ๆ ปีหน้าก็ดีเหมือนกันนะคะ “ภาพบนความเร็ว Wi-Fi 5G ภาพล่างความเร็ว AIS 5G บริเวณท่าแพเชียงใหม่” แล้วสิ่งที่เราจะต้องคิดตามมาก็คือ “ความคุ้มค่าในการใช้งาน 5G” แพ็คเกจส่วนใหญ่ของผู้ให้บริการเครือข่ายทั้ง 3 เจ้าดังไม่ว่าจะเป็น AIS, Dtac และ TrueMove H จะถูกออกแบบมาในรูปแบบรายเดือนเป็นหลัก ซึ่งราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ราว ๆ 699 บาท ซึ่งก็จะมีการจำกัดการใช้งาน แต่ถ้าอยากจะใช้แบบไม่จำกัดก็จะเป็นแพ็คเกจราคา 1,199 บาทขึ้นไป แน่นอนว่าผู้ให้บริการเครือข่ายก็จะมีการแข่งขันในด้านของโปรโมชั่นอันนี้เพื่อน ๆ ก็ต้องไปพิจารณากันดูค่ะ ซึ่งถ้าใครที่มักจะเล่นเกม หรือ ใช้เน็ตบนโน๊ตบุ๊คแล้วเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถืออยู่บ่อย ๆ การจัดโปรแบบใช้ไม่จำกัดมันก็ดูจะคุ้มค่าที่สุดแล้วนั่นเองค่ะ ดูรายละเอียดแพ็คเกจ 5G ของผู้ให้บริการเครือข่ายในบ้านเราได้ที่ : AIS , Dtac และ TrueMove H   เกวลินเองก็ได้แต่คาดหวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจสำหรับคนที่ลังเลว่า “ฉันควรเปลี่ยนมือถือใหม่แล้วมาใช้ 5G ตอนนี้เลยดีไหม” ไม่มากก็น้อยค่ะ ส่วนตัวเทคโนโลยี 5G ในบ้านเรายังจะต้องพัฒนากันอีกมาก เพราะในหลากหลายพื้นที่ยังไม่ทั่วถึง รวมไปถึงรูปแบบการส่งสัญญาณมันจะต้องใช้เสาในการติดตั้งที่มากกว่า 4G จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ปีนี้เราเลยยังไม่เห็นจังหวัดอื่น ๆ ไม่สามารถใช้งาน 5G ได้ หรือถ้าใช้ได้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ถ้าจะให้ดีปีหน้าอาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมก็ได้นะคะ เพราะผู้พัฒนาชิปเซ็ตเจ้าดังก็ได้เปิดตัวชิปเซ็ตตัวใหม่ที่จะใช้กับมือถือแบรนด์ดังต่าง ๆ แถมยังมีประสิทธิภาพในการรองรับ 5G ที่เหนือชั้นว่าชิปเซ็ตประจำปีนี้ด้วย ดังนั้นยังไม่ต้องรีบเร่งก็ได้ค่ะ เพราะพูดตรง ๆ ทุกวันนี้ก็เกวลินก็ยังใช้ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปสักเท่าไหร่เลย T-T
17 Dec 2020
รู้ก่อนซื้อ! ถ้าต้องเปลี่ยนการ์ดจอใหม่ตอนนี้เป็น NVIDIA GeForce RTX 30 Series จะเลือกรุ่นไหนดี
ปีนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีในการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างที่เห็นเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ก็เปิดตัวไปแล้ว ( แต่เมืองไทยยังไม่ประกาศวันวางจำหน่ายก็ตาม ) นอกจากนี้เกมเมอร์ฝั่ง PC ก็คงได้เห็นการเปิดตัวการ์ดจอ [GPU] ของทั้งค่ายเขียว NVIDIA และ ค่ายแดง AMD ในซีรีส์ใหม่กันไปแล้วเรียกว่ากระแสตอบรับดีทั้งสองค่ายเลย แต่เหมือนปีนี้จะหนักไปทางค่ายเขียว NVIDIA ซะมากกว่า เพราะดูเหมือนว่า “GeForce RTX 30 Series” ที่เวลานี้ได้วางจำหน่ายออกมาแล้วทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกันไล่มาตั้งแต่ตัวท็อป GeForce RTX 3090, GeForce RTX 3080, GeForce RTX 3070 และ GeForce RTX 3060 Ti นี่ยังไม่นับรวมรุ่นอื่น ๆ ของซีรีส์นี้ที่มีแผนจะเปิดตัวในปีหน้าด้วย วันนี้เกวลินเลยจะมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักการ์ดจอของแต่ละรุ่นว่าอันไหนเหมาะกับเพื่อน ๆ กันบ้างค่ะ   GeForce RTX 3090 เป็นรุ่นท็อปสุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้สำหรับ “GeForce RTX 3090” การ์ดจอรุ่นนี้ทาง NVIDIA ได้อธิบายเอาไว้ว่ามันคือนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนามาจากการ์ดจอรุ่น GeForce GTX TITAN เพราะว่าหลังจากนี้ไปการ์ดจอตระกูล TITAN ทาง NVIDIA ตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกพัฒนาแล้วหันมาใช้เป็นเลขรหัสแทน โดยพวกเขาได้เครมเอาไว้ว่าประสิทธิภาพของการ์ดจอตัวนี้สามารถเล่นเกมในความละเอียด 8K ได้อย่างสบาย ๆ ด้วย Ampere สถาปัตยกรรม RTX รุ่นที่ 2 ที่ทำให้เมื่อผู้เล่นเปิดใช้งาน Ray Tracing และ AI การทำงานจะดีขึ้นกว่าเดิมมาก จากผลการทดสอบแสดงให้เห็นแล้วว่า “เมื่อผู้ใช้งานเปิด DLSS กับ Ray Tracing เฟรมเรตจะสูงขึ้นมากกว่าตอนปิดการใช้งานเสียอีก!” ด้วยความที่มันเป็นการ์ดจอตัวท็อปสุดของ “GeForce RTX 30 Series” จึงไม่แปลกที่จะเกิดคำถามมากมายต่อเกมเมอร์ว่า “เราควรซื้อการ์ดจอตัวนี้ใช้งานเลยดีไหม!?” เพราะราคาก็เริ่มต้นอยู่ที่ 52,000 บาทขึ้นไป ( แล้วแต่แบรนด์ แต่รุ่นกันด้วย ) ซึ่งจัดอยู่ในราคาที่สูงมาก เราก็ต้องมาดูกันก่อนว่าถ้าเราซื้อการ์ดจอ GeForce RTX 3090 คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือเปล่า ถ้าจะบอกว่าเอามาแค่เล่นเกมกับสตรีมถ่ายทอดสดอย่างเดียว บอกเลยว่ามันดูไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่ ตัวการ์ดรุ่นนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดกินพื้นที่ในการติดตั้งไปมากกว่า 3 ช่อง ถ้าเคสคอมพิวเตอร์ของเราเป็นขนาดเล็กก็ต้องมีการจัดวางระบบภายในใหม่ทั้งหมดเพื่อให้การระบายความร้อนได้ดีขึ้น แล้วสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างมากก็คือการ์ดจอ GeForce RTX 3090 กินไฟสูงใช้ได้เลยค่ะ ถ้า Power Supply ของเรามีกำลังวัตต์น้อยจนเกินไปก็ไม่สามารถใช้การ์ดจอตัวนี้ได้นะคะ ซึ่งทาง NVIDIA ได้อธิบายเอาไว้ว่า Power Supply ขั้นต่ำจะต้องอยู่ที่ประมาณ 750 วัตต์ขึ้นไป อย่างไรก็ตามมันก็อยู่กับว่าอุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ ว่าเราใช้ CPU ตัวไหนแล้วมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเกี่ยวกับไฟฟ้าบ้าง เพราะบางครั้งกำลังวัตต์ที่แนะนำไปอาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งผู้ใช้งานก็จะต้องควักเงินเพื่อเปลี่ยน Power Supply ให้สูงขึ้นแล้วก็เผื่อเอาไว้ด้วย แล้วถ้าใช้ Power Supply รุ่นเก่าอาจจะต้องเปลี่ยนเพื่อจัดการจ่ายไฟอย่างเหมาะสม เพราะการ์ดจอรุ่นใหม่นี้ต้องใช้ขั้วต่อสายไฟเสริมอยู่ที่ PCle 8 Pin ถึง 2 ตัวด้วยกัน “ใครสเปกคอมพิวเตอร์ภายในสูง ๆ จัดเยอะ ๆ ไว้ก็ดีนะ” แล้วถ้าเพื่อน ๆ ยังคงเล่นเกมบนหน้าจอที่มีความละเอียดเพียงแค่ 1080p ( หรือต่ำกว่านั้น ) การ์ดจอตัวนี้ไม่เหมาะอย่างรุนแรงค่ะ เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อให้เล่นในความละเอียด 1440p ไปจนถึง 4K มากกว่าค่ะ ซึ่งทาง NVIDIA เครมว่ามันสามารถรันถึงความละเอียด 8K ได้เลยนะคะ แต่จากผลทดสอบของสื่อต่างประเทศและผู้ที่ใช้งานจริงพบว่า GeForce RTX 3090 สามารถที่จะรันเกมที่ใช้กราฟฟิกสูงพร้อมเปิดใช้งาน Ray Tracing, DLSS หรือ รันเกมบน DirectX 12 ในความละเอียด 4K แล้วเฟรมเรตทะลุ 60fps ได้อย่างสบาย ๆ อย่างไรก็ตามการ์ดจอตัวนี้นอกจากจะใช้เล่นเกมที่มีรายละเอียดสูงได้แล้ว สิ่งหนึ่งก็คือใครที่ทำงานสายออกแบบกราฟฟิก หรือ ตัดต่อวีดีโอก็ทำได้ด้วยเช่นกันค่ะ  สรุปแล้ว GeForce RTX 3090 ผู้ใช้งานต้องคำนึกถึงอะไรบ้าง!? ราคาที่สูงเกินไป เป็นการ์ดจอที่ขนาดใหญ่, น้ำหนักเยอะ และ ใช้พื้นที่เยอะ ถ้าผู้ใช้ซื้อมาแล้วใช้งานไม่คุ้มค่าอาจจะรู้สึกเสียดายเงินก็เป็นได้ ผู้ใช้จะต้องปัจจัยส่วนอื่น ๆ ภายในคอมพิวเตอร์ของเราด้วย เพราะการ์ดจอกินไฟสูงมาก อาจจะต้องมีการเพิ่มงบเพื่อให้สามารถใช้การ์ดจอตัวนี้เต็มประสิทธิภาพ การ์ดออกแบบมาเพื่อให้เราใช้ในการทำงานด้านกราฟฟิกและเล่นเกมในความละเอียด 4K หรือมากกว่า GeForce RTX 3080 ในเมื่อการ์ดจอตัวท็อปอย่าง GeForce RTX 3090 มีราคาที่สูงเกินไปทาง NVIDIA ก็มีการออกแบบการ์ดจอรองท็อปของ “GeForce RTX 30 Series” โดยใช้ชื่อรุ่นว่า “GeForce RTX 3080” มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 31,000 บาทขึ้นไป ( เช่นเดียวกันค่ะ แล้วแต่แบรนด์และรุ่นที่วางจำหน่าย ) ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่การ์ดจอตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมโดยเฉพาะเลยค่ะ ราคานี้อาจจะสูงไปสำหรับเกมเมอร์บางคน แต่ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ที่ชื่นชอบการเล่นเกมกราฟฟิกสวย ๆ ในความละเอียดสูง ๆ แล้วมีสเปกคอมพิวเตอร์ที่สูงอยู่แล้วพร้อมกับกําลังทรัพย์มันเป็นหนึ่งในการ์ดจอที่ขอแนะนำเลยค่ะ ขนาดการ์ดจอของ GeForce RTX 3080 จะเล็กกว่า GeForce RTX 3090 นิดหน่อยค่ะ โดยจะกินพื้นที่ประมาณ 2 ช่องเพื่อใช้ในการติดตั้งเช่นเดียวกันค่ะ การเคลียร์พื้นที่ของเคสก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกันเพื่อที่จะไม่ให้เคสมีความแออัดเกินไปจนทำให้เกิดความร้อนภายในเคส แต่ถ้าใครที่เคสขนาดใหญ่อยู่แล้วมีพัดลมระบายอากาศที่ดีก็ถือว่ารอดตัวไปค่ะ ในเรื่องของ Power Supply ก็คล้าย ๆ กับการ์ดจอตัวท็อปพอสมควรค่ะ ด้วยความที่ว่าขั้วต่อสายไฟเสริมก็จะใช้ PCle 8 Pin ถึง 2 เหมือนกันดังนั้นเราจะต้องคำนวนเรื่องการจ่ายไฟของระบบให้ดี ถึงแม้ว่าจะมีการอธิบายเอาไว้แล้วว่าขั้นต่ำควรใช้ Power Supply 750 วัตต์ แต่มันก็มีกรณีที่ไฟไม่เพียงพอ ถ้าจะให้เกวลินแนะนำจริง ๆ ควรประมาณ 850 วัตต์ขึ้นไปจะดีมาก ๆ เลยค่ะ ก็เรียกว่าหลังจากที่ประกาศวางจำหน่ายในบ้านเราในช่วงแรกไป กลายเป็นการ์ดจอรุ่นที่ได้รับความนิยมจากเกมเมอร์ผู้ที่สนใจเป็นอย่างมาก มันคือการ์ดจอตัวรองท็อปที่มีราคาไม่สูงจนเกินไปแต่แลกมากับประสิทธิภาพที่ถ้าให้เทียบกับรุ่น GeForce RTX 2000 Series การตอบรับยังไม่เท่านี้เลยค่ะ ซึ่งเพื่อนของเกวลินที่สนิทกันเขาตัดสินใจเปลี่ยนการ์ดจอจากเดิมใช้ GeForce GTX TITAN X มาเป็น GeForce RTX 3080 ผลที่ได้ก็คือ “ใช้งานได้ดีกว่าการ์ดตัวเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน” โดยเกมที่เขาเลือกลองทดสอบก็คือ Cyberpunk 2077 เริ่มทดสอบในความละเอียด 1080p ที่ปรับรายละเอียดกราฟฟิกสูงสุดพร้อมเปิดใช้งาน DLSS กับ Ray Tracing พบว่าเฟรมเรตสูงมาก ๆ แล้วจากนั้นลองสตรีมถ่ายทอดสดไปด้วยสามารถทำได้ด้วยเช่นกัน “การ์ดจอตัวท็อปที่เล่นเกมปัจจุบันได้ลื่นไหล แต่ก็สู้อะไรใหม่ ๆ ใน 30 Series ไม่ได้เลย!” จากนั้นก็มีการขยับผลการทดสอบมาเทสในความละเอียด 2K หรือ 1440p แบบปรับรายละเอียดกราฟฟิกสูงสุดพร้อมเปิดใช้งาน DLSS กับ Ray Tracing เฟรมเรตก็ยังอยู่ในระดับที่ดีมาก ๆ แล้วตามมาด้วยการลองสตรีมถ่ายทอดสดบน Youtube ในความละเอียด 1440p/60fps ก็ทำได้ดีแถมยังเหลือ ๆ อีกด้วย บ่งบอกได้เลยว่าการ์ดจอ GeForce RTX 3080 ที่ทาง NVIDIA เครมเอาไว้เลยว่า “มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมในความละเอียด 4K ได้อย่างสบาย ๆ” มันสามารถทำได้ตามที่เขาพูดเอาไว้จริง ๆ ค่ะ ดังนั้นถ้าสเปกภายในเครื่องของเราไม่ว่าจะเป็น CPU หรือ Ram ของเราเป็นตัวท็อป ๆ การ์ดจอรุ่นนี้คุ้มค่าที่คุณจะยอมเสียเงินเป็นอย่างมากค่ะ สรุปแล้ว GeForce RTX 3080 ผู้ใช้งานต้องคำนึกถึงอะไรบ้าง!? เรื่องของราคาก็จัดอยู่ในระดับที่สูงเหมือนกัน แต่ถ้าคุณมีเงินมากพอแล้วอยากจะเล่นเกมแบบลื่นไหลมันก็น่าลงทุน การ์ดจอตัวนี้ก็ยังคงกินไฟสูงเหมือนกัน ดังนั้นต้องคำนวนการจ่ายไฟของ Power Supply กันด้วยนะคะ ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ที่มีสเปกส่วนอื่น ๆ ก็สูงอยู่แล้ว การ์ดจอตัวนี้จัดไป เป็นการ์ดจอที่รองรับการเล่นเกมทั้งความละเอียด 1080p , 1440p และ 4K ได้อย่างสบาย ๆ GeForce RTX 3070 เราพูดถึงการ์ดจอตัวท็อปและรองท็อปของ “GeForce RTX 30 Series” กันไปแล้ว เรามาพูดถึงตัวกลาง ๆ ที่แท้ทรูกันบ้างค่ะ โดยรุ่นนี้มีชื่อว่า “GeForce RTX 3070” สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 18,900 บาทขึ้นไป ( ราคานี้ก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์และรุ่นที่วางจำหน่ายด้วย ) โดยทาง NVIDIA เผยว่าการ์ดจอตัวนี้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า GeForce RTX 2080 Ti ที่เป็นตัวท็อปของรุ่นที่แล้ว ความพิเศษของรุ่นนี้คงเป็นเรื่องของราคาที่ดูสมเหตุ สมผลมากจริง ๆ ซึ่งเมื่อพอไปเทียบราคากับรุ่นก่อนที่มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ราว ๆ 37,000 บาทขึ้นไปมันแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยค่ะ รุ่นก่อนหน้านี้เราจะเห็นว่าปัญหาเรื่องการกินไฟของ Power Supply พอสมควร แต่ GeForce RTX 3070 จะกินไฟขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 650 วัตต์ การเลือกใช้ Power Supply ให้เหมาะสมก็ยังคงเป็นปัจจัยหลักสำคัญอยู่ดีค่ะ ถ้าจะให้แนะนำควรใช้ Power Supply อยู่ที่ประมาณ 850 วัตต์กำลังดีค่ะ แถมการ์ดจอรุ่นนี้ยังใช้ขั้วต่อสายไฟเสริมในรูปแบบ PCle 8 Pin เพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น ตัวการ์ดจอมีขนาดที่ใหญ่พอตัวจะกินพื้นที่อยู่ประมาณ 2 ช่อง ผู้ใช้งานเองก็จำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่ของเคสด้วย แล้วถ้าเคสมีขนาดเล็กไปก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่เพื่อที่เราจะสามารถจัดสายไฟแล้วการระบายความร้อนที่อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการประกอบคอมพิวเตอร์ที่ดีนั่นเองค่ะ มาพูดในเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้งานกันหน่อยค่ะ GeForce RTX 3070 เป็นการ์ดจอระดับกลางที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ในการเล่นเกมได้ทั้งความละเอียด 1080p, 1440p และ 4K ได้เหมือนกัน แต่จะทำได้ขนาดนั้น อุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น CPU, Ram และ Mainboard ด้วย เพราะมันจะเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อให้การทำงานของการ์ดจอเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากผลการทดสอบเกวลินก็พบว่ามันสามารถรันในความละเอียด 1080p กับ 1440p ได้อย่างสบาย ๆ เฟรมเรตที่ได้จากเกมอยู่ที่ 150 - 200fps กันเลยทีเดียว ส่วนเกมที่ใช้ในการรันความละเอียด 4K จะขับเฟรมเรตออกมาได้อยู่ที่ 59 - 65fps ทั้งนี้ก็อยู่ว่าเกมนั้น ๆ กินทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน  ถ้าถามถึงความคุ้มค่า GeForce RTX 3070 มันเป็นการ์ดจอระดับกลางที่มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี ใครที่มีสเปกคอมพิวเตอร์ระดับกลาง ๆ แล้วกำลังมองหาการ์ดจอดี ๆ สักตัวในราคาที่ไม่แรงมากจนเกินไปมันก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่น้อยเลยค่ะ  สรุปแล้ว GeForce RTX 3070 ผู้ใช้งานต้องคำนึกถึงอะไรบ้าง!? เหมือนทาง NVIDIA เดินเกมถูกมากเพราะมันคือการ์ดจอระดับกลางที่มีราคาจับต้องได้ เป็นการ์ดจอที่กินไฟน้อยกว่า 2 ตัวท็อปก่อนหน้านี้ แต่ยังไงก็ต้องคำนวนการจ่ายไฟของ Power Supply อยู่ดี คนที่ใช้สเปกคอมพิวเตอร์สเปกกลาง ๆ แล้วอยากเปลี่ยนการ์ดจอเพื่อใช้เล่นเกมได้ลื่นขึ้น ตัวนี้ก็เหมาะดี เป็นการ์ดจอที่รองรับการเล่นเกมทั้งความละเอียด 1080p , 1440p และ 4K ได้อย่างลื่นไหล GeForce RTX 3060 Ti มาถึงการ์ดจอตัวสุดท้ายของ “GeForce RTX 30 Series” ที่พึ่งประกาศเปิดตัวไปสด ๆ ร้อน ๆ เลยรุ่นที่มีชื่อว่า “GeForce RTX 3060 Ti” สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 14,900 บาทขึ้นไป ( เหมือนเดิมค่ะ ราคาก็จะอยู่ที่แบรนด์และรุ่นที่วางจำหน่าย ) สำหรับการ์ดจอตัวนี้ยังถือได้ว่าเป็นการ์ดจอระดับกลางที่ถูกปรับสภาพลดลงมาจาก GeForce RTX 3070 เล็กน้อย ทาง NVIDIA ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่าตัวการ์ดจอรุ่นนี้ออกแบบมาให้เกมเมอร์ทั้งคนที่มีสเปกคอมพิวเตอร์ระดับกลาง ๆ หรือ ระดับที่ต่ำลงมาอีกนิดสามารถเป็นเจ้าของการ์ดจอตระกูล GeForce RTX 30 Series ได้ไม่ยาก สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะมอบประสบการณ์ในการเล่นเกมที่ดีกว่าการ์ดจอรุ่นเก่าของ GeForce RTX ก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน สำหรับ “GeForce RTX 3060 Ti” ถือได้ว่าเป็นการ์ดจอที่กินพลังงานไฟน้อยมาก ๆ เพราะทาง NVIDIA อธิบายเอาไว้ว่า Power Supply ที่เหมาะสมในการใช้งานที่สุดอยู่ที่ประมาณ 600 วัตต์ นั้นหมายความว่าถ้าจะให้ดีผู้ที่ใช้การ์ดจอตัวนี้ต้องเลือก Power Supply อยู่ที่ประมาณ 700 - 800 วัตต์กำลังดีค่ะ เพราะส่วนใหญ่คนที่มีสเปกคอมพิวเตอร์กลาง ๆ ก็คงไม่ได้ตกแต่งอะไรมากก็จะใช้กำลังไฟอยู่ที่ราว ๆ นี้น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ส่วนการ์ดจอ “GeForce RTX 3060 Ti” มีการทดสอบออกมาเรียบร้อยแล้วว่าเหมาะกับการใช้งานในการเล่นเกมระดับความละเอียด 1080p กับ 1440p ที่สามารถปรับสุดแล้วเปิดใช้งาน DLSS กับ Ray Tracing เฟรมเรตที่ได้ก็อยู่ในระดับที่เกินคาดเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ถ้าเราเผลอเปิดใช้งานเทคโนโลยี RTX เฟรมเรตอาจจะดรอปลงไปบ้างเพราะมันจะรีดประสิทธิภาพการ์ดจอให้ทำงานเกือบ 100% ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ ที่คิดว่าจะซื้อการ์ดจอตัวนี้มาเล่นเกมแบบปรับสุดทุกอย่างแล้วก็เปิด RTX พร้อมกับสตรีมถ่ายทอดสดไปด้วย สิ่งที่เราจะต้องคำนึกถึงก็คือว่า “สเปกภายในเครื่องของเราเพียงพอหรือเปล่า!?” ทั้ง CPU ที่เราใช้งานอยู่เป็นระดับไหน แล้วก็ Ram ที่มีอยู่ภายในเครื่อง แม้ว่าจะติดตั้งเอาไว้ 16 GB. แต่บางทีก็ต้องคำนึกถึงตอนเราเล่นเกม ตอนเปิดโปรแกรมต่าง ๆ เอาไว้ด้วย เพราะปัจจุบัน Ram 16 GB. มันกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่งั้นตอนสตรีมถ่ายทอดสดเปิดอาการกระตุกจนคนดูไม่สนุกแน่นอนค่ะ แล้วถ้าถามว่าการ์ดจอ “GeForce RTX 3060 Ti” เหมาะกับเกมเมอร์ประเภทไหน จริง ๆ แล้วมันคล้าย ๆ กับรุ่นก่อนหน้านี้ค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ที่มีสเปกคอมพิวเตอร์ระดับกลาง ๆ CPU ไม่ได้ตัวท็อปอะไรมาก ( หรือเป็นตัวท็อปจากรุ่นก่อน ๆ ) มี Ram อยู่ในตัวเครื่องสัก 16GB. ขึ้นไป แล้วการ์ดจอที่ใช้เป็นรุ่นเก่ามากแล้วรันเกมกราฟฟิกหนัก ๆ ในยุค 2018 - 2020 ที่เฟรมเรตได้ราว ๆ  45 - 50fps แถมกราฟฟิกปรับสุดก็ไม่ได้ แปลว่าเพื่อน ๆ คือหนึ่งในคนที่ควรจะเปลี่ยนการ์ดจอมาสู่ยุคสมัยใหม่ได้แล้วค่ะ แล้วยิ่งเงินในกระเป๋าไม่ได้มากพอที่จะไปเล่นตัว GeForce RTX 3070 หรือตัวรองท็อปอย่าง GeForce RTX 3080 รุ่นนี้ก็ถือว่าเหมาะสำหรับเกมเมอร์สายกระเป๋าแบนแฟนทิ้งได้ไม่ยากเลยค่ะ สรุปแล้ว GeForce RTX 3060 Ti ผู้ใช้งานต้องคำนึกถึงอะไรบ้าง!? เป็นการ์ดจอระดับกลางที่ราคาจับต้องได้เหมาะสำหรับคนที่มีทุนไม่มากนัก การ์ดจอตัวนี้กินไฟน้อยมาก ถ้าซื้อมาแล้วยังไงก็ต้องจัดการระบบไฟฟ้าให้ดีไม่งั้นอาจจะไม่เพียงพอ คนที่ใช้สเปกคอมพิวเตอร์ระดับกลาง ๆ หรือ ต่ำลงมา แล้วใช้การ์ดจอรุ่นเก่าที่รันเกมในช่วง 2 - 3 ปีนี้แบบปรับสุดไม่ได้ มันก็เหมาะที่จะเปลี่ยนมาใช้รุ่นนี้นะ เป็นการ์ดจอที่รองรับในการเล่นเกมทั้งความละเอียด 1080p กับ 1440p ได้สบาย ๆ แต่ระดับ 4K เฟรมเรตอาจจะไม่ได้ดีเท่าที่คาดหวังหนัก ต้องบอกไว้ก่อนนะคะว่าตอนนี้ทาง NVIDIA เตรียมเปิดตัวการ์ดจอรุ่นอื่น ๆ ของตระกูล “GeForce RTX 30 Series” ในปี 2021 เพิ่มเติมอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น GeForce RTX 3080 Ti, GeForce RTX 3070 Ti, GeForce RTX 3060 และ GeForce RTX 3050 ใครที่ลังเลว่าจะรอตัวใหม่ ๆ ดีหรือเปล่าอันนี้ก็มาดูกันอีกทีว่าเรื่องของราคา, ความคุ้มค่า และ สเปกภายในเมื่อใช้งานจริง ทดสอบจริงแล้วมันจะเป็นยังไงบ้าง แต่ที่เกวลินทราบมาก็คือมันก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนมากเท่าไหร่ แต่มีการเพิ่มความเร็วนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ก็เพิ่ม Ram ความจุให้สูงขึ้นเป็นต้น ก็หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยเพื่อน ๆ ที่กำลังคิดว่าจะเปลี่ยนการ์ดจอช่วงนี้ได้ไม่มากก็น้อยค่ะ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าสวัสดีค่ะ!
17 Dec 2020
สถิติเผย RTX 3090 ไม่สามารถเล่น Cyberpunk 2077 แบบ 4K / 60 FPS ได้ใน Ultra Settings!
ก่อนหน้านี้เคยมีภาพโชว์สเปคคอมที่แนะนำสำหรับเล่นเกม Cyberpunk 2077 ออกมาจาก CD Projekt Red ซึ่ง ภาพดังกล่าวได้บอกว่าถ้าหากจะเล่นเกมนี้แบบ 4K / 60 FPS ด้วย Ultra Settings ได้จำเป็นต้องมีการ์ดจอขั้นต่ำเป็นรุ่น RTX 3080 ซึ่งความเป็นจริงมันดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นครับ เว็บไซต์ Tom's Hardware ได้ปล่อยรูปภาพใหม่ที่เปรียบเทียบให้เห็นถึง FPS ที่เราจะได้หากเล่นเกมนี้ด้วย Ultra Settings แบบ 4K บนการ์ดจอรุ่นต่างๆ ซึ่ง RTX 3090 ที่เป็นตัวท็อปของ Nvidia ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเล่นเกมนี้แบบ 60 FPS ได้เลยครับ! จากสถิตินี้มันสร้างคำถามให้กับผู้เล่นหลายคนอย่างมาก แต่หลักๆ คงไม่พ้นเรื่องที่ว่า "แล้วคอมเราจะเล่นไหวหรือเปล่า?" ครับ อย่างไรก็ตามสถิติดังกล่าวไม่ยังเป็นตัวเกมที่ไม่มีการอัปเดต day one patch เข้ามาด้วย ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่า CD Projekt Red ไม่น่าจะปล่อยไฟล์เกมที่ Optimize มาไม่ดีแบบนี้ออกมาให้เราเล่นอย่างแน่นอน ดังนั้นคิดว่าเรื่องเล่นไหว หรือไม่ไหว อาจต้องไปรอดูอีกทีตอนเกมออกครับ Cyberpunk 2077 จะวางขายในวันที่ 10 ธันวาคม 2020 นี้บนเครื่อง PS5, PS4, Xbox Series X / S, Xbox One และ PC Credit: GameRant
08 Dec 2020
เปิดตัว HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่พาคุณก้าวกระโดดไปข้างหน้าสู่โลกอนาคต
กรุงเทพมหานคร, 3 ธันวาคม 2563  - หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธงซีรีส์สูงสุดแห่งปี HUAWEI Mate 40 Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ กับคอนเซ็ปต์ “Leap Further Ahead” การก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของวงการสมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากหัวเว่ย ประเดิมเปิดตัวด้วยรุ่นโปร HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่มาพร้อมชิปเซ็ตทรงประสิทธิภาพ Kirin 9000 ครั้งแรกของโลกที่ใช้ชิปเซ็ต 5G SoC ขนาด 5 นาโนเมตร เร็ว แรง เต็มประสิทธิภาพ รองรับสัญญาณ 5G ครบถ้วนทุกย่านความถี่ ทุกผู้ให้บริการ และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหว ด้วยโซลูชันระบบกล้อง Leica ที่ทำงานผสานกับเทคโนโลยี AI สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้เทียบชั้นภาพยนตร์ โดย HUAWEI Mate 40 Pro 5G วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 34,990 บาท พร้อมโปรโมชันสุดคุ้มสำหรับผู้ที่ซื้อระหว่างวันที่ 3 - 31 ธันวาคม 2563 รับฟรีทันทีของสมนาคุณรวมมูลค่า 7,970 บาท พร้อมบริการหลังการขายสุดพิเศษอีกมากมาย มร.เกวิน เฉิง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า “หากย้อนมองวิวัฒนาการของ HUAWEI Mate Series หรือตระกูลสมาร์ทโฟนเรือธงสูงสุดของหัวเว่ยจะเห็นได้ว่า หัวเว่ยมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง เราเป็นผู้นำทั้งในด้านความอึดของแบตเตอรี่ เทคโนโลยีชาร์จไว และหน้าจอขนาดใหญ่ความละเอียดสูง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรกที่ผสานการประมวลผล AI เข้ากับ NPU และเรายังเป็นแบรนด์แรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงที่ใช้ชิปเซ็ตแบบ 5G SoC ในโมเดล HUAWEI Mate 30 Series เส้นทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมใน HUAWEI Mate Series ของเราจะยังคงไม่หยุดเพียงเท่านี้ วันนี้ HUAWEI Mate 40 Series จะพาเราก้าวกระโดดไปข้างหน้าอีกครั้ง ด้วยการแนะนำ Mate ที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งจะกลายมาเป็นหมุดหมายใหม่ให้กับผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้ยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น กับ HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและวางจำหน่ายในวันนี้” “ในฐานะบริษัทที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี หัวเว่ยมุ่งมั่นและทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาเสมอมา ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเราลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาไปกว่า 6 แสนล้านหยวน (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) และด้วยการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาระบบและอีโคซิสเต็ม ทำให้ล่าสุดในปี 2020 นี้หัวเว่ยมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ย (HMS smartphone) แล้วมากกว่า 700 ล้านคนทั่วโลก ในลำดับถัดไป เราจะมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ ‘ชีวิตเอไอไร้รอยต่อ’ (Seamless AI Life) หรือ โซลูชันส์เทคโนโลยีเอไอในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของหัวเว่ย ที่จะช่วยแก้ปัญหาการใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบัน พร้อมยกระดับและอำนวยความสะดวกให้แก่ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ในอนาคต” มร. เกวิน เฉิง กล่าวเสริม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยชิปเซ็ต Kirin 9000 นิยามใหม่ของการประมวลผลที่ทรงประสิทธิภาพ ขุมพลัง Kirin 9000 ที่มากับ HUAWEI Mate 40 Pro 5G นับเป็นชิปเซ็ตที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ Mate Series อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ชิปเซ็ตแบบ 5G SoC มีทรานซิสเตอร์มากกว่า 1.53 หมื่นล้านตัว ทำให้การประมวลผลยิ่งเร็ว แรง และทรงประสิทธิภาพ ได้รับการออกแบบโครงสร้าง CPU ให้ทรงพลังและประหยัดพลังงานถึง 3 ระดับ ประมวลผลแบบ 8 แกน ด้วยแกนหลักที่มีความเร็วสูงสุด 3.13 กิกะเฮิร์ตซ์ และ 24-Core Mali-G78 GPU ซึ่งเป็น GPU ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในดีไวซ์ของหัวเว่ย สามารถรองรับการประมวลผลขั้นสูงและการใช้งานแบบ multi-tasking ที่ลื่นไหลไม่มีสะดุด สอดรับกับมาตรฐาน “ชีวิตไอเอไร้รอยต่อ” (Seamless AI Life) ที่หัวเว่ยมุ่งเน้น เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับอย่างแท้จริงให้กับผู้ใช้  ระบบกล้องจาก Leica จัดเต็มนวัตกรรม AI Camera 3 ตัว กล้องหลักของ HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นกล้องเลนส์กว้างพิเศษที่ถ่ายภาพแบบซีเนมาติก หรือให้มุมกล้องเสมือนภาพยนตร์ ที่มีชื่อเรียกว่า Ultra Vision Cine Camera มาพร้อมความละเอียดจัดเต็ม 50 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้คุณภาพสูง ให้คุณไม่พลาดการบันทึกทุกช่วงเวลาพิเศษ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องเลนส์กว้าง Super Sensing Wide Camera และกล้องซูม Periscope Telephoto Camera ที่ซูมแบบออปติคัลได้ที่ 5x และซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดถึง 50x ส่วนกล้องด้านหน้าเป็น Ultra Vision Selfie Camera ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมกล้อง 3D Depth Sensing Camera สามารถถ่ายวิดีโอได้ในความละเอียดสูงระดับ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที (fps) นอกจากนี้ยังมาพร้อมโหมด Super Steady Shot ถ่ายวิดีโอได้ไม่สั่นแม้เคลื่อนไหว รองรับการถ่ายวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง โดยเพิ่มโหมด Story Creator ที่จะทำให้ทุกการถ่ายวิดีโอหรือ Vlog เป็นเรื่องง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเป็น Creator ถ่าย Vlog ได้อย่างมือโปรด้วยตนเอง ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์กับการวางกล้องแบบวงแหวน Space Ring Design และรับสายด้วย Smart Gesture Control อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เน้นย้ำอัตลักษณ์ของ HUAWEI Mate Series ที่โดดเด่นเรื่องดีไซน์ คือการออกแบบวงแหวน Space Ring Design ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง โดยได้แรงบันดาลใจจากการอยู่ท่ามกลางจักรวาลและดวงดาว ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วยังตอบโจทย์ในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว ด้วยการวางกล้องบนวงแหวนที่สมมาตร ส่วนหน้าจอ HUAWEI Horizon Display โค้ง 88 องศา ทำให้รับชมภาพได้เต็มตาสมจริง ขอบจอโค้งมนหยิบจับใช้งานถนัดมือ กันน้ำและฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP 68  นอกจากนี้ HUAWEI Mate 40 Pro 5G ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่อัดแน่นมาเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น 3D Face Unlock หรือการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้าแบบสามมิติ หรือฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Smart Gesture Control ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องสัมผัส เพียงวางมือไว้เหนือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องแตะก็สามารถเปิดหน้าจอหรือเลื่อนซ้าย-ขวา บน-ล่าง ได้ทันที และยังสามารถรับสายด้วยการใช้มือทำท่าแตะได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Eyes on Display นวัตกรรมที่เข้ามาแทนการเปิดหน้าจอแบบ Always On โดยฟีเจอร์นี้จะตรวจจับได้อัตโนมัติเมื่อสายตาเรามองไปที่หน้าจอ และหน้าจอก็จะติดขึ้นมา พร้อมให้เราใช้งานได้ทันที ระบบการชาร์จที่เร็วที่สุดแห่งยุคด้วย HUAWEI SuperChargeTM 66 วัตต์ เพื่อรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ที่ทั้งแรง เร็ว และทรงประสิทธิภาพ HUAWEI Mate 40 Pro 5G จึงมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,400 mAh และที่สุดของนวัตกรรมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperChargeTM รองรับกำลังไฟฟ้าที่สูงสุด 66 วัตต์ เมื่อชาร์จแบบใช้ร่วมกับสายและอะแดปเตอร์ SuperCharge ของหัวเว่ย และรองรับการชาร์จไร้สาย Wireless HUAWEI SuperChargeTM ที่ 50 วัตต์ ซึ่งเมื่อประกอบกับชิปเซ็ต Kirin 9000 5G SoC แล้วจะทำให้ HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้งานแบตเตอรี่ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่มีสะดุด อัปเดตล่าสุดกับ EMUI 11 มั่นใจกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวบน Huawei Mobile Service  ซอฟต์แวร์ EMUI 11 ซึ่งได้รับการอัปเดตใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ยได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากมนุษย์ปัจจัย (Human Factors) หรือหลักการยศาสตร์ ผสานความลงตัวระหว่างสุนทรียศาสตร์และความสะดวกในการใช้งาน มาพร้อมฟีเจอร์ Multi-Window แสดงผลหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน โดยให้แต่ละแอปพลิเคชันลอยอยู่บนหน้าจอได้อย่างอิสระ รวมถึงสามารถใช้ฟีเจอร์ Multi-screen Collaboration เมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของหัวเว่ยเพื่อให้จอสมาร์ทโฟนไปแสดงผลบนจอแล็ปท็อป และสามารถควบคุมสมาร์ทโฟนผ่านจอแล็ปท็อปได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับการทำงานแบบ Multi-tasking มีระบบ Trusted Execution Environment ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัยสูงในระดับ CC EAL5+ ถือว่าเป็นระดับสูงสุด ผู้ใช้สามารถปกปิดข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนบนไฟล์ เช่น สถานที่ เวลาและรายละเอียดของเครื่อง ก่อนที่จะส่งให้ผู้อื่นได้  HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนในระบบ Huawei Mobile Services (HMS) ที่มาพร้อมกับ HUAWEI AppGallery สำหรับดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันซึ่งการันตีความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ด้วยกลไกตรวจสอบและป้องกันความปลอดภัยถึง 4 ขั้นตอน รวมถึงบริการ Petal Search เครื่องมือค้นหาที่จะช่วยเปิดประตูสู่แอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาพร้อมระบบที่ช่วยคัดกรองความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ในตัว ปัจจุบัน HUAWEI AppGallery มีผู้ใช้บริการกว่า 700 ล้านรายทั่วโลก รวมถึงมีแอปพลิเคชันพร้อมให้ใช้งานครอบคลุมถึง 18 ประเภท โดยปัจจุบันแอปพลิเคชันยอดฮิตของไทยกว่า 95% ได้รับการบรรจุไว้ใน HUAWEI AppGallery แล้ว ไม่ว่าจะเป็น LINE, TikTok, Foodpanda, Shopee, Lazada, JD Central, เป๋าตัง, แอปพลิเคชันของธนาคารชั้นนำ เกมยอดนิยม และอื่นๆ อีกมากมาย  HUAWEI Mate 40 Pro 5G วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือก 2 สีคือ Black และ Mystic Silver มาพร้อมหน่วยความจำ ROM 256 GB + RAM 8 GB ในราคา 34,990 บาท  พิเศษสุดสำหรับผู้ที่ซื้อระหว่างวันที่ 3 - 31 ธันวาคม 2563 ผ่านทางหน้าร้าน HUAWEI Experience Store ทุกสาขา และเว็บไซต์ HUAWEI Online Store โฉมใหม่ รวมถึงร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รับฟรีทันทีของสมนาคุณมูลค่ารวม 7,970 บาท ประกอบด้วย ปากกา HUAWEI M-Pen 2, เคสไฟวงแหวน HUAWEI Ring Light Case และแท่นชาร์จเร็วไร้สาย HUAWEI SuperChargeTM Wireless Charger Stand พร้อมบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากหัวเว่ยมูลค่า 1,619 บาท อันได้แก่ บริการซ่อมบำรุงถึงบ้าน (Door to Door service), บริการบำรุงรักษาเครื่อง 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี, HUAWEI CLOUD STORAGE 5GB ตลอดชีพ + 50GB ให้ใช้ภายในระยะเวลา 1 ปี รวมถึงฟรีค่าใช้บริการ HUAWEI VDO 1 เดือน และเช่าหนังฟรี 5 เรื่องใน HUAWEI Movie Pass โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารที่อัปเดตล่าสุดก่อนใครได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ HUAWEIMobileTH , ยูทูป HUAWEIMobileTH, เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ และ official account ในไลน์ HUAWEI Mobile Thailand รวมถึงสามารถติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://consumer.huawei.com/th/shop/product/huawei-mate-40-pro/ 
07 Dec 2020
Lenovo ส่งท้ายปีเก่าด้วยแคมเปญ 12.12 GREAT SALE นำทัพแล็ปท็อปรุ่นดังลดสูงสุด 12%
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 ธันวาคม 2563 – เลอโนโว บริษัทผู้นำด้านคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทดีไวซ์ระดับโลก ผุดแคมเปญ 12.12 GREAT SALE ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ขนแล็ปท็อปรุ่นดัง อย่าง IdeaPad, Legion, ThinkBook และ ThinkPad มาลดราคาคืนกำไรให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน เกมเมอร์ ผู้ประกอบธุรกิจ หรือองค์กรทั่วประเทศ โดยแคมเปญจะมี ตั้งแต่วันที่ 7 – 16 ธันวาคม 2563 รายละเอียดแคมเปญ ลดออนท็อปสูงสุด 12% ทันที! กับโค้ด LNV12 ตลอด 10 วันของแคมเปญ พิเศษ! วันที่ 12 เดือน 12 มีสินค้าลดพิเศษ 50% ถึง 7 รุ่น ที่เว็บไซต์ https://lnv.gy/3mvl9Bi ThinkPad X1 Carbon Gen 8 (20U9S00R00) ThinkBook 13s (20R900E7TA) ThinkBook Plus (20TG004HTA) ThinkBook Plus (20TG004GTA) ThinkPad T15 (Intel) (20S6S00N00) ThinkBook Plus (20TG005DTA)  ThinkCentre M75n (11BSS01U00) ThinkCentre M720 SFF (10SUSF6400) แล็ปท็อปทุกรุ่นสามารถปรับแต่งสเปคได้ตามความต้องการก่อนกดสั่งซื้อ เช่น ต้องการตัวเลือกหน้าจอสูงสุด หรือต้องการตัวจัดเก็บข้อมูลที่จุได้มากขึ้น สามารถใช้สิทธิ์ ช้อปดีมีคืนได้ : เมื่อช้อปผลิตภัณฑ์จุใจแล้ว ได้ทั้งแล็ปท็อปใหม่ ทั้งเงินภาษีคืน 2 ต่อแบบนี้ ไม่ควรพลาด! สามารถผ่อน 0% ได้สูงสุดถึง 10 เดือน! กับธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และบัตรกรุงไทย เลอโนโวยังคงส่งมอบเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอันชาญฉลาดให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยบริการ การขับเคลื่อนสังคมทั่วโลกให้เข้าถึงโอกาสที่ดีกว่า และการเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน ไฮไลท์แล็ปท็อปที่ร่วมโปรโมชั่น ThinkPad X1 Carbon Gen 8 แล็ปท็อปพรีเมียมบางเบาเพื่องานธุรกิจ มาพร้อมโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยในตัวอย่าง ชุดโปรแกรม ThinkShield อัพเดทใหม่ล่าสุด หมดห่วงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานและเก็บข้อมูล ระบบลำโพง Dolby Atmos ช่วยสร้างประสบการณ์เสียงอันเยี่ยมยอด และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับ military grade 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5 กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: 1TB SSD จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   ThinkPad X1 Carbon Gen 7 แล็ปท็อประดับโปรสำหรับการทำงานทุกที่ทุกเวลา มาพร้อมฝาหลังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ความบางเพียง 14.9 มม. ระบบสแกนลายนิ้วมือไบโอเมตริกซ์ ให้การเข้าใช้งานเครื่องเป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย และตัวเลือกการ์ด LTE-A คู่กับเทคโนโลยี WWAN ออนไลน์ได้เหมือนใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุด 10th Gen Intel® Core™ i7 กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620 หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 16GB LPDDR3 ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB SSD PCIe จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   ThinkBook ขนาด 15 นิ้ว แล็ปท็อปประสิทธิภาพระดับองค์กร แต่ราคาระดับ mid-range มาพร้อมบานพับโลหะผสมที่ใช้เทคโนโลยี Powdere-Metal ทนทานต่อการเปิด-ปิดกว่า 25,000 รอบ ขอบจอสุดบาง จอมีสัดส่วนพื้นที่การมองมากถึง 83% เมื่อเทียบกับขนาด และพอร์ต USB 3.1 ช่วยให้ผู้ใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ตลอดเวลา แม้เครื่องปิดอยู่ และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับทหาร 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5 กราฟิก: Intel UHD หรือตัวเลือกกราฟิกแยก AMD Radeon™ 620 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB แบบ HDD หรือ 1TB แบบ M.2 PCIe SSD หรือตัวเลือก Intel® Optane™ Memory H10 + 512GB SSD จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 10 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   IdeaPad L340 Gaming แล็ปท็อปเร็วแรงคู่กายสายเกม มาพร้อมคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ที่มีไฟพื้นหลังสีฟ้าเสริมบรรยากาศ ระบบเสียง Dolby Audio™ พลังที่แท้จริงของเทคโนโลยีเสียงขั้นสูง การเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.2 และ Wi-Fi 5 ยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมแบบพกพา และซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจเช็กสเปคตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น รวมถึงเชื่อมต่อปรับจูนกับเกมที่ติดตั้งไว้ได้ด้วย โปรเซสเซอร์: 9th Gen Intel® Core™ i7 กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด NVIDIA® GeForce® GTX 1650 หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 24GB DDR4 ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 256GB SSD + 1TB จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching กันแสงสะท้อน แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   Legion 5 (AMD) แล็ปท็อปขั้นเทพเพื่อเกมเมอร์ตัวจริง มาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิ และระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 2.0 ควบคุมอุณหภูมิเครื่องได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี Q Control 3.0 ผู้ใช้สามารถเลือกปรับโหมดได้ด้วยตนเอง ระหว่าง Quiet, Balance และ Performance รีเฟรชเรทที่ 144Hz เล่นเกมได้ลื่นไหลต่อเนื่อง และระบบลำโพง 2W Harman Kardon คู่กับ Dolby Atmos โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุดโปรเซสเซอร์โมบายล์ AMD Ryzen™ 7 4800H กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด AMD Radeon™ 620 สูงสุด NVIDIA® GeForce® RTX™ 2060 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 300 nits 100% sRGB Dolby Vision แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   ThinkPad T14s แล็ปท็อปทรงพลังพกพาสะดวกสำหรับการทำงาน มาพร้อมฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่าง Modern Standby เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ภายในหนึ่งวินาที และ Wake On Voice รับฟังคำสั่งของผู้ใช้ได้จากทุกมุมห้อง เมื่อเปิดฝาจอเครื่องไว้ เพิ่มความคล่องตัวให้งานทุกประเภท โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยครบวงจร ThinkShield การ์ด LTE-A WWAN อุปกรณ์เสริมช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้ทุกที่ และ AMD Memory Guard เข้ารหัสหน่วยความจำเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro กราฟิก: AMD Radeon™ Vega หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard Touchscreen แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 16 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   ThinkPad X13 (AMD) แล็ปท็อปที่ตอบโจทย์การใช้งานระดับธุรกิจ มาพร้อม ThinkShutter สำหรับปิดเว็บแคม และหน้าจอ PrivacyGuard with PrivacyAlert ป้องกันไม่ให้คนแอบดูหน้าจอจากข้างหลังผู้ใช้ ทั้งสองเป็นฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม การเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 6 เพื่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบไม่ติดขัด และฟังก์ชันใหม่บนปุ่ม F9-F11 ให้ผู้ใช้โทรออก รับสาย หรือวางสายโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดาย โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro กราฟิก: AMD Radeon™ Vega หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD จอ: 13.3 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 13 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro
07 Dec 2020
เมื่อ Ray Tracing กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ วงการเกมจะเป็นอย่างไรต่อไป?
