GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
ผลการค้นหา : "it"
Windows 11 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ พร้อมให้อัปเกรดปลายปีนี้
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ สำหรับ Window รุ่นใหม่เมื่อคืนนี้เวลา 22.00 ซึ่งตัวเต็มจะเปิดให้อัปเกรดได้ฟรีช่วงปลายปี 2021 นี้ แต่สำหรับคนที่อยากเข้าไปช่วย Microsoft ทดสอบระบบ ก็สามารถอัปเกรดได้เลยผ่าน เว็บไซต์ของ Microsoft วันนี้ ซึ่งผมจะไม่แนะนำเท่าไหร่สำหรับเครื่องทำงาน เพราะอาจทำให้เปิดโปรแกรมบางตัวไม่ได้ครับสำหรับคนที่กำลังสงสัยว่าเจ้า Window รุ่นใหม่นี้จำเป็นต้องใช้เครื่องสเปกขนาดไหน วันนี้ทาง Microsoft ก็ได้เผยสเปคที่ต้องใช้ออกมาแล้วเช่นกัน แม้จะเป็น Window รุ่นใหม่ แต่เหมือนในเรื่องของๅ RAM อาจยังไม่ซีเรียสขนาดนั้น เมื่อตัวระบบต้องการแค้ 4GB สำหรับ CPU ก็ถือว่าไม่ได้เป็นความต้องการสูงอะไร ส่วนเรื่องว่าจะเสถียรขนาดไหนปลายปีนี้ได้รู้พร้อมกันครับ
25 Jun 2021
AMD เผย ผู้พัฒนาต้องใช้แค่ 2 - 3 วันเท่านั้นในการเพิ่ม FSR เข้าไปในเกม
เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจจริงๆ สำหรับ FidelityFX Super Resolution ที่มีความสามารถแบบเดียวกับ DLSS ของ Nvidia แต่เปิดให้ใช้งานได้อย่างอิสระไม่จำกัดว่าผู้ใช้งานต้องมีการ์ดจอของ AMD โดยเจ้า FSR จะช่วยเพิ่ม FPS ให้กับเกมของผู้เล่นได้อีก 50 - 100% โดยไม่เสียความละเอียดของภาพ และความสวยงามของกราฟิกไป ก่อนหน้านี้ AMD ได้ประกาศว่ามี 7 เกมที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้ของพวกเขา ซึ่งดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วอยู่ในตอนนี้AMD ได้มีการอัปโหลดวิดีโอสัมภาษณ์กับผู้พัฒนา 7 - 8 เจ้า ซึ่งแต่ละคนก็กล่าวชมเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้ของ AMD ว่าช่วยให้เกมของพวกเขามีกราฟิกที่สวยงามขึ้น แต่ส่วนที่น่าสนใจคือการยืนยันจากผู้พัฒนาว่า เทคโนโลยีตัวนี้สามารถทำงานด้วยง่ายมาก มันใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นในการเพิ่มเข้าไปในเกม และด้วยความที่มันจะสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใส่มันเข้าไปในเกมของพวกเขาอย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของ FSR ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องให้เวลาเป็นตัวตัดสินไปอีกสักพัก ยังไม่มีใครรู้ว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะช่วยให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ดีขนาดไหนเมื่อเทียบกับ DLSS ที่ AI มีโอกาสได้เรียนรู้มาก่อนแล้วเป็นเวลา 2 - 3 ปี แต่ถ้าหากว่า FSR สามารถทำงานได้ดีเทียบเท่า หรืออย่างน้อยไม่น้อยหน้า DLSS นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการเกมเลยทีเดียวCredit : https://gamingbolt.com/its-taking-developers-just-a-few-days-to-add-amds-fsr-to-their-games
24 Jun 2021
เปิดรายชื่อ CPU ที่เหมาพจะซื้อมาเล่นเกมที่สุดประจำปี 2021
วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการมาได้สักพักแล้วสำหรับ CPU รุ่นใหม่ของ Intel และ AMD ซึ่งถือว่าแรงมากขึ้นพอสมควรเลยเมื่อเทียบกับโมเดลเก่า บวกกับการที่ราคาของการ์ดจอในตลาดเริ่มจะตกลงแล้ว ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้เริ่มประกอบคอมเพื่อมาใช้เล่นเกม ยิ่งปลายเดือนหน้ากำลังจะมีงาน Commart ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเข้าไปใหญ่ก่อนหน้านี้ช่วงต้นปีเราได้เคยทำ รายชื่อการ์ดจอที่น่าซื้อมากที่สุดสำหรับเล่นเกมออกมาแล้ว มาคราวนี้ก็ถึงคิวคราวของ CPU กันบ้าง ว่ารุ่นไหนเหมาะจะซื้อมาใช้เล่นเกมมากที่สุด แต่ก่อนจะไปเริ่มตรงนั้นกัน ผู้เขียนอยากอธิบายก่อนว่า CPU ที่เหมาะจะนำมาใช้สำหรับเล่นเกมมากที่สุดเป็นแบบไหน และเพราะอะไร เพื่อที่จะได้เห็นภาพตรงกันว่าทำไม CPU ที่อยู่ในอันดับถึงเหมาะจะนำมาใช้เล่นเกมมากที่สุดครับCPU แบบไหนถึงเหมาะจะซื้อมาใช้เล่นเกม?ก่อนอื่นถ้าหากใครกำลังมีความเชื่อว่า "ของที่แพง คือของที่ดี" ขอให้เปลี่ยนความคิดนั้นใหม่ เมื่อพูดถึงการประกอบคอมครับ ในการเล่นเกมสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่ายังไงก็คือในส่วนของการ์ดจอ มันไม่ได้มีประโยชน์มากนักหากจะทุ่มงบส่วนใหญ่ไปกันการซื้อ CPU ราคาแพงๆ มาใช่ และสำหรับการเล่นเกมการมี Clock Speed สูงๆ มีประโยชน์มากกว่าการที่มีจำนวน Core เยอะๆ ดังนั้น CPU รุ่นที่เหมาะกับการเล่นเกมมากที่สุด จึงมักไม่ใช่รุ่นราคาแพงแต่เป็นรุ่นราคากลางๆ มากกว่าในช่วง 1 - 2 ปีมานี้ หลายคนน่าจะได้ยินคำว่า AMD น่าซื้อกว่า Intel แต่สำหรับการเล่นเกมแล้วอย่างน้อยในตอนนี้ มันไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากถ้าหากวันจัดจาก Clock Speed แล้ว CPU ตัวที่เหมาะจะซื้อมาเล่นเกมมากที่สุดยังคงเป็นของ Intel โดยจากผบทดสอบของ CPU เกือบทั้งหมดที่มีในตลาดโดย Tom's Hardware ข้างล่างนี้จึงทำให้ได้ข้อสรูปว่า ตัวไหนเหมาะที่จะซื้อมาเล่นเกมมากที่สุด1.) Intel Core i5-11600KArchitecture: Rocket Lake | Socket: LGA 1200 | Cores/Threads: 6 / 12 | Base Frequency: 3.9GHz | Top Boost Frequency: 4.9GHz | TDP: 125Wโดยประสิทธิภาพแล้ว Core i5-11600K ถือว่าแรงกว่า Ryzen 5 5600X อยู่เล็กน้อย แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าเกือบ 1,000 บาท () แถมยังมีรุ่น Core i5-11600KF ซึ่งไม่มีการ์ดจอแถมยังถูกกว่าให้เลือกซื้ออีก จึงทำให้ CPU ตัวนี้ถือว่าดีที่สุดในตลาดตอนนี้ แน่นอนว่าในเรื่องการ Overclock เจ้าตัวนี้ก็สามารถลากขึ้นไปได้สูงมากๆ ไม่แพ้ Ryzen 5 5600X เลย อย่างไรก็ตามถ้าหากจะนำไป OC เพื่อนๆ ควรดูแลการระบายความร้อนให้ดีด้วย สำหรับ CPU รุ่นนี้ไม่ได้มี Heat Sink แถมมาให้ด้วย ดังนั้นอย่าลืมเพื่อเงินไว้ซื้อ AIO หรือ Heat Sink Tower ดีๆ ด้วยนะครับอันดับร่วม AMD Ryzen 5 5600XArchitecture: Zen 3 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 6 / 12 | Base Frequency: 4.1GHz | Top Boost Frequency: 4.8GHz | TDP: 65Wอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าถ้าวัดกันที่ความแรง Ryzen 5 5600X แทบจะเท่ากับอันดับ 1 ของเราเลย แต่ถ้าหากเพื่อนๆ กำลังใช้การ์ดจอของทาง AMD อยู่ เจ้าตัวนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากจะทำให้สามารถใช้งานระบบ smart access memory ของทาง AMD ได้ และมันจะช่วยดัน FPS ให้กับเพื่อนๆ ได้มากขึ้นไปอีก ดังนั้นสำหรับคนที่ใช้งานการ์ดจอ จากทาง AMD อยู่ เราเชื่อว่า Ryzen 5 5600X คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของคุณในตอนนี้สำหรับการเล่นเกมอีกหนึ่งข้อดีคือการที่ CPU ของทาง AMD กินไฟน้อยกว่าทาง Intel ส่งผลให้เพื่อนๆ อาจสามารถลดราคาตัว Power Supply ลงมาเป็นรุ่นที่จ่ายไฟน้อยกว่าได้ และนำส่วนต่างดังกล่าวไปอัปเกรดชิ้นส่วนอื่นเพิ่ม แต่อย่างที่บอกไปว่าราคาตั้งต้นของทาง Intel ในเจนนี้มีราคาที่ถูกกว่า ดังนั้นมันจึงเหมือนทดแทนในส่วนนี้ไปมากกว่า แต่โดยรวมแล้วเจ้ารุ่นนี้กับ Core i5-11600K ถือเป็น CPU ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในตอนนี้ทั้งคู่ครับ 2.)  AMD Ryzen 9 5950XArchitecture: Zen 3 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 16/32 | Base Frequency: 3.4GHz | Top Boost Frequency: 4.9GHz | TDP: 105Wสุดยอด CPU ที่แรงที่สุดในโลกสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในตอนนี้ ด้วยจำนวน Cores/Threads ที่สูงมาก จึงทำให้ดัน FPS ได้มากที่สุด แต่ก็มีราคาเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับ AMD Ryzen 5 5600X และ Intel Core i5-11600K ด้วย Performace ที่ไม่ได้เพิ่มสู่งเท่ากับราคาที่ต้องจ่าย จึงทำให้ CPU รุ่นนี้ตกมาอยู่ในอัน 2 แต่ถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่มักเปิดใช้งานโปรแกรมหลายๆ อย่างพร้อมกันเช่น ตัดต่อวิดีโอ พร้อมกราฟิก หรือสตรีมมิ่งไปด้วย เล่นเกมไปด้วย เจ้า CPU รุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกดีที่สุดแล้วในตอนนี้เอาแบบตรงๆ คือ ถ้าหากเพื่อนแค่ต้องการประกอบคอมขึ้นมาเล่นเกมอย่างเดียว เราไม่แนะนำให้ใช้ AMD Ryzen 9 5950X เนื่องจากสิ่งที่ได้มันไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่าย สู้ซื้อรุ่นรองลงมาอย่าง AMD Ryzen 5 5600X และ Intel Core i5-11600K แล้วเอาส่วนต่างไปลงให้กับ GPU จะช่วยให้ได้ประสบการณ์เกมมิ่งที่ดีกว่า แต่ถ้าหาก PC เครื่องนี้จะใช้สำหรับการทำงานหนักๆ อย่าง 3D, ตัดต่อวิดีโอ, ทำ Visual Effects เจ้า AMD Ryzen 9 5950X คือตัวเลือกดีที่สุดแล้วในตลาดตอนนี้3.) AMD Ryzen 7 5800XArchitecture: Zen 3 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 8 / 16 | Base Frequency: 3.8GHz | Top Boost Frequency: 4.7GHz | TDP: 105Wถ้าหากกำลังตามหา CPU ที่มีราคาไม่แพงเกินไป ใช้ทำงานก็ดี เล่นเกมก็ยอดเยี่ยม AMD Ryzen 7 5800X คือตัวเลือกดีที่สุดในตอนนี้ ขอเสียคืออาจจะหาซื้อยากเสียหน่อยในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นรุ่นที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก ด้วยประสิทธิภาพ และราคาจึงทำให้รุ่นนี้ได้อันดับ 3 ไปอย่างไม่มีข้อกังขา และถ้าพูดถึงความแรงของ Single Thread รุ่นนี้ก็ถือว่าเทียบเท่ากับ AMD Ryzen 5 5600X เลย แต่ด้วยจำนวน Cores ที่มากกว่าจึงทำให้มันเหมาะจะใช้ทำงานอื่นๆ ด้วยบางคนอาจตั้งคำถามว่า "แบบนี้ Intel Core I7-11700K ไม่ถือเป็นตัวเลือกที่ควรจะได้อันดับเดียวกันรึเปล่า? เพราะมีราคา และประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน?" คำตอบคือ AMD Ryzen 7 5800X สามารถเอาไปใช้งานกับบอร์ดได้หลากหลายกว่า และช่วยประหยัดเงินในส่วนนั้นได้มากกว่า จึงทำให้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไป4.) Intel Core i5-11400Architecture: Rocket Lake | Socket: LGA 1200 | Cores/Threads: 6/12 | Base Frequency: 2.6GHz | Top Boost Frequency: 4.4GHz | TDP: 65Wดูรุ่นที่สามารถเอาไป Over Clock ได้กันไปเยอะแล้ว มาดูรุ่นธรรมดาๆ กันบ้าง สำหรับ Intel Core i5-11400 อาจถือเป็นรุ่นราคาถูกที่น่าซื้อมาใช้สำหรับเล่นเกมที่สุดในตลาดแล้ว (ในไทยประมาณ 6,000 - 7,000 เท่านั้น) และยังถูกลงมาได้อีกสำหรับรุ่นที่ไม่มีการ์ดจอมาด้วยอย่าง Intel Core i5-11400F ในเรื่องของประสิทธิภาพก็แรงมากกว่า Ryzen 5 3600 ที่ราคาเท่าๆ อยู่ประมาณ 20%แม้ว่าโดยรวมแล้วจะไม่แรงเทียบเท่ากับรุ่นที่มีรหัส X หรือ K แต่ก็ถือว่าเป็น CPU สำหรับคนงบน้อยที่ดีมากๆ ตัวหนึ่ง สามารถเอางบที่มีจำกัดไปเพิ่มตรงส่วนของ GPU เพื่อให้ได้ FPS และประสบการณ์เกมมิ่งดีที่สุดได้เลย 5.) AMD Ryzen 3 3300XArchitecture: Zen 2 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 4/8 | Base Frequency: 3.8GHz | Top Boost Frequency: 4.3GHz | TDP: 65Wสำหรับคนที่งบน้อยลงมาอีก Ryzen 3 3300X คงถือเป็นรุ่นที่เหมาะสมมากที่สุดแล้ว ด้วย Cores/Threads: 4/8 จึงทำให้เจ้ารุ่นนี้สามารถดันกราฟิกระดับ Low - Medium ได้แบบสบายๆ นอกจากนี้ยังเป็น CPU รุ่นที่รองรับ PCIe 4.0 ทำให้ยังสามารถต่อ SSD M.2 รุ่นใหม่ได้แบบสบายๆ นอกจากนี้ CPU ที่กินไฟน้อย มีความแรงระดับเริ่มต้นแบบนี้ ยังช่วยให้ประหยัดค่าอุปกรณ์ระบายความร้อนได้ด้วยอย่างที่บอกไปว่า CPU รุ่นนี้แนะนำสำหรับคนที่งบจำกัดจริงๆ เท่านั้น เนื่องจากอาจเกิดอาการขอขวดได้เมื่อนำไปใช้กับ GPU รุ่นใหม่ตัวแรงอย่าง RTX 3070 ขึ้นไป สำหรับบอร์ดที่เราแนะนำสำหรับ CPU รุ่นนี้คือ B550 ขึ้นไปเนื่องจากจะได้สามารถเข้าถึงช่องเสียบ PCIe 4.0 ได้โดยง่าย 
21 Jun 2021
รีวิว Asus Flow X13 ที่สุดของโน๊ตบุ๊ค เล่นเกมได้ ทำงานก็ดี เป็น Tablet ก็สามารถ
โดยปกติแล้วโน๊ตบุ๊คสำหรับชาวเกมเมอร์อย่างเราๆ มักจะมาพร้อมกับสเปคที่แรง หน้าจอ HZ สูงๆ และระบบระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม ซึ่งเพื่อให้มีทั้งหมดที่ผมกล่าวมา มันมักจะทำให้ โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งต่างๆ มีน้ำหนักมากกว่า 2 KG และพกพาไปที่ต่างๆ ได้ลำบากเนื่องจากน้ำหนักที่มากเกินไป และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เลือกที่จะเอาโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งมาเป็นเครื่องทำงานเนื่องจากพกพาลำบาก    แล้วถ้าหากว่าโลกใบนี้มีโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มีน้ำหนักเพียงแค่เที่ยบเท่ากับ Tablet เพื่อนๆ จะคิดเช่นไร? เป็นไปได้หรือไม่ ที่โน๊ตบุ๊คเล่นเกมจะมีน้ำหนักแค่ 1.3 KG วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ Asus Flow X13 เครื่องรุ่นใหม่จากทาง Asus ที่มาพร้อมกับความสามารถทุกอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นครับสเปคOperating System : Windows 10 HomeCPU : AMD Ryzen™ 9 5900 / 5980 HSGraphic Card : NVIDIA® GeForce® GTX 1650 4GB GDDR6 / 3050TiRAM : 16 / 32 GB LPDDR4X on boardStorage : 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSDDisplay : 13.4-inch WUXGA 1920x1200, 120Hz, Pantone ValidatedKeyboard : Backlit Chiclet Keyboardเพื่อตอบสนองต่อการใช้งานที่หลากหลายมากที่สุด Flow X13 มาพร้อมกับ CPU รุ่นแรงอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง Ryzen 9 5900Hs แรม On Board แบบ 16 / 32 GB และ SSD ความจุเริ่มต้น 1 TB สามารถอัพเกรดเพิ่มได้ ซึ่งมักจะต่างจากโน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่เห็นอยู่เต็มตลาดตรงที่ เราแทบไม่จำเป็นต้องอัพเกรดอะไรเครื่องนี้เพิ่มอีกแล้ว ยกเว้นในส่วนเดียวคือการ์ดจอที่ให้มาเป็นรุ่น GTX 1650 เท่านั้นสำหรับราคาเริ่มต้น แต่จุดขายของ Flow X13 ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับ Asus XG Mobile 2021 การ์ดจอต่อแยกสำหรับโน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะAsus XG Mobile 2021 คือการ์ดจอ RTX 3080 ที่มาในรูปร่างหน้าตาเหมือน External Harddisk ให้ผู้ใช้งานสามารถเล่นเกม หรือใช้งานโปรแกรมที่ต้องการความสามารถของการ์ดจอได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดอาการคอขวดจากการที่ CPU แรงไม่พ่อ เนื่องจาก Flow X13 มาพร้อมกับ CPU ที่แรงระดับต้นๆ ของโลกแล้ว ส่งผลให้การใช้งาน Flow X13 ร่วมกับ Asus XG Mobile 2021 ได้ทำให้มันกลายเป็นโน๊ตบุ๊คระดับ High End ที่สามารถใช้งานได้ทุกรูปแบบอย่างแท้จริงฟีเจอร์สำคัญของ Flow X13จุดเด่นแรกของเจ้าเครื่องรุ่นนี้เห็นจะเป็นการที่สามารถพับหน้าจอได้แบบ 360 องศา คือสามารถพับจนหน้าจอขนานกับตัวเครื่องส่วนคีย์บอร์ดได้เลย บวกกับหน้าจอที่สามารถ Touchscreen ได้ มันจึงทำให้เจ้าเครื่องนี้สามารถเป็นได้ทั้งโน๊ตบุ๊ค และ Tablet ซึ่งมีประโยชน์มากในบางโอกาสเช่นเล่นเกมการ์ดออนไลน์อย่าง Hearthstone, Magic The Gathering หรือเกมอะไรก็ตามที่ใช้การเล่นแบบ Touch Screen ได้ แต่ความพิเศษของเจ้า Flow X13 ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะ Asus ได้แถมปากกาสำหรับหน้าจอมาให้ด้วยด้วยปากกาสำหรับหน้าจอ Touch Screen กับการพับหน้าจอให้อยู่ในลักษณะไหนก็ได้ จึงทำให้ Flow X13 เป็นเครื่องที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบวาดรูป หรือทำงานศิลปะด้วยเช่นกัน ส่งผลให้นอกจากเป็นเครื่องที่เหมาะจะเอาไว้เล่นเกมแล้ว Flow X13 ยังเกิดมาเพื่อตอบสนองความต้องการในด่านอื่นๆ ด้วยเช่นกันที่นี่หลายคนอาจกังวลว่า "เครื่องเล่นเกมแบบนี้จะมีแบตที่ใช้งานได้นานรึเปล่า?" เนื่องจากปกติการเอาโน๊ตบุ๊ค ออกไปทำงานนอกบ้าน โดยเฉพาะงานศิลปะจะเป็นเรื่องยุ่งยาก และน่ารำคาญมากหากต้องพกสายชาร์จไปไหนมาไหนด้วย ในส่วนนี้ Asus ก็ได้คิดเพื่อมาให้แล้วเช่นกัน Flow X13 เพราะเจ้าแบตของเครื่องรุ่นนี้สามารถ เล่นวิดีโอได้นานถึง 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นการเอาไปใช้งานนอกสถานที่ก็หมดกังวลเรื่องแบตหมดระหว่างวันได้เลย อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเครื่องรุ่นนี้เมื่อใช้งานร่วมกับ Asus XG Mobile 2021 แล้วจะกลายเป็นเครื่องเล่นเกมระดับ High End เลย พอเอาไปรวมกับการที่สามารถปรับหน้าจอได้อย่างอิสระ จึงทำให้ Flow X13 สามารถใช้เป็นหน้าจอที่สอง สำหรับคนที่ต่อจอมอนิเตอร์แยก เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานด้านอื่นๆ ได้ เช่นใช้สำหรับอ่านข้อความคนดูระหว่างสตรีมมิง, ใช้เป็นหน้าจอสำหรับเล่น Social Media หรือใช้เป็นฐานเมาส์ปากกาสำหรับการทำงานก็ได้เช่นกันBenchmark สำหรับผลการ Benchmark ในรอบนี้ต้องยอมรับเลยว่าน่าเสียดายจริงๆ ที่ผมไม่สามารถหา Asus XG Mobile 2021 มาต่อเพื่อแสดงผลแบบเต็มประสิทธิภาพจริงๆ ได้ ดังนั้นผลที่เพื่อนๆ กำลังจะได้ดูต่อไปนี้คือผลที่ทดสอบด้วยการ์ดจอ GTX 1650 แต่การมาพร้อมกับ AMD Ryzen™ 9 5980HS จะช่วยดัน FPS ของเครื่องได้มากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมากอยู่เหมือนกัน โดย 3 เกมที่ผมจะเอาผลมาโชว์ในวันนี้คือ Assassin's Creed Valhalla, Days Gone และ Shadow of Tomb Raider ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไงไปดูกันShadow of Tomb Raider เรียกได้ว่าไม่แย่เลยสำหรับเกมนี้ที่ต่อให้ตั้งค่าเป็นแบบ High ก็ยังสามารถทำ FPS เฉลี่ยได้อยู่ 47 มีร่วงลงไปถึง 37 บ้าง แต่โดยปกติก็จะอยู่ที่แถวๆ 47 - 64 ถือได้ว่าทดแทนการทำงานในส่วนของ GPU ได้ดีจริงๆ กับ  AMD Ryzen™ 9 5980HDays Goneอดีตเกม Exclusive ของ PS4 ที่เพิ่งจะลงให้กับ PC ไปเมื่อไม่นานนี้เอง เจ้า Flow X13 ก็สามารถเล่นได้ด้วย FPS เฉลี่ยที่ประมาณ 43 FPS โดยจะแกว่งอยู่ที่ประมาณ 39 - 57 FPS เลยทีเดียวตลอดระยะเวลาที่เล่น อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่เกมนี้ไม่ได้มี Benchmark มาให้ด้วย ไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากกว่านี้ครับ Assassin's Creed Valhallaสำหรับเกมนี้เหมือนว่าแรมของการ์ดจอเพียงแค่ 4 GB จะน้อยเกินไปหน่อย และ GTX 1650 ก็ดูจะไม่สามารถเล่นเกมที่จำเป็นต้องใช้พลังของ GPU สูงๆ อย่างเกมนี้ได้หากไม่ต่อการ์ดจอแยก โดย FPS เฉลี่ยที่ทำได้อยู่ที่ 22 FPS เท่านั้นลงไปต่ำสุดที่ 17 FPS และสูงสุดที่ 25 FPS ดังนั้นสำหรับเกมเจนใหม่อื่นๆ คิดว่าลำพังแค่เจ้า Flow X13 น่าจะเอาไม่อยู่ แต่หากต่อ Asus XG Mobile 2021 คิดว่าปรับสุดทุกอย่าง + 4K ก็ยังไหวครับเรื่องของราคาสำหรับราคาของเจ้า Flow X13 ต้องยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในระดับที่เรียกว่าถูกเลย สำหรับสเปคขั้นต่ำสุดที่ได้ CPU เป็น AMD Ryzen™ 9 5900HS และ Ram 16 GB จะเริ่มต้นที่ 49,990 บาท ส่วนรุ่นที่มีการ์ดจอเพิ่มขึ้นมาเป็น 3050Ti จะมีราคาอยู่ที่ 59,990 บาท ส่วนตัวท็อปที่มาพร้อมกับ CPU ตัวแรง กับ Ram 32 GB พร้อมกับการ์ดจอแยกจะมีราคาสูงถึง 109,900 บาทเลยทีเดียว (ข้อมูลเพิ่มเติมลิงก์นี้)ก็คงต้องยอมรับกันตรงนี้ว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อเจ้า Asus Flow X13 ไปใช้งาน แต่ถ้าหากเพื่อนๆ มีทุน และกำลังมองหาเครื่องพกพาที่สามารถทำงานได้ เล่นเกมดี เป็น Tablet ก็สามารถ คิดว่าในโลกนี้ตอนนี้คงไม่มีเครื่องไหนจะเหมาะสมไปกว่าเจ้า Flow X13 อีกแล้ว ลองพิจารณากันดูครับ ว่าเราอยากได้เจ้าเครื่องนี้มากขนาดไหน รวมถึงปกติเราเป็นคนเล่นเกมอะไร เชื่อว่าจะทำให้เพื่อนๆ ตัดสินใจได้ไม่ยากว่าซื้อ หรือไม่ซื้อครับ
07 Jun 2021
AMD ประกาศเตรียมปล่อย FSR วันที่ 22 มิถุนายน โดยจะทำงานแบบเดียวกับ DLSS
ในขณะที่ทาง Nvidia ได้สร้างกระแสด้วยเทคโนโลยี DLSS มาแล้วระยะหนึ่ง ตอนนี้ AMD ก็ได้ประกาศคู่แข่งของ DLSS ออกมาแล้วในชื่อ FidelityFX Super Resolution (FSR) คือ เทคโนโลยีใหม่ที่จะเพิ่ม FPS และคุณภาพของกราฟิกสำหรับเกมที่รองรับ FSR จะมีพรีเซ็ตให้ 4 ตัวที่มีระดับต่างกันให้กับผู้เล่น โดยแต่ละตัวจะเพิ่มความละเอียดและเพิ่ม FPS แตกต่างกันAMD ได้ยืนยันแล้วว่า FSR จะเป็นโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ และมันยังสามารถรองรับ Radeon RX ได้ทั้งหมด และยังไม่จำกัดกับ GPU รุ่นใหม่ล่าสุดด้วย โดยจะสามารถใช้ได้บนการ์ดจอของคู่แข่งด้วยตั้งแต่รุ่น Nvidia’s 10 Series ขึ้นไป และทาง AMD ยังยืนยันด้วยว่ารองรับทั้ง DirectX 12, Vulkan และ DirectX 11 อีกด้วยFidelityFX Super Resolution จะปล่อยให้ใช้งานในวันที่ 22 มิถุนายน โดยสามารถดูการประกาศของ AMD เรื่อง FSR ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้<iframe width='560' height='315' src='https://www.youtube.com/embed/eHPmkJzwOFc' title='YouTube video player' frameborder='0' allow='accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture' allowfullscreen></iframe>Credit : https://gamingbolt.com/amd-fidelityfx-super-resolution-is-launching-on-june-22
02 Jun 2021
Gigabyte และ MSI เผยโฉมกล่องการ์ดจอ RTX 3070 TI แล้ว NVIDIA เผยสเปค RTX 3080 TI อย่างละเอียดเช่นกัน
ประกาศไลฟ์สตรีมที่คาดว่าจะเป็นการเปิดตัว 3070 Ti กับ 3080 Ti แล้วตามข่าวลือ แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 วันนี้ทาง Gigabyte กับ MSI ก็ได้ทำการเผยโฉมกล่อง รวมถึงหน้าตาของการ์ด 3070 Ti และ 3080 Ti แล้ว สำหรับโมเดลที่ Gigabyte คือรุ่นสีข่าวอย่าง Vision ส่วน MSI ได้เผยกล่องของรุ่น Ventus และ SuprimX ของ RTX 3070 TI ทั้งหมดไม่ได้มีหน้าตาต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่เคยเปิดตัวมาแล้ว แต่จะต่างกันในเรื่องของสเปคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ 3080 Ti ที่มาพร้อมกับหัวประมวลผลถึง 10240 CUDAs น้อยกว่า 3090 เพียงแค่ 256 CUDAs เท่านั้น(ขอบคุณภาพจาก VideoCardz)สำหรับการกินไฟของ 3080 TI ก็เทียบเท่ากับ 3090 เลยคือ 350W ตัวการ์ดจะมี Base Clock กับ Boost Clock (เอาง่ายๆ ก็ความแรง) น้อยกว่าเพียงเล็กน้อย ที่ต่างกันเลยคือเรื่องของหน่วยความจำที่ให้มา 12 GB ส่งผลให้การ์ดใบนี้น่าจะเล่นเกมแบบ 8K เช่นเดียวกัน 3090 ไม่ได้ แต่สำหรับ 4K แบบปรับสุดทุกอย่างคิดว่าเอาอยู่แบบสบายๆ เลยครับCredit : https://videocardz.com/newz/nvidia-geforce-rtx-3080-ti-final-specifications-confirmed
28 May 2021
NVIDIA ประกาศไลฟ์สตรีมวันจันทร์หน้า คาดเปิดตัว 3070 Ti กับ 3080 Ti ตามข่าวลือ
หลังจากที่มีข่าวลือเกี่ยวกับรุ่น Ti สำหรับ RTX 3070 กับ RTX 3080 มาหลายวัน ในที่สุด NVIDIA ก็ได้ประกาศเตรียมปล่อยไลฟ์สตรีมในวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 ตามข่าวลืออย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ คาดเปิดตัวพร้อมเผยราคา กับวันวางจำหน่ายด้วยพร้อมๆ กันสำหรับ RTX 3080 Ti จากข้อมูลก่อนหน้านี้จะมีหัวประมวลผลที่แรงเกือบเท่ากับ 3090 เลย แต่มาพร้อมกับ RAM เพียงแค่ 12 GB ส่วน 3070 Ti จะแรงมากกว่า 3070 ธรรมดาเล็กน้อย แต่ยังคงให้ Ram มา 8 GB เท่าเดิม สำหรับวันวางจำหน่ายตามข่าวลือคือ 4 มิถุนายน กับ 10 มิถุนายน ตามลำดับข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นความจริงมากน้อยขนาดไหนเชื่อว่า 31 พฤษภาคม 2021 นี้ได้รู้พร้อมกันอย่างแน่นอน สำหรับประสิทธิภาพโดยละเอียด สามารถดูได้ผ่านลิงก์นี้Get Ready. ? pic.twitter.com/VuDCcKXrry— NVIDIA GeForce (@NVIDIAGeForce) May 26, 2021 Credit : https://videocardz.com/newz/nvidia-teases-geforce-rtx-3080ti-3070ti-announcement
27 May 2021
Razer ประเทศจีน เปิดรับสั่งประกอบ PC ด้วยการ์ดจอ RTX 30 Series เครื่องจะมาในสีเขียว ราคาเริ่มต้นประมาณ 65,000 บาท
ถือเป็นเรื่องน่าสนใจโดยเฉพาะช่วงที่การ์ดจอ ขาดตลาดแบบนี้หากจะสามารถเป็นเจ้าของ PC ที่มาพร้อมกับ RTX 30 Series ได้ แถมยังมาในธีมสีเขียว ตกแต่งภายในด้วยโลโก้ของ Razer อีกด้วย โดยการ์ดจอของรุ่นราคาถูกที่สุดก็ยังเป็น RTX 3070 TI ครับสำหรับราคาที่ต่างกันนั้นนอกจากการ์ดจอแล้วยังเป็นในส่วนของ CPU ที่มีให้เลือกตั้งแต่ Ryzen 5 5600X ไปจนถึง Ryzen 9 5900X โดยราคาก็จะสูงขึ้นตามสเปคที่แรงมากขึ้น สามารถดูสเปคทั้งหมดที่จัดได้ รวมถึงราคาได้ข้างล่างนี้Ryzen 9 5900X, B550, RTX 3080 Ti: 22,999 RMB (3,575 USD)Ryzen 9 5900X, X570, RTX 3080 Ti: 24,999 RMB (3,885 US)Ryzen 9 5900X, X570, RTX 3090: 39,999 RMB (6,217 USD) Ryzen 5 5600X, B550, RTX 3070 Ti: 13,499 RMB (2,098 USD) Ryzen 7 5800X, B550, RTX 3070 Ti,  14,999 RMB (2,331 USD)สำหรับราคาที่ได้นี้ถือว่าไม่แพงเลย หากเทียบกับราคาการ์ดจอในตลาดปัจจุบัน (RTX 3070 ก็ประมาณ 45,000 - 50,000 บาทแล้ว) เรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆ เลย หวังว่า Razer บ้านเราจะมีอะไรแบบนี้บ้างครับCredit : https://videocardz.com/newz/razer-now-officially-taking-preorders-for-geforce-rtx-3080ti-and-rtx-3070ti-prebuilt-systems
25 May 2021
LEADTEK และ PALIT ยืนยันมีการ์ดจอรุ่น RTX 3080 Ti RAM 12 GB จริง
มีข่าวลือมาได้สักพักแล้ว สำหรับการ์ดจอ 3080 TI ที่มาพร้อมกับ RAM 12 GB วันนี้สองบริษัทผลิตการ์ดจอชื่อดัง LEADTEK กับ PALIT ได้ยืนยันแล้วว่าการ์ดจอรุ่นดังกล่าวมีอยู่จริง ซึ่งอาจเปิดตัวในวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 นี้ และวางขายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนหน้าจากข้อมูลก่อนหน้านี้ 3080 TI จะแรงเกือบๆ เท่ากับ 3090 เลย เพียงแต่มาใน RAM ที่น้อยกว่า ส่วนราคาคงอยู่ระหว่าง 3080 กับ 3090 แต่ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเท่าไหร่ (ยิ่งการ์ดจอขาดตลาดแบบตอนนี้ยิ่งคาดเดาได้ยาก) อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือรุ่นนี้มาพร้อมกับชิป LHR ที่ป้องกันการเอาไปขุดเหมืองรึเปล่า เนื่องจากหากไม่มีชิป LHR การหาซื้ออาจจะเป็นไปได้ยากครับVIdeocardZ ได้เผยว่า Nvidia วางแผนจะเปิดตัว RTX 3080 TI กับ RTX 3070 Ti ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 นี้ สำหรับรีวิวการ์ดทั้งสองรุ่นจะลงให้ได้ในวันที่ 2 มิถุนายน กับ 8 มิถุนายน ตามลำดับ หมายความว่าผลทดสอบจริงๆ จะออกในวันเดียวกันด้วย ใครสนใจก็รอดูได้เลยครับCredit : https://videocardz.com/newz/leadtek-and-palit-confirm-geforce-rtx-3080-ti-with-12gb-gddr6x-memory
21 May 2021
Gigabyte เปิดตัว RTX 3060 รุ่น Lite Hash Rate editions
ข่าวดีคือเรากำลังจะสามารถซื้อ RTX 3060 มาใช้กันได้แล้ว เมื่อล่าสุด Gigabyte เปิดตัว RTX 3060 รุ่น Lite Hash Rate editions ที่จำกัดกำลังในการขุด Cryptocurrency แล้ว 5 รุ่น AORUS Master, Vision OC, Gaming OC, และ Eagle OC/non-OC ส่วนข่าวร้ายคือ เราอาจยังไม่สามารถหาซื้อได้ในช่วงแรกเนื่องจากตอนนี้การ์ดจอเป็นที่ต้องการของตลาดมากจริงๆ ทำให้อาจจะหาซื้อยากเสียหน่อยในช่วงแรก โดยความสามารถในการทำงานของรุ่นนี้จะไม่ได้ด้อยไปกว่า 3060 ปกติเลย นอกจากการจำกัดกำลังขุด Cryptocurrencyสำหรับ RTX 30 Series อื่นๆ ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะมีการออก รุ่น LTH ให้กับ 3070 / 3080 / 3090 ด้วยหรือไม่ และไม่รู้ด้วยว่าแบรนด์อื่นๆ อย่าง MSI, Asus จะมีการออกรุ่น LTH มาให้ด้วยหรือไม่ ส่วนตัวผมเชื่อว่า มีแน่นอนครับCredit : https://videocardz.com/newz/gigabyte-refreshes-its-geforce-rtx-3060-lineup-with-lite-hash-rate-editions
18 May 2021
ปกป้อง (PokPong) แอปป้องกันภัยทางไซเบอร์ การันตรีความสามารถ จากบริษัทเบอร์หนึ่งระดับโลก
ถือว่าเป็น Application ที่น่าสนใจมากๆ สำหรับ “ปกป้อง” (PokPong) แอป Mobile Security ที่จะมาช่วยเฝ้าระวัง และ ”ป้องกันภัยทางไซเบอร์” โดยแอปตัวนี้เป็นการจับมือกันระหว่างบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด และทาง Lookout บริษัทเบอร์หนึ่งผู้นำด้าน Mobile Security ที่ได้รับความเชื่อใจไปทั่วโลก แม้กระทั่งบริษัทดังอย่าง Google ก็ยังเคยใช้บริการ ซึ่งทางบริษัทสามารถได้นำเอาเทคโนโลยีของทาง Lookout มาทำให้เหมาะกับคนไทย และยังคงประสิทธิภาพ ในการปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้บน Smartphone ต่อเหล่า Hacker ผ่านระบบ Lookout Security Cloud ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดด้วยจุดเด่นของแอป  “ปกป้อง” (PokPong) ตัวแอปมีระบบฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด ทำให้สามารถป้องกันมัลร์แวร์ได้เร็วกว่า และครอบคลุมกว่าเป็น Mobile Application ที่ให้ประโยชน์ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลบนมือถือจาก Hackerปกป้อง” เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านป้องกันไวรัสบนมือถือโดยเฉพาะมีผู้พัฒนา Application ที่ได้มาตรฐานระดับโลกและผู้จำหน่ายที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือมีเมนูภาษาไทย ใช้งานง่าย เหมาะกับคนไทยเหมาะกับใครคนที่มีพฤติกรรมใช้ธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ (Mobile Banking)คนที่มีพฤติกรรมซื้อของออนไลน์ ขายของออนไลน์คนที่เล่นเกมและเติมเงินในเกมออนไลน์คนที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คกลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือคนดังผู้ที่มีชื่อเสียง โดยแอปนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานโซเชียลทั่วไป หรือผู้ที่มีพฤติกรรมในการทำธรุกรรมต่างๆ บนมือถือ ซื้อของ ขายของออนไลน์ เติมเกม หรือเจ้าของธุรกิจและคนดัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ภัยอันตรายจากเหล่าแฮกเกอร์นั้นก็รุนแรงมากขึ้นทุกวัน พวกเราได้เห็นเหล่าเพจคนดังต่างๆ นั้นโดนแฮ็ค Account กันเป็นว่าเล่น หรือจะเป็นคนธรรมดาที่มีแอปธนาคารอยู่ในมือถือ ถ้าเกิดเผลอโดนเหล่าแฮกเกอร์เจาะมือถือ เงินของท่านก็สามารถสูญได้เช่นกัน หรือสำหรับเหล่าเกมเมอร์อย่างเราที่เล่นเกมมือถือ บางทีมันก็ชอบมีการส่งลิงก์แปลกๆ ซึ่งถ้าหากเราเผลอกดไป เหล่าคนไม่ประสงค์ดีก็อาจจะสามารถขโมยไอดีเราไปได้ ซึ่งการมีแอป “ปกป้อง” ก็ถือเป็นตัวกรองชั้นดีให้เราใช้งานโซเชียลมิเดีย เล่นเกม หรือทำธุรกรรมออนไลน์ ได้อุ่นใจมากขึ้น แถมยังการันตรีโดยบริษัทอย่าง Lookout เบอร์หนึ่งของวงการนี้อีกด้วยและที่สำคัญคือแอป “ปกป้อง”  (PokPong)  ยังมีค่าบริการรายเดือนที่ค่อนข้างสบายกระเป๋ามากๆ เพียงแค่ 59 บาทต่อเดือน หรือถ้าซื้อเป็นรายปีจาก 708 บาท ลดเหลือ 599 บาทเท่านั้น รวมถึงยังมีการทดลองใช้งานฟรี 30 วันด้วย !! สามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการทั้ง iOS (Version 10.0 ขึ้นไป) และ Android (Version 7.0 ขึ้นไป)สามารถโหลดแอป “ปกป้อง” (PokPong) ได้ที่ - https://app.adjust.com/kbfn35r
26 Apr 2021
Gigabyte ส่งรายชื่อ RTX 3080 Ti กว่า 12 รุ่นให้กับ EEC แล้ว คาดเตรียมวางขายอย่างเป็นทางการ พฤษภาคม
หลังจากมีข่าวออกมาว่า Nvidia เลื่อนวันขาย RTX 3080 TI ออกไปเป็นเดือน พฤษภาคม แทน เหล่า PC เกมเมอร์ก็ดูจะกระหายข้อมูลใหม่ๆ ของการ์ดรุ่นนี้กันพอสมควร ซึ่งล่าสุดทาง Gigabyte ได้ส่งรายชื่อการ์ดทั้ง 12 รุ่นที่เป็น รหัส RTX 3080 Ti ให้กับ Eurasian Economic Commission (EEC) แล้ว คาดว่าจะไม่เลื่อนวันวางจำหน่ายออกไปอีกการ์ด RTX 3080 Ti จะมาพร้อมกับสเปค NVIDIA CUDA Core 10240 ที่แรงเกือบเทียบเท่ากับ RTX 3090 ในแง่ของความสามารถประมวลผล แต่ตัวการ์ดมาด้วย RAM ที่น้อยกว่าถึง 8 GB ทำให้การเอาไปเล่นแบบ 8K น่าจะเป็นไปได้ยากสำหรับรุ่นนี้ ส่วนเรื่องของราคายังไม่มีความเคลื่อนไหวจากทาง Nvidia แต่คิดว่าน่าจะเปิดตัวที่ 35,000 โดนประมาณครับอย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ราคาการ์ดจอบ้านเราในตอนนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสามารถหาซื้อการ์ดรุ่นนี้ได้รึเปล่าช่วงเดือนแรกที่วางจำหน่าย ต้องไปรอลุ้นพร้อมกันอีกทีครับCredit : https://videocardz.com/newz/gigabyte-submits-twelve-geforce-rtx-3080-ti-12gb-graphics-cards-to-eec
30 Mar 2021
RTX 3070 ถูก Modder อัพเกรด RAM เป็น 16 GB แล้วใช้งานได้!
วางจำหน่ายกันออกมาหลายรุ่นแล้วสำหรับการ์ดจอ RTX 30 Series จากทาง Nvidia (โดยปัจจุบันขาดตลาดจนหาซื้อไม่ได้ไปแล้ว) ซึ่งหลังจากที่ได้ดูใส่ในของการ์ดบางรุ่นแล้ว อาจสังเกตได้ว่า RAM ที่ใส่มาด้วยยังไม่ถือว่า Maximum บ้างก็เหลือไว้ 2 ช่อง บ้างก็เหลือไว้ 1 ช่อง ทำให้หลายคนคิดว่า "จะต้องมีการออกรุ่น Ti มาให้ด้วยอย่างแน่นอน" ซึ่งล่าสุดได้รับการยืนยันแล้วโดยการเปิดตัวรุ่น 3080 Ti ที่มี RAM 12 GB น่าเสียดายที่สำหรับ RTX 3070 อาจไม่ใช่แบบนั้นเนื่องจากตัวการ์ดส่วนใหญ่มีการใส่ RAM มาแบบ Maximum แล้ว ดังนั้นคิดว่าคงไม่มีการออกการ์ด RTX 3070 Ti ในอนาคต ซึ่งเอาจริงๆ RAM 8 GB ของการ์ดรุ่นนี้ถือว่าน้อยไปเมื่อเทียบกับความสามารถของหัวประมวลผล Modder สุดโหดคนหนึ่งจึงได้ทำการอัพเกรด RAM ของการ์ดใบนี้ด้วยตัวเอง!!!! โดยการอัพเกรด RAM ของเขาไม่ใช้การใส่เพิ่มเข้าไป แต่เป็นการเอาตัว RAM ตัวเก่าบนการ์ดออก แล้วใส่ตั่วที่มีความจุช่องละ 2 GB เข้าไปแทนที่ (ปกติ RAM การ์ดจอ 1 ช่องจะเท่ากับ 1 GB) ที่สำคัญคือหลังทำเสร็จแล้ว การ์ดดังกล่าวสามารถทำงานได้เป็นปกติ แถมยังรัน Benchmark ได้ด้วย!! Credit: https://www.pcgamer.com/modder-gives-rtx-3070-a-16gb-upgrade-before-nvidia-has-the-chance/
10 Mar 2021
ทำความรู้จัก ไวรัสเรียกค่าไถ่ ที่คนมีคอมทุกคนควรระวัง
คอมพิวเตอร์ PC กับไวรัสนี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันได้เลยนะคะ จะเอาไดร์ฟไปเสียบเครื่องอื่นทีก็ระทึกทีว่าจะโดนไหม แม้แต่เครื่องเราเอง Anti-Virus ยังใช้งานได้ไหม? ป้องกันได้ดีอยู่หรือเปล่า? ก็เป็นเรื่องที่เหล่าเจ้าของ PC ต้องกังวลกันรายวันเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังมีไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่น่ากลัวแบบกัดไม่เจ็บแต่ทำได้แสบมาก นั่นคือ "ไวรัสเรียกค่าไถ่" หรือ "Ransomware" ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็เพิ่งโดนต้อนรับปีใหม่ไปหมาดๆ ว่าแต่... เจ้าไวรัสประเภทนี้ทำงานต่างกับไวรัสประเภทอื่นอย่างไร? ไปโดนมาจากไหน? มีวิธีแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังเอง!! =========================== Ransomware คืออะไร? * อ้างอิงข้อมูลจาก: สำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * Ransomware คือมัลแวร์ (Malware) ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลของผู้ใช้งาน แต่จะทำการล็อคไฟล์ ทั้งไฟล์รูป, เอกสาร, วีดีโอ ฯลฯ ทำให้เราไม่สามารถเปิดใช้งานไฟล์เหล่านั้นได้จนกว่าจะทำการปลอดล็อครหัสเพื่อกู้ข้อมูลคืนมา ซึ่งวิธีการปลดล็อคก็คือการจ่ายเงินให้กับเจ้าของไวรัสนี้ตามข้อความ "ค่าไถ่" ที่ปรากฏขึ้นบนคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง อย่างตอนที่เราโดน ก็มีข้อความเป็นไฟล์ notepad เขียนเย้ยมาประมาณว่า... "ตกใจล่ะสิที่เปิดไฟล์ไม่ได้ ไม่เป็นไรเราแก้ไขให้คุณได้ จ่ายตังมาสิ! โดยคุณสามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ [อีเมล์] นี้ หรือถ้าไม่เชื่อก็ลองส่งไฟล์ที่โดนล็อคของคุณเข้ามาแล้วเราจะปลดล็อคให้ดูก่อนก็ได้นะ" ตอนอ่านเจอนี่คือแบบถอนหายใจพร้อมบ่นออกมาเป็นเหล่าสรรพสัตว์เลยล่ะ ที่ตลกคือ... พอเราลองใส่ DATA ตัวใหม่เข้าไปในคอม (เช่น ดาวน์โหลดรูปจากกูเกิ้ลมาลงเครื่อง) แล้วรีสตาร์ทไฟล์นั้นก็โดนตามล็อคไปด้วย สรุปคือทั้งเครื่องทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าอินเตอร์เน็ต แต่โชคดีที่เครื่องเพิ่งไปทำการอัปเกรดและลง window มาใหม่ และที่ร้านซ่อมยัง backup ข้อมูลในเครื่องของเราทั้งหมดไว้อยู่ รอดตัวไป~ ก็เอาเครื่องไปล้างและลงโปรแกรมใหม่อีกรอบได้แบบไม่เสียดายอะไร มีโปรแกรมไหนบ้างที่เป็น Ransomware ถ้าตัวที่ชื่อกระฉ่อนโลกเมื่อปี 2017 เลยก็คือ "WannaCry" ที่ได้แพร่กระจายไปหลายเครื่องเพื่อทำการเรียกค่าไถ่จำนวน 300 ดอลล่าร์จากเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นระดับองค์กรทั้งนั้นด้วย WannaCry ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ก็โดนกันไปประมาณ 400,000 เครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก โดย WannaCry จะทำงานโดยอาศัยช่องโหว่ของ Window XP และ Vista แถมยังแฝงไปกับอีเมล์หรือข้อมูลเอกสารได้ด้วย จึงทำให้มันแพร่อย่างรวดเร็ว SamSam ตัวนี้ก็เห็นว่าร้าย Ransomware ตัวนี้ได้มุ่งโจมตีไปที่ Computer Network ของบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศอื่นทั่วโลก เรียกได้ว่าเน้นกลุ่มที่กระเป๋าตังหนักโดยเฉพาะ จนกวาดเงินไปได้กว่า 180 ล้านบาทแล้ว ซึ่งเจ้าตัวนี้นอกจากปิดกั้นการเข้าถึงไฟล์แล้ว ยังปิดกั้นการใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วย ทำให้แม้จะ backup ไว้ก็เรียกคืนไม่ได้และต้องจำใจจ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้ และตัวที่ฝั่งผู้เขียนโดนก็คือ Garbage Cleaner ชื่อเหมือนโปรแกรมสแกนไวรัสเลย แต่ไม่ใช่! มันนั่นแหละคือไวรัส!! ซึ่งในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาก็มีผู้ใช้หลายคนทั่วโลกโดนเหมือนกัน (สำรวจมาจาก Reddit) ส่วนไปโดนมาได้อย่างไรจะขอเล่าในหัวข้อถัดไปนะ นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมี Ransomware ในโลกอีกหลายตัวเลยที่ไม่รู้จักหรือแทบไม่มีข้อมูลเลย เพราะฉะนั้นเราควรทำความรู้จักกับรูปแบบโปรแกรมและวิธีป้องกันไว้ดีกว่า =========================== Ransomware นั้นมาจากหนใด ช่องทางการแพร่กระจายของ Ransomware นั้นมีหลายช่อทาง ดังเช่น... แฝงมาใน Email - โดยจะมาในลักษณะของไฟล์แนบ โดยอีเมลที่ส่งมาจะถูกทำให้ดูน่าเชื่อถือ ด้วยหัวข้อ สำนวนการเขียน ไปจนถึงชื่อผู้ส่งที่เหมือนมาจากองค์กรใหญ่ และไฟล์แนบก็จะไม่แสดง .exe ให้เราเห็นด้วย จึงทำให้ผู้รับตายใจได้ง่ายๆ เลย โฆษณา - พวกแบนเนอร์โฆษณาที่ดูน่าสนใจ คลิ๊กเข้าไปก็อาจโดนไม่รู้ตัวนะ เชื่อมโยงเข้าเว็บไซต์ - เคยไหมคะ เวลาเล่นเว็บอยู่ดีๆ ชอบมีหน้าต่างใหม่เด้งขึ้นมา ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามีแนวโน้มเป็นมัลแวร์ แต่ในบรรดาลิงก์ที่ถูกโยงเหล่านั้นก็มีพวก Ransomware ปนอยู่ด้วยเช่นกัน ซ่อนมาในไฟล์ดาวน์โหลด - อันนี้เราโดนเอง สำหรับใครที่ชอบมองหาโปรแกรมฟรี เช่น โปรแกรมแต่งรูป โปรแกรมบันทึกหน้าจอ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ฯลฯ ไปจนถึงโปแกรม crack สำหรับลงโปรแกรมเถื่อนด้วย ก็จะได้ไวรัสเรียกค่าไถ่มาเป็นของแถมด้วย ยิ่งตัวไหนคนฮิตใช้ก็เดาได้เลยว่ามีลดแลกแจกแถมมาด้วยแน่นอน คอนเฟิร์มโดยคนเขียนจ้า T^T =========================== แล้วจะป้องกัน Ransomware ได้อย่างไร แน่นอนว่าเราจะไม่แนะนำแบบ... ใช้ Anti-Virus สิ เพราะมันไม่ได้ผลหรอกจ้า Ransomware นับเป็นมัลแวร์ที่ฉลาดนะ มีสกิลเจาะเกราะด้วย เพราะตอนที่ทางเราโดนนั้น ก็โดนในขณะที่ Window Defender ของ Window 10 ถูกเปิดอยู่ คือวินโดว์มันก็แจ้งนะว่ามีไฟล์แปลกๆ เรากดบล็อคแล้ว สุดท้ายมันก็ทะลุเข้ามาได้และรีสตาร์ทเครื่องเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็โดนล็อคไฟล์ไปตามระเบียบ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ หมั่นจัดการข้อมูลและ backup ไฟล์สำคัญสำรองไว้ข้างนอกเครื่องเสมอ (เช่น external harddisk) ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่อง Ransomware ได้แล้ว ยังช่วยป้องกันเหตุไม่คาดฝันอื่นๆ อย่าง ฮาร์ดดิสก์เสีย วินโดว์พัง ไปจนถึงคอมระเบิด ก็ยังเรียกงานสำคัญคืนมาได้ ที่สำคัญคือ ควรตรวจสอบไฟล์ที่จะมาลงเครื่องทุกครั้งว่ามีความผิดแปลกหรือไม่ ถ้าไม่น่าไว้ใจก็อย่าเสี่ยงดีกว่า และอย่าลืมติดตามข่าวสารในวงการ IT และ Software อย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อจะได้ทราบความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเองจ้า =========================== ข้อมูลอ้างอิง Ransomware คืออะไร? โดย IT Chulalongkon University ย้อนรอยเหตุ Ransomware สะเทือนโลก โดย Bangkokbiznews Ransomware - Wikipedia รู้จักกับ Ransomware ตัวใหม่ที่ร้ายกว่าเดิมในชื่อ SamSam โดย monsterconnect
24 Feb 2021
Acer Predator Triton 500 (2020) โน๊ตบุคขั้นเทพขนาดกระทัดรัด ที่เล่น Cyberpunk 2077 ลื่นๆ
ถ้าให้เปรียบเทียบ Notebook Gaming สมัยก่อนนั้น ถึงแม้ว่ามันจะถือว่าเป็นเครื่องเล่นเกมสุดแรง แต่มันก็แลกมากับการที่ตัวเครื่องนั้นจะมีความหนักมาก การที่เรานั้นจะต้องแบกคอมพิวเตอร์ขนาด 4-5 กิโลกรัม ซึ่งมันไม่ค่อยน่าพิศสมัยต่อหลังเรามากๆ และดูเหมือนว่ามันจะผิดหลักจุดประสงค์ของคำว่า Notebook ไปอีกด้วย แต่ในสมัยนี้ปี 2020 มีเหล่าผู้พัฒนาหลายเจ้าได้วิวัฒนาการ Notebook ของตัวเองให้มีขนาดที่กระทัดรัดมากขึ้น เหมาะสำหรับการทำงานที่จะต้องแบกไปไหนมาไหน หรือจะเอามาเล่นเกมก็แรงไม่แพ้เครื่อง PC ปกติ ซึ่งหนึ่งในเครื่องนั้นที่ผมจะมารีวิวในวันนี้ก็คือ Notebook อย่าง Acer Predator Triton 500 (2020) ที่มาพร้อมกับจุดเด่นในเรื่องน้ำหนักที่เบามากๆ เพียงแค่ 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งคือว่าเซอร์ไพรส์ต่อผู้เขียนสุดๆ เพราะไม่คิดว่า Notebook Gaming จะน้ำหนักเบาขนาดนี้ พร้อมกับความหนาของเครื่องเพียง 17.9 mm ซึ่งดูเหมือนว่าตัวเครื่องนี้อาจจะไม่ได้เบา หรือบางไปกว่า Notebook ทั่วไป แต่ลองคิดสิว่าภายในเครื่องนี้มีการยัดการ์ดจอระดับเทพอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2080 SUPER เข้าไปด้วย ภายในรูปร่างที่บางเบาขนาดนี้ แถมหน้าจอยังรองรับ Refresh Rate มากถึง 300Hz เลยทีเดียว  ถ้าให้เปรียบเทียบ Acer Predator Triton 500 (2020) ก็เหมือนกับสาวเซ็กซี่ที่เต็มไปด้วยความแซ่บ ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ !! เลยทีเดียว สเปกเครื่องทั้งหมด Processor - Gen Intel® Core™ i7 10875H 2.30 GHz ( บูสได้ถึง 5.10 GHz ) Graphic Card - NVIDIA GeForce RTX 2080 SUPER Display Size - 15.60 นิ้ว Resolution - 1920 x 1080 Refresh Rate - 300Hz Ram - 32 GB Harddisk - 1 TB M.2 SSD (PCIe/NVMe) Wi-Fi - 6 นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับโปรแกรมที่ชื่อว่า PredatorSense ที่จะมีลูกเล่นให้เราใช้เยอะมากๆ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในโปรแกรมนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะการปรับสีไฟของคีย์บอร์ด การปรับรอบความเร็วของพัดลม หรือจะเป็นการปรับ Overclock ให้เครื่องแรงขึ้นก็ได้ และเนื่องจากที่ Acer Predator Triton 500 (2020)  เป็น Notebook ที่ทำมาเพื่อเล่นเกม การที่ไม่พูดเรื่องเกมก็อาจจะกระไรอยู่ ซึ่งจากที่ผู้เขียนนั้นได้เข้าไปลองสัมผัสการเล่นเกมในเครื่องนี้อยู่ประมาณ 1 อาทิตย์กับเกมที่หลายๆ คนบอกว่ามันกินสเปกมากอย่าง Cyberpunk 2077 มารับชมกันครับว่ามันจะเป็นอย่างไร ตัวผมนั้นได้รับเครื่องนี้จากทางผู้จัดจำหน่ายมาในช่วงที่เกม Cyberpunk 2077 ออกมาพอดีครับ ซึ่งผมก็ได้ใช้เจ้าตัว Acer Predator Triton 500 (2020) เล่นเกมนี้ตั้งแต่วันแรกแบบไม่ได้เล่นเกมนี้บนเครื่องอื่นแต่อย่างใดเลย และเนื่องจากความสนุกของตัวเกม มันทำให้ตัวผมนั้นไม่ได้ติดตาม Feedback จากเหล่าผู้เล่นเกมนี้บนเครื่องอื่นๆ เลยว่าตัวเกมมาพร้อมกับ Bug โหลดเกมที่แย่มหาศาล เพราะว่าจากที่ผมได้ลองเล่นเกมนี้บนเครื่อง Acer Predator Triton 500 (2020) ตัวผมแทบไม่เจอปัญหาเรื่อง Bug กราฟิกแต่อย่างใดเลย ตัวเกมมีความลื่นไหลเป็นอย่างมาก โอเคว่ามันอาจจะมี Bug ประปรายที่เป็นสาเหตุมาจากตัวเกมเอง แต่ในเรื่องของความลื่นไหลนี่ตัวเครื่องนี้สามารถรันประสิทธิภาพได้อย่างดีงาม [caption id="attachment_75328" align="aligncenter" width="1920"] ภาพนี้อัดจาก Acer Predator Triton 500 (2020)[/caption] อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าตัวเครื่องนี้ใช้การ์ดจออย่าง RTX 2080 Super ซึ่งมันสามารถรองรับ Ray Tracing ได้อยู่แล้ว ซึ่งกราฟิกที่ผมใช้เล่นเกมนี้นั้นผมปรับประสิทธิภาพอยู่ที่ Ray Tracing Medium ซึ่งความละเอียดต่างๆ ในด้านการลบรอยหลัก เงา หรือ Texure นั้นอยู่ที่ระดับสูงสุดทั้งหมด (เพียงแค่ว่ารายละเอียดของ Ray Tracing ไม่ได้ปรับสุด เพราะส่วนตัวอยากให้เกมนั้นสามารถรันได้ถึง 60FPS นั่นเอง) และความละเอียดที่เล่นอยู่ที่ 1920*1080p ซึ่งพอได้ปรับกราฟิกแล้วตัวเกมจะรันอยู่ที่ 60FPS (อาจจะมีตกลงไป 50 บ้างนิดหน่อยในบางฉาก) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ประสบการณ์ในการเล่นเกมนั้นตกลงไปแต่อย่างใด และประเด็นสำคัญอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าปัญหาเรื่อง Bug ของเกมแทบไม่มี ปัญหาฉาก และตัวละครดินน้ำมันก็ไม่เคยเจอเลย อาจจะเป็นเพราะ SSD ของเครื่องนี้ [caption id="attachment_75329" align="aligncenter" width="1920"] ภาพนี้อัดจาก Acer Predator Triton 500 (2020)[/caption] แต่ถามว่าเปิดเกมกราฟิกขนาดนี้ ความร้อนบนเครื่อง Notebook นั้นมีไหม ? ซึ่งส่วนตัวก็ต้องยอมรับตามตรงว่ามันก็มีครับเพียงแต่ว่าตัวเครื่องนี้มีปุ่มที่ชื่อว่า Turbo ที่จะเพิ่มรอบพัดลมในการหมุนมากขึ้น ทำให้จากคอมที่ร้อนๆ ให้มันอุ่นขึ้นมาหน่อย ซึ่งถ้าเปิดให้ห้องแอร์มันก็จะช่วยให้เย็นขึ้นอีก (แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้หายร้อนเป็นปลิดทิ้ง แค่พออุ่นๆ แต่แค่นี้ก็ดีงามแล้ว) ส่วนถ้าให้ถามถึงจุดติเดียวที่จะพูดได้ก็คือความละเอียดหน้าจอที่จะรองรับได้เพียงแค่ 1920*1080p เท่านั้น ซึ่งการต่อจอเข้า TV ใหญ่ๆ อาจจะไม่ใช่จุดเด่นของตัว Acer Predator Triton 500 (2020) เสียเท่าไหร่ เพราะผู้เขียนเคยลองจะเอาไปต่อในจอใหญ่ 4K และเล่นโดยใช้จอเอา แต่สิ่งที่พบคือตัวโน๊ตบุคเครื่องนี้รัน 4K ไม่ได้และการต่อจอใหญ่ๆ เล่นเกมมันจะทำให้ภาพเกิดการดีเลย์เล็กน้อย เลยอาจจะทำให้รู้สึกไม่สนุกเสียเท่าไร สรุป สรุปเลยว่า Acer Predator Triton 500 (2020) เป็นโน๊ตบุคที่ครบจบทั้งจะเอาไปทำงานหรือจะเอาไปเล่นเกม เพราะความที่มันมีขนาดที่เบาน้ำหนักเพียงแค่ 2.2 กิโลกรัม เท่านั้นพกไปไหนมาไหนสบายมากๆ รวมถึงดีไซน์ของมันเองที่ดูโฉบเฉี่ยวหรูหราทันสมัย ส่วนเรื่องสเปกคอมเองก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอะไร เพราะมันสามารถเล่นเกมทุกเกมบนโลกแบบปรับสุดได้อย่างสบายๆ มากในตอนนี้ และมันจะยังสามารถปรับสุดแบบนี้ได้อีก 4-5 ปีเลยทีเดียว
21 Dec 2020
เปิดตัว HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่พาคุณก้าวกระโดดไปข้างหน้าสู่โลกอนาคต
กรุงเทพมหานคร, 3 ธันวาคม 2563  - หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธงซีรีส์สูงสุดแห่งปี HUAWEI Mate 40 Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ กับคอนเซ็ปต์ “Leap Further Ahead” การก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของวงการสมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากหัวเว่ย ประเดิมเปิดตัวด้วยรุ่นโปร HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่มาพร้อมชิปเซ็ตทรงประสิทธิภาพ Kirin 9000 ครั้งแรกของโลกที่ใช้ชิปเซ็ต 5G SoC ขนาด 5 นาโนเมตร เร็ว แรง เต็มประสิทธิภาพ รองรับสัญญาณ 5G ครบถ้วนทุกย่านความถี่ ทุกผู้ให้บริการ และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหว ด้วยโซลูชันระบบกล้อง Leica ที่ทำงานผสานกับเทคโนโลยี AI สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้เทียบชั้นภาพยนตร์ โดย HUAWEI Mate 40 Pro 5G วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 34,990 บาท พร้อมโปรโมชันสุดคุ้มสำหรับผู้ที่ซื้อระหว่างวันที่ 3 - 31 ธันวาคม 2563 รับฟรีทันทีของสมนาคุณรวมมูลค่า 7,970 บาท พร้อมบริการหลังการขายสุดพิเศษอีกมากมาย มร.เกวิน เฉิง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า “หากย้อนมองวิวัฒนาการของ HUAWEI Mate Series หรือตระกูลสมาร์ทโฟนเรือธงสูงสุดของหัวเว่ยจะเห็นได้ว่า หัวเว่ยมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง เราเป็นผู้นำทั้งในด้านความอึดของแบตเตอรี่ เทคโนโลยีชาร์จไว และหน้าจอขนาดใหญ่ความละเอียดสูง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรกที่ผสานการประมวลผล AI เข้ากับ NPU และเรายังเป็นแบรนด์แรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงที่ใช้ชิปเซ็ตแบบ 5G SoC ในโมเดล HUAWEI Mate 30 Series เส้นทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมใน HUAWEI Mate Series ของเราจะยังคงไม่หยุดเพียงเท่านี้ วันนี้ HUAWEI Mate 40 Series จะพาเราก้าวกระโดดไปข้างหน้าอีกครั้ง ด้วยการแนะนำ Mate ที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งจะกลายมาเป็นหมุดหมายใหม่ให้กับผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้ยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น กับ HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและวางจำหน่ายในวันนี้” “ในฐานะบริษัทที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี หัวเว่ยมุ่งมั่นและทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาเสมอมา ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเราลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาไปกว่า 6 แสนล้านหยวน (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) และด้วยการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาระบบและอีโคซิสเต็ม ทำให้ล่าสุดในปี 2020 นี้หัวเว่ยมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ย (HMS smartphone) แล้วมากกว่า 700 ล้านคนทั่วโลก ในลำดับถัดไป เราจะมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ ‘ชีวิตเอไอไร้รอยต่อ’ (Seamless AI Life) หรือ โซลูชันส์เทคโนโลยีเอไอในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของหัวเว่ย ที่จะช่วยแก้ปัญหาการใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบัน พร้อมยกระดับและอำนวยความสะดวกให้แก่ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ในอนาคต” มร. เกวิน เฉิง กล่าวเสริม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยชิปเซ็ต Kirin 9000 นิยามใหม่ของการประมวลผลที่ทรงประสิทธิภาพ ขุมพลัง Kirin 9000 ที่มากับ HUAWEI Mate 40 Pro 5G นับเป็นชิปเซ็ตที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ Mate Series อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ชิปเซ็ตแบบ 5G SoC มีทรานซิสเตอร์มากกว่า 1.53 หมื่นล้านตัว ทำให้การประมวลผลยิ่งเร็ว แรง และทรงประสิทธิภาพ ได้รับการออกแบบโครงสร้าง CPU ให้ทรงพลังและประหยัดพลังงานถึง 3 ระดับ ประมวลผลแบบ 8 แกน ด้วยแกนหลักที่มีความเร็วสูงสุด 3.13 กิกะเฮิร์ตซ์ และ 24-Core Mali-G78 GPU ซึ่งเป็น GPU ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในดีไวซ์ของหัวเว่ย สามารถรองรับการประมวลผลขั้นสูงและการใช้งานแบบ multi-tasking ที่ลื่นไหลไม่มีสะดุด สอดรับกับมาตรฐาน “ชีวิตไอเอไร้รอยต่อ” (Seamless AI Life) ที่หัวเว่ยมุ่งเน้น เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับอย่างแท้จริงให้กับผู้ใช้  ระบบกล้องจาก Leica จัดเต็มนวัตกรรม AI Camera 3 ตัว กล้องหลักของ HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นกล้องเลนส์กว้างพิเศษที่ถ่ายภาพแบบซีเนมาติก หรือให้มุมกล้องเสมือนภาพยนตร์ ที่มีชื่อเรียกว่า Ultra Vision Cine Camera มาพร้อมความละเอียดจัดเต็ม 50 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้คุณภาพสูง ให้คุณไม่พลาดการบันทึกทุกช่วงเวลาพิเศษ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องเลนส์กว้าง Super Sensing Wide Camera และกล้องซูม Periscope Telephoto Camera ที่ซูมแบบออปติคัลได้ที่ 5x และซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดถึง 50x ส่วนกล้องด้านหน้าเป็น Ultra Vision Selfie Camera ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมกล้อง 3D Depth Sensing Camera สามารถถ่ายวิดีโอได้ในความละเอียดสูงระดับ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที (fps) นอกจากนี้ยังมาพร้อมโหมด Super Steady Shot ถ่ายวิดีโอได้ไม่สั่นแม้เคลื่อนไหว รองรับการถ่ายวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง โดยเพิ่มโหมด Story Creator ที่จะทำให้ทุกการถ่ายวิดีโอหรือ Vlog เป็นเรื่องง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเป็น Creator ถ่าย Vlog ได้อย่างมือโปรด้วยตนเอง ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์กับการวางกล้องแบบวงแหวน Space Ring Design และรับสายด้วย Smart Gesture Control อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เน้นย้ำอัตลักษณ์ของ HUAWEI Mate Series ที่โดดเด่นเรื่องดีไซน์ คือการออกแบบวงแหวน Space Ring Design ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง โดยได้แรงบันดาลใจจากการอยู่ท่ามกลางจักรวาลและดวงดาว ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วยังตอบโจทย์ในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว ด้วยการวางกล้องบนวงแหวนที่สมมาตร ส่วนหน้าจอ HUAWEI Horizon Display โค้ง 88 องศา ทำให้รับชมภาพได้เต็มตาสมจริง ขอบจอโค้งมนหยิบจับใช้งานถนัดมือ กันน้ำและฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP 68  นอกจากนี้ HUAWEI Mate 40 Pro 5G ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่อัดแน่นมาเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น 3D Face Unlock หรือการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้าแบบสามมิติ หรือฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Smart Gesture Control ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องสัมผัส เพียงวางมือไว้เหนือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องแตะก็สามารถเปิดหน้าจอหรือเลื่อนซ้าย-ขวา บน-ล่าง ได้ทันที และยังสามารถรับสายด้วยการใช้มือทำท่าแตะได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Eyes on Display นวัตกรรมที่เข้ามาแทนการเปิดหน้าจอแบบ Always On โดยฟีเจอร์นี้จะตรวจจับได้อัตโนมัติเมื่อสายตาเรามองไปที่หน้าจอ และหน้าจอก็จะติดขึ้นมา พร้อมให้เราใช้งานได้ทันที ระบบการชาร์จที่เร็วที่สุดแห่งยุคด้วย HUAWEI SuperChargeTM 66 วัตต์ เพื่อรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ที่ทั้งแรง เร็ว และทรงประสิทธิภาพ HUAWEI Mate 40 Pro 5G จึงมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,400 mAh และที่สุดของนวัตกรรมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperChargeTM รองรับกำลังไฟฟ้าที่สูงสุด 66 วัตต์ เมื่อชาร์จแบบใช้ร่วมกับสายและอะแดปเตอร์ SuperCharge ของหัวเว่ย และรองรับการชาร์จไร้สาย Wireless HUAWEI SuperChargeTM ที่ 50 วัตต์ ซึ่งเมื่อประกอบกับชิปเซ็ต Kirin 9000 5G SoC แล้วจะทำให้ HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้งานแบตเตอรี่ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่มีสะดุด อัปเดตล่าสุดกับ EMUI 11 มั่นใจกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวบน Huawei Mobile Service  ซอฟต์แวร์ EMUI 11 ซึ่งได้รับการอัปเดตใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ยได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากมนุษย์ปัจจัย (Human Factors) หรือหลักการยศาสตร์ ผสานความลงตัวระหว่างสุนทรียศาสตร์และความสะดวกในการใช้งาน มาพร้อมฟีเจอร์ Multi-Window แสดงผลหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน โดยให้แต่ละแอปพลิเคชันลอยอยู่บนหน้าจอได้อย่างอิสระ รวมถึงสามารถใช้ฟีเจอร์ Multi-screen Collaboration เมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของหัวเว่ยเพื่อให้จอสมาร์ทโฟนไปแสดงผลบนจอแล็ปท็อป และสามารถควบคุมสมาร์ทโฟนผ่านจอแล็ปท็อปได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับการทำงานแบบ Multi-tasking มีระบบ Trusted Execution Environment ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัยสูงในระดับ CC EAL5+ ถือว่าเป็นระดับสูงสุด ผู้ใช้สามารถปกปิดข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนบนไฟล์ เช่น สถานที่ เวลาและรายละเอียดของเครื่อง ก่อนที่จะส่งให้ผู้อื่นได้  HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนในระบบ Huawei Mobile Services (HMS) ที่มาพร้อมกับ HUAWEI AppGallery สำหรับดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันซึ่งการันตีความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ด้วยกลไกตรวจสอบและป้องกันความปลอดภัยถึง 4 ขั้นตอน รวมถึงบริการ Petal Search เครื่องมือค้นหาที่จะช่วยเปิดประตูสู่แอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาพร้อมระบบที่ช่วยคัดกรองความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ในตัว ปัจจุบัน HUAWEI AppGallery มีผู้ใช้บริการกว่า 700 ล้านรายทั่วโลก รวมถึงมีแอปพลิเคชันพร้อมให้ใช้งานครอบคลุมถึง 18 ประเภท โดยปัจจุบันแอปพลิเคชันยอดฮิตของไทยกว่า 95% ได้รับการบรรจุไว้ใน HUAWEI AppGallery แล้ว ไม่ว่าจะเป็น LINE, TikTok, Foodpanda, Shopee, Lazada, JD Central, เป๋าตัง, แอปพลิเคชันของธนาคารชั้นนำ เกมยอดนิยม และอื่นๆ อีกมากมาย  HUAWEI Mate 40 Pro 5G วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือก 2 สีคือ Black และ Mystic Silver มาพร้อมหน่วยความจำ ROM 256 GB + RAM 8 GB ในราคา 34,990 บาท  พิเศษสุดสำหรับผู้ที่ซื้อระหว่างวันที่ 3 - 31 ธันวาคม 2563 ผ่านทางหน้าร้าน HUAWEI Experience Store ทุกสาขา และเว็บไซต์ HUAWEI Online Store โฉมใหม่ รวมถึงร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รับฟรีทันทีของสมนาคุณมูลค่ารวม 7,970 บาท ประกอบด้วย ปากกา HUAWEI M-Pen 2, เคสไฟวงแหวน HUAWEI Ring Light Case และแท่นชาร์จเร็วไร้สาย HUAWEI SuperChargeTM Wireless Charger Stand พร้อมบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากหัวเว่ยมูลค่า 1,619 บาท อันได้แก่ บริการซ่อมบำรุงถึงบ้าน (Door to Door service), บริการบำรุงรักษาเครื่อง 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี, HUAWEI CLOUD STORAGE 5GB ตลอดชีพ + 50GB ให้ใช้ภายในระยะเวลา 1 ปี รวมถึงฟรีค่าใช้บริการ HUAWEI VDO 1 เดือน และเช่าหนังฟรี 5 เรื่องใน HUAWEI Movie Pass โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารที่อัปเดตล่าสุดก่อนใครได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ HUAWEIMobileTH , ยูทูป HUAWEIMobileTH, เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ และ official account ในไลน์ HUAWEI Mobile Thailand รวมถึงสามารถติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://consumer.huawei.com/th/shop/product/huawei-mate-40-pro/ 
07 Dec 2020
Lenovo ส่งท้ายปีเก่าด้วยแคมเปญ 12.12 GREAT SALE นำทัพแล็ปท็อปรุ่นดังลดสูงสุด 12%