ยุคสมัยใหม่ของวงการเกมได้เริ่มขึ้นแล้ว การมาของเครื่อง PS5 กับ Xbox Series X / S เป็นอะไรที่ทำเอาเหล่าเกมเมอร์ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในเจเนอเรชันนี้ทั้ง Sony และ Microsoft จะต้องแข่งขันกันออกเกม Exclusive ของตัวเอง อย่างดุเดือดแน่นอน ซึ่งทางฝั่งของตลาด PC เองการแข่งขันระหว่าง Nvidia / AMD เอง ก็ถือได้ว่าดุเดือดมากๆ เช่นกัน โดยเฉพาะระหว่างการ์ดจอ RTX 30 Series กับ RX 6000 Series แต่ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง Console หรือ PC เทคโนโลยีที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจมากที่สุดคือ Ray-Tracing ครับ หลายคนอาจไม่สังเกตว่า Ray Tracing เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ถูกเอามาใช้ขายในอุตสาหกรรมเกมระยะหนึ่งแล้ว (เช่นเกมนี้จะเปิด Ray Tracing ได้ การ์ดจอตัวนี้จะเปิด Ray Tracing ได้ เกมนี้ลง PS5 แล้วเปิด Ray Tracing ฯลฯ ) ซึ่งมองเพลินๆ อาจดูไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ตัวผมกลับมองว่าเทคโนโลยีแสงนี้ อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้พัฒนาเกม รวมถึง GPU แข่งขันกันอย่างหนักหลังจากนี้เป็นต้นไปครับ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่ชื่อว่า Ray Tracing อยู่ ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆ เข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นเทคโนโลยีของ Nvidia และถูกสร้างขึ้นมาโดยบริษัทนี้ เพื่อนๆ กำลังเข้าใจผิดอยู่ครับ ส่วนว่าจริงๆ แล้วเทคโนโลยีนี้คืออะไร เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ! Ray-Tracing คืออะไร? ในการเรนเดอร์ แสง / เงา ให้กับวัตถุ 3D ในเกมโลกเรามีเทคโนโลยี 2 ตัวที่สามารถเอามาใช้งาน คือ Ray Tracing กับ Rasterization ซึ่งเทคโนโลยีตัวแรกจะทำให้ได้ แสง / เงา ที่สมจริง แต่การเรนเดอร์แบบนี้จะใช้ทรัพยากรของเครื่องสูงมาก ทั้งยังใช้เวลานาน มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเรนเดอร์ Ray Tracing แบบ Real Time มันจึงส่งผลให้เทคโนโลยี Rasterization ที่เรนเดอร์ แสง / เงา ได้สวยงามแค่ระดับพอใช้ แต่ใช้ทรัพยากรน้อย ทั้งยังทำได้อย่างรวดเร็ว นิยมถูกเอามาใช้มากกว่าในยุคก่อนหน้านี้ จนกระทั่งทาง Nvidia ได้เปิดตัวการ์ดจอซีรีส์ RTX ที่มาพร้อมกับ RT Core สำหรับประมวล Ray Tracing เป็นครั้งแรก ดังนั้น Ray Tracing คือสิ่งที่สามารถเปิดใช้งานได้ผ่านการ์ดจอทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ เพียงแต่ว่าการใช้งานบนการ์ดจอที่ไม่มีหัว RT Core อาจจะทำให้ FPS ของเกมลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจาก GPU จำเป็นต้องแบ่งการทำงานบางส่วนไปประมวลผลทิศทางของ แสง / เงา ด้วย นี้น่าจะอธิบายได้ว่าทำไมการ์ดจอ AMD, PS5, และ Xbox Series X / S ถึงจะสามารถเปิดใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้ ตามที่ผู้พัฒนาได้เคยยืนยันไว้ครับ ผลกระทบต่อวงการเกมหลังจากนี้ ทุกคนน่าจะสังเกตได้ว่าช่วงหลังๆ มานี้ผู้พัฒนานำประเด็นที่ว่า "เกมของพวกเราสามารถเปิดใช้งาน RT (Ray Tracing) ได้" มาขายบ่อยมากๆ แต่จากข่าวที่บอกว่า Cyberpunk 2077 จะสามารถเปิดใช้งาน RT ได้ถ้าใช้การ์ดจอของ Nvidia เท่านั้นในช่วงแรก กับข่าวที่บอกว่า GodFall จะสามารถเปิด RT ได้บนการ์ดจอของ AMD เท่านั้นในช่วงแรก มันทำให้ผมคิดว่าหลังจากนี้รูปแบบการแข่งขันในตลาดเกม จะมีระบบ RT เป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญอย่างยิ่งครับ ถ้าสังเกตให้ดีข่าวทั้ง 2 มันสามารถแปลความหมายได้ว่า "ถ้าอยากเล่นเกมนี้แบบมี RT ก็ซื้อการ์ดจอของเราสิ" เช่นกัน และมันสามารถหมายความว่า การแข่งขันเพื่อให้การ์ดจอของตัวเองเปิดระบบ RT ได้ระหว่าง AMD / Nvidia จะรุนแรงมากขึ้นอย่างมากแน่นอน ไม่แน่ว่าเกมหลังจากนี้ทั้งหมด อาจจะเปิด RT ได้แบบ Exclusive บนการ์ดจอของค่ายใดค่ายหนึ่งครับ ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้เล่นแบบเรา ที่ต่อให้มีเครื่องรุ่นใหม่ หรือการ์ดจอตัวใหม่แล้ว ก็ยังไม่สามารถเปิดใช้ RT ได้ครับ อย่างไรก็ตามมันถือเป็นข่าวดีสำหรับชาว PC เช่นกันโดยเฉพาะคนที่ใช้การ์ดจอซีรีส์ 20 ขึ้นไป เพราะก่อนหน้านี้จำนวนเกมที่สามารถเปิด RT ได้มันมีอยู่น้อยมากๆ ทำให้หลายคนน่าจะรู้สึกว่าซื้อการ์ดจอมาแล้วใช้งานไม่คุ้ม แต่หลังจากนี้เชื่อว่าเกมแทบทั้งหมดจะถูกพัฒนามาให้เปิด RT ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นข่าวร้ายสำหรับคนที่ยังใช้การ์ดจอรุ่นเก่าอยู่เช่นกัน เนื่องจากนี้อาจหมายความว่าจำเป็นต้องเสียงเงินอัพเกรด PC กันอีกเร็วๆ นี้ครับ สุดท้ายคงเป็นในเรื่องของยุคสมัยที่น่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันของสองบริษัทผู้ผลิต GPU แน่นอนว่าชิปเซ็ตรวมไปจนถึงเทคโนโลยีที่ดีกว่านี้จะออกมาเรื่อยๆ ซึ่งประสบการณ์เล่นเกมของพวกเราเองก็จะดีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันไม่แน่ว่าการเล่นเกมแบบ 8K / 144 FPS อาจกลายเป็นเรื่องปกติเร็วกว่าที่พวกเราคิดก็เป็นได้ และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปข้างหน้ามากขึ้น เหล่าผู้พัฒนาก็ต้องแข่งขันกันสร้าง ภาพ / กราฟิก ของเกมให้มีความสวยงามมากขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย แบบนี้ AMD ดูได้เปรียบกว่า Nvidia เพราะเครื่อง PS5 กับ Xbox Series X / S รึเปล่า ? คำตอบของผมคือ "ไม่ขนาดนั้น" ครับ เพราะในความเป็นจริง ถ้าหากอ้างอิงจากคำพูดของ Strauss Zelnick ที่เป็น CEO ของ Take-Two เคยประกาศก่อนหน้านี้, กับข่าวที่บอกว่ายอดขาย Monster Hunter World บน PC ทำได้มากกว่าบนเครื่อง PS4 แล้วละก็ ตลาดของ PC จริงๆ แล้วน่าจะถือว่าใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมเกมตอนนี้ และมันหมายความว่า Nvidia ไม่ได้เสียเปรียบขนาดนั้นครับ เพื่อนๆ ที่ไม่ใช่สาย PC อาจไม่รู้ ว่าการ์ดจอของ Nvidia ได้รับความนิยมกว่า AMD ในกลุ่มผู้เล่นบนเครื่อง PC เนื่องจากมักจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่าเสมอเมื่อเอามาเล่นเกม อย่างในเจนปัจจุบันที่แม้ว่า RX 6000 Series ทางเทคนิคแล้วจะแรงเทียบเท่ากับ RTX 30 Series แต่เมื่อทำการเล่นเกมโดยเปิด RT แล้ว ยังเป็นการ์ดจอของค่ายเขียวที่สามารถแสดงผลได้ดีกว่าเนื่องจากมี RT Core กับเทคโนโลยี DLSS 2.0 ดังนั้นผมจึงไม่คิดว่าในเจเนอเรชันนี้ทาง AMD จะสู้กับ Nvidia ได้ถ้าเรากำลังพูดถึงผู้ใช้งานการ์ดจอ บนเครื่อง PC ดังนั้นผมจึงคิดว่าทั้ง 2 อยู่ในเวทีที่เท่าเทียมกันมากๆ Nvidia ถือส่วนแบ่งมากกว่าในตลาด PC ที่น่าจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมเกม แต่ทาง AMD ก็ถือส่วนแบ่งตลาดอื่นๆ ทั้งหมดไว้อยู่ครับ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเทคโนโลยีที่ดียิ่งกว่า Ray Tracing เมื่อการแข่งขันเกิดขึ้น ทั้ง Nvidia และ AMD จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้แพ้กันและกัน ซึ่งไม่ว่า Ray Tracing จะเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมยังไง สุดท้ายมันก็มีขีดจำกัดของมันเอง โดยในวันที่ทั้ง 2 บริษัทไปถึงขีดจำกัดนั้นแล้ว เทคโนโลยีอะไรบางอย่างที่ดีกว่าจะเริ่มถูกคิดค้นขึ้นมา อะไรบางอย่างที่จะให้แสงได้สมจริงกว่า คำนวณทิศทางรูปร่างรวมถึงขนาดของเงาได้ถูกต้องกว่า คำถามคือเมื่อไหร่เท่านั้นเองครับ หลายคนอาจคิดว่าต้องมีอีก 5 - 8 ปีที่ก่อนที่เราจะได้เห็นอะไรแบบนั้น ซึ่งใช่ครับเอาจริงๆ ผมเองก็คิดแบบนั้นในตอนแรกเช่นกัน แต่ถ้ามองการเติบโตของอุตสาหกรรมเกม กับ Hardware แล้ว ผู้เขียนก็คิดว่า การที่จะได้เห็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่า RT ในช่วง 4 ปี หลังจากนี้ ก็ไม่ใช่ 0% ครับ ผลกระทบทั้งหมดที่น่าจะเกิดขึ้นเมื่อ Ray Tracing กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ ซึ่งจริงๆ เรื่องทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะยังไงมันก็เป็นเพียงการคาดเดาของผมเท่านั้น ซึ่งถ้าถามว่าอยากให้เกิดการแข่งขันขึ้นหรือไม่ พูดตรงๆ ว่าผมอยากให้เกิดขึ้นครับ เพราะยังไงสุดท้ายแล้วคนที่จะได้ผลประโยชน์มากที่สุดก็คือพวกเราที่เป็นผู้เล่นครับ เอาจริงๆ อาจจะมีผลกระทบด้านอื่นที่เกิดขึ้นได้อีก แต่ผมนึกไม่ออกแล้วจริงๆ ดังนั้นถ้าเพื่อนคนไหนมีความคิดเห็นยังไง ก็สามารถคอมเม้นต์พูดคุยกันได้ครับ  
04 Dec 2020
Lei Jun ผู้ก่อตั้งของ Xiaomi ขอเคลียร์ความเชื่อผิด ๆ ที่ชาวโลกมีต่อสินค้าของแบรนด์นี้!
ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ดังจากประเทศจีนอย่าง “Xiaomi” มันไม่ได้มีดีแค่มือถือสมาร์ทโฟนเท่านั้นนะคะ เพราะเขามีสินค้ามากมายที่ผลิตออกมาให้เราได้ใช้งานกันเพียบ แถมราคาก็สมเหตุ สมผลถ้าเทียบกับสินค้าจากแบรนด์ดังอื่น ๆ ที่ผลิตออกมา แล้วสินค้าที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงระยะเวลา 2 - 3 ปีทีผ่่านมาคงหนีไม่พ้น “เครื่องฟอกอากาศ” ที่ก่อนหน้านี้บ้านเราประสบปัญหาเรื่องฝุ่นละอ่อง PM 2.5 จนจำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดกันที่บ้านเลยทีเดียว ทำให้ช่วงระยะหนึ่งเครื่องฟอกอากาศขาดไปช่วงหนึ่งเลย ไม่ใช่แค่เครื่องฟอกอากาศที่เป็นสินค้าขายดีเท่านั้น ยังมีนาฬิกาสุขภาพอย่าง “Mi Smart Band” ซึ่งเกวลินเองก็ซื้อมาใช้เหมือนกัน เพราะตอนนี้ออกมาถึงรุ่นที่ 5 กันแล้วค่ะ แม้ว่าฟังก์ชั่นของมันอาจจะไม่ได้เหมือนของแบรนด์อื่น ๆ แต่มันก็เหมาะกับคนที่มีงบไม่ได้มากนัก แต่ต้องการเอาไว้ใช้ในการวัดความดัน, การเต้นของหัวใจ หรือ วัดค่าต่าง ๆ ขณะออกกำลังกายในรูปแบบต่าง ๆ ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีมากเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่วางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณ Lei Jun ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Xiaomi ได้มีการประชุม Yabuli Forum ประจำปี 2020 ก็ได้มีการพูดถึงสิ่งที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับสินค้าต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ผลิตออกมาสู่สายตาชาวโลก บางคนมองว่าสินค้าของ Xiaomi เป็นสินค้าที่ลอกเลียนแบบสินค้าจากแบรนด์ดังระดับโลกอื่น ๆ แถมยังถูกมองอีกว่าราคาถูกแล้วมันมีประสิทธิภาพไม่แข็งแรง ทำให้ครั้งนี้ผู้ก่อตั้งก็เลยขอส่งข้อความออกมาแถลงให้ชาวโลกได้รู้จักสินค้าของแบรนด์ Xiaomi มากยิ่งขึ้นค่ะ โดยคุณ Lei Jun ได้อธิบายเอาไว้ว่ามันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนภายนอกจะมองสินค้าของแบรนด์ Xiaomi ในมุมมองด้านลบ โดยเฉพาะเรื่อง “ผลิตภัณฑ์ของ Xiaomi มันถูกมองเป็นสินค้าระดับล่างทั้งหมด” ตัวเขาเข้าใจเพราะมันคือจุดอ่อนอย่างรุนแรงที่เมื่อบริษัทของประเทศจีนที่กล้าลองผิด ลองถูกรังสรรค์สินค้าขึ้นมาแล้ววางจำหน่ายในตลาดโลกจนมันได้มันถูกยอมรับและมียอดขายเป็นจำนวนมาก แต่ถึงกระนั้นด้วยราคาที่เมื่อนำไปเทียบกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อื่นที่มีชื่อเสียงมานาน จึงไม่แปลกที่ผู้บริโภคเมื่อเห็นราคาที่ถูกตั้งเอาไว้จะคิดแบบนี้ ทางคุณ Lei Jun ก็ได้เสริมอีกว่า “ตลอดเวลาพวกเขาและทีมผู้พัฒนาทุกคนพยายามเปลี่ยนความคิดนี้กับผู้บริโภคอยู่!” ปัจจุบันก็มีการเริ่มผลิตสินค้าระดับไฮเอนด์ออกมาหลากหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นมือถือสมาร์ทโฟนที่ติดอันดับสินค้าที่ขายดีที่สุดอย่าง “Mi 10 Ultra” ซึ่งต้องอธิบายก่อนว่ารุ่นนี้ยังไม่ได้ถูกนำมาวางจำหน่ายในบ้านเรานะคะ แล้วที่สร้างความฮือฮาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาทาง Xiaomi ก็ได้มีการเปิดตัว Redmi Smart TV Max ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่สูงสุด 98 นิ้ว! ในราคาเพียงแค่ 19,999 หยวน หรือถ้าตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 92,000 บาท ซึ่งสเปกก็อัดแน่นแบบจัดหนักมาก ๆ ถ้าเทียบกับแบรนด์อื่นที่มีราคาสูงกว่านี้หลายเท่า หลังจากเปิดตัวก็ได้รับกระแสตอบรับจากผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ตัวนี้มากเลยทีเดียว ต่อมาที่เขาต้องการอยากให้ชาวโลกได้รับรู้ก็คือ “ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของแบรนด์ Xiaomi ผลิตขึ้นจากนักพัฒนาของพวกเขาเอง!” ซึ่งตรงจุดนี้คุณ Lei Jun ก็รู้สึกผิดหวังที่มักจะได้ยินเรื่องที่ว่าสินค้าของเขาได้รับการจ้างออกแบบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันถูกสร้างแล้วได้รับการออกแบบจากนักวิศวกรของ Xiaomi เอง แล้วตอนนี้เขาเองก็อยากให้คนได้รู้ว่าตัวเขาได้สร้างโรงงานสุดแสนอัจฉริยะขึ้นมาแล้วตั้งอยู่ที่เมืองอี้จวง ณ.กรุงปักกิ่ง    ความน่าสนใจของโรงงานแห่งนี้ก็คือการทำงานอยู่ภายใต้การทำงานของ A.I. ระดับสูงที่มันจะทำงานเองอัตโนมัติเกือบทั้งหมดใช้คนในการควบคุมและดูแลเพียงแค่ 100 คน โดยอุปกรณ์ทั้งหมดยกเว้นชิ้นส่วนที่จะต้องใช้ในการวางตำแหน่งต่าง ๆ Xiaomi จะพัฒนาขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีบางบริษัทที่ทาง Xiaomi ได้ลงทุนเพื่อให้สร้างอุปกรณ์กับชิ้นส่วนต่าง ๆ แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลา 3 ปีทาง Xiaomi มีการลงทุนกับบริษัทผลิตอุปกรณ์ไปมากกว่า 110 แห่ง   แล้วสิ่งสุดท้ายที่คุณ Lei Jun อยากบอกแก่ชาวโลกก็คือ “Xiaomi เองก็คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อให้ตอบโจทย์ให้เข้ากับยุคสมัยเหมือนกับแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ” เพราะชาวโลกก็ยังคงมีความคิดที่ว่าสินค้าจากประเทศจีนมักจะได้ไอเดีย หรือ แรงบันดาลใจจากสินค้าแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ซึ่งคุณ Lei Jun ก็อยากบอกให้โลกรู้เหมือนกันว่า หลาย ๆ ไอเดีย หลาย ๆ ผลิตภัณฑ์พวกเขาก็ได้ออกแบบขึ้นมาจากการนักวิศวกรของพวกเขา  ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา Xiaomi มีรายได้เข้าบริษัทเพียงแค่ 500 ล้านหยวน แต่พอเข้าสู่ปี 2019 พวกเขากลับทำรายได้สูงถึง 2.05 แสนล้านหยวน ทำให้ตอนนี้ Xiaomi ติดอันดับ 422 ใน Fortune Global 500 เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งปัจจุบันตอนนี้ทาง Xiaomi ต้องต่อสู้แข่งขันกับแบรนด์ชั้นนำหลากหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น Apple, Samsung และ Huawei ซึ่งเขาเองก็พูดเป็นใน ๆ ว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันล้วนเกิดขึ้นจากรากฐานนั่นเอง อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Xiaomi มีการพยายามพัฒนากล้องถ่ายรูปมาตั้งแต่ปี 2016 แล้วเมื่อธุรกิจด้านมือถือสมาร์ทโฟนเริ่มโตขึ้น ก็มีการจัดแผนกอุปกรณ์ที่ได้นักวิศวกรเพื่อพัฒนาเลนส์กล้องของแบรนด์ขึ้นมา ในช่วงแรกมีเพียงแค่ 122 คน แต่วันนี้ทาง Xiaomi มีพนักงานที่อยู่ในสายการออกแบบดีไซน์กล้องมากถึง 826 คน แล้วก็ยังมีทั้งนักวิศวกรอีก 350 คนที่จะมาช่วยในการออกแบบประสิทธิภาพของ A.I. ในการทำงานเวลาถ่ายรูปให้ดีมากยิ่งขึ้น  ซึ่งคุณ Lei Jun ก็ยังเปิดเผยว่าทาง Xiaomi มีการจัดตั้งศูนย์ R&D ของกล้องในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก สิ่งที่เราได้เห็นในมือถือสมาร์ทโฟนที่ได้คำวิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพของกล้องก็คือ “Mi 10 Pro” ที่เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง DXOMark จัดให้อยู่ในอันดับ 6 เป็นรองตัวท็อปของ Apple อย่าง iPhone 12 Pro Max แล้วสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือผลิตภัณฑ์มือถือสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้ได้คำวิจารณ์จากผู้ใช้งานว่าถ่ายรูปได้ดีเยี่ยม ปิดท้ายคุณ Lei Jun ยังบอกอีกว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าแบรนด์ Xiaomi จะกลายเป็นแบรนด์ดังที่คนรู้จักทั่วโลกมากกว่าตอนนี้อย่างแน่นอน “สินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำ เทท่าชนิดที่ของไม่พอขายกันเลย” ย้อนกลับมาในบ้านเราแบรนด์ Xiaomi เป็นที่รู้จักจากผู้ใช้งานทั่วไปเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่มือถือสมาร์ทโฟนที่ผู้คนรู้จักกันดีว่าสเปกจัดมาให้จุก ๆ ด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ไม่แพงจนเกินไป อีกทั้งสินค้าตัวอื่น ๆ ก็เริ่มนำมาวางจำหน่ายในบ้านเรามากขึ้น อย่างก่อนหน้านี้เครื่องฟอกอากาศในช่วงที่บ้านเราเกิดวิกฤต PM 2.5 ก็ขายดิบ ขายดี หรือจะเป็นสายเกมเมอร์ก็มีจอมอนิเตอร์ Mi Curved Gaming Monitor ขนาด 34 นิ้วที่มีราคาเพียงแค่หมื่นต้น ๆ เท่านั้นเอง  ซึ่งตัวเกวลินก็เชื่ออย่างยิ่งกว่าในปีถัด ๆ ไปสินค้าที่เคยเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น Mi 10 Pro หรือ Redmi Smart TV Max จำนำมาวางจำหน่ายในบ้านเรากับเขาสักที แล้วเพื่อน ๆ ละคะ สิ่งหนึ่งที่ Xiaomi ได้พิสูจน์ให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้เห็นแล้วว่า แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีนมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป แต่มันก็มีคุณภาพเทียบเท่าสินค้าแบรนด์ดังคู่แข่งได้ไม่ยากเย็นเลย เอาละค่ะ แล้วพบกันใหม่กับบทความหน้านะคะสำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ _/\_ Source: Gizmochina เรียบเรียงบทความโดย:  KaelynVT
04 Dec 2020
ไขข้อข้องใจ TEMPEST 3D Audiotech ของ PS5 คืออะไร? และมันดียังไง?
เครื่อง PlayStation 5 เริ่มวางจำหน่ายทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ซึ่งเจ้าเครื่องเล่นเกมสีขาวขนาดใหญ่นี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าสนใจไม่มากมายเลย หนึ่งในนั้นคือ TEMPEST 3D Audiotech เทคโนโลยีเสียงใหม่ที่ Sony คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้กับ PS5 โดยเฉพาะ และเชื่อหรือไม่ครับว่าเจ้าเทคโนโลยีเสียงใหม่นี้ อาจเปลี่ยนประสบการณ์เกมมิ่งของเราไปตลอดการเลย เทคโนโลยีเสียง 3D เป็นสิ่งที่โลกรู้จักมานานแล้ว แน่นอนว่ามันดีกว่า 5.1 กับ 7.1 ที่นิยมใช้งานอยู่ในตอนนี้มาก เชื่อว่าตอนนี้เพื่อนน่าจะสงสัยกันแล้วว่า "มันแตกต่างกันยัง" หรือ "มันยอดเยี่ยมยังไง?" เอาเป็นว่า ถ้าเพื่อนพร้อมที่จะรู้จักกับเจ้า TEMPEST 3D Audiotech ให้มากขึ้นแล้ว เรามาเริ่มกันเลยครับ! ** เทคโนโลยีตัวนี้ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือกันว่าเข้าใจได้ถูกต้อง 100% หรือไม่ ถ้าข้อมูลตรงไหนผิดพลาดยังไง ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ** TEMPEST 3D Audiotech คืออะไร ? ตามชื่อเลย Tempest เป็นชื่อของระบบเสียงแบบ 3D ของเครื่อง PlayStation 5 ซึ่งระบบเสียงแบบ 3D จะสามารถทำให้เราสามารถระบุตำแหน่ง รวมถึงทิศทางของต้นกำเนิดเสียงที่มาจากแนวแกน Y ได้ (ข้างบน กับ ข้างล่างของหู) ทำให้เสียงที่เราได้รับจากระบบดังกล่าวจะมีความสมจริงมากกว่าระบบเสียง 5.1 กับ 7.1 มากๆ โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราจะสามารถระบุตำแหน่งของสิ่งของได้ผ่าน ตา กับ หู แต่สิ่งที่ทำให้หูแตกต่างจากดวงตาคือ การที่สามารถได้ยินเสียง และระบุตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ ได้จากทุกทิศทางต้นกำเนิดของเสียงได้ทันที เช่นเสียงมาจากข้างหน้า, ข้างบน, ข้างล่าง หรือมาในแนวทแยง ในขณะที่ดวงตานั้นจะสามารถเห็นได้เฉพาะสิ่งที่อยู่ในสายตาบนพื้นที่ซึ่งมีแสงสว่างเพียงพอเท่านั้น ที่ผ่านมาระบบเสียง 5.1 กับ 7.1 จะทำให้เราระบุเสียงได้แค่ 360 องศา ในแกน X เท่านั้น ส่งผลให้ เสียงที่มาจากทิศทาง ขวาบน, ขว่าล่าง, ซ้ายบน, ซ้านล่าง เราจะสามารถแยกได้แค่ว่ามาจาก ซ้าย หรือ ขวา เท่านั้น แต่ระบบเสียง 3D จะช่วยให้เราสามารถระบุได้เลยว่า ต้นกำเนิดของเสียงมาจากทิศทางไหนในลักษณะทรงโดม ซึ่งอ่านอย่างเดียวอาจยังไม่เห็นภาพ ผมแนะนำให้ทุกคนลองฟังเสียงที่มาจากคลิป 3D สองตัวด้านล่างดูครับ! ** เพื่อให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องให้ทุกคนใช้หูฟังด้วยครับ ** เชื่อว่าทุกคน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าทิศทางเสียงแบบ 3D จะใกล้เคียงกับเสียงที่เราได้ยินในชีวิตจริงกว่า 5.1 และ 7.1 มาก แต่ในขณะเดียวการจะใช้เทคโนโลยีในเกมจริงๆ มันเป็นเรื่องยาก เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเครื่องในการประมวลผลเยอะ ทำให้เอามาใช้ในอุตสาหกรรมเกมได้ยาก เนื่องจากแค่ตัวเกมเองก็ใช้การประมวลผลที่เยอะมากๆ อยุ่แล้ว มันจึงไปได้ยากที่จะใช้เสียงแบบ 3D ในวิดีโอเกมยุคก่อนหน้านี้ แต่การมาของเครื่อง PS5 และด้วย TEMPEST 3D Audiotech มันจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยการสร้างหน่วยประมวลผลโดยเฉพาะของระบบเสียงขึ้นมาโดยเฉพาะ จากเทคโนโลยี GPU ของ AMD ที่เรียกว่า TEMPEST Engine จึงทำให้ระบบเสียงไม่จำเป็นต้องไปแย่งทรัพยากรของ CPU หรือ GPU เครื่องอีกต่อไป ทำให้ PS5 สามารถคำนวณทิศทางของเสียงได้อย่างเต็มที่ และเมื่อเอาไปใช้งานร่วมกับอัลกอริทึมเสียง 3 มิติของ PlayStation VR จึงทำให้สามารถคำนวณทิศทางของเสียงแบบ 3 มิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถคำนวณเสียงจากแหล่งกำเนิดได้มากถึง 5,000 แหล่งด้วยครับ (โดยปกติเสียงที่ได้จากพื้นผิวต่างๆ จะแตกต่างกันในเวลาโดนกระแทก เช่นเวลาเราเอามือตีหิน, เหล็ก, หรือไม้ เสียงที่ได้จะแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นในเกมของเครื่อง PS5 เช่นกันนั่นเองครับ) กล่าวให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ TEMPEST 3D Audiotech เป็นระบบเสียงใหม่ของเครื่อง PS5 ที่จะทำให้เราสามารถได้ยินเสียงจากทุกทิศทางเหมือนโลกความจริง ทั้งยังสามารถสร้างเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากการกระทบของวัตถุต่างๆ ได้เสมือนจริง ถ้าหากสงสัยว่า Sony สามารถสร้างระบบ กับเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร สามารถดูได้ผ่านวิดีโอข้างล่างนี้เลยครับ ประสบการณ์เกมมิ่งจะเปลี่ยนไปอย่างไร ? ในเมื่อเราสามารถฟังเสียงที่สมจริงสุดๆ จากการเล่นเกมได้ มันจึงหมายความว่าความรู้สึกร่วม หรือการใช้เสียงเพื่อเพิ่มอรรถรส กับความรู้สึกร่วมในแต่ละจังหวะของเกม ไม่ว่าจะเป็นฉาก วิงหนีตายจากหินถล่ม, ฉากคลื่นกระทบเรื่อจนโคลงเคลง, ฉากที่ผู้เล่นต้องเดินอย่างระวังในป่าเวลากลางคืน หรือฉากที่เราต้องซ้อนตัวรอให้สัตว์ร้ายเดินผ่านไป ทั้งหมดนี้ผู้พัฒนาสามารถใช้เสียงช่วยสร้างความรู้สึกร่วมได้ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเกมบนเครื่อง VR ด้วยแล้วยิ่งน่าจะทำให้ผู้เล่นเข้าถึงโลกของเกมได้มากยิ่งขึ้นไปอีก (เกม Horror จะเป็นอะไรที่โคตรน่ากลัว, เกมนั่งรถไฟเหาะจะหวาดเสียวเหมือนของจริงมากขึ้น) ทางฝั่งของเกม FPS เอง ก็จะสามารถเล่นได้ง่ายมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเราสามารถระบุทิศทางของเสียงได้ถูกต้องมากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นประสบการณ์ทั้งหมดจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ คือการที่ระบบดังกล่าวจะสามารถทำงานได้ผ่านหูฟังเท่านั้น แต่ในเมื่อเป้าหมายของ Sony คือการทำให้ระบบนี้สามารถเข้าถึงได้ทุกคนแล้ว ในอนาคตมันจะต้องสามารถใช้กับลำโพงทีวีได้ด้วยอย่างแน่นอนครับ (ซึ่งผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะทำได้จริงๆ รึเปล่าครับ) ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่า TEMPEST 3D Audiotech คืออะไร และดียังไง โดยแฟนๆ เครื่อง Xbox Series X / S เองก็ไม่ต้องน้อยใจไปครับ เพราะทางเครื่องนั้นก็มีเทคโนโลยีเสียง 3D ที่ชื่อว่า Project Acoustics เช่นกัน ตัวผมเองพูดตรงๆ ว่ารอที่จะสัมผัสประสบการณ์เกมมิ่งด้วยเสียง 3D ไม่ไหวแล้วจริงๆ คิดว่ามันจะต้องยอดเยี่ยมมากอย่างแน่นอน แล้วเพื่อนๆ คิดเห็นยังไงบ้างครับ? คิดว่าเทคโนโลยีเสียง 3D จะช่วยให้ประสบการณ์เล่นเกมของเราเปลี่ยนไปหรือไม่? ถ้ายังไงคอมเม้นต์คุยกันได้เลยครับ!
02 Dec 2020
สมาร์ทโฟน 5G สุดคุ้ม “Galaxy A42 5G” จากซัมซุง เร็วแรงพร้อมลุยทุกการใช้งาน ในราคาหมื่นต้น
ใครว่าเงินหมื่นต้นจะซื้อมือถือสเปคเทพไม่ได้แต่ซัมซุงไม่คิดแบบนั้นเพราะด้วยสเปคและประสิทธิภาพความเร็วแรงที่เหนือราคา ทำให้ Galaxy A42 5G เป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดในเวลานี้กับราคาค่าตัวเพียง 11,990 บาท เพราะนอกจากจะรองรับการเชื่อมต่อบนสัญญาน 5G คุณภาพแล้ว ซัมซุงยังจัดเต็มด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง Snapdragon 750G ที่มีการประมวลผลเร็วแรงแบบ Octa-core และให้ RAM มาสูงถึง 8GB ช่วยเพิ่มสมรรถนะการใช้งานอย่างเต็มพิกัด ตอบโจทย์ทั้งสายเกมเมอร์และสายคอนเทนต์อย่างลงตัว หมดปัญหาเรื่องเครื่องช้า เล่นเกมแล้วกระตุก หรือสตรีมมิ่งคอนเทนต์ไม่ทันใจ ที่สำคัญ Galaxy A42 5G ยังคงเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy A ไว้ด้วยฟีเจอร์หลักคุณภาพคับแก้ว จอ-กล้อง-แบต ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอใหญ่คมชัดแบบ Super AMOLED กล้องสวยเลนส์ครบ พร้อมแบตเตอรี่ทรงพลังถึง 5,000 mAh มาดูกันว่า ประสิทธิภาพเหนือราคาของ Galaxy A42 5G เครื่องนี้จะตอบโจทย์และโดนใจสายสปีดขนาดไหน นอกจากนี้ ลูกค้า Galaxy A42 5G ยังได้รับเอกสิทธิ์พิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การใช้งาน YouTube Premium ฟรี 2 เดือน รวมถึงสิทธิประโยชน์จาก Galaxy Gift พร้อมบริการช่วยเหลือพิเศษระดับ Galaxy Butler Blue จองคิว เข้ารับบริการที่ศูนย์ล่วงหน้าได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Members พร้อมบริการเครื่องสำรองระหว่างรอการซ่อม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/butler/ สัมผัสประสบการณ์ความเร็วแรงของ Galaxy A42 5G (กาแลคซี่ เอ 42 5G) สมาร์ทโฟนสายพันธุ์สปีด แรงทุกสเปค ได้แล้ววันนี้ ที่ Samsung Experience Store, Samsung Online Store และผู้ให้บริการเครือข่าย มาพร้อมตัวเลือก 3 สีสุดโมเดิร์น ได้แก่ Prism Dot Black, Prism Dot White และ Prism Dot Gray ในราคาเพียง 11,990 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของซัมซุง Galaxy A42 5G ได้ที่ https://bit.ly/3kxWquf
02 Dec 2020
Nvidia เปิดตัว RTX 3060 Ti ในราคา 12,000 บาท เริ่มขาย 21.00 คืนนี้!
หลังจากมีขาวลือออกมามากมายในที่สุดทาง Nvidia ก็ได้ทำการเปิดตัว Geforce RTX 3060 Ti อย่างเป็นทางการแล้ว โดยจุดที่น่าสนใจมีอยู่ด้วยกัน 2 อย่างคือ ตัวการ์ดจะมีราคาที่จับต้องได้เพียงแค่ $399,99 หรือ 12,000 บาทเท่านั้น และจะเริ่มวางจำหน่ายคืนนี้เวลา 21.00 ครับ! ในช่วงที่เกมฟอร์มยักษ์ใหม่รอวางจำหน่ายมากมายไม่ว่าจะเป็น Cyberpunk 2077, Resident Evil Village, Far Cry 6 และอื่นๆ อีกมากมายแบบนี้ เชื่อว่าเหล่า PC เกมเมอร์ น่าจะกำลังสนใจที่จะอัพเกรดการ์ดจอกันอยู่ตอนนี้ ซึ่งเจ้า 3060 Ti นี้ก็มีความแรงเทียบเท่า หรือมากกว่า RTX 2080 Super เลยทีเดียว แถมราคายังไม่แพงจนเกินไปด้วย งานนี้บอกเลยว่าน่าสนใจสุดๆ ครับ Geforce RTX 3060 Ti จะวางจำหน่ายคืนนี้เวลา 21.00 ตามเวลาบ้านเราครับ Credit: GamingBolt
02 Dec 2020
ทราบหรือไม่ เราสามารถเล่นเกม PS2 ผ่านเครื่อง Xbox Series X / S ได้!
PS2 เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องเล่นเกมจากทาง Sony ที่ประสบความสำเร็จ มีเกมดีๆ มากมายเลยที่เคยลงให้กับเครื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น God Hand, Downhill Domination, God of War และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆ กำลังคิดถึงเกมเหล่านี้อยู่ ทราบหรือไม่ว่าเราสามารถเล่นเกมเครื่อง PS2 บน Xbox Series X / S ได้ด้วยครับ! เหตุผลที่สามารถเล่นเกม PS2 บนเครื่อง Xbox Series X / S ได้เป็นเพราะว่าตัวเครื่องมีระบบที่ชื่อว่า "built-in developer mode" ด้วย มันจึงทำให้สามารถ Emulate เกม PS2 ลงไปในเครื่องได้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพอใจมาก ตัวเกมสามารถรันได้แบบลื่นไหล่มาก นี้จึงเป็นโอกาสที่เราจะสามารถกลับไปเล่นเกมดังๆ ในยุคนั้นได้อีกครั้งครับ ดูวิดีโอตัวอย่างได้ข้างล่างนี้ Xbox Series X / S วางจำหน่ายทั่วโลกแล้ววันนี้ Credit: VG247
01 Dec 2020
ข่าวลือ! Microsoft กำลังพัฒนาให้ Window 10 ใช้งานแอพ Android ได้!
จะดีแค่ไหนถ้า Window 10 ใช้งานแอพของ Android ได้? ในปัจจุบันตลาดของเกมมือถือเริ่มมีการเติบโตเป็นอย่างมาก และเกมมือถือในยุคหลังๆ มานี้ ก็เริ่มใช้ทรัพยากรเครื่องมากเกินไป จนทำให้โทรศัพท์ราคาถูกเริ่มเล่นเกมมือถือใหม่ๆ ไม่ไหว ซึ่งการนำเกมเหล่านั้นไปเล่นผ่านโปรแกรม Imulator บน PC เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ในช่วงปลายปีหน้าเราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ Imulator ในการเล่นเกมมือถือบน PC อีกต่อไปแล้วครับ! Microsoft ดูเหมือนกำลังซุ่มพัฒนาโปรเจคที่ชื่อว่า Latte อยู่ โดยโปรเจคนี้จะทำให้ Window 10 สามารถเปิดโปรแกรมที่ถูกเขียนโค้ดด้วยภาษาของ Android ได้ ซึ่งมันหมายความว่าการจะใช้งานแอพของ Android บน PC จะไม่จำเป็นต้องผ่าน Imulator อีกต่อไป และไม่กินทรัพยากรเครื่องโดนไม่จำเป็นด้วยครับ! เว็บไซต์ TechSpot ได้รายงานว่า Microsoft จะเปิดตัวโปรเจค Latte อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 (กันยายน - ธันวาคม) ซึ่งถ้าหากว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริง มันจะถือเป็นข่าวที่น่ายินดีมากสำหรับคนที่ชอบเล่นเกมมือถือบนเครื่อง PC ครับ! Credit: TechSpot
30 Nov 2020
Intel สู้ไม่ไหว! ประกาศปีหน้าอาจเลิกผลิต Chipset เองแล้ว!
Intel เคยได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่ผลิต CPU (i3, i5, i7) กับ Chipset อันดับ 1 ของโลก ซึ่งเรื่องนี้เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทาง AMD ได้ผลิต CPU ซีรีส์ Ryzen ออกมาขาย โดยเป็นทาง Intel ที่ถูกไล้ต้อนให้จนมุมมากขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดบริษัทเริ่มขาดทุน แต่เหมือนว่าฝันร้ายของ Intel ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะล่าสุดพวกเขาอาจจำเป็นต้องยอมแพ้ในตลาด Chipset ด้วยเช่นกันครับ! จริงๆ แล้วนอกจากกำไรที่ลดลง เทคโนโลยีการผลิต Chipset ของ Intel เองก็เริ่มตาม TSMC และ Samsung ไม่ทันแล้วเช่นกัน ส่งผลผู้บริหารของ Intel ต้องตัดสินใจว่าไตรมาสหน้าว่าจะยังผลิตชิปรุ่นใหม่เองเหมือนเดิม หรือจะหันไปใช้ของบริษัทอื่นที่ทำได้ดีกว่าแทนครับ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าสักวันหนึ่งบริษัท Intel จะต้องเข้าสู่สภาวะล้มละลายในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน ต้องรอดูต่อไปว่าพวกเขาจะทำยังไงครับ! Credit: Bloomberg
26 Nov 2020
รู้จักกับ USB4 เทคโนโลยีสายเล็กๆ ที่อาจเปลี่ยนประสบการณ์เกมมิ่งของคุณได้
หลายคนอาจไม่รู้ว่าในปี 2019 ที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวมาตรฐาน USB ใหม่จากทาง USB Implementers Forum ชื่อว่า USB4 ซึ่งมีกำหนดจะถูกเอามาใช้จริงในช่วง ปลายปี 2020 หรือก็คือช่วงนี้ และเชื่อหรือไม่ครับว่าเจ้าเทคโนโลยีสายเล็กๆ นี้อาจเปลี่ยนแปลงประสบการณ์เกมมิ่งของเราชนิดคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพื่อที่จะให้เพื่อนๆ ได้รับความรู้ที่เต็มที่ และเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าเจ้า USB4 นี้ มันยอดเยี่ยมยังไง ผมจำเป็นต้องเริ่มอธิบายก่อนว่า USB4 คืออะไร หน้าตาเป็นแบบไหน, และสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยตัวบทความนี้อาจมีความยาวที่มากพอสมควร ถ้าเพื่อนๆ พร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลยครับ USB4 คืออะไร USB4 คือเทคโนโลยีส่งข้อมูลแบบ External ตัวใหม่ล่าสุดที่ได้รับการยอมรับจากทาง USB Implementers Forum ซึ่งเป็นองค์กรที่คอยควบคุมดูแลมาตรฐานของสาย USB โดยเจ้าสายรับส่งข้อมูลเจเนอเรชันใหม่นี้ สามารถรับส่งข้อมูลได้สูงสุดถึง 40GB ต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่า USB 3.2 อีกเท่าตัว สายนี้จะมาในรูปแบบ Type-C เท่านั้น และไม่มีรูปแบบ Type-A ที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งเหตุผลที่ต้องทำให้ออกมาเป็น Type-C เท่านั้น ก็เพื่อให้สามารถเอาไปใช้งานร่วมกับสาย Thunderbolt 3 ได้ด้วย โดยการที่สามารถใช้ร่วมกันได้แบบนี้ จะส่งผลถึงวงการเกมพอสมควรในเรื่องของราคา Hardware แต่ผมจะขอกล่าวต่อไปข้างล่างนี้ครับ นอกจากนี้จากประกาศของทาง VESA ทำให้เทคโนโลยี DisplayPort 2.0 เอง ก็หันมาใช้สาย USB4 ในการส่งข้อมูลเช่นกัน ซึ่งเจ้า DisplayPort 2.0 เองก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์เล่นเกมของเพื่อนๆ ไปเลยเช่นกัน และเหตุผลว่าทำไมถึงเปลี่ยนไปก็อยู่ข้างล่างนี้แล้วเช่นกันครับ DisplayPort 2.0 คืออะไร หลายคนอาจคุ้นเคยกับการใช้สาย HDMI ในการต่อจอเข้ากับเครื่องเล่นเกม หรือคอมพิวเตอร์อยู่ในตอนนี้ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วถ้าหากเพื่อนๆ ต้องการใช้งานจอแสดงผลที่มีความละเอียดมากกว่า 4K และมีค่า Refresh Rate สูงกว่า 60 Hz แล้วละก็ เราจะไม่สามารถใช้สาย HDMI ในการเชื่อมต่อได้ ตัวสายมีขนาดของ Bandwidth ที่ไม่เพียงพอครับ โดยเทคโนโลยีล่าสุดของสาย HDMI คือ HDMI 2.0 ซึ่งมีขนาด Bandwidth เท่ากับ 18Gbps ดังนั้นจึงส่งผลให้สาย HDMI สามารถแสดงผลได้สูงสุดที่ความละเอียด 4K กับค่า Refresh Rate ที่ 60 Hz ครับ ดังนั้นในส่วนนี้สาย DisplayPort 1.4 จึงเข้ามารับหน้าที่แทนเนื่องจากเป็นสายที่มีขนาด Bandwidth สูงถึง 32.4 Gbps  (สามารถแสดงผลได้ถึง 4K/120 Hz และ 8K/60Hz) นอกจากนี้เทคโนโลยี Nvidia G-Sync กับ AMD FreeSync เอง ก็สามารถทำงานผ่านสาย DisplayPort ได้เท่านั้นเช่นกัน เพื่อนๆ อาจสังเกตได้ว่าจอคอมพิวเตอร์แพงๆ ที่มีความละเอียดสูง มีค่า Refresh Rate สูง และมีเทคโนโลยี Nvidia G-Sync หรือ AMD FreeSync มักให้สาย DisplayPort มาด้วยครับ กลับมาที่ประเด็น DisplayPort 2.0 เทคโนโลยีนี้คือตัวใหม่ล่าสุดที่มี Bandwidth สูงถึง 77.4 Gbps (สามารถแสดงผลได้ถึง 4K/144 Hz, 8K/120 Hz และ 16K/60Hz) ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการมาของ USB4 คือ การหมายความว่าเราจะสามารถเล่นเกมในความละเอียดที่สูงมากขึ้น หรือ Refresh Rate ที่สูงกว่าเดิมได้นั้นเอง [caption id="attachment_72716" align="aligncenter" width="1280"] เล่นเกมแบบ 16K[/caption] (ขอบคุณภาพจากทาง Linus Tech Tips) USB4 สามารถใช้กับ Thunderbolt 3 = ราคาของ Hardware จะถูกลง ก่อนที่โลกเราจะรู้จักกับ USB4 เทคโนโลยีสายที่ส่งข้อมูลได้เร็วที่สุดของโลกคือ Thunderbolt 3 ซึ่งเจ้าสายนี้เป็นเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ของทาง Intel ส่งผลให้หากผู้ผลิต Hardware จะใช้เทคโนโลยี จำเป็นต้องจ่ายเงินให้กับ Intel ด้วย ผลลัพธ์คือผู้ผลิตจำเป็นต้องใช้ต้นทุนที่มากขึ้น และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Notebook รุ่น Highend รวมไปจนถึง Macbook ของทาง Apple มีราคาที่แพง นอกจากนี้ AMD เองก็ไม่สามารถนำ Thunderbolt 3 มาใช้งานได้เช่นกันเนื่องจาก Intel ไม่ยอม ทั้งหมดนี้จึงส่งผลให้ External GPU ที่เอาไว้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Notebook สามารถใช้งานได้กับเครื่องที่ใช้ Chipset ภายในเป็นของ Intel เท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นการมาของ USB4 ที่สามารถใช้งานกับ Thunderbolt 3 ได้จึงจะช่วยลดราคาต้นทุนให้กับผู้ผลิตได้ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ถูกกว่า การลดต้นทุนได้จึงหมายความว่า ราคาของสินค้าที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในส่วนนี้จะถูกลง ซึ่งจะทำให้พวกเราเหล่าเกมเมอร์สามารถจับต้องสินค้าที่มีประสิทธิภาพ สูงขึ้นในราคาเท่าเดิมได้นั้นเอง และการมี Notebook แรงๆ หรือ Hardware ดีๆ ก็จะทำให้การเล่นเกมของเพื่อนๆ ลื่นไหลมากขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกันครับ ความเปลี่ยนแปลงของวงการเกมที่น่าจะเกิดขึ้นเมื่อ USB4 ถูกใช้งานจริง นอกจากที่ผมกล่าวมาข้างตนแล้วยังมีอีก 2 ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้น สามารถอ่านได้ข้างล่างนี้เลยครับ การเปลี่ยนไปใช้จอที่สามารถเชื่อมต่อกับ USB4 ได้ ในปัจจุบันมาตรฐานการเล่นเกมถูกปรับขึ้นมาเป็น 4K / 60 FPS แล้ว จากการมาของเครื่อง PS5 และ Xbox Series X ดังนั้นในอนาคตมาตรฐานของความละเอียด กับ Refresh Rate จะสูงมากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน โดยความละเอียดที่สูงกว่า 4K / 60 FPS นั้นไม่สามารถใช้งานสาย HDMI ได้แล้ว กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ คือการเปลี่ยนไปใช้ USB4 ในการส่งภาพจะกลายเป็นมามาตรฐานใหม่ของจอ PC อย่างแน่นอน และเมื่อวันนั้นมาถึง เหล่าเกมเมอร์ PC อาจได้เปลี่ยนจอกันทุกคนเลยครับ เอาจริงๆ มันยัง ไม่ใช่เรื่องจำเป็น ขนาดนั้นสำหรับเราในตอนนี้ เนื่องจากมาตรฐาน USB4 ยังไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในตอนนี้ และน่าจะไม่จำเป็นสำหรับคนที่ต้องการเล่นเกมที่ควายละเอียดต่ำกว่า 8K / 60 FPS เช่นกัน เนื่องจากสาย DisplayPort 1.4 ยังสามารถทำงานในส่วนนี้ได้ดีอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อเวลาที่เราต้องเปลี่ยนมาถึงจริงๆ เราก็จะปรับตัวกันได้เอง เหมือนตอนที่โลกเปลี่ยนจากสาย AV มาใช้สาย HDMI แทน นอกจากนี้คิดว่ากว่ายุคที่เราจะไปถึงความละเอียดมากกว่า 8K มันก็น่าจะยังอีก 6 - 8 ปีเลยครับ ถ้าจะพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเลยหลังจากที่ DisplayPort 2.0 กับ USB4 ถูกใช้งานเลย เห็นจะเป็นการที่สามารถต่อจอความละเอียดสูงพร้อมกันหลายตัวได้เลยด้วยสายเพียงเส้นเดียว ซึ่งผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะช่วยให้ประสบการณ์เกมมิ่งของเราดีขึ้นมากน้อยขนาดไหนเช่นกันครับ และอย่าลืมว่าจอที่นำมาใช้ต้องรองรับสายตัวนี้ด้วยเช่นกัน   (ขอบคุณภาพจากทาง BeginnersTech) ตลาด Hardware อุปกรณ์เก็บข้อมูลที่จะมีราคาถูกลง อ่านผ่านๆ อาจเห็นว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับวงการเกมเท่าไหร่นัก แต่ผมจะบอกว่าแม้ไม่ทางตรง แต่ข้อนี้ก็ส่งผลในทางอ้อมอยู่พอสมควรครับ ซึ่งถ้าให้อธิบายไปทีละขั้นต้อนแล้วละก็ คิดว่าอาจจะยาวเกินไปดังนั้นผมจึงได้เขียนอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เอาไว้แล้วข้างล่างนี้ครับ มีสายที่ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น = SSD พกพาจะสามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับ SSD ที่อยู่ในเครื่องมากขึ้น SSD พกพาจะสามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับ SSD ที่อยู่ในเครื่องมากขึ้น = การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์เก็บข้อมูลจะสูงขึ้น การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์เก็บข้อมูลจะสูงขึ้น = อาจทำให้ราคาของสินค้าจะถูกลง ราคาของสินค้าจะถูกลง = การประกอบ PC หรือ Console จะใช้ต้นทุนถูกลง การประกอบ PC หรือ Console จะใช้ต้นทุนถูกลง = เราอาจได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ราคาเท่าเดิม เครื่องที่มีประสิทธิภาพ = ประสบการณ์เกมที่ได้จะดีกว่า (4K / 120 FPS หรืออะไรก็แล้วแต่) นี้คือผลกระทบจากการมาของสาย USB4 เท่าที่ผมจะนึกออกในตอนนี้ครับ ซึ่งความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ผมกล่าวมาจะไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีหรอกครับ มันน่าจะต้องใช้เวลาอีก 5 - 10 ปี เลยในความคิดของผม และไม่แน่ใจด้วยว่ามีความเป็นไปได้อะไรที่ผมมองข้ามไปหรือไม่ ถ้าหากเพื่อนคิดเห็นอย่างไรก็คอมเม้นต์คุยกันได้ครับ!
17 Nov 2020
แนะนำ 3 สมาร์ทโฟนประเภท “เกมมิ่งโฟน” แบรนด์ดังที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทยตอนนี้
ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของมือถือสมาร์ทโฟนประเภท “เกมมิ่งโฟน” เพราะแบรนด์มือถือชื่อเสียงหลายเจ้าถือได้ว่าตีตลาดหนักเป็นอย่างมาก ทำให้เกมเมอร์ที่ต้องการมือถือเอาไว้เล่นเกมโดยเฉพาะมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น แถมเราไม่ต้องซื้อเครื่องหิ้วเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มาอีกแล้ว วันนี้เกวลินเลยจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักเกมมิ่งโฟนที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทยกันค่ะ แต่บอกไว้ก่อนนะคะว่าทุกรุ่นเป็นชิปเซ็ตตัวท็อปทั้งหมดเลย จะแตกต่างก็ประสิทธิภาพ, ลูกเล่นแต่ละแบรนด์ แล้วก็ราคา เมื่อพร้อมกันแล้วไปดูกันเลยค่ะ รุ่นแรกที่เกวลินขอแนะนำก็คือ “ASUS ROG Phone 3” จะเรียกว่าเป็นสุดยอดเกมมิ่งโฟนอันดับต้น ๆ ที่มีขุนพลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะใช้ชิปเซ็ตตัวท็อปอย่าง “Snapdragon 865 Plus” ที่ทาง ASUS ยังได้ดันประสิทธิภาพด้วยการ OC ตัวชิปเซ็ต CPU และ GPU ให้มีความเร็วมากกว่าเกมมิ่งโฟนแบรนด์อื่น ๆ ในท้องตลาด แล้วความพิเศษของรุ่นนี้ก็คือมีการแถมตัวระบายความร้อนรุ่นใหม่อย่าง “GameCool 3” ที่ทำให้เราสามารถเล่นเกมได้ตลอดทั้งวันไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะร้อนมือ แล้วด้วยความที่เป็น ASUS ก็มีการดีไซน์ตัวเครื่องในส่วนต่าง ๆ เช่น มีตัวรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่แม่นยำ, ตัวรับเสียงพูดของผู้ใช้งาน, เพิ่มปุ่ม AirTriggers 3 เข้ามาด้านข้างเครื่องเพื่อใช้ในการเล่นเกมประเภท FPS ได้ดีมากกว่าเดิม, ลำโพงที่จัดมาให้เต็ม ๆ รวมไปถึงเรายังสามารถที่จะชาร์จขนาดเล่นพร้อมเชื่อมต่อในการถ่ายทอดสดได้อีกด้วย ยังไม่หมดแค่นั้นนะคะ ASUS ยังได้ออกแบบอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ออกมาเพียบเลย สุดท้ายนี้ก็ยังสามารถรองรับเทคโนโลยี 5G อีกด้วยค่ะ สเปกเครื่อง ASUS ROG Phone 3 ระบบปฏิบัติการ: Android 10 ครอบทับด้วย ROG UI หน้าจอการแสดงผล: หน้าขอมีขนาด 6.59 นิ้วเป็นรูปแบบ AMOLED ที่มีความละเอียด Full HD+ ที่รองรับการแสดงผลในรูปแบบ HDR10+ รีเฟรชเรทสามารถดันได้สูงสุด 144Hz ที่มีการตอบสนองการสัมผัสหน้าจอที่ 240Hz แถมที่มีค่าดีเลยเพียงแค่ 1ms เท่านั้น รวมไปถึงตัวหน้าจอยังเป็น Corning Gorilla Glass 6  CPU: Snapdragon 865 Plus และ Snapdragon 865 สำหรับรุ่น ROG Phone 3 Strix Edition GPU: Adreno 650 RAM: 8GB. สำหรับรุ่น ROG Phone 3 Strix Edition และ 12GB. เป็นรูปแบบ LPDDR5 ความจุ: 256GB. สำหรับรุ่น ROG Phone 3 Strix Edition และ 512GB. เป็นรูปแบบ UFS 3.1 ( ไม่สามารถเพิ่มความจุได้ ) กล้องหลัง: กล้องหลักความละเอียด 64MP [เป็นเซ็นเซอร์ของ Sony IMX682], เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 13MP, เลนส์ Macro ความละเอียดสูงถึง 5MP กล้องหน้า: ความละเอียด 24MP การเชื่อมต่อ: WiFi 802.11 a/b/g/n/ac/ax Bluetooth 5.1, USB-C 3.1 กับ ช่องเสียบชุดหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ระบบเสียง: เป็นระบบเสียง DTS X Sound เซ็นเซอร์: ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ แบตเตอรี่: 6,000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30 วัตต์ สำหรับ ASUS ROG Phone 3 วางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกันค่ะ รวมไปถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกันมีดังต่อไปนี้ค่ะ ASUS ROG Phone 3 ในรุ่น Ram 12GB. และ Rom 512GB. สนนราคาอยู่ที่ 32,990 บาท ภายในกล่องแถมตัวระบายความร้อน AeroActive Cooler 3 มาให้ด้วย ASUS ROG Phone 3 Strix Edition ในรุ่น Ram 8GB. และ Rom 256GB. ราคาอยู่ที่ 24,990 บาท ภายในกล่องแถมตัวระบายความร้อน AeroActive Cooler 3 มาให้ด้วย ROG Phone 3 Lighting Armor Case - ราคาอยู่ที่ 1,990 บาท ROG Clip - ราคาอยู่ที่ 1,990 บาท ROG Kunai 3 Gamepad - ราคาอยู่ที่ 3,990 บาท TwinView Dock 3 - ราคาอยู่ที่ 7,990 บาท โดย ASUS ROG Phone 3 สามารถหาซื้อได้ทั้ง ASUS Exclusive Store, ASUS Official Store ผ่านช่องทาง Shopee กับ lazada นอกจากนี้ยังสามารถซื้อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือชื่อดังอย่าง “AIS” ที่มีโปรโมชั่นลดราคาในแพ็คเกจพิเศษแล้วก็ยังสามารถสั่งซื้อผ่านร้านค้าชื่อดังทั้ง JIB Computer หรือ Banana ก็มีวางจำหน่ายด้วยเช่นกันค่ะ ใครที่อยากจะได้สุดยอดเกมมิ่งโฟนห้ามพลาดเลยค่ะ! รุ่นต่อมาพึ่งประกาศวางจำหน่ายในบ้านเราแบบสด ๆ ร้อน ๆ กันเลยกับ “Legion Phone Duel” จากแบรนด์ Lenovo ที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อของ ASUS ROG Phone 3 เลยก็ว่าได้ค่ะ ด้วยราคาที่ถูกกว่ากันเล็กน้อย แต่ประสิทธิภาพก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดย Legion Phone Duel ก็ถูกจัดอยู่ในสมาร์ทโฟนประเภท “เกมมิ่งโฟน” ที่ใช้ซิปเซ็ตตัวท็อปอย่าง “Snapdragon 865 Plus” เหมือนกัน แล้วจุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ตรงที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับเกมที่เล่นแบบแนวนอนเป็นหลัก ( ส่วนใหญ่เกมก็มักจะเป็นแนว ๆ นี้อยู่แล้วใช่ไหมคะ ) ที่น่าสนใจอีกข้อก็คือมีการปรับปรุงปุ่ม Trigger ทั้งซ้าย และ ขวาของตัวเครื่องให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่แม่นยำขึ้น ใครที่ชอบเล่นเกมแนว FPS หรือ บางคนจะนำไปใช้กับเกมแนว MOBA ก็ได้เหมือนกันค่ะ โดยสองปุ่มนี้จะเป็นปุ่มที่เพิ่มคำสั่งต่าง ๆ ภายในเกมขึ้นอยู่กับว่าตัวผู้เล่นต้องการตั้งค่าเพื่อให้ใช้งานรูปแบบไหน ที่เด็ดสุดก็คือทาง Lenovo ได้ออกแบบระบบสั่นเป็นมอเตอร์คู่อยู่ฝั่งซ้าย กับ ขวาของตัวเครื่องที่จะมอบประสบการณ์ในการเล่นเกมบนมือถือแบบใหม่ซะด้วยค่ะ เช่นเดียวกันค่ะ รุ่นนี้ก็รองรับเทคโนโลยี 5G ด้วยเช่นกันค่ะ สเปกเครื่อง Legion Phone Duel ระบบปฏิบัติการ: Android 10 ครอบทับด้วย Legion OS และ ZUI12 หน้าจอการแสดงผล: หน้าขอมีขนาด 6.65 นิ้วเป็นรูปแบบ AMOLED ที่มีความละเอียด Full HD+ รองรับ รีเฟรชเรทสามารถดันได้สูงสุด 144Hz ที่มีการตอบสนองการสัมผัสหน้าจอที่ 240Hz รวมไปถึงตัวหน้าจอยังเป็น Corning Gorilla Glass 6  CPU: Snapdragon 865 Plus  GPU: Adreno 650 RAM: 12GB. และ 16GB. เป็นรูปแบบ LPDDR5 ความจุ: 256GB. และ 512GB. เป็นรูปแบบ UFS 3.1  กล้องหลัง: กล้องหลักความละเอียด 64MP [เป็นเซ็นเซอร์ของ Sony IMX682] ค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/1.89, เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 16MP กล้องหน้า: ความละเอียด 20MP ค่ารูรับแสง f/2.2 เป็นรูปแบบป๊อปอัพด้านข้าง การเชื่อมต่อ: Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, มี USB-C ถึง 2 ช่องส่งผลทำให้เราสามารถที่จะชาร์จแบตเตอรี่ไปพร้อมกับเล่นเกมไปด้วย ระบบเสียง: ลำโพงคู่ระบบเสียงสเตริโอ เซ็นเซอร์: ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ และ มีระบบระบายความร้อนแบบ Dual-Liquid และ Mid-Thermal แบตเตอรี่: 5,000 mAh ที่ทาง Lenovo ออกแบบมาให้เป็น 2 ส่วนคือข้างละ 2,500 mAh เหตุผลก็เพราะเพื่อลดความร้อนระหว่างการชาร์จแบตเตอรี่ หรือ ลดความร้อนจากการที่เครื่องทำงานอย่างหนัก แล้วเด็ดที่สุดคือรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วสูงถึง 90 วัตต์ที่เครมกันว่าสามารถชาร์จจาก 0 ไป 100% ในระยะเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น! โดย Legion Phone Duel วางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน รุ่นแรกมี Ram 12GB. แล้วก็ Rom 256GB. ราคาอยู่ที่ 23,990 บาท ที่ตัวเครื่องจะมีแค่สีน้ำเงินเท่านั้น และ รุ่นต่อมา Ram 16GB. แล้วก็ Rom 512GB. ราคาอยู่ที่ 30,990 บาท ที่ตัวเครื่องจะมีแค่สีแดงเท่านั้น ซึ่งถ้าใครที่อยากจะได้ในแพ็คเกจราคาพิเศษก็ซื้อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือชื่อดังอย่าง “AIS” ได้เลยค่ะ เพราะราคาถูกมาก ๆ เลย แล้วถ้าใครที่ใช้เบอร์ของ AIS มานานก็จะได้รับสิทธิ์ในการลดราคาเพิ่มเติมอีกด้วย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ( คลิกที่นี่ ) นอกเหนือจากนี้ยังมีการวางจำหน่ายผ่านช่องทางอื่น ๆ อาทิเช่น IT City, JD.co.th, JIB Computer, Speed Computer, Banana และ BlueShop เป็นต้นค่ะ มาถึงอีกหนึ่งรุ่นที่เริ่มตีตลาดในบ้านเราได้ราว ๆ 2 ปีแล้วค่ะ กับ “Black Shark 3, Black Shark 3 Pro หรือ Black Shark 3S” หนึ่งในแบรนด์ลูกของ Xiaomi ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับจากเกมเมอร์เป็นอย่างดีเลยค่ะ เห็นชื่อแบรนด์หลายคนก็คงจะทราบเลยว่ามันคือสมาร์ทโฟนประเภท “เกมมิ่งโฟน” ที่มีราคาถูกที่สุดในบรรดา 2 แบรนด์ก่อนหน้านี้เลยค่ะ แต่ก็ใช่ว่าประสิทธิภาพของเขาจะไม่ได้ยอดเยี่ยมอย่างนั้นนะคะ โดยต้องอธิบายก่อนว่าปัจจุบันทาง Xiaomi มีแค่ 2 รุ่นที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเราก็คือ Black Shark 2 กับ Black Shark 3 ส่วน Black Shark 3 Pro กับ Black Shark 3S ที่เป็นรุ่นอัปเกรดเพิ่มประสิทธิภาพยังไม่มีตารางการนำเข้ามาวางจำหน่าย สำหรับ Black Shark 3 ทาง Xiaomi เลือกใช้ชิปเซ็ต “Snapdragon 865” แม้ว่าประสิทธิภาพจะไม่ได้แตกต่างจากชิปเซ็ตตัวท็อป “Snapdragon 865 Plus” ก็ตาม แต่ตัวนี้ก็สามารถรองรับเทคโนโลยี 5G และ Wi-Fi 6 ได้ด้วย มีการดีไซน์มีปุ่ม Shoulder Button ที่อยู่ทางซ้าย และ ขวาของตัวเครื่องเหมือนกับ 2 แบรนด์ก่อนหน้านี้ค่ะ ความเก๋ของมันก็คือเมื่อเวลาเล่นเกมปุ่มนี้จะเด้งขึ้นมาเพื่อให้ใช้งาน แต่เมื่อใดที่เราใช้งานแบบปกติมันก็จะกลับไปอยู่ในสภาพตามปกติค่ะ อีกทั้งยังเครมอีกว่ามันทนต่อแรงกด และ การหดตัวเวลาเก็บได้ถึง 300,000 ครั้ง ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหนึ่งที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยค่ะ นอกจากนี้ Black Shark 3 ยังมีลำโพงคู่ในรูปแบบระบบสเตริโอ รวมไปถึงยังรองรับระบบเสียงแบบ Hi-Res อีกด้วยค่ะ เท่านั้นยังไม่พอใครที่ใช้ชอบหูฟังที่เป็นรูปแบบ 3.5 มม. รุ่นนี้ก็กลับมาให้เราได้ใช้งานกันอีกครั้ง แถมตัวนี้ยังมีการชาร์จแบบแม่เหล็กที่แตะด้านหลังเครื่องได้ด้วย รวมไปถึงยัง สเปกเครื่อง Black Shark 3 ระบบปฏิบัติการ: Android 10 ครอบทับด้วย Joy UI 11 หน้าจอการแสดงผล: หน้าขอมีขนาด 6.67 นิ้วเป็นรูปแบบ AMOLED ที่มีความละเอียด Full HD+ รองรับ รีเฟรชเรทสามารถดันได้สูงสุด 90Hz ที่มีการตอบสนองการสัมผัสหน้าจอที่ 240Hz  CPU: Snapdragon 865 GPU: Adreno 650 RAM: 8GB. และ 12GB. เป็นรูปแบบ LPDDR4x ความจุ: 125GB. และ 256GB. เป็นรูปแบบ UFS 3.0 กล้องหลัง: กล้องหลักความละเอียด 64MP [เป็นเซ็นเซอร์ของ Sony IMX682] ค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/1.8, เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 13MP ค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/2.3 และ เลนส์ Depth ความละเอียด 5MP ค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/2.2  กล้องหน้า: ความละเอียด 20MP ค่ารูรับแสง f/2.0 การเชื่อมต่อ: Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, USB-C ระบบเสียง: ลำโพงคู่ระบบเสียงสเตริโอ เซ็นเซอร์: ระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ แบตเตอรี่: 4,720 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วสูงถึง 65 วัตต์ การชาร์จแบบแม่เหล็กด้านหลังเครื่อง 18 วัตต์ สำหรับ Black Shark 3 วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการผ่านช่องทาง Black Shark Official Store แพลตฟอร์ม lazada เท่านั้น! โดยสนนราคาอยู่ที่ 21,900 บาท ก็จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาเป็นระยะ ๆ ซึ่งในตอนที่เขียนบทความนี้ลดราคาเหลืออยู่ที่ 18,990 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ( คลิกที่นี่ ) นอกจากนี้ทาง Xiaomi ยังจำหน่ายอุปกรณ์เสริมที่ใช้งานร่วมกับ Black Shark 3 เพียบเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเคส, พัดลมระบายความร้อน, หูฟัง, คีย์บอร์ดมือถือ หรือ คอนโทรลเลอร์ เป็นต้น ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมต่าง ๆ ได้ที่ ( คลิกที่นี่ )  นี่คือมือถือสมาร์ทโฟนประเภท “เกมมิ่งโฟน” ที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเรา ไม่นับแบรนด์อื่น ๆ ที่วางจำหน่ายแล้วมีร้านค้าที่หิ้วนำเข้ามาขายในบ้านเรานะคะ ซึ่ง 3 แบรนด์นี้เกมเมอร์สามารถซื้อผ่านช่องทางต่าง ๆ อีกทั้งยังมีการประกันจากผู้ผลิต หรือใครที่ต้องการอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ก็สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้เลย งานนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าของเพื่อน ๆ ว่าอยากจะซื้อแบรนด์ไหนมาใช้งานกัน เพราะแต่ละรุ่นก็มีลูกเล่น, ประสิทธิภาพ แล้วก็ราคาที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่าจะไปให้สุดแล้วหยุดที่สุดยอด หรือ จะเลือกประหยัดแต่ก็เล่นเกมได้เหมือนกันอยู่ที่เพื่อน ๆ ตัดสินใจเลยค่ะ แล้วพบกันใหม่กับบทความหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ!
12 Nov 2020
รู้ก่อนซื้อ! PlayStation 5 เครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ซื้อรุ่นไหนและข้อมูลอัปเดตล่าสุด
อีกไม่กี่วันทาง Sony Interactive Entertainment ก็จะวางจำหน่ายเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง “PlayStation 5” ให้กลุ่มประเทศแรกกันแล้วค่ะ ซึ่งบ้านเราเองก็ได้แต่รอลุ้นว่าจะวางจำหน่ายตามกำหนดการณ์เดิมคือวันที่ 19 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้หรือเปล่า แถมตอนนี้ก็มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อยมีคำถามเกิดขึ้นว่า “สรุปแล้วเราจะต้องเลือกซื้อ PlayStation 5 รุ่นไหนดี!?” เพราะมีการผลิตออกมาทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน วันนี้เกวลินจะมาสรุปและวิเคราะห์ให้เพื่อน ๆ เข้าใจเพื่อได้ตัดสินใจถูกว่าควรซื้อรุ่นไหนดี อัปเดตข่าวล่าสุดของ PlayStation 5 กันก่อน! ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องสเปกและรายละเอียดต่าง ๆ ของเครื่อง PlayStation 5 เรามาพูดถึงข้อมูลล่าสุดกันก่อนค่ะ เพราะตอนนี้สื่อต่างประเทศรวมไปถึงยูทูปเบอร์ชื่อดังหลายคน ( ส่วนใหญ่ทั้งหมดจะเป็นของต่างประเทศ ) ได้ออกมารีวิวพูดถึงความรู้สึกแรกหลังจากที่แกะกล่อง แล้วได้ลองทดสอบในการเล่นเกมต่าง ๆ ผลที่ได้รับจากผู้ใช้ก็คือ “เทคโนโลยีใหม่ ๆ บนเครื่อง PlayStation 5 ดูน่าสนใจเป็นอย่างมาก” เพราะมันได้มอบประสบการณ์ในการเล่นเกมที่ดีกว่าเครื่องเกมรุ่นเก่าอย่างเห็นได้ชัดเจนเลย สิ่งที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ “การโหลดเข้าเกม” ที่รวดเร็วภายในระยะไม่กี่วินาที ยกตัวอย่างเช่นเกม Marvel's Spider-Man: Miles Morales อันนี้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าโหลดฉากตั้งแต่หน้าเมนูยันหน้าเข้าเกมใช้เวลาเพียงแค่แว่บเดียวจริง ๆ ถ้าย้อนไปสมัยก่อนกว่าจะเข้าเกมได้ต้องโหลดนั้น โหลดนี้ใช้เวลาร่วมนาทีเลยค่ะ  อีกสิ่งที่ได้รับคำชมไม่แพ้กันก็คือ “DualSense Controller” เพราะเขาได้อธิบายเอาไว้ว่าตัวจอยมีขนาดใหญ่จับกระชับมือ อีกทั้งมันยังมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการเล่นเกม เราจะสัมผัสถึงแรงต้านในการกดแต่ละระดับหรือที่เรียกว่า Adaptive Triggers และ ระบบการสั่น Haptic Feedback ที่เมื่ออยู่ในมือผู้ใช้งานจะรู้สึกถึงแรงสั่นที่ให้ความสมจริงตามอิริยาบถของตัวละครที่ปรากฎอยู่ภายในเกม แต่เมื่อมาเทสกับเกมฟอร์มยักษ์อย่าง Marvel's Spider-Man: Miles Morales สองฟีเจอร์นี้ยังตอบสนองไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนระบบ 3D AudioTech ยังทำออกมาไม่ได้โดดเด่นมากนัก เพราะสื่อต่างประเทศก็บอกว่าตอนนี้ใช้งานได้ตอนเชื่อมต่อกับหูฟังเท่านั้น! นอกจากเรื่องการโหลดเข้าเกมที่รวดเร็วถูกใจเกมเมอร์แล้ว “เสียงพัดลม” ตอนระบายความร้อนก็ทำออกมาได้ดีมาก ๆ ซึ่งถ้านำไปเทียบกับเครื่อง PlayStation 4 Pro ตอนทำงานแบบปกติระดับเสียงจะอยู่ที่ 45 dB แล้วถ้าทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพเสียงจะดังสูงถึง 54 bB ตรงกันข้ามกับเครื่อง PlayStation 5 ที่แม้ว่าจะทำงานหนักแต่เสียงพัดลมดังแค่ 38 dB เท่านั้น! แม้ว่าจะถูกชมมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่เหมือนถูกพูดถึงมากที่สุดเลยก็คือ “SSD M.2” ที่ติดมากับตัวเครื่องที่ให้มา 825GB. แต่เมื่อมีการติดตั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่เครื่องจำเป็นต้องใช้ก็จะเหลือเนื้อที่อยู่ประมาณ 667GB. ที่ดูน้อยไปหน่อย แถมตอนนี้ตัวเครื่องยังไม่รองรับ SSD M.2 ในช่องที่เครื่องมีให้ติดตั้ง อีกทั้งยังไม่สามารถนำเกมจากเครื่อง PlayStation 5 ไปติดตั้งอยู่ใน External HDD เพื่อใช้เก็บตัวเกม หรือ ใช้เล่นเหมือนสมัยเครื่อง PlayStation 4 ทั้งนี้ถ้าต้องการจะเล่นเกมจาก PlayStation 4 ที่มีอยู่ใน External HDD สามารถเล่นได้ตามปกติค่ะ สเปกเครื่อง PlayStation 5 อย่างเป็นทางการ CPU: AMD Zen 2-based CPU with 8 cores at 3.5GHz. GPU: 10.28 TFLOPs, 36 CUs at 2.23GHz. GPU Architecture: Custom RDNA 2 Memory Interface: 16GB. GDDR6 / 256-bit Memory Bandwidth: 448GB/s Internal Storage: Custom 825GB. SSD M.2 Usable Storage: 667.2GB. IO Throughput: 5.5GB/s (Raw), typical 8-9GB/s (Compressed) Expandable Storage: NVMe SSD Slot External Storage: USB HDD Support แค่เกมจากแพลตฟอร์ม PlayStation 4 เท่านั้น Optical Drive: 4K UHD Blu-ray Drive เห็นสเปกเครื่องกันแล้วก็ต้องมาพูดให้เข้าใจกันก่อนว่าทาง Sony Interactive Entertainment วางจำหน่ายเครื่อง PlayStation 5 ทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกันคือ รุ่นแบบมี 4K UHD Blu-ray Drive และ Digital Edition ความแตกต่างมันมีส่วนไหนบ้าง!? คำตอบก็คือ “แตกต่างแค่มี 4K UHD Blu-ray Drive กับ ไม่มีเท่านั้นเองค่ะ!” เพราะสเปกภายในส่วนอื่น ๆ ทั้ง CPU, GPU และ Ram ไม่มีการปรับหรือลดสเปกเครื่องลงมาเหมือนกับ Xbox Series X กับ Xbox Series S ที่สเปกภายในแตกต่างกันพอสมควร โดยรุ่น 4K UHD Blu-ray Drive เราสามารถใส่แผ่นเกมเข้าไปในเครื่อง PlayStation 5 หลังจากนั้นจะมีการติดตั้งเกมบางส่วนลงไปใน SSD M.2 ด้วยเพื่อลดระยะเวลาในการดาวน์โหลดเข้าเกม ซึ่งเมื่อเราได้แกะตัวเครื่องออกจะมีช่องให้ติดตั้ง SSD M.2 เพิ่มได้อีก 1 ตัวแล้วจากข้อมูลที่ยืนยันแล้วก็คือ “จะต้องเป็น SSD M.2 Gen 4 เท่านั้น!” แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยว่ามีรุ่นไหน แบรนด์ไหนบ้างที่สามารถใช้งานได้ ซึ่งก็คงต้องรอทาง Sony ประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมอีกครั้งค่ะ ตามมาด้วยรุ่น Digital Edition รุ่นนี้ได้ตัดเอาส่วน “4K UHD Blu-ray Drive” ออกไปทำให้ตัวเครื่องมีขนาดที่เล็กลงจากเดิมเล็กน้อย ( เล็กน้อยจริง ๆ ค่ะ ) แต่อย่างที่บอกไปว่าสเปกภายในเหมือนกันทุกประการ เพียงแต่ว่าถ้าเราต้องการจะเล่นเกมจะต้องซื้อเกมจาก PlayStation Store แล้วดาวน์โหลดมาติดตั้งใน SSD M.2 ที่อยู่ภายในเครื่องที่เหลือเนื้อที่อยู่ประมาณ 667GB. บางคนถามว่า “เพ่แล้วมันจะเพียงพอหรอ!?” ตอบเลยว่าถ้าไม่ใช่เกมที่มีขนาดใหญ่มันก็สามารถติดตั้งเกมได้มากถึง 5 - 6 เกมเลยนะคะ ไม่นับเกมที่กินทรัพยากรเครื่องอย่าง Call of Duty: Modern Warfare ที่กินไปมากกว่า 200GB. ก็อาจจะทำให้ติดตั้งเกมได้น้อยลง สิ่งที่เกวลินเจอปัญหาก่อนหน้านี้ก็คือ “การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในรูปแบบ Wi-Fi” สมัยดาวน์โหลดเกมบนเครื่อง PlayStation 4 Pro ในรูปแบบ Wi-Fi แม้ว่าตัวเครื่องจะตั้งอยู่ใกล้กับเลาเตอร์เลยก็ตาม แต่รู้สึกว่าความเร็วที่ดาวน์โหลดเกมดูช้าผิดปกติ แถมตอนที่เรา Test Speed แล้วก็ไม่ได้สูงมากเท่าไหร่นัก ตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ของเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 จะปรับปรุงการเชื่อมต่อสัญญาณให้ดีขึ้นเพื่อที่จะช่วยลดระยะเวลาในการดาวน์โหลดเกมไม่มากก็น้อยค่ะ เมื่อสเปกภายในเหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ “ราคา” ใช่ค่ะ ทาง Sony Interactive Entertainment ได้มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการออกมาแล้วว่าเครื่องเกม PlayStation 5 ทั้งรุ่น 4K UHD Blu-ray Drive และ Digital Edition ออกมาเรียบร้อยแล้ว ประกอบไปด้วย $499.99 เหรียญสหรัฐฯ หรือตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 15,300 บาท ( รุ่น 4K UHD Blu-ray Drive ) และ $399.99 เหรียญสหรัฐฯ หรือตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 12,240 บาท ( รุ่น Digital Edition ) โดยค่าเงินบาทอ้างอิงในปัจจุบัน  แต่ก็ต้องแจ้งให้ทราบก่อนว่าในวันที่เกวลินเขียนบทความนี้ทาง PlayStation Thailand และ Sony Thailand ก็ยังไม่มีการประกาศราคาของเครื่องศูนย์ไทยแต่อย่างใดนะคะ แต่ก็แอบได้ยินมานิด ๆ ว่า “ราคาเครื่องก็จะไม่ได้แตกต่างจากที่เปิดตัวอย่างแน่นอน!” แต่ถ้าราคาเครื่องหิ้วที่แอบไปส่อง ๆ มาก็เห็นว่าราคากระโดดสูงถึง 30,000 - 50,000 บาทแล้วแต่กรณีด้วยค่ะ ก็เอาเป็นว่าใครที่จะรอเครื่องศูนย์ไทยที่มีประกันก็ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งค่ะ สรุป จากข้อมูลที่เกวลินหยิบยกมานี้ทั้งเครื่องสเปกเครื่อง, ราคา, ความแตกต่าง และ ข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากสื่อต่างประเทศที่ได้สัมผัสเครื่อง PlayStation 5 มาเล่าสู่กันฟัง แล้วถ้าให้พูดว่าสรุปแล้วควรเลือกซื้อเครื่องรุ่นไหนดีระหว่าง 4K UHD Blu-ray Drive และ Digital Edition ก็คงตอบว่า “แล้วแต่กำลังทรัพย์และรูปแบบไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลมากกว่า” เพราะบางคนอาจจะเป็นคนที่ชื่นชอบการสะสมแผ่นเกมก็มักจะใช้ซื้อเครื่องที่ช่องใส่แผ่น แต่ด้วยยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้หลายคนหันมาซื้อแบบดิจิตอลดาวน์โหลดมากยิ่งขึ้น โดยตัวเกวลินเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะจะซื้อเกมแบบดิจิตอลดาวน์โหลดมากกว่า มันสามารถเก็บไว้ในบัญชีของเราได้ ไม่มีวันหายแล้วก็สามารถนำไปใช้กับเครื่องอื่น ๆ ได้ตลอดเวลา แถมปัจจุบันก็มีการมีแอพพลิเคชั่น PlayStation App ที่ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อเข้ากับบัญชีของตนเอง จะสั่งซื้อเกม, อัปเดตข่าวสารใหม่ ๆ หรือ ดูว่าเพื่อน ๆ ของเราเล่นเกมอะไรอยู่ก็สะดวก สบายกว่าเมื่อก่อนมาก เลยคิดว่าเรื่องราคาและรูปแบบเครื่องไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ของเรามากกว่าค่ะ ถ้าให้เกวลินเลือกซื้อรุ่น Digital Edition แน่นอน! แล้วเพื่อน ๆ ละคะจะซื้อรุ่นไหนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ แล้วพบกันใหม่กับบทความหน้าค่ะ
12 Nov 2020
Nvidia เตรียมวางจำหน่าย GeForce RTX 3080 Ti ต้นปีหน้า!