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 ธันวาคม 2563 – เลอโนโว บริษัทผู้นำด้านคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทดีไวซ์ระดับโลก ผุดแคมเปญ 12.12 GREAT SALE ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ขนแล็ปท็อปรุ่นดัง อย่าง IdeaPad, Legion, ThinkBook และ ThinkPad มาลดราคาคืนกำไรให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน เกมเมอร์ ผู้ประกอบธุรกิจ หรือองค์กรทั่วประเทศ โดยแคมเปญจะมี ตั้งแต่วันที่ 7 – 16 ธันวาคม 2563 รายละเอียดแคมเปญ ลดออนท็อปสูงสุด 12% ทันที! กับโค้ด LNV12 ตลอด 10 วันของแคมเปญ พิเศษ! วันที่ 12 เดือน 12 มีสินค้าลดพิเศษ 50% ถึง 7 รุ่น ที่เว็บไซต์ https://lnv.gy/3mvl9Bi ThinkPad X1 Carbon Gen 8 (20U9S00R00) ThinkBook 13s (20R900E7TA) ThinkBook Plus (20TG004HTA) ThinkBook Plus (20TG004GTA) ThinkPad T15 (Intel) (20S6S00N00) ThinkBook Plus (20TG005DTA)  ThinkCentre M75n (11BSS01U00) ThinkCentre M720 SFF (10SUSF6400) แล็ปท็อปทุกรุ่นสามารถปรับแต่งสเปคได้ตามความต้องการก่อนกดสั่งซื้อ เช่น ต้องการตัวเลือกหน้าจอสูงสุด หรือต้องการตัวจัดเก็บข้อมูลที่จุได้มากขึ้น สามารถใช้สิทธิ์ ช้อปดีมีคืนได้ : เมื่อช้อปผลิตภัณฑ์จุใจแล้ว ได้ทั้งแล็ปท็อปใหม่ ทั้งเงินภาษีคืน 2 ต่อแบบนี้ ไม่ควรพลาด! สามารถผ่อน 0% ได้สูงสุดถึง 10 เดือน! กับธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และบัตรกรุงไทย เลอโนโวยังคงส่งมอบเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอันชาญฉลาดให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยบริการ การขับเคลื่อนสังคมทั่วโลกให้เข้าถึงโอกาสที่ดีกว่า และการเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน ไฮไลท์แล็ปท็อปที่ร่วมโปรโมชั่น ThinkPad X1 Carbon Gen 8 แล็ปท็อปพรีเมียมบางเบาเพื่องานธุรกิจ มาพร้อมโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยในตัวอย่าง ชุดโปรแกรม ThinkShield อัพเดทใหม่ล่าสุด หมดห่วงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานและเก็บข้อมูล ระบบลำโพง Dolby Atmos ช่วยสร้างประสบการณ์เสียงอันเยี่ยมยอด และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับ military grade 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5 กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: 1TB SSD จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   ThinkPad X1 Carbon Gen 7 แล็ปท็อประดับโปรสำหรับการทำงานทุกที่ทุกเวลา มาพร้อมฝาหลังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ความบางเพียง 14.9 มม. ระบบสแกนลายนิ้วมือไบโอเมตริกซ์ ให้การเข้าใช้งานเครื่องเป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย และตัวเลือกการ์ด LTE-A คู่กับเทคโนโลยี WWAN ออนไลน์ได้เหมือนใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุด 10th Gen Intel® Core™ i7 กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620 หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 16GB LPDDR3 ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB SSD PCIe จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   ThinkBook ขนาด 15 นิ้ว แล็ปท็อปประสิทธิภาพระดับองค์กร แต่ราคาระดับ mid-range มาพร้อมบานพับโลหะผสมที่ใช้เทคโนโลยี Powdere-Metal ทนทานต่อการเปิด-ปิดกว่า 25,000 รอบ ขอบจอสุดบาง จอมีสัดส่วนพื้นที่การมองมากถึง 83% เมื่อเทียบกับขนาด และพอร์ต USB 3.1 ช่วยให้ผู้ใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ตลอดเวลา แม้เครื่องปิดอยู่ และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับทหาร 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5 กราฟิก: Intel UHD หรือตัวเลือกกราฟิกแยก AMD Radeon™ 620 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB แบบ HDD หรือ 1TB แบบ M.2 PCIe SSD หรือตัวเลือก Intel® Optane™ Memory H10 + 512GB SSD จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 10 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   IdeaPad L340 Gaming แล็ปท็อปเร็วแรงคู่กายสายเกม มาพร้อมคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ที่มีไฟพื้นหลังสีฟ้าเสริมบรรยากาศ ระบบเสียง Dolby Audio™ พลังที่แท้จริงของเทคโนโลยีเสียงขั้นสูง การเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.2 และ Wi-Fi 5 ยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมแบบพกพา และซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจเช็กสเปคตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น รวมถึงเชื่อมต่อปรับจูนกับเกมที่ติดตั้งไว้ได้ด้วย โปรเซสเซอร์: 9th Gen Intel® Core™ i7 กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด NVIDIA® GeForce® GTX 1650 หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 24GB DDR4 ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 256GB SSD + 1TB จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching กันแสงสะท้อน แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   Legion 5 (AMD) แล็ปท็อปขั้นเทพเพื่อเกมเมอร์ตัวจริง มาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิ และระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 2.0 ควบคุมอุณหภูมิเครื่องได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี Q Control 3.0 ผู้ใช้สามารถเลือกปรับโหมดได้ด้วยตนเอง ระหว่าง Quiet, Balance และ Performance รีเฟรชเรทที่ 144Hz เล่นเกมได้ลื่นไหลต่อเนื่อง และระบบลำโพง 2W Harman Kardon คู่กับ Dolby Atmos โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุดโปรเซสเซอร์โมบายล์ AMD Ryzen™ 7 4800H กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด AMD Radeon™ 620 สูงสุด NVIDIA® GeForce® RTX™ 2060 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 300 nits 100% sRGB Dolby Vision แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   ThinkPad T14s แล็ปท็อปทรงพลังพกพาสะดวกสำหรับการทำงาน มาพร้อมฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่าง Modern Standby เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ภายในหนึ่งวินาที และ Wake On Voice รับฟังคำสั่งของผู้ใช้ได้จากทุกมุมห้อง เมื่อเปิดฝาจอเครื่องไว้ เพิ่มความคล่องตัวให้งานทุกประเภท โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยครบวงจร ThinkShield การ์ด LTE-A WWAN อุปกรณ์เสริมช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้ทุกที่ และ AMD Memory Guard เข้ารหัสหน่วยความจำเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro กราฟิก: AMD Radeon™ Vega หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard Touchscreen แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 16 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   ThinkPad X13 (AMD) แล็ปท็อปที่ตอบโจทย์การใช้งานระดับธุรกิจ มาพร้อม ThinkShutter สำหรับปิดเว็บแคม และหน้าจอ PrivacyGuard with PrivacyAlert ป้องกันไม่ให้คนแอบดูหน้าจอจากข้างหลังผู้ใช้ ทั้งสองเป็นฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม การเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 6 เพื่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบไม่ติดขัด และฟังก์ชันใหม่บนปุ่ม F9-F11 ให้ผู้ใช้โทรออก รับสาย หรือวางสายโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดาย โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro กราฟิก: AMD Radeon™ Vega หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD จอ: 13.3 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 13 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro
07 Dec 2020
สมาร์ทโฟน 5G สุดคุ้ม “Galaxy A42 5G” จากซัมซุง เร็วแรงพร้อมลุยทุกการใช้งาน ในราคาหมื่นต้น
ใครว่าเงินหมื่นต้นจะซื้อมือถือสเปคเทพไม่ได้แต่ซัมซุงไม่คิดแบบนั้นเพราะด้วยสเปคและประสิทธิภาพความเร็วแรงที่เหนือราคา ทำให้ Galaxy A42 5G เป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดในเวลานี้กับราคาค่าตัวเพียง 11,990 บาท เพราะนอกจากจะรองรับการเชื่อมต่อบนสัญญาน 5G คุณภาพแล้ว ซัมซุงยังจัดเต็มด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง Snapdragon 750G ที่มีการประมวลผลเร็วแรงแบบ Octa-core และให้ RAM มาสูงถึง 8GB ช่วยเพิ่มสมรรถนะการใช้งานอย่างเต็มพิกัด ตอบโจทย์ทั้งสายเกมเมอร์และสายคอนเทนต์อย่างลงตัว หมดปัญหาเรื่องเครื่องช้า เล่นเกมแล้วกระตุก หรือสตรีมมิ่งคอนเทนต์ไม่ทันใจ ที่สำคัญ Galaxy A42 5G ยังคงเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy A ไว้ด้วยฟีเจอร์หลักคุณภาพคับแก้ว จอ-กล้อง-แบต ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอใหญ่คมชัดแบบ Super AMOLED กล้องสวยเลนส์ครบ พร้อมแบตเตอรี่ทรงพลังถึง 5,000 mAh มาดูกันว่า ประสิทธิภาพเหนือราคาของ Galaxy A42 5G เครื่องนี้จะตอบโจทย์และโดนใจสายสปีดขนาดไหน นอกจากนี้ ลูกค้า Galaxy A42 5G ยังได้รับเอกสิทธิ์พิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การใช้งาน YouTube Premium ฟรี 2 เดือน รวมถึงสิทธิประโยชน์จาก Galaxy Gift พร้อมบริการช่วยเหลือพิเศษระดับ Galaxy Butler Blue จองคิว เข้ารับบริการที่ศูนย์ล่วงหน้าได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Members พร้อมบริการเครื่องสำรองระหว่างรอการซ่อม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/butler/ สัมผัสประสบการณ์ความเร็วแรงของ Galaxy A42 5G (กาแลคซี่ เอ 42 5G) สมาร์ทโฟนสายพันธุ์สปีด แรงทุกสเปค ได้แล้ววันนี้ ที่ Samsung Experience Store, Samsung Online Store และผู้ให้บริการเครือข่าย มาพร้อมตัวเลือก 3 สีสุดโมเดิร์น ได้แก่ Prism Dot Black, Prism Dot White และ Prism Dot Gray ในราคาเพียง 11,990 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของซัมซุง Galaxy A42 5G ได้ที่ https://bit.ly/3kxWquf
02 Dec 2020
หัวเว่ยเปิดตัว HUAWEI Y7a สมาร์ทโฟนสุดคุ้มตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สายเอนเตอร์เทน ครบจบ ราคาโดนใจ
หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดตัว HUAWEI Y7a สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจาก HUAWEI Y series สมาร์ทโฟนดีไซน์เก๋ นวัตกรรมเป็นเลิศ ในราคาที่จับต้องได้ โดย HUAWEI Y7a รุ่นล่าสุดนี้ เป็นสมาร์ทโฟนครบเครื่องที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่สายเอนเตอร์เทนด้วยหน้าจอใหญ่คมชัดเต็มตา แบตอึดใช้ได้นาน เหมาะกับไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ก็ไม่ต้องกังวล และยังมาพร้อมกับกล้องหลังอัจฉริยะสุดล้ำ 4 ตัว ที่ทำให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพ พร้อมฟังก์ชั่นเพื่อความบันเทิงและการใช้งานโซเชียลมีเดียจัดเต็มไม่ว่าจะไลฟ์สไตล์ไหนๆ ก็เพลิดเพลินไปกับความครบครัน คุ้มค่า อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ในราคาที่ใครๆ ก็เอื้อมถึง จอใหญ่เต็มตา เสพความบันเทิงคมชัดถึงใจสายเกมและคอหนัง ด้วยหน้าจอใหญ่จุใจเต็มตาขนาด 6.67 นิ้ว HUAWEI Ultra FullView Display ความคมชัดระดับ 2400 x 1080 ทำให้ HUAWEI Y7a เป็นสมาร์ทโฟนที่หน้าจอใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในกลุ่มราคาเดียวกัน ทั้งยังมีเทคโนโลยีแสงสีฟ้าถนอมสายตาทำให้เสพความบันเทิงแบบนอนสต็อปได้อย่างไร้กังวล ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ก็เพลิดเพลินด้วยภาพที่ละเอียด คมชัด เต็มตา ถึงใจ โดยผู้ใช้งานยังสามารถเพลิดเพลินไปกับแอปพลิเคชันฮิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม โซเชียลมีเดีย หรือเสิร์ชเอนจิ้น  ก็หาได้ครบเพียงคลิกเดียวผ่าน HUAWEI AppGallery และ Petal Search ที่ติดตั้งมาพร้อมกับตัวเครื่อง ไม่พลาดทุกแอปยอดฮิตกับ HUAWEI AppGallery และ Petal Search ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันโปรดนับล้านได้บน HUAWEI AppGallery และ Petal Search ผ่านการใช้งานง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วโดยการค้นหาแอปที่ต้องการผ่าน HUAWEI AppGallery หรือจะพิมพ์ชื่อแอปที่ต้องการผ่าน Petal Search วิดเจ็ตอัจฉริยะที่ช่วยค้นหาแอปพลิเคชันได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม แล้วเลือกติดตั้งลงบนเครื่อง ส่วนการอัปเดตแอปพลิเคชันต่างๆ ก็ทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก เพียงเปิด Petal Search แล้วไปที่ “ฉัน” บริเวณมุมขวาล่าง แล้วเลือกการดาวน์โหลด และไปที่การอัปเดต อีกทั้งยังสามารถใช้ Petal Search ค้นหาคีย์เวิร์ดต่างๆ ได้แบบเดียวกันกับเสิร์ชเอ็นจินทั่วไป ไม่ว่าจะค้นหาข่าวสาร ความบันเทิง หรือข้อมูลที่ต้องการทราบ ก็ทำได้ครบถ้วน รองรับ 22.5W HUAWEI SuperCharge เพื่อประสบการณ์ที่ไม่มีสะดุด HUAWEI Y7a มาพร้อมกับเทคโนโลยี 22.5W HUAWEI SuperCharge1 ที่ส่งมอบการเชื่อมต่อเพื่อความบันเทิงอย่างการเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ใช้แอปพลิเคชันต่างๆ อย่างไม่มีสะดุด ไหลลื่น และมีประสิทธิภาพ ด้วยแบตที่อึดและใช้ได้นาน เพราะใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถดูวิดีโอไปยาวๆ ได้ถึง 2 ชั่วโมง2 แบบจุใจ ถือเป็นฟีเจอร์ที่เหมาะสำหรับผู้มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ เพราะเพียงแค่เสียบสายชาร์จไว HUAWEI SuperCharge 22.5W ก็หมดกังวลว่าแบตจะไม่พอใช้งานจนหมดวัน และด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 5000 mAh (Typical Value) ก็ยิ่งทำให้ HUAWEI Y7a เป็นสมาร์ทโฟนแบตอึดที่ใช้ได้นานถึงใจโดยสามารถเล่นวิดีโอออฟไลน์ได้แบบมาราธอน 23 ชั่วโมง3  อีกทั้งเทคโนโลยี AI Power Saving ยังช่วยเสริมความอึดของแบต ทำให้ผู้ใช้งานดื่มด่ำไปกับความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ เช่น เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง และ อื่น ๆ ได้อย่างเต็มอิ่ม ราบรื่น และไม่มีสะดุด เก็บทุกโมเม้นต์สำคัญด้วยกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล หัวเว่ยได้อัพเกรดกล้องให้ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยกล้องหลังที่สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงกับกล้องหลักความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ขนาด 1/2 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ที่ช่วยประมวลผลให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น ให้ภาพที่คมชัด สีสันสมจริงมากขึ้น ทั้งยังมาพร้อมกับเลนส์อัลตร้าไวด์ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 120 องศา ได้ภาพมุมกว้างที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เลนส์โบเก้ ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่ช่วยให้วัตถุในภาพเด่นชัดขึ้นจากการไล่ระดับความเบลอของฉากหลังได้ดี เลนส์มาโครความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่ถ่ายวัตถุขนาดเล็กระยะใกล้ได้ถึง 4 ซม. อย่างคมชัด และกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับแฟลชซึ่งช่วยเพิ่มความละมุนให้กับการถ่ายภาพเซลฟี่ในที่แสงน้อย โดยเทคโนโลยี AI ที่นอกจากจะช่วยยกระดับเรื่องของการถ่ายภาพแล้ว ยังช่วยระบายความร้อนจากการประมวลผลของตัวเครื่องได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น HUAWEI Y7a ยังมาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายภาพตอนกลางคืนที่น่าประทับใจด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับขั้นสูงและเทคโนโลยี AI ด้วยเทคนิค multi-frame noise reduction หรือการถ่ายภาพหลายช็อตในครั้งเดียวเพื่อลดสัญญาณรบกวนบนภาพ ทำให้ได้ภาพที่สว่างและเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น และโหมดอื่นๆ เช่น โหมดภาพวาดด้วยแสง โหมดรูรับแสง (หน้าชัดหลังเบลอ) และโหมดภาพถ่ายส่วนบุคคล หน่วยความจุที่ใหญ่กว่าเดิมซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดกว่าเดิม ด้วยความจุ RAM 4GB และ ROM 128GB ทำให้เก็บภาพ วิดีโอ และไฟล์เสียงได้แบบไร้กังวล โดย HUAWEI Y7a ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI 10.1 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเช่น MeeTime ที่ผู้ใช้งานสามารถวิดีโอคอลระหว่างสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ของหัวเว่ย ได้ด้วยความละเอียดสูงสุด 720 พิกเซล Smart Collage ในคลังเก็บภาพ ตลอดจนลูกเล่นและโหมดที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงที่สามารถเปิดใช้งานเมื่อแบตเหลือน้อยให้ยังใช้งานต่อได้เป็นชั่วโมง ปุ่มควบคุมทิศทางของระบบที่เพิ่มความสะดวกสบายในการเรียกใช้งานย้อนหลัง ไม่ว่าจะเข้าหน้าโฮม หรือใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ โหมด E-book การเชื่อมต่อกับทีวี และฟังก์ชันแสกนนิ้วด้านข้าง ที่ทำให้เปิดปิดเครื่องได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถสั่งการทำงานบนมือถือได้หลายคำสั่ง เช่น ใช้ข้อนิ้วมือเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อ Screenshot หน้าจอ หรือใช้ข้อนิ้วมือวาดเป็นตัว S เพื่อ Screenshot หน้าจอแบบเลื่อนลงมายาวๆ ได้ ทำให้การ Screenshot ทำได้สะดวก รวดเร็ว ทันใจมากขึ้น  HUAWEI Y7a พร้อมให้ทุกคนจับจองเป็นเจ้าของกันแล้วตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป ในราคาสุดคุ้ม 5,999 บาทเท่านั้น โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Crush Green, Midnight Black และ Blush Gold พร้อมโปรโมชั่นช่วงเปิดตัวสุดพิเศษ ด้วยของแถมจุใจอย่างกระเป๋าสะพายหลัง Space Gray Backpack มูลค่า 790 บาท และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน HUAWEI Cloud storage ความจุ 15GB เป็นเวลา 12 เดือน มูลค่า 277 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ถึง 15 ธันวาคม 2563 หรือจนกว่าของแถมจะหมด โดยวางจำหน่ายที่ HUAWEI Experience Store  และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมทั้ง หัวเว่ยสโตร์ออนไลน์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2TLo4sD  ภายในงาน หัวเว่ยยังได้เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นเรือธง HUAWEI WATCH GT 2 Pro ที่พรีเมียมทั้งดีไซน์และวัสดุซึ่งใช้ไทเทเนียมที่แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และหน้าปัดแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน ที่มาพร้อมกับโหมดออกกำลังกายมากถึง100 โหมด และฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกมากมายเช่น พูดคุยโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ ระบบนำทางกลับ (Route Back) เปลี่ยนหน้าจอผ่าน One-Hop ชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย เป็นต้น ในราคาเพียง 9,990 บาท พร้อมโปรโมชั่นโดนใจอย่าง HUAWEI SuperCharge Wireless Charger มูลค่า 1,690 บาท ตั้งแต่วันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2563 หรือจนกว่าของแถมจะหมด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/35YU9mz
05 Nov 2020
Lenovo Legion Phone Duel ปฐมบทแห่ง Legion เกมมิ่งสมาร์ทโฟน ขั้นสุดแห่งพลังของการเล่นเกมบนมือถือ
(กลาง) คุณธเนศ อังคศิริสรรพ, ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน, (ขวา) คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ, ผู้จัดการทั่วไปประจำพม่า ลาว กัมพูชา และผู้อำนวยการส่วนธุรกิจคอนซูเมอร์ประจำไทย และ (ซ้าย) คุณศรัณยพงศ์ สินทิพย์, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง เลอโนโว ถ่ายภาพในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์เกมมิ่งสมาร์ทโฟน Lenovo Legion Phone Duel เกมมิ่งสมาร์ทโฟน Lenovo Legion Phone Duel ประเทศไทย - 22 ตุลาคม 2020 -– เลอโนโวเปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรก Lenovo Legion Phone Duel ที่มาพร้อม Duel Technology Architecture ช่วยผสานการออกแบบเครื่องทั้งซอฟต์แวร์ภายใน และฮาร์ดแวร์ภายนอกให้ตอบโจทย์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนอย่างไร้ข้อจำกัดที่แท้จริง Lenovo Legion คือไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่งจากเลอโนโวที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก1 โดยมีผลิตภัณฑ์เพื่อการเล่นเกมที่ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จอมอนิเตอร์ และอุปกรณ์เสริมเพื่อการเล่นเกมอีกมากมาย วันนี้เลอโนโวพร้อมขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อการเล่นเกมด้วยการเปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ออกแบบขึ้นจาก feedback ของเกมเมอร์ทั่วโลกว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเค้ามองหาในผลิตภัณฑ์เกมมิ่งสมาร์ทโฟน  ความนิยมของการเล่นเกม e-sport บนมือถือมีการเติบโดอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เกมเมอร์มองหาในเครื่องคือ การจัดการความร้อนที่ต้องทำได้ดี มีปุ่มกดเฉพาะเพื่อการปรับแต่งที่สะดวก และสามารถใช้งาน livestreaming ได้เพื่อที่เกมเมอร์เหล่านี้จะได้โชว์ความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์บนเวทีการแข่งขันที่เชื่อมถึงกันทั่วโลก เลอโนโวได้ออกแบบ Legion Phone Duel  ให้ไม่เพียงแค่ตอบสนองต่อความต้องการที่เหล่าเกมเมอร์มองหา แต่ยังให้คุณสมบัติแห่งอนาคตที่เหนือไปอีกขั้นกับความสามารถในการรองรับการใช้งาน 5G และคลาวด์เกมมิ่ง เหนือสุดแห่งความแรง ที่สุดแห่งความเร็ว Legion Phone Duel มาพร้อมชิปเซ็ตอันทรงพลังอย่าง Qualcomm® Snapdragon™ 865 Plus ที่ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลเครื่องที่เร็วและแรงผ่านเทคโนโลยี Qualcomm Snapdragon Elite Gaming™ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน 5G2 เสริมประสิทธิภาพเครื่องด้วย 5th gen ชิปเช็ตหน่วยความจำสูงสุดถึง 16GB LPDDR5, RAM และความจุสูงสุดถึง 512GB3 UFS 3.1.5. เต็มที่กับการแสดงผลบนหน้าจอขนาด 6.65 นิ้ว ความละเอียดมากถึง 2340 x 1080 พิกเซล พร้อมรีเฟรชเรตสูงถึง  144Hz นอกจากนี้ยังรองรับอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอ (touch sample rate) ที่สูงถึง 240Hz ช่วยให้ทุกสัมผัสหน้าจอตอบสนองอย่างรวดเร็วในทุกเกมแห่งชัยชนะ ผสานพลังจากภายนอกและภายในด้วย Dual Technology Architecture สองย่อมดีกว่าหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยี Dual Technology Architecture ที่เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ Legion Phone Duel เริ่มต้นตั้งแต่วงจรพลังงานของเครื่อง Dual Batteries - แบตเตอรี่แบบแพ็คคู่ขนาด 2500mAh ที่รวมแล้วให้ความจุแบตเตอรี่ขนาด 5000mAh ถูกจัดวางให้อยู่ด้านซ้ายและขวาในตำแหน่งที่ตรงกับฝ่ามือ เพื่อเว้นที่ตรงกลางสำหรับวาง logic board ที่มีความร้อนให้ไกลกับฝ่ามือของผู้ใช้งานซึ่งมีความร้อนเช่นกัน เพื่อจัดการอุณหภูมิในการเล่นของเครื่องให้สามารถเล่นได้อย่างต่อเนื่องสบายมือ จะเล่นเกมติดต่อกันแบบมาราธอนก็สามารถทำได้อย่างไร้กังวล ด้วยเทคโนโลยีท่อระบายความร้อนระดับ     ไฮเอนด์แบบ Dual-Liquid, แผ่นกราไฟต์ที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีเยี่ยม และแผ่นทองแดง เพื่อให้มั่นใจว่าควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเที่ยงตรง ให้เกมเมอร์เต็มที่กับประสบการณ์เล่นเกมที่ยอดเยี่ยมและยาวนาน Dual Type-C Charging ให้ความสะดวกในการชาร์จด้วยพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C  2 ตำแหน่งที่ด้านข้างและด้านล่างของเครื่องเพื่อให้คุณเลือกชาร์จแบตเตอรี่จากที่ชาร์จขนาด 65W ได้ทั้งแบบหนึ่งหรือ 2 ที่ชาร์จพร้อมกันโดยจะให้พลังแบตเตอรี่จาก 0% - 100% ภายใน 34 นาที (หรือ 0% - 60% ใน 15 นาที) Dual Shoulder Controls ปุ่มไกควบคุมแบบอัลตร้าโซนิคด้านซ้ายขวามาพร้อมกลไก Dual Haptics ที่ช่วยให้ทุกการกดในขณะเล่นเกมได้ความลึกสมจริงเสมือนเป็นปุ่มกดจริงทั้งยังสามารถปรับระดับการตอบสนองให้รับกับความต้องการของผู้เล่นได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น การปรับโหมดการยิงในเกม (สูงสุดที่การยิง 10 ครั้งต่อวินาที) ด้วยการกดปุ่มไกแบบลากยาว เซ็นเซอร์แบบ gyroscope ช่วยปรับมุมมองในการเล่นให้เป็นแบบเกมมิ่งโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่คุณหมุนเครื่องให้อยู่ในแนวนอนในลักษณะพร้อมเล่นเกม Dual Front-Facing Speakers ลำโพงคู่หน้าที่หันเข้าหาผู้เล่นให้คุณได้ยินเสียงฝีเท้าคู่ต่อสู้ได้อย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีเสียง Dirac Audio ที่มาพร้อมอะคูสติก แชมเบอร์ขนาดใหญ่ถึง 1.4cc ให้เสียงดังแบบ 3 มิติ รับประสบการณ์เสมือนได้เข้าไปอยู่ในเกม Dual Livestreaming ฟังก์ชั่นสำหรับการไลฟ์สตรีมผ่านกล้องหน้าแบบ pop-up ความละเอียดขนาด 20MP ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าสู่โหมดการไลฟ์สตรีมในเวลาเพียง 0.5 วินาที ไลฟ์สตรีมหน้าและเสียงขณะเล่นกับภาพแบบ overlay บนหน้าจอเกมที่เล่น ซึ่งฟังก์ชัน Dual Livestreaming สามารถใช้งานได้บนแอปที่รองรับการไลฟ์สตรีมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตัวฟังก์ชันยังมาพร้อมความสามารถในการลบภาพพื้นหลัง ปรับแต่งใบหน้าของคุณด้วย selfie editor ที่ใช้ความสามารถของ AI ในการรีทัช ปรับแต่งภาพและสร้างฟิลเตอร์ บันทึกเสียงทุกการไลฟ์ให้ดังฟังชัดด้วยไมโครโฟนแบบรอบทิศทาง 4 ตัวที่มาพร้อมระบบจัดการเสียงรบกวนรอบข้าง Legion Phone Duel มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 64MP และเลนส์แบบ ultrawide ขนาด 16MP ให้ภาพละเอียดคมชัดในทุกมุมมอง นอกจากนี้ยังรอบรับการอัดวีดีโอแบบ 4K ที่เฟรมเรต 30FPS เล่นในแบบที่คุณต้องการ ต่อเนื่องตลอดวัน Legion Phone Duel มาพร้อมอินเตอร์เฟซแบบเฉพาะที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถใช้งานเครื่องในมุมมองแบบแลนด์สแคปได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะเพื่อการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม Legion Realm แดชบอร์ดกลางของเครื่องที่ให้ผู้ใช้ควบคุมปรับแต่งฮาร์ดแวร์เครื่อง ไล่ดูรายชื่อเกมที่ดาวน์โหลดไว้ หรือเลือกเครือข่ายในการเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็น  WLAN, 5G, หรือ Wi-Fi 6 ได้อย่างรวดเร็ว ดูเกมที่คุณเล่นย้อนหลังเพื่อศึกษากลยุทธในฉากที่ไฮไลท์ก็ทำได้อย่างง่าย ๆ ผ่านฟังก์ชั่นการพรีวิว หรือจะรวมคลิปเข้าด้วยกันเพื่อแชร์ให้เพื่อรวมทีมไปศึกษาก็ทำได้ หรือถ้าคุณเพิ่งผ่านสมรภูมิสุดหิน หรือทำสถิติคะแนนใหม่แต่คุณลืมที่จะกด record ก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพียงแค่คุณสไลด์นิ้วมือไปทางซ้ายบนปุ่มไกควบคุมด้านขวา เกมมิ่งสมาร์ทโฟนสุดอัจฉริยะอย่าง Legion Phone Duel ก็จะรีเพลย์ฉากที่เครื่องอัดไว้แบบอัตโนมัติให้กับคุณเพื่อที่คุณจะสามารถกดอัดบันทึกไว้ดูในอนาคต ไม่พลาดทุกการติดต่อที่สำคัญด้วยการปรับแต่งสีไฟ RGB บน สัญลักษณ์ตัว Y ด้านหลังเครื่องให้เปลี่ยนสีเพื่อเตือนเมื่อคุณมีข้อความเข้า หรือบอกสถานการณ์ชาร์จของแบตเตอรี่ และสุดท้าย หากคุณต้องการเปลี่ยนอรรถรสในการเล่นจากหน้าจอเครื่องไปที่จอมอนิเตอร์เพื่อมุมมองที่แปลกใหม่ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงต่อ Legion Phone Duel เข้ากับจอมอนิเตอร์ คีย์บอร์ด หรือเม้าส์ผ่านพอร์ต USB-C Lenovo Legion Phone Duel จะวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 28 ตุลาคม 2020 เป็นต้นไป ตามรายละเอียดดังนี้ Lenovo Legion Phone Duel 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 บาท Lenovo Legion Phone Duel 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ  Lenovo Legion Phone Duel ได้แก่ AIS, Banana, Blue Shop, IT-City, JD, JIB และ Speed Computer  Pre-Order Promotion สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อระหว่างวันที่ 22 – 28 ตุลาคม 2020 รับสิทธิรับของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 3,500 บาท ดังนี้  Lenovo Legion Phone Duel 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 THB รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท Lenovo Legion Phone Duel 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท และ Legion Gaming Headset H300 มูลค่า 1,390 บาท ติดตามความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์ Lenovo Legion ในประเทศไทยได้ที่  www.lenovo.com/th/th/legion และ https://www.facebook.com/lenovolegionTH/
22 Oct 2020
วันพลัสเปิดตัวสมาร์ทโฟนพรีเมียมแฟลกชิป “OnePlus 8T 5G” Ultra Fast. Ultra Smooth.