GeForce RTX 3080 เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสินค้าหากยากสำหรับชาว PC ไปแล้วในตอนนี้ ซึ่งจากที่เราได้มีโอกาสใช้งานการ์ดจอดังกล่าวมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่าใครซื้อทันถือว่าโชคดีมากๆ ส่วนคนที่อยากได้เจ้า 3080 มากๆ แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหนดี ตอนนี้ผมคิดว่ารออีกหน่อยเราอาจจะได้สินค้าที่ดีกว่าในช่วงต้นปีหน้าครับ! จากรายงานล่าสุดของเว็บไซต์ hkepc ดูเหมือนว่า Nvidia มีแผนจะวางขาย GeForce RTX 3080 Ti เพื่อสู้กับ RX 6900 XT จากทาง AMD โดยเจ้า 3080 TI จะมาพร้อมกับ GDDR6X ถึง 20 GB และมี CUDA core  จำนวนเทียบเท่ากับ RTX 3090 ซึ่งหมายความว่ามันจะเป็นการ์ดจอที่แรงมากๆ ครับ ดังนั้นสำหรับใครที่ยังหาซื้อ 3080 ไม่ได้ ผมว่ารออีกสักหน่อยแล้วซื้อ 3080 Ti ไปเลยน่าอาจจะเป็นการดีกว่าครับ GeForce RTX 3080 Ti จะวางจำหน่ายในเดือน มกราคม 2021 จากรายงานของ hkepc ครับ Credit: VideocardZ
11 Nov 2020
Sony เผย "ถ้ามีความต้องการมากพอ จะทำให้ PS5 แสดงผลแบบ 2K ได้"
ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่า เครื่องเล่นเกมใหม่จากทาง Sony อย่าง PS5 จะไม่สามารถแสดงผลที่ความละเอียดแบบ 2K ได้ (ถ้าไม่ Full HD ก็ต้อง 4K เลย) ซึ่งข่าวนี้ดูจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่เล่นเกมคอนโซลผ่านจอ PC ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 2K พอสมควร แต่ล่าสุดเหมือนว่า ถ้าหากมีผู้เล่นต้องการมากพอ ทาง Sony จะทำให้เครื่อง PS5 รองรับความละเอียดแบบ 2K ในอนาคตครับ คุณ Hideaki Nishino รองประธานของ Sony Interactive Entertainment ยืนยันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ตัวเครื่องไม่สามารถแสดงผลภาพแบบ 2K ได้เป็นเพราะทาง Sony เองต้องการให้ความสำคัญกับการเล่นเกมนี้บน TV ก่อน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันมีเกมเมอร์หลายคนที่นับเครื่อง PlayStation ไปผ่านจอ PC เยอะเช่นกัน ดังนั้นถ้าใครอยากให้ PS เล่นแบบ 2K ได้ คิดว่าคงต้องไปช่วยกัน Retweet แล้วแหละครับ PS5 จะวางจำหน่ายในบ้านเราวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 นี้ Sony's Hideaki Nishino reveals in a new (Japanese) interview that there is no PS5 1440p resolution support due to TVs being the highest priority - and he also notes that if it's requested enough, they might add it in the futurehttps://t.co/JPj4FJIdoW pic.twitter.com/mrDchTRVY5 — Nibel (@Nibellion) November 10, 2020 Credit: GamingBolt
11 Nov 2020
ร้อนๆ หนาวๆ! สื่อต่างประเทศเทสประสิทธิภาพการทำงาน iPhone 12 กับ iPhone 12 Pro แบบจัดเต็ม
เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมาสำหรับ “iPhone 12 Series” มือถือสมาร์ทโฟนจากแบรนด์ดังระดับโลก Apple ที่ในรุ่นนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องดีไซน์ครั้งยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ แถมออกมาหลากหลายรุ่นให้ผู้ที่เป็นแฟนได้เลือกซื้อ เลือกใช้อย่างเหมาะสมก็จะมีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัรประกอบไปด้วย iPhone 12, iPhone 12 mini, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ซึ่งทั้ง 4 รุ่นความแตกต่างกันอยู่ตรงที่กล้อง, แบตเตอรี่, ดีไซน์ตัวเครื่อง และ วัตถุที่ใช้จะไม่เหมือนกัน แต่ชิปเซ็ตภายในทุกรุ่นเป็น “A14 Bionic” ที่กลายเป็นชิปเซ็ตที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ 5 นาโนเมตรเท่านั้น! ความน่าสนใจของ “iPhone 12 Series” ก็เลยอยู่ที่ชิปเซ็ตเพราะทุกรุ่นใช้ตัวเดียวกันทั้งไม่ว่าจะเป็นทั้ง CPU หรือ GPU ที่ทาง Apple ยังออกมาเครมว่ามันมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ยอดเยี่ยมกว่าชิปเซ็ตของฝั่ง Android มากถึง 50% แถมยังประหยัดพลังงานมากกว่า ในทางกลับกันด้านการเล่นเกมอันนี้ก็ต้องยอมรับว่า iPhone ที่เป็นตัวท็อป ๆ มักจะสามารถเล่นเกมต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหล ปรับกราฟฟิกได้สูงสุดแทบทุกเกม โดย iPhone 12 Series จะมีรูปแบบการทำงานเป็น Neural Engine 16-Core ผ่านระบบ Machine Learning จุดนี้ละที่ทำให้รุ่นนี้การทำงานเวลาเล่นเกมลื่นไหลไม่มีสะดุดนั่นเองค่ะ แต่สิ่งที่น่าจับตามองของ “iPhone 12 Series” คือเรื่องแบตเตอรี่เพราะถ้ามอง ๆ แล้วถือว่าให้มาน้อยมากกว่ารุ่นก่อนเป็นอย่างมาก โดยสื่อต่างประเทศอย่าง Phonearena ได้เปิดเผยออกมาว่าจากข้อมูลที่มีการตรวจสอบพบว่า iPhone 12 และ iPhone 12 Pro แบตเตอรี่เท่ากันคือ “2,815 mAh” เอาจริง ๆ มันน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบกับฝั่ง Android ที่บางรุ่นทะลุไปถึง 6,000 mAh แล้วถ้าไปเทียบค่าแบตเตอรี่รุ่นก่อนหน้านี้อย่าง iPhone 11 อยู่ที่ “3,110 mAh” และ iPhone 11 Pro อยู่ที่ “3,046 mAh” งานนี้ก็เลยพวกเขาก็เลยขอหยิบนำ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro มาทดสอบในการทำงานรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเล่นเกม หรือ การใช้งานต่าง ๆ ว่าแบตเตอรี่แค่นี้จะอยู่ได้ราว ๆ กี่ชั่วโมงกัน การทดสอบแบตเตอรี่เมื่อนำมาเล่นเกมแบบต่อเนื่อง ทางเว็บไซต์ Phonearena ได้นำเครื่อง iPhone 12 และ iPhone 12 Pro มาทดสอบในการเล่นเกมแล้วมีการปรับรายละเอียดกราฟฟิกสูงสุด โดยหยิบนำเกม Call of Duty: Mobile และ Minecraft มาใช้ในการเทส ผลที่ได้ก็คือแบตเตอรี่อยู่ได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมงเศษ ๆ เท่านั้น ที่สำคัญเมื่อเล่นเกมไปสักระยะรู้สึกได้เลยว่าเครื่องมีความร้อนพอสมควร แล้วจากการเทสก็พบว่าพอเครื่องเริ่มมีความร้อนสูงแบตเตอรี่ก็กินมากขึ้นตามทวีคูณเลยค่ะ แต่ตรงกันข้ามกับ iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ที่สามารถเล่นเกมได้นานมากถึง 6 - 7 ชั่วโมงครึ่ง เรียกว่ามันแตกต่างจากรุ่นก่อนเป็นอย่างมากเลยค่ะ ใครที่คิดอยากจะซื้อ “iPhone 12 Series” เพื่อมาเล่นเกมโดยเฉพาะคงต้องคิดหน้าคิดหลังดี ๆ นะคะ การทดสอบแบตเตอรี่เมื่อนำมาดู YouTube แบบต่อเนื่อง หลังจากที่ทางเว็บไซต์ Phonearena ได้นำเครื่อง iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ได้นำมาทดสอบในการเล่นเกมแล้ว พวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะนำมาทดสอบในส่วนของการเปิดรับชมวีดีโอผ่าน YouTube พบที่ได้ก็คือสามารถรับชมได้ต่อเนื่องยาวนานมากถึง 6 ชั่วโมงกับอีก 38 - 48 นาทีโดยประมาณ ถ้าเปรียบเทียบกับ iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ก็มีความใกล้เคียงกันพอสมควรค่ะ ซึ่งถ้ามองแบบเชิงวิเคราะห์ก็ถือว่ายังคงประสิทธิภาพในการทำงานส่วนนี้ได้ดีค่ะ การทดสอบแบตเตอรี่เมื่อนำมาดูเว็บไซต์ต่าง ๆ แบบต่อเนื่อง มาถึงการทดสอบครั้งสุดท้ายของ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro นั้นก็คือการเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ดูข่าวสาร นู่นนี้นั้น ผลการทดสอบทาง Phonearena ได้เปิดเผยว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ ซึ่งถ้าให้ไปเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง iPhone 11 อยู่ที่ราว ๆ 11 ชั่วโมงนิด ๆ กับ iPhone 11 Pro ที่ใช้ระยะเวลา 8 ชั่วโมงกว่า ๆ แบตเตอรี่ถึงจะหมด ก็เรียกว่าประสิทธิภาพในการทำงานส่วนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่ค่ะ ถ้าให้เกวลินสรุปเนี่ยจากผลการทดสอบของเว็บไซต์ Phonearena ทำให้เราได้เห็นว่าแม้แบตเตอรี่ของ iPhone 12 กับ iPhone 12 Pro เทียบกับ iPhone 11 กับ iPhone 11 Pro อาจจะไม่ได้แตกต่างกันมา แต่เมื่อนำมาใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมที่เห็นได้ชัดเจนว่าแค่เล่นเกมที่กราฟฟิกอาจจะยังไม่สุดอย่าง Call of Duty: Mobile และ Minecraft ก็สามารถสูบแบตเตอรี่ได้มากมายขนาดนี้ เพราะจาก 100% เล่นไปเหลือ 0% ใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง งานนี้คนที่คิดจะนำไปใช้งานตอนสตรีมเกมแบบถ่ายทอดสดก็คงจะต้องคำนวนการใช้งานอย่างเหมาะสมด้วยนะคะเนี่ย เพราะถ้าทำงานจริงตัวเครื่องก็ยังทำงานแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ แบตเตอรี่อาจจะหมดเร็วกว่านี้ก็เป็นได้ค่ะ  อย่างไรก็ตามตอนนี้สื่อไอทีบางเจ้าในบ้านเราตอนนี้ก็มีการจัดเครื่องหิ้วมาเทสกันเพียบเลยค่ะ ส่วนคนที่อยากรู้ว่าเมื่อไหร่ Apple Thailand จะประกาศวันวางจำหน่ายในประเทศไทยสักที เกวลินก็ตอบไม่ได้ค่ะ แต่ที่รู้แน่ชัดก็คือหน้าเว็บไซต์หลักมีการปล่อยข้อมูลออกมาให้เราได้ทราบสเปกเครื่องของ “iPhone 12 Series” ทั้ง 4 รุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเจ้าแรกที่เปิดตัวก่อนเลยก็คือ “AIS” ที่ออกมาโฆษณาว่าจะเปิดให้สั่งจองในเร็ว ๆ นี้ ใครที่เป็นแฟนมือถือสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้ยังไงก็อดใจรอกันหน่อยนะคะ คาดว่าบ้านเราน่าจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการไม่เกินสิ้นปีนี้แน่นอนค่ะ  ก่อนจะจากกันถ้าถามเกวลินว่าควรซื้อ “iPhone 12 Series” รุ่นไหนดี อันนี้อยู่ที่เงินในกระเป๋าของเพื่อน ๆ เลยค่ะ เพราะทุกรุ่นในเรื่องของชิปเซ็ตที่ใช้งานเหมือนกันทุกประการจะแตกต่างก็คือเรื่องกล้อง ยิ่งตัวท็อป ๆ ก็จะมีเลนส์กล้องที่ใช้ในการถ่ายรูป หรือ ถ่ายวีดีโอได้ยอดเยี่ยมมากกว่า ถ้าคุณเป็นสายถ่ายรูป ทำคอนเทนต์แล้วใช้ iPhone ในการทำบล็อกเกอร์มาโดยตลอดเนี่ยก็จัดตัว iPhone 12 Pro หรือ iPhone 12 Pro Max น่าจะเหมาะที่สุดแล้วค่ะ ทั้งนี้เราเองก็ต้องสำรองพวกพาวเวอร์แบงค์สำรองติดตัวไว้ด้วยนะคะ ส่วนเรื่องของราคาก็ต้องมารอลุ้นกันว่าบ้านเราจะขายแต่ละรุ่นอยู่ที่เท่าไหร่กันบ้าง เข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของ iPhone 12 Series ได้ที่ ( คลิกที่นี่ ) และ ( คลิกที่นี่ ) Source: Phonearena ( เรียบเรียงโดย KaelynVT )
06 Nov 2020
หัวเว่ยเปิดตัว HUAWEI Y7a สมาร์ทโฟนสุดคุ้มตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สายเอนเตอร์เทน ครบจบ ราคาโดนใจ
หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดตัว HUAWEI Y7a สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจาก HUAWEI Y series สมาร์ทโฟนดีไซน์เก๋ นวัตกรรมเป็นเลิศ ในราคาที่จับต้องได้ โดย HUAWEI Y7a รุ่นล่าสุดนี้ เป็นสมาร์ทโฟนครบเครื่องที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่สายเอนเตอร์เทนด้วยหน้าจอใหญ่คมชัดเต็มตา แบตอึดใช้ได้นาน เหมาะกับไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ก็ไม่ต้องกังวล และยังมาพร้อมกับกล้องหลังอัจฉริยะสุดล้ำ 4 ตัว ที่ทำให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพ พร้อมฟังก์ชั่นเพื่อความบันเทิงและการใช้งานโซเชียลมีเดียจัดเต็มไม่ว่าจะไลฟ์สไตล์ไหนๆ ก็เพลิดเพลินไปกับความครบครัน คุ้มค่า อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ในราคาที่ใครๆ ก็เอื้อมถึง จอใหญ่เต็มตา เสพความบันเทิงคมชัดถึงใจสายเกมและคอหนัง ด้วยหน้าจอใหญ่จุใจเต็มตาขนาด 6.67 นิ้ว HUAWEI Ultra FullView Display ความคมชัดระดับ 2400 x 1080 ทำให้ HUAWEI Y7a เป็นสมาร์ทโฟนที่หน้าจอใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในกลุ่มราคาเดียวกัน ทั้งยังมีเทคโนโลยีแสงสีฟ้าถนอมสายตาทำให้เสพความบันเทิงแบบนอนสต็อปได้อย่างไร้กังวล ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ก็เพลิดเพลินด้วยภาพที่ละเอียด คมชัด เต็มตา ถึงใจ โดยผู้ใช้งานยังสามารถเพลิดเพลินไปกับแอปพลิเคชันฮิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม โซเชียลมีเดีย หรือเสิร์ชเอนจิ้น  ก็หาได้ครบเพียงคลิกเดียวผ่าน HUAWEI AppGallery และ Petal Search ที่ติดตั้งมาพร้อมกับตัวเครื่อง ไม่พลาดทุกแอปยอดฮิตกับ HUAWEI AppGallery และ Petal Search ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันโปรดนับล้านได้บน HUAWEI AppGallery และ Petal Search ผ่านการใช้งานง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วโดยการค้นหาแอปที่ต้องการผ่าน HUAWEI AppGallery หรือจะพิมพ์ชื่อแอปที่ต้องการผ่าน Petal Search วิดเจ็ตอัจฉริยะที่ช่วยค้นหาแอปพลิเคชันได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม แล้วเลือกติดตั้งลงบนเครื่อง ส่วนการอัปเดตแอปพลิเคชันต่างๆ ก็ทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก เพียงเปิด Petal Search แล้วไปที่ “ฉัน” บริเวณมุมขวาล่าง แล้วเลือกการดาวน์โหลด และไปที่การอัปเดต อีกทั้งยังสามารถใช้ Petal Search ค้นหาคีย์เวิร์ดต่างๆ ได้แบบเดียวกันกับเสิร์ชเอ็นจินทั่วไป ไม่ว่าจะค้นหาข่าวสาร ความบันเทิง หรือข้อมูลที่ต้องการทราบ ก็ทำได้ครบถ้วน รองรับ 22.5W HUAWEI SuperCharge เพื่อประสบการณ์ที่ไม่มีสะดุด HUAWEI Y7a มาพร้อมกับเทคโนโลยี 22.5W HUAWEI SuperCharge1 ที่ส่งมอบการเชื่อมต่อเพื่อความบันเทิงอย่างการเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ใช้แอปพลิเคชันต่างๆ อย่างไม่มีสะดุด ไหลลื่น และมีประสิทธิภาพ ด้วยแบตที่อึดและใช้ได้นาน เพราะใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถดูวิดีโอไปยาวๆ ได้ถึง 2 ชั่วโมง2 แบบจุใจ ถือเป็นฟีเจอร์ที่เหมาะสำหรับผู้มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ เพราะเพียงแค่เสียบสายชาร์จไว HUAWEI SuperCharge 22.5W ก็หมดกังวลว่าแบตจะไม่พอใช้งานจนหมดวัน และด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 5000 mAh (Typical Value) ก็ยิ่งทำให้ HUAWEI Y7a เป็นสมาร์ทโฟนแบตอึดที่ใช้ได้นานถึงใจโดยสามารถเล่นวิดีโอออฟไลน์ได้แบบมาราธอน 23 ชั่วโมง3  อีกทั้งเทคโนโลยี AI Power Saving ยังช่วยเสริมความอึดของแบต ทำให้ผู้ใช้งานดื่มด่ำไปกับความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ เช่น เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง และ อื่น ๆ ได้อย่างเต็มอิ่ม ราบรื่น และไม่มีสะดุด เก็บทุกโมเม้นต์สำคัญด้วยกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล หัวเว่ยได้อัพเกรดกล้องให้ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยกล้องหลังที่สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงกับกล้องหลักความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ขนาด 1/2 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ที่ช่วยประมวลผลให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น ให้ภาพที่คมชัด สีสันสมจริงมากขึ้น ทั้งยังมาพร้อมกับเลนส์อัลตร้าไวด์ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 120 องศา ได้ภาพมุมกว้างที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เลนส์โบเก้ ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่ช่วยให้วัตถุในภาพเด่นชัดขึ้นจากการไล่ระดับความเบลอของฉากหลังได้ดี เลนส์มาโครความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่ถ่ายวัตถุขนาดเล็กระยะใกล้ได้ถึง 4 ซม. อย่างคมชัด และกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับแฟลชซึ่งช่วยเพิ่มความละมุนให้กับการถ่ายภาพเซลฟี่ในที่แสงน้อย โดยเทคโนโลยี AI ที่นอกจากจะช่วยยกระดับเรื่องของการถ่ายภาพแล้ว ยังช่วยระบายความร้อนจากการประมวลผลของตัวเครื่องได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น HUAWEI Y7a ยังมาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายภาพตอนกลางคืนที่น่าประทับใจด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับขั้นสูงและเทคโนโลยี AI ด้วยเทคนิค multi-frame noise reduction หรือการถ่ายภาพหลายช็อตในครั้งเดียวเพื่อลดสัญญาณรบกวนบนภาพ ทำให้ได้ภาพที่สว่างและเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น และโหมดอื่นๆ เช่น โหมดภาพวาดด้วยแสง โหมดรูรับแสง (หน้าชัดหลังเบลอ) และโหมดภาพถ่ายส่วนบุคคล หน่วยความจุที่ใหญ่กว่าเดิมซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดกว่าเดิม ด้วยความจุ RAM 4GB และ ROM 128GB ทำให้เก็บภาพ วิดีโอ และไฟล์เสียงได้แบบไร้กังวล โดย HUAWEI Y7a ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI 10.1 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเช่น MeeTime ที่ผู้ใช้งานสามารถวิดีโอคอลระหว่างสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ของหัวเว่ย ได้ด้วยความละเอียดสูงสุด 720 พิกเซล Smart Collage ในคลังเก็บภาพ ตลอดจนลูกเล่นและโหมดที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงที่สามารถเปิดใช้งานเมื่อแบตเหลือน้อยให้ยังใช้งานต่อได้เป็นชั่วโมง ปุ่มควบคุมทิศทางของระบบที่เพิ่มความสะดวกสบายในการเรียกใช้งานย้อนหลัง ไม่ว่าจะเข้าหน้าโฮม หรือใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ โหมด E-book การเชื่อมต่อกับทีวี และฟังก์ชันแสกนนิ้วด้านข้าง ที่ทำให้เปิดปิดเครื่องได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถสั่งการทำงานบนมือถือได้หลายคำสั่ง เช่น ใช้ข้อนิ้วมือเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อ Screenshot หน้าจอ หรือใช้ข้อนิ้วมือวาดเป็นตัว S เพื่อ Screenshot หน้าจอแบบเลื่อนลงมายาวๆ ได้ ทำให้การ Screenshot ทำได้สะดวก รวดเร็ว ทันใจมากขึ้น  HUAWEI Y7a พร้อมให้ทุกคนจับจองเป็นเจ้าของกันแล้วตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป ในราคาสุดคุ้ม 5,999 บาทเท่านั้น โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Crush Green, Midnight Black และ Blush Gold พร้อมโปรโมชั่นช่วงเปิดตัวสุดพิเศษ ด้วยของแถมจุใจอย่างกระเป๋าสะพายหลัง Space Gray Backpack มูลค่า 790 บาท และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน HUAWEI Cloud storage ความจุ 15GB เป็นเวลา 12 เดือน มูลค่า 277 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ถึง 15 ธันวาคม 2563 หรือจนกว่าของแถมจะหมด โดยวางจำหน่ายที่ HUAWEI Experience Store  และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมทั้ง หัวเว่ยสโตร์ออนไลน์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2TLo4sD  ภายในงาน หัวเว่ยยังได้เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นเรือธง HUAWEI WATCH GT 2 Pro ที่พรีเมียมทั้งดีไซน์และวัสดุซึ่งใช้ไทเทเนียมที่แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และหน้าปัดแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน ที่มาพร้อมกับโหมดออกกำลังกายมากถึง100 โหมด และฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกมากมายเช่น พูดคุยโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ ระบบนำทางกลับ (Route Back) เปลี่ยนหน้าจอผ่าน One-Hop ชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย เป็นต้น ในราคาเพียง 9,990 บาท พร้อมโปรโมชั่นโดนใจอย่าง HUAWEI SuperCharge Wireless Charger มูลค่า 1,690 บาท ตั้งแต่วันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2563 หรือจนกว่าของแถมจะหมด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/35YU9mz
05 Nov 2020
PS5 จะไม่สามารถแสดงผลภาพแบบ 2K ได้ (ไม่ Full HD ก็ต้อง 4K เลย)
PS5 จะกลายเป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่ยอดเยี่ยม เพราะจากการที่ได้รับยืนยันว่าจะสามารถแสดงผลภาพแบบ 4K ได้, มีการโหลดเกมที่เร็วขึ้น, ระบบเสียงที่ยอดเยี่ยม มันทำเอาเหล่าเกมเมอร์แทบรอไม่ไหวที่จะได้สัมผัสเจ้าเครื่องนี้แล้ว ซึ่งล่าสุดมีข่าวน่าแปลกเกี่ยวกับเครื่อง PS5 ถูกรายงานออกมาวันนี้ครับ ข่าวดังกล่าวบอกว่าเจ้าเครื่องนี้จะไม่สามารถแสดงผลภาพแบบ 2K ได้! ข่าวนี้ได้รับการยืนยันจาก IGN Italy ถ้าถามว่าส่งผลมากน้อยแค่ไหน? คงต้องบอกว่าเยอะอยู่พอสมควรครับ เพราะถ้าว่าคุณเล่นเกมด้วยเครื่อง PS5 ผ่านจอ 2K ภาพที่ได้จะเป็น 1080P ที่ Upscale ขึ้นมา หรือไม่ก็ 4K แบบ Downscale ซึ่งมันอาจทำให้รู้สึกแปลกๆ ตอนเล่นได้ครับ การที่เครื่องสามารถแสดงผลได้ถึง 4K มันควรจะแสดงผลภาพแบบ 2K ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจากข่าวก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเกม COD Black Ops Coldwar จะมีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่าบนเครื่อง PS5 น่าจะเป็นเพราะผู้พัฒนาล็อกคุณภาพของกราฟิกมาแล้ว และมันน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้เครื่องไม่สามารถแสดงผลแบบ 2K ได้ อย่างไรก็ตามการทำแบบนี้ก็มีข้อดีคือ ขนาดของไฟล์เกมบนเครื่องจะไม่ใหญ่เกินไปเช่นกันครับ ก็นับว่าแลกๆ กันไป PS5 มีกำหนดจะวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 นี้ในบ้านเราครับ Credit: GamingBolt
05 Nov 2020
G.Skill เปิดตัว Crystal Crown Keycap ที่จะทำให้ไฟคีย์บอร์ดสวยแบบคูณ 2
ในปัจจุบันสำหรับเกมเมอร์ชาว PC แล้ว การมีคีย์บอร์ดเท่ๆ ไฟสวยๆ ไว้ใช้งาน ดูจะเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งสำหรับใครที่กำลังหาคีย์บอร์ดตัวใหม่สำหรับใช้งานในตอนนี้ ผมขอแนะนำ HyperX Alloy Origins ตัวนี้เลยครับ เพราะนอกจากจะไฟสวยมากๆ แล้ว ยังมาพร้อมปุ่มกดที่คุณภาพดีมากด้วย และถ้ารู้สึกว่าอยากได้ไฟสวยกว่านี้อีก Crystal Crown Keycap ช่วยคุณได้ครับ! Crystal Crown Keycap คือชุดปุ่มแยกที่มีบริเวณฐานเป็นแบบใส ซึ่งมันทำให้ไฟที่อยู่ใต้ปุ่มแต่ละตัว สามารถแสดงสีได้สวยงามมากยิ่งขึ้น โดยผมขอบอกเลยว่าไฟที่ได้เมื่อใส่ปุ่มชุดนี้แล้ว จะทำให้รู้สึกว่าคีย์บอร์ดของคุณไร้ขอบ และเรืองแสงอย่างแท้จริงครับ รับชมวิดีโอตัวอย่างได้ข้างล่างนี้เลย Crystal Crown Keycap วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา $19.99 บน Amazon Credit: GameRant
03 Nov 2020
ข่าวลือ! Nvidia จะวางขาย 3060 Ti ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2020 นี้
ช่วงนี้เรียกได้ว่าอุปกรณ์ Hardware ขาดตลาดจริงๆ ครับไม่ว่าจะเป็น PS5, Xbox Seires X / S หรือ การ์ดจอซีรีส์ 30 จาก Nvidia ที่ไม่ว่าจะเป็น 3090, 3080, 3070 ก็ขายหมดอย่างรวดเร็วๆ ในเวลาไม่ถึง 1 วันทั้งนั้น แต่ใครที่ซื้อไม่ทันก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะข่าวลือใหม่จากทาง TechPlusGame ดูเหมือน 3060 TI จะมีกำหนดวางขายช่วงกลางเดือนนี้ครับ! TechPlusGame ได้บอกว่า 3060 Ti เริ่มถูกส่งให้กับสื่อ และร้านค้าต่างๆ แล้ว โดย embargo ของสินค้าตัวนี้จะหมดลงในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2020 นี้ ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือ Nvidia ยังไม่เคยเปิดตัวการ์ดจอตัวนี้ออกมาเลย แต่แน่นอนว่ามีข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าการ์ดตัวนี้ออกมาเหมือนกันก่อนหน้านี้ คงต้องรอดูต่อไปว่าเราจะได้เห็น 3060 TI ในวันดังกล่าวจริงๆ หรือไม่ครับ Credit: GameRant
02 Nov 2020
Samsung กับ Xbox จับมือ Cyberpunk 2077 เปิดตัวทีวีใหม่ที่มาในธีมของเกม!
Cyberpunk 2077 กำลังจะวางจำหน่ายในช่วงต้นเดือน ธันวาคม 2020 นี่ ซึ่งมันคงจะดีไม่น้อยเลยถ้าหากว่าในตอนที่เกมวางจำหน่าย เราจะสามารถเล่นเกมนี้ผ่านเครื่องคอนโซลเจนใหม่ บน TV ที่มีความละเอียดสูงถึง 4K ได้ อย่างไรก็ตามด้วยความที่เครื่องเล่นเกมเจนใหม่ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ มันก็คงเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถทำเรื่องที่ผมบอกมาได้จริง ล่าสุดแม้จะไม่มาก แต่เหมือนว่าความหวังนั้นยังเป็นจริงได้อยู่สำหรับคนภายในอเมริกาครับ! Samsung แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ปล่อยวิดีโอใหม่โชว์ TV QLED ที่มาในธีม Cyberpunk 2077 พร้อมประกาศว่า TV ดังกล่าวจะสิ่งที่มอบให้กับผู้โชคดีที่เข้าไปร่วมสนุกกิจกรรมของทาง Samsung เอง ซึ่งเครื่อง Xbox Series X กับเกม Cyberpunk 2077 จะถูกมอบให้ไปพร้อมกับทีวีตัวนี้ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าน่าเสียดายที่คนทางบ้านเราไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้ แต่สำหรับใครที่สนใจเจ้า TV สุดพิเศษจากทาง Samsung ตัวนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีการเอาออกมาวางขายแยกด้วยก็เป็นได้ ต้องติดตามดูกันต่อไปครับ Cyberpunk 2077 จะวางจำหน่ายในวันที่ 10 ธันวาคม 2020 นี้บนเครื่อง PS5, PS4, Xbox Series X / S, Xbox One และ PC ครับ Credit: GameRant
30 Oct 2020
AMD เปิดตัวการ์ดจอซีรีส์ RX 6000 ซึ่งแรงเท่าซีรีส์ 30 ของ Nvidia แต่ถูกกว่า!
งานนี้เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่สะเทือนทั้งวงการ Hardware และวงการเกมเลยทีเดียวครับ เมื่อทาง AMD ได้มีการเปิดตัวการ์ดจอซีรีส์ RX 6000 ตัวใหม่ที่มีกำหนดจะวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนหน้า โดยเจ้า RX 6900 XT ที่เป็นตัวท็อปมีความแรงเทียบเท่า RTX 3090 แต่กลับมีราคาที่ถูกกว่าถึง $500 ครับ! ผลทดสอบนี้ได้รับการยืนยันผ่านวิดีโอเปิดตัวของทาง AMD เอง ซึ่งนอกจากความแรงแล้ว เจ้า RX 6000 ยังกินไฟน้อยกว่า RTX 30 ของทาง Nvidia ด้วย นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า AMD Smart Access Memory ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องได้อีกสูงสุด 13% เมื่อใช้งานร่วมกับ CPU Ryzen 5000 กับเทคโนโลยี Ultimate Latency Reduction ซึ่งช่วยลดความหน่วงที่เกิดจากการสั่งงานด้วยเมาส์ กับคีย์บอร์ดแบบเดียวกับ Nvidia Reflex การ์ดจอซีรีส์ RX 6000 ที่เปิดตัวแล้วมีทั้งหมด 3 ตัว คือ RX 6800, RX 6800 XT และ RX 6900 XT โดย 2 ตัวแรกจะวางจำหน่ายวันที่ 18 พฤศจิกายน 2020 ในราคา $579 (ประมาณ 18,000 บาท) และ $649 (ประมาณ 20,000 บาท) ส่วนตัวท็อปสุด 6900 XT จะวางขายในวันที่ 8 ธันวาคม 2020 ในราคา $999 (ประมาณ 30,000 บาท) ดูวิดีโอดังกล่าวได้ข้างล่างนี้เลยครับ Credit: GameRant 
29 Oct 2020
รีวิว HyperX Alloy Origins [ Tactile Switch ] ถ้าชอบใช้แรงกดน้อยต้องตัวนี้เลย
Alloy Origins นับเป็นคีย์บอร์ดเกมมิ่งตัวใหม่จากทาง HyperX ที่มีดีไซน์สวยงาม ที่มาพร้อมกับไฟ RGB สีสันสวยงาม และมีสวิตช์ให้เลือกใช้ถึง 3 แบบ ประกอบด้วย Red (Linear), Blue (Clicky) และ Aqua (Tactile) โดยก่อนหน้านี้ทางเราได้มีการรีวิวตัว Blue ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องขอบคุณทาง HyperX ที่ได้มีการส่งตัว Aqua มาให้เราทดลองใช้อีกตัวครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมีรีวิวให้เพื่อนๆ ได้รู้ถึงความยอดเยี่ยมของคีย์บอร์ดตัวนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน แอบบอกก่อนเลยว่าสวิตช์ตัวนี้ "พิมพ์สนุกมาก" จะเป็นยังไงไปดูกันครับ รายละเอียด Switch HyperX Aqua Operation Style - Tactile ควมแรงในการกด - 45 G ระยะสั่งการ - 1.8 mm ระยะการเคลื่อนที่ - 3.8 mm จำนวนการกด - 80 ล้านครั้ง ถ้าหากจะให้พูดถึงข้อดีของเจ้า Aqua (Tactile) ตัวนี้ คงจะเป็นในเรื่องที่มีจังหวะสะดุดเล็กน้อย ทำให้ตอนใช้งานจะรู้สึกได้ว่ากดปุ่มลงไปแล้วจริงๆ หรือไม่ ทั้งยังใช้แรงในการกดเพียงแค่ 45 G จึงทำให้การสั่งการผ่านคีย์บอร์ดตัวนี้ สามารถทำได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็วมากกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปที่มีอยุ่ในตลาดครับ จากประสบการณ์ใช้งานตรง ผมพบว่าสวิตช์รูปแบบนี้เหมาะสมเวลาใช้พิมพ์ข้อความเป็นอย่างมาก เนื่องจากจังหวะสะดุดเล็กน้อยนั้นช่วยให้แน่ใจว่าพิมพ์ตัวอักษรแต่ละตัวไปแล้วจริงๆ ทั้งยังใช้แรงในการกดไม่มากเท่าไหร่นัก ส่งผลให้ไม่เกิดอาการเจ็บนิ้วเวลาใช้งานนานๆ ครับ ในด้านของการเล่นเกม Aqua (Tactile) ถือว่าตอบโจทย์เมื่อเอาไปใช้กับแนวเกมที่ต้องการความถูกต้องในการสั่งการ และความเร็วอย่างแนว RTS หรือ MOBA เป็นอย่างมาก การใช้งานกับเกมตระกูล FPS เองก็ค่อนข้างเหมาะสมเช่นกัน เอาจริงๆ สามารถใชได้กับเกมทุกแนวครับ แต่เนื่องจากว่าใช้แรงในการกดเพียงแค่ 45 G เท่านั้น ผู้ใช้งานอาจจำเป็นต้องระวังในเรื่องของการกดไปโดนปุ่มข้างๆ เล็กน้อยครับ! วัสดุและดีไซน์ HyperX Alloy Origins มีโครงสร้างของตัวคีย์บอร์ดเป็นอลูมิเนียม และมีตัวปุ่มกดเป็นพลาสติกแข็งเกรดดี จึงทำให้มีน้ำหนักเบา สามารถพกพาได้สะดวกทั้งยังแข็งแรงทนทาน อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นอลูมิเนียมผิวดำ ถึงทำให้เกิดรอยขีดข่วนจากเล็บ หรือของมีคมได้ง่ายเช่นกัน ถ้าอยากให้คีย์บอร์ดสวยงามอยู่ตลอดเวลา ตอนใช้งานก็อาจจำเป็นต้องตัดเล็บให้สั้นไว้ก่อนดีกว่าครับ ในส่วนของดีไซน์ Alloy Origins ตัวนี้นับว่ามีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก ถ้าเปรียบเทียบกับคีย์บอร์ด Full Size ตัวอื่นๆ ในตลาด เนื่องจากคีย์บอร์ดตัวนี้ถูกออกแบบมาให้แทบจะไม่มีขอบเลย จึงส่งผลให้ขนาดโดยรวมเล็กกว่าตัวอื่นๆ ที่มีในตลาดประมาณ 10 - 20% ดังนั้นสำหรับใครที่มีพื้นที่ระหว่างขอบโต๊ะกับหน้าจอน้อย Alloy Origin อาจเป็นตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ของคุณได้ครับ แสงและไฟ อีกหนึ่งฟังก์ชันที่เหล่าเกมเมอร์ให้ความสนใจมากขึ้น เมื่อเป็นคีย์บอร์ดเกมมิ่งคือในเรื่องของแสงสีที่สวยงาม ซึ่ง Hyper X Alloy Origin ได้มีการใช้ไฟแบบ RGB LED ที่จะแสดงผลแสงสีได้สวยงาม โดนเฉพาะเวลาอยู่ในที่มืด นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมไฟ RGB ให้แสดงผลได้ตามต้องการผ่านโปรแกรม HyperX NGENUITY ด้วย เท่าที่ตัวผมเองได้ลองตั้งค่าไฟเล่นดู พบว่าคีย์บอร์ดตัวนี้สามารถแสดงผลรูปแบบไฟ RGB ได้ไม่น้อยหน้าแบรนด์ Gaming Gear ชั้นนำอื่นๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นไฟแบบ Wave, Breathing, Starlight, Riptide, Static, หรือ All Random ก็สามารถทำได้ครับ สรุป เท่าที่ได้ลองใช้งานมา 2 อาทิตย์กว่าๆ ตอนนี้คงต้องยอมรับเลยว่าตัวผมเองได้ตกหลุมรักเจ้า HyperX Alloy Origins [ Tactile Aqua Switch ] ตัวนี้ไปเสียแล้วเพราะไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์, ไฟ หรือสัมผัส ล้วนแล้วแต่ทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้ตอนนี้มันได้กลายเป็นคีย์บอร์ดหลัก ที่ใช้ทั้งพิมพ์งาน และเล่นเกมในบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะพูดถึงข้อเสียของเจ้าตัวนี้คิดว่าคงมีอย่างเดียว คือยังไม่มีภาษาไทยบนคีย์บอร์ดครับ ถ้าหากว่าเพื่อนๆ ไม่สามารถใช้งานคีย์บอร์ดโดยที่ไม่มีมองได้ อาจจะลำบากพอสมควรเลยในการใช้งานเจ้า HyperX Alloy Origins [ Tactile Switch ] ตัวนี้ แต่ส่วนหนึ่งคิดว่า อาจเป็นเพราะเจ้าตัวนี้ยังไม่ได้ถูกนำเข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการด้วยครับ ซึ่งคิดว่าถ้าเข้ามาแล้วน่าจะมีตัว เวอร์ชันภาษาไทยให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อกันด้วย คงต้องรอดูกันต่อไป
27 Oct 2020
รู้หรือเปล่า? โลกเรามี "ตู้เย็น" ที่หน้าตาเหมือน Xbox Series X ด้วยครับ!
อีกไม่ถึง 2 อาทิตย์ ก่อนที่เครื่องเล่นเกมเจนใหม่จากทาง Microsoft อย่าง Xbox Series X จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยตั้งแต่เปิดให้เห็นหน้าตาของเครื่องครั้งแรก เจ้า Series X ก็ถูกล้อเลียนว่า "หน้าตาเหมือนกับตู้เย็น" มาโดยตลอด ซึ่งวันนี้เหมือนว่า "ตู้เย็น" ที่หน้าตาเหมือน Xbox Series X จะถูกผลิตออกมาจริงๆ แล้วครับ! เรื่องนี้ได้รับการยืนยันผ่านวิดีโอตัวล่าสุดของ iJustine ที่เป็นยูทูปเปอร์สาย Tech ของอเมริกา โดยเนื้อหาของวิดีโอดังกล่าวก็คือการแกะกล่อง "ตู้เย็น" ที่ส่งมาจากทาง Microsoft ซึ่งเจ้าตู้เย็นนี้ก็สามารถใช้งานได้จริงๆ แถมยังมีเสียงเหมือนตอนเราเปิดเครื่อง Xbox เวลาเปิดประตูตู้เย็นด้วย! รับชมวิดีโอดังกล่าวได้ข้างล่างนี้ครับ Xbox Series X / S จะวางจำหน่ายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2020 นี้ครับ
26 Oct 2020
5 เหตุผล !! ทำไมซัมซุง QLED จึงเป็นตัวเลือกทีวีอันดับหนึ่ง
กรุงเทพฯ (22 ตุลาคม 2563) – เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกซื้อทีวีซักเครื่อง ผู้ซื้อทุกคนต่างต้องการทีวีที่สามารถเติมเต็มอรรถรสในการรับชม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกด้าน และนำสมัยใช้ได้เป็นเวลานาน ทีวี QLED จากซัมซุงคือคำตอบที่รวมทุกความต้องการไว้ด้วยกัน และนี่คือ 5 เหตุผลว่าทำไม QLED จากซัมซุงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการเลือกซื้อทีวีอย่างชาญฉลาด หมดกังวลเรื่อง Burn-in หากคุณเป็นคนหนึ่งที่พบปัญหาอาการจอไหม้ (Burn-in) หลังจากใช้ทีวีได้ซักระยะ เทคโนโลยี QLED จากซัมซุงคือคำตอบที่คุณตามหา เทคโนโลยี QLED ใช้กระแสไฟกำลังต่ำทำให้ควบคุมความร้อนได้ดี จึงเกิดรอยไหม้ได้ยาก ต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ใช้กระแสไฟที่สูงกว่า ซัมซุงมั่นใจในคุณภาพ พร้อมมอบประกันซ่อมฟรีทันทีหากเกิดปัญหาหน้าจอไหม้ ตลอดอายุการใช้งาน  เติมเต็มอรรถรสการรับชม เสมือนมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่บ้านคุณ ทีวี QLED จากซัมซุงมาพร้อมกับเทคโนโลยีภาพคมชัดสมจริง เพื่อเสริมประสบการณ์การรับชมทีวีของคุณ เหมือนยกเอาโรงภาพยนตร์มาไว้ที่บ้าน ทำให้คุณเพลิดเพลินและอิ่มเอมกับคอนเทนต์ต่างๆ ได้มากกว่าเคย ด้วยอนุภาค Quantum Dot ที่ให้ระดับสี 100% สร้างสรรค์ได้กว่า 1000 ล้านเฉด ผสานกับระบบภาพ HDR ทีวี 4K จนถึงทีวี 8K ที่ให้ภาพละเอียดคมชัด สีสวยสมจริง และแสดงเฉดสีได้แม่นยำจากทุกมิติ เติมอิ่มกับทุกคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มชั้นนำ พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่ในออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีวี QLED จากซัมซุงมุ่งมั่นสร้างทางเลือกในการรับชมคอนเทนต์ออนไลน์ให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เพื่อผู้ใช้สามารถสนุกไปกับโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ได้อย่างเต็มที่ ผ่านซัมซุงสมาร์ททีวีสุดอัจฉริยะ โดยในปัจจุบันไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ได้จับมือกับคอนเทนต์แพลตฟอร์มชั้นนำต่างๆ เพื่อความบันเทิงที่ครบถ้วนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น  Apple TV, Apple Music, AIS Play, HBO GO, VIU, LOOX TV, Netflix และอื่นๆ อีกมากมาย  เล่นเกมได้มันส์กว่าใคร  ด้วยทีวี QLED จากซัมซุง เกมเมอร์ทั้งหลายสามารถเล่นเกมได้อินกว่าที่เคย ด้วยจอแสดงผลที่รองรับการใช้งาน HDMI 2.1 และอัตราการรีเฟรชเรทที่ 120Hz ทำให้จอแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และต่อเนื่องไม่สะดุด เสริมประสบกรณ์การเล่นเกมด้วย Auto Game Mode ที่จะทำให้ทุกครั้งที่เปิดเกมขึ้นมา ทีวีจะเข้าสู่โหมดเล่นเกมโดยอัตโนมัติ เปลี่ยนทีวีของคุณให้เป็นสุดยอดเกมมิ่งมอนิเตอร์ในชั่วพริบตา อุ่นใจกับการรับประกันและบริการถึงบ้านทุกวัน ซัมซุงรับประกันสินค้า QLED TV ถึง 3 ปี (เมื่อลงทะเบียนรับประกันผลิตภัณฑ์) และยังมีบริการถึงบ้านตลอด 7 วัน พร้อมกับบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง โดยลูกค้าสามารถเลือกช่องทางติดต่อเจ้าหน้าได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะเป็นคอลเซ็นเตอร์ หรือ Live Chat เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการบริการที่รวดเร็วและตรงจุดยิ่งขึ้น  ทีวี QLED จากซัมซุงจัดเต็มเรื่องคุณภาพและบริการ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับใครที่กำลังมองหาทีวีซักเครื่อง ที่สามารถยกระดับประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ให้เหนือชั้นกว่าที่เคย ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.samsung.com/th/tvs/qled-tv/highlights/ หรือสอบถามเรื่องการเข้ารับบริการเพิ่มเติม โทร 1282
22 Oct 2020
Lenovo Legion Phone Duel ปฐมบทแห่ง Legion เกมมิ่งสมาร์ทโฟน ขั้นสุดแห่งพลังของการเล่นเกมบนมือถือ
(กลาง) คุณธเนศ อังคศิริสรรพ, ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน, (ขวา) คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ, ผู้จัดการทั่วไปประจำพม่า ลาว กัมพูชา และผู้อำนวยการส่วนธุรกิจคอนซูเมอร์ประจำไทย และ (ซ้าย) คุณศรัณยพงศ์ สินทิพย์, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง เลอโนโว ถ่ายภาพในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์เกมมิ่งสมาร์ทโฟน Lenovo Legion Phone Duel เกมมิ่งสมาร์ทโฟน Lenovo Legion Phone Duel ประเทศไทย - 22 ตุลาคม 2020 -– เลอโนโวเปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรก Lenovo Legion Phone Duel ที่มาพร้อม Duel Technology Architecture ช่วยผสานการออกแบบเครื่องทั้งซอฟต์แวร์ภายใน และฮาร์ดแวร์ภายนอกให้ตอบโจทย์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนอย่างไร้ข้อจำกัดที่แท้จริง Lenovo Legion คือไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่งจากเลอโนโวที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก1 โดยมีผลิตภัณฑ์เพื่อการเล่นเกมที่ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จอมอนิเตอร์ และอุปกรณ์เสริมเพื่อการเล่นเกมอีกมากมาย วันนี้เลอโนโวพร้อมขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อการเล่นเกมด้วยการเปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ออกแบบขึ้นจาก feedback ของเกมเมอร์ทั่วโลกว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเค้ามองหาในผลิตภัณฑ์เกมมิ่งสมาร์ทโฟน  ความนิยมของการเล่นเกม e-sport บนมือถือมีการเติบโดอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เกมเมอร์มองหาในเครื่องคือ การจัดการความร้อนที่ต้องทำได้ดี มีปุ่มกดเฉพาะเพื่อการปรับแต่งที่สะดวก และสามารถใช้งาน livestreaming ได้เพื่อที่เกมเมอร์เหล่านี้จะได้โชว์ความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์บนเวทีการแข่งขันที่เชื่อมถึงกันทั่วโลก เลอโนโวได้ออกแบบ Legion Phone Duel  ให้ไม่เพียงแค่ตอบสนองต่อความต้องการที่เหล่าเกมเมอร์มองหา แต่ยังให้คุณสมบัติแห่งอนาคตที่เหนือไปอีกขั้นกับความสามารถในการรองรับการใช้งาน 5G และคลาวด์เกมมิ่ง เหนือสุดแห่งความแรง ที่สุดแห่งความเร็ว Legion Phone Duel มาพร้อมชิปเซ็ตอันทรงพลังอย่าง Qualcomm® Snapdragon™ 865 Plus ที่ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลเครื่องที่เร็วและแรงผ่านเทคโนโลยี Qualcomm Snapdragon Elite Gaming™ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน 5G2 เสริมประสิทธิภาพเครื่องด้วย 5th gen ชิปเช็ตหน่วยความจำสูงสุดถึง 16GB LPDDR5, RAM และความจุสูงสุดถึง 512GB3 UFS 3.1.5. เต็มที่กับการแสดงผลบนหน้าจอขนาด 6.65 นิ้ว ความละเอียดมากถึง 2340 x 1080 พิกเซล พร้อมรีเฟรชเรตสูงถึง  144Hz นอกจากนี้ยังรองรับอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอ (touch sample rate) ที่สูงถึง 240Hz ช่วยให้ทุกสัมผัสหน้าจอตอบสนองอย่างรวดเร็วในทุกเกมแห่งชัยชนะ ผสานพลังจากภายนอกและภายในด้วย Dual Technology Architecture สองย่อมดีกว่าหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยี Dual Technology Architecture ที่เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ Legion Phone Duel เริ่มต้นตั้งแต่วงจรพลังงานของเครื่อง Dual Batteries - แบตเตอรี่แบบแพ็คคู่ขนาด 2500mAh ที่รวมแล้วให้ความจุแบตเตอรี่ขนาด 5000mAh ถูกจัดวางให้อยู่ด้านซ้ายและขวาในตำแหน่งที่ตรงกับฝ่ามือ เพื่อเว้นที่ตรงกลางสำหรับวาง logic board ที่มีความร้อนให้ไกลกับฝ่ามือของผู้ใช้งานซึ่งมีความร้อนเช่นกัน เพื่อจัดการอุณหภูมิในการเล่นของเครื่องให้สามารถเล่นได้อย่างต่อเนื่องสบายมือ จะเล่นเกมติดต่อกันแบบมาราธอนก็สามารถทำได้อย่างไร้กังวล ด้วยเทคโนโลยีท่อระบายความร้อนระดับ     ไฮเอนด์แบบ Dual-Liquid, แผ่นกราไฟต์ที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีเยี่ยม และแผ่นทองแดง เพื่อให้มั่นใจว่าควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเที่ยงตรง ให้เกมเมอร์เต็มที่กับประสบการณ์เล่นเกมที่ยอดเยี่ยมและยาวนาน Dual Type-C Charging ให้ความสะดวกในการชาร์จด้วยพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C  2 ตำแหน่งที่ด้านข้างและด้านล่างของเครื่องเพื่อให้คุณเลือกชาร์จแบตเตอรี่จากที่ชาร์จขนาด 65W ได้ทั้งแบบหนึ่งหรือ 2 ที่ชาร์จพร้อมกันโดยจะให้พลังแบตเตอรี่จาก 0% - 100% ภายใน 34 นาที (หรือ 0% - 60% ใน 15 นาที) Dual Shoulder Controls ปุ่มไกควบคุมแบบอัลตร้าโซนิคด้านซ้ายขวามาพร้อมกลไก Dual Haptics ที่ช่วยให้ทุกการกดในขณะเล่นเกมได้ความลึกสมจริงเสมือนเป็นปุ่มกดจริงทั้งยังสามารถปรับระดับการตอบสนองให้รับกับความต้องการของผู้เล่นได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น การปรับโหมดการยิงในเกม (สูงสุดที่การยิง 10 ครั้งต่อวินาที) ด้วยการกดปุ่มไกแบบลากยาว เซ็นเซอร์แบบ gyroscope ช่วยปรับมุมมองในการเล่นให้เป็นแบบเกมมิ่งโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่คุณหมุนเครื่องให้อยู่ในแนวนอนในลักษณะพร้อมเล่นเกม Dual Front-Facing Speakers ลำโพงคู่หน้าที่หันเข้าหาผู้เล่นให้คุณได้ยินเสียงฝีเท้าคู่ต่อสู้ได้อย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีเสียง Dirac Audio ที่มาพร้อมอะคูสติก แชมเบอร์ขนาดใหญ่ถึง 1.4cc ให้เสียงดังแบบ 3 มิติ รับประสบการณ์เสมือนได้เข้าไปอยู่ในเกม Dual Livestreaming ฟังก์ชั่นสำหรับการไลฟ์สตรีมผ่านกล้องหน้าแบบ pop-up ความละเอียดขนาด 20MP ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าสู่โหมดการไลฟ์สตรีมในเวลาเพียง 0.5 วินาที ไลฟ์สตรีมหน้าและเสียงขณะเล่นกับภาพแบบ overlay บนหน้าจอเกมที่เล่น ซึ่งฟังก์ชัน Dual Livestreaming สามารถใช้งานได้บนแอปที่รองรับการไลฟ์สตรีมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตัวฟังก์ชันยังมาพร้อมความสามารถในการลบภาพพื้นหลัง ปรับแต่งใบหน้าของคุณด้วย selfie editor ที่ใช้ความสามารถของ AI ในการรีทัช ปรับแต่งภาพและสร้างฟิลเตอร์ บันทึกเสียงทุกการไลฟ์ให้ดังฟังชัดด้วยไมโครโฟนแบบรอบทิศทาง 4 ตัวที่มาพร้อมระบบจัดการเสียงรบกวนรอบข้าง Legion Phone Duel มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 64MP และเลนส์แบบ ultrawide ขนาด 16MP ให้ภาพละเอียดคมชัดในทุกมุมมอง นอกจากนี้ยังรอบรับการอัดวีดีโอแบบ 4K ที่เฟรมเรต 30FPS เล่นในแบบที่คุณต้องการ ต่อเนื่องตลอดวัน Legion Phone Duel มาพร้อมอินเตอร์เฟซแบบเฉพาะที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถใช้งานเครื่องในมุมมองแบบแลนด์สแคปได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะเพื่อการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม Legion Realm แดชบอร์ดกลางของเครื่องที่ให้ผู้ใช้ควบคุมปรับแต่งฮาร์ดแวร์เครื่อง ไล่ดูรายชื่อเกมที่ดาวน์โหลดไว้ หรือเลือกเครือข่ายในการเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็น  WLAN, 5G, หรือ Wi-Fi 6 ได้อย่างรวดเร็ว ดูเกมที่คุณเล่นย้อนหลังเพื่อศึกษากลยุทธในฉากที่ไฮไลท์ก็ทำได้อย่างง่าย ๆ ผ่านฟังก์ชั่นการพรีวิว หรือจะรวมคลิปเข้าด้วยกันเพื่อแชร์ให้เพื่อรวมทีมไปศึกษาก็ทำได้ หรือถ้าคุณเพิ่งผ่านสมรภูมิสุดหิน หรือทำสถิติคะแนนใหม่แต่คุณลืมที่จะกด record ก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพียงแค่คุณสไลด์นิ้วมือไปทางซ้ายบนปุ่มไกควบคุมด้านขวา เกมมิ่งสมาร์ทโฟนสุดอัจฉริยะอย่าง Legion Phone Duel ก็จะรีเพลย์ฉากที่เครื่องอัดไว้แบบอัตโนมัติให้กับคุณเพื่อที่คุณจะสามารถกดอัดบันทึกไว้ดูในอนาคต ไม่พลาดทุกการติดต่อที่สำคัญด้วยการปรับแต่งสีไฟ RGB บน สัญลักษณ์ตัว Y ด้านหลังเครื่องให้เปลี่ยนสีเพื่อเตือนเมื่อคุณมีข้อความเข้า หรือบอกสถานการณ์ชาร์จของแบตเตอรี่ และสุดท้าย หากคุณต้องการเปลี่ยนอรรถรสในการเล่นจากหน้าจอเครื่องไปที่จอมอนิเตอร์เพื่อมุมมองที่แปลกใหม่ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงต่อ Legion Phone Duel เข้ากับจอมอนิเตอร์ คีย์บอร์ด หรือเม้าส์ผ่านพอร์ต USB-C Lenovo Legion Phone Duel จะวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 28 ตุลาคม 2020 เป็นต้นไป ตามรายละเอียดดังนี้ Lenovo Legion Phone Duel 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 บาท Lenovo Legion Phone Duel 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ  Lenovo Legion Phone Duel ได้แก่ AIS, Banana, Blue Shop, IT-City, JD, JIB และ Speed Computer  Pre-Order Promotion สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อระหว่างวันที่ 22 – 28 ตุลาคม 2020 รับสิทธิรับของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 3,500 บาท ดังนี้  Lenovo Legion Phone Duel 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 THB รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท Lenovo Legion Phone Duel 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท และ Legion Gaming Headset H300 มูลค่า 1,390 บาท ติดตามความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์ Lenovo Legion ในประเทศไทยได้ที่  www.lenovo.com/th/th/legion และ https://www.facebook.com/lenovolegionTH/
22 Oct 2020
วันพลัสเปิดตัวสมาร์ทโฟนพรีเมียมแฟลกชิป “OnePlus 8T 5G” Ultra Fast. Ultra Smooth.
OnePlus เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นพรีเมียมใหม่ล่าสุด OnePlus 8T 5G อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปท์ Ultra Fast. Ultra Smooth. พร้อมมอบความเร็วแรง และลื่นไหลแบบไม่มีสะดุด ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีชาร์จเร็วอย่าง Warp Charge 65 และหน้าจอ 120Hz แบบ Fluid AMOLED display ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของประสบการณ์การใช้งานบน OnePlus 8T 5G ทลายทุกขีดจำกัดในตัวคุณ ที่คอเกมเมอร์ไม่ควรพลาด กับชิปเซ็ท Qualcomm® SnapdragonTM 865 รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ไม่ว่าจะเป็นเกมเมอร์สายไหนก็เร็วแรงทรงพลัง ลื่นสุด ๆ ไม่มีสะดุด ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ 120Hz Fluid AMOLED  ขนาด 6.55 นิ้ว บนความละเอียดสูง FHD+ ภาพสวยเนียนตา ลื่นไหลทุกการสัมผัส สมูททุกการปัด เอาใจสายโซเซียลตัวจริง ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวกับชุดกล้องหลัง 4 ตัวแบบ Quad Camera ความสามารถที่หลากหลาย เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ ด้วยกล้องหลักความคมชัดสูงสุด 48 MP พร้อมระบบกันสั่น  ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นด้วยเลนส์อัลตร้าไวด์ มุมมองการรับภาพกว้างที่สุดถึง 123 องศา ความคมชัด 16 MP ให้ภาพที่สวยคมชัด ในสภาพแสงที่หลากหลาย แม้ในเวลากลางคืนหรือที่แสงน้อยกับโหมด Nightscape  เลนส์ Macro ความคมชัด 5 MP ถ่ายชัดใกล้สุดในระยะ 3 เซนติเมตร และเลนส์ Monochrome ความคมชัด 2MP ให้คุณสนุกกับการถ่ายภาพแบบสตูดิโอได้อย่างที่เป็นตัวคุณ พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นและการถ่ายวิดีโอแบบโบเก้ รวมถึงการถ่ายในที่มีแสงน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกช่วงเวลาบันทึกไว้ได้สวยงามและง่ายดาย กับรายละเอียดที่สะกดทุกสายตาได้อย่างน่าทึ่ง บอกลาการชาร์จข้ามคืนด้วย Warp Charge 65 การชาร์จเร็วเท่าที่เคยมีมาของ OnePlus ในความจุแบตเตอรี่อึดถึง 4,500 mAh สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม ใช้เวลาเพียง 39 นาที ให้คุณออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน หมดห่วงเรื่องแบตหมดระหว่างวันไปได้เลย  ที่มาพร้อมกับ OxygenOS 11 ใหม่ล่าสุดบนระบบปฏิบัติการ Android 11 ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง กับประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ในรูปแบบที่ได้รับการอัพเดต รวมถึงการออกแบบที่โดดเด่น และมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อการใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นใหม่ ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพให้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งาน และความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลของคุณได้ นอกจากนี้ OxygenOS 11 ยังมีแอนิเมชันและท่านำทางต่าง ๆ ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นใหม่ ตลอดจนการปรับแต่งมากมายเช่น ตัวเลือกนาฬิกา Always On Display ใหม่ให้เลือกสร้างสรรค์ได้ตามใจชอบอีกด้วย พร้อมด้วยการปรับปรุงการควบคุมท่าทางด้วยมือเดียวที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น และ Zen Mode 2.0 รูปลักษณ์หน้าตาการใช้งาน ที่ดูสะอาดตาช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน ให้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งานที่ละเอียดอ่อนและเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับ OnePlus 8T 5G เปิดตัวด้วยกันถึง 2 รุ่น ดังนี้ RAM 8GB ROM 128GB สี Lunar Silver ราคาอยู่ที่ 24,990 บาท RAM 12GB ROM 256GB สี Aquamarine Green ราคา 29,990 บาท มั่นใจยิ่งขึ้นกับการบริการหลังการขายทาง OnePlus ซึ่งได้ร่วมจับมือกับ OPPO โดยผู้ใช้งานสามารถเข้ามาใช้รับบริการหลังการขาย ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 และศูนย์บริการ OPPO Service Center รวมทั้งหมด 42 สาขาทั่วประเทศ  สามารถซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่ได้ทันทีทั้ง 12 สาขา OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5 ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 ศูนย์บริการออปโป้สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต  ศูนย์บริการออปโป้สาขาอิมพีเรียลฯ สำโรง ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต ศูนย์บริการออปโป้สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาอยุธยาพาร์ค ศูนย์บริการออปโป้สาขาชลบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลนครราชสีมา ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ท ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่ และสาขาที่สามารถนำไป Drop-off เพื่อรอส่งซ่อมต่อไปได้ทั้ง 29 สาขา ดังนี้ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางแค ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลบางนา ศูนย์บริการออปโป้สาขาซีคอนฯ ศรีนครินทร์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ จุดบริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ ศูนย์บริการออปโป้สาขากาญจนบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาลพบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขานครปฐม ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันปราจีนบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาระยอง ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลศาลายา ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันสระบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาบุรีรัมย์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น ศูนย์บริการออปโป้สาขาร้อยเอ็ด ศูนย์บริการออปโป้สาขาสกลนคร ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุดรธานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเชียงราย ศูนย์บริการออปโป้สาขาลำปาง ศูนย์บริการออปโป้สาขานครสวรรค์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสัน กำแพงเพชร ศูนย์บริการออปโป้สาขาชุมพร ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต ศูนย์บริการออปโป้สาขานครศรีธรรมราช ศูนย์บริการออปโป้สาขาปัตตานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาสุราษฎ์ธานี หากท่านใดไม่สะดวกเดินทางไปยังศูนย์ซ่อมที่แจ้งมาข้างต้น สามารถติดต่อ Call-Center OnePlus Thailand ผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ 02-793-3818 เพื่อติดต่อและขอใช้บริการส่งซ่อมผ่าน Kerry Express ได้ (สงวนสิทธิ์การให้บริการเฉพาะเครื่องศูนย์ไทยเท่านั้น) OnePlus 8T 5G เปิดสั่งจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 21 – 29 ตุลาคม 2563 ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พิเศษเมื่อสั่งจองล่วงหน้ารับฟรี!! E-VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง นาน 1 ปี พร้อมกระเป๋าเดินทาง OnePlus Luggage และขวดน้ำสุดพรีเมียม OnePlus Water Bottle รวมมูลค่า 15,170 บาท และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ พิเศษ!! โปรโมชันสำหรับช่องทางผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง AIS, DTAC และ Truemove H รับข้อเสนอสุดพิเศษในช่วงสั่งจองล่วงหน้า OnePlus 8T ในราคาเริ่มต้นเพียง 12,490 บาทเท่านั้น หรือสั่งจองผ่านช่องทางหน้าร้านได้ที่ Banana IT, CSC, IT City, Jaymart, TG Fone  และช่องทางออนไลน์ได้พร้อมกันทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็น LAZADA, JD Central, Shopee และ Thisshop พร้อมของสมนาคุณตามแต่ละช่องทางอีกมากมาย ดูรายละเอียดหรือติดต่อสอบถามข้อมูลผ่านทาง OnePlus Thailand ได้ที่ ช่องทาง Official Website >>> https://www.oneplus.com/th ช่องทาง Facebook Fanpage >>> https://www.facebook.com/oneplusthailand  ช่องทาง Instagram  >>> https://www.instagram.com/oneplus_thai/  หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818
21 Oct 2020
Asus เปิดตัว RTX 3090 ที่มาในธีม Gundam ด้วยสีขาวลายน้ำเงินแดง
RTX 3090 คือการ์ดจอตัวท็อปใหม่ของ Nvidia ซึ่งเป็นที่ต้องการของเหล่าเกมเมอร์ชาว PC อยู่ในตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้ว่าจะมีการโชว์รูปร่างหน้าตาของตัวเรือธงจากค่ายต่างๆ ออกมาแล้ว แต่หลายๆ ค่ายยังคงไม่มีการเอาสินค้าออกมาวางจำหน่ายเลยแม้ตอนนี้ และล่าสุดก็เหมือนว่า Asus จะมีตัว RTX 3090 ROG Strix เวอร์ชันพิเศษ ที่ทำออกมาในธีม Gundam จากซีรีส์การ์ตูนหุ่นยนต์ชื่อดังของญี่ปุ่นด้วยครับ! Asus ได้ทำการเปิดตัวสินค้า Hardware เซตพิเศษ (ซึ่งรวมถึงการ์ดจอด้วย) ที่มาในธีม Gundam ภายในงานอีเวนต์ล่าสุดของ Republic of Gamers ที่น่าสนใจก็คือ Hardware เซตนี้ใช้สีขาวเป็นพื้น และใช้สีแดงกับน้ำเงินสำหรับตกแต่ง โดยเฉพาะตัวการ์ดจอที่มีความสวยงามมากๆ อย่างไรก็ตามเหมือนว่าสินค้าชุดนี้จะมีวางขายแค่ในประเทศจีน กับญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีการนำออกไปวางจำหน่ายที่ประเทศอื่นในอนาคตด้วยหรือไม่ โดยตัวผมเองคิดว่าถ้าหากมีความต้องการของตลาดมากพอ ก็คงมีการเอาออกไปวางขายเพื่อทำกำไรเพิ่มแน่นอนครับ ASUS ROG STRIX GeForce RTX 3090 GUNDAM จะมีราคาอยู่ที่ $2,500 หรือประมาณ 80,000 บาทครับ Credit: PCGamer
20 Oct 2020
รีวิวคีย์บอร์ด HyperX Alloy Origins [ Mechanical Blue Switch ]
ถ้าให้พูดถึงหนึ่งในแบรนด์เกมมิ่งเกียร์ที่หลายๆ คนให้ความไว้วางใจ หนึ่งในชื่อที่จะต้องถูกพูดถึงมาเป็นอันดับแรกๆ ก็น่าจะเป็นแบรนด์อย่าง HyperX ที่เข้ามาตีตลาดบ้านเรามาหลายปีแล้ว แต่หนึ่งในโปรดักส์ที่หลายๆ คนชอบนั่นก็คือตัวคีย์บอร์ดเกมมิ่งเกียร์ Mechanical ที่วัสดุอันทนทานแข็งแรง และตัวคีย์บอร์ดรุ่นใหม่ที่ทาง HyperX ส่งมาให้เรารีวิวนั่นก็คือ HyperX Alloy Origins ที่เป็นรุ่นอัพเกรดจากคีย์บอร์ด Hyperx Alloy FPS ที่เคยออกมาขายในปี 2017 แต่ในเวอร์ชั่นนี้มาพร้อมกับไฟ RGB สุดสวยงามที่มีลูกเล่นให้ปรับได้เยอะและละเอียดมากด้วย Software ที่ใช่คู่กัน ใครอยากรู้ประสิทธิภาพของคีบอร์ดตัวนี้ ตามพวกเรามาเลยครับ HyperX Alloy Origins จริงๆ แล้วภายในรุ่นนี้จะมีให้เลือก Switch ทั้งหมด 3 แบบนั่นคือ Clicky (Blue Switch), Linear (Red Switch) และ Tactile (Green Switch) แต่ตัวที่เราได้รับมานั่นคือตัว Blue Switch ซึ่งเป็นสไตล์ที่เกมเมอร์ในท้องตลาดส่วนใหญ่เลือกใช้ ด้วยปุ่ม Mechanical ที่ทาง HyperX ผลิตขึ้นมาเอง รวมถึงยังมีความทนทานรองรับการกดได้มากถึง 80 ล้านครั้งเลยทีเดียว รายละเอียด Switch HyperX Blue Operation Style - Clicky ควมแรงในการกด - 50g ระยะสั่งการ - 1.8 mm ระยะการเคลื่อนที่ - 3.8 mm จำนวนการกด - 80 million วัสดุและดีไซน์ ในด้านของวัสดุที่ทำตัว Body ของตัวคีย์บอร์ดนั้นจะเป็นอัลลูมีเนียมทั้งหมด ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่แข็งแรงทนทาน แต่น้ำหนักของตัวมันเอง เอาจริงๆ มันไม่ได้หนักมากจนเกินไป ถ้าให้เปรียบเทียบกับคีย์บอร์ดอื่นๆ ที่ผู้เขียนได้ลองสัมผัสมา รวมถึงในด้านของดีไซน์ตัว Body เองจะเป็นหน้าตาแบบไร้ขอบ ซึ่งข้อดีของมันคือการดึงปุ่มกดออกมาง่าย รวมถึงการทำความสะอาดที่เพียงแค่เขย่าๆ ฝุ่นก็ออกมาทั้งหมดแล้ว ด้านการกด เรามาดูเรื่องของปุ่มกดกันก่อนดิกว่า โดยตัวผู้เขียนนั้นได้ลองเอามาใช้ในที่ทำงาน ได้ลองทั้งเล่นเกมและพิมพ์งานด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าจากที่เคยได้ใช้ปุ่มคีย์บอร์ดยาง หรือคีย์บอร์ดจาก Notebook ความรู้สึกที่ได้ค่อนข้างแตกต่างจากเดิมเยอะมาก การกดพิมพ์งานหรือเล่นเกมตัวคีย์บอร์ดค่อนข้างตอบสนองได้ดีพอสมควร รวมถึงระยะห่างของคีย์บอร์ดเองอยู่ในระดับที่พอดี ทำให้เราพิมพ์ไม่รู้สึกติดขัดแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่าในเรื่องของการพิมพ์งาน HyperX Alloy Origins [ Mechanical Blue Switch ] ค่อนข้างพิมพ์ได้ดีมากกว่าคีย์บอร์ดที่ใช้ Switch ของ Cherry ทั่วไปเสียอีก เพราะ Switch ของ HyperX มันใช้น้ำหนักในการกดที่น้อยกว่าถึง 10 กรัมเลยทีเดียว ตัวคีบอร์ดมาพร้อมกันสาย USB Type-C ที่ถึงแม้ว่าผู้พัฒนาจะดีไซน์มาให้ถอดเสียบได้ แต่ตัวคีย์บอร์ดไม่ได้เป็นแบบ Wireless เราจะต้องเสียบไฟอยู่ตลอดเวลาในการใช้งาน แต่ที่ตัวคีย์บอร์มีสาย Type-C ให้เสียบเพราะเพื่อการส่งข้อมูลที่ไวกว่าเดิมนั่นเอง ไฟ RGB และเรามาพูดถึงจุดขายของตัวคีย์บอร์ดนี้กันดีกว่าครับ นั่นคือในเรื่องของไฟ RGB ที่สามารถปรับได้ค่อนข้างหลากหลายเลยทีเดียวด้วย Software ที่ชื่อว่า HyperX NGENUITY ซึ่งมันค่อนข้างปรับรายละเอียดได้เยอะมากๆ ซึ่งประกอบไปด้วย Effect สีของปุ่ม Breathing - เหมือนการหายใจเข้าออก ค่อยๆ ดับ ค่อยๆ สว่าง Confetti - สีทุกปุ่มเปลี่ยน Random Swipe - เกรดจากอีกสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่ง (ไม่ได้เปลี่ยนเป็นแบบคลื่น) Twilight - สีกระพริบบางจุดแบบ Random Wave - สีออกมาเป็นแบบคลื่น Sun - สีแบบดวงอาทิตย์พื้นเป็นสีส้ม บางปุ่มจะเปลี่ยนเป็นสีแดง Effect ในการกด Fade - กดปุ่มไหน ปุ่มนั้นจะเปลี่ยนสี Explosion กดแล้วจะเกิดคลื่นออกข้างๆ ไปจนถึงปุ่มสุดท้าย Flame - กดแล้วจะเกิดคลื่นเปลี่ยนสีในระยะสั้นๆ เหมือนกระกายไฟ หรือจะเป็นการตั้งไฟแบบเฉพาะจุดที่เราสามารถกำหนดเลือกได้เองเลยว่าเราอยากให้ปุ่มนี้สีอะไร สามารถตั้งได้อย่างใจชอบเลยทีเดียว รวมถึงยังสามารถตั้งค่า Preset ไว้บนคีย์บอร์ดได้ถึง 3 แบบ เวลาเราเอาคีย์บอร์ดตัวนี้ไปเสียบที่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เราเองก็สามารถใช้ Preset ที่เคยตั้งมาได้อย่างอัตโนมัติเลยทีเดียว แต่ถ้าให้พูดถึงจุดสังเกตุเกี่ยวกับคีย์บอร์ดตัวนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของดีไซน์ ที่ตัวคีย์บอร์ดจะเป็นดีไซน์ไร้ขอบซึ่งข้อดีของมันคือการทำความสะอาดที่สามารถเคาะฝุ่นออกได้อย่างง่ายได้แต่ข้อเสียคือมันไม่ได้สวยงามในด้านของดีไซน์เสียเท่าไร ถ้าให้เปรียบเทียบกับคีย์บอร์ดที่มีขอบ ส่วนตัวคิดว่ามันอาจจะสวยงามกว่า แต่ถ้าให้ดูในเรื่องของฟังชั่นก็ต้องบอกเลยว่า HyperX Alloy Origins มีลูกเล่นทุกอย่างที่ค่อนข้างครบครัน และเหมาะสมกับราคา 3290 บาทเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นคีย์บอร์ดราคาสบายกระเป๋า ใครอยากได้คีย์บอร์ด Mechanical จากแบรนด์ชั้นนำ ต้องบอกเลยว่า HyperX Alloy Origins น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของทุกท่านได้ไม่ยาก โดย HyperX Alloy Origins สามารถหาซื้อได้แล้วตามร้าน Gaming Gears ชั้นนำ
16 Oct 2020
พัดลมขนาดยักษ์ คือเหตุผลที่ทำให้เครื่อง PS5 มีขนาดใหญ่มากๆ
ข่าวเกี่ยวกับเครื่อง PlayStation 5 เป็นสิ่งที่เหล่าเกมเมอร์กำลังให้ความสนใจอย่างไม่ต้องสงสัย และอีกประมาณ 1 เดือนตัวเครื่องก็จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว หนึ่งในสิ่งที่หลายคนกำลังสงสัยเกี่ยวกับเจ้าเครื่องนี้อยู่ คือในเรื่องของขนาดที่ดูจะใหญ่กว่า PS4 อย่างมาก โดยเหตุผลที่ทำให้ PS5 มีขนาดใหญ่แบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพราะพัดลมของเครื่องที่มีขนาดใหญ่มากๆนั่นแหละครับ เพื่อที่จะระบายความร้อนออกจากเครื่อง PS5 ได้อย่างดีเยี่ยม วิศวกรของ Sony จึงจำเป็นต้องมีการใส่พัดลมขนาดใหญ่เข้าไปทั้งสองฝั่งของตัวเครื่อง โดยเหตุผลที่ทำให้ไม่ใช้พัดลมหลายๆ ตัว เป็นเพราะว่ามันจะเพิ่มต้นทุนในการผลิตมากเกินไป และอาจส่งผลให้ราคาของเครื่องสูงกว่านี้อีก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เครื่อง PS5 มีขนาดใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าแบบนี้น่าจะดีที่สุดแล้ว เพราะในเรื่องของขนาดจะไม่เป็นปัญหาในการซื้อมากไปกว่าราคาครับ การที่ Sony ตัดสินใจแบบนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ PS5 จะวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 นี้ในบ้านเราครับ Credit: Kotaku
15 Oct 2020
เปิดตัว IPhone 12 พร้อมกับชิป A14 Bionic ที่จะช่วยให้เราเล่นเกมได้ลื่นขึ้น!
เปิดตัวกันไปแล้วเมื่อคืนนี้กับ IPhone 12 มือถือเรือธงตัวใหม่จากทาง Apple ซึ่งนอกจากจะมาพร้อมกับหน้าจอสุดยอดเยี่ยม, กล่องโคตรเทพ และดีไซน์สวยล้ำแล้ว เจ้ามือถือตัวใหม่นี้ยังมาพร้อมกับชิป A14 Bionic ที่เหมาะกับการเล่นเกมมากกว่ามือถืออื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ด้วยครับ! ข่าวนี้ได้รับการยืนยันจาก Daniel Ahmad ในโพสต์ใหม่ของเขาบน Twitter ซึ่งเกมที่ถูกเอามา Highlight ในครั้งนี้คือ LOL Wild Rift เกม MOBA ชื่อดังที่กำลังจะเปิดให้เล่นบนมือถือเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ IPhone 12 ยังมาพร้อมกับระบบอินเทอร์เน็ต 5G ที่จะทำให้เชื่อมต่อได้ดีมากยิ่งขึ้น งานนี้บอกเลยว่าใครกำลังจะเปลี่ยนมือถือต้องจัดตัวนี้เลยครับ iPhone 12 จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 23 ตุลาคม 2020 นี้ครับ The big gaming focus at the Apple event today was 5G and League of Legends coming to mobile. In addition to throwing some shade at Fortnite, the key messaging was about iPhone 12 offering better performance than any other smartphone platform for gaming, including LoL. pic.twitter.com/Jgdc95CeZJ — Daniel Ahmad (@ZhugeEX) October 13, 2020 Credit: GameSpot
14 Oct 2020
AMD เตรียมวางขาย CPU Ryzen ซีรีส์ 5000 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2020 นี้!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา CPU ของทาง AMD ตัว Ryzen เรียกได้ว่าเข้ามาตีตลาด PC อย่างหนักจริงๆ ครับ เนื่องจากมีราคาที่ไม่แพง แถมยังมาพร้อมกับประสิทธิภาพสุดยอดเยี่ยม มันคงไม่แปลกอะไรที่เหล่าเกมเมอร์จะหันมาใช้ CPU ใหม่จากทางค่ายสีแดงนี้ และสำหรับใครที่กำลังจะเปลี่ยนมาใช้หน่วยประมวลผลของค่ายแดงเร็วๆ นี้ ดีใจได้เลยครับ เพราะว่ารุ่นใหม่ที่แรงกว่าเดิมจะวางจำหน่ายในช่วงต้นเดือนหน้านี้แล้ว! "AMD Ryzen 5000 Series" คือชื่อของหน่วยประมวลเจนใหม่นี้ โดยครั้งนี้ได้มีการใช้สถาปัตยกรรม Zen 3 ในการผลิต ดังนั้นในเรื่องของความแรงคิดว่าคงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความเลยครับ ซึ่งตอนนี้ได้มีการเปิดเผยราคาของเจ้า CPU เจนใหม่นี้บางตัวออกมาแล้วเช่นกัน สามารถดูได้ข้างล่างนี้เลยครับ! Ryzen 9 5950X ในราคา $799 (ในราคาประมาณ 25,000 บาท) Ryzen 9 5900X ในราคา $549 (ในราคาประมาณ 17,000 บาท) Ryzen 7 5800X ในราคา $449 (ในราคาประมาณ 14,000 บาท) Ryzen 5 5600X ในราคา $299 (ในราคาประมาณ 9,300 บาท) Credit: GamingBolt
09 Oct 2020
รีวิวการ์ดจอ RTX 3080 FE พร้อมตอบคำถาม "คุ้มหรือไม่หากจะอัพเกรดในตอนนี้"
วางจำหน่ายมาได้หลายอาทิตย์แล้วกับการ์ดจอ RTX 3080 ซึ่งต้องบอกเลยว่าขายดีเกิดคาดจริงๆ ครับ เพราะสินค้าเล่นหมดไปจากตลาดโลกเลย ในเวลาเพียงแค่ 1 วันหลังวางจำหน่ายเท่านั้น จนน่าจะทำเอาเพื่อนๆ หลายคนสงสัยว่า "เจ้าการ์ดจอ RTX 3080 ตัวใหม่นี้มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ? " อยู่ไม่มากก็น้อย ถือเป็นโชคดีของพวกเรา GameFever TH ที่ทาง Nvidia ได้ส่งการ์ดจอหายากตัวนี้มาให้เราได้ทดลองใช้งานกัน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ โดยวันนี้ผมจะมารีวิวให้เพื่อนได้รู้กันว่าเจ้า RTX 3080 มีดียังไง และมันคุ้มหรือไม่ หากจะจ่ายเงินถึง 25,000 บาทให้ได้มา ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ คุณสมบัติทางเทคนิค RTX 3080 นั้นใช้สถาปัตยกรรมในการผลิตใหม่ที่มีชื่อว่า Ampere ซึ่งเป็นการผลิตแบบ 8 นาโนเมตร ต่างจาก Turing สถาปัตยกรรมก่อนหน้านี้ (RTX 20 Series) ที่เป็นการผลิตแบบ 12 นาโนเมตร จึงส่งผลให้จำนวนทรานซิสเตอร์ทั้งหมดของการ์ดจอซีรีส์นี้มีสูงถึง 28 พันล้านตัว มากกว่าเจนที่แล้วที่ถึง 10 พันล้านตัว โดยผมจะแปะคุณสมบัติเบื้องต้นที่ไม่ลึกเกินไปข้างล่างนี้ครับ ข้อมูลจำเพาะของ GPU Engine: NVIDIA CUDA® Core 8704 Boost Clock (GHz) 1.71 Base Clock (GHz) 1.44 ข้อมูลจำเพาะของหน่วยความจำ: กำหนดค่าหน่วยความจำมาตรฐาน 10 GB GDDR6X ความกว้างของอินเทอร์เฟซหน่วยความจำ 320 บิต เปรียบเทียบ ( กราฟิกที่ได้/FPS ) ในเรื่องของกราฟิก ผมเชื่อว่าเกมเมอร์บนเครื่อง PC หลายคนยังไงใช้การ์ดจอ GTX ซีรีส์ 9 ไม่ก็ 10 อยู่ และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนมาใช้การ์ดจ่อซีรีส์ RTX กันในรุ่นนี้ ผมจึงจะขอทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของกราฟิกระหว่าง 1080Ti กับ 3080 ก่อนละกันครับ ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่าความแตกต่างระหว่างการ์ดจอทั้ง 2 ตัว จะเป็นในเรื่องของ RTX On / Off มากกว่าครับ เนื่องจากจริงๆ 1080Ti นั้นเพียงพอที่จะปรับกราฟิกแบบเต็มแม็กในความละเอียดแบบ Full HD แล้วยังได้ 60 FPS อยู่แล้วในเกมเจนปัจจุบัน โดยประการแรกผมจะขอโชว์รูปเปรียบเทียบระหว่างเปิด RTX On / Off ให้เพื่อนๆ ดูก่อนครับว่าต่างขนาดไหนในเกมจริงๆ [caption id="attachment_69861" align="aligncenter" width="1024"] RTX off[/caption] [caption id="attachment_69862" align="aligncenter" width="1280"] RTX on[/caption] จะสังเกตได้ว่าแสงกับเงา ที่เราได้เห็นในเกมหากเปิด RTX On จะมีความสมจริงกว่าไม่เปิด (อย่างน้อยคือการสะท้อนของเงามีความถูกต้องมากกว่า) ดังนั้นสำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์แสงเงาที่ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนมาใช้ RTX 3080 เลย ผมคิดว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ ครับ และถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยากเป็น RTX ถ้าคำนึงถึงความแตกต่างของ FPS ผมก็ยังคิดว่าคุ้มที่จะเปลี่ยนมาใช้อยู่ดี ซึ่งจะขอเปรียบเทียบให้ดูต่อไปข้างล่างนี้ครับ ในเรื่องของ FPS เชื่อว่าสำหรับเกมเมอร์หลายคนแล้ว เรื่องของ FPS เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คาดหวังจะได้เห็นความแตกต่าง ซึ่งมันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วที่ การ์ดจอรุ่นใหม่จะต้องแรงกว่ารุ่นเก่า แต่จะแรงกว่าถึงขนาดที่คุ้มค่ากับการเปลี่ยนรึเปล่า มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ โดยวันนี้ผมได้ทำกราฟเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นมาให้ครับ ดูได้ข้างล่างนี้เลย ( ป.ล ผล FPS ที่ได้นี้ทดลองด้วย CPU: Intel i9 10900K ครับ ) [gallery ids="69589,69590,69591,69592,69593,69594,69595,69596,69597"] จะสังเกตได้ว่า 3080 นั้นจะสามารถทำ FPS ออกมาได้มากกว่า 2080Ti ที่เป็นตัวท็อปของรุ่นที่แล้วได้อยู่ที่ประมาณ 20-30 FPS เท่านั้น แต่ทำได้มากกว่า 1080Ti ถึงประมาณ 50-60 FPS เลยทีเดียว ผมจึงคิดว่าสำหรับใครที่ยังใช้ GTX ซีรีส์ 9 หรือ 10 อยู่ การเปลี่ยนมาใช้ RTX 30 ดูเป็นอะไรที่ไม่แย่นักครับ ประสบการณ์ส่วนตัว เบื้องต้น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ตัวผมเองเป็นเกมเมอร์ที่เน้นเล่นเกมบนเครื่อง PC ครับ และก็มีงานอดิเรกเป็นการแต่งคอม แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมยังคงใช้การ์ดจอ GTX 1080Ti อยู่ เพราะคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะเปลี่ยนไปใช้การ์ดจอตัวใหม่ในเมื่อมันยังเล่นเกมแบบปรับภาพสวยๆ ได้อยู่ แต่การที่ได้สัมผัสประสบการณ์แบบกราฟิกจัดเต็ม + RTX On เป็นครั้งแรก บอกตรงๆ ว่าถึงแม้จะไม่ค่อยได้สังเกตความแตกต่างแบบจริงจัง แต่ผมกล้าพูดได้เลยว่าความสมจริงที่มากขึ้นมันอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ ครับ! ความสมจริงที่ผมพูดถึงอยู่นี้คือเรื่องของ "ทิศทางเงา" เมื่อเราเปิด RTX On แล้วมุมตกกระทบ และมุมสะท้อนของเงา จะมีความสมจริงก็กว่าก่อนเปิดเป็นอย่าง ซึ่งเอาจริงๆ ตอนที่เล่นเกมเราไม่ค่อยได้สังเกตุกันหรอกครับ อารมณ์มันจะเป็นแบบว่า "รู้สึกได้ว่าภาพมันสมจริงขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันสมจริงขึ้นยังไง" ประมาณนั้นครับ สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ "ประทับใจมากครับ" [caption id="attachment_69601" align="aligncenter" width="1264"] เมื่อเปิด RTX แล้ว เงาที่ได้จะสมจริงกว่า สังเกตุที่ตาข้างซ้ายของ Captain Price[/caption] ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับการ์ดจอตัวนี้ ในการ์ดจอ RTX ซีรีส์ 30 นั้นมีระบบ และฟีเจอร์ใหม่ๆ ถูกเพิ่มเข้ามาอยู่หลายตัว แต่ที่เด่นจริงๆ เห็นจะเป็น NVIDIA Reflex, G Sync 360 Hz และ DLSS 2.0  ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปข้างล่างนี้ครับ NVIDIA Reflex นี้คือเทคโนโลยีใหม่ของ Nvidia ที่จะช่วยลดความหน่วงของการตอบสนองลงอีกหลายสิบเสี้ยววินาที โดยมันจะช่วยให้คำสั่งที่เรา กดเมาส์ หรือพิมพ์ถูกส่งเข้าไปในเกมได้เร็วมากขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้จะสามารถใช้ได้กับจอที่มี G-Sync เท่านั้น ซึ่งระบบนี้สามารถใช้ได้กับการ์ดจอตั้งแต่รุ่นที่ 9 ขึ้นมา แต่จะส่งผลดีที่สุดหากใช้กับการ์ดจอซีรีส์ 30 ครับ ถ้าถามว่ามันจะทำให้คำสั่งของเราถูกทำในเกมเร็วขึ้นขนาดไหน ผมแนะนำให้ดูตัวอย่างได้เลยในวิดีโอข้างล่างนี้ครับ G Sync 360 Hz เทคโนโลยี NVIDIA Reflex เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม แต่มันจะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกถ้าหากใช้กับการเล่นเกมด้วยค่า Hz ที่สูงถึง 360 ในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ทาง Nvidia ได้พัฒนาให้การ์ดจอรองรับค่า Hz ที่สูงขนาดนี้ได้แล้ว เมื่อเอามารวมกับเทคโนโลยีที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ มันจึงทำให้ลดความหน่วงของการตอบสนองลงมาได้ถึงขีดสุกอย่างแท้จริงครับ DLSS 2.0 อีกหนึ่งเทคโนโลยียอดเยี่ยมที่มาพร้อมกับ RTX ซีรีส์ 30 คือ Deep Learning Super-Sampling 2.0 ครับ โดยเทคโนโลยีนี้คือการลบรอยหยักของโพลิกอนแบบใหม่ที่ใช้ความสามารถทางด้าน AI เข้ามาช่วยในการคำนวณ ซึ่งจะทำให้ GPU สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น และดัน FPS ออกมาได้สูงกว่าเดิม แน่นอนว่าเทคโนโลยีตัวนี้มีมาตั้งแต่ RTX ซีรีส์ 20 แต่ตัว DLSS 2.0 นี้จะสามารถทำงานได้ดีกว่าเจนที่แล้วอยู่มาก ทั้งในเรื่องของภาพที่คมชัดขึ้น และ FPS ที่มากขึ้นครับ คุ้มหรือไม่ ? RTX 3080 นั้นมีราคาอยู่ที่ประมาณ 24,000 - 25,000 ซึ่งถ้าจะถามว่า "มันคุ้มค่ากับการซื้อมาเปลี่ยน หรือไม่?" มันคงขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้เพื่อนๆ ใช่การ์ดจอตัวไหนอยู่ครับ โดยผมจะขอให้วิเคราะห์ให้อ่านกันด้านล่างนี้เลยครับ สำหรับคนที่ใช้ RTX ซีรีส์ 20 อยู่ จากกราฟเปรียบเทียบ FPS ด้านบนแล้ว จะสังเกตได้ว่าสิ่งที่เราจะได้จากการ์ดจอรุ่นใหม่นี้คือ FPS เฉลี่ยประมาณ 20-30 เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันไม่คุ้มขนาดนั้นครับ เพราะยังไงการ์ดจอที่เราใช้อยู่ ก็สามารถปรับกราฟิกสูงๆ ได้โดยที่ไม่ได้สูญเสีย FPS ไป ซึ่งถ้าหากจะเปลี่ยนจริงๆ คิดว่ารอจนกว่าเจนต่อไปจะออกน่าจะคุ้มค่ามากกว่าครับ สำหรับคนที่ใช้ GTX ซีรีส์ 10 ลงไป สำหรับคนที่ยังใช้การ์ดจอซีรีส์ตั้งแต่ GTX ซีรีส์ 10 ลงไปอยู่ ผมคิดว่านี้คือเวลาอันควรถ้าหากจะเปลี่ยนไปใช้ซีรีส์ RTX ครับ เนื่องจากเจ้าซีรีส์ 30 นี้มีประสิทธิภาพที่สูงมาก (แรงกว่า 1080Ti ประมาณ 70-90%) แถมยังมาพร้อมกับราคาที่ไม่แพงจนเกินไปอีกด้วย ยิ่งในยุคที่เครื่องเล่นเกมคอนโซลกำลังจะเข้าสู่เจนใหม่แบบนี้ คิดว่าเกมที่กำลังจะออกหลังจากนี้คงมีการยกระดับของกราฟิก และภาพด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นคิดว่าใครที่ใช้ GTX ซีรีส์ 10 ลงไป ถ้าจะเปลี่ยนเป็น RTX 3080 ตอนนี้ก็เป็นอะไรที่ดูคุ้มค่าอยู่ครับ สิ่งที่ควรระวัง สุดท้ายนี้ก่อนจะออกจากบ้าน หรือเปิดเน็ตขึ้นมากดสั่งของของกัน ผมอยากจะเตือนเพื่อนๆ ว่า ความแรงของ CPU กับ GPU ไม่ควรจะแตกต่างกันมากเกินไปครับ เนื่องจากว่าถ้าหาก CPU ของเพื่อนๆ แรงไม่พอ การซื้อ RTX 3080 มาใช้อาจทำให้เกิดอาการคอขวด จนส่งผลให้การ์ดจอไม่สามารถทำงานอย่างเต็มที่ได้ และอาจทำให้ FPS ที่ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าหากถามว่าควรใช้ CPU ตั้งแต่รุ่นไหนเป็นต้นไปผมคิดว่าไม่ควรต่ำกว่า Ryzen 5 3600 หรือ Intel Core i5 10400 ครับ อีกหนึ่งเรื่องที่อยากให้สนใจกันด้วยคือในเรื่องของขนาดการ์ดจอครับ RTX 3080 เพราะตอนนี้ทุกรุ่นที่มีขายอยู่ในตลาดนั้นมีความยาวเทียบเท่ากับการ์ดจอรุ่น 3 พัดลมเลยครับ เคสของใครที่ไม่สามารถใส่การ์ดจอรุ่น 3 พัดลมได้ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเคสกันด้วยครับ ท้ายที่สุดคือในเรื่องของ Power Supply โดยบนเว็บไซต์ของ Nvidia เองได้บอกว่ารุ่นนี้กินไฟมากพอสมควร ผู้ใช้งานควรมีกำลังไฟของ PSU มากกว่า 750W ขึ้น ถ้าหากว่าใครยังใช้ 650W อยู่ เล่นๆ ไปแล้วคอมอาจจะ Restart เองได้ ซึ่งนับเป็นอะไรที่อันตรายอย่างมากครับ [penci_review id="69178"]
08 Oct 2020
ดูกันให้ชัดๆ ! Sony แกะเครื่อง PS5 ให้ดูไปเลยว่าข้างในเป็นอย่างไร!
อีกแค่ 1 เดือนก่อนที่เหล่าเกมเมอร์จากทั่วโลกจะได้สัมผัสประสบการณ์เกมมิ่งบนเครื่อง PS5 สุดยอดเยี่ยม ซึ่งจากข่าวทั้งหมดก่อนหน้านี้ มันบอกเล่าถึงความยอดเยี่ยมของเจ้าเครื่องนี้มาแล้วมากมาย และเพื่อให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเครื่องนี้มากขึ้นไปอีก ล่าสุดทาง Sony ก็ได้ปล่อยวิดีโอโชว์แกะเจ้าเครื่อง PS5 ให้ดูกันแบบชัดๆ เลยครับ! วิดีโอดังกล่าวถูกปล่อยออกมาเมื่อคืนนี้ โดยเครื่อง PS5 นั้นได้มีการใช้พัดลมสองตัวที่มีขนาดใหญ่มากๆ ในการระบายความร้อน และที่น่าสนใจที่สุดก็คือตัว Heat Sink ที่มีขนาดใหญ่มาก และใช้ทองแดงเป็นส่วนผสมหลัก ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าเครื่อง PS5 จะสามารถระบายความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังโชว์ให้เห็นถึงขนาดของ CPU กับ GPU ของเครื่อง โดยหน้าตาของแผงวงจรหลักนั้นมีความใกล้เคียงกับที่เราเห็นใน VGA แต่มีขนาดใหญ่กว่ามากครับ รับชมวิดีโอดังกล่าวได้ข้างล่างนี้ PS5 จะวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 นี้ Credit: GamingBolt
08 Oct 2020
รู้หรือไม่ เราสามารถติดตั้งเกมในแรมของการ์ดจอ RTX 3090 ได้ด้วยนะ!
RTX 3090 เรียกไดว่าเป็นการ์ดจอตัวท็อปของซีรีส์ใหม่ที่มาพร้อมกับพลังในการประมวลผลภาพ และกราฟิกอย่างไม่ต้องสงสัย ที่น่าตกใจคือเจ้าการ์ดจอตัวนี้มาพร้อมกับ VRAM ที่เยอะถึง 24 GB จนกลายคนยังตั้งคำถามอยู่ว่า "เราจำเป็นต้องมีแรมการ์ดจอไปทำไมเยอะขนาดนั้น?" แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีคนนำแรมที่มากมายขนาดนั้นไปใช้ลงเกม 15 GB ครับ? ผู้ใช้งาน Twitter ที่ชื่อว่า Strife, la fillette révolutionnaire ได้โพสต์ข้อความบนใหม่พร้อมรูปภาพ ที่โชว์ให้เห็นว่าเธอได้ลงเกม Crysis ใน VRAM ของการ์ดจอ โดยใช้โปรแกรม GpuRamDrive ในการเปลี่ยนพื้นที่ 15 GB ของ VRAM ให้เป็น NTFS partition จากนั้นนำเกมไปเก็บไว้ ที่น่าตกใจคือตัวเกมสามารถเปิดได้ทั้งยังเล่นได้ตามปกติ แถมยังมีค่า FPS ที่สูงขึ้นอีกด้วย ดูโพสต์ดังกล่าวได้ข้างล่างนี้เลยครับ I installed Crysis 3 on my graphics card! I used some VRAMdrive software called GPU Ram Drive, made a 15GB NTFS partition on the GPU, then installed Crysis 3 on it At 4K very high settings get good fps and the game loads very fast - GPU-Z reports total VRAM use 20434MB pic.twitter.com/lLcQsD5JYM — Strife, la fillette révolutionnaire (@Strife212) October 4, 2020 Credit: Kotaku
06 Oct 2020
Nvidia เผย RTX 3080 และ 3090 อาจขาดตลาดจนกว่าจะหมดปี 2020!
ในขณะที่ผู้เล่นบนเครื่องคอนโซล กำลังพบกับปัญหาที่ไม่สามารถพรีออเดอร์เครื่อง PS5 กับ Xbox Series X ได้เนื่องจากความต้องการที่มีมากเกินไป ผู้เล่นทางฝั่ง PC เองก็กำลังเจอกับสถานการณ์คล้ายๆ กัน เนื่องจาก RTX 3080 และ 3090 เองก็กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากจนไม่มีของอยู่ในตลาดเลย โดยล่าสุดจากคำพูดของ CEO บริษัท Nvidia เหมือนว่าเราคงยังไม่เห็นการ์ดจอทั้ง 2 ตัววางขายในตลาดไปอีกนานเลยครับ! Jensen Huang ได้พูดว่า "ผมเชื่อว่าความต้องการของตลาด จะมีมากกว่าสินค้าที่ผลิตได้ ไปจนกว่าจะหมดปี 2020 เลย เพราะอย่าลืมว่าช่วงวันหยุดยาวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดังนั้นผมเชื่อว่าความต้องการของตลาด จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2020" ซึ่งคุณ Jensen ยังยืนยันอีกด้วยว่า "ไม่ใช่ว่าเราผลิตไม่เพียงพอ แต่ความต้องการใน 3080 กับ 3090 มันมีมากกว่าที่คิดไว้มากจริงๆ " ดังนั้นสำหรับใครที่อยากได้การ์ดจอตัวใหม่นี้ ก็คงต้องอดใจรอกันไปยาวๆ ครับ ต้องรอดูว่าปี 2021 จะเริ่มมีสินค้าให้เราซื้อแล้วหรือไม่ต่อไป RTX 3080 และ 3090 วางจำหน่ายแล้ววันนี้! Credit: GamingBolt
06 Oct 2020
GeForce RTX 3070 จะเลื่อนวันวางจำหน่ายออกไป 2 อาทิตย์!