OnePlus เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นพรีเมียมใหม่ล่าสุด OnePlus 8T 5G อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปท์ Ultra Fast. Ultra Smooth. พร้อมมอบความเร็วแรง และลื่นไหลแบบไม่มีสะดุด ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีชาร์จเร็วอย่าง Warp Charge 65 และหน้าจอ 120Hz แบบ Fluid AMOLED display ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของประสบการณ์การใช้งานบน OnePlus 8T 5G ทลายทุกขีดจำกัดในตัวคุณ ที่คอเกมเมอร์ไม่ควรพลาด กับชิปเซ็ท Qualcomm® SnapdragonTM 865 รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ไม่ว่าจะเป็นเกมเมอร์สายไหนก็เร็วแรงทรงพลัง ลื่นสุด ๆ ไม่มีสะดุด ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ 120Hz Fluid AMOLED  ขนาด 6.55 นิ้ว บนความละเอียดสูง FHD+ ภาพสวยเนียนตา ลื่นไหลทุกการสัมผัส สมูททุกการปัด เอาใจสายโซเซียลตัวจริง ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวกับชุดกล้องหลัง 4 ตัวแบบ Quad Camera ความสามารถที่หลากหลาย เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ ด้วยกล้องหลักความคมชัดสูงสุด 48 MP พร้อมระบบกันสั่น  ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นด้วยเลนส์อัลตร้าไวด์ มุมมองการรับภาพกว้างที่สุดถึง 123 องศา ความคมชัด 16 MP ให้ภาพที่สวยคมชัด ในสภาพแสงที่หลากหลาย แม้ในเวลากลางคืนหรือที่แสงน้อยกับโหมด Nightscape  เลนส์ Macro ความคมชัด 5 MP ถ่ายชัดใกล้สุดในระยะ 3 เซนติเมตร และเลนส์ Monochrome ความคมชัด 2MP ให้คุณสนุกกับการถ่ายภาพแบบสตูดิโอได้อย่างที่เป็นตัวคุณ พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นและการถ่ายวิดีโอแบบโบเก้ รวมถึงการถ่ายในที่มีแสงน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกช่วงเวลาบันทึกไว้ได้สวยงามและง่ายดาย กับรายละเอียดที่สะกดทุกสายตาได้อย่างน่าทึ่ง บอกลาการชาร์จข้ามคืนด้วย Warp Charge 65 การชาร์จเร็วเท่าที่เคยมีมาของ OnePlus ในความจุแบตเตอรี่อึดถึง 4,500 mAh สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม ใช้เวลาเพียง 39 นาที ให้คุณออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน หมดห่วงเรื่องแบตหมดระหว่างวันไปได้เลย  ที่มาพร้อมกับ OxygenOS 11 ใหม่ล่าสุดบนระบบปฏิบัติการ Android 11 ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง กับประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ในรูปแบบที่ได้รับการอัพเดต รวมถึงการออกแบบที่โดดเด่น และมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อการใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นใหม่ ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพให้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งาน และความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลของคุณได้ นอกจากนี้ OxygenOS 11 ยังมีแอนิเมชันและท่านำทางต่าง ๆ ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นใหม่ ตลอดจนการปรับแต่งมากมายเช่น ตัวเลือกนาฬิกา Always On Display ใหม่ให้เลือกสร้างสรรค์ได้ตามใจชอบอีกด้วย พร้อมด้วยการปรับปรุงการควบคุมท่าทางด้วยมือเดียวที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น และ Zen Mode 2.0 รูปลักษณ์หน้าตาการใช้งาน ที่ดูสะอาดตาช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน ให้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งานที่ละเอียดอ่อนและเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับ OnePlus 8T 5G เปิดตัวด้วยกันถึง 2 รุ่น ดังนี้ RAM 8GB ROM 128GB สี Lunar Silver ราคาอยู่ที่ 24,990 บาท RAM 12GB ROM 256GB สี Aquamarine Green ราคา 29,990 บาท มั่นใจยิ่งขึ้นกับการบริการหลังการขายทาง OnePlus ซึ่งได้ร่วมจับมือกับ OPPO โดยผู้ใช้งานสามารถเข้ามาใช้รับบริการหลังการขาย ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 และศูนย์บริการ OPPO Service Center รวมทั้งหมด 42 สาขาทั่วประเทศ  สามารถซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่ได้ทันทีทั้ง 12 สาขา OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5 ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 ศูนย์บริการออปโป้สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต  ศูนย์บริการออปโป้สาขาอิมพีเรียลฯ สำโรง ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต ศูนย์บริการออปโป้สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาอยุธยาพาร์ค ศูนย์บริการออปโป้สาขาชลบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลนครราชสีมา ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ท ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่ และสาขาที่สามารถนำไป Drop-off เพื่อรอส่งซ่อมต่อไปได้ทั้ง 29 สาขา ดังนี้ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางแค ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลบางนา ศูนย์บริการออปโป้สาขาซีคอนฯ ศรีนครินทร์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ จุดบริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ ศูนย์บริการออปโป้สาขากาญจนบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาลพบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขานครปฐม ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันปราจีนบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาระยอง ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลศาลายา ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันสระบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาบุรีรัมย์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น ศูนย์บริการออปโป้สาขาร้อยเอ็ด ศูนย์บริการออปโป้สาขาสกลนคร ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุดรธานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเชียงราย ศูนย์บริการออปโป้สาขาลำปาง ศูนย์บริการออปโป้สาขานครสวรรค์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสัน กำแพงเพชร ศูนย์บริการออปโป้สาขาชุมพร ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต ศูนย์บริการออปโป้สาขานครศรีธรรมราช ศูนย์บริการออปโป้สาขาปัตตานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาสุราษฎ์ธานี หากท่านใดไม่สะดวกเดินทางไปยังศูนย์ซ่อมที่แจ้งมาข้างต้น สามารถติดต่อ Call-Center OnePlus Thailand ผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ 02-793-3818 เพื่อติดต่อและขอใช้บริการส่งซ่อมผ่าน Kerry Express ได้ (สงวนสิทธิ์การให้บริการเฉพาะเครื่องศูนย์ไทยเท่านั้น) OnePlus 8T 5G เปิดสั่งจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 21 – 29 ตุลาคม 2563 ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พิเศษเมื่อสั่งจองล่วงหน้ารับฟรี!! E-VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง นาน 1 ปี พร้อมกระเป๋าเดินทาง OnePlus Luggage และขวดน้ำสุดพรีเมียม OnePlus Water Bottle รวมมูลค่า 15,170 บาท และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ พิเศษ!! โปรโมชันสำหรับช่องทางผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง AIS, DTAC และ Truemove H รับข้อเสนอสุดพิเศษในช่วงสั่งจองล่วงหน้า OnePlus 8T ในราคาเริ่มต้นเพียง 12,490 บาทเท่านั้น หรือสั่งจองผ่านช่องทางหน้าร้านได้ที่ Banana IT, CSC, IT City, Jaymart, TG Fone  และช่องทางออนไลน์ได้พร้อมกันทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็น LAZADA, JD Central, Shopee และ Thisshop พร้อมของสมนาคุณตามแต่ละช่องทางอีกมากมาย ดูรายละเอียดหรือติดต่อสอบถามข้อมูลผ่านทาง OnePlus Thailand ได้ที่ ช่องทาง Official Website >>> https://www.oneplus.com/th ช่องทาง Facebook Fanpage >>> https://www.facebook.com/oneplusthailand  ช่องทาง Instagram  >>> https://www.instagram.com/oneplus_thai/  หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818
21 Oct 2020
เวสเทิร์น ดิจิตอล เสริมตลาดระบบบันทึกวิดีโอที่รองรับ AI ที่กำลังเติบโตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยโซลูชันในกลุ่มผลิตภัณฑ์ WD Purple
การผสมผสานกันระหว่างฮาร์ดดิสก์ใหม่ขนาด 18TB  การ์ด microSD ขนาด 1TB และซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาเพื่อรองรับเวิร์คโหลดของการสตรีมมิ่งตลอด 24 ชม. ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของเครื่องบันทึก กล้องอัจฉริยะ กล้องแบบ NVR ระบบเรียนรู้เชิงลึกและแอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอในเรื่อง ขนาดความจุ ประสิทธิภาพการทำงาน และความทนทาน กรุงเทพฯ 24 กันยายน 2563 – เวสเทิร์น ดิจิตอล (NASDAQ: WDC) ประกาศเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์กลุ่มสตอเรจโซลูชันในตระกูล WD Purple™ ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถออกแบบและสร้างโซลูชันที่สามารถรองรับเวิร์คโหลดที่หลากหลายของวิดีโออัจฉริยะ โดยจะประกอบด้วย ฮาร์ดดิสค์สำหรับกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพแบบดิจิตอล (DVR) และกล้องไอพีที่ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพ (NVR) และแอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอที่มีขนาดถึง 18TB* ซึ่งเป็นความจุที่สูงสุดในอุตสาหกรรม สำหรับ รวมถึงการ์ด WD Purple SC QD101 microSD™ ขนาด 1TB* สำหรับกล้องที่รองรับการทำงานแบบ AI ไดร์ฟทุกตัวในกลุ่ม WD Purple สร้างมาตรฐานให้กับแอปพลิเคชันสำหรับวิดีโออัจฉริยะ เพราะอุตสาหกรรมกล้องวงจรปิดกำลังขยายขอบเขตของการนำการเรียนรู้และการวิเคราะห์เชิงลึกมาใช้ เวสเทิร์น ดิจิตอลจึงพัฒนาไดร์ฟที่สามารถช่วยลดการสูญเสียเฟรมภาพและการเคลื่อนไหวแบบหยุดเป็นจังหวะ (Pixilation) ปรับปรุงคุณภาพการเล่นวิดีโอที่บันทึกไว้ และเพิ่มประสิทธิภาพการสตรีมเวิร์คโหลดที่ทำงานตลอด 24 ชม. ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การรับข้อมูลจนถึงการสำรองข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลระยะยาว เพราะ WD ต้องการพัฒนาการวิเคราะห์ข้อมูลและ deep learning ปัจจุบันอาคารพาณิชย์ หน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชน ต่างกระตือรือร้นในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์เชิงลึก (Deep learning) มาใช้เพื่อที่ให้ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Automation) โดยลดการทำงานของคนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น กล่าวคือ พนักงาน ลูกค้า และชุมชน จะมีประสบกาณณ์การใช้งานที่ดีขึ้นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อัลกอริธึมของ  Deep learning ต้องการข้อมูลที่สร้างขึ้นจาก IoT และระบบนิเวศที่สัมพันธ์กันของอุปกรณ์ปลายทางต้องการคุณภาพไฟล์ที่มีความละเอียดที่สูงขึ้นเพื่อวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น และต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในกล้องและการบันทึกวิดีโอแบบ NVR ที่เพิ่มมากขึ้น ตามรายงานฉบับล่าสุดของ Omdia เรื่อง Video Surveillance & Analytics Intelligence Service ตีพิพม์เดือนกรกฎาคม 2563 กล่าวว่า ปริมาณการส่งกล้องที่มีอัลกอริทึม Deep Learning เพื่อจัดจำหน่ายยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2562-2567) โดยอัตราการเติบโต (CAGR) จะอยู่ที่ 67% และการบันทึกวิดีโอแบบ NVR ที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์เชิงลึกจะเติบโตตามมาที่ 37% ขณะที่แอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอจะเติบโตที่ 43% นอกจากนี้ จาก การสำรวจที่ เวสเทิร์น ดิจิตอล จัดทำขึ้น ในปี 2563 โดยสำรวจบริษัทผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภับแบบครบวงจรในทวีปอเมริกาเหนือพบว่า 76% เห็นว่าการวิเคราะห์วิดีโอและ AI มีบทบาทกับการนำไปใช้ในงานของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   มีบทบาทมากกว่าแค่ฮาร์ดแวร์ การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเฟิร์มแวร์สำหรับฮาร์ดดิสก์ และความสามารถในการจัดการข้อมูลของตัวไดรฟ์ WD Purple ของเวสเทิร์น ดิจิตอล มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงความสามารถของระบบตลอดจนการจัดการอุปกรณ์ผ่านโซลูชันวิดีโออัจฉริยะที่ใช้ AI การผสมผสานดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ความทนทาน และประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวมให้ที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ให้กับลูกค้า เทคโนโลยี AllFrame™ ที่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ WD Purple ของเวสเทิร์น ดิจิตอล มอบเทคนิคการจัดการแคชและสตรีมมิ่งที่ครอบคลุมเพื่อช่วยป้องกันข้อมูลสูญหายและติดตามการจัดการสตรีมอย่างต่อเนื่อง Western Digital Device Analytics™ โซลูชันที่มีการบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์สำหรับฮาร์ดดิสก์ของเวสเทิร์น ดิจิตอล โดยสามารถตรวจสอบและการวิเคราะห์ให้กับผู้ใช้งาน ทำให้สามารถตรวจจับสภาพที่เป็นปัญหาในไดรฟ์และให้คำแนะนำในการแก้ไขได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น   ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ความจุ 18TB ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมในเรื่องขนาดความจุของฮาร์ดดิสค์สำหรับกล้องวงจรปิด ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ความจุ 18TB ตัวใหม่ได้รับการออกแบบมาสำหรับ NVR และอุปกรณ์วิเคราะห์วิดีโอรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ GPU ซึ่งสามารถส่งแอปพลิเคชันการวิเคราะห์ทั้งแบบเรียลไทม์และหลังการบันทึก ด้วยความจุที่มีมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 28% จึงทให้ฮาร์ดดิสก์ขนาด 18TB ตัวใหม่นี้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับจัดเก็บวิดีโอ ภาพอ้างอิง และเมทาดาทา (metadata) ที่อุปกรณ์ปลายทาง เพื่อรองรับการทำงานแบบ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ขนาดความจุตั้งแต่ 8TB จนถึง18TB จะมีเทคโนโลยี AllFrame AI ที่สามารถรองรับการบันทึกของกล้องความละเอียดสูงได้มากถึง 64 ตัว รวมถึงข้อมูลการสตรีมของการวิเคราะห์การเรียนรู้เชิงลึกเพิ่มได้อีก 32 รายการ   การ์ด WD Purple SC QD101 microSD™ ขนาด 1TB สำหรับการ์ด WD Purple 1TB microSD  ถูกออกแบบมาสำหรับกล้องที่รองรับ AI กล้องวงจรปิด และอุปกรณ์แบบ Edge ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลหลักหรือสำรองข้อมูล โดยจะใช้เทคโนโลยีชิป 3D NAND แบบ 96 เลเยอร์ขั้นสูงของเวสเทิร์น ดิจิตอล และยังให้การผสมผสานระหว่างความทนทานขั้นสูงที่มีค่า P/E กว่า 500 รอบและมีความจุขนาด 1TB, 512GB, 256GB, 128GB, 64GB และ 32GB* การ์ด microSD WD Purple ที่แข็งแรงและทนทาน ทนต่อสภาพอากาศ ความชื้น และอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -25 ถึง 85 องศาเซลเซียส สำหรับกล้องที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ฟีเจอร์การตรวจเช็คสถานะการทำงานของการ์ดจะช่วยให้ผู้ติดตั้งและผู้ให้บริการสามารถประเมินความทนทานที่เหลืออยู่และหากจำเป็นก็สามารถเข้าให้บริการดูแลการ์ดก่อนที่จะเกิดปัญหา    การจัดจำหน่าย ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ขนาด 18TB จะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2563 ส่วนการ์ด WD Purple SC QD101 microSD ขนาด 1TB คาดว่าจะวางขายในเดือนพฤศจิกายนปี 2563 นี้   คำพูดอ้างอิงเพิ่มเติม:  ทิม ปาล์มควิสต์ (Tim Palmquist) รองประธานประจำประเทศอเมริกา บริษัท ไมล์สโตน ซิสเท็มส์ กล่าวว่า “ไดรฟ์ WD Purple รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์แบบ edge แอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอการรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะซึ่ งจะช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลภาพ” และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในฐานะผู้พัฒนาชั้นนำของแพลตฟอร์มกล้องวงจรปิด IP แบบเปิดและอิสระ เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเวสเทิร์น ดิจิตอล และยินดีที่จะทำงานร่วมกันเพื่อจัดหาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับ AI และ Deep learning รวมถึงจัดการสตรีมหลายรายการเมื่อความละเอียดของวิดีโอเพิ่มขึ้น” มาร์ติน เรนคิส (Martin Renkis) ผู้จัดการ Global Cloud Solutions Physical Security บริษัท จอห์นสัน คอนโทรล กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยทางกายภาพสู่ยุคดิจิตัลสำหรับลูกค้าทั่วโลก เราไว้เชื่อมั่นและไว้วางใจเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่เป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์ที่จะส่งมอบโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อถือและมีประสิทธิภาพสูง” เพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันโซลูชันวิดีโอเพื่อความปลอดภัยของ Tyco Cloud ทุกตัวทำงานบน WD Purple และเป็นมาเวลาหลายปี ในขณะที่เรายังคงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การตรวจสอบและการแจ้งเตือนพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์ เราจะยังคงไว้วางใจเวสเทิร์น ดิจิตอล ว่าจะสามารถมอบโซลูชันขั้นสูงที่ลูกค้าของเราต้องการ เรามุ่งหมายที่จะสร้างโลกที่ปลอดภัยขึ้นด้วยเทคโนโลยีเวสเทิร์น ดิจิตอล” อีริค สแปนเนอร์ (Eric Spanneut) รองประธานส่วน Client Computing และ Smart Video Business บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล กล่าวว่า “การทำงานเคียงข้างลูกค้าและพันธมิตรของระบบที่สัมพันธ์กันทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่แตกต่างไม่เหมือนใครและมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอโซลูชันที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับเวิร์คโหลดของวิดีโอด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด AI กำลังผลักดันความต้องการไดร์ฟที่มีความสามารถมากขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความละเอียดของวิดีโอและจำนวนข้อมูลสตรีมขาเข้ามีจำนวนเพิ่มขึ้น เราอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างจากรายอื่นเพราะการรวมกันของซอฟต์แวร์และการขยายผลิตภัณฑ์ให้มีมากขึ้น ทำให้โซลูชันของเราเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปรับใช้ในแอปพลิเคชันวิดีโออัจฉริยะที่หลากหลาย”   ผลิตภัณฑ์จากเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการ ผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล WD Purple ที่เพิ่มเข้ามาในสินค้าประเภทฮาร์ดดิกส์และโซลิดสเตทของ เวสเทิร์น ดิจิตอลที่กำลังเติบโต มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงฮาร์ดดิสก์สำหรับแอปพลิเคชัน NAS สำหรับ SMB อย่าง WD Red™ Pro ขนาด 16TB และ 18TB (ดูเพิ่มเติมที่นี่! WD RedTM Pro 16TB & 18TB for Growing Productivity) ฮาร์ดดิสก์ระดับองค์กร WD Gold™ ขนาด 16TB และ 18TB, WD Gold NVMe™ SSD, โซลูชัน WD Black™ ที่ตอบสนองความต้องการขั้นสูงสุดของเกมเมอร์ เช่นเดียวกับ WD Blue™และ WD Green™ SSD ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์* โซลูชันเหล่านี้มีจำหน่ายที่ตัวแทนจำหน่ายของเวสเทิร์น ดิจิตอล ผู้ค้าปลีก ผู้ติดตั้งระบบและ ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ของเวสเทิร์น ดิจิตอล   แหล่งข้อมูล: Blog: How is AI Clearing the Vision of Smart Video?  Blog: With WD Purple™ microSD Cards, Security Cameras Endure an AI and 4K Future Blog: Ready for the Rise of the Smart Fleets Blog: Sustaining a Sustainability Company With World-Class Surveillance   เกี่ยวกับเวสเทิร์น ดิจิตอล เวสเทิร์น ดิจิตอลสร้างผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อรองรับข้อมูลที่มีการเติบโต บริษัทได้ผลักดันนวัตกรรมที่จำเป็นเพื่อช่วยทำให้ลูกค้าสามารถจับข้อมูล รักษาข้อมูล เข้าถึงและแปลงความหลากหลายของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลนั้นมีอยู่ทุกที่ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขั้นสูงไปจนเซ็นเซอร์ในโทรศัพท์จนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนตัว โซลูชั่นที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมของเรานำเสนอความเป็นไปได้ของข้อมูล โซลูชั่นที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางของเวสเทิร์น ดิจิตอล วางตลาดภายใต้แบรนด์ Western Digital®, G-Technology™, SanDisk® และ WD®    *ขนาดความจุที่ใช้ 1GB = 1พันล้านไบต์ และ 1TB = หนึ่งล้านล้านไบต์หนึ่งเทราไบต์ (TB) เท่ากับหนึ่งล้านล้านไบต์ ความจุจริงของผู้ใช้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการทำงาน   Western Digital, โลโก้ Western Digital, G-Technology, SanDisk, WD, AllFrame, WD Black, WD Blue, WD Gold, WD Green, WD Purple, WD Red และ Western Digital Device Analytics เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ Western Digital Corporation หรือ บริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ เครื่องหมายและโลโก้ microSD เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ SD-3C, LLC เครื่องหมายคำ NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของ NVM Express, Inc. เครื่องหมายอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รูปภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่มีจำหน่ายในทุกภูมิภาคของโลก © 2020 เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นหรือบริษัทในเครือ ทางเวสเทิร์น ดิจิตอลขอสงวนลิขสิทธิ์ แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า: ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าบางประการ รวมถึงความพร้อมใช้งานที่คาดหวัง ประโยชน์ คุณสมบัติ และประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ WD Purple 18TB ใหม่และการ์ด microSD WD Purple SC QD101 และแนวโน้มตลาดและอุตสาหกรรม ข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการที่อาจทำให้เนื้อหาที่ปรากฎอยู่ในแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าแตกต่างจากเดิม ซึ่งรวมถึงผลลัพธ์ในอนาคตและผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดจากมาตรฐานองค์กร ความผันผวนในสภาพเศรษฐกิจโลก สภาพธุรกิจและการเติบโตของระบบนิเวศการจัดเก็บ ผลกระทบของผลิตภัณฑ์และราคาที่แข่งขันได้ การยอมรับของตลาดและต้นทุนของวัสดุสินค้าและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เฉพาะ การกระทำของคู่แข่ง ความก้าวหน้าที่ไม่คาดคิดในเทคโนโลยีการแข่งขัน การพัฒนาและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของเราตามเทคโนโลยีใหม่และการขยายสู่ตลาดการจัดเก็บข้อมูลใหม่ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกิจการการขายกิจการการควบรวมกิจการและการร่วมค้า ความยากลำบากหรือความล่าช้าในการผลิต ตลอดจนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่นๆ ที่ระบุในรายงานประจำไตรมาสและประจำปีฉบับล่าสุดของเวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นที่ส่งถึงคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ซึ่งคุณควรให้ความสนใจ ผู้อ่านควรระมัดระวังไม่เชื่อมั่นในข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้มากเกินไป และเราไม่มีข้อผูกมัดที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้ตามเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง
24 Sep 2020
RAZER เปิดตัวอุปกรณ์ไร้สายระดับเรือธง มอบประสิทธิภาพขั้นสูงสำหรับเกมเมอร์ทั่วโลก
นำเสนอ Razer™ HyperSpeed Wireless เทคโนโลยีไร้สายสุดไฮเทค เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสู่ Razer BlackShark V2 Pro, DeathAdder V2 Pro และ BlackWidow V3 Pro 3 โปรดักต์ไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลจากเกมเมอร์ทั่วโลก กรุงเทพฯ – เรเซอร์ (Razer™) แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกสำหรับเกมเมอร์ เปิดตัว 3 อุปกรณ์ไร้สายระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ ชุดหูฟัง BlackShark V2 Pro, เมาส์ DeathAdder V2 Pro และ คีย์บอร์ด BlackWidow V3 Pro มอบขีดสุดแห่งประสบการณ์เกมมิ่งด้วยประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวที่อิสระ ฉับไว อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยเทคโนโลยีไร้สายสุดล้ำ Razer™ HyperSpeed Wireless Technology เพื่อให้เกมเมอร์สามารถวาดลวดลายได้ดังใจโดยไม่มีสายไฟที่เกะกะและเชื่อมต่อสัญญาณได้อย่างเสถียรรวดเร็ว “ทุกครั้งที่เราเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ จะมีแฟน ๆ จำนวนมากที่ถามถึงเวอร์ชั่นไร้สาย” อัลวิน เฉิง รองประธานกรรมการอาวุโส ฝ่าย Peripherals Business Unit ของเรเซอร์ กล่าว “ด้วยการนำเทคโนโลยีไร้สายที่ล้ำหน้าที่สุดในตลาดอย่าง Razer™ HyperSpeed Wireless Technology มาติดตั้งใน 3 อุปกรณ์ยอดนิยมของเรา ทำให้เราสามารถตอบสนองเสียงเรียกร้องของเหล่าเกมเมอร์ด้วยชุดอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สายที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องลดทอนประสิทธิภาพการเชื่อมต่อลงแม้แต่น้อย” เทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ใช้ระบบการสื่อสารข้อมูลที่ผ่านการปรับแต่งขั้นสูง ร่วมกับเทคโนโลยี Adaptive Frequency Technology เพื่อเพิ่มความเร็วและความเสถียรในการส่งสัญญาณ จึงทำให้เกิดความหน่วงสัญญาณต่ำมากเพียง 195 ไมโครวินาที ซึ่งเร็วกว่าเทคโนโลยีไร้สายทั่วไปถึง 25% และจากเทคโนโลยีที่เคยใช้เฉพาะในอุปกรณ์เมาส์ซึ่งผ่านการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพโดยนักกีฬาอี-สปอร์ตทั่วโลก วันนี้ เทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ได้ถูกผสานลงในชุดหูฟังระดับแฟล็กชิปสำหรับอี-สปอร์ตและชุดคีย์บอร์ดสำหรับการเล่นเกมของเรเซอร์อย่างสมบูรณ์แบบเป็นที่เรียบร้อย   RAZER BLACKSHARK V2 PRO – ที่สุดแห่งพลังเสียงเพื่อชาวอี-สปอร์ต ชุดหูฟัง Razer BlackShark V2 Pro พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีเสียงและไมโครโฟนที่เคยสั่นสะเทือนวงการมาแล้วในรุ่น Razer BlackShark V2 ซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยก้านไมค์รุ่นใหม่และการเพิ่มห้องลำโพง และด้วยเทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ทำให้ชุดหูฟังนี้มอบสุดยอดคุณภาพเสียงที่ไม่สูญเสียรายละเอียดเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์เกมมิ่งแบบไร้สายที่มีความหน่วงต่ำ แบตเตอรี่ยังสามารถใช้งานได้นานต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมงและมีขอบเขตสัญญาณไร้สายไกลถึง 12 เมตร Razer BlackShark V2 Pro ยังคงใช้ไดรเวอร์ Razer™ TriForce Titanium 50 มม. เหมือนกับ Razer BlackShark V2 รุ่นก่อนซึ่งคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย  โดยรุ่นใหม่นี้จะเพิ่มห้องลำโพงเพื่อมอบเสียงที่เคลียร์ใสและชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมการปรับแต่งย่านความถี่ทั้งเสียงสูง กลาง และต่ำ แบบแยกแต่ละส่วน เพื่อมอบเสียงแหลมที่ชัดเจน เสียงกลางที่อิ่มแน่น และเสียงเบสที่กระหึ่มทรงพลัง ผสานกับเทคโนโลยี THX® Spatial Audio with Game Profiles สร้างพลังเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศาเพื่อมอบความได้เปรียบที่แตกต่างให้กับเกมเมอร์ ทำให้ Razer BlackShark V2 Pro เป็นชุดหูฟังไร้สายที่สมบูรณ์แบบเพื่อกีฬาอี-สปอร์ตอย่างแท้จริง Razer BlackShark V2 Pro ยังมาพร้อมไมโครโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด HyperClear Cardioid Microphone ขนาด 9.9 มม. ให้คุณภาพเสียงพูดที่ชัดเจนระดับอัลตร้าเพื่อการสื่อสารในทีมที่แม่นยำแม้อยู่ท่ามกลางสนามรบที่ดุเดือด ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนที่ปิดกั้นเสียงทั้งจากด้านหลังและด้านข้างได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้สวมใส่ชุดหูฟัง Razer BlackShark V2 สามารถได้ยินเสียงความถี่ต่ำอย่างชัดเจน อีกทั้งตำแหน่งไมค์ยังจัดวางได้อย่างเหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อให้ทีมของคุณไม่พลาดการสื่อสารในช่วงเวลาสำคัญของเกม Razer BlackShark V2 Pro มีน้ำหนักเบาเพียง 320 กรัม แต่มีความทนทานเป็นเลิศ พร้อมดีไซน์แป้นครอบแบบปิดสนิทหุ้มผ้าที่ให้สัมผัสนุ่มราวกับหนังซึ่งช่วยตัดเสียงรบกวนอันไม่พึงประสงค์จากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้คุณสามารถดื่มด่ำกับเกมโปรดได้อย่างต่อเนื่องยาวนานและปราศจากการรบกวน แป้นครอบหูยังหุ้มด้วยวัสดุเมมโมรี่โฟมที่มอบความนุ่มสบายเป็นพิเศษและช่วยลดแรงกด โดยทั้งส่วนหุ้มครอบหูและสายครอบศีรษะใช้ผ้าทอแบบ FlowKnit ที่สามารถระบายอากาศได้ดี จึงช่วยลดเหงื่อและความร้อนที่เกิดจากการกดทับผิวสัมผัสเป็นเวลานาน ด้วยความประณีตในการออกแบบเหล่านี้ จึงทำให้ Razer BlackShark V2 Pro เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายที่ตอบสนองทุกความต้องการของคอเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   RAZER DEATHADDER V2 PRO – ที่สุดแห่งเมาส์ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ DeathAdder เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2006 และจำหน่ายได้มากกว่า 10 ล้านชิ้นทั่วโลก ถือว่าเป็นเมาส์รุ่นยอดนิยมสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมาส์ของเรเซอร์ซึ่งได้รับความชื่อถือจากบรรดานักกีฬาอี-สปอร์ตระดับโลก ด้วยรูปทรงที่สอดคล้องตามหลักสรีระศาสตร์ ทำให้ DeathAdder คือจ้าวแห่งเมาส์ตัวจริง และเรเซอร์ได้ทำการอัปเกรดให้เป็นเวอร์ชั่นไร้สายด้วยเทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless แล้วในวันนี้ เมาส์รุ่นล่าสุด DeathAdder V2 Pro นำเสนอการเชื่อมต่อ 3 โหมด พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 120 ชั่วโมงเมื่อทำงานผ่านสัญญาณบลูทูธ และใช้ได้ 70 ชั่วโมงผ่านระบบไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ซึ่งจะมีความหน่วงสัญญญาณต่ำกว่า และยังสามารถชาร์จไฟด้วยสาย Razer™ Speedflex เพื่อให้เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องและชาร์จไฟไปได้พร้อมกัน ซึ่งความล้ำสมัยทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในเมาส์น้ำหนักเพียง 88 กรัม โดยไม่ต้องใช้ปลอกเมาส์ที่เจาะลายรังผึ้งเพื่อลดน้ำหนักแต่อย่างใด  นอกจากนี้ DeathAdder V2 Pro ยังติดตั้ง 2nd Gen Razer Optical Mouse Switches เพื่อสัมผัสการคลิกที่เฉียบคมและปราศจากความเสี่ยงของการเผลอดับเบิลคลิกโดยไม่ตั้งใจ สวิตช์ระบบออปติคัลที่รวดเร็วและเชื่อถือได้นี้ยังรองรับการคลิกได้มากถึง 70 ล้านครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดของตลาดเมาส์เกมมิ่งในปัจจุบัน ปุ่มที่ตั้งโปรแกรมได้ทั้ง 8 ปุ่มของ DeathAdder V2 Pro ยังสามารถตั้งค่าได้ตามความถนัดของผู้เล่นแต่ละคนผ่าน Razer Synapse 3 พร้อมความสามารถบันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบออนบอร์ดได้ถึง 5 รูปแบบ จึงสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นในเกมได้ในทันที DeathAdder V2 Pro ยังสามารถชาร์จไฟแบบไร้สายผ่านอุปกรณ์ Razer Mouse Dock Chroma (จำหน่ายแยก) ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัยให้กับชุดเกมมิ่งของคุณด้วยไฟ RGB ที่โฉบเฉี่ยว ผสานด้วยระบบ Razer Focus+ 20K DPI Optical Sensor อันชาญฉลาด การออกแบบส่วนจับด้านข้างแบบ Injection-molded และแผ่นรองเมาส์ซึ่งใช้วัสดุโพลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน 100% ทำให้ DeathAdder V2 Pro คือตัวเลือกเดียวของเกมเมอร์ตัวจริงอย่างไม่มีข้อแม้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   RAZER BLACKWIDOW V3 PRO – ที่สุดแห่งคีย์บอดระดับตำนาน BlackWidow V3 Pro คือสมาชิกใหม่ล่าสุดในคีย์บอร์ดตระกูล BlackWidow ที่มีชื่อเสียงก้องโลกและถือเป็นเกมมิ่งคีย์บอร์ดรุ่นแรกของเรเซอร์ เมื่อติดอาวุธด้วยเทคโนโลยีไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ทำให้ Razer BlackWidow V3 Pro นำเสนอประสิทธิภาพของคีย์บอร์ดตระกูล BlackWidow สู่การเล่มเกมแบบไร้สายแบบเต็มตัวด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 200 ชั่วโมง พร้อม Razer Mechanical Switches และ Doubleshot ABS keycaps ที่ปรับปรุงใหม่ ทำให้ Razer BlackWidow V3 Pro คือคีย์บอร์ดที่ทำให้โต๊ะเกมของคุณปราศจากความยุ่งเหยิงของสายไฟและดูเรียบร้อยสวยงามมากยิ่งขึ้น Razer BlackWidow V3 Pro ติดตั้ง Razer Mechanical Switches ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่พร้อมแป้นคีย์บอร์ดโปร่งใสเพื่อให้เห็นเอฟเฟกต์ Razer Chroma™ RGB ได้อย่างสวยงาม โดยออกแบบให้ Razer Yellow Mechanical Switches ทำงานได้เงียบขึ้นด้วยตัวดูดซับเสียงซิลิคอนใต้ปุ่มทุกปุ่มเพื่อมอบประสบการณ์เกมมิ่งที่เงียบยิ่งกว่า และด้วย Doubleshot ABS Keycaps อัปเกรดใหม่จึงช่วยต่อต้านการสึกหรอได้สูงสุดจากการใช้งานที่ต่อเนื่อง โดยแต่ละปุ่มสามารถกดได้กว่า 80 ล้านครั้งตลอดอายุการใช้งาน ทำให้เป็นคีย์บอร์ดที่เชื่อถือได้ ตอบสนองได้ฉับไว และพร้อมตะลุยไปกับคุณแม้ในเกมที่ดุเดือดที่สุด   BlackWidow V3 Pro มาพร้อมกรอบอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน มีปุ่มกดที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันพร้อมหน้าปัดดิจิทัลที่ทำงานได้แบบมัลติฟังก์ชั่น และติดตั้งแป้นพักมือเมื่อต้องเล่มเกมเป็นเวลานานและเพิ่มความสบายในการกดปุ่มหรือการพิมพ์ ด้วยโหมดการเชื่อมต่อ 3 โหมดที่เปลี่ยนได้จากสวิตช์ด้านข้าง ทำให้ BlackWidow V3 Pro สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลายชิ้น ทั้งผ่านระบบไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ผ่านสาย USB-C ที่ถอดได้ หรือผ่านการจับคู่อุปกรณ์ด้วยสัญญาณบลูทูธได้มากถึง 3 อุปกรณ์ ทำให้เป็นคีย์บอร์ดที่ทำงานได้อเนกประสงค์มากที่สุดในตระกูล BlackWidow ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ กรุณาดูข่าวประชาสัมพันธ์ได้ ที่นี่    เกี่ยวกับ RAZER BLACKSHARK V2 PRO หูฟัง การตอบสนองความถี่: 12 เฮิร์ต – 28 กิโลเฮิร์ตซ์ ความต้านทานต่อไฟฟ้า : 32 Ω @ 1 กิโลเฮิร์ตซ์ ค่าความไวต่อการตอบสนอง (@1 กิโลเฮิร์ตซ์): 100dBSPL/mW, 1 กิโลเฮิร์ตซ์ ไดรเวอร์: Customized Dynamic 50 มม. เส้นผ่าศูนย์กลางแป้นครอบหู: 65 x 40 มม. / 2.56 x 1.57 นิ้ว ประเภทการเชื่อมต่อ: ไร้สายแบบ 2.4 กิกะเฮิร์ต และหัวต่อ 3.5 มม. อายุแบตเตอรี่: ประมาณ 24 ชั่วโมง ความยาวสายไฟ: 1.3 เมตร / 4.27 ฟุต น้ำหนักโดยประมาณ: 320 กรัม / 0.71 ปอนด์  ครอบหูทรงไข่: วัสดุเมโมรี่โฟมนุ่มระบายอากาศได้ ระบบเสียง THX® Spatial Audio   ไมโครโฟน  การตอบสนองความถี่: 100เฮิร์ต – 10 กิโลเฮิร์ตซ์ อัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวน: ≥ 60 เดซิเบล ค่าความไวต่อการตอบสนอง (@1 กิโลเฮิร์ตซ์): -42 ± 3 เดซิเบล รูปแบบการรับเสียง: รับเฉพาะเสียงด้านหน้า - Supercardioid การบังคับบนฝาครอบ ปรับระดับเสียงขึ้นลง ปุ่มปิด/เปิดไมค์   การควบคุมเสียงและไมค์ขั้นสูงผ่าน Razer Synapse 3 ระดับเสียงไมค์​  บูสต์เสียงไมค์​ วอยซ์เกต (Voice gate) การปรับสัญญาณเสียงไมค์ (Mic equalizer)​ การปรับค่าเสียงมาตรฐาน (Volume normalization)​ การปรับความชัดของเสียงพูด (Vocal clarity) ​ การลดเสียงรบกวนจากภายนอก   การเชื่อมต่อสัญญาณเสียง เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ  ด้วยสายหัวต่อเครื่องเสียง 3.5 มม. เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ  ด้วยสายหัวต่อ USB    ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 179.99 ดอลลาร์ / 199.