RTX 3080 กับ 3090 วางจำหน่ายมาได้สักพักแล้ว และของก็หมดไปได้สักพักแล้วเช่นกัน จากเรื่องนี้คงบอกได้เป็นอย่างดีว่าความต้องการในการ์ดจอรุ่นใหม่นั้นมีมากมายขนาดไหน ซึ่งคิดว่า 3070 รวมไปจนถึง 3060 ที่กำลังจะออกเอง คงไม่ต่างอะไรกันมากมายนัก โดยเหมือนทาง Nvidia จะต้องการหลีกเลี่ยงเรื่องนี้เหมือนกันครับ! แรกเริ่มเดิมที RTX 3070 มีกำหนดจะวางจำหน่ายในช่วงกลางเดือนนี้ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์สินค้าขาดตลาดอย่างหนักเหมือนตอน 3080 กับ 3090 ทาง Nvidia จึงตัดสินใจที่จะเลื่อนวันวางจำหน่ายออกไปเป็น 29 ตุลาคม แทน อย่างไรก็ตามตัวผมเองคิดว่า 3070 ก็น่าจะขาดตลาดในตอนที่วางจำหน่ายเช่นกัน เพราะยังไงเจ้าการ์ดตัวนี้ก็ยังแรงกว่า 2070 อยู่ถึง 60% คิดว่าเหล่าเกมเมอร์น่าจะเล็งตัวนี้อยู่หลายคนเลยครับ RTX 2070 จะวางจำหน่ายในวันที่ 29 ตุลาคม 2020 นี้ครับ Credit: GamingBolt
05 Oct 2020
Gigabyte เผยรหัสการ์ดจอใหม่ 4 ตัวที่คาดว่าจะเป็น RTX 3060Ti
RTX ซีรีส์ 30 วางจำหน่ายมาได้สักพักแล้วกับตัว 3080 และ 3090 โดยต้องบอกเลยว่าประสิทธิภาพของการ์ดจอเจนเนอร์เรชั่นนี้เมื่อเทียบกับราคาแล้ว เป็นอะไรที่ดูคุ้มค่ากับการเปลี่ยนมาใช้มาก อย่างไรก็ตามสำหรับเกมเมอร์บางคนอาจไม่ต้องการใช้การ์ดจอที่มีราคาสูงขนาด 3080 หรือ 3090 กำลังรอการมาของ 3070 กับ 3060 อยู่ แต่เหมือนว่าล่าสุด อาจมีอีก 1 ตัวเลือกมาให้เพื่อนได้ซื้อกันครับ! Gigabyte ได้เผยรหัสสินค้าการ์ดจอตัวใหม่ 4 ตัว คือ GV-N306TAORUS M-8GD GV-N306TGAMING OC-8GD GV-N306TEAGLE OC-8GD GV-N306TEAGLE-8GD โดยจุดที่น่าสนใจก็คือรหัสทั้ง 4 ตัว นั้นมีคำว่า "N306T" อยู่ทั้งหมด แถมทุกตัวยังเป็นรุ่นที่มีแรมสูงถึง 8GB ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ ทั้ง 4 ตัวจะเป็น RTX 3060Ti อย่างไรก็ตามในข่าวก่อนหน้านี้ที่เป็นรูปภาพจาก Galax ไม่ได้มีการ์ดจอ 3060Ti หรือรหัสที่ใกล้เคียงถูกโชว์ออกมาด้วย ดังนั้นคิดว่ายังมีความเป็นไปได้ที่นี้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดเช่นกันครับ  
02 Oct 2020
Kingston Technology เป็นซัพพลายเออร์โมดูล DRAM อันดับต้นในปี 2562
Kingston มีรายได้มากที่สุดอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 80.33% ส่งโมดูล 16Gbit ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านหน่วยความจำ ขณะที่อุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไปใช้ความหนาแน่นสูงขึ้น กรุงเทพฯ 30 กันยายน 2563 – Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศความสำเร็จหลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ประเภทบุคคลที่สาม (Third-party) อันดับต้นของโลก ในการจัดอันดับตามรายได้ล่าสุดโดยบริษัทด้านการวิเคราะห์ TrendForce (เดิมชื่อ DRAMeXchange) Kingston ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 80.33% โดยประมาณ ด้วยรายได้ 12,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งปี 2562 นี้นับเป็นปีที่ 17 ติดต่อกันที่ Kingston ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับสูงสุดโดย TrendForce TrendForce ระบุว่าราคาจำหน่ายของ DRAM ที่ลดลงในปี 2562 เป็นผลจากอุปทานที่มากเพียงพอ ประกอบกับความต้องการที่ลดลงทั้งจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์และเครื่องลูกข่าย ส่งผลให้ผู้ผลิตโมดูลหลายรายมีรายได้ลดลง ซึ่งตามข้อมูลของนักวิเคราะห์นั้น Kingston ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายที่เอาชนะแนวโน้มตลาดนี้ได้ และมีส่วนแบ่งการตลาดที่เติบโตขึ้น โดย Kingston สามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าและลูกค้า เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดและความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ผลการจัดอันดับซัพพลายเออร์โมดูล DRAM 10 อันดับแรกโดย TrendForce มีดังต่อไปนี้: เทคโนโลยีการพิมพ์แผงวงจรบนเวเฟอร์แบบใหม่ เพิ่มความหนาแน่นของ DDR4 DRAM ขณะที่อุตสาหกรรมหน่วยความจำกำลังเปลี่ยนผ่านจากโมดูลแบบ 8Gbit ในปัจจุบันไปสู่ 16Gbit ทาง Kingston เตรียมช่วยเหลือลูกค้าและตอบโจทย์ด้วยการสร้างความเข้ากันได้ระหว่างชิปที่มีความหนาแน่นสูงขึ้นแบบใหม่ให้ทำงานได้บนแพลตฟอร์มดั้งเดิม เทคโนโลยีการพิมพ์แผงวงจรบนเวเฟอร์ใหม่ใน DRAM แบบ 16 Gbit สามารถประหยัดพลังงานได้เหนือกว่าแบบ 8Gbit เดิม ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่บนคอมพิวเตอร์พกพาและลดต้นทุนในศูนย์ข้อมูลลง และยังช่วยเพิ่มความจุต่อโมดูลได้ในขณะเดียวกันKingston เริ่มส่งมอบหน่วยความจำ Registered DIMMS ขนาด 64GB ตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้ว และได้ปรับปรุงสายผลิตภัณฑ์ Server Premier ใหม่ทั้งหมดให้เป็นโซลูชันแบบ 16Gbit ในเดือนกรกฎาคม 2563 Kingston กล่าวว่า “ผลการวิจัยเชิงบวกจาก TrendForce สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท และความเป็นผู้นำของเราในฐานะผู้ผลิตโซลูชัน DRAM ประเภท Third-party โดยตำแหน่งสูงสุดของเราในตลาดช่วยให้เราทำงานได้อย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าและผู้จำหน่าย และสามารถมอบความรู้และแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนไปใช้โมดูลบบ 16Gbit ซึ่งความก้าวหน้าดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการเติบโตของการประมวลผลบนคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล Edge และเครือข่าย 5G” ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ kingston.com สามารถติดตาม Kingston ได้ที่: Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/ YouTube: http://www.youtube.com/user/KingstonAPAC
30 Sep 2020
สัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมสุดสมจริงด้วย Lenovo Legion Slim 7i เกมมิ่งแล็ปท็อป GeForce RTX™ ขนาด 15 นิ้วที่เบาที่สุดในโลก
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 29 กันยายน 2563 – เลอโนโว ประเทศไทย เอาใจคอเกมที่มองหาความคล่องตัวในการเล่นเกม จัดเปิดตัวเกมมิ่งแล็ปท็อปกราฟิก GeForce RTX ที่เบาที่สุดในโลก1 Lenovo Legion Slim 7i2 หน้าจอ 15 นิ้ว มาพร้อมตัวเลือกโปรเซสเซอร์โมบายล์สูงสุดระดับ 10th Gen Intel Core i9 HK-series จีพียูแยก ระบบปฏิบัติการ Windows 10 และฟีเจอร์อีกมากมายช่วยมอบความแรง รวมถึงเฟรมเรตสูง ให้คอเกมโหลดทุกเกมได้อย่างลื่นไหล ตัวเครื่องผลิตโดยใช้อลูมิเนียมเกรดอุตสาหกรรมอวกาศ น้ำหนักเบา ทนทาน นอกจากจะมีตัวเลือกจีพียูสูงสุด NVIDIA GeForce RTX 2060 ที่มาพร้อมนวัตกรรม Max-Q Design สำหรับ ray tracing แบบเรียลไทม์แล้ว วิศวกรของเลอโนโวก็ยังได้ทำงานร่วมกับทีม NVIDIA เพื่อเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพ ให้กับผลิตภัณฑ์เกมมิ่งแล็ปท็อปของเลอโนโวที่สร้างมาให้รองรับ Max-Q อย่าง Lenovo Legion Slim 7i ด้วยการใส่เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าไปในเครื่อง อาทิ เทคโนโลยี Advanced Optimus3 ช่วยสลับการใช้งานกราฟิกให้เป็นแบบรวม (เมื่อใช้งานทั่วไป) หรือแยก (เมื่อใช้งานหนัก เช่น เล่นเกมความละเอียด Full HD) ตามความเหมาะสมของการใช้งานเครื่อง เพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ เทคโนโลยี Max-Q Dynamic Boost4 ช่วยปรับการใช้พลังงานระหว่างซีพียูและจีพียูแบบอัตโนมัติ ตามรูปแบบการใช้งานของเครื่อง อาทิ ปรับการใช้พลังงานไปที่จีพียู เมื่อเล่นเกมหรือใช้ทำงานหนัก4 โดยการปรับใช้พลังงานระหว่างซีพียู และจีพียูให้เหมาะสมนี้ จะส่งผลให้เฟรมเรตสูงขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพการเล่นเกมก็เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 10%4 และอีกหนึ่งเทคโนโลยี DLSS 2.0 (Deep Learning Super Sampling) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เฟรมเรทเร็วขึ้น 2-3 เท่า5 ด้วย AI แต่ยังคงไว้ซึ่งภาพที่คมชัดราว ½ ของพิกเซล เมื่อเปิดใช้งาน ray tracing คุมความสุขุมเยือกเย็นได้เมื่ออยู่ใต้ความกดดัน ด้วยความบางเพียง 17.9 มม. และน้ำหนักเพียง 1.86 กก. ผู้ใช้งานจึงสามารถพก Legion Slim 7i ไปได้ทุกที่อย่างสะดวกสบาย ตัวเครื่องมาพร้อมแบตเตอรี่ 71 WHr ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 7.75 ชั่วโมง6 และระบบชาร์จ Rapid Charge Pro7 ในส่วนของการระบายอากาศ เลอโนโวยังคงพัฒนาเทคโนโลยีการควบคุมอุณหภูมิเครื่องอย่างต่อเนื่อง ด้วยโซลูชั่นระบายอากาศอันชาญฉลาดอย่างLenovo Legion Coldfront 2.0 เสริมด้วยการเจาะรูระบายอากาศใหม่บริเวณเหนือคีย์บอร์ดด้วยเครื่องจักร ทำให้ระบบการนำอากาศเข้าของ Legion Slim 7i มีขนาดใหญ่ขึ้น 31% ช่วยขจัดความร้อนออกจากเครื่องระหว่างสมรภูมิเกมที่ดุเดือด ได้มากกว่าเครื่องรุ่นก่อน ๆ สูงสุดถึง 115% นอกจากนี้ยังมีใบพัดมากขึ้น เพิ่มลมเย็นไปยังซีพียูและจีพียู เซ็นเซอร์ 5 จุด คอยตรวจสอบระบบเครื่องให้เตรียมพร้อมรับมือกับความต้องพลังงานที่กำลังจะเพิ่มขึ้น ระบบลำโพง Dolby Atmos Speaker System ที่มาคู่กับ Sound Radar โดย Dolby ให้เสียงดังคมชัด และ acoustics chamber ที่ออกแบบมาเพื่อลดเสียงรบกวนจากระบบภายในอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสำหรับการรบตลอดเวลา ด้วยฟีเจอร์ที่ฉลาดกว่าเดิม หายห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะมีทั้งระบบอ่านลายนิ้วมือไบโอเมตริกซ์ที่ฝังอยู่ใต้ปุ่มเปิดเครื่อง และเว็บแคมที่มี Privacy Shutterให้ผู้ใช้งานเลื่อนปิดกล้องเองได้ง่าย ๆ และเพราะเกมเมอร์แต่ละคนก็มีความต้องการแตกต่างกันไป Legion Slim 7i จึงมาพร้อมตัวเลือกตัวจัดเก็บข้อมูลสูงสุด 2TB M.2 NVMe PCIe SSD (RAID 0)8 ตัวเลือกหน่วยความจำสูงสุด 32GB 3200 MHz DDR4 และอีกหลากหลายตัวเลือกสำหรับหน้าจอ 15.6 นิ้ว เช่น หน้าจอ 4K IPS VESA DisplayHDR 400 พร้อม 100% Adobe RGB รีเฟรชเรท 60Hz และความสว่างระดับ 600 nits สำหรับสายอีสปอร์ต เครื่องก็มีมาพร้อมตัวเลือก 144 เฟรมต่อวินาที (FPS) ที่ 144Hz เพื่อตัดปัญหาอาการจอแล็กของหน้าจอ Full HD IPS พร้อม 100% sRGB หน้าจอมีอัตราส่วนการรับชม 85.6% และรองรับ Dolby Vision ให้ภาพสวยสดใส สุดทั้งความสว่าง คอนทราสต์ ค่าสี และรายละเอียด เหมือนเข้าไปอยู่ในเกมจริง เมื่อเทียบกับภาพบนหน้าจอพีซีทั่วไป Dolby Vision จะให้สี และไฮไลท์ที่สว่างกว่า รวมถึงสีดำที่ดำกว่า กลไกของคีย์บอร์ดที่ล้ำมากขึ้น Lenovo Legion Slim 7i มาพร้อมคีย์บอร์ด TrueStrike ที่ได้รับการปรับปรุงมาเพื่อตอบโจทย์การเล่นเกมของเหล่าเกมเมอร์ ด้วยsecond transition switches ให้ความรู้สึกหนักแน่นเมื่อกด 100% anti-ghosting Numpad ขนาดใหญ่ และ Corsair® iCUE RGBให้เกมเมอร์ที่ชอบสีสันปรับเลือกสีของตัวอักษรบนแป้นได้ตามความต้องการ มีให้เลือกกว่าล้านเฉดสี เมื่ออยู่ข้างนอก ผู้ใช้งานก็สามารถเชื่อมต่อแบบเร็วสุดขีดได้ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง อินเตอร์เน็ต Intel Wi-Fi 6 (Gig+)9  พอร์ตThunderbolt 2 พอร์ต และ Bluetooth 5 นอกจากเหนือไปจากขุมพลังสุดแรง และสไตล์ที่โดดเด่น Legion Slim 7i รวมถึงผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และแล็บท็อบ Legion ทุกรุ่นจากเลอโนโว ยังมีบริการดูแลหลังการขายแบบจัดเต็ม เอาใจเหล่าเกมเมอร์โดยเฉพาะอย่าง Unbeatable Protection ฟรีทันที ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Lenovo Legion รุ่นปี 2020 รวมไปถึง Lenovo IdeaPad Gaming 310 โดยช่างเทคนิคส่วนใหญ่นั้นเป็นเกมเมอร์ พร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงจุด รวมถึงเคล็ดลับการปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้แรงขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่แพ้คู่แข่งในสนามรบ ราคา และการวางจำหน่าย11 Lenovo Legion Slim 7i ขนาด 15 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 69,990 บาท และคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน2563 พิเศษ! เมื่อลงทะเบียนรับส่วนลดพิเสษ 7,000 บาท และสำหรับ 30 ท่านแรกที่ซื้อกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รับของแถม 7 อย่างมูลค่า 17,000 บาท ฟรี!! ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lenovo.com/th/th/legion หรือ www.facebook.com/lenovolegionTH/  
30 Sep 2020
ลือ GTAV ให้แฟนๆ เล่นได้ฟรีบนเครื่อง PS5 หากมีตัวเกมบน PS4 อยู่แล้ว
GTAV อีกหนึ่งเกมที่มียอดขายถล่มทลายจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมกับยอดผู้เล่นจำนวนมหาศาลตลอดกาลคงจะเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์แฟนๆ ไม่น้อยหากทาง Rockstar จะประกาศว่าตัวเกมที่จะลงบนเครื่องคอนโซลรุ่นถัดไปอย่าง Xbox Series X,S และ PS5 จะสามารถอัปเกรตฟรีหากมีตัวเกมจากเครื่องเก่าแล้ว เนื่องจากตัวเกมที่อยู่บนเครื่อง PS4 นั้นจะสามารถอัปเกตได้ฟรีบนเครื่อง PS5 จึงทำให้เกิดคำถามมากมายว่าตัวเกมที่มียอดผู้เล่นหลายล้านคนจะสามารถให้ผู้เล่นเหล่านั้นเล่นได้ฟรีๆ หรือไม่ ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ แต่รายชื่อเกมอย่าง Yakuza: Like a Dragon ซึ่งเป็นทีมผู้พัฒนาจากค่ายเดียวกัน ประกาศว่าจะไม่มีการอัปเกรตฟรี แต่อย่างไรก็ตามแม้ตัวเกมอาจจะไม่ได้อัปเกรตฟรี แฟนๆเองคงเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว หากไม่ฟรีเชื่อว่าหลายๆ คนก็ซื้อเกมมาเล่นเช่นเดิม ถึงอย่างนั้นนี้เป็นเพียวข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางผู้พัฒนาคงต้องรอการประกาศจากบริษัทอีกครั้งว่าตัวเกมจะเป็นการอัปเดตฟรีหรือไม่ Credit: Gamerant 
25 Sep 2020
Xbox Series X / S จะวางจำหน่าย SSD 1TB เพิ่มเติมในราคาประมาณ 7,000 บาท
ในปัจจุบัน คงต้องยอมรับครับว่าไฟล์ของเกมเริ่มมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่ถ้าหากเกมจะมีขนาดไฟล์ถึง 100 GB ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรครับ ซึ่งมันส่งผลให้การซื้อ SSD หรือ Harddisk แยกสำหรับเก็บเกมบนเครื่อง Console โดยล่าสุดทาง Microsoft ได้มีการเปิดตัวราคาแพ็คเกจ SSD ความจุ 1 TB สำหรับเครื่อง Xbox Series X / S ในราคา $220 (เกือบๆ 7,000 บาท) ครับ! ดูเผินๆ แล้วอาจจะเหมือนว่า SSD ตัวนี้มีราคาที่แพงมาก เนื่องจากถูกกว่าเจ้า Xbox Series S เพียงแค่ $80 เท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว SSD ขนาด 1 TB ที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลเท่าๆ กัน ก็มีราคาประมาณ 7,000 - 9,000 บาทอยู่แล้ว ผมจึงคิดว่าราคานี้ไม่ได้แพงจนเกินไป และสมเหตุสมผลครับ โดยแพ็คเกจนี้มีวางขายในเว็บไซต์ Best Buy แล้ว สามารถเข้าไปดูได้เลยครับ Xbox Series X / S จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2020 นี้ครับ Credit: GamingBolt
25 Sep 2020
เวสเทิร์น ดิจิตอล เสริมตลาดระบบบันทึกวิดีโอที่รองรับ AI ที่กำลังเติบโตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยโซลูชันในกลุ่มผลิตภัณฑ์ WD Purple
การผสมผสานกันระหว่างฮาร์ดดิสก์ใหม่ขนาด 18TB  การ์ด microSD ขนาด 1TB และซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาเพื่อรองรับเวิร์คโหลดของการสตรีมมิ่งตลอด 24 ชม. ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของเครื่องบันทึก กล้องอัจฉริยะ กล้องแบบ NVR ระบบเรียนรู้เชิงลึกและแอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอในเรื่อง ขนาดความจุ ประสิทธิภาพการทำงาน และความทนทาน กรุงเทพฯ 24 กันยายน 2563 – เวสเทิร์น ดิจิตอล (NASDAQ: WDC) ประกาศเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์กลุ่มสตอเรจโซลูชันในตระกูล WD Purple™ ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถออกแบบและสร้างโซลูชันที่สามารถรองรับเวิร์คโหลดที่หลากหลายของวิดีโออัจฉริยะ โดยจะประกอบด้วย ฮาร์ดดิสค์สำหรับกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพแบบดิจิตอล (DVR) และกล้องไอพีที่ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพ (NVR) และแอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอที่มีขนาดถึง 18TB* ซึ่งเป็นความจุที่สูงสุดในอุตสาหกรรม สำหรับ รวมถึงการ์ด WD Purple SC QD101 microSD™ ขนาด 1TB* สำหรับกล้องที่รองรับการทำงานแบบ AI ไดร์ฟทุกตัวในกลุ่ม WD Purple สร้างมาตรฐานให้กับแอปพลิเคชันสำหรับวิดีโออัจฉริยะ เพราะอุตสาหกรรมกล้องวงจรปิดกำลังขยายขอบเขตของการนำการเรียนรู้และการวิเคราะห์เชิงลึกมาใช้ เวสเทิร์น ดิจิตอลจึงพัฒนาไดร์ฟที่สามารถช่วยลดการสูญเสียเฟรมภาพและการเคลื่อนไหวแบบหยุดเป็นจังหวะ (Pixilation) ปรับปรุงคุณภาพการเล่นวิดีโอที่บันทึกไว้ และเพิ่มประสิทธิภาพการสตรีมเวิร์คโหลดที่ทำงานตลอด 24 ชม. ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การรับข้อมูลจนถึงการสำรองข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลระยะยาว เพราะ WD ต้องการพัฒนาการวิเคราะห์ข้อมูลและ deep learning ปัจจุบันอาคารพาณิชย์ หน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชน ต่างกระตือรือร้นในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์เชิงลึก (Deep learning) มาใช้เพื่อที่ให้ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Automation) โดยลดการทำงานของคนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น กล่าวคือ พนักงาน ลูกค้า และชุมชน จะมีประสบกาณณ์การใช้งานที่ดีขึ้นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อัลกอริธึมของ  Deep learning ต้องการข้อมูลที่สร้างขึ้นจาก IoT และระบบนิเวศที่สัมพันธ์กันของอุปกรณ์ปลายทางต้องการคุณภาพไฟล์ที่มีความละเอียดที่สูงขึ้นเพื่อวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น และต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในกล้องและการบันทึกวิดีโอแบบ NVR ที่เพิ่มมากขึ้น ตามรายงานฉบับล่าสุดของ Omdia เรื่อง Video Surveillance & Analytics Intelligence Service ตีพิพม์เดือนกรกฎาคม 2563 กล่าวว่า ปริมาณการส่งกล้องที่มีอัลกอริทึม Deep Learning เพื่อจัดจำหน่ายยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2562-2567) โดยอัตราการเติบโต (CAGR) จะอยู่ที่ 67% และการบันทึกวิดีโอแบบ NVR ที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์เชิงลึกจะเติบโตตามมาที่ 37% ขณะที่แอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอจะเติบโตที่ 43% นอกจากนี้ จาก การสำรวจที่ เวสเทิร์น ดิจิตอล จัดทำขึ้น ในปี 2563 โดยสำรวจบริษัทผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภับแบบครบวงจรในทวีปอเมริกาเหนือพบว่า 76% เห็นว่าการวิเคราะห์วิดีโอและ AI มีบทบาทกับการนำไปใช้ในงานของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   มีบทบาทมากกว่าแค่ฮาร์ดแวร์ การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเฟิร์มแวร์สำหรับฮาร์ดดิสก์ และความสามารถในการจัดการข้อมูลของตัวไดรฟ์ WD Purple ของเวสเทิร์น ดิจิตอล มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงความสามารถของระบบตลอดจนการจัดการอุปกรณ์ผ่านโซลูชันวิดีโออัจฉริยะที่ใช้ AI การผสมผสานดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ความทนทาน และประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวมให้ที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ให้กับลูกค้า เทคโนโลยี AllFrame™ ที่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ WD Purple ของเวสเทิร์น ดิจิตอล มอบเทคนิคการจัดการแคชและสตรีมมิ่งที่ครอบคลุมเพื่อช่วยป้องกันข้อมูลสูญหายและติดตามการจัดการสตรีมอย่างต่อเนื่อง Western Digital Device Analytics™ โซลูชันที่มีการบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์สำหรับฮาร์ดดิสก์ของเวสเทิร์น ดิจิตอล โดยสามารถตรวจสอบและการวิเคราะห์ให้กับผู้ใช้งาน ทำให้สามารถตรวจจับสภาพที่เป็นปัญหาในไดรฟ์และให้คำแนะนำในการแก้ไขได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น   ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ความจุ 18TB ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมในเรื่องขนาดความจุของฮาร์ดดิสค์สำหรับกล้องวงจรปิด ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ความจุ 18TB ตัวใหม่ได้รับการออกแบบมาสำหรับ NVR และอุปกรณ์วิเคราะห์วิดีโอรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ GPU ซึ่งสามารถส่งแอปพลิเคชันการวิเคราะห์ทั้งแบบเรียลไทม์และหลังการบันทึก ด้วยความจุที่มีมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 28% จึงทให้ฮาร์ดดิสก์ขนาด 18TB ตัวใหม่นี้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับจัดเก็บวิดีโอ ภาพอ้างอิง และเมทาดาทา (metadata) ที่อุปกรณ์ปลายทาง เพื่อรองรับการทำงานแบบ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ขนาดความจุตั้งแต่ 8TB จนถึง18TB จะมีเทคโนโลยี AllFrame AI ที่สามารถรองรับการบันทึกของกล้องความละเอียดสูงได้มากถึง 64 ตัว รวมถึงข้อมูลการสตรีมของการวิเคราะห์การเรียนรู้เชิงลึกเพิ่มได้อีก 32 รายการ   การ์ด WD Purple SC QD101 microSD™ ขนาด 1TB สำหรับการ์ด WD Purple 1TB microSD  ถูกออกแบบมาสำหรับกล้องที่รองรับ AI กล้องวงจรปิด และอุปกรณ์แบบ Edge ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลหลักหรือสำรองข้อมูล โดยจะใช้เทคโนโลยีชิป 3D NAND แบบ 96 เลเยอร์ขั้นสูงของเวสเทิร์น ดิจิตอล และยังให้การผสมผสานระหว่างความทนทานขั้นสูงที่มีค่า P/E กว่า 500 รอบและมีความจุขนาด 1TB, 512GB, 256GB, 128GB, 64GB และ 32GB* การ์ด microSD WD Purple ที่แข็งแรงและทนทาน ทนต่อสภาพอากาศ ความชื้น และอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -25 ถึง 85 องศาเซลเซียส สำหรับกล้องที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ฟีเจอร์การตรวจเช็คสถานะการทำงานของการ์ดจะช่วยให้ผู้ติดตั้งและผู้ให้บริการสามารถประเมินความทนทานที่เหลืออยู่และหากจำเป็นก็สามารถเข้าให้บริการดูแลการ์ดก่อนที่จะเกิดปัญหา    การจัดจำหน่าย ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ขนาด 18TB จะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2563 ส่วนการ์ด WD Purple SC QD101 microSD ขนาด 1TB คาดว่าจะวางขายในเดือนพฤศจิกายนปี 2563 นี้   คำพูดอ้างอิงเพิ่มเติม:  ทิม ปาล์มควิสต์ (Tim Palmquist) รองประธานประจำประเทศอเมริกา บริษัท ไมล์สโตน ซิสเท็มส์ กล่าวว่า “ไดรฟ์ WD Purple รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์แบบ edge แอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอการรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะซึ่ งจะช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลภาพ” และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในฐานะผู้พัฒนาชั้นนำของแพลตฟอร์มกล้องวงจรปิด IP แบบเปิดและอิสระ เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเวสเทิร์น ดิจิตอล และยินดีที่จะทำงานร่วมกันเพื่อจัดหาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับ AI และ Deep learning รวมถึงจัดการสตรีมหลายรายการเมื่อความละเอียดของวิดีโอเพิ่มขึ้น” มาร์ติน เรนคิส (Martin Renkis) ผู้จัดการ Global Cloud Solutions Physical Security บริษัท จอห์นสัน คอนโทรล กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยทางกายภาพสู่ยุคดิจิตัลสำหรับลูกค้าทั่วโลก เราไว้เชื่อมั่นและไว้วางใจเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่เป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์ที่จะส่งมอบโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อถือและมีประสิทธิภาพสูง” เพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันโซลูชันวิดีโอเพื่อความปลอดภัยของ Tyco Cloud ทุกตัวทำงานบน WD Purple และเป็นมาเวลาหลายปี ในขณะที่เรายังคงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การตรวจสอบและการแจ้งเตือนพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์ เราจะยังคงไว้วางใจเวสเทิร์น ดิจิตอล ว่าจะสามารถมอบโซลูชันขั้นสูงที่ลูกค้าของเราต้องการ เรามุ่งหมายที่จะสร้างโลกที่ปลอดภัยขึ้นด้วยเทคโนโลยีเวสเทิร์น ดิจิตอล” อีริค สแปนเนอร์ (Eric Spanneut) รองประธานส่วน Client Computing และ Smart Video Business บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล กล่าวว่า “การทำงานเคียงข้างลูกค้าและพันธมิตรของระบบที่สัมพันธ์กันทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่แตกต่างไม่เหมือนใครและมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอโซลูชันที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับเวิร์คโหลดของวิดีโอด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด AI กำลังผลักดันความต้องการไดร์ฟที่มีความสามารถมากขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความละเอียดของวิดีโอและจำนวนข้อมูลสตรีมขาเข้ามีจำนวนเพิ่มขึ้น เราอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างจากรายอื่นเพราะการรวมกันของซอฟต์แวร์และการขยายผลิตภัณฑ์ให้มีมากขึ้น ทำให้โซลูชันของเราเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปรับใช้ในแอปพลิเคชันวิดีโออัจฉริยะที่หลากหลาย”   ผลิตภัณฑ์จากเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการ ผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล WD Purple ที่เพิ่มเข้ามาในสินค้าประเภทฮาร์ดดิกส์และโซลิดสเตทของ เวสเทิร์น ดิจิตอลที่กำลังเติบโต มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงฮาร์ดดิสก์สำหรับแอปพลิเคชัน NAS สำหรับ SMB อย่าง WD Red™ Pro ขนาด 16TB และ 18TB (ดูเพิ่มเติมที่นี่! WD RedTM Pro 16TB & 18TB for Growing Productivity) ฮาร์ดดิสก์ระดับองค์กร WD Gold™ ขนาด 16TB และ 18TB, WD Gold NVMe™ SSD, โซลูชัน WD Black™ ที่ตอบสนองความต้องการขั้นสูงสุดของเกมเมอร์ เช่นเดียวกับ WD Blue™และ WD Green™ SSD ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์* โซลูชันเหล่านี้มีจำหน่ายที่ตัวแทนจำหน่ายของเวสเทิร์น ดิจิตอล ผู้ค้าปลีก ผู้ติดตั้งระบบและ ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ของเวสเทิร์น ดิจิตอล   แหล่งข้อมูล: Blog: How is AI Clearing the Vision of Smart Video?  Blog: With WD Purple™ microSD Cards, Security Cameras Endure an AI and 4K Future Blog: Ready for the Rise of the Smart Fleets Blog: Sustaining a Sustainability Company With World-Class Surveillance   เกี่ยวกับเวสเทิร์น ดิจิตอล เวสเทิร์น ดิจิตอลสร้างผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อรองรับข้อมูลที่มีการเติบโต บริษัทได้ผลักดันนวัตกรรมที่จำเป็นเพื่อช่วยทำให้ลูกค้าสามารถจับข้อมูล รักษาข้อมูล เข้าถึงและแปลงความหลากหลายของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลนั้นมีอยู่ทุกที่ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขั้นสูงไปจนเซ็นเซอร์ในโทรศัพท์จนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนตัว โซลูชั่นที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมของเรานำเสนอความเป็นไปได้ของข้อมูล โซลูชั่นที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางของเวสเทิร์น ดิจิตอล วางตลาดภายใต้แบรนด์ Western Digital®, G-Technology™, SanDisk® และ WD®    *ขนาดความจุที่ใช้ 1GB = 1พันล้านไบต์ และ 1TB = หนึ่งล้านล้านไบต์หนึ่งเทราไบต์ (TB) เท่ากับหนึ่งล้านล้านไบต์ ความจุจริงของผู้ใช้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการทำงาน   Western Digital, โลโก้ Western Digital, G-Technology, SanDisk, WD, AllFrame, WD Black, WD Blue, WD Gold, WD Green, WD Purple, WD Red และ Western Digital Device Analytics เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ Western Digital Corporation หรือ บริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ เครื่องหมายและโลโก้ microSD เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ SD-3C, LLC เครื่องหมายคำ NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของ NVM Express, Inc. เครื่องหมายอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รูปภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่มีจำหน่ายในทุกภูมิภาคของโลก © 2020 เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นหรือบริษัทในเครือ ทางเวสเทิร์น ดิจิตอลขอสงวนลิขสิทธิ์ แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า: ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าบางประการ รวมถึงความพร้อมใช้งานที่คาดหวัง ประโยชน์ คุณสมบัติ และประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ WD Purple 18TB ใหม่และการ์ด microSD WD Purple SC QD101 และแนวโน้มตลาดและอุตสาหกรรม ข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการที่อาจทำให้เนื้อหาที่ปรากฎอยู่ในแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าแตกต่างจากเดิม ซึ่งรวมถึงผลลัพธ์ในอนาคตและผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดจากมาตรฐานองค์กร ความผันผวนในสภาพเศรษฐกิจโลก สภาพธุรกิจและการเติบโตของระบบนิเวศการจัดเก็บ ผลกระทบของผลิตภัณฑ์และราคาที่แข่งขันได้ การยอมรับของตลาดและต้นทุนของวัสดุสินค้าและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เฉพาะ การกระทำของคู่แข่ง ความก้าวหน้าที่ไม่คาดคิดในเทคโนโลยีการแข่งขัน การพัฒนาและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของเราตามเทคโนโลยีใหม่และการขยายสู่ตลาดการจัดเก็บข้อมูลใหม่ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกิจการการขายกิจการการควบรวมกิจการและการร่วมค้า ความยากลำบากหรือความล่าช้าในการผลิต ตลอดจนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่นๆ ที่ระบุในรายงานประจำไตรมาสและประจำปีฉบับล่าสุดของเวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นที่ส่งถึงคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ซึ่งคุณควรให้ความสนใจ ผู้อ่านควรระมัดระวังไม่เชื่อมั่นในข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้มากเกินไป และเราไม่มีข้อผูกมัดที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้ตามเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง
24 Sep 2020
RAZER เปิดตัวอุปกรณ์ไร้สายระดับเรือธง มอบประสิทธิภาพขั้นสูงสำหรับเกมเมอร์ทั่วโลก
นำเสนอ Razer™ HyperSpeed Wireless เทคโนโลยีไร้สายสุดไฮเทค เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสู่ Razer BlackShark V2 Pro, DeathAdder V2 Pro และ BlackWidow V3 Pro 3 โปรดักต์ไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลจากเกมเมอร์ทั่วโลก กรุงเทพฯ – เรเซอร์ (Razer™) แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกสำหรับเกมเมอร์ เปิดตัว 3 อุปกรณ์ไร้สายระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ ชุดหูฟัง BlackShark V2 Pro, เมาส์ DeathAdder V2 Pro และ คีย์บอร์ด BlackWidow V3 Pro มอบขีดสุดแห่งประสบการณ์เกมมิ่งด้วยประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวที่อิสระ ฉับไว อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยเทคโนโลยีไร้สายสุดล้ำ Razer™ HyperSpeed Wireless Technology เพื่อให้เกมเมอร์สามารถวาดลวดลายได้ดังใจโดยไม่มีสายไฟที่เกะกะและเชื่อมต่อสัญญาณได้อย่างเสถียรรวดเร็ว “ทุกครั้งที่เราเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ จะมีแฟน ๆ จำนวนมากที่ถามถึงเวอร์ชั่นไร้สาย” อัลวิน เฉิง รองประธานกรรมการอาวุโส ฝ่าย Peripherals Business Unit ของเรเซอร์ กล่าว “ด้วยการนำเทคโนโลยีไร้สายที่ล้ำหน้าที่สุดในตลาดอย่าง Razer™ HyperSpeed Wireless Technology มาติดตั้งใน 3 อุปกรณ์ยอดนิยมของเรา ทำให้เราสามารถตอบสนองเสียงเรียกร้องของเหล่าเกมเมอร์ด้วยชุดอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สายที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องลดทอนประสิทธิภาพการเชื่อมต่อลงแม้แต่น้อย” เทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ใช้ระบบการสื่อสารข้อมูลที่ผ่านการปรับแต่งขั้นสูง ร่วมกับเทคโนโลยี Adaptive Frequency Technology เพื่อเพิ่มความเร็วและความเสถียรในการส่งสัญญาณ จึงทำให้เกิดความหน่วงสัญญาณต่ำมากเพียง 195 ไมโครวินาที ซึ่งเร็วกว่าเทคโนโลยีไร้สายทั่วไปถึง 25% และจากเทคโนโลยีที่เคยใช้เฉพาะในอุปกรณ์เมาส์ซึ่งผ่านการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพโดยนักกีฬาอี-สปอร์ตทั่วโลก วันนี้ เทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ได้ถูกผสานลงในชุดหูฟังระดับแฟล็กชิปสำหรับอี-สปอร์ตและชุดคีย์บอร์ดสำหรับการเล่นเกมของเรเซอร์อย่างสมบูรณ์แบบเป็นที่เรียบร้อย   RAZER BLACKSHARK V2 PRO – ที่สุดแห่งพลังเสียงเพื่อชาวอี-สปอร์ต ชุดหูฟัง Razer BlackShark V2 Pro พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีเสียงและไมโครโฟนที่เคยสั่นสะเทือนวงการมาแล้วในรุ่น Razer BlackShark V2 ซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยก้านไมค์รุ่นใหม่และการเพิ่มห้องลำโพง และด้วยเทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ทำให้ชุดหูฟังนี้มอบสุดยอดคุณภาพเสียงที่ไม่สูญเสียรายละเอียดเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์เกมมิ่งแบบไร้สายที่มีความหน่วงต่ำ แบตเตอรี่ยังสามารถใช้งานได้นานต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมงและมีขอบเขตสัญญาณไร้สายไกลถึง 12 เมตร Razer BlackShark V2 Pro ยังคงใช้ไดรเวอร์ Razer™ TriForce Titanium 50 มม. เหมือนกับ Razer BlackShark V2 รุ่นก่อนซึ่งคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย  โดยรุ่นใหม่นี้จะเพิ่มห้องลำโพงเพื่อมอบเสียงที่เคลียร์ใสและชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมการปรับแต่งย่านความถี่ทั้งเสียงสูง กลาง และต่ำ แบบแยกแต่ละส่วน เพื่อมอบเสียงแหลมที่ชัดเจน เสียงกลางที่อิ่มแน่น และเสียงเบสที่กระหึ่มทรงพลัง ผสานกับเทคโนโลยี THX® Spatial Audio with Game Profiles สร้างพลังเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศาเพื่อมอบความได้เปรียบที่แตกต่างให้กับเกมเมอร์ ทำให้ Razer BlackShark V2 Pro เป็นชุดหูฟังไร้สายที่สมบูรณ์แบบเพื่อกีฬาอี-สปอร์ตอย่างแท้จริง Razer BlackShark V2 Pro ยังมาพร้อมไมโครโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด HyperClear Cardioid Microphone ขนาด 9.9 มม. ให้คุณภาพเสียงพูดที่ชัดเจนระดับอัลตร้าเพื่อการสื่อสารในทีมที่แม่นยำแม้อยู่ท่ามกลางสนามรบที่ดุเดือด ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนที่ปิดกั้นเสียงทั้งจากด้านหลังและด้านข้างได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้สวมใส่ชุดหูฟัง Razer BlackShark V2 สามารถได้ยินเสียงความถี่ต่ำอย่างชัดเจน อีกทั้งตำแหน่งไมค์ยังจัดวางได้อย่างเหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อให้ทีมของคุณไม่พลาดการสื่อสารในช่วงเวลาสำคัญของเกม Razer BlackShark V2 Pro มีน้ำหนักเบาเพียง 320 กรัม แต่มีความทนทานเป็นเลิศ พร้อมดีไซน์แป้นครอบแบบปิดสนิทหุ้มผ้าที่ให้สัมผัสนุ่มราวกับหนังซึ่งช่วยตัดเสียงรบกวนอันไม่พึงประสงค์จากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้คุณสามารถดื่มด่ำกับเกมโปรดได้อย่างต่อเนื่องยาวนานและปราศจากการรบกวน แป้นครอบหูยังหุ้มด้วยวัสดุเมมโมรี่โฟมที่มอบความนุ่มสบายเป็นพิเศษและช่วยลดแรงกด โดยทั้งส่วนหุ้มครอบหูและสายครอบศีรษะใช้ผ้าทอแบบ FlowKnit ที่สามารถระบายอากาศได้ดี จึงช่วยลดเหงื่อและความร้อนที่เกิดจากการกดทับผิวสัมผัสเป็นเวลานาน ด้วยความประณีตในการออกแบบเหล่านี้ จึงทำให้ Razer BlackShark V2 Pro เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายที่ตอบสนองทุกความต้องการของคอเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   RAZER DEATHADDER V2 PRO – ที่สุดแห่งเมาส์ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ DeathAdder เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2006 และจำหน่ายได้มากกว่า 10 ล้านชิ้นทั่วโลก ถือว่าเป็นเมาส์รุ่นยอดนิยมสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมาส์ของเรเซอร์ซึ่งได้รับความชื่อถือจากบรรดานักกีฬาอี-สปอร์ตระดับโลก ด้วยรูปทรงที่สอดคล้องตามหลักสรีระศาสตร์ ทำให้ DeathAdder คือจ้าวแห่งเมาส์ตัวจริง และเรเซอร์ได้ทำการอัปเกรดให้เป็นเวอร์ชั่นไร้สายด้วยเทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless แล้วในวันนี้ เมาส์รุ่นล่าสุด DeathAdder V2 Pro นำเสนอการเชื่อมต่อ 3 โหมด พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 120 ชั่วโมงเมื่อทำงานผ่านสัญญาณบลูทูธ และใช้ได้ 70 ชั่วโมงผ่านระบบไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ซึ่งจะมีความหน่วงสัญญญาณต่ำกว่า และยังสามารถชาร์จไฟด้วยสาย Razer™ Speedflex เพื่อให้เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องและชาร์จไฟไปได้พร้อมกัน ซึ่งความล้ำสมัยทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในเมาส์น้ำหนักเพียง 88 กรัม โดยไม่ต้องใช้ปลอกเมาส์ที่เจาะลายรังผึ้งเพื่อลดน้ำหนักแต่อย่างใด  นอกจากนี้ DeathAdder V2 Pro ยังติดตั้ง 2nd Gen Razer Optical Mouse Switches เพื่อสัมผัสการคลิกที่เฉียบคมและปราศจากความเสี่ยงของการเผลอดับเบิลคลิกโดยไม่ตั้งใจ สวิตช์ระบบออปติคัลที่รวดเร็วและเชื่อถือได้นี้ยังรองรับการคลิกได้มากถึง 70 ล้านครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดของตลาดเมาส์เกมมิ่งในปัจจุบัน ปุ่มที่ตั้งโปรแกรมได้ทั้ง 8 ปุ่มของ DeathAdder V2 Pro ยังสามารถตั้งค่าได้ตามความถนัดของผู้เล่นแต่ละคนผ่าน Razer Synapse 3 พร้อมความสามารถบันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบออนบอร์ดได้ถึง 5 รูปแบบ จึงสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นในเกมได้ในทันที DeathAdder V2 Pro ยังสามารถชาร์จไฟแบบไร้สายผ่านอุปกรณ์ Razer Mouse Dock Chroma (จำหน่ายแยก) ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัยให้กับชุดเกมมิ่งของคุณด้วยไฟ RGB ที่โฉบเฉี่ยว ผสานด้วยระบบ Razer Focus+ 20K DPI Optical Sensor อันชาญฉลาด การออกแบบส่วนจับด้านข้างแบบ Injection-molded และแผ่นรองเมาส์ซึ่งใช้วัสดุโพลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน 100% ทำให้ DeathAdder V2 Pro คือตัวเลือกเดียวของเกมเมอร์ตัวจริงอย่างไม่มีข้อแม้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   RAZER BLACKWIDOW V3 PRO – ที่สุดแห่งคีย์บอดระดับตำนาน BlackWidow V3 Pro คือสมาชิกใหม่ล่าสุดในคีย์บอร์ดตระกูล BlackWidow ที่มีชื่อเสียงก้องโลกและถือเป็นเกมมิ่งคีย์บอร์ดรุ่นแรกของเรเซอร์ เมื่อติดอาวุธด้วยเทคโนโลยีไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ทำให้ Razer BlackWidow V3 Pro นำเสนอประสิทธิภาพของคีย์บอร์ดตระกูล BlackWidow สู่การเล่มเกมแบบไร้สายแบบเต็มตัวด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 200 ชั่วโมง พร้อม Razer Mechanical Switches และ Doubleshot ABS keycaps ที่ปรับปรุงใหม่ ทำให้ Razer BlackWidow V3 Pro คือคีย์บอร์ดที่ทำให้โต๊ะเกมของคุณปราศจากความยุ่งเหยิงของสายไฟและดูเรียบร้อยสวยงามมากยิ่งขึ้น Razer BlackWidow V3 Pro ติดตั้ง Razer Mechanical Switches ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่พร้อมแป้นคีย์บอร์ดโปร่งใสเพื่อให้เห็นเอฟเฟกต์ Razer Chroma™ RGB ได้อย่างสวยงาม โดยออกแบบให้ Razer Yellow Mechanical Switches ทำงานได้เงียบขึ้นด้วยตัวดูดซับเสียงซิลิคอนใต้ปุ่มทุกปุ่มเพื่อมอบประสบการณ์เกมมิ่งที่เงียบยิ่งกว่า และด้วย Doubleshot ABS Keycaps อัปเกรดใหม่จึงช่วยต่อต้านการสึกหรอได้สูงสุดจากการใช้งานที่ต่อเนื่อง โดยแต่ละปุ่มสามารถกดได้กว่า 80 ล้านครั้งตลอดอายุการใช้งาน ทำให้เป็นคีย์บอร์ดที่เชื่อถือได้ ตอบสนองได้ฉับไว และพร้อมตะลุยไปกับคุณแม้ในเกมที่ดุเดือดที่สุด   BlackWidow V3 Pro มาพร้อมกรอบอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน มีปุ่มกดที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันพร้อมหน้าปัดดิจิทัลที่ทำงานได้แบบมัลติฟังก์ชั่น และติดตั้งแป้นพักมือเมื่อต้องเล่มเกมเป็นเวลานานและเพิ่มความสบายในการกดปุ่มหรือการพิมพ์ ด้วยโหมดการเชื่อมต่อ 3 โหมดที่เปลี่ยนได้จากสวิตช์ด้านข้าง ทำให้ BlackWidow V3 Pro สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลายชิ้น ทั้งผ่านระบบไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ผ่านสาย USB-C ที่ถอดได้ หรือผ่านการจับคู่อุปกรณ์ด้วยสัญญาณบลูทูธได้มากถึง 3 อุปกรณ์ ทำให้เป็นคีย์บอร์ดที่ทำงานได้อเนกประสงค์มากที่สุดในตระกูล BlackWidow ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ กรุณาดูข่าวประชาสัมพันธ์ได้ ที่นี่    เกี่ยวกับ RAZER BLACKSHARK V2 PRO หูฟัง การตอบสนองความถี่: 12 เฮิร์ต – 28 กิโลเฮิร์ตซ์ ความต้านทานต่อไฟฟ้า : 32 Ω @ 1 กิโลเฮิร์ตซ์ ค่าความไวต่อการตอบสนอง (@1 กิโลเฮิร์ตซ์): 100dBSPL/mW, 1 กิโลเฮิร์ตซ์ ไดรเวอร์: Customized Dynamic 50 มม. เส้นผ่าศูนย์กลางแป้นครอบหู: 65 x 40 มม. / 2.56 x 1.57 นิ้ว ประเภทการเชื่อมต่อ: ไร้สายแบบ 2.4 กิกะเฮิร์ต และหัวต่อ 3.5 มม. อายุแบตเตอรี่: ประมาณ 24 ชั่วโมง ความยาวสายไฟ: 1.3 เมตร / 4.27 ฟุต น้ำหนักโดยประมาณ: 320 กรัม / 0.71 ปอนด์  ครอบหูทรงไข่: วัสดุเมโมรี่โฟมนุ่มระบายอากาศได้ ระบบเสียง THX® Spatial Audio   ไมโครโฟน  การตอบสนองความถี่: 100เฮิร์ต – 10 กิโลเฮิร์ตซ์ อัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวน: ≥ 60 เดซิเบล ค่าความไวต่อการตอบสนอง (@1 กิโลเฮิร์ตซ์): -42 ± 3 เดซิเบล รูปแบบการรับเสียง: รับเฉพาะเสียงด้านหน้า - Supercardioid การบังคับบนฝาครอบ ปรับระดับเสียงขึ้นลง ปุ่มปิด/เปิดไมค์   การควบคุมเสียงและไมค์ขั้นสูงผ่าน Razer Synapse 3 ระดับเสียงไมค์​  บูสต์เสียงไมค์​ วอยซ์เกต (Voice gate) การปรับสัญญาณเสียงไมค์ (Mic equalizer)​ การปรับค่าเสียงมาตรฐาน (Volume normalization)​ การปรับความชัดของเสียงพูด (Vocal clarity) ​ การลดเสียงรบกวนจากภายนอก   การเชื่อมต่อสัญญาณเสียง เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ  ด้วยสายหัวต่อเครื่องเสียง 3.5 มม. เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ  ด้วยสายหัวต่อ USB    ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 179.99 ดอลลาร์ / 199.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563   เกี่ยวกับ DEATHADDER V2 PRO ระบบ True 20,000 DPI Focus+ Optical Sensor ความแม่นยำ 99.6%  ความไวสูงถึง 650 นิ้วต่อวินาที / อัตราเร่ง 50 G  การปรับค่าระยะ Lift-off/Landing ขั้นสูง Razer™ Optical Mouse Switches กดได้ 70 ล้านครั้ง ระบบไร้สายสองช่องทาง – Razer HyperSpeed (2.4 กิกะเฮิร์ต) และบลูทูธพลังงานต่ำ (BLE) ปุ่มแบบตั้งโปรแกรมอิสระ (7+1)  แผ่นรองเมาส์ใช้วัสดุโพลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน 100% (หนา 0.8 มม.) ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์มือขวาพร้อมทำผิวสัมผัสด้านข้าง ล้อเลื่อนเกรดสำหรับการเล่นเกม On-The-Fly Sensitivity Adjustment (Default stages: 400/800/1600/3200/6400) บันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบออนบอร์ดได้ (4+1 รูปแบบ)  รองรับ Razer Synapse 3      เอฟเฟกต์แสงไฟ Razer Chroma™ RGB ปรับแต่งสีได้ 16.8 ล้านสี การปรับค่าสีให้สอดคล้องกันระหว่างอุปกรณ์ สายชาร์จ Speedflex cable ยาว 1.8 เมตร / 6 ฟุต ใช้ได้กับ Razer Mouse Dock Chroma (จำหน่ายแยก) อายุแบตเตอรี่: ประมาณ 70 ชั่วโมงเมื่อใช้ Razer HyperSpeed Wireless, 120 ชั่วโมงเมื่อใช้ระบบบลูทูธพลังงานต่ำ (BLE) (ระยะเวลาโดยประมาณเมื่อไม่ใช้แสงไฟ อายุแบตเตอรี่แปรผันตามการตั้งค่าใช้งาน) ขนาดโดยประมาณ: 127.0 มม. / 5 นิ้ว (ความยาว) x 61.7 มม. / 2.43 นิ้ว (ความกว้างส่วนจับ) x 42.7 มม. / 1.68 นิ้ว (ความสูง) น้ำหนักโดยประมาณ: 88 กรัม / 3.1 ออนซ์ (ไม่รวมตัวรับสัญญาณ) ใช้ได้กับ Xbox One สำหรับการป้อนค่าพื้นฐาน   ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 129.99 ดอลลาร์ / 149.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563   เกี่ยวกับ BLACKWIDOW V3 PRO เทคโนโลยไร้สาย Razer HyperSpeed Wireless Technology Razer Mechanical Switches ออกแบบสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ รองรับการกดได้ถึง 80 ล้านครั้ง ระบบไฟแบ็กไลต์ Razer Chroma™ RGB ปรับแต่งได้ 16.8 ล้านสี ประเภทการเชื่อมต่อ: Razer HyperSpeed (2.4 กิกะเฮิร์ต) / บลูทูธ / ต่อสาย (USB-C) อายุแบตเตอรี่: สูงถึง 200 ชั่วโมง (ปิดไฟ RGB) แป้นพักมือหุ้มหนังเทียมตามหลักสรีระศาสตร์  หน้าปัดดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ปุ่ม Media keys 4 ปุ่ม การบันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบผสมออนบอร์ดและบนคลาวด์มากถึง 5 โปรไฟล์ รองรับ Razer Synapse 3 ระบบกดปุ่มพร้อมกันได้หลายปุ่ม (N-key roll-over) ปุ่มตั้งโปรแกรมได้ทั้งหมดพร้อมระบบ on-the-fly macro recording ตัวเลือกโหมดเกมมิ่ง อัตราการตอบสนอง (Ultrapolling) 1000 เฮิร์ต โครงสร้างอลูมิเนียม    ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 229.99 ดอลลาร์ / 249.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563 เกี่ยวกับ Razer เครื่องหมายการค้ารูปงูสามหัวของ Razer ถือเป็นหนึ่งในตราสัญลักษณ์ที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุดในชุมชนเกมมิ่งและอี-สปอร์ตระดับโลก โดยบริษัทได้ออกแบบและพัฒนาเครือข่ายสำหรับผู้เล่นเกมโดยเฉพาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งผสานฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน ภายใต้ฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกทวีป Razer มีฮาร์ดแวร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย ทั้งอุปกรณ์ต่อพ่วงประสิทธิภาพสูงสำหรับเกมมิ่ง เกมมิ่งโน้ตบุ๊กตระกูล Blade รวมถึง Razer Phone ที่ได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์จาก Razer ที่รวมแล้วมีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านรายนั้น ประกอบด้วย Razer Synapse (แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์) Razer Chroma RGB (ระบบเทคโนโลยีแสงไฟ RGB เอกสิทธิ์เฉพาะของบริษัท) และ Razer Cortex (ซอฟต์แวร์เพื่อปรับปรุงการเล่นเกมและศูนย์รวมบริการ) ส่วนทางด้านบริการต่างๆ ของ Razer ก็เช่น Razer Gold ที่ถือเป็นบริการเครดิตแบบเสมือนสำหรับเกมเมอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง และ Razer Fintech หนึ่งในหน่วยงานด้านเทคโนโลยีทางการเงินภายใต้การบริหารงานของเรเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และมีสำนักงานใหญ่สองแห่งในเออร์ไวน์ (แคลิฟอร์เนีย) และสิงคโปร์ Razer ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ 17 แห่งทั่วโลกและได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกสำหรับเกมเมอร์ PRESS CONTACTS Thailand Phiroonrak Chaowprom [email protected]  Americas Kham Lam [email protected]   EMEA Maren Epping [email protected] China Evita Zhang [email protected] Asia Pacific Vanessa Li [email protected] Global Jan Horak [email protected] Razer - For Gamers. By Gamers.™ ###
24 Sep 2020
Galax เปิดตัว RTX 3090 รุ่นพิเศษ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเลโก้!
คืนนี้เวลา 20.00 เหล่าเกมเมอร์ชาว PC ทุกคนจะสามารถเข้าไปจับจอง RTX 3090 ได้แล้ว โดยยังไม่รู้เหมือนกันว่า รุ่นที่เอาออกมาวางขายในวันนี้ จะเป็นตัวเรือธงอย่าง Asus ROG Strix, EVGA FTW3, หรือ MSI Lightning เลยหรือไม่ รู้แต่ว่าวันนี้ Galax ได้ทำการเปิดตัว RTX 3090 ที่มาในธีมเลโก้ออกครับ! การ์ดตอตัวใหม่จากทาง Galax นี้มีชื่อว่า "RTX 3090 Gamer" โดยมาพร้อมกับรูปร่างหน้าตา ที่น่ารัก และมุ้งมิ้งมากๆ แน่นอนว่าเจ้าการ์ดจอตัวนี้มาพร้อมกับไฟลฺ์ RGB ด้วย โดยผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าไฟดังกล่าวได้ผ่านซอฟแวร์ของ Mainboard ที่ใช้ งานนี้บอกเลยว่าแปลกใหม่จริงครับ! RTX 3090 จะเริ่มวางจำหน่ายวันนี้ตอน 20.00 ตามเวลาบ้านเรา ซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าการ์ดจอเลโก้นี้จะวางขายด้วยเลยหรือไม่ครับ Credit: PCGamer
24 Sep 2020
Galax ยืนยัน!! "จะมีการวางขาย RTX 3080 รุ่นแรม 20 GB ในอนาคต"
RTX 3080 ได้กลายเป็นสินค้าหายาก ซึ่งเป็นที่งต้องการของเหล่าผู้เล่นบนเครื่อง PC แล้วในตอนนี้ ความต้องการที่มากเหนือจินตนาการทำเอาสินค้าขาดตลาดในทุกประเทศทั่วโลกเลยในตอนนี้ อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่กำลังใจจดใจจ่อรอให้มีการเติมสินค้าอยู่ในตอนนี้ การรอเพิ่มอีกสักนิดอาจจะเป็นการดีกว่าครับ! ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือออกมาว่า RTX 3080 อาจมีรุ่นแรม 12 GB วางจำหน่ายตามมาในอนาคตด้วย ซึ่งวันนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงครับ เพราะ RTX 3080 อีกตัวที่กำลังจะมา ไม่ได้มีแรมแค่ 12 GB แต่เป็น 20 GB เลย! เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากทาง Galax เองในงานประชุมที่จีน ซึ่งได้มีการโชว์รูปบนสไลด์ชัดเจนว่าจะมีการวางขาย RTX 3080 รุ่นแรม 20 GB ในอนาคตอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการ์ดจอรหัสปริศนาอีกหนึ่งรุ่นที่ใช้ชื่อว่า PG142 SKU 0 ซึ่งแรงกว่า RTX 3070 ถูกเผยออกมาในรูปดังกล่าวดวย โดยเบื่องต้นคาดว่าน่าจะเป็น RTX 3070 ที่เป็นรุ่น TI ไม่ก็ Super ครับ อย่างไรก็ตามไม่มีการประกาศว่า ทั้ง 2 โมเดลจะวางจำหน่ายในวันไหน แต่ทาง VideoCardz ได้บอกว่า "ช่วงเวลาที่ทั้ง 2 โมเดลวางจำหน่าย จะขึ้นอยู่กับว่า ซีรีส์ Radeon RX 6000 ของทาง AMD จะวางจำหน่ายในช่วงไหน" ครับ RTX 3080 วางจำหน่ายแล้วตอนนี้ และ RTX 3090 จะเริ่มวางจำหน่ายวันนี้ตอน 20.00 ตามเวลาบ้านเราครับ Credit: VideoCardz
24 Sep 2020
Nvidia เผย RTX 3090 จะเป็นสินค้าจำนวนจำกัดมากๆ ในตอนที่วางจำหน่าย!
คืนนี้เวลา 20.00 นาฬิกา การ์ดจอตัวท็อปใหม่จาก Nvidia อย่าง RTX 3090 จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งในเรื่องของประสิทธิภาพนั้นแรงกว่า RTX 3080 อย่างไม่ต้องสงสัย โดยสำหรับคนที่กำลังเล็งจะซื้อเจ้าการ์ดจอตัวนี้ อาจจะต้องทำใจหน่อยครับ เพราะล่าสุดทาง Nvidia ได้ออกมาบอกว่า "สินค้าจะมีจำนวนจำกัดมากๆ ในวันที่วางจำหน่าย" แต่ช้าก่อนครับ สำหรับใครที่กำลังจะซื้อการ์ดจอตัวนี้อยากให้อ่านต่อให้จบก่อน เพราะทาง Nvidia ยังออกมาเปิดเผยอีกด้วยว่า "RTX 3090 คือตัวเลือกที่ถูกต้องสำหรับคนที่จะเล่นเกมแบบ 8K (โดยการจะเล่นแบบ 8K จำเป็นต้องมีจอที่รองรับด้วย) แต่ถ้าหากว่าจะนำไปใช้เล่นเกมในความละเอียดแค่ 4K หรือต่ำกว่า มันอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายเท่าไหร่นัก" ซึ่งเหตุผลที่ Nvidia พูดแบบนี้ เป็นเพราะ RTX 3090 นั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่า RTX 3080 แค่เพียง 10-15% เท่านั้นในการแสดงผลแบบ 4K และมันอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากราคาของ RTX 3080 ครับ ก็นับว่าเป็นข้อมูลที่ดีครับ สำหรับใครที่กำลังคิดจะซื้อเจ้าการ์ดจอสุดแรงนี้อยู่ ก็อยากให้คิดดูก่อนดีๆ อีกครั้งครับ แต่ถ้าคิดแล้วว่ายังไงก็จะซื้อเจ้า RTX 3090 ให้ได้ คืนนี้เวลา 20.00 จะมีการวางจำหน่ายสินค้าตัวนี้อย่างเป็นทางการ อดใจรอได้เลยครับ Credit: PCGamer
24 Sep 2020
Nvidia ยอมรับ "ไม่คิดว่า RTX 3080 จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขนาดนี้"!
เรียกได้ว่าขายดีเป็นเททิ้งจริงๆ ครับ กับการ์ดจอ RTX 3080 ที่เรียกได้ว่า เพียงแค่ 10 นาทีหลังจากวางขาย สินค้าก็หมดลงทันที่จากทุกหน้าร้านค้า ส่งผลให้ของขาดตลาดอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่สูงมากๆ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก จนส่งผลให้ราคาของ RTX 3080 บนเว็บไซต์ขายของออนไลน์ต่างๆ สูงขึ้นเกือบ 10 เท่าในตอนนี้! ล่าสุดทาง Nvidia ก็ออกมายอมรับว่าพวกเขาดูถูกความต้องการของตลาดมากเกินไป และยังยอมรับอีกด้วยว่า ตอนนี้พวกเขาไม่มีสินค้ามากพอจะตอบสนองต่อความต้องการซื้อจากเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกได้ อย่างไรก็ตามทาง Nvidia ได้สัญญาว่าพวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ในเร็ววันครับ RTX 3080 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ Finally! RTX 3080 back in stock at Amazon!https://t.co/Bg8zHRKEuZ Now just to get that arm and leg sold... pic.twitter.com/mCxZ6tQTCl — Tech Deals ?? (@TechDeals_16) September 21, 2020 Credit: PCGameN
23 Sep 2020
หลุด!! ราคาการ์ดจอ RTX 3090 จาก EVGA และ ASUS
อีหหนึ่งสินค้าที่เชื่อว่ากำลังเป็นที่จับตามองของเหล่าเกมเมอร์บนเครื่อง PC ในตอนนี้ เห็นจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการ์ดจอรุ่นใหม่อย่าง RTX 3090 ซึ่งมีกำหนดการจะวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนนี้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้สามารถหาซื้อการ์ดจอดังกล่าวได้ตอนนี้ แต่เราสามารถรู้ราคาของมันก่อนได้แล้วครับ! ได้มีภาพที่โชว์ถึงราคาของ RTX 3090 รุ่นต่างๆ จากแบรนด์ดังอย่าง EVGA และ ASUS หลุดออกมา ซึ่งสำหรับตัวท็อปอย่าง ROG Strix, หรือ FTW3 ดูจะมีราคาสูงกว่า Founders Edition อยู่ที่ $1,799.99 (ประมาณ 57,000 บาท) ซึ่งแพงกว่าตัว Founder Edition อยู่ประมาณ $300 อย่างไรก็ตามเมื่อเข้ามาในไทยแล้ว มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจสูงขึ้นอีกจากภาษี และการเดินทาง คงต้องรอดูต่อไปว่าในบ้านเราจะราคาเท่าไหร่ครับ RTX 3090 มีกำหนดจะวางจำหน่ายในวันที่ 24 กันยายน 2020 นี้ครับ Credit: PCGameN
23 Sep 2020
ลือ! การ์ดจอ RTX 3080 อาจมีรุ่นแรม 12 GB ออกตามมาในอนาคต!
ออกมาว่าจำหน่ายแล้วหลังจากเปิดตัวโชว์ความสุดยอดของเจนเนอร์เรชั่นกับการ์ดต่อ RTX 3080 โดยจากการเปรียบเทียบกับการ์ดจอรุ่นก่อนซีรีส์นี้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับใครที่ต้องการความแรงแบบจัดเต็ม ก็รอพบกับ RTX 3090 ได้เลยปลายเดือนนี้ อย่างไรก็ตามล่าสุดมีข่าวลือว่า Nvidia อาจออกการ์ดจอที่มีความแรงอยู่ระหว่าง 3080 และ 3090 ออกมาก็เป็นได้ครับ ได้มีการปล่อยรูปภาพภายในของการ์ดจอ 3080 ออกมาบนโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งพบได้ว่ามีการเว้นว่างช่องใส่แรมของตัวการ์ดจอไว้สองช่อง โดยการเว้นว่างดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งกับการ์ดจอของ MSI, Galax และ INNO3D ทำให้คิดได้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะมีการ์ดวางจำหน่าย RTX 3080 รุ่นแรม 12 GB ออกมาในภายหลังครับ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ต้องรอดูต่อไปว่าทาง Nvidia จะมีการออกการ์ดจอรุ่นดังกล่าวจริงๆ หรือไม่ครับ
20 Sep 2020
คุ้มไหมกับ PS5 หากเปรียบกับสเปคคอมในราคาที่เท่ากัน !!
เปิดตัวพร้อมเผยราคาค่าตัวอย่างเป็นทางการกันไปแล้วกับเครื่องเกมจากทางค่าย SONY อย่าง PS5 ในงาน PS5 Showcase ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ต่างเรียกเสียงฮือฮากับแฟนๆ ไม่น้อยเลยเพราะราคาจากทั้ง 2 รุ่น ที่เป็นแบบไม่มีช่องใส่แผ่น กับแบบมีช่องใส่แผ่น ถือเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้ในราคา $399 - $499 (ราว 12,000 - 15,600 บาท) เท่านั้นเอง ซึ่งหลายๆ คนคงต้องมีการตั้งคำถามในเรื่องของความคุ้มค่าที่จะนำเงินราวหมื่นกว่าบาทไปซื้อเจ้าเครื่อง PS5 นี้ หรือจะนำไปประกอบคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำอรรถประโยชน์ได้มากมายกว่า ในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบที่ทุกท่านกำลังลังเลว่าจะตัดสินใจอย่างไรดีค่ะ PlayStation 5  ก่อนที่จะพาทุกคนไปหาคำตอบเราขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเครื่อง PS5 กันเสียก่อนเพื่อให้เห็นแนวทางในการตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นค่ะ หนึ่งในเครื่องเกมจากค่าย SONY ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกมกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เครื่องรุ่นแรกที่ถูกปล่อยออกมาด้วยชื่อ PlayStation จนถึงปัจจุบันที่ PlayStation 5 ซึ่งในแต่ละรุ่นที่ผ่านมาสร้างยอดขายให้กับทางบริษัทได้อย่างมหาศาล เพราะเป็นเครื่องเกมที่มีแฟนๆ ติดตาม และชื่นชอบกันมากมายจากทั่วโลก เทคโนโลยีของตัวเครื่อง พร้อมภาพระดับ 4K ซึ่งในรุ่นปัจจุบันอย่าง PlayStation 5 นั้นต่างได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ กันอย่างหนาแน่นเพราะได้นำเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยเข้ามาสู่เครื่อง พร้อมทั้งยังมอบประสบการณ์ด้านคุณภาพกราฟิกที่สมจริงด้วยความละเอียดภาพที่ตัวเครื่องสามารถขับออกมาได้ถึง 4K จนหลายๆ คนต่างจับตามองตัวเครื่องนี้กันเป็นอย่างมาก ไม่ได้มีดีแค่เครื่อง เกม Exclusive ก็ดีนะ อีกหนึ่งข้อที่เป็นส่วนในการช่วยตัดสินใจว่าจะต้องซื้อตัวเครื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องของ เกม เพราะหากตัวเครื่องมีเพียงเทคโนโลยีล้ำที่หน้าสนใจ แต่มีแค่เกมที่สามารถเล่นได้ทั่วๆ ไป ก็คงไม่มีความพิเศษอะไร ทาง SONY จึงทำการผลิตตัวเกมที่จะลงเฉพาะกับเครื่อง PlayStation เท่านั้น ซึ่งในหลายๆ เกมนั้นมีความน่าสนใจไม่น้อยจึงเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้ผู้เล่นจำเป็นต้องซื้อเครื่อง เพื่อเล่นเกมเหล่านั้นด้วย ในส่วนของราคาหมื่นกลางๆ ทางตัวเครื่องจะให้อะไรมาบ้างนั้นเราไปรับชมได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลยค่ะ สเปคเครื่อง PS5 CPU - x86-64-AMD Ryzen™ “Zen 2” 8 Cores / 16 Threads Variable frequency สูงสุด 3.5 GHz GPU - AMD Radeon™ RDNA 2-based graphics engine Ray Tracing Acceleration Variable frequency สูงสุด 2.23 GHz (10.3 TFLOPS) System Memory - GDDR6 16GB  SSD - 825 GB Optical Drive - Ultra HD Blu-ray  แผ่นเกม PS5 - รองรับสูงสุด 100GB / แผ่น การส่งภาพ - HDMI™ OUT port Support of 4K 120Hz TVs, 8K TVs, VRR (เชื่อมโดย HDMI ver.2.1) เสียง - “Tempest” 3D AudioTech Input/Output - USB Type-A port (Hi-Speed USB)USB / Type-A port (Super-Speed USB 10Gbps) x2 / USB Type-C® port (Super-Speed USB 10Gbps) Networking -  Ethernet (10BASE-T, 100BASE-TX, 1000BASE-T)IEEE 802.11 a/b/g/n/ac/axBluetooth® 5.1 ขนาดของเครื่อง PS5 พร้อมดิสก์ไดรฟ์  390 มม. x 104 มม. x 260 มม.  (กว้าง x สูง x หนา) (ไม่รวมฐาน) หนัก 4.5 กิโลกรัม ใช้ไฟ 350W ราคาประมาณ 15,600 บาท ขนาดของเครื่อง PS5 Digital Edition 390 มม. x 92 มม. x 260 มม. (กว้าง x สูง x หนา) (ไม่รวมฐาน) หนัก 3.9 กิโลกรัม ใช้ไฟ 340W ราคาประมาณ 12,500 บาท สเปคคอมราคาเท่า PS5 ซึ่งจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับสเปคคอมพิวเตอร์ในราคางบไม่เกิน 16,000 บาทตามราคาของ เครื่อง PS5 แล้วได้ออกมาดังนี้ค่ะ CPU : AMD Ryzen 3 1200 ซีพียูสุดคุ้มระดับ 4 คอร์ 4 เทรด ใช้งานทั่วไป เล่นเกมก็ขับการ์ดจอได้ไหว หรือจะตัดต่อวีดีโอ ราคา 2,690 บาท M/B : ASROCK AB350M Pro4 เมนบอร์ดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ออปชั่นครบโดยเฉพาะแรมที่สามารถเพิ่มได้ถึง 4 แถว และ M.2 เพิ่ม SSD ได้อีกด้วย ราคา 1,690 บาท VGA : GIGABYTE AORUS Radeon RX570 4G ราคาการ์ดจอ AMD ดีจนเกินห้ามใจในงบนี้ถือว่าแรงคุ้มเล่นเกมลื่น ราคา 4,990 บาท RAM : TEAMGROUP DARK DDR4 8GB (8GBx1) 3000 บัสสูงหน่อย เผื่ออัพเกรท รองรับการทำงานหนักๆได้ดี ราคา 2,290 บาท HDD : Toshiba P300 1TB HDWD110 ใช้สำรองข้อมูลเก็บรูปเก็บหนังสบายๆ ราคา 1,120 บาท SSD : Apacer PANTHER AS340 240GB เน้นที่ความจุลงวินโดวส์ลงโปรแกรมต่างๆได้อย่างสบายไม่ต้องห่วงเรื่องความจุ ราคา 1,155 บาท PSU : SILVERSTONE ST70F-ES230 700W 80+ เอาทุกอุปกณณ์อยู่เผื่ออัพเกรทได้อีกด้วย ราคา 1,790 บาท Case : อันนี้แล้วแต่ชอบในตัวอย่างให้ดูก่อน แต่รวมๆแล้วงบนี้ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 500 บาท โดยอุปกรณ์ทั้งหมดที่เราจัดหามานั้นเทียบแล้วไม่ใกล้เคียงกับสเปคของเครื่อง PS5 ที่ให้เทคโนโลยีทั้งหมดมาในราคาเพียง 15,600 บาท เลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเฟรมเรทที่สามารถเล่นได้เพียงแค่เกมทั่วไปบนภาพ Full HD ปกติ ที่ไม่กินสเปคเท่านั้นค่ะ รวมแล้ว 16,245 บาท แล้วถ้าอยากได้สเปคคอมที่เท่ากับ PS5 ราคเท่าไหร่ ? ต้องขอบอกก่อนเลยว่าหากจะจัดสเปคคอมที่มีความสามรถเทียบเท่ากันกับ PS5 ต้องใช้งบที่มากๆ เพราะเรื่องเทคโนโลยีด้านภาพที่สามารถขับได้ถึง 4K จะต้องใช้ CPU รวมถึง VGA ที่รองรับพร้อมทั้งแรงพอที่จะขับภาพออกมาได้ลื่นไหล จึงรวบรวมข้อมูลออกมาได้ดังนี้ CPU : AMD Ryzen 3700x ซีพีระดับ 8 คอร์ 12 เทรด ที่สามารถเล่นเกมก็ขับการ์ดจอได้ดีเยี่ยม หรือจะใช้ในงานตัดต่อวิดีโอก็สามารถทำได้ลื่นไหล ราคา 11,000 บาท M/B : GIGABYTE A520M S2H เมนบอร์ดที่สามารถขับเคลื่อนการทำงานของ CPU VGA ให้สามารถทำงานได้ดีด้วย ราคา 4,990 บาท VGA : NVIDIA RTX 3080 ถ้าอยากได้ภาพ 4K ที่เล่นบนความลื่นไหลแล้วหล่ะก็คงต้องลงทุนกับตัวการ์ดจอให้มีราคาสูงสักหน่อยจึงต้องใช้รุ่นท๊อปๆ ไปเลย ราคา 24,600 บาท RAM : G.SKILL Trident Z RGB DDR4 16GB (8GBx2) 3200 บัสสูงหน่อย เพื่อการทำงานอย่างสูงสุด  ราคา 2,950 บาท SSD : SAMSUNG 970 EVO 1TB M.2 NVMe เน้นที่ความจุลงวินโดวส์ลงโปรแกรมรวมถึงเกมต่างๆ พร้อมทั้งการอ่านข้อมูลที่รวดเร็วจะได้ไม่ต้องรอนาน ราคา 6,490 บาท PSU : Thermaltake Smart Pro RGB 850W Bronz รองรับการใช้งานไฟสูงสุดของทุกอุปกรณ์ได้แบบจัดเต็ม ราคา 3,990 บาท Case : อันนี้แล้วแต่ชอบส่วนของ PS5 เป็นสีขาวจึงหยิบเคสสีคล้ายๆ กันมาจริงๆ ราคาเคสอยู่ที่ความชอบงบนี้ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,240 บาท ซึ่งจริงๆ แล้วราคานี้ยังไม่รวมกับเทคโนโลยีเสียงแบบ 3D ด้วยหากต้องการได้ตามแบบ PS5 เป๊ะๆ คงต้องซื้อหูฟังที่รองรับระบบดังกล่าวอีกซึ่งจากการหาข้อมูลหูฟัง 3D ที่นิยมใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์มีมากมายซึ่งราคาเฉลี่ยก็อยู่ที่ราวๆ 15,000 บาท รวมแล้ว 55,260 บาท สรุป จากการนำข้อมูลสเปครวมถึงราคาของตัวเครื่องมาเปรียบเทียบให้ทุกคนได้เห็นกันก็ขอสรุปได้ว่า หากจัดสเปคคอมในราคาเท่ากับตัวเครื่อง PS5 แล้วได้เทคโนโลยีตามตัวเครื่องก็คงต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยากค่ะ เนื่องจากความสามารถของคอมพิวเตอร์มีในด้านความหลากหลายมากกว่าไม่ได้มุ่งเน้นไปทางการเล่นเกมอย่างเดียว จึงไม่สามารถรวบรวมเทคโนโลยีที่อำนวยด้านเกมทั้งหมดมาได้ในราคา 16,000 บาทอย่างแน่นอน เพราะถ้าต้องการสเปคคอมที่สามารถสู้กับเครื่อง PS5 ได้จริงๆ จะต้องเพิ่มราคาขึ้นไปสูงขึ้นหลายเท่าตัวจึงจะสามารถเทียบเท่าสเปคของเครื่องได้ แต่ถ้าต้องการเครื่องคอนโซลไว้เล่นเกมในราคาที่คุ้มค่าที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีระดับ 4K รวมถึงเล่นเกมได้หลากหลายก็คงต้องซื้อเครื่อง PS5 จะคุ้มค่าที่สุดค่า Credit สเปคคอม: Notebookspec
18 Sep 2020
ซื้อการ์ดจอซีรีส์ 30 จากทาง Nvidia วันนี้ รับ Watch Dogs: Legion ไปเลยฟรีๆ !
การ์ดจอตัวรองท็อปซีรีส์ใหม่ RTX 3080 จากทาง Nvidia เริ่มวางจำหน่ายแล้ววันนี้ โดยในช่วงปลายเดือนนี้ และเดือนหน้าจะเป็นคิวของ 3090 และ 3070 ออกมาวางจำหน่าย ซึ่งนอกจากจะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมแล้ว ดูเหมือนว่าจะมาพร้อมกับโปรโมชั่นดีๆ ด้วยครับ ล่าสุดได้มีการประกาศว่า ใครก็ตามที่ซื้อการ์ดจอสามรุ่นดังกล่าวก่อนวันที่ 29 ตุลาคม จะได้รับเกม Watch Dogs: Legion ไปเลยฟรีๆ ด้วย! ทาง Nvidia ได้ทำการปล่อยภาพใหม่ที่บอกว่า ใครก็ตามที่ซื้อการ์ดจอสำหรับเครื่องคิวพิวเตอร์ตัว RTX 3090, 3080 หรือ 3070 ก่อนวันที่ 29 ตุลาคม จะได้รับเกม โค้ดเกม Watch Dogs: Legion ไปเลยฟรีๆ (โค้ดเกมที่ได้จะหมดอายุในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2020) งานนี้บอกเลยว่าใครตั้งใจจะซื้อการ์ดจอใหม่มาเพื่อเล่นเกมนี้โดยเฉพาะโอกาสนี้ห้ามพลาดครับ
17 Sep 2020
รีวิว Hp Pavilion Gaming 15 สุดยอดขุมพลังระดับนักศึกษาในราคามัธยม !!
สวัสดีเพื่อนๆ ชาว GameFever TH ทุกคนค่ะ ในบทความนี้เราได้มีโอกาสสัมผัสกับโน๊ตบุ๊คสายเกมมิ่งจากค่าย HP รุ่น Pavilion Gaming 15-ec1046AX ที่มากับขุมพลัง CPU AMD Ryzen 5 และ การ์ดจอ GTX 1650 จากทาง Nvidia พร้อมด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู แต่แอบมีความดุดันของเกมมิ่งซ่อนมาด้วย หากทุกคนนึกถึงโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งแล้วหล่ะก็ หลายคนคงกังวลเรื่องของน้ำหนักเครื่องที่มักจะโหดร้ายเกินไปสำหรับผู้หญิงอย่างเราๆ แต่สำหรับโน๊ตบุ๊คตัวนี้แทบไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยคะ เพราะไม่ได้หนักอย่างที่คิด สาวๆ ชาวเกมเมอร์สามารถพกไว้เพื่อทำงาน และเล่นเกมได้สบายๆ แถมยังมาในราคาเพียง 25,900 บาท เท่านั้น สำหรับใครที่สงสัยว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีดีตรงไหนอีก เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบในบทความนี้กันค่ะ ดีไซน์เรียบแต่แอบดุดั่นสไตล์เกมมิ่ง ก่อนอื่นเรามาเริ่มที่ดีไซน์ภายนอกของตัวเครื่องกันดีกว่า ซึ่งถ้าหากพูดถึงโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งที่หลายๆ คนรู้จักกัน หลายคนคงนึกถึงเครื่องหนาๆ รู้สึกเทอะทะเป็นอย่างมากถ้าหากจะต้องแบกไปไหนมาไหน แต่ปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเจ้า HP Pavilion 15-ec1046AX อย่างแน่นอนด้วยดีไซน์ที่บางเบากว่าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งทั้วๆ ไป และน้ำหนักเพียงแค่ 2.25 kg จึงสามารถพกพาได้สะดวกพร้อมกระโดดเข้าสู่โลกเกมเมอร์ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแน่นอน จอดีอย่างไร หน้าจอ ถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญเช่นกันสำหรับผู้ใช้งาน เนื่อจากเป็นสิ่งที่เราต้องใช้มองอยู่ตลอดเวลาในการทำงาน หรือเล่นเกม ทาง HP ไม่ได้ละเลยในส่วนนี้เลย เพราะมีการใช้เทคโนโลยี IPS Anti Glare ที่ช่วยให้สามารถใช้งานนานๆ ได้โดยไม่มีปัญหา แถมยังมาพร้อมกับค่า Refresh Rate ที่สูงถึง 144Hz ซึ่งถือเป็นมาตราฐานสำหรับโน๊ตบุ๊คเล่นเกมพร้อมยังสามารถทำงานได้ แต่ที่น่าตกใจเห็นจะเป็นเพราะทั้งที่มี 2 เทคโนโลยีนี้อยู่ในเครื่อง แต่กลับขายในราคาเพียงแค่ 25,900 บาท เท่านั้น เรียกได้ว่าถูกมากๆ เลยค่ะ สายชาตพกสะดวก เบา กระทัดรัด หากจะต้องใช้โน๊ตบุ๊คสักเครื่องแล้วหล่ะก็ อีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับการเลือกใช้คงเป็นในเรื่องของแบตเตอรี่ ที่จะต้องครอบคลุมในทุกการใช้งาน เพราะหากพกพาสะดวกสบาย แต่ต้องพกสายชาตสุดหนักอึ้งไปไหนมาไหนด้วยก็คงไม่สะดวก  สำหรับ HP Pavilion 15-ec1046AX เครื่องนี้ คงไม่ต้องกังวล เพราะอแดปเตอร์สายชาตนั้นเบามาก แถมขนาดยังเทียบเท่า Power Bank ที่เราพกกันทั่วไปเอง หากต้องยกไปมาแล้วหล่ะก็ถือว่าครบจบในกระเป๋าใบเดียวเลยหล่ะ สเปคเครื่องของ HP Pavilion 15-ec1046AX ชื่อรุ่นเต็มๆ ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีชื่อว่า HP Pavilion Gaming 15-ec1046AX ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลจากทาง AMD Ryzen 5 4600H บวกกับการ์ด Nvidia GeForce GTX 1650 4 GB GDDR5 พร้อมแรมขนาด 8 GB และ SSD M.2 ความจุ 512 GB นอกนั้นทาง HP ยังให้หน้าจอที่มีค่า Refresh Rate  144Hz สำหรับเกมเมอร์มาด้วย สามารถรับชมสเปคเครื่องแบบละเอียดได้ที่ข้างล่างนี้เลย CPU: AMD Ryzen 5 4600H Max boots 4.0 GHz GPU: Nvidia GeForce GTX 1650 (4 GB GDDR5) Screen Size: 15.6" (1920x1080) Full HD Panel Type: IPS Anti Glare – จอด้าน Refresh Rate: 144 Hz Memory Size: 8 GB DDR4 Solid State Drive: 512 GB SSD PCIe M.2 Weight: 2.25 kg OS Bundle: Windows 10 Home (64 Bit) Warranty: 2 Year Onsite Service ขุมพลังตัวเครื่องสุดล้ำ ดูเรื่องคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวเครื่องผ่านไปแล้ว เรามาดูส่วนของการเล่นเกมกันบ้างดีกว่า เนื่องจาก HP Pavilion 15-ec1046AX เองก็ได้ชื่อว่าเป็น โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งเราก็อยากจะพาทุกคนไปรับชมความแรงที่ตัวเครื่องสามารถทำได้กัน ขอแอบบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สำหรับเกมที่จะนำมาทดสอบก็จะมี Playerunknown's Battlegrounds , Valorant และ GTA V ค่ะ Playerunknown's Battlegrounds ซึ่งผลที่ได้จากเกม Playerunknown's battlegrounds ถือว่าไปในทิศทางค่อนข้างดีเลยทีเดียว ด้วยตัวเกมที่มีแผนที่ค่อนข้างกว้าง บวกกับต้องใช้ผู้เล่นจำนวนหลายๆ คนลงไปเล่นพร้อมกัน แถมยังมีรายละเอียดของภาพที่สูง และสมจริงทำให้ปฎิเสธไม่ได้เลยเป็นอีกหนึ่งเกมที่ใช้เสปคสูงพอสมควร จากการทดลองด้วยกราฟิดระดับ Ultra ทั้งหมด ได้เฟรมเรทภายในเกมอยู่ที่ระหว่าง 68 - 76 fps อาจจะมีร่วงไปแตะ 50 บ้างแต่รวมๆ แล้วเฉลี่ยนเฟรมเรทอยู่ที่ประมาณ 71 fps ซึ่งสามารถเล่นได้สบายๆ เลยค่ะ Valorant  ต่อมาในส่วนของเกมที่กำลังเป็นกระแสอย่าง Valorant ซึ่งตัวเกมเองก็ไม่ได้มีส่วนที่กินเสปคของเครื่องขนาดนั้นเพียงในขณะที่ปรับภาพ Hight ทุกอย่างตัวเครื่องสามารถขับภาพได้ที่ 120 - 165 fps ไม่ว่าจะเป็นช่วงการเข้าจังหว่ะบวก หรือมีการเทสกิลเข้าไฟท์เยอะแค่ไหนเฟรมเรทก็ไม่ได้ตกลงไปจนน่าเกลียดส่วนของค่าเฉลี่ยนของเฟรมเรทจะอยู่ที่ประมาณ 135 fps ซึ่งถือว่าสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลจะบวกจังหว่ะไหนก็ไม่มีกระตุกแน่นอน Grand Theft Auto V สุดท้ายขอยกตัวอย่างเป็นเกม Open World ยอดฮิตในไทยอย่าง GTA V กันบ้าง ซึ่งผลที่ได้ก็น่าพอใจเช่นเดียวค่ะ การปรับภาพอยู่ที่ความละเอียดสูงสูดที่ตัวเกมจะสามารถปรับได้ในความละเอียด Full HD 1920x1080 เฟรมเรทที่ได้อยู่ระหว่าง 85 - 120 fps ต่อให้ตัวเกมจะดูเก่าแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นเกมที่มีรายละเอียดในแมพค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควร พอได้ลองทสอบแล้ว ก็บอกได้เลยว่าเครื่องนี้มีขุมพลังสุดยอดกว่าที่คิด เพราะภาพคมชัดรายละเอียดของเงาสะท้อนก็ทำออกมาได้ดีลื่นไหลตลอดแถมตัวเกมรันภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 93 fps ค่ะ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เหมาะกับใคร? สำหรับ HP Pavilion Gaming 15-ec1046AX เครื่องนี้ต้องขอบอกก่อนเลยว่าครบเครื่องสมดังคำนิยามที่เราตั้งให้ว่า สุดยอดขุมพลังระดับนักศึกษาในราคามัธยม จริงๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่ดูสวยแอบดุดันดั่งเกมมิ่งแล้ว ก็สามารถแสดงให้ผู้ใช้เห็นได้ถึงความแรงของตัวเครื่องที่สามารถเล่นเกมกระแสในปัจจุบันได้อย่างสบายๆ จะพกไปใช้ทำงานก็สะดวกเพราะพกง่าย  ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องที่เบา จะใช้เล่นเกมก็สามารถเล่นได้หลากหลาย แม้ตัวเครื่องจะขาดไฟ RGB ที่ดูฉูดฉาดไป แต่ความแรงของตัวเครื่องที่ได้มานั้นก็สามารถทดแทนในส่วนรายละเอียดเล็กๆ ไปได้ และยิ่งมาในราคาช่วงกลางๆ ก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาพอสมควรค่ะ ขอสรุปว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เหมาะกับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อโน๊คบุ๊คสำหรับใช้ทำงานเอกสาร + เล่นเกมกับแก๊งเพื่อนๆ ได้ถึงถ้าต้องการโน๊คบุ๊คเครื่องเดียวที่สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่างในราคาที่คุ้มค่ากับการจ่ายไปโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ
17 Sep 2020
Lenovo เปิดตัวโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งใหม่ ที่มาพร้อมกับสเปคสุดแรงในราคาที่จับต้องได้!
Lenovo นับเป็นแบรนด์สินค้า IT ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดเกมบ้านเราในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต้วผมเองก็ยอมรับว่าแบลนด์นี้ขายสินค้าในราคาที่ไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้ และวันนี้ทางเรา GameFever Th ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเปิดตัวโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งตัวใหม่จากทาง Lenovo ด้วย โดยต้องบอกเลยว่า เจ้าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับสเปคสุดแรงในราคาที่จับต้องได้ครับ! Lenovo Ideapad Gaming 3 และ Legion 5 คือชื่อของโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นใหม่ที่เพิ่งจะมีการเปิดตัวเมื่อเช้านี้ครับ โดย Ideapad Gaming 3 จะเป็นรุ่นเริ่มต้นที่มีราคาไม่แพง แต่ยังคงมาพร้อมกับสเปคของเครื่องที่แรงพอสมควร ซึ่งราคาของรุ่นนี้จะมี 2 แบบคือรุ่นที่ใช้การ์ดจอ GTX 1650 กับรุ่นที่ใช้ GTX 1650Ti ทั้งสองรุ่นมีราคาต่างกันเพียงแค่ 2,000 บาทเท่านั้น สามารถดูรายละเอียดของสินค้า และของแถมได้ข้างล่างนี้! ในส่วนของ Legion 5 จะเป็นรุ่นที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยสเปคของรุ่นนี้จะมี 2 รุ่นให้สามารถเลือกซื้อได้ในตอนนี้เช่นกัน โดย จะแตกต่างกันแค่ในส่วนของการ์ดจอเช่นกันโดยตัวแรก จะมาพร้อมกับ CPU Ryzen 7 4000H กับการ์ดจอ 1660Ti ในราคา 36,900 บาท ส่วนตัวที่ 2 จะมาพร้อมกับ CPU Ryzen 5 4000H ที่ลดลงมา 1 ขั้น แต่ได้การ์ดจอเป็น RTX 2060 แทน ซึ่งรุ่นนี้ก็มีราคาอยู่ที่ 36,900 บาทเช่นกัน แถมพิเศษถ้าหากซื้อก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้ จะได้รับแรมไปเลยๆ ฟรีอีก 8 GB ด้วย ส่วนสำหรับใครที่ต้องการให้สุดไปเลยทั้งฝั่ง CPU และ GPU ดูเหมือนว่าในช่วงปลายเดือนนี้จะมีการวางขาย Legion 5 ที่ ใช้ทั้ง CPU Ryzen 7 4000H + RTX 2060 ด้วย ก็ขอให้รอกันอีกนิดครับ (ป.ล Legion 5 ได้ของแถมอื่นๆ แบบเดียวกับที่ Ideapad Gaming 3 ได้ด้วยนะ)
10 Sep 2020
AMD เตรียมเปิดขุมพลัง GPU ตัวใหม่ในเดือนตุลาคม !!
นอกจากข่าวเกี่ยวกับเครื่องเกมที่เปิดเผยราคาในตลาดจนทำให้แฟนๆ ต่างเซอร์ไพรส์กันไปแล้ว ก็มีข่าวที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันในด้านฮาร์ดแวร์ของไอที ที่ทาง AMD ได้ประกาศเตรียมเปิดตัว GPU รุ่นใหม่ในเดือนหน้าหลังจากคู่แข่งได้เปิดตัวการ์ดจอสุดอลังการในซีรีย์ 30 ไปไม่นานมานี้ จากประกาศของทาง AMD ดูเหมือนว่าจะเป็นการเปิดตัว CPU และ GPU ตัวใหม่ของทางค่ายที่จะใช้ชื่อหน่วยประมวลผลชิ้นนี้ว่า Zen นอกจากนี้ยังมีการแบ่งซีรี่ย์ย่อยออกมาด้วยเป็น Zen ,Zen+ , Zen 2 , Zen 3 และ Zen 4 ซึ่ง Zen 2 จะถูกนำไปใช้ในเครื่องคอนโซลอย่าง Xbox Series X อีกด้วย A new era of leadership performance across computing and graphics is coming. The journey begins on October 8. — AMD (@AMD) ซึ่งหากสังเกตุตัวเลขจากยอดผู้ใช้ของ AMD จะเห็นได้ว่ามีผู้ให้ความมั่นใจในค่ายเพิ่มมากขึ้นจนแสงคู่แข่งเลยก็ว่าได้จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามไม่น้อยสำหรับ GPU ซีรี่ย์ RX ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร และมีประสิทธิภาพแรงขนาดไหนคงต้องรับชมกันในงาน AMD showcasing ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 และ 28 ตุลาคม 2020 นี้ Credit: Gamerant
10 Sep 2020
รวมรายละเอียดโปรแรง และดีลดีส่งตรงจากงาน Commart 2020!
Commart คือชื่อของงานขายอุปกรณ์ Hardware ขนาดใหญ่ประจำปี ซึ่งภายในงานดังกล่าวมักจะมี โปรแรง, ดีลดี, มากมายในงาน ปีนี้เองก็มีโปรหลายตัวน่าสนใจมากเลย ไม่ว่าจะเป็นซื้อของแถมเกม หรือเครื่องเกม Console ที่ถูกเอามาลดราคามากมาย โดยวันนี้พวกเรา GameFever Th ได้รวบรวมโปรแรง และดีลดีในงานมาให้เพื่อนๆ ได้ดูกันแล้ว เพื่อใครจะซื้อเครื่องเล่นเกม หรืออัพคอมพิวเตอร์ จะได้รู้ว่าควรไปซื้อร้านไหน เจ้าไหนจะคุ้มที่สุด ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ! ซื้อ PC สำหรับเล่นเกม พร้อมของแถม เป็นเกม AAA จากทาง IT City IT City เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นน้ำด้านอุปกรณ์ Hardware ของไทยอยู่แล้ว งานนี้พี่แก่ก็ขนดิล ซื้อเครื่อง PC ใหม่แถมเกมระดับ AAA ไปด้วยเลย ราคาก็มีตั้งแต่เครื่องสเปคเบาๆ ราคาหมื่นปลายๆ ไปจนถึงเครื่องไฮเอนราคาเกือบแสนเลยทีเดียว สามารถดูตัวอย่างโปรโมชั่นดังกล่าวได้ในรูปด้านล่างนี้เลย [gallery ids="64901,64902,64903,64904,64905,64906"] ซื้อ CPU รับ Assassin’s Creed Valhalla และซื้อการ์ดจอแถม GodFall จากทาง AMD ถ้าหากคุณคือคนที่กำลังจะอัพเกรดคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปใช้เล่น Assassin’s Creed Valhalla หรือ GodFall ที่กำลังจะวางจำหน่ายปลายปีนี้ อย่าลืมแวะไปที่บูธ AMD ครับ เพราะเพียงแค่ซื้อ CPU หรือการ์ดจอใหม่จากทาง AMD ก็รับไปเลย Assassin’s Creed Valhalla กับ GodFall ยังไม่รวมของแถมอื่นๆ อีกมากมายด้วย งานนี้มีแต่คุ้มกับคุ้ม ซื้อการ์ดจอจาก Zotac รับเลย Rainbow Six Siege Gold Edition และของแถมอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าอยากจะซื้อการ์ดจอใหม่ เพื่อเอามาเล่น Rainbow Six Siege โดยเฉพาะ อย่าลืมที่ว่าต้องเป็นยี่ห้อ Zotac ครับ เพราะถ้าหากซื้อการ์ดจ่อใหม่จากทาง Zotac ในงาน รับเลยเกม Rainbow Six Siege Gold Edition ไปเลยฟรี ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะนอกจากเกมแล้ว คุณจะได้รับ เสื้อยืด, ร่ม, และหมวกสุดเท่จากทาง Zotac ด้วย! เครื่องเล่นเกม และเกมคอนโซลราคาดีมากมาย รวมถึงสินค้าลายปิกาจูจาก Nadz คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่างาน Commart นั้นเป็นงานลดราคา Hardware ของเครื่อง PC แต่ปีนี้ต่างออกไปครับ เพราะทาง Nadz ได้ขนสินค้าของเครื่องเล่นเกม Console มาขายด้วยมากมายครับ แถมยังลดราคาสูงสุดถึง 80% เลยทีเดียว (มีเครื่อง PS4 ลดราคาด้วยนะ) แน่นอนว่าโปรซื้อเครื่องแถมเกมก็มีเช่นกัน ไหนจะสิ้นค้าลายปิกาจูสุดพิเศษอีก งานนี้บอกได้คำเดียวสายคอนโซลห้ามพลาด [gallery ids="64907,64908,64909,64910,64911"] จัดสเปคคอมผ่อนสบายกระเป๋า 0% นาน 36 เดือนจาก Advice สำหรับใครที่ใฝ่ฝันอยากจะมีคอมแรงๆ เอาไว้ใช้เล่นเกม แต่ยังไม่มีเงินก้อนในตอนนี้ บูธของ Adive คือเป้าหมายที่คุณควรไปในงานนี้ครับ เพราะในงานนี้ทาง Advice ได้พากูรูยอดนักจัดสเปคคอมชื่อดังอย่าง "คุณนพ Extreme IT" มาให้ความรู้ในบูธ พร้อมกับโปรโมชั่นสุดพิเศษผ่อน 0% นาน 36 ด้วย งานนี้บอกได้คำเดียวว่า ไม่ต้องมีเงินหลักแสน ก็เอาราคาเท่ากันกลับไปเล่นก่อนได้เลย [gallery columns="2" ids="64912,64913,64914,64915"] ซื้อคอมแถมเก้าอี้เกมมิ่งโคตรคูลมูลค่ากว่า 8,990 บาทจาก MSI ถ้าหากว่ากำลังอยากได้คอมแรงๆ สักเครื่องหนึ่ง พร้อมกับเก้าอี้เกมมิ่งดีๆ สักตัว แต่กลัวงบจะบานปลาย โปรโมชั่นของ MSI อาจเป็นสิ่งที่คุณตามหาอยู่ครับ เพราะทาง MSI ได้จัดโปรโมชั่น ซื้อเดรื่อง PC เล่นเกม รับไปด้วยเลยเก้าอี้ลายมังกรแดงสุดเท่จาก MSI มูลค่ากว่า 8,990 บาทครับ รับ SSD ไปเลยฟรีๆ เมื่อซื้อเคส หรือสินค้าจากทาง Thermaltake ถ้าหากว่ากำลังคิดที่จะไปเดินเลือกซื้ออุปกรณ์ Hardware คอมพิวเตอร์ เพื่อนำกลับมาประกอบแบบ DIY เองที่บ้าน บูธของ Thermaltake เป็นชุดที่คุณไม่ควรพลาดครับ เพราะโปรโมชั่นล่าสุดของพวกเขาในงาน คือการแถม SSD ขนาด 240 GB ไปเลยฟรีๆ เมื่อซื้อเคสของ Thermaltake แถมยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาเป็น M.2 หรือว่า Sata แถมเมื่อซื้อสินค้าครบ 20,000 บาท ก็รับ SSD WD Blue แบบ Sata ขนาด 250 GB ไปเลยฟรีๆ อีกตัวด้วย [gallery ids="64917,64918,64919,64920,64921,64922,64923,64924"] Gaming Gear และ Hardware ลดราคามากมายจากทาง JIB ท่าแค่อยากจะไปเดินดูสินค้า เพื่อเจอของดีๆ ในราคาเบาๆ บูธของ JIB เป็นหนึ่งจุดที่คุณไม่ควรพลาด เพราะนงานครั้งนี้ พี่แก่ก็ขนของมาลดราคาขายแบบจัดเต็มมากๆ มีตั้งแต่หูฟัง, จอ, คีย์บอร์ด, เก้าอี้เกมมิ่ง, เมาส์ และอื่นๆ อีกมากมายเลยครับ พิเศษสุดคือ ที่บูธนี้มี CPU Intel ลาย Marvel's Avengers สุดเท่ด้วยครับ! [gallery ids="64925,64926,64927"]  
20 Aug 2020
หลุด! หน้าตาของ ROG STRIX GeForce 3080 Ti การ์ดจอเจนใหม่จาก Asus!