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563   เกี่ยวกับ DEATHADDER V2 PRO ระบบ True 20,000 DPI Focus+ Optical Sensor ความแม่นยำ 99.6%  ความไวสูงถึง 650 นิ้วต่อวินาที / อัตราเร่ง 50 G  การปรับค่าระยะ Lift-off/Landing ขั้นสูง Razer™ Optical Mouse Switches กดได้ 70 ล้านครั้ง ระบบไร้สายสองช่องทาง – Razer HyperSpeed (2.4 กิกะเฮิร์ต) และบลูทูธพลังงานต่ำ (BLE) ปุ่มแบบตั้งโปรแกรมอิสระ (7+1)  แผ่นรองเมาส์ใช้วัสดุโพลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน 100% (หนา 0.8 มม.) ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์มือขวาพร้อมทำผิวสัมผัสด้านข้าง ล้อเลื่อนเกรดสำหรับการเล่นเกม On-The-Fly Sensitivity Adjustment (Default stages: 400/800/1600/3200/6400) บันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบออนบอร์ดได้ (4+1 รูปแบบ)  รองรับ Razer Synapse 3      เอฟเฟกต์แสงไฟ Razer Chroma™ RGB ปรับแต่งสีได้ 16.8 ล้านสี การปรับค่าสีให้สอดคล้องกันระหว่างอุปกรณ์ สายชาร์จ Speedflex cable ยาว 1.8 เมตร / 6 ฟุต ใช้ได้กับ Razer Mouse Dock Chroma (จำหน่ายแยก) อายุแบตเตอรี่: ประมาณ 70 ชั่วโมงเมื่อใช้ Razer HyperSpeed Wireless, 120 ชั่วโมงเมื่อใช้ระบบบลูทูธพลังงานต่ำ (BLE) (ระยะเวลาโดยประมาณเมื่อไม่ใช้แสงไฟ อายุแบตเตอรี่แปรผันตามการตั้งค่าใช้งาน) ขนาดโดยประมาณ: 127.0 มม. / 5 นิ้ว (ความยาว) x 61.7 มม. / 2.43 นิ้ว (ความกว้างส่วนจับ) x 42.7 มม. / 1.68 นิ้ว (ความสูง) น้ำหนักโดยประมาณ: 88 กรัม / 3.1 ออนซ์ (ไม่รวมตัวรับสัญญาณ) ใช้ได้กับ Xbox One สำหรับการป้อนค่าพื้นฐาน   ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 129.99 ดอลลาร์ / 149.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563   เกี่ยวกับ BLACKWIDOW V3 PRO เทคโนโลยไร้สาย Razer HyperSpeed Wireless Technology Razer Mechanical Switches ออกแบบสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ รองรับการกดได้ถึง 80 ล้านครั้ง ระบบไฟแบ็กไลต์ Razer Chroma™ RGB ปรับแต่งได้ 16.8 ล้านสี ประเภทการเชื่อมต่อ: Razer HyperSpeed (2.4 กิกะเฮิร์ต) / บลูทูธ / ต่อสาย (USB-C) อายุแบตเตอรี่: สูงถึง 200 ชั่วโมง (ปิดไฟ RGB) แป้นพักมือหุ้มหนังเทียมตามหลักสรีระศาสตร์  หน้าปัดดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ปุ่ม Media keys 4 ปุ่ม การบันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบผสมออนบอร์ดและบนคลาวด์มากถึง 5 โปรไฟล์ รองรับ Razer Synapse 3 ระบบกดปุ่มพร้อมกันได้หลายปุ่ม (N-key roll-over) ปุ่มตั้งโปรแกรมได้ทั้งหมดพร้อมระบบ on-the-fly macro recording ตัวเลือกโหมดเกมมิ่ง อัตราการตอบสนอง (Ultrapolling) 1000 เฮิร์ต โครงสร้างอลูมิเนียม    ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 229.99 ดอลลาร์ / 249.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563 เกี่ยวกับ Razer เครื่องหมายการค้ารูปงูสามหัวของ Razer ถือเป็นหนึ่งในตราสัญลักษณ์ที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุดในชุมชนเกมมิ่งและอี-สปอร์ตระดับโลก โดยบริษัทได้ออกแบบและพัฒนาเครือข่ายสำหรับผู้เล่นเกมโดยเฉพาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งผสานฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน ภายใต้ฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกทวีป Razer มีฮาร์ดแวร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย ทั้งอุปกรณ์ต่อพ่วงประสิทธิภาพสูงสำหรับเกมมิ่ง เกมมิ่งโน้ตบุ๊กตระกูล Blade รวมถึง Razer Phone ที่ได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์จาก Razer ที่รวมแล้วมีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านรายนั้น ประกอบด้วย Razer Synapse (แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์) Razer Chroma RGB (ระบบเทคโนโลยีแสงไฟ RGB เอกสิทธิ์เฉพาะของบริษัท) และ Razer Cortex (ซอฟต์แวร์เพื่อปรับปรุงการเล่นเกมและศูนย์รวมบริการ) ส่วนทางด้านบริการต่างๆ ของ Razer ก็เช่น Razer Gold ที่ถือเป็นบริการเครดิตแบบเสมือนสำหรับเกมเมอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง และ Razer Fintech หนึ่งในหน่วยงานด้านเทคโนโลยีทางการเงินภายใต้การบริหารงานของเรเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และมีสำนักงานใหญ่สองแห่งในเออร์ไวน์ (แคลิฟอร์เนีย) และสิงคโปร์ Razer ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ 17 แห่งทั่วโลกและได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกสำหรับเกมเมอร์ PRESS CONTACTS Thailand Phiroonrak Chaowprom [email protected]  Americas Kham Lam [email protected]   EMEA Maren Epping [email protected] China Evita Zhang [email protected] Asia Pacific Vanessa Li [email protected] Global Jan Horak [email protected] Razer - For Gamers. By Gamers.™ ###
24 Sep 2020
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
ผลการค้นหา : "it"
Windows 11 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ พร้อมให้อัปเกรดปลายปีนี้
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ สำหรับ Window รุ่นใหม่เมื่อคืนนี้เวลา 22.00 ซึ่งตัวเต็มจะเปิดให้อัปเกรดได้ฟรีช่วงปลายปี 2021 นี้ แต่สำหรับคนที่อยากเข้าไปช่วย Microsoft ทดสอบระบบ ก็สามารถอัปเกรดได้เลยผ่าน เว็บไซต์ของ Microsoft วันนี้ ซึ่งผมจะไม่แนะนำเท่าไหร่สำหรับเครื่องทำงาน เพราะอาจทำให้เปิดโปรแกรมบางตัวไม่ได้ครับสำหรับคนที่กำลังสงสัยว่าเจ้า Window รุ่นใหม่นี้จำเป็นต้องใช้เครื่องสเปกขนาดไหน วันนี้ทาง Microsoft ก็ได้เผยสเปคที่ต้องใช้ออกมาแล้วเช่นกัน แม้จะเป็น Window รุ่นใหม่ แต่เหมือนในเรื่องของๅ RAM อาจยังไม่ซีเรียสขนาดนั้น เมื่อตัวระบบต้องการแค้ 4GB สำหรับ CPU ก็ถือว่าไม่ได้เป็นความต้องการสูงอะไร ส่วนเรื่องว่าจะเสถียรขนาดไหนปลายปีนี้ได้รู้พร้อมกันครับ
25 Jun 2021
AMD เผย ผู้พัฒนาต้องใช้แค่ 2 - 3 วันเท่านั้นในการเพิ่ม FSR เข้าไปในเกม
เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจจริงๆ สำหรับ FidelityFX Super Resolution ที่มีความสามารถแบบเดียวกับ DLSS ของ Nvidia แต่เปิดให้ใช้งานได้อย่างอิสระไม่จำกัดว่าผู้ใช้งานต้องมีการ์ดจอของ AMD โดยเจ้า FSR จะช่วยเพิ่ม FPS ให้กับเกมของผู้เล่นได้อีก 50 - 100% โดยไม่เสียความละเอียดของภาพ และความสวยงามของกราฟิกไป ก่อนหน้านี้ AMD ได้ประกาศว่ามี 7 เกมที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้ของพวกเขา ซึ่งดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วอยู่ในตอนนี้AMD ได้มีการอัปโหลดวิดีโอสัมภาษณ์กับผู้พัฒนา 7 - 8 เจ้า ซึ่งแต่ละคนก็กล่าวชมเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้ของ AMD ว่าช่วยให้เกมของพวกเขามีกราฟิกที่สวยงามขึ้น แต่ส่วนที่น่าสนใจคือการยืนยันจากผู้พัฒนาว่า เทคโนโลยีตัวนี้สามารถทำงานด้วยง่ายมาก มันใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นในการเพิ่มเข้าไปในเกม และด้วยความที่มันจะสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใส่มันเข้าไปในเกมของพวกเขาอย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของ FSR ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องให้เวลาเป็นตัวตัดสินไปอีกสักพัก ยังไม่มีใครรู้ว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะช่วยให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ดีขนาดไหนเมื่อเทียบกับ DLSS ที่ AI มีโอกาสได้เรียนรู้มาก่อนแล้วเป็นเวลา 2 - 3 ปี แต่ถ้าหากว่า FSR สามารถทำงานได้ดีเทียบเท่า หรืออย่างน้อยไม่น้อยหน้า DLSS นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการเกมเลยทีเดียวCredit : https://gamingbolt.com/its-taking-developers-just-a-few-days-to-add-amds-fsr-to-their-games
24 Jun 2021
เปิดรายชื่อ CPU ที่เหมาพจะซื้อมาเล่นเกมที่สุดประจำปี 2021
วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการมาได้สักพักแล้วสำหรับ CPU รุ่นใหม่ของ Intel และ AMD ซึ่งถือว่าแรงมากขึ้นพอสมควรเลยเมื่อเทียบกับโมเดลเก่า บวกกับการที่ราคาของการ์ดจอในตลาดเริ่มจะตกลงแล้ว ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้เริ่มประกอบคอมเพื่อมาใช้เล่นเกม ยิ่งปลายเดือนหน้ากำลังจะมีงาน Commart ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเข้าไปใหญ่ก่อนหน้านี้ช่วงต้นปีเราได้เคยทำ รายชื่อการ์ดจอที่น่าซื้อมากที่สุดสำหรับเล่นเกมออกมาแล้ว มาคราวนี้ก็ถึงคิวคราวของ CPU กันบ้าง ว่ารุ่นไหนเหมาะจะซื้อมาใช้เล่นเกมมากที่สุด แต่ก่อนจะไปเริ่มตรงนั้นกัน ผู้เขียนอยากอธิบายก่อนว่า CPU ที่เหมาะจะนำมาใช้สำหรับเล่นเกมมากที่สุดเป็นแบบไหน และเพราะอะไร เพื่อที่จะได้เห็นภาพตรงกันว่าทำไม CPU ที่อยู่ในอันดับถึงเหมาะจะนำมาใช้เล่นเกมมากที่สุดครับCPU แบบไหนถึงเหมาะจะซื้อมาใช้เล่นเกม?ก่อนอื่นถ้าหากใครกำลังมีความเชื่อว่า "ของที่แพง คือของที่ดี" ขอให้เปลี่ยนความคิดนั้นใหม่ เมื่อพูดถึงการประกอบคอมครับ ในการเล่นเกมสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่ายังไงก็คือในส่วนของการ์ดจอ มันไม่ได้มีประโยชน์มากนักหากจะทุ่มงบส่วนใหญ่ไปกันการซื้อ CPU ราคาแพงๆ มาใช่ และสำหรับการเล่นเกมการมี Clock Speed สูงๆ มีประโยชน์มากกว่าการที่มีจำนวน Core เยอะๆ ดังนั้น CPU รุ่นที่เหมาะกับการเล่นเกมมากที่สุด จึงมักไม่ใช่รุ่นราคาแพงแต่เป็นรุ่นราคากลางๆ มากกว่าในช่วง 1 - 2 ปีมานี้ หลายคนน่าจะได้ยินคำว่า AMD น่าซื้อกว่า Intel แต่สำหรับการเล่นเกมแล้วอย่างน้อยในตอนนี้ มันไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากถ้าหากวันจัดจาก Clock Speed แล้ว CPU ตัวที่เหมาะจะซื้อมาเล่นเกมมากที่สุดยังคงเป็นของ Intel โดยจากผบทดสอบของ CPU เกือบทั้งหมดที่มีในตลาดโดย Tom's Hardware ข้างล่างนี้จึงทำให้ได้ข้อสรูปว่า ตัวไหนเหมาะที่จะซื้อมาเล่นเกมมากที่สุด1.) Intel Core i5-11600KArchitecture: Rocket Lake | Socket: LGA 1200 | Cores/Threads: 6 / 12 | Base Frequency: 3.9GHz | Top Boost Frequency: 4.9GHz | TDP: 125Wโดยประสิทธิภาพแล้ว Core i5-11600K ถือว่าแรงกว่า Ryzen 5 5600X อยู่เล็กน้อย แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าเกือบ 1,000 บาท () แถมยังมีรุ่น Core i5-11600KF ซึ่งไม่มีการ์ดจอแถมยังถูกกว่าให้เลือกซื้ออีก จึงทำให้ CPU ตัวนี้ถือว่าดีที่สุดในตลาดตอนนี้ แน่นอนว่าในเรื่องการ Overclock เจ้าตัวนี้ก็สามารถลากขึ้นไปได้สูงมากๆ ไม่แพ้ Ryzen 5 5600X เลย อย่างไรก็ตามถ้าหากจะนำไป OC เพื่อนๆ ควรดูแลการระบายความร้อนให้ดีด้วย สำหรับ CPU รุ่นนี้ไม่ได้มี Heat Sink แถมมาให้ด้วย ดังนั้นอย่าลืมเพื่อเงินไว้ซื้อ AIO หรือ Heat Sink Tower ดีๆ ด้วยนะครับอันดับร่วม AMD Ryzen 5 5600XArchitecture: Zen 3 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 6 / 12 | Base Frequency: 4.1GHz | Top Boost Frequency: 4.8GHz | TDP: 65Wอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าถ้าวัดกันที่ความแรง Ryzen 5 5600X แทบจะเท่ากับอันดับ 1 ของเราเลย แต่ถ้าหากเพื่อนๆ กำลังใช้การ์ดจอของทาง AMD อยู่ เจ้าตัวนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากจะทำให้สามารถใช้งานระบบ smart access memory ของทาง AMD ได้ และมันจะช่วยดัน FPS ให้กับเพื่อนๆ ได้มากขึ้นไปอีก ดังนั้นสำหรับคนที่ใช้งานการ์ดจอ จากทาง AMD อยู่ เราเชื่อว่า Ryzen 5 5600X คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของคุณในตอนนี้สำหรับการเล่นเกมอีกหนึ่งข้อดีคือการที่ CPU ของทาง AMD กินไฟน้อยกว่าทาง Intel ส่งผลให้เพื่อนๆ อาจสามารถลดราคาตัว Power Supply ลงมาเป็นรุ่นที่จ่ายไฟน้อยกว่าได้ และนำส่วนต่างดังกล่าวไปอัปเกรดชิ้นส่วนอื่นเพิ่ม แต่อย่างที่บอกไปว่าราคาตั้งต้นของทาง Intel ในเจนนี้มีราคาที่ถูกกว่า ดังนั้นมันจึงเหมือนทดแทนในส่วนนี้ไปมากกว่า แต่โดยรวมแล้วเจ้ารุ่นนี้กับ Core i5-11600K ถือเป็น CPU ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในตอนนี้ทั้งคู่ครับ 2.)  AMD Ryzen 9 5950XArchitecture: Zen 3 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 16/32 | Base Frequency: 3.4GHz | Top Boost Frequency: 4.9GHz | TDP: 105Wสุดยอด CPU ที่แรงที่สุดในโลกสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในตอนนี้ ด้วยจำนวน Cores/Threads ที่สูงมาก จึงทำให้ดัน FPS ได้มากที่สุด แต่ก็มีราคาเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับ AMD Ryzen 5 5600X และ Intel Core i5-11600K ด้วย Performace ที่ไม่ได้เพิ่มสู่งเท่ากับราคาที่ต้องจ่าย จึงทำให้ CPU รุ่นนี้ตกมาอยู่ในอัน 2 แต่ถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่มักเปิดใช้งานโปรแกรมหลายๆ อย่างพร้อมกันเช่น ตัดต่อวิดีโอ พร้อมกราฟิก หรือสตรีมมิ่งไปด้วย เล่นเกมไปด้วย เจ้า CPU รุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกดีที่สุดแล้วในตอนนี้เอาแบบตรงๆ คือ ถ้าหากเพื่อนแค่ต้องการประกอบคอมขึ้นมาเล่นเกมอย่างเดียว เราไม่แนะนำให้ใช้ AMD Ryzen 9 5950X เนื่องจากสิ่งที่ได้มันไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่าย สู้ซื้อรุ่นรองลงมาอย่าง AMD Ryzen 5 5600X และ Intel Core i5-11600K แล้วเอาส่วนต่างไปลงให้กับ GPU จะช่วยให้ได้ประสบการณ์เกมมิ่งที่ดีกว่า แต่ถ้าหาก PC เครื่องนี้จะใช้สำหรับการทำงานหนักๆ อย่าง 3D, ตัดต่อวิดีโอ, ทำ Visual Effects เจ้า AMD Ryzen 9 5950X คือตัวเลือกดีที่สุดแล้วในตลาดตอนนี้3.) AMD Ryzen 7 5800XArchitecture: Zen 3 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 8 / 16 | Base Frequency: 3.8GHz | Top Boost Frequency: 4.7GHz | TDP: 105Wถ้าหากกำลังตามหา CPU ที่มีราคาไม่แพงเกินไป ใช้ทำงานก็ดี เล่นเกมก็ยอดเยี่ยม AMD Ryzen 7 5800X คือตัวเลือกดีที่สุดในตอนนี้ ขอเสียคืออาจจะหาซื้อยากเสียหน่อยในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นรุ่นที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก ด้วยประสิทธิภาพ และราคาจึงทำให้รุ่นนี้ได้อันดับ 3 ไปอย่างไม่มีข้อกังขา และถ้าพูดถึงความแรงของ Single Thread รุ่นนี้ก็ถือว่าเทียบเท่ากับ AMD Ryzen 5 5600X เลย แต่ด้วยจำนวน Cores ที่มากกว่าจึงทำให้มันเหมาะจะใช้ทำงานอื่นๆ ด้วยบางคนอาจตั้งคำถามว่า "แบบนี้ Intel Core I7-11700K ไม่ถือเป็นตัวเลือกที่ควรจะได้อันดับเดียวกันรึเปล่า? เพราะมีราคา และประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน?" คำตอบคือ AMD Ryzen 7 5800X สามารถเอาไปใช้งานกับบอร์ดได้หลากหลายกว่า และช่วยประหยัดเงินในส่วนนั้นได้มากกว่า จึงทำให้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไป4.) Intel Core i5-11400Architecture: Rocket Lake | Socket: LGA 1200 | Cores/Threads: 6/12 | Base Frequency: 2.6GHz | Top Boost Frequency: 4.4GHz | TDP: 65Wดูรุ่นที่สามารถเอาไป Over Clock ได้กันไปเยอะแล้ว มาดูรุ่นธรรมดาๆ กันบ้าง สำหรับ Intel Core i5-11400 อาจถือเป็นรุ่นราคาถูกที่น่าซื้อมาใช้สำหรับเล่นเกมที่สุดในตลาดแล้ว (ในไทยประมาณ 6,000 - 7,000 เท่านั้น) และยังถูกลงมาได้อีกสำหรับรุ่นที่ไม่มีการ์ดจอมาด้วยอย่าง Intel Core i5-11400F ในเรื่องของประสิทธิภาพก็แรงมากกว่า Ryzen 5 3600 ที่ราคาเท่าๆ อยู่ประมาณ 20%แม้ว่าโดยรวมแล้วจะไม่แรงเทียบเท่ากับรุ่นที่มีรหัส X หรือ K แต่ก็ถือว่าเป็น CPU สำหรับคนงบน้อยที่ดีมากๆ ตัวหนึ่ง สามารถเอางบที่มีจำกัดไปเพิ่มตรงส่วนของ GPU เพื่อให้ได้ FPS และประสบการณ์เกมมิ่งดีที่สุดได้เลย 5.) AMD Ryzen 3 3300XArchitecture: Zen 2 | Socket: AM4 | Cores/Threads: 4/8 | Base Frequency: 3.8GHz | Top Boost Frequency: 4.3GHz | TDP: 65Wสำหรับคนที่งบน้อยลงมาอีก Ryzen 3 3300X คงถือเป็นรุ่นที่เหมาะสมมากที่สุดแล้ว ด้วย Cores/Threads: 4/8 จึงทำให้เจ้ารุ่นนี้สามารถดันกราฟิกระดับ Low - Medium ได้แบบสบายๆ นอกจากนี้ยังเป็น CPU รุ่นที่รองรับ PCIe 4.0 ทำให้ยังสามารถต่อ SSD M.2 รุ่นใหม่ได้แบบสบายๆ นอกจากนี้ CPU ที่กินไฟน้อย มีความแรงระดับเริ่มต้นแบบนี้ ยังช่วยให้ประหยัดค่าอุปกรณ์ระบายความร้อนได้ด้วยอย่างที่บอกไปว่า CPU รุ่นนี้แนะนำสำหรับคนที่งบจำกัดจริงๆ เท่านั้น เนื่องจากอาจเกิดอาการขอขวดได้เมื่อนำไปใช้กับ GPU รุ่นใหม่ตัวแรงอย่าง RTX 3070 ขึ้นไป สำหรับบอร์ดที่เราแนะนำสำหรับ CPU รุ่นนี้คือ B550 ขึ้นไปเนื่องจากจะได้สามารถเข้าถึงช่องเสียบ PCIe 4.0 ได้โดยง่าย 
21 Jun 2021
รีวิว Asus Flow X13 ที่สุดของโน๊ตบุ๊ค เล่นเกมได้ ทำงานก็ดี เป็น Tablet ก็สามารถ
โดยปกติแล้วโน๊ตบุ๊คสำหรับชาวเกมเมอร์อย่างเราๆ มักจะมาพร้อมกับสเปคที่แรง หน้าจอ HZ สูงๆ และระบบระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม ซึ่งเพื่อให้มีทั้งหมดที่ผมกล่าวมา มันมักจะทำให้ โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งต่างๆ มีน้ำหนักมากกว่า 2 KG และพกพาไปที่ต่างๆ ได้ลำบากเนื่องจากน้ำหนักที่มากเกินไป และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เลือกที่จะเอาโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งมาเป็นเครื่องทำงานเนื่องจากพกพาลำบาก    แล้วถ้าหากว่าโลกใบนี้มีโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มีน้ำหนักเพียงแค่เที่ยบเท่ากับ Tablet เพื่อนๆ จะคิดเช่นไร? เป็นไปได้หรือไม่ ที่โน๊ตบุ๊คเล่นเกมจะมีน้ำหนักแค่ 1.3 KG วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ Asus Flow X13 เครื่องรุ่นใหม่จากทาง Asus ที่มาพร้อมกับความสามารถทุกอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นครับสเปคOperating System : Windows 10 HomeCPU : AMD Ryzen™ 9 5900 / 5980 HSGraphic Card : NVIDIA® GeForce® GTX 1650 4GB GDDR6 / 3050TiRAM : 16 / 32 GB LPDDR4X on boardStorage : 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSDDisplay : 13.4-inch WUXGA 1920x1200, 120Hz, Pantone ValidatedKeyboard : Backlit Chiclet Keyboardเพื่อตอบสนองต่อการใช้งานที่หลากหลายมากที่สุด Flow X13 มาพร้อมกับ CPU รุ่นแรงอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง Ryzen 9 5900Hs แรม On Board แบบ 16 / 32 GB และ SSD ความจุเริ่มต้น 1 TB สามารถอัพเกรดเพิ่มได้ ซึ่งมักจะต่างจากโน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่เห็นอยู่เต็มตลาดตรงที่ เราแทบไม่จำเป็นต้องอัพเกรดอะไรเครื่องนี้เพิ่มอีกแล้ว ยกเว้นในส่วนเดียวคือการ์ดจอที่ให้มาเป็นรุ่น GTX 1650 เท่านั้นสำหรับราคาเริ่มต้น แต่จุดขายของ Flow X13 ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับ Asus XG Mobile 2021 การ์ดจอต่อแยกสำหรับโน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะAsus XG Mobile 2021 คือการ์ดจอ RTX 3080 ที่มาในรูปร่างหน้าตาเหมือน External Harddisk ให้ผู้ใช้งานสามารถเล่นเกม หรือใช้งานโปรแกรมที่ต้องการความสามารถของการ์ดจอได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดอาการคอขวดจากการที่ CPU แรงไม่พ่อ เนื่องจาก Flow X13 มาพร้อมกับ CPU ที่แรงระดับต้นๆ ของโลกแล้ว ส่งผลให้การใช้งาน Flow X13 ร่วมกับ Asus XG Mobile 2021 ได้ทำให้มันกลายเป็นโน๊ตบุ๊คระดับ High End ที่สามารถใช้งานได้ทุกรูปแบบอย่างแท้จริงฟีเจอร์สำคัญของ Flow X13จุดเด่นแรกของเจ้าเครื่องรุ่นนี้เห็นจะเป็นการที่สามารถพับหน้าจอได้แบบ 360 องศา คือสามารถพับจนหน้าจอขนานกับตัวเครื่องส่วนคีย์บอร์ดได้เลย บวกกับหน้าจอที่สามารถ Touchscreen ได้ มันจึงทำให้เจ้าเครื่องนี้สามารถเป็นได้ทั้งโน๊ตบุ๊ค และ Tablet ซึ่งมีประโยชน์มากในบางโอกาสเช่นเล่นเกมการ์ดออนไลน์อย่าง Hearthstone, Magic The Gathering หรือเกมอะไรก็ตามที่ใช้การเล่นแบบ Touch Screen ได้ แต่ความพิเศษของเจ้า Flow X13 ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะ Asus ได้แถมปากกาสำหรับหน้าจอมาให้ด้วยด้วยปากกาสำหรับหน้าจอ Touch Screen กับการพับหน้าจอให้อยู่ในลักษณะไหนก็ได้ จึงทำให้ Flow X13 เป็นเครื่องที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบวาดรูป หรือทำงานศิลปะด้วยเช่นกัน ส่งผลให้นอกจากเป็นเครื่องที่เหมาะจะเอาไว้เล่นเกมแล้ว Flow X13 ยังเกิดมาเพื่อตอบสนองความต้องการในด่านอื่นๆ ด้วยเช่นกันที่นี่หลายคนอาจกังวลว่า "เครื่องเล่นเกมแบบนี้จะมีแบตที่ใช้งานได้นานรึเปล่า?" เนื่องจากปกติการเอาโน๊ตบุ๊ค ออกไปทำงานนอกบ้าน โดยเฉพาะงานศิลปะจะเป็นเรื่องยุ่งยาก และน่ารำคาญมากหากต้องพกสายชาร์จไปไหนมาไหนด้วย ในส่วนนี้ Asus ก็ได้คิดเพื่อมาให้แล้วเช่นกัน Flow X13 เพราะเจ้าแบตของเครื่องรุ่นนี้สามารถ เล่นวิดีโอได้นานถึง 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นการเอาไปใช้งานนอกสถานที่ก็หมดกังวลเรื่องแบตหมดระหว่างวันได้เลย อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเครื่องรุ่นนี้เมื่อใช้งานร่วมกับ Asus XG Mobile 2021 แล้วจะกลายเป็นเครื่องเล่นเกมระดับ High End เลย พอเอาไปรวมกับการที่สามารถปรับหน้าจอได้อย่างอิสระ จึงทำให้ Flow X13 สามารถใช้เป็นหน้าจอที่สอง สำหรับคนที่ต่อจอมอนิเตอร์แยก เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานด้านอื่นๆ ได้ เช่นใช้สำหรับอ่านข้อความคนดูระหว่างสตรีมมิง, ใช้เป็นหน้าจอสำหรับเล่น Social Media หรือใช้เป็นฐานเมาส์ปากกาสำหรับการทำงานก็ได้เช่นกันBenchmark สำหรับผลการ Benchmark ในรอบนี้ต้องยอมรับเลยว่าน่าเสียดายจริงๆ ที่ผมไม่สามารถหา Asus XG Mobile 2021 มาต่อเพื่อแสดงผลแบบเต็มประสิทธิภาพจริงๆ ได้ ดังนั้นผลที่เพื่อนๆ กำลังจะได้ดูต่อไปนี้คือผลที่ทดสอบด้วยการ์ดจอ GTX 1650 แต่การมาพร้อมกับ AMD Ryzen™ 9 5980HS จะช่วยดัน FPS ของเครื่องได้มากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมากอยู่เหมือนกัน โดย 3 เกมที่ผมจะเอาผลมาโชว์ในวันนี้คือ Assassin's Creed Valhalla, Days Gone และ Shadow of Tomb Raider ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไงไปดูกันShadow of Tomb Raider เรียกได้ว่าไม่แย่เลยสำหรับเกมนี้ที่ต่อให้ตั้งค่าเป็นแบบ High ก็ยังสามารถทำ FPS เฉลี่ยได้อยู่ 47 มีร่วงลงไปถึง 37 บ้าง แต่โดยปกติก็จะอยู่ที่แถวๆ 47 - 64 ถือได้ว่าทดแทนการทำงานในส่วนของ GPU ได้ดีจริงๆ กับ  AMD Ryzen™ 9 5980HDays Goneอดีตเกม Exclusive ของ PS4 ที่เพิ่งจะลงให้กับ PC ไปเมื่อไม่นานนี้เอง เจ้า Flow X13 ก็สามารถเล่นได้ด้วย FPS เฉลี่ยที่ประมาณ 43 FPS โดยจะแกว่งอยู่ที่ประมาณ 39 - 57 FPS เลยทีเดียวตลอดระยะเวลาที่เล่น อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่เกมนี้ไม่ได้มี Benchmark มาให้ด้วย ไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากกว่านี้ครับ Assassin's Creed Valhallaสำหรับเกมนี้เหมือนว่าแรมของการ์ดจอเพียงแค่ 4 GB จะน้อยเกินไปหน่อย และ GTX 1650 ก็ดูจะไม่สามารถเล่นเกมที่จำเป็นต้องใช้พลังของ GPU สูงๆ อย่างเกมนี้ได้หากไม่ต่อการ์ดจอแยก โดย FPS เฉลี่ยที่ทำได้อยู่ที่ 22 FPS เท่านั้นลงไปต่ำสุดที่ 17 FPS และสูงสุดที่ 25 FPS ดังนั้นสำหรับเกมเจนใหม่อื่นๆ คิดว่าลำพังแค่เจ้า Flow X13 น่าจะเอาไม่อยู่ แต่หากต่อ Asus XG Mobile 2021 คิดว่าปรับสุดทุกอย่าง + 4K ก็ยังไหวครับเรื่องของราคาสำหรับราคาของเจ้า Flow X13 ต้องยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในระดับที่เรียกว่าถูกเลย สำหรับสเปคขั้นต่ำสุดที่ได้ CPU เป็น AMD Ryzen™ 9 5900HS และ Ram 16 GB จะเริ่มต้นที่ 49,990 บาท ส่วนรุ่นที่มีการ์ดจอเพิ่มขึ้นมาเป็น 3050Ti จะมีราคาอยู่ที่ 59,990 บาท ส่วนตัวท็อปที่มาพร้อมกับ CPU ตัวแรง กับ Ram 32 GB พร้อมกับการ์ดจอแยกจะมีราคาสูงถึง 109,900 บาทเลยทีเดียว (ข้อมูลเพิ่มเติมลิงก์นี้)ก็คงต้องยอมรับกันตรงนี้ว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อเจ้า Asus Flow X13 ไปใช้งาน แต่ถ้าหากเพื่อนๆ มีทุน และกำลังมองหาเครื่องพกพาที่สามารถทำงานได้ เล่นเกมดี เป็น Tablet ก็สามารถ คิดว่าในโลกนี้ตอนนี้คงไม่มีเครื่องไหนจะเหมาะสมไปกว่าเจ้า Flow X13 อีกแล้ว ลองพิจารณากันดูครับ ว่าเราอยากได้เจ้าเครื่องนี้มากขนาดไหน รวมถึงปกติเราเป็นคนเล่นเกมอะไร เชื่อว่าจะทำให้เพื่อนๆ ตัดสินใจได้ไม่ยากว่าซื้อ หรือไม่ซื้อครับ
07 Jun 2021
AMD ประกาศเตรียมปล่อย FSR วันที่ 22 มิถุนายน โดยจะทำงานแบบเดียวกับ DLSS
ในขณะที่ทาง Nvidia ได้สร้างกระแสด้วยเทคโนโลยี DLSS มาแล้วระยะหนึ่ง ตอนนี้ AMD ก็ได้ประกาศคู่แข่งของ DLSS ออกมาแล้วในชื่อ FidelityFX Super Resolution (FSR) คือ เทคโนโลยีใหม่ที่จะเพิ่ม FPS และคุณภาพของกราฟิกสำหรับเกมที่รองรับ FSR จะมีพรีเซ็ตให้ 4 ตัวที่มีระดับต่างกันให้กับผู้เล่น โดยแต่ละตัวจะเพิ่มความละเอียดและเพิ่ม FPS แตกต่างกันAMD ได้ยืนยันแล้วว่า FSR จะเป็นโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ และมันยังสามารถรองรับ Radeon RX ได้ทั้งหมด และยังไม่จำกัดกับ GPU รุ่นใหม่ล่าสุดด้วย โดยจะสามารถใช้ได้บนการ์ดจอของคู่แข่งด้วยตั้งแต่รุ่น Nvidia’s 10 Series ขึ้นไป และทาง AMD ยังยืนยันด้วยว่ารองรับทั้ง DirectX 12, Vulkan และ DirectX 11 อีกด้วยFidelityFX Super Resolution จะปล่อยให้ใช้งานในวันที่ 22 มิถุนายน โดยสามารถดูการประกาศของ AMD เรื่อง FSR ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้<iframe width='560' height='315' src='https://www.youtube.com/embed/eHPmkJzwOFc' title='YouTube video player' frameborder='0' allow='accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture' allowfullscreen></iframe>Credit : https://gamingbolt.com/amd-fidelityfx-super-resolution-is-launching-on-june-22
02 Jun 2021
Gigabyte และ MSI เผยโฉมกล่องการ์ดจอ RTX 3070 TI แล้ว NVIDIA เผยสเปค RTX 3080 TI อย่างละเอียดเช่นกัน
ประกาศไลฟ์สตรีมที่คาดว่าจะเป็นการเปิดตัว 3070 Ti กับ 3080 Ti แล้วตามข่าวลือ แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 วันนี้ทาง Gigabyte กับ MSI ก็ได้ทำการเผยโฉมกล่อง รวมถึงหน้าตาของการ์ด 3070 Ti และ 3080 Ti แล้ว สำหรับโมเดลที่ Gigabyte คือรุ่นสีข่าวอย่าง Vision ส่วน MSI ได้เผยกล่องของรุ่น Ventus และ SuprimX ของ RTX 3070 TI ทั้งหมดไม่ได้มีหน้าตาต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่เคยเปิดตัวมาแล้ว แต่จะต่างกันในเรื่องของสเปคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ 3080 Ti ที่มาพร้อมกับหัวประมวลผลถึง 10240 CUDAs น้อยกว่า 3090 เพียงแค่ 256 CUDAs เท่านั้น(ขอบคุณภาพจาก VideoCardz)สำหรับการกินไฟของ 3080 TI ก็เทียบเท่ากับ 3090 เลยคือ 350W ตัวการ์ดจะมี Base Clock กับ Boost Clock (เอาง่ายๆ ก็ความแรง) น้อยกว่าเพียงเล็กน้อย ที่ต่างกันเลยคือเรื่องของหน่วยความจำที่ให้มา 12 GB ส่งผลให้การ์ดใบนี้น่าจะเล่นเกมแบบ 8K เช่นเดียวกัน 3090 ไม่ได้ แต่สำหรับ 4K แบบปรับสุดทุกอย่างคิดว่าเอาอยู่แบบสบายๆ เลยครับCredit : https://videocardz.com/newz/nvidia-geforce-rtx-3080-ti-final-specifications-confirmed
28 May 2021
NVIDIA ประกาศไลฟ์สตรีมวันจันทร์หน้า คาดเปิดตัว 3070 Ti กับ 3080 Ti ตามข่าวลือ
หลังจากที่มีข่าวลือเกี่ยวกับรุ่น Ti สำหรับ RTX 3070 กับ RTX 3080 มาหลายวัน ในที่สุด NVIDIA ก็ได้ประกาศเตรียมปล่อยไลฟ์สตรีมในวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 ตามข่าวลืออย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ คาดเปิดตัวพร้อมเผยราคา กับวันวางจำหน่ายด้วยพร้อมๆ กันสำหรับ RTX 3080 Ti จากข้อมูลก่อนหน้านี้จะมีหัวประมวลผลที่แรงเกือบเท่ากับ 3090 เลย แต่มาพร้อมกับ RAM เพียงแค่ 12 GB ส่วน 3070 Ti จะแรงมากกว่า 3070 ธรรมดาเล็กน้อย แต่ยังคงให้ Ram มา 8 GB เท่าเดิม สำหรับวันวางจำหน่ายตามข่าวลือคือ 4 มิถุนายน กับ 10 มิถุนายน ตามลำดับข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นความจริงมากน้อยขนาดไหนเชื่อว่า 31 พฤษภาคม 2021 นี้ได้รู้พร้อมกันอย่างแน่นอน สำหรับประสิทธิภาพโดยละเอียด สามารถดูได้ผ่านลิงก์นี้Get Ready. ? pic.twitter.com/VuDCcKXrry— NVIDIA GeForce (@NVIDIAGeForce) May 26, 2021 Credit : https://videocardz.com/newz/nvidia-teases-geforce-rtx-3080ti-3070ti-announcement
27 May 2021
Razer ประเทศจีน เปิดรับสั่งประกอบ PC ด้วยการ์ดจอ RTX 30 Series เครื่องจะมาในสีเขียว ราคาเริ่มต้นประมาณ 65,000 บาท
ถือเป็นเรื่องน่าสนใจโดยเฉพาะช่วงที่การ์ดจอ ขาดตลาดแบบนี้หากจะสามารถเป็นเจ้าของ PC ที่มาพร้อมกับ RTX 30 Series ได้ แถมยังมาในธีมสีเขียว ตกแต่งภายในด้วยโลโก้ของ Razer อีกด้วย โดยการ์ดจอของรุ่นราคาถูกที่สุดก็ยังเป็น RTX 3070 TI ครับสำหรับราคาที่ต่างกันนั้นนอกจากการ์ดจอแล้วยังเป็นในส่วนของ CPU ที่มีให้เลือกตั้งแต่ Ryzen 5 5600X ไปจนถึง Ryzen 9 5900X โดยราคาก็จะสูงขึ้นตามสเปคที่แรงมากขึ้น สามารถดูสเปคทั้งหมดที่จัดได้ รวมถึงราคาได้ข้างล่างนี้Ryzen 9 5900X, B550, RTX 3080 Ti: 22,999 RMB (3,575 USD)Ryzen 9 5900X, X570, RTX 3080 Ti: 24,999 RMB (3,885 US)Ryzen 9 5900X, X570, RTX 3090: 39,999 RMB (6,217 USD) Ryzen 5 5600X, B550, RTX 3070 Ti: 13,499 RMB (2,098 USD) Ryzen 7 5800X, B550, RTX 3070 Ti,  14,999 RMB (2,331 USD)สำหรับราคาที่ได้นี้ถือว่าไม่แพงเลย หากเทียบกับราคาการ์ดจอในตลาดปัจจุบัน (RTX 3070 ก็ประมาณ 45,000 - 50,000 บาทแล้ว) เรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆ เลย หวังว่า Razer บ้านเราจะมีอะไรแบบนี้บ้างครับCredit : https://videocardz.com/newz/razer-now-officially-taking-preorders-for-geforce-rtx-3080ti-and-rtx-3070ti-prebuilt-systems
25 May 2021
LEADTEK และ PALIT ยืนยันมีการ์ดจอรุ่น RTX 3080 Ti RAM 12 GB จริง
มีข่าวลือมาได้สักพักแล้ว สำหรับการ์ดจอ 3080 TI ที่มาพร้อมกับ RAM 12 GB วันนี้สองบริษัทผลิตการ์ดจอชื่อดัง LEADTEK กับ PALIT ได้ยืนยันแล้วว่าการ์ดจอรุ่นดังกล่าวมีอยู่จริง ซึ่งอาจเปิดตัวในวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 นี้ และวางขายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนหน้าจากข้อมูลก่อนหน้านี้ 3080 TI จะแรงเกือบๆ เท่ากับ 3090 เลย เพียงแต่มาใน RAM ที่น้อยกว่า ส่วนราคาคงอยู่ระหว่าง 3080 กับ 3090 แต่ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเท่าไหร่ (ยิ่งการ์ดจอขาดตลาดแบบตอนนี้ยิ่งคาดเดาได้ยาก) อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือรุ่นนี้มาพร้อมกับชิป LHR ที่ป้องกันการเอาไปขุดเหมืองรึเปล่า เนื่องจากหากไม่มีชิป LHR การหาซื้ออาจจะเป็นไปได้ยากครับVIdeocardZ ได้เผยว่า Nvidia วางแผนจะเปิดตัว RTX 3080 TI กับ RTX 3070 Ti ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 นี้ สำหรับรีวิวการ์ดทั้งสองรุ่นจะลงให้ได้ในวันที่ 2 มิถุนายน กับ 8 มิถุนายน ตามลำดับ หมายความว่าผลทดสอบจริงๆ จะออกในวันเดียวกันด้วย ใครสนใจก็รอดูได้เลยครับCredit : https://videocardz.com/newz/leadtek-and-palit-confirm-geforce-rtx-3080-ti-with-12gb-gddr6x-memory
21 May 2021
Gigabyte เปิดตัว RTX 3060 รุ่น Lite Hash Rate editions
ข่าวดีคือเรากำลังจะสามารถซื้อ RTX 3060 มาใช้กันได้แล้ว เมื่อล่าสุด Gigabyte เปิดตัว RTX 3060 รุ่น Lite Hash Rate editions ที่จำกัดกำลังในการขุด Cryptocurrency แล้ว 5 รุ่น AORUS Master, Vision OC, Gaming OC, และ Eagle OC/non-OC ส่วนข่าวร้ายคือ เราอาจยังไม่สามารถหาซื้อได้ในช่วงแรกเนื่องจากตอนนี้การ์ดจอเป็นที่ต้องการของตลาดมากจริงๆ ทำให้อาจจะหาซื้อยากเสียหน่อยในช่วงแรก โดยความสามารถในการทำงานของรุ่นนี้จะไม่ได้ด้อยไปกว่า 3060 ปกติเลย นอกจากการจำกัดกำลังขุด Cryptocurrencyสำหรับ RTX 30 Series อื่นๆ ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะมีการออก รุ่น LTH ให้กับ 3070 / 3080 / 3090 ด้วยหรือไม่ และไม่รู้ด้วยว่าแบรนด์อื่นๆ อย่าง MSI, Asus จะมีการออกรุ่น LTH มาให้ด้วยหรือไม่ ส่วนตัวผมเชื่อว่า มีแน่นอนครับCredit : https://videocardz.com/newz/gigabyte-refreshes-its-geforce-rtx-3060-lineup-with-lite-hash-rate-editions
18 May 2021
ปกป้อง (PokPong) แอปป้องกันภัยทางไซเบอร์ การันตรีความสามารถ จากบริษัทเบอร์หนึ่งระดับโลก
ถือว่าเป็น Application ที่น่าสนใจมากๆ สำหรับ “ปกป้อง” (PokPong) แอป Mobile Security ที่จะมาช่วยเฝ้าระวัง และ ”ป้องกันภัยทางไซเบอร์” โดยแอปตัวนี้เป็นการจับมือกันระหว่างบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด และทาง Lookout บริษัทเบอร์หนึ่งผู้นำด้าน Mobile Security ที่ได้รับความเชื่อใจไปทั่วโลก แม้กระทั่งบริษัทดังอย่าง Google ก็ยังเคยใช้บริการ ซึ่งทางบริษัทสามารถได้นำเอาเทคโนโลยีของทาง Lookout มาทำให้เหมาะกับคนไทย และยังคงประสิทธิภาพ ในการปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้บน Smartphone ต่อเหล่า Hacker ผ่านระบบ Lookout Security Cloud ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดด้วยจุดเด่นของแอป  “ปกป้อง” (PokPong) ตัวแอปมีระบบฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด ทำให้สามารถป้องกันมัลร์แวร์ได้เร็วกว่า และครอบคลุมกว่าเป็น Mobile Application ที่ให้ประโยชน์ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลบนมือถือจาก Hackerปกป้อง” เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านป้องกันไวรัสบนมือถือโดยเฉพาะมีผู้พัฒนา Application ที่ได้มาตรฐานระดับโลกและผู้จำหน่ายที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือมีเมนูภาษาไทย ใช้งานง่าย เหมาะกับคนไทยเหมาะกับใครคนที่มีพฤติกรรมใช้ธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ (Mobile Banking)คนที่มีพฤติกรรมซื้อของออนไลน์ ขายของออนไลน์คนที่เล่นเกมและเติมเงินในเกมออนไลน์คนที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คกลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือคนดังผู้ที่มีชื่อเสียง โดยแอปนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานโซเชียลทั่วไป หรือผู้ที่มีพฤติกรรมในการทำธรุกรรมต่างๆ บนมือถือ ซื้อของ ขายของออนไลน์ เติมเกม หรือเจ้าของธุรกิจและคนดัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ภัยอันตรายจากเหล่าแฮกเกอร์นั้นก็รุนแรงมากขึ้นทุกวัน พวกเราได้เห็นเหล่าเพจคนดังต่างๆ นั้นโดนแฮ็ค Account กันเป็นว่าเล่น หรือจะเป็นคนธรรมดาที่มีแอปธนาคารอยู่ในมือถือ ถ้าเกิดเผลอโดนเหล่าแฮกเกอร์เจาะมือถือ เงินของท่านก็สามารถสูญได้เช่นกัน หรือสำหรับเหล่าเกมเมอร์อย่างเราที่เล่นเกมมือถือ บางทีมันก็ชอบมีการส่งลิงก์แปลกๆ ซึ่งถ้าหากเราเผลอกดไป เหล่าคนไม่ประสงค์ดีก็อาจจะสามารถขโมยไอดีเราไปได้ ซึ่งการมีแอป “ปกป้อง” ก็ถือเป็นตัวกรองชั้นดีให้เราใช้งานโซเชียลมิเดีย เล่นเกม หรือทำธุรกรรมออนไลน์ ได้อุ่นใจมากขึ้น แถมยังการันตรีโดยบริษัทอย่าง Lookout เบอร์หนึ่งของวงการนี้อีกด้วยและที่สำคัญคือแอป “ปกป้อง”  (PokPong)  ยังมีค่าบริการรายเดือนที่ค่อนข้างสบายกระเป๋ามากๆ เพียงแค่ 59 บาทต่อเดือน หรือถ้าซื้อเป็นรายปีจาก 708 บาท ลดเหลือ 599 บาทเท่านั้น รวมถึงยังมีการทดลองใช้งานฟรี 30 วันด้วย !! สามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการทั้ง iOS (Version 10.0 ขึ้นไป) และ Android (Version 7.0 ขึ้นไป)สามารถโหลดแอป “ปกป้อง” (PokPong) ได้ที่ - https://app.adjust.com/kbfn35r
26 Apr 2021
Gigabyte ส่งรายชื่อ RTX 3080 Ti กว่า 12 รุ่นให้กับ EEC แล้ว คาดเตรียมวางขายอย่างเป็นทางการ พฤษภาคม
หลังจากมีข่าวออกมาว่า Nvidia เลื่อนวันขาย RTX 3080 TI ออกไปเป็นเดือน พฤษภาคม แทน เหล่า PC เกมเมอร์ก็ดูจะกระหายข้อมูลใหม่ๆ ของการ์ดรุ่นนี้กันพอสมควร ซึ่งล่าสุดทาง Gigabyte ได้ส่งรายชื่อการ์ดทั้ง 12 รุ่นที่เป็น รหัส RTX 3080 Ti ให้กับ Eurasian Economic Commission (EEC) แล้ว คาดว่าจะไม่เลื่อนวันวางจำหน่ายออกไปอีกการ์ด RTX 3080 Ti จะมาพร้อมกับสเปค NVIDIA CUDA Core 10240 ที่แรงเกือบเทียบเท่ากับ RTX 3090 ในแง่ของความสามารถประมวลผล แต่ตัวการ์ดมาด้วย RAM ที่น้อยกว่าถึง 8 GB ทำให้การเอาไปเล่นแบบ 8K น่าจะเป็นไปได้ยากสำหรับรุ่นนี้ ส่วนเรื่องของราคายังไม่มีความเคลื่อนไหวจากทาง Nvidia แต่คิดว่าน่าจะเปิดตัวที่ 35,000 โดนประมาณครับอย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ราคาการ์ดจอบ้านเราในตอนนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสามารถหาซื้อการ์ดรุ่นนี้ได้รึเปล่าช่วงเดือนแรกที่วางจำหน่าย ต้องไปรอลุ้นพร้อมกันอีกทีครับCredit : https://videocardz.com/newz/gigabyte-submits-twelve-geforce-rtx-3080-ti-12gb-graphics-cards-to-eec
30 Mar 2021
RTX 3070 ถูก Modder อัพเกรด RAM เป็น 16 GB แล้วใช้งานได้!
วางจำหน่ายกันออกมาหลายรุ่นแล้วสำหรับการ์ดจอ RTX 30 Series จากทาง Nvidia (โดยปัจจุบันขาดตลาดจนหาซื้อไม่ได้ไปแล้ว) ซึ่งหลังจากที่ได้ดูใส่ในของการ์ดบางรุ่นแล้ว อาจสังเกตได้ว่า RAM ที่ใส่มาด้วยยังไม่ถือว่า Maximum บ้างก็เหลือไว้ 2 ช่อง บ้างก็เหลือไว้ 1 ช่อง ทำให้หลายคนคิดว่า "จะต้องมีการออกรุ่น Ti มาให้ด้วยอย่างแน่นอน" ซึ่งล่าสุดได้รับการยืนยันแล้วโดยการเปิดตัวรุ่น 3080 Ti ที่มี RAM 12 GB น่าเสียดายที่สำหรับ RTX 3070 อาจไม่ใช่แบบนั้นเนื่องจากตัวการ์ดส่วนใหญ่มีการใส่ RAM มาแบบ Maximum แล้ว ดังนั้นคิดว่าคงไม่มีการออกการ์ด RTX 3070 Ti ในอนาคต ซึ่งเอาจริงๆ RAM 8 GB ของการ์ดรุ่นนี้ถือว่าน้อยไปเมื่อเทียบกับความสามารถของหัวประมวลผล Modder สุดโหดคนหนึ่งจึงได้ทำการอัพเกรด RAM ของการ์ดใบนี้ด้วยตัวเอง!!!! โดยการอัพเกรด RAM ของเขาไม่ใช้การใส่เพิ่มเข้าไป แต่เป็นการเอาตัว RAM ตัวเก่าบนการ์ดออก แล้วใส่ตั่วที่มีความจุช่องละ 2 GB เข้าไปแทนที่ (ปกติ RAM การ์ดจอ 1 ช่องจะเท่ากับ 1 GB) ที่สำคัญคือหลังทำเสร็จแล้ว การ์ดดังกล่าวสามารถทำงานได้เป็นปกติ แถมยังรัน Benchmark ได้ด้วย!! Credit: https://www.pcgamer.com/modder-gives-rtx-3070-a-16gb-upgrade-before-nvidia-has-the-chance/
10 Mar 2021
ทำความรู้จัก ไวรัสเรียกค่าไถ่ ที่คนมีคอมทุกคนควรระวัง
คอมพิวเตอร์ PC กับไวรัสนี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันได้เลยนะคะ จะเอาไดร์ฟไปเสียบเครื่องอื่นทีก็ระทึกทีว่าจะโดนไหม แม้แต่เครื่องเราเอง Anti-Virus ยังใช้งานได้ไหม? ป้องกันได้ดีอยู่หรือเปล่า? ก็เป็นเรื่องที่เหล่าเจ้าของ PC ต้องกังวลกันรายวันเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังมีไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่น่ากลัวแบบกัดไม่เจ็บแต่ทำได้แสบมาก นั่นคือ "ไวรัสเรียกค่าไถ่" หรือ "Ransomware" ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็เพิ่งโดนต้อนรับปีใหม่ไปหมาดๆ ว่าแต่... เจ้าไวรัสประเภทนี้ทำงานต่างกับไวรัสประเภทอื่นอย่างไร? ไปโดนมาจากไหน? มีวิธีแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังเอง!! =========================== Ransomware คืออะไร? * อ้างอิงข้อมูลจาก: สำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * Ransomware คือมัลแวร์ (Malware) ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลของผู้ใช้งาน แต่จะทำการล็อคไฟล์ ทั้งไฟล์รูป, เอกสาร, วีดีโอ ฯลฯ ทำให้เราไม่สามารถเปิดใช้งานไฟล์เหล่านั้นได้จนกว่าจะทำการปลอดล็อครหัสเพื่อกู้ข้อมูลคืนมา ซึ่งวิธีการปลดล็อคก็คือการจ่ายเงินให้กับเจ้าของไวรัสนี้ตามข้อความ "ค่าไถ่" ที่ปรากฏขึ้นบนคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง อย่างตอนที่เราโดน ก็มีข้อความเป็นไฟล์ notepad เขียนเย้ยมาประมาณว่า... "ตกใจล่ะสิที่เปิดไฟล์ไม่ได้ ไม่เป็นไรเราแก้ไขให้คุณได้ จ่ายตังมาสิ! โดยคุณสามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาได้ที่ [อีเมล์] นี้ หรือถ้าไม่เชื่อก็ลองส่งไฟล์ที่โดนล็อคของคุณเข้ามาแล้วเราจะปลดล็อคให้ดูก่อนก็ได้นะ" ตอนอ่านเจอนี่คือแบบถอนหายใจพร้อมบ่นออกมาเป็นเหล่าสรรพสัตว์เลยล่ะ ที่ตลกคือ... พอเราลองใส่ DATA ตัวใหม่เข้าไปในคอม (เช่น ดาวน์โหลดรูปจากกูเกิ้ลมาลงเครื่อง) แล้วรีสตาร์ทไฟล์นั้นก็โดนตามล็อคไปด้วย สรุปคือทั้งเครื่องทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าอินเตอร์เน็ต แต่โชคดีที่เครื่องเพิ่งไปทำการอัปเกรดและลง window มาใหม่ และที่ร้านซ่อมยัง backup ข้อมูลในเครื่องของเราทั้งหมดไว้อยู่ รอดตัวไป~ ก็เอาเครื่องไปล้างและลงโปรแกรมใหม่อีกรอบได้แบบไม่เสียดายอะไร มีโปรแกรมไหนบ้างที่เป็น Ransomware ถ้าตัวที่ชื่อกระฉ่อนโลกเมื่อปี 2017 เลยก็คือ "WannaCry" ที่ได้แพร่กระจายไปหลายเครื่องเพื่อทำการเรียกค่าไถ่จำนวน 300 ดอลล่าร์จากเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นระดับองค์กรทั้งนั้นด้วย WannaCry ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ก็โดนกันไปประมาณ 400,000 เครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก โดย WannaCry จะทำงานโดยอาศัยช่องโหว่ของ Window XP และ Vista แถมยังแฝงไปกับอีเมล์หรือข้อมูลเอกสารได้ด้วย จึงทำให้มันแพร่อย่างรวดเร็ว SamSam ตัวนี้ก็เห็นว่าร้าย Ransomware ตัวนี้ได้มุ่งโจมตีไปที่ Computer Network ของบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศอื่นทั่วโลก เรียกได้ว่าเน้นกลุ่มที่กระเป๋าตังหนักโดยเฉพาะ จนกวาดเงินไปได้กว่า 180 ล้านบาทแล้ว ซึ่งเจ้าตัวนี้นอกจากปิดกั้นการเข้าถึงไฟล์แล้ว ยังปิดกั้นการใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วย ทำให้แม้จะ backup ไว้ก็เรียกคืนไม่ได้และต้องจำใจจ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้ และตัวที่ฝั่งผู้เขียนโดนก็คือ Garbage Cleaner ชื่อเหมือนโปรแกรมสแกนไวรัสเลย แต่ไม่ใช่! มันนั่นแหละคือไวรัส!! ซึ่งในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาก็มีผู้ใช้หลายคนทั่วโลกโดนเหมือนกัน (สำรวจมาจาก Reddit) ส่วนไปโดนมาได้อย่างไรจะขอเล่าในหัวข้อถัดไปนะ นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมี Ransomware ในโลกอีกหลายตัวเลยที่ไม่รู้จักหรือแทบไม่มีข้อมูลเลย เพราะฉะนั้นเราควรทำความรู้จักกับรูปแบบโปรแกรมและวิธีป้องกันไว้ดีกว่า =========================== Ransomware นั้นมาจากหนใด ช่องทางการแพร่กระจายของ Ransomware นั้นมีหลายช่อทาง ดังเช่น... แฝงมาใน Email - โดยจะมาในลักษณะของไฟล์แนบ โดยอีเมลที่ส่งมาจะถูกทำให้ดูน่าเชื่อถือ ด้วยหัวข้อ สำนวนการเขียน ไปจนถึงชื่อผู้ส่งที่เหมือนมาจากองค์กรใหญ่ และไฟล์แนบก็จะไม่แสดง .exe ให้เราเห็นด้วย จึงทำให้ผู้รับตายใจได้ง่ายๆ เลย โฆษณา - พวกแบนเนอร์โฆษณาที่ดูน่าสนใจ คลิ๊กเข้าไปก็อาจโดนไม่รู้ตัวนะ เชื่อมโยงเข้าเว็บไซต์ - เคยไหมคะ เวลาเล่นเว็บอยู่ดีๆ ชอบมีหน้าต่างใหม่เด้งขึ้นมา ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามีแนวโน้มเป็นมัลแวร์ แต่ในบรรดาลิงก์ที่ถูกโยงเหล่านั้นก็มีพวก Ransomware ปนอยู่ด้วยเช่นกัน ซ่อนมาในไฟล์ดาวน์โหลด - อันนี้เราโดนเอง สำหรับใครที่ชอบมองหาโปรแกรมฟรี เช่น โปรแกรมแต่งรูป โปรแกรมบันทึกหน้าจอ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ฯลฯ ไปจนถึงโปแกรม crack สำหรับลงโปรแกรมเถื่อนด้วย ก็จะได้ไวรัสเรียกค่าไถ่มาเป็นของแถมด้วย ยิ่งตัวไหนคนฮิตใช้ก็เดาได้เลยว่ามีลดแลกแจกแถมมาด้วยแน่นอน คอนเฟิร์มโดยคนเขียนจ้า T^T =========================== แล้วจะป้องกัน Ransomware ได้อย่างไร แน่นอนว่าเราจะไม่แนะนำแบบ... ใช้ Anti-Virus สิ เพราะมันไม่ได้ผลหรอกจ้า Ransomware นับเป็นมัลแวร์ที่ฉลาดนะ มีสกิลเจาะเกราะด้วย เพราะตอนที่ทางเราโดนนั้น ก็โดนในขณะที่ Window Defender ของ Window 10 ถูกเปิดอยู่ คือวินโดว์มันก็แจ้งนะว่ามีไฟล์แปลกๆ เรากดบล็อคแล้ว สุดท้ายมันก็ทะลุเข้ามาได้และรีสตาร์ทเครื่องเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็โดนล็อคไฟล์ไปตามระเบียบ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ หมั่นจัดการข้อมูลและ backup ไฟล์สำคัญสำรองไว้ข้างนอกเครื่องเสมอ (เช่น external harddisk) ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่อง Ransomware ได้แล้ว ยังช่วยป้องกันเหตุไม่คาดฝันอื่นๆ อย่าง ฮาร์ดดิสก์เสีย วินโดว์พัง ไปจนถึงคอมระเบิด ก็ยังเรียกงานสำคัญคืนมาได้ ที่สำคัญคือ ควรตรวจสอบไฟล์ที่จะมาลงเครื่องทุกครั้งว่ามีความผิดแปลกหรือไม่ ถ้าไม่น่าไว้ใจก็อย่าเสี่ยงดีกว่า และอย่าลืมติดตามข่าวสารในวงการ IT และ Software อย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อจะได้ทราบความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเองจ้า =========================== ข้อมูลอ้างอิง Ransomware คืออะไร? โดย IT Chulalongkon University ย้อนรอยเหตุ Ransomware สะเทือนโลก โดย Bangkokbiznews Ransomware - Wikipedia รู้จักกับ Ransomware ตัวใหม่ที่ร้ายกว่าเดิมในชื่อ SamSam โดย monsterconnect
24 Feb 2021
Acer Predator Triton 500 (2020) โน๊ตบุคขั้นเทพขนาดกระทัดรัด ที่เล่น Cyberpunk 2077 ลื่นๆ
ถ้าให้เปรียบเทียบ Notebook Gaming สมัยก่อนนั้น ถึงแม้ว่ามันจะถือว่าเป็นเครื่องเล่นเกมสุดแรง แต่มันก็แลกมากับการที่ตัวเครื่องนั้นจะมีความหนักมาก การที่เรานั้นจะต้องแบกคอมพิวเตอร์ขนาด 4-5 กิโลกรัม ซึ่งมันไม่ค่อยน่าพิศสมัยต่อหลังเรามากๆ และดูเหมือนว่ามันจะผิดหลักจุดประสงค์ของคำว่า Notebook ไปอีกด้วย แต่ในสมัยนี้ปี 2020 มีเหล่าผู้พัฒนาหลายเจ้าได้วิวัฒนาการ Notebook ของตัวเองให้มีขนาดที่กระทัดรัดมากขึ้น เหมาะสำหรับการทำงานที่จะต้องแบกไปไหนมาไหน หรือจะเอามาเล่นเกมก็แรงไม่แพ้เครื่อง PC ปกติ ซึ่งหนึ่งในเครื่องนั้นที่ผมจะมารีวิวในวันนี้ก็คือ Notebook อย่าง Acer Predator Triton 500 (2020) ที่มาพร้อมกับจุดเด่นในเรื่องน้ำหนักที่เบามากๆ เพียงแค่ 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งคือว่าเซอร์ไพรส์ต่อผู้เขียนสุดๆ เพราะไม่คิดว่า Notebook Gaming จะน้ำหนักเบาขนาดนี้ พร้อมกับความหนาของเครื่องเพียง 17.9 mm ซึ่งดูเหมือนว่าตัวเครื่องนี้อาจจะไม่ได้เบา หรือบางไปกว่า Notebook ทั่วไป แต่ลองคิดสิว่าภายในเครื่องนี้มีการยัดการ์ดจอระดับเทพอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2080 SUPER เข้าไปด้วย ภายในรูปร่างที่บางเบาขนาดนี้ แถมหน้าจอยังรองรับ Refresh Rate มากถึง 300Hz เลยทีเดียว  ถ้าให้เปรียบเทียบ Acer Predator Triton 500 (2020) ก็เหมือนกับสาวเซ็กซี่ที่เต็มไปด้วยความแซ่บ ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ !! เลยทีเดียว สเปกเครื่องทั้งหมด Processor - Gen Intel® Core™ i7 10875H 2.30 GHz ( บูสได้ถึง 5.10 GHz ) Graphic Card - NVIDIA GeForce RTX 2080 SUPER Display Size - 15.60 นิ้ว Resolution - 1920 x 1080 Refresh Rate - 300Hz Ram - 32 GB Harddisk - 1 TB M.2 SSD (PCIe/NVMe) Wi-Fi - 6 นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับโปรแกรมที่ชื่อว่า PredatorSense ที่จะมีลูกเล่นให้เราใช้เยอะมากๆ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในโปรแกรมนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะการปรับสีไฟของคีย์บอร์ด การปรับรอบความเร็วของพัดลม หรือจะเป็นการปรับ Overclock ให้เครื่องแรงขึ้นก็ได้ และเนื่องจากที่ Acer Predator Triton 500 (2020)  เป็น Notebook ที่ทำมาเพื่อเล่นเกม การที่ไม่พูดเรื่องเกมก็อาจจะกระไรอยู่ ซึ่งจากที่ผู้เขียนนั้นได้เข้าไปลองสัมผัสการเล่นเกมในเครื่องนี้อยู่ประมาณ 1 อาทิตย์กับเกมที่หลายๆ คนบอกว่ามันกินสเปกมากอย่าง Cyberpunk 2077 มารับชมกันครับว่ามันจะเป็นอย่างไร ตัวผมนั้นได้รับเครื่องนี้จากทางผู้จัดจำหน่ายมาในช่วงที่เกม Cyberpunk 2077 ออกมาพอดีครับ ซึ่งผมก็ได้ใช้เจ้าตัว Acer Predator Triton 500 (2020) เล่นเกมนี้ตั้งแต่วันแรกแบบไม่ได้เล่นเกมนี้บนเครื่องอื่นแต่อย่างใดเลย และเนื่องจากความสนุกของตัวเกม มันทำให้ตัวผมนั้นไม่ได้ติดตาม Feedback จากเหล่าผู้เล่นเกมนี้บนเครื่องอื่นๆ เลยว่าตัวเกมมาพร้อมกับ Bug โหลดเกมที่แย่มหาศาล เพราะว่าจากที่ผมได้ลองเล่นเกมนี้บนเครื่อง Acer Predator Triton 500 (2020) ตัวผมแทบไม่เจอปัญหาเรื่อง Bug กราฟิกแต่อย่างใดเลย ตัวเกมมีความลื่นไหลเป็นอย่างมาก โอเคว่ามันอาจจะมี Bug ประปรายที่เป็นสาเหตุมาจากตัวเกมเอง แต่ในเรื่องของความลื่นไหลนี่ตัวเครื่องนี้สามารถรันประสิทธิภาพได้อย่างดีงาม [caption id="attachment_75328" align="aligncenter" width="1920"] ภาพนี้อัดจาก Acer Predator Triton 500 (2020)[/caption] อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าตัวเครื่องนี้ใช้การ์ดจออย่าง RTX 2080 Super ซึ่งมันสามารถรองรับ Ray Tracing ได้อยู่แล้ว ซึ่งกราฟิกที่ผมใช้เล่นเกมนี้นั้นผมปรับประสิทธิภาพอยู่ที่ Ray Tracing Medium ซึ่งความละเอียดต่างๆ ในด้านการลบรอยหลัก เงา หรือ Texure นั้นอยู่ที่ระดับสูงสุดทั้งหมด (เพียงแค่ว่ารายละเอียดของ Ray Tracing ไม่ได้ปรับสุด เพราะส่วนตัวอยากให้เกมนั้นสามารถรันได้ถึง 60FPS นั่นเอง) และความละเอียดที่เล่นอยู่ที่ 1920*1080p ซึ่งพอได้ปรับกราฟิกแล้วตัวเกมจะรันอยู่ที่ 60FPS (อาจจะมีตกลงไป 50 บ้างนิดหน่อยในบางฉาก) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ประสบการณ์ในการเล่นเกมนั้นตกลงไปแต่อย่างใด และประเด็นสำคัญอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าปัญหาเรื่อง Bug ของเกมแทบไม่มี ปัญหาฉาก และตัวละครดินน้ำมันก็ไม่เคยเจอเลย อาจจะเป็นเพราะ SSD ของเครื่องนี้ [caption id="attachment_75329" align="aligncenter" width="1920"] ภาพนี้อัดจาก Acer Predator Triton 500 (2020)[/caption] แต่ถามว่าเปิดเกมกราฟิกขนาดนี้ ความร้อนบนเครื่อง Notebook นั้นมีไหม ? ซึ่งส่วนตัวก็ต้องยอมรับตามตรงว่ามันก็มีครับเพียงแต่ว่าตัวเครื่องนี้มีปุ่มที่ชื่อว่า Turbo ที่จะเพิ่มรอบพัดลมในการหมุนมากขึ้น ทำให้จากคอมที่ร้อนๆ ให้มันอุ่นขึ้นมาหน่อย ซึ่งถ้าเปิดให้ห้องแอร์มันก็จะช่วยให้เย็นขึ้นอีก (แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้หายร้อนเป็นปลิดทิ้ง แค่พออุ่นๆ แต่แค่นี้ก็ดีงามแล้ว) ส่วนถ้าให้ถามถึงจุดติเดียวที่จะพูดได้ก็คือความละเอียดหน้าจอที่จะรองรับได้เพียงแค่ 1920*1080p เท่านั้น ซึ่งการต่อจอเข้า TV ใหญ่ๆ อาจจะไม่ใช่จุดเด่นของตัว Acer Predator Triton 500 (2020) เสียเท่าไหร่ เพราะผู้เขียนเคยลองจะเอาไปต่อในจอใหญ่ 4K และเล่นโดยใช้จอเอา แต่สิ่งที่พบคือตัวโน๊ตบุคเครื่องนี้รัน 4K ไม่ได้และการต่อจอใหญ่ๆ เล่นเกมมันจะทำให้ภาพเกิดการดีเลย์เล็กน้อย เลยอาจจะทำให้รู้สึกไม่สนุกเสียเท่าไร สรุป สรุปเลยว่า Acer Predator Triton 500 (2020) เป็นโน๊ตบุคที่ครบจบทั้งจะเอาไปทำงานหรือจะเอาไปเล่นเกม เพราะความที่มันมีขนาดที่เบาน้ำหนักเพียงแค่ 2.2 กิโลกรัม เท่านั้นพกไปไหนมาไหนสบายมากๆ รวมถึงดีไซน์ของมันเองที่ดูโฉบเฉี่ยวหรูหราทันสมัย ส่วนเรื่องสเปกคอมเองก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอะไร เพราะมันสามารถเล่นเกมทุกเกมบนโลกแบบปรับสุดได้อย่างสบายๆ มากในตอนนี้ และมันจะยังสามารถปรับสุดแบบนี้ได้อีก 4-5 ปีเลยทีเดียว
21 Dec 2020
เปิดตัว HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่พาคุณก้าวกระโดดไปข้างหน้าสู่โลกอนาคต
กรุงเทพมหานคร, 3 ธันวาคม 2563  - หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธงซีรีส์สูงสุดแห่งปี HUAWEI Mate 40 Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ กับคอนเซ็ปต์ “Leap Further Ahead” การก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของวงการสมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากหัวเว่ย ประเดิมเปิดตัวด้วยรุ่นโปร HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่มาพร้อมชิปเซ็ตทรงประสิทธิภาพ Kirin 9000 ครั้งแรกของโลกที่ใช้ชิปเซ็ต 5G SoC ขนาด 5 นาโนเมตร เร็ว แรง เต็มประสิทธิภาพ รองรับสัญญาณ 5G ครบถ้วนทุกย่านความถี่ ทุกผู้ให้บริการ และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหว ด้วยโซลูชันระบบกล้อง Leica ที่ทำงานผสานกับเทคโนโลยี AI สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้เทียบชั้นภาพยนตร์ โดย HUAWEI Mate 40 Pro 5G วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 34,990 บาท พร้อมโปรโมชันสุดคุ้มสำหรับผู้ที่ซื้อระหว่างวันที่ 3 - 31 ธันวาคม 2563 รับฟรีทันทีของสมนาคุณรวมมูลค่า 7,970 บาท พร้อมบริการหลังการขายสุดพิเศษอีกมากมาย มร.เกวิน เฉิง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า “หากย้อนมองวิวัฒนาการของ HUAWEI Mate Series หรือตระกูลสมาร์ทโฟนเรือธงสูงสุดของหัวเว่ยจะเห็นได้ว่า หัวเว่ยมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง เราเป็นผู้นำทั้งในด้านความอึดของแบตเตอรี่ เทคโนโลยีชาร์จไว และหน้าจอขนาดใหญ่ความละเอียดสูง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรกที่ผสานการประมวลผล AI เข้ากับ NPU และเรายังเป็นแบรนด์แรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงที่ใช้ชิปเซ็ตแบบ 5G SoC ในโมเดล HUAWEI Mate 30 Series เส้นทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมใน HUAWEI Mate Series ของเราจะยังคงไม่หยุดเพียงเท่านี้ วันนี้ HUAWEI Mate 40 Series จะพาเราก้าวกระโดดไปข้างหน้าอีกครั้ง ด้วยการแนะนำ Mate ที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งจะกลายมาเป็นหมุดหมายใหม่ให้กับผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้ยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น กับ HUAWEI Mate 40 Pro 5G ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและวางจำหน่ายในวันนี้” “ในฐานะบริษัทที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี หัวเว่ยมุ่งมั่นและทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาเสมอมา ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเราลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาไปกว่า 6 แสนล้านหยวน (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) และด้วยการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาระบบและอีโคซิสเต็ม ทำให้ล่าสุดในปี 2020 นี้หัวเว่ยมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ย (HMS smartphone) แล้วมากกว่า 700 ล้านคนทั่วโลก ในลำดับถัดไป เราจะมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ ‘ชีวิตเอไอไร้รอยต่อ’ (Seamless AI Life) หรือ โซลูชันส์เทคโนโลยีเอไอในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของหัวเว่ย ที่จะช่วยแก้ปัญหาการใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบัน พร้อมยกระดับและอำนวยความสะดวกให้แก่ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ในอนาคต” มร. เกวิน เฉิง กล่าวเสริม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยชิปเซ็ต Kirin 9000 นิยามใหม่ของการประมวลผลที่ทรงประสิทธิภาพ ขุมพลัง Kirin 9000 ที่มากับ HUAWEI Mate 40 Pro 5G นับเป็นชิปเซ็ตที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ Mate Series อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ชิปเซ็ตแบบ 5G SoC มีทรานซิสเตอร์มากกว่า 1.53 หมื่นล้านตัว ทำให้การประมวลผลยิ่งเร็ว แรง และทรงประสิทธิภาพ ได้รับการออกแบบโครงสร้าง CPU ให้ทรงพลังและประหยัดพลังงานถึง 3 ระดับ ประมวลผลแบบ 8 แกน ด้วยแกนหลักที่มีความเร็วสูงสุด 3.13 กิกะเฮิร์ตซ์ และ 24-Core Mali-G78 GPU ซึ่งเป็น GPU ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในดีไวซ์ของหัวเว่ย สามารถรองรับการประมวลผลขั้นสูงและการใช้งานแบบ multi-tasking ที่ลื่นไหลไม่มีสะดุด สอดรับกับมาตรฐาน “ชีวิตไอเอไร้รอยต่อ” (Seamless AI Life) ที่หัวเว่ยมุ่งเน้น เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับอย่างแท้จริงให้กับผู้ใช้  ระบบกล้องจาก Leica จัดเต็มนวัตกรรม AI Camera 3 ตัว กล้องหลักของ HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นกล้องเลนส์กว้างพิเศษที่ถ่ายภาพแบบซีเนมาติก หรือให้มุมกล้องเสมือนภาพยนตร์ ที่มีชื่อเรียกว่า Ultra Vision Cine Camera มาพร้อมความละเอียดจัดเต็ม 50 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้คุณภาพสูง ให้คุณไม่พลาดการบันทึกทุกช่วงเวลาพิเศษ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องเลนส์กว้าง Super Sensing Wide Camera และกล้องซูม Periscope Telephoto Camera ที่ซูมแบบออปติคัลได้ที่ 5x และซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดถึง 50x ส่วนกล้องด้านหน้าเป็น Ultra Vision Selfie Camera ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมกล้อง 3D Depth Sensing Camera สามารถถ่ายวิดีโอได้ในความละเอียดสูงระดับ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที (fps) นอกจากนี้ยังมาพร้อมโหมด Super Steady Shot ถ่ายวิดีโอได้ไม่สั่นแม้เคลื่อนไหว รองรับการถ่ายวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง โดยเพิ่มโหมด Story Creator ที่จะทำให้ทุกการถ่ายวิดีโอหรือ Vlog เป็นเรื่องง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเป็น Creator ถ่าย Vlog ได้อย่างมือโปรด้วยตนเอง ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์กับการวางกล้องแบบวงแหวน Space Ring Design และรับสายด้วย Smart Gesture Control อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เน้นย้ำอัตลักษณ์ของ HUAWEI Mate Series ที่โดดเด่นเรื่องดีไซน์ คือการออกแบบวงแหวน Space Ring Design ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง โดยได้แรงบันดาลใจจากการอยู่ท่ามกลางจักรวาลและดวงดาว ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วยังตอบโจทย์ในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว ด้วยการวางกล้องบนวงแหวนที่สมมาตร ส่วนหน้าจอ HUAWEI Horizon Display โค้ง 88 องศา ทำให้รับชมภาพได้เต็มตาสมจริง ขอบจอโค้งมนหยิบจับใช้งานถนัดมือ กันน้ำและฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP 68  นอกจากนี้ HUAWEI Mate 40 Pro 5G ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่อัดแน่นมาเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น 3D Face Unlock หรือการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้าแบบสามมิติ หรือฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Smart Gesture Control ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องสัมผัส เพียงวางมือไว้เหนือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องแตะก็สามารถเปิดหน้าจอหรือเลื่อนซ้าย-ขวา บน-ล่าง ได้ทันที และยังสามารถรับสายด้วยการใช้มือทำท่าแตะได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Eyes on Display นวัตกรรมที่เข้ามาแทนการเปิดหน้าจอแบบ Always On โดยฟีเจอร์นี้จะตรวจจับได้อัตโนมัติเมื่อสายตาเรามองไปที่หน้าจอ และหน้าจอก็จะติดขึ้นมา พร้อมให้เราใช้งานได้ทันที ระบบการชาร์จที่เร็วที่สุดแห่งยุคด้วย HUAWEI SuperChargeTM 66 วัตต์ เพื่อรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ที่ทั้งแรง เร็ว และทรงประสิทธิภาพ HUAWEI Mate 40 Pro 5G จึงมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,400 mAh และที่สุดของนวัตกรรมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperChargeTM รองรับกำลังไฟฟ้าที่สูงสุด 66 วัตต์ เมื่อชาร์จแบบใช้ร่วมกับสายและอะแดปเตอร์ SuperCharge ของหัวเว่ย และรองรับการชาร์จไร้สาย Wireless HUAWEI SuperChargeTM ที่ 50 วัตต์ ซึ่งเมื่อประกอบกับชิปเซ็ต Kirin 9000 5G SoC แล้วจะทำให้ HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้งานแบตเตอรี่ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่มีสะดุด อัปเดตล่าสุดกับ EMUI 11 มั่นใจกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวบน Huawei Mobile Service  ซอฟต์แวร์ EMUI 11 ซึ่งได้รับการอัปเดตใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ยได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากมนุษย์ปัจจัย (Human Factors) หรือหลักการยศาสตร์ ผสานความลงตัวระหว่างสุนทรียศาสตร์และความสะดวกในการใช้งาน มาพร้อมฟีเจอร์ Multi-Window แสดงผลหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน โดยให้แต่ละแอปพลิเคชันลอยอยู่บนหน้าจอได้อย่างอิสระ รวมถึงสามารถใช้ฟีเจอร์ Multi-screen Collaboration เมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของหัวเว่ยเพื่อให้จอสมาร์ทโฟนไปแสดงผลบนจอแล็ปท็อป และสามารถควบคุมสมาร์ทโฟนผ่านจอแล็ปท็อปได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับการทำงานแบบ Multi-tasking มีระบบ Trusted Execution Environment ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัยสูงในระดับ CC EAL5+ ถือว่าเป็นระดับสูงสุด ผู้ใช้สามารถปกปิดข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนบนไฟล์ เช่น สถานที่ เวลาและรายละเอียดของเครื่อง ก่อนที่จะส่งให้ผู้อื่นได้  HUAWEI Mate 40 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนในระบบ Huawei Mobile Services (HMS) ที่มาพร้อมกับ HUAWEI AppGallery สำหรับดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันซึ่งการันตีความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ด้วยกลไกตรวจสอบและป้องกันความปลอดภัยถึง 4 ขั้นตอน รวมถึงบริการ Petal Search เครื่องมือค้นหาที่จะช่วยเปิดประตูสู่แอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาพร้อมระบบที่ช่วยคัดกรองความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ในตัว ปัจจุบัน HUAWEI AppGallery มีผู้ใช้บริการกว่า 700 ล้านรายทั่วโลก รวมถึงมีแอปพลิเคชันพร้อมให้ใช้งานครอบคลุมถึง 18 ประเภท โดยปัจจุบันแอปพลิเคชันยอดฮิตของไทยกว่า 95% ได้รับการบรรจุไว้ใน HUAWEI AppGallery แล้ว ไม่ว่าจะเป็น LINE, TikTok, Foodpanda, Shopee, Lazada, JD Central, เป๋าตัง, แอปพลิเคชันของธนาคารชั้นนำ เกมยอดนิยม และอื่นๆ อีกมากมาย  HUAWEI Mate 40 Pro 5G วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือก 2 สีคือ Black และ Mystic Silver มาพร้อมหน่วยความจำ ROM 256 GB + RAM 8 GB ในราคา 34,990 บาท  พิเศษสุดสำหรับผู้ที่ซื้อระหว่างวันที่ 3 - 31 ธันวาคม 2563 ผ่านทางหน้าร้าน HUAWEI Experience Store ทุกสาขา และเว็บไซต์ HUAWEI Online Store โฉมใหม่ รวมถึงร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รับฟรีทันทีของสมนาคุณมูลค่ารวม 7,970 บาท ประกอบด้วย ปากกา HUAWEI M-Pen 2, เคสไฟวงแหวน HUAWEI Ring Light Case และแท่นชาร์จเร็วไร้สาย HUAWEI SuperChargeTM Wireless Charger Stand พร้อมบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากหัวเว่ยมูลค่า 1,619 บาท อันได้แก่ บริการซ่อมบำรุงถึงบ้าน (Door to Door service), บริการบำรุงรักษาเครื่อง 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี, HUAWEI CLOUD STORAGE 5GB ตลอดชีพ + 50GB ให้ใช้ภายในระยะเวลา 1 ปี รวมถึงฟรีค่าใช้บริการ HUAWEI VDO 1 เดือน และเช่าหนังฟรี 5 เรื่องใน HUAWEI Movie Pass โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารที่อัปเดตล่าสุดก่อนใครได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ HUAWEIMobileTH , ยูทูป HUAWEIMobileTH, เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ และ official account ในไลน์ HUAWEI Mobile Thailand รวมถึงสามารถติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://consumer.huawei.com/th/shop/product/huawei-mate-40-pro/ 