ในปี 2020 เป็นปีที่เราจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ จากเครื่องเล่นเกม Console เจนเนอเรชั่นต่อไปมากมาย และในปีเดียวกันยังเป็นปีที่เราน่าจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ของการ์ดจอบนเครื่อง PC ด้วยเช่นกัน เพราะช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีข่าวลือมากมายบอกว่า "ทาง Nvidia จะเปิดตัวการ์ดจอ Geforce RTX ซีรีส์ 30 ในช่วง Q3 ของปี 2020" แต่ก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ล่าสุดดูเหมือนว่าเราจะได้เห็นรูปร่างหน้าตาของมันก่อนแล้วครับ! เว็บไซต์ Videocardz ได้รายงานว่า มีการพบภาพที่แสดงถึงรูปร่างหน้าต่าของ ROG STRIX GeForce 3080 Ti หลุดออกมา ซึ่งในภาพดังกล่าว ดูเหมือนจะเป็นสไลด์ที่ถูกถ่ายด้วยมือถือจากงานสัมมนาแห่งหนึ่ง โดยเหตุผลที่ทำให้คิดว่า การ์ดจอที่อยู่ในรูปคือ 3080 TI มาจากการที่ตัวอักษรข่างบนของรูปภาพนั้นแปลได้ว่า "Next-Generation ROG STRIX" ทำให้คิดว่าภาพนี้น่าจะได้มาจากการประชุมเกี่ยวกับดีไซน์ของการ์ดจอตัวใหม่ภายใน Asus เองครับ ถ้าหากว่ารูปภาพดังกล่าวได้มาจากการประชุมเกี่ยวกับดีไซน์ของการ์ดจอตัวใหม่ภายใน Asus เองจริง หมายความว่ารูปร่างหน้าตาของ ROG STRIX GeForce 3080 Ti อาจไม่ใช้แบบนี้จริงๆ เพราะจะสังเกตุได้ว่า หน้าตาของการ์ดจอในภาพนี้ แตกต่างจากดีไซน์ที่ Strix ใช้ในซีรีส์ 10 และ 20 อยู่มากทีเดียวครับ แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพ เชื่อได้ว่าแรงกว่าตัวซีรีส์ปัจจุบันอย่างแน่นอนครับ Credit: GameRant  
09 Jul 2020
รีวิว Asus Rog Zephyrus G GA502DU โน๊ตบุ๊คแรง ในราคา 35,900 บาท
การจะมีคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊คดีๆ สักตัวไว้ใช้ทำงาน หรือเล่นเกมในช่วงที่ใครหลายคนโดนกักตัวอยู่บ้านแบบนี้ ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งนับเป็นโชคดีของพวกเรา GameFever Th ที่ทาง AMD ได้ส่ง Asus Rog Zephyrus G GA502DU มาให้เราได้ลองใช้งานเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ก็ต้องขอขอบคุณทาง AMD ด้วยครับ วันนี้ก็เลยจะมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ดูกันว่าเจ้าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งที่มีราคาเพียงแค่ 35,900 บาท ตัวนี้มีดียังไงบ้าง บอกเลยว่าเหนือความคาดหมายแน่นอนครับ สเปคของ Asus Rog Zephyrus G GA502DU โดยเจ้าโน็คบุคเกมมิ่งตัวนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า Asus ROG Zephyrus G GA502DU-AZ051T ซึ่งมาพร้อมกับ CPU AMD Ryzen 7 3750H กับการ์ดจอ GeForce GTX1660Ti Max-Q Design 6GB GDDR6 และ Ram DDR4 ถึง 16 GB แถมยังมาพร้อมกับจอที่มีค่า Refresh Rate สูงถึง 240Hz ซึ่งนับว่าค่อนข้างที่จะแรงทีเดียวในปัจจุบัน  เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน ผมจะขอทำการแปะสเปคเต็มๆ ของเครื่องไว้ข้างล่างนี้ครับ CPU: AMD Ryzen 7 3750H GPU: NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti Max-Q (6GB GDDR6) Size: 15.6 inch (1920x1080) Full HD Panel Type: IPS Anti Glare – จอด้าน Refresh Rate: 240 Hz Ram: 16 GB DDR4 Storage: 512 GB SSD PCIe M.2 Weight: 2.10 kg OS: Window 10 Home ซึ่งเจ้าโน๊ตบุ๊คตัวนี้มีอยู่ 2 จุดที่ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจมากๆ โดยจุดแรกก็คือในเรื่องของความบางของเครื่องที่มีขนาดเพียงแค่ 20.4 มิลลิเมตร (ประมาณความสูงของเหรียญ 5 บาท) กับน้ำหนักเพียงแค่ 2.10 Kg เท่านั้นครับ เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจเกมเมอร์สายที่ชอบพกโน๊ตบุ๊คติดตัวไปด้วยตลอดเวลาอย่างแน่นอนครับ ส่วนอีกจุดหนึ่งก็คือ จอของตัวโน๊ตบุ๊คที่มีค่า Refresh Rate สูงถึง 240 Hz ทั้งยังเป็นจอแบบ IPS ที่สามารถให้สีได้สวยที่สุดอีกด้วย เพราะปกติจอ IPS ทั่วไปที่มีค่า Refresh Rate ถึง 240 Hz จะมีราคาที่แพงมาก จึงไม่คิดว่าในโน๊ตบุ๊คราคาเพียงแค่ 35,900 จะได้จอแบบนี้มาด้วยครับ ถ้าจะมีจุดที่เป็นข้อเสียของตัวเครื่องเลย คงจะเป็นในเรื่องของพัดลมเครื่องที่จะมีเสียงค่อนข้างดังเมื่อทำงานเต็มที่ แต่ไม่ถึงขนาดดังจนสร้างความรำคาญถ้าหากว่าใส่หูฟังในการเล่นเกมครับ และจริงๆ เสียงของพัดลมที่ดังมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊คทำงานอย่างเต็มที่ ผมเลยรู้สึกว่าในจุดนี้ไม่ถึงกับเป็นข้อเสียที่ร้ายแรงอะไรครับ อีกจุดที่เป็นข้อเสีย ก็คือในเรื่องของหน่วยความจำที่ให้มาแค่ 512 GB เท่านั้นครับ ดังนั้นถ้าเกิดว่าจะนำเจ้าเครื่องนี้ไปใช้งานเป็นเครื่องหลักแล้วละก็ อาจจะต้องมีการเพิ่มหน่วยความจำให้กับเครื่องนิดหน่อยครับ แต่นอกนั้นก็ถือได้ว่าเจ้า Zephyrus G GA502DU นี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งที่ดีมากๆ ครับ ความสามารถของเครื่องเมื่อเล่นเกม แน่นอนว่าในเมื่อเป็นโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งสิ่งที่เราจะเอามาใช้งานหลักๆ ก็คงจะเป็นการนำไปเล่นเกมเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งตัวผมก็ได้ทดลองนำเจ้า Asus ROG Zephyrus G GA502DU ไปทดลองเล่นเกมมา 3 เกมด้วยกัน นั้นก็คือ Battlefield V, Far Cry 5 และ Assassin's Creed Odyssey โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็ค่อนข้างน่าพอใจครับ โดยเกมแรก Battlefield V ผมได้ทำการตั้งค่ากราฟฟิกของเอาไว้ที่ Ultra ทั้งหมด น่าเสียดายที่เกมนี้ไม่ได้มีตัว Benchmark มาให้ด้วยผมเลยต้องเข้าไปเล่นในเกมเอง แล้วสังเกตซ้ายบนของหน้าจอเองว่า โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สามารถเล่นเกมนี้ได้ในค่า FPS เท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็เป็นที่น่าพอใจครับ ตัวเกมรันอยู่ที่ 45-75 FPS และมีค่า FPS เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 65 FPS  ทำให้ตอนเล่นภาพลื่นมากๆ แทบจะไม่มีอาการกระตุกเลยครับ ต่อมาด้วยเกมที่สอง Far Cry 5 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่มีกราฟิกสวยมากๆ โดยเกมนี้ตัวเกมแนะนำการตั้งค่ากราฟิกมาให้อยู่ที่ High ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับการตั้งค่าเลย แล้วกด Benchmark ไปทั้งอย่างนั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ก็ยังดีอยู่เหมือนเดิม ตัวเกมรันอยู่ที่ 46 - 82 FPS และมีค่า FPS เฉลี่ยอยู่ที่ 68 FPS ครับ ปิดท้ายด้วย Assassin's Creed Odyssey โดยคราวนี้ผมได้ทำการดันคุณภาพกราฟิก ขึ้นอีก 1 ระดับจากที่ตัวเกมแนะนำมาให้ แล้วเริ่มกด Benchmark ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ก็ยีงถือว่าเป็นที่น่าพอใจในเกมที่ไม่ได้ต้องการความลื่นไหลมากมายอะไรอย่างเกมนี้ ตัวเกมรันอยู่ที่ 21 - 66 FPS และมีค่า FPS เฉลี่ยอยู่ที่ 42 FPS ครับ สรุป Asus ROG Zephyrus G GA502DU-AZ051T ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งที่มีราคาดีมากๆ เมื่อเทียบกับสมรรถนะของ Hardware ที่ได้มา ส่วนในเรื่องของความร้อนนั้น ผมสามารถเล่นเกมหนักๆ ในห้องพัดลมตั้งแต่ช่วงเวลา 13.00 - 16.00 ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นถ้าหากว่าปกติเล่นในห้องแอร์อยู่แล้ว หมดห่วงเรื่อง Overheat ไปได้เลยครับ โดยภาพรวมทั้งหมดแล้วถึงแม้ว่า Zephyrus G GA502DU จะไม่ใช้โน๊ตบุ๊คเกมมิ่ง High End ที่ถึงจะปรับกราฟิกของเกมเป็น Max ทุกอย่าง แล้วก็ยังสามารถดันค่า FPS ขึ้นไปได้สูงถึงหลักร้อยได้ แต่ Zephyrus G GA502DU ก็ยังถือเป็นโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งที่มีสมรรถนะที่ดี และมีราคาไม่แพงเกินไปครับ ถ้าหากว่าใครกำลังหาโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมในราคาไม่แพงเกินไป ผู้เขียนค่อนข้างเชียร์ตัวนี้เลยครับ ติดตามข่าวสารเกมต่างๆ ได้ที่    
10 Apr 2020
ThermalTake เปิดตัว ToughRam RGB ขุมพลังใหม่ที่สายเกมเมอร์ไม่ควรพลาด!
ต้องบอกว่าช่วงนี้ตลาด Hardware ก็กำลังมีการเคลื่อนไหนอย่างรุนแรงเช่นกัน ล่าสุดทาง ThermalTake หรือที่รู้จักในชื่อ TT ก็ได้มีการเปิดตัว "แรม" ใหม่ในวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อว่า ToughRam RGB ที่จะช่วยมอบสมรรถนะ และ ความสวยงาม ให้กับคอมพิวเตอร์ได้อย่างแน่นอน! ส่วนว่าเจ้าแรมตัวนี้จะเจ๋งแค่ไหน มาดูกันครับ Performance ที่สูงมากเวอร์ เกิดมาเพื่อ Overclock โดยเฉพาะ Tough Ram RGB นั้นมีการใช้ PCB ถึง 10 ชั้น (เป็นทองแดง 2 ชั้น) ซึ่งจะช่วยนำกระแสไฟฟ้าได้ดีมาก จึงแสดงศักยภาพของแรมออกมาอย่างได้เต็มที่ มีการใช้อลูมิเนี่ยมฮีทซิ้งเพื่อระบายความร้อนเหมาะกับสาย Overclock ตัวจริง นอกจากนี้ยังได้รับการยืนยันจากคุณ Krittanan Nanta นัก OC ระดับโลกว่า "แรมตัวนี้เป็นของจริงทั้งในเรื่องคุณภาพ และความสวยงาม" เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่สายเกมเมอร์ต้องการจริงๆ สร้างสีสันให้กับคอมพิวเตอร์ด้วยไฟ RGB ไฟ RGB ของเจ้าแรมตัวนี้นั้น สามารถซิงค์กับไฟ RGB จากอุปกรณ์ของค่ายอืนอย่าง Asus, MSI, Gigabyte, ASrock ได้ ทั้งยังสามารถควบคุมได้จากโปรแกรม RGB Plus ของทาง ThermalTake เองอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องกลัว สีไม่เข้ากันแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์จะออกมาไม่สวย ผ่านกระบวรการผลิตที่พิถีพิถัน สมกับชื่อ ToughRam อะไหล่ของแรมรุ่นนี้มีการคัดสรรอย่างดี เพื่อความทนทานในการใช้งาน นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้แรมรุ่นใหม่นี้เรียกได้ว่ามีคุณภาพที่สูงมากๆ ไม่ต้องกลัวว่าซื้อวันนี้ อีก 1 เดือนพัง เหมือนแรมราคาถูกแน่นอน ราคาถูกมากเวอร์ ทาง ThermalTake ก็ได้เปิดให้สามารถสั่งสินค้าได้แล้วตอนนี้ ซึ่งจะมีความเร็วของ Bus 3 ระดับ คือ 3000 , 3200, 3600 ให้เลือกซื้อ โดยจะมีราคา 3,790 ,3,990 และ 5,290 ตามลำดับ (เป็นแรมแบบ 8*2) นับว่าราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับความสวยงามกับคุณภาพที่ได้ พูดได้คำเดียวว่าคุ้มสุดๆ  ติดตามข่าวสารเกมต่างๆ ได้ที่  
11 Oct 2019
GSP 670 หูฟังเกมมิ่งไร้สายตัวใหม่จาก Sennheiser เพิ่มความอิสระในการเล่นเกมถึงขีดสุด!
ทางเรา GameFever เพิ่งได้รับเชิญไปเข้าร่วมงานเปิดตัวหูฟังใหม่ของ Sennheiser โดยรุ่นที่นำมาเปิดตัวในวันนี้ก็คือ GSP 670 หูฟังเกมมิ่งไร้สายที่ดีที่สุดในตอนนี้ ถามว่าหูฟังตัวนี้มีดีอะไรบ้าง มาเริ่มกันเลย! เชื่อมต่ออย่างอิสระ ไร้สายกวนใจ แถมไม่หวั่นเรื่องความหน่วง หูฟัง GSP 670 ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อสัญญาณแบบความหน่วงต่ำ (Low Latency) ที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง PC และ Playstation 4 และยังสามารถเชื่อมต่อด้วยบลูทูธเพื่อใช้งานกับโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นๆได้อีกด้วย และด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณแบบความหน่วงต่ำ ทำให้การรับเสียงนั้นมีความล่าช้าในการส่งสัญญาณเกือบเท่ากับศูนย์ ลบข้อเสียเกี่ยวกับหูฟังไร้สายที่ว่าเสียงมาช้ากว่าหูฟังแบบสายไปเลย เข้ากันได้กับทุกอุปกรณ์ มีหลายเครื่องก็ต่อได้หมด หูฟัง GSP 670 สามารถใช้งาน Low Latency ได้กับ PC, Mac และ PS4 ส่วนในอุปกรณ์อื่นๆที่มีบลูทูธก็สามารถเชื่อต่อได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต คนโทรเข้ามาก็ไม่ต้องถอดหูฟัง กดคุยได้เลย หากหูฟังจับคู่กับเครื่องเล่นเกมอยู่และโทรศัพท์เราด้วยแล้วนั้น หากมีคนโทรเข้ามาก็สามารถกดรับและคุยจากหูฟัง GSP 670 ได้เลย พอกดวางสายก็จะถูกโอนกลับไปเล่นเกมต่อได้โดยที่คุณไม่ต้องถอดหูฟังเลยแม้แต่นิดเดียว แบตสุดอึด อยู่นาน และชาร์ทเร็วเต็มไวภายใน 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ GSP 670 มีอายุการใช้งานยาวนานสูงสุด 20 ชั่วโมงผ่านบลูทูธ และ 16 ชั่วโมงผ่าน Low Latency ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่อง แม้แบตหมดก็สามารถชาร์ทให้เต็มได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น หรือชาร์ทในระยะเวลาสั้นๆเพียง 7 นาทีก็ใช้ได้ถึง 2 ชั่วโมงเลย หรือจะชาร์ทแบตไปใช้ไปก็ยังได้ แถมสายชาร์ทที่ให้มาก็ยาวถึง 1.5 เมตรเลยทีเดียว ระบบแบตเตอร์รี่อัจฉริยะ ไม่มีคนใช้ก็ดับเองได้เพื่อประหยัดแบต เคยไหม? เวลาใช้งานหูฟังบลูทูธแล้วลืมกดปิด กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว พอจะใช้ก็ไม่มีแบตอีก แต่คุณจะไม่พบปัญหานี้กับหูฟัง GSP 670 แน่เพราะหูฟังมีระบบแบตเตอร์รี่อัจฉริยะ สามารถตรวจจับได้ว่าใช้งานอยู่หรือไม่ และเปิดปิดตัวเองได้โดยไม่ต้องห่วงว่าพอลืมปิดแล้วแบตจะลด พอไม่มีการใช้งานก็สามารถดับตัวเองเข้าสู่ Sleep Mode เพื่อยืดอายุการใช้งานแบต และพอจับสัญญาณการเคลื่อนไหวได้ก็จะออกจาก Sleep Mode กลับมาอีกครั้ง ส่วนปรับเสียงแยก ที่สามารถปรับเสียงเกมและเสียงพูดแยกกันได้ ตัวหูฟังสามารถปรับเสียงเกมและเสียงพูดแยกกันได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเสียงเกมดังไปหรือเสียงเพื่อนพูดกลบ สามารถปรับสมดุลเสียงได้ง่ายๆผ่านการหมุนที่ตัวหูฟังเลย ส่วนปรับเสียงแยกกัน ปรับสมดุลเสียงเกมและเสียงคุยได้ตามใจชอบ Sennheiser Gaming Suite ระบบปรับแต่งเสียง เลือกได้ตามใจชอบ จุดเด่นของ Sennheiser ก็คือคุณภาพเสียง และยังทำให้ดีได้ขึ้นไปอีกด้วยระบบนี้ที่ช่วยในการปรับแต่งเสียงได้ตามความชอบของผู้ใช้ผ่านโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ ด้วยการออกแบบหูพังแบบ Closed Acoustic ให้เสียงเบสทุ้มนุ่มลึก และเสียง Hi-Fi เสมือนจริงอย่างเต็มที่ รวมถึงโหมดเสียง Surround รอบด้าน จัดการได้ด้วยเครื่องมือปรับแต่งเสียง (Equalizer) ของระบบนี้ได้เลย ไมโครโฟนคุณภาพสูง ตัดเสียงรบกวนได้ ไมโครโฟนของหูฟัง GSP 670 มีระดับคุณภาพเดียวกับไมค์ที่ใช้รายงานข่าวหรือถ่ายทอดสด ด้วยความสามารถในการตัดเสียงรบกวนที่สูง เพื่อการสื่อสารที่คมชัด ถึงผู้รับแน่นอน หรือจะปิดไมค์ก็ทำได้ง่ายๆเลยโดยการยกไมค์ขึ้น เล่นนานได้ไม่ปวดหู ด้วยรูปทรงที่ปรับให้เข้ากับใบหน้าได้ ที่คาดหูฟังสามารถปรับแรงกด เพิ่มลดความแน่นได้ตามใจ อีกทั้งรูปทรงของหูฟังที่พอดีหู เล่นนานได้ไม่ปวดหูแน่นอน แถมวัสดุที่นำมาทำเป็นแผ่นรองหูฟังที่ติดกับผิวหนังมีการผสมหนังเทียงเพื่อระบายความร้อนและลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ด้วย แถมยังนุ่มสบายหูอีกต่างหาก สนนราคาและวันวางจำหน่าย หูฟัง GSP 670 วางจำหน่ายในราคา 13,990 บาท สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ที่หน้าเว็บไซต์ออนไลน์ของ Sennheiser และออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ความรู้สึกหลังได้ใช้งานจริง ความรู้สึกแรกคือใส่สบายสุดๆ ด้วยรูปทรงหูฟังที่ครอบหูพอดี นอกจากทำให้ไม่ปวดหูแล้วยังนุ่มด้วย ปรับเสียงได้เลยจากการหมุนปุ่มควบคุมเสียงที่ด้านข้างของหูฟัง เพิ่มลดได้ตามใจชอบ คุณภาพเสียงยังคมชัดและมีระบบเสียง Surround รอบด้าน โดนยิงจากทางไหนได้ยินแน่นอน อีกทั้งการเป็นหูฟังไร้สายนั้นทำให้การขยับตัวไม่เกะกะกับสายใดๆ ลุกนั่งสะดวก ไม่ต้องห่วงว่าสายหูฟังจะเกี่ยวโดนอะไรเพราะไม่มีสายให้เกี่ยว แฮ่ [caption id="attachment_23968" align="aligncenter" width="1024"] จากลากันไปด้วยรูปนี้แล้วกันนะคะ <3[/caption] ขอบคุณ Sennheiser มา ณ ที่นี้ด้วย
03 Jul 2019
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 01/03/64
Total Eggscape!
Crescent Moon Games
Days of Doom
Atari, Inc.
Cooking Simulator: Chef Gam‪e‬
PlayWay SA
Cubie Adventure World
UNIT5
WIND Runner : Puzzle Match
Joymax Co., Ltd.
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 01/03/64
SCUM
Gamepires
Persona® 5 Strikers
ATLUS
Zombie Army 4: Dead War
Rebellion
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
ผลการค้นหา : "IT"
ทำความรู้จัก ไวรัสเรียกค่าไถ่ ที่คนมีคอมทุกคนควรระวัง
คอมพิวเตอร์ PC กับไวรัสนี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันได้เลยนะคะ จะเอาไดร์ฟไปเสียบเครื่องอื่นทีก็ระทึกทีว่าจะโดนไหม แม้แต่เครื่องเราเอง Anti-Virus ยังใช้งานได้ไหม? ป้องกันได้ดีอยู่หรือเปล่า? ก็เป็นเรื่องที่เหล่าเจ้าของ PC ต้องกังวลกันรายวันเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังมีไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่น่ากลัวแบบกัดไม่เจ็บแต่ทำได้แสบมาก นั่นคือ "ไวรัสเรียกค่าไถ่" หรือ "Ransomware" ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็เพิ่งโดนต้อนรับปีใหม่ไปหมาดๆ ว่าแต่... เจ้าไวรัสประเภทนี้ทำงานต่างกับไวรัสประเภทอื่นอย่างไร? ไปโดนมาจากไหน? มีวิธีแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังเอง!! =========================== Ransomware คืออะไร? * อ้างอิงข้อมูลจาก: สำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * Ransomware คือมัลแวร์ (Malware) ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลของผู้ใช้งาน แต่จะทำการล็อคไฟล์ ทั้งไฟล์รูป, เอกสาร, วีดีโอ ฯลฯ ทำให้เราไม่สามารถเปิดใช้งานไฟล์เหล่านั้นได้จนกว่าจะทำการปลอดล็อครหัสเพื่อกู้ข้อมูลคืนมา ซึ่งวิธีการปลดล็อคก็คือการจ่ายเงินให้กับเจ้าของไวรัสนี้ตามข้อความ "ค่าไถ่" ที่ปรากฏขึ้นบนคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง อย่างตอนที่เราโดน ก็มีข้อความเป็นไฟล์ notepad เขียนเย้ยมาประมาณว่า... "ตกใจล่ะสิที่เปิดไฟล์ไม่ได้ ไม่เป็นไรเราแก้ไขให้คุณได้ จ่ายตังมาสิ! โดยคุณสามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ [อีเมล์] นี้ หรือถ้าไม่เชื่อก็ลองส่งไฟล์ที่โดนล็อคของคุณเข้ามาแล้วเราจะปลดล็อคให้ดูก่อนก็ได้นะ" ตอนอ่านเจอนี่คือแบบถอนหายใจพร้อมบ่นออกมาเป็นเหล่าสรรพสัตว์เลยล่ะ ที่ตลกคือ... พอเราลองใส่ DATA ตัวใหม่เข้าไปในคอม (เช่น ดาวน์โหลดรูปจากกูเกิ้ลมาลงเครื่อง) แล้วรีสตาร์ทไฟล์นั้นก็โดนตามล็อคไปด้วย สรุปคือทั้งเครื่องทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าอินเตอร์เน็ต แต่โชคดีที่เครื่องเพิ่งไปทำการอัปเกรดและลง window มาใหม่ และที่ร้านซ่อมยัง backup ข้อมูลในเครื่องของเราทั้งหมดไว้อยู่ รอดตัวไป~ ก็เอาเครื่องไปล้างและลงโปรแกรมใหม่อีกรอบได้แบบไม่เสียดายอะไร มีโปรแกรมไหนบ้างที่เป็น Ransomware ถ้าตัวที่ชื่อกระฉ่อนโลกเมื่อปี 2017 เลยก็คือ "WannaCry" ที่ได้แพร่กระจายไปหลายเครื่องเพื่อทำการเรียกค่าไถ่จำนวน 300 ดอลล่าร์จากเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นระดับองค์กรทั้งนั้นด้วย WannaCry ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ก็โดนกันไปประมาณ 400,000 เครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก โดย WannaCry จะทำงานโดยอาศัยช่องโหว่ของ Window XP และ Vista แถมยังแฝงไปกับอีเมล์หรือข้อมูลเอกสารได้ด้วย จึงทำให้มันแพร่อย่างรวดเร็ว SamSam ตัวนี้ก็เห็นว่าร้าย Ransomware ตัวนี้ได้มุ่งโจมตีไปที่ Computer Network ของบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศอื่นทั่วโลก เรียกได้ว่าเน้นกลุ่มที่กระเป๋าตังหนักโดยเฉพาะ จนกวาดเงินไปได้กว่า 180 ล้านบาทแล้ว ซึ่งเจ้าตัวนี้นอกจากปิดกั้นการเข้าถึงไฟล์แล้ว ยังปิดกั้นการใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วย ทำให้แม้จะ backup ไว้ก็เรียกคืนไม่ได้และต้องจำใจจ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้ และตัวที่ฝั่งผู้เขียนโดนก็คือ Garbage Cleaner ชื่อเหมือนโปรแกรมสแกนไวรัสเลย แต่ไม่ใช่! มันนั่นแหละคือไวรัส!! ซึ่งในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาก็มีผู้ใช้หลายคนทั่วโลกโดนเหมือนกัน (สำรวจมาจาก Reddit) ส่วนไปโดนมาได้อย่างไรจะขอเล่าในหัวข้อถัดไปนะ นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมี Ransomware ในโลกอีกหลายตัวเลยที่ไม่รู้จักหรือแทบไม่มีข้อมูลเลย เพราะฉะนั้นเราควรทำความรู้จักกับรูปแบบโปรแกรมและวิธีป้องกันไว้ดีกว่า =========================== Ransomware นั้นมาจากหนใด ช่องทางการแพร่กระจายของ Ransomware นั้นมีหลายช่อทาง ดังเช่น... แฝงมาใน Email - โดยจะมาในลักษณะของไฟล์แนบ โดยอีเมลที่ส่งมาจะถูกทำให้ดูน่าเชื่อถือ ด้วยหัวข้อ สำนวนการเขียน ไปจนถึงชื่อผู้ส่งที่เหมือนมาจากองค์กรใหญ่ และไฟล์แนบก็จะไม่แสดง .exe ให้เราเห็นด้วย จึงทำให้ผู้รับตายใจได้ง่ายๆ เลย โฆษณา - พวกแบนเนอร์โฆษณาที่ดูน่าสนใจ คลิ๊กเข้าไปก็อาจโดนไม่รู้ตัวนะ เชื่อมโยงเข้าเว็บไซต์ - เคยไหมคะ เวลาเล่นเว็บอยู่ดีๆ ชอบมีหน้าต่างใหม่เด้งขึ้นมา ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามีแนวโน้มเป็นมัลแวร์ แต่ในบรรดาลิงก์ที่ถูกโยงเหล่านั้นก็มีพวก Ransomware ปนอยู่ด้วยเช่นกัน ซ่อนมาในไฟล์ดาวน์โหลด - อันนี้เราโดนเอง สำหรับใครที่ชอบมองหาโปรแกรมฟรี เช่น โปรแกรมแต่งรูป โปรแกรมบันทึกหน้าจอ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ฯลฯ ไปจนถึงโปแกรม crack สำหรับลงโปรแกรมเถื่อนด้วย ก็จะได้ไวรัสเรียกค่าไถ่มาเป็นของแถมด้วย ยิ่งตัวไหนคนฮิตใช้ก็เดาได้เลยว่ามีลดแลกแจกแถมมาด้วยแน่นอน คอนเฟิร์มโดยคนเขียนจ้า T^T =========================== แล้วจะป้องกัน Ransomware ได้อย่างไร แน่นอนว่าเราจะไม่แนะนำแบบ... ใช้ Anti-Virus สิ เพราะมันไม่ได้ผลหรอกจ้า Ransomware นับเป็นมัลแวร์ที่ฉลาดนะ มีสกิลเจาะเกราะด้วย เพราะตอนที่ทางเราโดนนั้น ก็โดนในขณะที่ Window Defender ของ Window 10 ถูกเปิดอยู่ คือวินโดว์มันก็แจ้งนะว่ามีไฟล์แปลกๆ เรากดบล็อคแล้ว สุดท้ายมันก็ทะลุเข้ามาได้และรีสตาร์ทเครื่องเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็โดนล็อคไฟล์ไปตามระเบียบ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ หมั่นจัดการข้อมูลและ backup ไฟล์สำคัญสำรองไว้ข้างนอกเครื่องเสมอ (เช่น external harddisk) ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่อง Ransomware ได้แล้ว ยังช่วยป้องกันเหตุไม่คาดฝันอื่นๆ อย่าง ฮาร์ดดิสก์เสีย วินโดว์พัง ไปจนถึงคอมระเบิด ก็ยังเรียกงานสำคัญคืนมาได้ ที่สำคัญคือ ควรตรวจสอบไฟล์ที่จะมาลงเครื่องทุกครั้งว่ามีความผิดแปลกหรือไม่ ถ้าไม่น่าไว้ใจก็อย่าเสี่ยงดีกว่า และอย่าลืมติดตามข่าวสารในวงการ IT และ Software อย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อจะได้ทราบความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเองจ้า =========================== ข้อมูลอ้างอิง Ransomware คืออะไร? โดย IT Chulalongkon University ย้อนรอยเหตุ 'Ransomware' สะเทือนโลก โดย Bangkokbiznews Ransomware - Wikipedia รู้จักกับ Ransomware ตัวใหม่ที่ร้ายกว่าเดิมในชื่อ SamSam โดย monsterconnect
24 Feb 2021
Linus Tech เผย การที่ Nvidia ออกการ์ดสำหรับ BitCoin ราคา RTX ก็ไม่ตก
นับเป็นข่าวน่ายินดีสำหรับเหล่าเกมเมอร์เมื่อทาง Nvidia ได้ประกาศว่าจะออกการ์ดจอรุ่นพิเศษสำหรับขุด BitCoin โดยเฉพาะมาให้ เพื่อที่ให้เหล่านักขุดไม่ไปแย่งซื้อการ์ดจอ RTX กับเหล่าเกมเมอร์ ซึ่งหลายคนน่าจะคิดว่าสถานการณ์การ์ดจอขาดตลาดจะดีขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญ Linus Sebastian ไม่คิดเช่นนั้น Linus ได้กล่าวว่า ต่อให้ Nvidia จะวางขาย CMP (การ์ดจอขุดเหมือง) ออกมา มันก็ไม่น่าจะทำให้ของขาดตลาดน้อยลง เนื่องจากการ์ดเหล่านั้นมันไม่สามารถเอาไปขายต่อได้ในวันที่เหล่านักขุดตัดสินใจที่จะเลิกขุด ในขณะที่การ์ดจอ RTX ที่ใช้เล่นเกมยังสามารถเอาไปขายต่อให้กับเหล่าเกมเมอร์เพื่อเอากำไรเพิ่มอีกเล็กน้อยได้ Linus ยังกล่าวอีกด้วยว่า จริงๆ Nvidia ไม่ได้ต้องการจะช่วยเหล่าเกมเมอร์ด้วยการแบ่งตลาดของผู้ใช้งานอย่างชัดเจน แต่จริงๆ แล้วเป็นกลวิธีที่จะทำกำไรให้กับบริษัทเพิ่มเติมมากกว่า แถมยังไม่รวมเรื่องที่ว่า การผลิต CMP อาจต้องแบ่งชิ้นส่วนการผลิตมาจากทางฝั่ง RTX ซึ่งก็จะทำให้ผลิตได้น้อยลงกว่าเดิมอีก ถ้าเป็นไปตามที่เขาว่ามาจริงๆ แบบนี้หมายความว่าเหล่าเกมเมอร์จะเจอกับปัญหาการ์ดสำหรับเล่นเกมขาดตลาดไปอีกพักใหญ่ๆ เลยครับ
23 Feb 2021
Nvidia อาจใส่ชิปป้องกันขุด BitCoin ในการ์ดจอ RTX ทั้งหมดที่จะผลิตหลังจากนี้
นับเป็นข่าวดีสำหรับเหล่าเกมเมอร์เมื่อมีการยืนยันว่า RTX 3060 จะถูกลดประสิทธิภาพของการ์ดลง หาก Bios ตรวจพบว่าผู้ใช้ง่ายเอาการ์ดไปขุด BitCoin แต่จะมีการออกการ์ดสำหรับขุด BitCoin โดยเฉพาะออกมาให้แทน ซึ่งวันนี้ก็มีอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับเกมเมอร์ชาว PC เพราะการ์ดทุกรุ่นที่ถูกผลิตหลังจากนี้ อาจมีการใส่ชิปป้องกันการขุดแบบเดียวกับ 3060 ทั้งหมดครับ คำว่าผลิตหลังจากนี้หมายถึงรวม 3060Ti, 3070, 3080 และ 3090 ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดโดยผู้ใช้งาน Twitter ที่ชื่อว่า kopite7kimi โดย RedGamingTech เองก็ได้มาตอบ Twitter ของเขาว่าได้ยินสิ่งที่คล้ายๆ กันมา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะเป็นความจริง การที่ Nvidia จะใส่ชิปนี้เข้ามาในการ์ดจอทุกรุ่น จะเท่ากับว่าการ์ดจอสำหรับเล่นเกมทั้งหมด ที่ผลิตออกมาหลังจากนี้ อาจไม่ได้มีราคาสูงเท่ากับการ์ดที่มีในตลาดตอนนี้ เนื่องจากมันไม่สามารถเอาไปขุด BitCoin ได้ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยันโดย Nvidia ดังนั้นต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเป็นเรื่องจริงแค่ไหนครับ Credit: https://www.notebookcheck.net/NVIDIA-may-re-release-the...
22 Feb 2021
Lenovo Legion 5 ที่สุดแห่งดีไซน์! โมเดลที่เหมาะจะเป็นเครื่องรองพกพามากที่สุด
โดยปกติแล้ว เชื่อว่าเกมเมอร์บน PC ในปัจจุบันได้หันมาใช้เครื่องแบบประกอบกันหมดแล้ว เนื่องจากมีราคาถูกลงเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถเพิ่มลดราคาในชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตามใจ แต่การใช้เครื่องแบบประกอบก็มีปัญหาในเรื่องของความสะดวกเวลาใช้งานนอกสถานที่ เนื่องจากการยกไปยกมาไม่ใช่เรื่องที่สนุกเลย ส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะซื้อ โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งราคาไม่แพงมาก เอาไว้ใช้เล่นเกมเมื่อจำเป็นต้องเดินทางไปที่ไกลๆ ซึ่งทางฝั่งผู้ผลิตเองก็เล็งเห็นถึงจุดนี้ และเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งราคาจับต้องได้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Lenovo ที่ออกซีรีส์ Legion ของพวกเขาให้มีราคาตั้งแต่ 20,000 กลางๆ ไปจนถึง เกือบๆ 100.000 โดยเครื่องที่ผมจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักวันนี้คือ LENOVO LEGION 5 15ARH05-82B500FQTA ที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 33.000 บาท ครับ ดีไซน์เรียบหรูดูแพง เรื่องแรกที่เห็นแล้วเป็นต้องหลงรักเลยคือในเรื่องของดีไซน์ที่มาในสีดำเรียบทั้งเครื่อง เรียบเนียน บางเฉียบ คือเห็นแล้วจะมีความรู้สึกว่า "เครื่องนี้จะต้องมีราคาอย่างแน่นอน" แต่ในความเป็นจริงๆ ราคาของ Legion 5 ก็ไม่ถึงกับจับต้องไม่ได้เหมือนกับตัวท็อปๆ ของแบรนด์อื่นครับ ล่าสุดที่พบเช็กในเว็บไซต์ของ JIB รุ่นที่ผมได้มามีราคาแค่เพียง 32,900 บาทเท่านั้น คือเรียกได้ว่าไม่แพงจนเกินไปจริงๆ น้ำหนักเพียง 2.46 กิโล เบากว่านี้ก็มือถือแล้ว Legion 5 ถือได้ว่าเป็นโมเดลที่ Lenovo ใส่ใจเรื่องของการออกแบบเป็นอย่างมาก โดยสามารถสัมผัสได้เลยหลังจากได้ใช้งานด้วยตัวเอง เรื่องแรกคือน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไปเพียงแต่ 2.46 กิโลเท่านั้น ส่งผลให้การพกพาโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งเครื่องนี้ไปเล่นนอกสถานที่สามารถทำได้ง่าย และไม่เป็นภาระของผู้ใช้งาน พอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาเยอะ และไม่เกะกะ เรื่องที่สองคือพอร์ตการเชื่อมต่อ Legion 5 ออกแบบให้เกือบทั้งหมดต้องทำผ่านหลังเครื่องเท่านั้น และเหลือ USB ไว้ทางซ้ายกับขวาของเครื่องเพียงแค่ด้านละ 1 พอร์ต ซึ่งการทำแบบนี้จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานมีพื้นที่สำหรับขยับเมาส์ไปมาได้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาหัวของสาย USB จากเมาส์, คีย์บอร์ด, สาย Power, และ สาย HDMI มักสร้างปัญหากินพื้นที่ข้างๆ ของโน๊ตบุ๊คไปโดยไม่จำเป็นเสมอ ถือได้ว่าคิดเพื่อผู้ใช้งานมาเป็นอย่างดีจริงๆ ครับ คุณสมบัตติทางเทคนิค CPU: AMD Ryzen 7 4600H Max boots 4.2 GHz GPU: NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti 4GB GDDR6 Screen Size: 15.6" (1920x1080) Full HD Panel Type: IPS Anti Glare – จอด้าน Refresh Rate: 144 Hz Memory Size: 8 GB DDR4 Solid State Drive: 512 GB SSD PCIe M.2 Weight: 2.46 kg OS Bundle: Windows 10 Home (64 Bit) หลังจากได้อ่านสเปคคร่าวๆ แล้ว เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า เจ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไม่ได้มาพร้อมกับสเปคที่แรงอะไรมากมายนัก แต่ก็ไม่ได้กระจอกงอกง่อยจนเล่นเกมใหญ่ๆ ไม่ไหว กล่าวคือเป็นสเปคที่สมราคา และไม่แพงจนเกินไปจะถือว่าถูกต้องที่สุดครับ ออกแบบมาให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น โดยปกติแล้วโน๊ตบุ๊คจะมีข้อเสียที่ร้ายแรงมากๆ อยู่ที่การระบายความร้อน เนื่องจากพัดลมที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก และทิศทางการระบายที่ไม่ดีเท่ากับเครื่อง PC โดยเจ้า Legion 5 ถูกออกแบบมาดูดลมเย็นเข้าข้างล่าง และระบายออกทางด้านหลังของเครื่อง และมีการยกเครื่องให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ลมเย็นสามารถไหลเข้าไปใต้เครื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็ถือว่าช่วยได้เยอะมากเลยจาก เท่าที่ผมได้ใช้งานมาครับ เล่นเกมเป็นไง ในส่วนของการเล่นเกมตัวผมเองได้ทำการ Test ในเกมสองกลุ่มคือที่เป็นแนว Online เน้นไปที่การเล่นแบบ Multiplayer กับกลุ่มเกม AAA ที่มีกราฟิกหนักๆ ซึ่งจะขอกล่าวรวมถึงโชว์ผลทดสอบต่อไปแบบแบ่งหมวดหมู่กันข้างล่างนี้ครับ เกม AAA โดยปกติเกมตระกูลนี้จะมาพร้อมกับ ภาพ / กราฟิก ที่สวยงาม ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถของ Hardware ที่สูงถึงจะดันภาพได้มากกว่า 60 FPS ผมได้ทดลองใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทดลองเล่น 3 เกมด้วยกันคือ Shadow of the Tomb Raider, Assassin's Creed Valhalla และ Cyberpunk 2077 ครับ Shadow of the Tomb Raider ผมทดลองใช้ Benchmark ที่ตัวเกมมีมาให้ ในการทดสอบคุณภาพกราฟิกระดับ High ดู โดยเจ้าเครื่องนี้สามารถทำ Refresh Rate เฉลี่ยได้อยู่ที่ 54 FPS ซึ่งถือว่าทำได้เกินความคาดหมายของผมอยู่พอสมควร เนื่องจากเกมนี้จริงๆ แล้วค่อนข้างจะกินสเปคมาก และมีผู้เล่นหลายคนบ่นเกี่ยวกับเรื่อง FPS ที่ต่ำครับ ดูผลทดสอบได้ข้างล่างนี้ Assassin's Creed Valhalla ต่อมาคือเกมภาคต่อของซีรีส์นักฆ่าที่ให้เรารับบทเป็นชาวไวกิง ซึ่งด้วยความที่เกมนี้มี Benchmark มาให้เหมือนกันผมเลยทำการทดสอบโดยตั้งคุณภาพของกราฟิกเป็นแบบ Custom โดยดันตัวเลือกต่างๆ ขึ้นไป High ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (แรมการ์ดจอน้อยเลยไป High หมดไม่ได้ครับ) โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ Refresh Rate เฉลี่ยได้อยู่ที่ 45 FPS ต่ำสุด 28 และสูงสุด 70 ครับ ดูผลทดสอบเต็มๆ ได้ข้างล่าง Cyberpunk 2077 ปิดท้ายด้วยเกมฟอร์มยักษ์จากทาง CD Projekt Red ที่น่าจะมีกราฟิกโหดที่สุดในตอนนี้ น่าเสียดายที่เกมนี้ไม่มี Benchmark มาให้ใช้ด้วยเช่นเดียวกับทั้งสองเกมข้างบนผมจึงไม่มีค่าเฉลี่ยหรือกราฟมาให้ดู เบื้องต้นผมตั้งค่ากราฟิกไว้ที่ Medium เท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ใกล้เคียงกับ Assassin's Creed Valhalla มีค่า Refresh Rate เฉลี่ยได้อยู่ที่ประมาณ 45 FPS มีลงไปต่ำถึง 22 - 28 FPS บ้าง และในฉากต่อสู้แบบดุเดือดจัดๆ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 35 - 40 FPS ครับ สังเกต FPS ได้ที่มุมซ้ายบน ของแต่ละภาพ แนว Online เน้น Multiplayer เชื่อว่าถ้าเป็นแนวนี้เพื่อนๆ น่าจะอยากเห็นผลทดสอบของเกมตระกูล FPS มากที่สุดผมจึงเลือกเกมมาทดสอบสองตัวด้วยกันคือ Apex Legends และ Valorant ครับ Apex Legends ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกม Battle Royale ที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีอายุได้ 3 ปีแล้ว โดยสำหรับเพื่อนๆ ที่เล่นเกมนี้อยู่น่าจะทราบดีเลยว่า Apex เป็นเกมอีกเกมกินสเปคสูงมาก โดยในการทดสอบครั้งนี้ผมได้ตั้งค่าทุกอย่างเอาไว้ที่ High เลย ซึ่งเครื่องก็สามารถทำ FPS เฉลี่ยได้มากกว่า 60 FPS และมีขึ้นไปสูงถึง 100 FPS บ้างในที่มืด รวมถึงมีตกลงไปถึง 49 FPS บ้างเวลาดวลปืนกันแบบเดือดๆ ครับ สังเกต FPS ได้ที่มุมซ้ายบน ของแต่ละภาพ Valorant ดูเกมที่ใช้สเปคแรงๆ ไปแล้วมาดูเกมที่ไม่ค่อยกินเท่าไหร่อย่าง Valorant บ้าง เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ผมได้ตั้งค่ากราฟิกของเกมไว้ที่ High เช่นกัน โดยค่า FPS เฉลี่ยก็อยู่ที่มากกว่า 120 ครับมีบางครั้งที่ตกลงไปถึง 100 บ้าง และก็มีบางครั้งที่พุ่งขึ้นไปถึง 170 FPS เช่นกัน สรุป โดยรวมแล้ว Legion 5 ถือเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องรอง ที่เหมาะจะเอาไว้เล่นเกมเวลาจำเป็นต้องออกไปนอกสถานที่สำหรับเหล่าเกมเมอร์ และอาจเป็นเครื่องที่เหมาะจะใช้เป็นเครื่องหลักหากไม่ได้มีรสนิยมชอบเล่นเกมที่ใช้สเปคหนักๆ ก็สามารถซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้ แต่ถ้าหากเป็นคนชอบเล่นเกมที่ใช้สเปคหนักๆ เป็นหลักแล้วละก็ ตัวผมเองไม่แนะนำเท่าไหร่ครับ เนื่องจากต่อให้โมเดลนี้จะสามารถระบายความร้อนได้ดีขนาดไหน ตัวเครื่องก็ยังถือว่ามีความร้อนที่สูงจนอาจเป็นอันตรายต่อ อะไหล่ภายใน หรือตัวผู้ใช้งานอยู่ดีครับ  
19 Feb 2021
RTX 3060 จะขุด BitCoin ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่จะมีรุ่นสำหรับขุดเฉพาะตามมา
ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกมเมอร์ชาว PC ไปครับ เมื่อ Nvidia ประกาศออกมาว่า Driver ของ Geforce RTX 3060 ที่กำลังวางขาย จะทำให้การ์ดมีประสิทธิภาพในการขุด BitCoin ลดลง 50% เพื่อให้ตัวการ์ดถูกซื้อไปใช้งาน หรือเล่นเกมจริงๆ เท่านั้น! อย่างไรก็ตาม Driver ตัวใหม่นี้ดูเหมือนจะส่งผลกับ RTX 3060 เท่านั้น สำหรับการ์ดจอรุ่นพี่อย่าง 3060Ti, 3070, 3080 และ 3090 จะยังคงสามารถใช้ขุด BitCoin ได้เหมือนเดิมตามปกติ (ซึ่งอาจทำให้ราคาของทั้ง 4 รุ่นเพิ่มขึ้นไปอีก) ครับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหนึ่งข่าวที่อาจจะเป็นข่าวดี คือทาง Nvidia ได้มีการประกาศว่าหลังจากนี้จะออกการ์ดจอรุ่นพิเศษสำหรับขุด Cryptocurrency ออกมาให้โดยเฉพาะ ซึ่งถ้าหากว่าการ์ดใบนี้ถูกวางจำหน่ายแล้ว เป็นไปได้ว่าการ์ดจอสำหรับเล่นเกมเอง ก็อาจจะลดราคาลงมาให้เราสามารถหาซื้อมาใช้ได้ แต่ก็คงต้องรอดูกันต่อไปครับ Credit: https://www.pcgamer.com/nvidia-not-limiting-gpus-already.../
19 Feb 2021
ร้านอินเตอร์เน็ตในเกาหลีใต้หันมาทำเหมือง BitCoin สู้ภัย COVID-19 ตอนนี้!
แม้จะผ่านไปเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว แต่พิษร้าย COVID-19 ก็ยังคงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์เราเช่นเดิม โดยเฉพาะร้านให้บริการณ์ต่างๆ ที่ดูจะเจ็บหนักมากที่สุด แต่สำหรับร้านอินเตอร์เน็ตอาจยังพอมีทางพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อยู่ครับ ด้วยการใช้การ์ดจอที่มีทำเหมืองเงิน Cryptocurrency ผู้ใช้งาน Twitter ที่ชื่อว่า harukaze5719 ได้โพสต์ข้อความว่า "ตอนนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้ ร้านอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ได้หันมาใช้การ์ดจอที่มีในร้าน มาทำเป็นเหมือง Cryptocurrency (หรือขุด BitCoin) ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด" ซึ่งในช่วงที่ BitCoin มีค่าถึงเหรียญละ 1.49 ล้านบาท แบบนี้ ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีเลยครับ In Korea, where internet cafes are quite common, it seems that they are becoming more widespread. https://t.co/r09ZjrCC1t — 포시포시 (@harukaze5719) February 16, 2021 Credit: https://www.pcgamer.com/gaming-internet-cafe-cryptocurrency-mining/
17 Feb 2021