07 Dec 2020
Lenovo ส่งท้ายปีเก่าด้วยแคมเปญ 12.12 GREAT SALE นำทัพแล็ปท็อปรุ่นดังลดสูงสุด 12%
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 ธันวาคม 2563 – เลอโนโว บริษัทผู้นำด้านคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทดีไวซ์ระดับโลก ผุดแคมเปญ 12.12 GREAT SALE ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ขนแล็ปท็อปรุ่นดัง อย่าง IdeaPad, Legion, ThinkBook และ ThinkPad มาลดราคาคืนกำไรให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน เกมเมอร์ ผู้ประกอบธุรกิจ หรือองค์กรทั่วประเทศ โดยแคมเปญจะมี ตั้งแต่วันที่ 7 – 16 ธันวาคม 2563 รายละเอียดแคมเปญ ลดออนท็อปสูงสุด 12% ทันที! กับโค้ด LNV12 ตลอด 10 วันของแคมเปญ พิเศษ! วันที่ 12 เดือน 12 มีสินค้าลดพิเศษ 50% ถึง 7 รุ่น ที่เว็บไซต์ https://lnv.gy/3mvl9Bi ThinkPad X1 Carbon Gen 8 (20U9S00R00) ThinkBook 13s (20R900E7TA) ThinkBook Plus (20TG004HTA) ThinkBook Plus (20TG004GTA) ThinkPad T15 (Intel) (20S6S00N00) ThinkBook Plus (20TG005DTA)  ThinkCentre M75n (11BSS01U00) ThinkCentre M720 SFF (10SUSF6400) แล็ปท็อปทุกรุ่นสามารถปรับแต่งสเปคได้ตามความต้องการก่อนกดสั่งซื้อ เช่น ต้องการตัวเลือกหน้าจอสูงสุด หรือต้องการตัวจัดเก็บข้อมูลที่จุได้มากขึ้น สามารถใช้สิทธิ์ ช้อปดีมีคืนได้ : เมื่อช้อปผลิตภัณฑ์จุใจแล้ว ได้ทั้งแล็ปท็อปใหม่ ทั้งเงินภาษีคืน 2 ต่อแบบนี้ ไม่ควรพลาด! สามารถผ่อน 0% ได้สูงสุดถึง 10 เดือน! กับธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และบัตรกรุงไทย เลอโนโวยังคงส่งมอบเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอันชาญฉลาดให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยบริการ การขับเคลื่อนสังคมทั่วโลกให้เข้าถึงโอกาสที่ดีกว่า และการเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน ไฮไลท์แล็ปท็อปที่ร่วมโปรโมชั่น ThinkPad X1 Carbon Gen 8 แล็ปท็อปพรีเมียมบางเบาเพื่องานธุรกิจ มาพร้อมโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยในตัวอย่าง ชุดโปรแกรม ThinkShield อัพเดทใหม่ล่าสุด หมดห่วงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานและเก็บข้อมูล ระบบลำโพง Dolby Atmos ช่วยสร้างประสบการณ์เสียงอันเยี่ยมยอด และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับ military grade 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5 กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: 1TB SSD จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   ThinkPad X1 Carbon Gen 7 แล็ปท็อประดับโปรสำหรับการทำงานทุกที่ทุกเวลา มาพร้อมฝาหลังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ความบางเพียง 14.9 มม. ระบบสแกนลายนิ้วมือไบโอเมตริกซ์ ให้การเข้าใช้งานเครื่องเป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย และตัวเลือกการ์ด LTE-A คู่กับเทคโนโลยี WWAN ออนไลน์ได้เหมือนใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุด 10th Gen Intel® Core™ i7 กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620 หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 16GB LPDDR3 ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB SSD PCIe จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   ThinkBook ขนาด 15 นิ้ว แล็ปท็อปประสิทธิภาพระดับองค์กร แต่ราคาระดับ mid-range มาพร้อมบานพับโลหะผสมที่ใช้เทคโนโลยี Powdere-Metal ทนทานต่อการเปิด-ปิดกว่า 25,000 รอบ ขอบจอสุดบาง จอมีสัดส่วนพื้นที่การมองมากถึง 83% เมื่อเทียบกับขนาด และพอร์ต USB 3.1 ช่วยให้ผู้ใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ตลอดเวลา แม้เครื่องปิดอยู่ และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับทหาร 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5 กราฟิก: Intel UHD หรือตัวเลือกกราฟิกแยก AMD Radeon™ 620 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB แบบ HDD หรือ 1TB แบบ M.2 PCIe SSD หรือตัวเลือก Intel® Optane™ Memory H10 + 512GB SSD จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 10 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   IdeaPad L340 Gaming แล็ปท็อปเร็วแรงคู่กายสายเกม มาพร้อมคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ที่มีไฟพื้นหลังสีฟ้าเสริมบรรยากาศ ระบบเสียง Dolby Audio™ พลังที่แท้จริงของเทคโนโลยีเสียงขั้นสูง การเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.2 และ Wi-Fi 5 ยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมแบบพกพา และซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจเช็กสเปคตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น รวมถึงเชื่อมต่อปรับจูนกับเกมที่ติดตั้งไว้ได้ด้วย โปรเซสเซอร์: 9th Gen Intel® Core™ i7 กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด NVIDIA® GeForce® GTX 1650 หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 24GB DDR4 ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 256GB SSD + 1TB จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching กันแสงสะท้อน แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   Legion 5 (AMD) แล็ปท็อปขั้นเทพเพื่อเกมเมอร์ตัวจริง มาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิ และระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 2.0 ควบคุมอุณหภูมิเครื่องได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี Q Control 3.0 ผู้ใช้สามารถเลือกปรับโหมดได้ด้วยตนเอง ระหว่าง Quiet, Balance และ Performance รีเฟรชเรทที่ 144Hz เล่นเกมได้ลื่นไหลต่อเนื่อง และระบบลำโพง 2W Harman Kardon คู่กับ Dolby Atmos โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุดโปรเซสเซอร์โมบายล์ AMD Ryzen™ 7 4800H กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด AMD Radeon™ 620 สูงสุด NVIDIA® GeForce® RTX™ 2060 หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD จอ: 15.6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 300 nits 100% sRGB Dolby Vision แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home   ThinkPad T14s แล็ปท็อปทรงพลังพกพาสะดวกสำหรับการทำงาน มาพร้อมฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่าง Modern Standby เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ภายในหนึ่งวินาที และ Wake On Voice รับฟังคำสั่งของผู้ใช้ได้จากทุกมุมห้อง เมื่อเปิดฝาจอเครื่องไว้ เพิ่มความคล่องตัวให้งานทุกประเภท โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยครบวงจร ThinkShield การ์ด LTE-A WWAN อุปกรณ์เสริมช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้ทุกที่ และ AMD Memory Guard เข้ารหัสหน่วยความจำเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro กราฟิก: AMD Radeon™ Vega หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard Touchscreen แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 16 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro   ThinkPad X13 (AMD) แล็ปท็อปที่ตอบโจทย์การใช้งานระดับธุรกิจ มาพร้อม ThinkShutter สำหรับปิดเว็บแคม และหน้าจอ PrivacyGuard with PrivacyAlert ป้องกันไม่ให้คนแอบดูหน้าจอจากข้างหลังผู้ใช้ ทั้งสองเป็นฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม การเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 6 เพื่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบไม่ติดขัด และฟังก์ชันใหม่บนปุ่ม F9-F11 ให้ผู้ใช้โทรออก รับสาย หรือวางสายโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดาย โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro กราฟิก: AMD Radeon™ Vega หน่วยความจำ: 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD จอ: 13.3 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 13 ชั่วโมง ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro
07 Dec 2020
สมาร์ทโฟน 5G สุดคุ้ม “Galaxy A42 5G” จากซัมซุง เร็วแรงพร้อมลุยทุกการใช้งาน ในราคาหมื่นต้น
ใครว่าเงินหมื่นต้นจะซื้อมือถือสเปคเทพไม่ได้แต่ซัมซุงไม่คิดแบบนั้นเพราะด้วยสเปคและประสิทธิภาพความเร็วแรงที่เหนือราคา ทำให้ Galaxy A42 5G เป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดในเวลานี้กับราคาค่าตัวเพียง 11,990 บาท เพราะนอกจากจะรองรับการเชื่อมต่อบนสัญญาน 5G คุณภาพแล้ว ซัมซุงยังจัดเต็มด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง Snapdragon 750G ที่มีการประมวลผลเร็วแรงแบบ Octa-core และให้ RAM มาสูงถึง 8GB ช่วยเพิ่มสมรรถนะการใช้งานอย่างเต็มพิกัด ตอบโจทย์ทั้งสายเกมเมอร์และสายคอนเทนต์อย่างลงตัว หมดปัญหาเรื่องเครื่องช้า เล่นเกมแล้วกระตุก หรือสตรีมมิ่งคอนเทนต์ไม่ทันใจ ที่สำคัญ Galaxy A42 5G ยังคงเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy A ไว้ด้วยฟีเจอร์หลักคุณภาพคับแก้ว จอ-กล้อง-แบต ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอใหญ่คมชัดแบบ Super AMOLED กล้องสวยเลนส์ครบ พร้อมแบตเตอรี่ทรงพลังถึง 5,000 mAh มาดูกันว่า ประสิทธิภาพเหนือราคาของ Galaxy A42 5G เครื่องนี้จะตอบโจทย์และโดนใจสายสปีดขนาดไหน นอกจากนี้ ลูกค้า Galaxy A42 5G ยังได้รับเอกสิทธิ์พิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การใช้งาน YouTube Premium ฟรี 2 เดือน รวมถึงสิทธิประโยชน์จาก Galaxy Gift พร้อมบริการช่วยเหลือพิเศษระดับ Galaxy Butler Blue จองคิว เข้ารับบริการที่ศูนย์ล่วงหน้าได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Members พร้อมบริการเครื่องสำรองระหว่างรอการซ่อม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/butler/ สัมผัสประสบการณ์ความเร็วแรงของ Galaxy A42 5G (กาแลคซี่ เอ 42 5G) สมาร์ทโฟนสายพันธุ์สปีด แรงทุกสเปค ได้แล้ววันนี้ ที่ Samsung Experience Store, Samsung Online Store และผู้ให้บริการเครือข่าย มาพร้อมตัวเลือก 3 สีสุดโมเดิร์น ได้แก่ Prism Dot Black, Prism Dot White และ Prism Dot Gray ในราคาเพียง 11,990 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของซัมซุง Galaxy A42 5G ได้ที่ https://bit.ly/3kxWquf
02 Dec 2020
หัวเว่ยเปิดตัว HUAWEI Y7a สมาร์ทโฟนสุดคุ้มตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สายเอนเตอร์เทน ครบจบ ราคาโดนใจ
หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดตัว HUAWEI Y7a สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจาก HUAWEI Y series สมาร์ทโฟนดีไซน์เก๋ นวัตกรรมเป็นเลิศ ในราคาที่จับต้องได้ โดย HUAWEI Y7a รุ่นล่าสุดนี้ เป็นสมาร์ทโฟนครบเครื่องที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่สายเอนเตอร์เทนด้วยหน้าจอใหญ่คมชัดเต็มตา แบตอึดใช้ได้นาน เหมาะกับไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ก็ไม่ต้องกังวล และยังมาพร้อมกับกล้องหลังอัจฉริยะสุดล้ำ 4 ตัว ที่ทำให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพ พร้อมฟังก์ชั่นเพื่อความบันเทิงและการใช้งานโซเชียลมีเดียจัดเต็มไม่ว่าจะไลฟ์สไตล์ไหนๆ ก็เพลิดเพลินไปกับความครบครัน คุ้มค่า อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ในราคาที่ใครๆ ก็เอื้อมถึง จอใหญ่เต็มตา เสพความบันเทิงคมชัดถึงใจสายเกมและคอหนัง ด้วยหน้าจอใหญ่จุใจเต็มตาขนาด 6.67 นิ้ว HUAWEI Ultra FullView Display ความคมชัดระดับ 2400 x 1080 ทำให้ HUAWEI Y7a เป็นสมาร์ทโฟนที่หน้าจอใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในกลุ่มราคาเดียวกัน ทั้งยังมีเทคโนโลยีแสงสีฟ้าถนอมสายตาทำให้เสพความบันเทิงแบบนอนสต็อปได้อย่างไร้กังวล ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ก็เพลิดเพลินด้วยภาพที่ละเอียด คมชัด เต็มตา ถึงใจ โดยผู้ใช้งานยังสามารถเพลิดเพลินไปกับแอปพลิเคชันฮิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม โซเชียลมีเดีย หรือเสิร์ชเอนจิ้น  ก็หาได้ครบเพียงคลิกเดียวผ่าน HUAWEI AppGallery และ Petal Search ที่ติดตั้งมาพร้อมกับตัวเครื่อง ไม่พลาดทุกแอปยอดฮิตกับ HUAWEI AppGallery และ Petal Search ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันโปรดนับล้านได้บน HUAWEI AppGallery และ Petal Search ผ่านการใช้งานง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วโดยการค้นหาแอปที่ต้องการผ่าน HUAWEI AppGallery หรือจะพิมพ์ชื่อแอปที่ต้องการผ่าน Petal Search วิดเจ็ตอัจฉริยะที่ช่วยค้นหาแอปพลิเคชันได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม แล้วเลือกติดตั้งลงบนเครื่อง ส่วนการอัปเดตแอปพลิเคชันต่างๆ ก็ทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก เพียงเปิด Petal Search แล้วไปที่ “ฉัน” บริเวณมุมขวาล่าง แล้วเลือกการดาวน์โหลด และไปที่การอัปเดต อีกทั้งยังสามารถใช้ Petal Search ค้นหาคีย์เวิร์ดต่างๆ ได้แบบเดียวกันกับเสิร์ชเอ็นจินทั่วไป ไม่ว่าจะค้นหาข่าวสาร ความบันเทิง หรือข้อมูลที่ต้องการทราบ ก็ทำได้ครบถ้วน รองรับ 22.5W HUAWEI SuperCharge เพื่อประสบการณ์ที่ไม่มีสะดุด HUAWEI Y7a มาพร้อมกับเทคโนโลยี 22.5W HUAWEI SuperCharge1 ที่ส่งมอบการเชื่อมต่อเพื่อความบันเทิงอย่างการเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ใช้แอปพลิเคชันต่างๆ อย่างไม่มีสะดุด ไหลลื่น และมีประสิทธิภาพ ด้วยแบตที่อึดและใช้ได้นาน เพราะใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถดูวิดีโอไปยาวๆ ได้ถึง 2 ชั่วโมง2 แบบจุใจ ถือเป็นฟีเจอร์ที่เหมาะสำหรับผู้มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ เพราะเพียงแค่เสียบสายชาร์จไว HUAWEI SuperCharge 22.5W ก็หมดกังวลว่าแบตจะไม่พอใช้งานจนหมดวัน และด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 5000 mAh (Typical Value) ก็ยิ่งทำให้ HUAWEI Y7a เป็นสมาร์ทโฟนแบตอึดที่ใช้ได้นานถึงใจโดยสามารถเล่นวิดีโอออฟไลน์ได้แบบมาราธอน 23 ชั่วโมง3  อีกทั้งเทคโนโลยี AI Power Saving ยังช่วยเสริมความอึดของแบต ทำให้ผู้ใช้งานดื่มด่ำไปกับความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ เช่น เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง และ อื่น ๆ ได้อย่างเต็มอิ่ม ราบรื่น และไม่มีสะดุด เก็บทุกโมเม้นต์สำคัญด้วยกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล หัวเว่ยได้อัพเกรดกล้องให้ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยกล้องหลังที่สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงกับกล้องหลักความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ขนาด 1/2 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ที่ช่วยประมวลผลให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น ให้ภาพที่คมชัด สีสันสมจริงมากขึ้น ทั้งยังมาพร้อมกับเลนส์อัลตร้าไวด์ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 120 องศา ได้ภาพมุมกว้างที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เลนส์โบเก้ ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่ช่วยให้วัตถุในภาพเด่นชัดขึ้นจากการไล่ระดับความเบลอของฉากหลังได้ดี เลนส์มาโครความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่ถ่ายวัตถุขนาดเล็กระยะใกล้ได้ถึง 4 ซม. อย่างคมชัด และกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับแฟลชซึ่งช่วยเพิ่มความละมุนให้กับการถ่ายภาพเซลฟี่ในที่แสงน้อย โดยเทคโนโลยี AI ที่นอกจากจะช่วยยกระดับเรื่องของการถ่ายภาพแล้ว ยังช่วยระบายความร้อนจากการประมวลผลของตัวเครื่องได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น HUAWEI Y7a ยังมาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายภาพตอนกลางคืนที่น่าประทับใจด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับขั้นสูงและเทคโนโลยี AI ด้วยเทคนิค multi-frame noise reduction หรือการถ่ายภาพหลายช็อตในครั้งเดียวเพื่อลดสัญญาณรบกวนบนภาพ ทำให้ได้ภาพที่สว่างและเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น และโหมดอื่นๆ เช่น โหมดภาพวาดด้วยแสง โหมดรูรับแสง (หน้าชัดหลังเบลอ) และโหมดภาพถ่ายส่วนบุคคล หน่วยความจุที่ใหญ่กว่าเดิมซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดกว่าเดิม ด้วยความจุ RAM 4GB และ ROM 128GB ทำให้เก็บภาพ วิดีโอ และไฟล์เสียงได้แบบไร้กังวล โดย HUAWEI Y7a ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI 10.1 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเช่น MeeTime ที่ผู้ใช้งานสามารถวิดีโอคอลระหว่างสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ของหัวเว่ย ได้ด้วยความละเอียดสูงสุด 720 พิกเซล Smart Collage ในคลังเก็บภาพ ตลอดจนลูกเล่นและโหมดที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงที่สามารถเปิดใช้งานเมื่อแบตเหลือน้อยให้ยังใช้งานต่อได้เป็นชั่วโมง ปุ่มควบคุมทิศทางของระบบที่เพิ่มความสะดวกสบายในการเรียกใช้งานย้อนหลัง ไม่ว่าจะเข้าหน้าโฮม หรือใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ โหมด E-book การเชื่อมต่อกับทีวี และฟังก์ชันแสกนนิ้วด้านข้าง ที่ทำให้เปิดปิดเครื่องได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถสั่งการทำงานบนมือถือได้หลายคำสั่ง เช่น ใช้ข้อนิ้วมือเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อ Screenshot หน้าจอ หรือใช้ข้อนิ้วมือวาดเป็นตัว S เพื่อ Screenshot หน้าจอแบบเลื่อนลงมายาวๆ ได้ ทำให้การ Screenshot ทำได้สะดวก รวดเร็ว ทันใจมากขึ้น  HUAWEI Y7a พร้อมให้ทุกคนจับจองเป็นเจ้าของกันแล้วตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป ในราคาสุดคุ้ม 5,999 บาทเท่านั้น โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Crush Green, Midnight Black และ Blush Gold พร้อมโปรโมชั่นช่วงเปิดตัวสุดพิเศษ ด้วยของแถมจุใจอย่างกระเป๋าสะพายหลัง Space Gray Backpack มูลค่า 790 บาท และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน HUAWEI Cloud storage ความจุ 15GB เป็นเวลา 12 เดือน มูลค่า 277 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ถึง 15 ธันวาคม 2563 หรือจนกว่าของแถมจะหมด โดยวางจำหน่ายที่ HUAWEI Experience Store  และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมทั้ง หัวเว่ยสโตร์ออนไลน์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2TLo4sD  ภายในงาน หัวเว่ยยังได้เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นเรือธง HUAWEI WATCH GT 2 Pro ที่พรีเมียมทั้งดีไซน์และวัสดุซึ่งใช้ไทเทเนียมที่แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และหน้าปัดแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน ที่มาพร้อมกับโหมดออกกำลังกายมากถึง100 โหมด และฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกมากมายเช่น พูดคุยโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ ระบบนำทางกลับ (Route Back) เปลี่ยนหน้าจอผ่าน One-Hop ชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย เป็นต้น ในราคาเพียง 9,990 บาท พร้อมโปรโมชั่นโดนใจอย่าง HUAWEI SuperCharge Wireless Charger มูลค่า 1,690 บาท ตั้งแต่วันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2563 หรือจนกว่าของแถมจะหมด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/35YU9mz
05 Nov 2020
Lenovo Legion Phone Duel ปฐมบทแห่ง Legion เกมมิ่งสมาร์ทโฟน ขั้นสุดแห่งพลังของการเล่นเกมบนมือถือ
(กลาง) คุณธเนศ อังคศิริสรรพ, ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน, (ขวา) คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ, ผู้จัดการทั่วไปประจำพม่า ลาว กัมพูชา และผู้อำนวยการส่วนธุรกิจคอนซูเมอร์ประจำไทย และ (ซ้าย) คุณศรัณยพงศ์ สินทิพย์, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง เลอโนโว ถ่ายภาพในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์เกมมิ่งสมาร์ทโฟน Lenovo Legion Phone Duel เกมมิ่งสมาร์ทโฟน Lenovo Legion Phone Duel ประเทศไทย - 22 ตุลาคม 2020 -– เลอโนโวเปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรก Lenovo Legion Phone Duel ที่มาพร้อม Duel Technology Architecture ช่วยผสานการออกแบบเครื่องทั้งซอฟต์แวร์ภายใน และฮาร์ดแวร์ภายนอกให้ตอบโจทย์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนอย่างไร้ข้อจำกัดที่แท้จริง Lenovo Legion คือไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่งจากเลอโนโวที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก1 โดยมีผลิตภัณฑ์เพื่อการเล่นเกมที่ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จอมอนิเตอร์ และอุปกรณ์เสริมเพื่อการเล่นเกมอีกมากมาย วันนี้เลอโนโวพร้อมขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อการเล่นเกมด้วยการเปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ออกแบบขึ้นจาก feedback ของเกมเมอร์ทั่วโลกว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเค้ามองหาในผลิตภัณฑ์เกมมิ่งสมาร์ทโฟน  ความนิยมของการเล่นเกม e-sport บนมือถือมีการเติบโดอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เกมเมอร์มองหาในเครื่องคือ การจัดการความร้อนที่ต้องทำได้ดี มีปุ่มกดเฉพาะเพื่อการปรับแต่งที่สะดวก และสามารถใช้งาน livestreaming ได้เพื่อที่เกมเมอร์เหล่านี้จะได้โชว์ความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์บนเวทีการแข่งขันที่เชื่อมถึงกันทั่วโลก เลอโนโวได้ออกแบบ Legion Phone Duel  ให้ไม่เพียงแค่ตอบสนองต่อความต้องการที่เหล่าเกมเมอร์มองหา แต่ยังให้คุณสมบัติแห่งอนาคตที่เหนือไปอีกขั้นกับความสามารถในการรองรับการใช้งาน 5G และคลาวด์เกมมิ่ง เหนือสุดแห่งความแรง ที่สุดแห่งความเร็ว Legion Phone Duel มาพร้อมชิปเซ็ตอันทรงพลังอย่าง Qualcomm® Snapdragon™ 865 Plus ที่ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลเครื่องที่เร็วและแรงผ่านเทคโนโลยี Qualcomm Snapdragon Elite Gaming™ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน 5G2 เสริมประสิทธิภาพเครื่องด้วย 5th gen ชิปเช็ตหน่วยความจำสูงสุดถึง 16GB LPDDR5, RAM และความจุสูงสุดถึง 512GB3 UFS 3.1.5. เต็มที่กับการแสดงผลบนหน้าจอขนาด 6.65 นิ้ว ความละเอียดมากถึง 2340 x 1080 พิกเซล พร้อมรีเฟรชเรตสูงถึง  144Hz นอกจากนี้ยังรองรับอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอ (touch sample rate) ที่สูงถึง 240Hz ช่วยให้ทุกสัมผัสหน้าจอตอบสนองอย่างรวดเร็วในทุกเกมแห่งชัยชนะ ผสานพลังจากภายนอกและภายในด้วย Dual Technology Architecture สองย่อมดีกว่าหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยี Dual Technology Architecture ที่เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ Legion Phone Duel เริ่มต้นตั้งแต่วงจรพลังงานของเครื่อง Dual Batteries - แบตเตอรี่แบบแพ็คคู่ขนาด 2500mAh ที่รวมแล้วให้ความจุแบตเตอรี่ขนาด 5000mAh ถูกจัดวางให้อยู่ด้านซ้ายและขวาในตำแหน่งที่ตรงกับฝ่ามือ เพื่อเว้นที่ตรงกลางสำหรับวาง logic board ที่มีความร้อนให้ไกลกับฝ่ามือของผู้ใช้งานซึ่งมีความร้อนเช่นกัน เพื่อจัดการอุณหภูมิในการเล่นของเครื่องให้สามารถเล่นได้อย่างต่อเนื่องสบายมือ จะเล่นเกมติดต่อกันแบบมาราธอนก็สามารถทำได้อย่างไร้กังวล ด้วยเทคโนโลยีท่อระบายความร้อนระดับ     ไฮเอนด์แบบ Dual-Liquid, แผ่นกราไฟต์ที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีเยี่ยม และแผ่นทองแดง เพื่อให้มั่นใจว่าควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเที่ยงตรง ให้เกมเมอร์เต็มที่กับประสบการณ์เล่นเกมที่ยอดเยี่ยมและยาวนาน Dual Type-C Charging ให้ความสะดวกในการชาร์จด้วยพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C  2 ตำแหน่งที่ด้านข้างและด้านล่างของเครื่องเพื่อให้คุณเลือกชาร์จแบตเตอรี่จากที่ชาร์จขนาด 65W ได้ทั้งแบบหนึ่งหรือ 2 ที่ชาร์จพร้อมกันโดยจะให้พลังแบตเตอรี่จาก 0% - 100% ภายใน 34 นาที (หรือ 0% - 60% ใน 15 นาที) Dual Shoulder Controls ปุ่มไกควบคุมแบบอัลตร้าโซนิคด้านซ้ายขวามาพร้อมกลไก Dual Haptics ที่ช่วยให้ทุกการกดในขณะเล่นเกมได้ความลึกสมจริงเสมือนเป็นปุ่มกดจริงทั้งยังสามารถปรับระดับการตอบสนองให้รับกับความต้องการของผู้เล่นได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น การปรับโหมดการยิงในเกม (สูงสุดที่การยิง 10 ครั้งต่อวินาที) ด้วยการกดปุ่มไกแบบลากยาว เซ็นเซอร์แบบ gyroscope ช่วยปรับมุมมองในการเล่นให้เป็นแบบเกมมิ่งโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่คุณหมุนเครื่องให้อยู่ในแนวนอนในลักษณะพร้อมเล่นเกม Dual Front-Facing Speakers ลำโพงคู่หน้าที่หันเข้าหาผู้เล่นให้คุณได้ยินเสียงฝีเท้าคู่ต่อสู้ได้อย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีเสียง Dirac Audio ที่มาพร้อมอะคูสติก แชมเบอร์ขนาดใหญ่ถึง 1.4cc ให้เสียงดังแบบ 3 มิติ รับประสบการณ์เสมือนได้เข้าไปอยู่ในเกม Dual Livestreaming ฟังก์ชั่นสำหรับการไลฟ์สตรีมผ่านกล้องหน้าแบบ pop-up ความละเอียดขนาด 20MP ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าสู่โหมดการไลฟ์สตรีมในเวลาเพียง 0.5 วินาที ไลฟ์สตรีมหน้าและเสียงขณะเล่นกับภาพแบบ overlay บนหน้าจอเกมที่เล่น ซึ่งฟังก์ชัน Dual Livestreaming สามารถใช้งานได้บนแอปที่รองรับการไลฟ์สตรีมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตัวฟังก์ชันยังมาพร้อมความสามารถในการลบภาพพื้นหลัง ปรับแต่งใบหน้าของคุณด้วย selfie editor ที่ใช้ความสามารถของ AI ในการรีทัช ปรับแต่งภาพและสร้างฟิลเตอร์ บันทึกเสียงทุกการไลฟ์ให้ดังฟังชัดด้วยไมโครโฟนแบบรอบทิศทาง 4 ตัวที่มาพร้อมระบบจัดการเสียงรบกวนรอบข้าง Legion Phone Duel มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 64MP และเลนส์แบบ ultrawide ขนาด 16MP ให้ภาพละเอียดคมชัดในทุกมุมมอง นอกจากนี้ยังรอบรับการอัดวีดีโอแบบ 4K ที่เฟรมเรต 30FPS เล่นในแบบที่คุณต้องการ ต่อเนื่องตลอดวัน Legion Phone Duel มาพร้อมอินเตอร์เฟซแบบเฉพาะที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถใช้งานเครื่องในมุมมองแบบแลนด์สแคปได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะเพื่อการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม Legion Realm แดชบอร์ดกลางของเครื่องที่ให้ผู้ใช้ควบคุมปรับแต่งฮาร์ดแวร์เครื่อง ไล่ดูรายชื่อเกมที่ดาวน์โหลดไว้ หรือเลือกเครือข่ายในการเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็น  WLAN, 5G, หรือ Wi-Fi 6 ได้อย่างรวดเร็ว ดูเกมที่คุณเล่นย้อนหลังเพื่อศึกษากลยุทธในฉากที่ไฮไลท์ก็ทำได้อย่างง่าย ๆ ผ่านฟังก์ชั่นการพรีวิว หรือจะรวมคลิปเข้าด้วยกันเพื่อแชร์ให้เพื่อรวมทีมไปศึกษาก็ทำได้ หรือถ้าคุณเพิ่งผ่านสมรภูมิสุดหิน หรือทำสถิติคะแนนใหม่แต่คุณลืมที่จะกด record ก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพียงแค่คุณสไลด์นิ้วมือไปทางซ้ายบนปุ่มไกควบคุมด้านขวา เกมมิ่งสมาร์ทโฟนสุดอัจฉริยะอย่าง Legion Phone Duel ก็จะรีเพลย์ฉากที่เครื่องอัดไว้แบบอัตโนมัติให้กับคุณเพื่อที่คุณจะสามารถกดอัดบันทึกไว้ดูในอนาคต ไม่พลาดทุกการติดต่อที่สำคัญด้วยการปรับแต่งสีไฟ RGB บน สัญลักษณ์ตัว Y ด้านหลังเครื่องให้เปลี่ยนสีเพื่อเตือนเมื่อคุณมีข้อความเข้า หรือบอกสถานการณ์ชาร์จของแบตเตอรี่ และสุดท้าย หากคุณต้องการเปลี่ยนอรรถรสในการเล่นจากหน้าจอเครื่องไปที่จอมอนิเตอร์เพื่อมุมมองที่แปลกใหม่ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงต่อ Legion Phone Duel เข้ากับจอมอนิเตอร์ คีย์บอร์ด หรือเม้าส์ผ่านพอร์ต USB-C Lenovo Legion Phone Duel จะวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 28 ตุลาคม 2020 เป็นต้นไป ตามรายละเอียดดังนี้ Lenovo Legion Phone Duel 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 บาท Lenovo Legion Phone Duel 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ  Lenovo Legion Phone Duel ได้แก่ AIS, Banana, Blue Shop, IT-City, JD, JIB และ Speed Computer  Pre-Order Promotion สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อระหว่างวันที่ 22 – 28 ตุลาคม 2020 รับสิทธิรับของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 3,500 บาท ดังนี้  Lenovo Legion Phone Duel 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 THB รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท Lenovo Legion Phone Duel 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท และ Legion Gaming Headset H300 มูลค่า 1,390 บาท ติดตามความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์ Lenovo Legion ในประเทศไทยได้ที่  www.lenovo.com/th/th/legion และ https://www.facebook.com/lenovolegionTH/
22 Oct 2020
วันพลัสเปิดตัวสมาร์ทโฟนพรีเมียมแฟลกชิป “OnePlus 8T 5G” Ultra Fast. Ultra Smooth.
OnePlus เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นพรีเมียมใหม่ล่าสุด OnePlus 8T 5G อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปท์ Ultra Fast. Ultra Smooth. พร้อมมอบความเร็วแรง และลื่นไหลแบบไม่มีสะดุด ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีชาร์จเร็วอย่าง Warp Charge 65 และหน้าจอ 120Hz แบบ Fluid AMOLED display ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของประสบการณ์การใช้งานบน OnePlus 8T 5G ทลายทุกขีดจำกัดในตัวคุณ ที่คอเกมเมอร์ไม่ควรพลาด กับชิปเซ็ท Qualcomm® SnapdragonTM 865 รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ไม่ว่าจะเป็นเกมเมอร์สายไหนก็เร็วแรงทรงพลัง ลื่นสุด ๆ ไม่มีสะดุด ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ 120Hz Fluid AMOLED  ขนาด 6.55 นิ้ว บนความละเอียดสูง FHD+ ภาพสวยเนียนตา ลื่นไหลทุกการสัมผัส สมูททุกการปัด เอาใจสายโซเซียลตัวจริง ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวกับชุดกล้องหลัง 4 ตัวแบบ Quad Camera ความสามารถที่หลากหลาย เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ ด้วยกล้องหลักความคมชัดสูงสุด 48 MP พร้อมระบบกันสั่น  ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นด้วยเลนส์อัลตร้าไวด์ มุมมองการรับภาพกว้างที่สุดถึง 123 องศา ความคมชัด 16 MP ให้ภาพที่สวยคมชัด ในสภาพแสงที่หลากหลาย แม้ในเวลากลางคืนหรือที่แสงน้อยกับโหมด Nightscape  เลนส์ Macro ความคมชัด 5 MP ถ่ายชัดใกล้สุดในระยะ 3 เซนติเมตร และเลนส์ Monochrome ความคมชัด 2MP ให้คุณสนุกกับการถ่ายภาพแบบสตูดิโอได้อย่างที่เป็นตัวคุณ พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นและการถ่ายวิดีโอแบบโบเก้ รวมถึงการถ่ายในที่มีแสงน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกช่วงเวลาบันทึกไว้ได้สวยงามและง่ายดาย กับรายละเอียดที่สะกดทุกสายตาได้อย่างน่าทึ่ง บอกลาการชาร์จข้ามคืนด้วย Warp Charge 65 การชาร์จเร็วเท่าที่เคยมีมาของ OnePlus ในความจุแบตเตอรี่อึดถึง 4,500 mAh สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม ใช้เวลาเพียง 39 นาที ให้คุณออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน หมดห่วงเรื่องแบตหมดระหว่างวันไปได้เลย  ที่มาพร้อมกับ OxygenOS 11 ใหม่ล่าสุดบนระบบปฏิบัติการ Android 11 ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง กับประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ในรูปแบบที่ได้รับการอัพเดต รวมถึงการออกแบบที่โดดเด่น และมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อการใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นใหม่ ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพให้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งาน และความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลของคุณได้ นอกจากนี้ OxygenOS 11 ยังมีแอนิเมชันและท่านำทางต่าง ๆ ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นใหม่ ตลอดจนการปรับแต่งมากมายเช่น ตัวเลือกนาฬิกา Always On Display ใหม่ให้เลือกสร้างสรรค์ได้ตามใจชอบอีกด้วย พร้อมด้วยการปรับปรุงการควบคุมท่าทางด้วยมือเดียวที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น และ Zen Mode 2.0 รูปลักษณ์หน้าตาการใช้งาน ที่ดูสะอาดตาช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน ให้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งานที่ละเอียดอ่อนและเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับ OnePlus 8T 5G เปิดตัวด้วยกันถึง 2 รุ่น ดังนี้ RAM 8GB ROM 128GB สี Lunar Silver ราคาอยู่ที่ 24,990 บาท RAM 12GB ROM 256GB สี Aquamarine Green ราคา 29,990 บาท มั่นใจยิ่งขึ้นกับการบริการหลังการขายทาง OnePlus ซึ่งได้ร่วมจับมือกับ OPPO โดยผู้ใช้งานสามารถเข้ามาใช้รับบริการหลังการขาย ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 และศูนย์บริการ OPPO Service Center รวมทั้งหมด 42 สาขาทั่วประเทศ  สามารถซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่ได้ทันทีทั้ง 12 สาขา OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5 ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 ศูนย์บริการออปโป้สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต  ศูนย์บริการออปโป้สาขาอิมพีเรียลฯ สำโรง ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต ศูนย์บริการออปโป้สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาอยุธยาพาร์ค ศูนย์บริการออปโป้สาขาชลบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลนครราชสีมา ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ท ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่ และสาขาที่สามารถนำไป Drop-off เพื่อรอส่งซ่อมต่อไปได้ทั้ง 29 สาขา ดังนี้ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางแค ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลบางนา ศูนย์บริการออปโป้สาขาซีคอนฯ ศรีนครินทร์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ จุดบริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ ศูนย์บริการออปโป้สาขากาญจนบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาลพบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขานครปฐม ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันปราจีนบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาระยอง ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลศาลายา ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันสระบุรี ศูนย์บริการออปโป้สาขาบุรีรัมย์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น ศูนย์บริการออปโป้สาขาร้อยเอ็ด ศูนย์บริการออปโป้สาขาสกลนคร ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุดรธานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาเชียงราย ศูนย์บริการออปโป้สาขาลำปาง ศูนย์บริการออปโป้สาขานครสวรรค์ ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสัน กำแพงเพชร ศูนย์บริการออปโป้สาขาชุมพร ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต ศูนย์บริการออปโป้สาขานครศรีธรรมราช ศูนย์บริการออปโป้สาขาปัตตานี ศูนย์บริการออปโป้สาขาสุราษฎ์ธานี หากท่านใดไม่สะดวกเดินทางไปยังศูนย์ซ่อมที่แจ้งมาข้างต้น สามารถติดต่อ Call-Center OnePlus Thailand ผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ 02-793-3818 เพื่อติดต่อและขอใช้บริการส่งซ่อมผ่าน Kerry Express ได้ (สงวนสิทธิ์การให้บริการเฉพาะเครื่องศูนย์ไทยเท่านั้น) OnePlus 8T 5G เปิดสั่งจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 21 – 29 ตุลาคม 2563 ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พิเศษเมื่อสั่งจองล่วงหน้ารับฟรี!! E-VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง นาน 1 ปี พร้อมกระเป๋าเดินทาง OnePlus Luggage และขวดน้ำสุดพรีเมียม OnePlus Water Bottle รวมมูลค่า 15,170 บาท และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ พิเศษ!! โปรโมชันสำหรับช่องทางผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง AIS, DTAC และ Truemove H รับข้อเสนอสุดพิเศษในช่วงสั่งจองล่วงหน้า OnePlus 8T ในราคาเริ่มต้นเพียง 12,490 บาทเท่านั้น หรือสั่งจองผ่านช่องทางหน้าร้านได้ที่ Banana IT, CSC, IT City, Jaymart, TG Fone  และช่องทางออนไลน์ได้พร้อมกันทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็น LAZADA, JD Central, Shopee และ Thisshop พร้อมของสมนาคุณตามแต่ละช่องทางอีกมากมาย ดูรายละเอียดหรือติดต่อสอบถามข้อมูลผ่านทาง OnePlus Thailand ได้ที่ ช่องทาง Official Website >>> https://www.oneplus.com/th ช่องทาง Facebook Fanpage >>> https://www.facebook.com/oneplusthailand  ช่องทาง Instagram  >>> https://www.instagram.com/oneplus_thai/  หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818
21 Oct 2020
เวสเทิร์น ดิจิตอล เสริมตลาดระบบบันทึกวิดีโอที่รองรับ AI ที่กำลังเติบโตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยโซลูชันในกลุ่มผลิตภัณฑ์ WD Purple
การผสมผสานกันระหว่างฮาร์ดดิสก์ใหม่ขนาด 18TB  การ์ด microSD ขนาด 1TB และซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาเพื่อรองรับเวิร์คโหลดของการสตรีมมิ่งตลอด 24 ชม. ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของเครื่องบันทึก กล้องอัจฉริยะ กล้องแบบ NVR ระบบเรียนรู้เชิงลึกและแอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอในเรื่อง ขนาดความจุ ประสิทธิภาพการทำงาน และความทนทาน กรุงเทพฯ 24 กันยายน 2563 – เวสเทิร์น ดิจิตอล (NASDAQ: WDC) ประกาศเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์กลุ่มสตอเรจโซลูชันในตระกูล WD Purple™ ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถออกแบบและสร้างโซลูชันที่สามารถรองรับเวิร์คโหลดที่หลากหลายของวิดีโออัจฉริยะ โดยจะประกอบด้วย ฮาร์ดดิสค์สำหรับกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพแบบดิจิตอล (DVR) และกล้องไอพีที่ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพ (NVR) และแอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอที่มีขนาดถึง 18TB* ซึ่งเป็นความจุที่สูงสุดในอุตสาหกรรม สำหรับ รวมถึงการ์ด WD Purple SC QD101 microSD™ ขนาด 1TB* สำหรับกล้องที่รองรับการทำงานแบบ AI ไดร์ฟทุกตัวในกลุ่ม WD Purple สร้างมาตรฐานให้กับแอปพลิเคชันสำหรับวิดีโออัจฉริยะ เพราะอุตสาหกรรมกล้องวงจรปิดกำลังขยายขอบเขตของการนำการเรียนรู้และการวิเคราะห์เชิงลึกมาใช้ เวสเทิร์น ดิจิตอลจึงพัฒนาไดร์ฟที่สามารถช่วยลดการสูญเสียเฟรมภาพและการเคลื่อนไหวแบบหยุดเป็นจังหวะ (Pixilation) ปรับปรุงคุณภาพการเล่นวิดีโอที่บันทึกไว้ และเพิ่มประสิทธิภาพการสตรีมเวิร์คโหลดที่ทำงานตลอด 24 ชม. ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การรับข้อมูลจนถึงการสำรองข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลระยะยาว เพราะ WD ต้องการพัฒนาการวิเคราะห์ข้อมูลและ deep learning ปัจจุบันอาคารพาณิชย์ หน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชน ต่างกระตือรือร้นในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์เชิงลึก (Deep learning) มาใช้เพื่อที่ให้ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Automation) โดยลดการทำงานของคนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น กล่าวคือ พนักงาน ลูกค้า และชุมชน จะมีประสบกาณณ์การใช้งานที่ดีขึ้นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อัลกอริธึมของ  Deep learning ต้องการข้อมูลที่สร้างขึ้นจาก IoT และระบบนิเวศที่สัมพันธ์กันของอุปกรณ์ปลายทางต้องการคุณภาพไฟล์ที่มีความละเอียดที่สูงขึ้นเพื่อวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น และต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในกล้องและการบันทึกวิดีโอแบบ NVR ที่เพิ่มมากขึ้น ตามรายงานฉบับล่าสุดของ Omdia เรื่อง Video Surveillance & Analytics Intelligence Service ตีพิพม์เดือนกรกฎาคม 2563 กล่าวว่า ปริมาณการส่งกล้องที่มีอัลกอริทึม Deep Learning เพื่อจัดจำหน่ายยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2562-2567) โดยอัตราการเติบโต (CAGR) จะอยู่ที่ 67% และการบันทึกวิดีโอแบบ NVR ที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์เชิงลึกจะเติบโตตามมาที่ 37% ขณะที่แอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอจะเติบโตที่ 43% นอกจากนี้ จาก การสำรวจที่ เวสเทิร์น ดิจิตอล จัดทำขึ้น ในปี 2563 โดยสำรวจบริษัทผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภับแบบครบวงจรในทวีปอเมริกาเหนือพบว่า 76% เห็นว่าการวิเคราะห์วิดีโอและ AI มีบทบาทกับการนำไปใช้ในงานของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   มีบทบาทมากกว่าแค่ฮาร์ดแวร์ การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเฟิร์มแวร์สำหรับฮาร์ดดิสก์ และความสามารถในการจัดการข้อมูลของตัวไดรฟ์ WD Purple ของเวสเทิร์น ดิจิตอล มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงความสามารถของระบบตลอดจนการจัดการอุปกรณ์ผ่านโซลูชันวิดีโออัจฉริยะที่ใช้ AI การผสมผสานดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ความทนทาน และประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวมให้ที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ให้กับลูกค้า เทคโนโลยี AllFrame™ ที่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ WD Purple ของเวสเทิร์น ดิจิตอล มอบเทคนิคการจัดการแคชและสตรีมมิ่งที่ครอบคลุมเพื่อช่วยป้องกันข้อมูลสูญหายและติดตามการจัดการสตรีมอย่างต่อเนื่อง Western Digital Device Analytics™ โซลูชันที่มีการบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์สำหรับฮาร์ดดิสก์ของเวสเทิร์น ดิจิตอล โดยสามารถตรวจสอบและการวิเคราะห์ให้กับผู้ใช้งาน ทำให้สามารถตรวจจับสภาพที่เป็นปัญหาในไดรฟ์และให้คำแนะนำในการแก้ไขได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น   ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ความจุ 18TB ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมในเรื่องขนาดความจุของฮาร์ดดิสค์สำหรับกล้องวงจรปิด ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ความจุ 18TB ตัวใหม่ได้รับการออกแบบมาสำหรับ NVR และอุปกรณ์วิเคราะห์วิดีโอรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ GPU ซึ่งสามารถส่งแอปพลิเคชันการวิเคราะห์ทั้งแบบเรียลไทม์และหลังการบันทึก ด้วยความจุที่มีมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 28% จึงทให้ฮาร์ดดิสก์ขนาด 18TB ตัวใหม่นี้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับจัดเก็บวิดีโอ ภาพอ้างอิง และเมทาดาทา (metadata) ที่อุปกรณ์ปลายทาง เพื่อรองรับการทำงานแบบ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ขนาดความจุตั้งแต่ 8TB จนถึง18TB จะมีเทคโนโลยี AllFrame AI ที่สามารถรองรับการบันทึกของกล้องความละเอียดสูงได้มากถึง 64 ตัว รวมถึงข้อมูลการสตรีมของการวิเคราะห์การเรียนรู้เชิงลึกเพิ่มได้อีก 32 รายการ   การ์ด WD Purple SC QD101 microSD™ ขนาด 1TB สำหรับการ์ด WD Purple 1TB microSD  ถูกออกแบบมาสำหรับกล้องที่รองรับ AI กล้องวงจรปิด และอุปกรณ์แบบ Edge ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลหลักหรือสำรองข้อมูล โดยจะใช้เทคโนโลยีชิป 3D NAND แบบ 96 เลเยอร์ขั้นสูงของเวสเทิร์น ดิจิตอล และยังให้การผสมผสานระหว่างความทนทานขั้นสูงที่มีค่า P/E กว่า 500 รอบและมีความจุขนาด 1TB, 512GB, 256GB, 128GB, 64GB และ 32GB* การ์ด microSD WD Purple ที่แข็งแรงและทนทาน ทนต่อสภาพอากาศ ความชื้น และอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -25 ถึง 85 องศาเซลเซียส สำหรับกล้องที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ฟีเจอร์การตรวจเช็คสถานะการทำงานของการ์ดจะช่วยให้ผู้ติดตั้งและผู้ให้บริการสามารถประเมินความทนทานที่เหลืออยู่และหากจำเป็นก็สามารถเข้าให้บริการดูแลการ์ดก่อนที่จะเกิดปัญหา    การจัดจำหน่าย ฮาร์ดดิสก์ WD Purple ขนาด 18TB จะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2563 ส่วนการ์ด WD Purple SC QD101 microSD ขนาด 1TB คาดว่าจะวางขายในเดือนพฤศจิกายนปี 2563 นี้   คำพูดอ้างอิงเพิ่มเติม:  ทิม ปาล์มควิสต์ (Tim Palmquist) รองประธานประจำประเทศอเมริกา บริษัท ไมล์สโตน ซิสเท็มส์ กล่าวว่า “ไดรฟ์ WD Purple รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์แบบ edge แอปพลิเคชันการวิเคราะห์วิดีโอการรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะซึ่ งจะช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลภาพ” และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในฐานะผู้พัฒนาชั้นนำของแพลตฟอร์มกล้องวงจรปิด IP แบบเปิดและอิสระ เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเวสเทิร์น ดิจิตอล และยินดีที่จะทำงานร่วมกันเพื่อจัดหาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับ AI และ Deep learning รวมถึงจัดการสตรีมหลายรายการเมื่อความละเอียดของวิดีโอเพิ่มขึ้น” มาร์ติน เรนคิส (Martin Renkis) ผู้จัดการ Global Cloud Solutions Physical Security บริษัท จอห์นสัน คอนโทรล กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยทางกายภาพสู่ยุคดิจิตัลสำหรับลูกค้าทั่วโลก เราไว้เชื่อมั่นและไว้วางใจเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่เป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์ที่จะส่งมอบโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อถือและมีประสิทธิภาพสูง” เพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันโซลูชันวิดีโอเพื่อความปลอดภัยของ Tyco Cloud ทุกตัวทำงานบน WD Purple และเป็นมาเวลาหลายปี ในขณะที่เรายังคงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การตรวจสอบและการแจ้งเตือนพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์ เราจะยังคงไว้วางใจเวสเทิร์น ดิจิตอล ว่าจะสามารถมอบโซลูชันขั้นสูงที่ลูกค้าของเราต้องการ เรามุ่งหมายที่จะสร้างโลกที่ปลอดภัยขึ้นด้วยเทคโนโลยีเวสเทิร์น ดิจิตอล” อีริค สแปนเนอร์ (Eric Spanneut) รองประธานส่วน Client Computing และ Smart Video Business บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล กล่าวว่า “การทำงานเคียงข้างลูกค้าและพันธมิตรของระบบที่สัมพันธ์กันทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่แตกต่างไม่เหมือนใครและมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอโซลูชันที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับเวิร์คโหลดของวิดีโอด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด AI กำลังผลักดันความต้องการไดร์ฟที่มีความสามารถมากขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความละเอียดของวิดีโอและจำนวนข้อมูลสตรีมขาเข้ามีจำนวนเพิ่มขึ้น เราอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างจากรายอื่นเพราะการรวมกันของซอฟต์แวร์และการขยายผลิตภัณฑ์ให้มีมากขึ้น ทำให้โซลูชันของเราเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปรับใช้ในแอปพลิเคชันวิดีโออัจฉริยะที่หลากหลาย”   ผลิตภัณฑ์จากเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการ ผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล WD Purple ที่เพิ่มเข้ามาในสินค้าประเภทฮาร์ดดิกส์และโซลิดสเตทของ เวสเทิร์น ดิจิตอลที่กำลังเติบโต มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงฮาร์ดดิสก์สำหรับแอปพลิเคชัน NAS สำหรับ SMB อย่าง WD Red™ Pro ขนาด 16TB และ 18TB (ดูเพิ่มเติมที่นี่! WD RedTM Pro 16TB & 18TB for Growing Productivity) ฮาร์ดดิสก์ระดับองค์กร WD Gold™ ขนาด 16TB และ 18TB, WD Gold NVMe™ SSD, โซลูชัน WD Black™ ที่ตอบสนองความต้องการขั้นสูงสุดของเกมเมอร์ เช่นเดียวกับ WD Blue™และ WD Green™ SSD ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์* โซลูชันเหล่านี้มีจำหน่ายที่ตัวแทนจำหน่ายของเวสเทิร์น ดิจิตอล ผู้ค้าปลีก ผู้ติดตั้งระบบและ ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ของเวสเทิร์น ดิจิตอล   แหล่งข้อมูล: Blog: How is AI Clearing the Vision of Smart Video?  Blog: With WD Purple™ microSD Cards, Security Cameras Endure an AI and 4K Future Blog: Ready for the Rise of the Smart Fleets Blog: Sustaining a Sustainability Company With World-Class Surveillance   เกี่ยวกับเวสเทิร์น ดิจิตอล เวสเทิร์น ดิจิตอลสร้างผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อรองรับข้อมูลที่มีการเติบโต บริษัทได้ผลักดันนวัตกรรมที่จำเป็นเพื่อช่วยทำให้ลูกค้าสามารถจับข้อมูล รักษาข้อมูล เข้าถึงและแปลงความหลากหลายของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลนั้นมีอยู่ทุกที่ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขั้นสูงไปจนเซ็นเซอร์ในโทรศัพท์จนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนตัว โซลูชั่นที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมของเรานำเสนอความเป็นไปได้ของข้อมูล โซลูชั่นที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางของเวสเทิร์น ดิจิตอล วางตลาดภายใต้แบรนด์ Western Digital®, G-Technology™, SanDisk® และ WD®    *ขนาดความจุที่ใช้ 1GB = 1พันล้านไบต์ และ 1TB = หนึ่งล้านล้านไบต์หนึ่งเทราไบต์ (TB) เท่ากับหนึ่งล้านล้านไบต์ ความจุจริงของผู้ใช้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการทำงาน   Western Digital, โลโก้ Western Digital, G-Technology, SanDisk, WD, AllFrame, WD Black, WD Blue, WD Gold, WD Green, WD Purple, WD Red และ Western Digital Device Analytics เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ Western Digital Corporation หรือ บริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ เครื่องหมายและโลโก้ microSD เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ SD-3C, LLC เครื่องหมายคำ NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของ NVM Express, Inc. เครื่องหมายอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รูปภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่มีจำหน่ายในทุกภูมิภาคของโลก © 2020 เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นหรือบริษัทในเครือ ทางเวสเทิร์น ดิจิตอลขอสงวนลิขสิทธิ์ แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า: ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าบางประการ รวมถึงความพร้อมใช้งานที่คาดหวัง ประโยชน์ คุณสมบัติ และประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ WD Purple 18TB ใหม่และการ์ด microSD WD Purple SC QD101 และแนวโน้มตลาดและอุตสาหกรรม ข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการที่อาจทำให้เนื้อหาที่ปรากฎอยู่ในแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าแตกต่างจากเดิม ซึ่งรวมถึงผลลัพธ์ในอนาคตและผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดจากมาตรฐานองค์กร ความผันผวนในสภาพเศรษฐกิจโลก สภาพธุรกิจและการเติบโตของระบบนิเวศการจัดเก็บ ผลกระทบของผลิตภัณฑ์และราคาที่แข่งขันได้ การยอมรับของตลาดและต้นทุนของวัสดุสินค้าและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เฉพาะ การกระทำของคู่แข่ง ความก้าวหน้าที่ไม่คาดคิดในเทคโนโลยีการแข่งขัน การพัฒนาและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของเราตามเทคโนโลยีใหม่และการขยายสู่ตลาดการจัดเก็บข้อมูลใหม่ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกิจการการขายกิจการการควบรวมกิจการและการร่วมค้า ความยากลำบากหรือความล่าช้าในการผลิต ตลอดจนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่นๆ ที่ระบุในรายงานประจำไตรมาสและประจำปีฉบับล่าสุดของเวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นที่ส่งถึงคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ซึ่งคุณควรให้ความสนใจ ผู้อ่านควรระมัดระวังไม่เชื่อมั่นในข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้มากเกินไป และเราไม่มีข้อผูกมัดที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้ตามเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง
24 Sep 2020
RAZER เปิดตัวอุปกรณ์ไร้สายระดับเรือธง มอบประสิทธิภาพขั้นสูงสำหรับเกมเมอร์ทั่วโลก
นำเสนอ Razer™ HyperSpeed Wireless เทคโนโลยีไร้สายสุดไฮเทค เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสู่ Razer BlackShark V2 Pro, DeathAdder V2 Pro และ BlackWidow V3 Pro 3 โปรดักต์ไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลจากเกมเมอร์ทั่วโลก กรุงเทพฯ – เรเซอร์ (Razer™) แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกสำหรับเกมเมอร์ เปิดตัว 3 อุปกรณ์ไร้สายระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ ชุดหูฟัง BlackShark V2 Pro, เมาส์ DeathAdder V2 Pro และ คีย์บอร์ด BlackWidow V3 Pro มอบขีดสุดแห่งประสบการณ์เกมมิ่งด้วยประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวที่อิสระ ฉับไว อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยเทคโนโลยีไร้สายสุดล้ำ Razer™ HyperSpeed Wireless Technology เพื่อให้เกมเมอร์สามารถวาดลวดลายได้ดังใจโดยไม่มีสายไฟที่เกะกะและเชื่อมต่อสัญญาณได้อย่างเสถียรรวดเร็ว “ทุกครั้งที่เราเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ จะมีแฟน ๆ จำนวนมากที่ถามถึงเวอร์ชั่นไร้สาย” อัลวิน เฉิง รองประธานกรรมการอาวุโส ฝ่าย Peripherals Business Unit ของเรเซอร์ กล่าว “ด้วยการนำเทคโนโลยีไร้สายที่ล้ำหน้าที่สุดในตลาดอย่าง Razer™ HyperSpeed Wireless Technology มาติดตั้งใน 3 อุปกรณ์ยอดนิยมของเรา ทำให้เราสามารถตอบสนองเสียงเรียกร้องของเหล่าเกมเมอร์ด้วยชุดอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สายที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องลดทอนประสิทธิภาพการเชื่อมต่อลงแม้แต่น้อย” เทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ใช้ระบบการสื่อสารข้อมูลที่ผ่านการปรับแต่งขั้นสูง ร่วมกับเทคโนโลยี Adaptive Frequency Technology เพื่อเพิ่มความเร็วและความเสถียรในการส่งสัญญาณ จึงทำให้เกิดความหน่วงสัญญาณต่ำมากเพียง 195 ไมโครวินาที ซึ่งเร็วกว่าเทคโนโลยีไร้สายทั่วไปถึง 25% และจากเทคโนโลยีที่เคยใช้เฉพาะในอุปกรณ์เมาส์ซึ่งผ่านการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพโดยนักกีฬาอี-สปอร์ตทั่วโลก วันนี้ เทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ได้ถูกผสานลงในชุดหูฟังระดับแฟล็กชิปสำหรับอี-สปอร์ตและชุดคีย์บอร์ดสำหรับการเล่นเกมของเรเซอร์อย่างสมบูรณ์แบบเป็นที่เรียบร้อย   RAZER BLACKSHARK V2 PRO – ที่สุดแห่งพลังเสียงเพื่อชาวอี-สปอร์ต ชุดหูฟัง Razer BlackShark V2 Pro พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีเสียงและไมโครโฟนที่เคยสั่นสะเทือนวงการมาแล้วในรุ่น Razer BlackShark V2 ซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยก้านไมค์รุ่นใหม่และการเพิ่มห้องลำโพง และด้วยเทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless ทำให้ชุดหูฟังนี้มอบสุดยอดคุณภาพเสียงที่ไม่สูญเสียรายละเอียดเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์เกมมิ่งแบบไร้สายที่มีความหน่วงต่ำ แบตเตอรี่ยังสามารถใช้งานได้นานต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมงและมีขอบเขตสัญญาณไร้สายไกลถึง 12 เมตร Razer BlackShark V2 Pro ยังคงใช้ไดรเวอร์ Razer™ TriForce Titanium 50 มม. เหมือนกับ Razer BlackShark V2 รุ่นก่อนซึ่งคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย  โดยรุ่นใหม่นี้จะเพิ่มห้องลำโพงเพื่อมอบเสียงที่เคลียร์ใสและชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมการปรับแต่งย่านความถี่ทั้งเสียงสูง กลาง และต่ำ แบบแยกแต่ละส่วน เพื่อมอบเสียงแหลมที่ชัดเจน เสียงกลางที่อิ่มแน่น และเสียงเบสที่กระหึ่มทรงพลัง ผสานกับเทคโนโลยี THX® Spatial Audio with Game Profiles สร้างพลังเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศาเพื่อมอบความได้เปรียบที่แตกต่างให้กับเกมเมอร์ ทำให้ Razer BlackShark V2 Pro เป็นชุดหูฟังไร้สายที่สมบูรณ์แบบเพื่อกีฬาอี-สปอร์ตอย่างแท้จริง Razer BlackShark V2 Pro ยังมาพร้อมไมโครโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด HyperClear Cardioid Microphone ขนาด 9.9 มม. ให้คุณภาพเสียงพูดที่ชัดเจนระดับอัลตร้าเพื่อการสื่อสารในทีมที่แม่นยำแม้อยู่ท่ามกลางสนามรบที่ดุเดือด ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนที่ปิดกั้นเสียงทั้งจากด้านหลังและด้านข้างได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้สวมใส่ชุดหูฟัง Razer BlackShark V2 สามารถได้ยินเสียงความถี่ต่ำอย่างชัดเจน อีกทั้งตำแหน่งไมค์ยังจัดวางได้อย่างเหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อให้ทีมของคุณไม่พลาดการสื่อสารในช่วงเวลาสำคัญของเกม Razer BlackShark V2 Pro มีน้ำหนักเบาเพียง 320 กรัม แต่มีความทนทานเป็นเลิศ พร้อมดีไซน์แป้นครอบแบบปิดสนิทหุ้มผ้าที่ให้สัมผัสนุ่มราวกับหนังซึ่งช่วยตัดเสียงรบกวนอันไม่พึงประสงค์จากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้คุณสามารถดื่มด่ำกับเกมโปรดได้อย่างต่อเนื่องยาวนานและปราศจากการรบกวน แป้นครอบหูยังหุ้มด้วยวัสดุเมมโมรี่โฟมที่มอบความนุ่มสบายเป็นพิเศษและช่วยลดแรงกด โดยทั้งส่วนหุ้มครอบหูและสายครอบศีรษะใช้ผ้าทอแบบ FlowKnit ที่สามารถระบายอากาศได้ดี จึงช่วยลดเหงื่อและความร้อนที่เกิดจากการกดทับผิวสัมผัสเป็นเวลานาน ด้วยความประณีตในการออกแบบเหล่านี้ จึงทำให้ Razer BlackShark V2 Pro เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายที่ตอบสนองทุกความต้องการของคอเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   RAZER DEATHADDER V2 PRO – ที่สุดแห่งเมาส์ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ DeathAdder เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2006 และจำหน่ายได้มากกว่า 10 ล้านชิ้นทั่วโลก ถือว่าเป็นเมาส์รุ่นยอดนิยมสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมาส์ของเรเซอร์ซึ่งได้รับความชื่อถือจากบรรดานักกีฬาอี-สปอร์ตระดับโลก ด้วยรูปทรงที่สอดคล้องตามหลักสรีระศาสตร์ ทำให้ DeathAdder คือจ้าวแห่งเมาส์ตัวจริง และเรเซอร์ได้ทำการอัปเกรดให้เป็นเวอร์ชั่นไร้สายด้วยเทคโนโลยี Razer™ HyperSpeed Wireless แล้วในวันนี้ เมาส์รุ่นล่าสุด DeathAdder V2 Pro นำเสนอการเชื่อมต่อ 3 โหมด พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 120 ชั่วโมงเมื่อทำงานผ่านสัญญาณบลูทูธ และใช้ได้ 70 ชั่วโมงผ่านระบบไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ซึ่งจะมีความหน่วงสัญญญาณต่ำกว่า และยังสามารถชาร์จไฟด้วยสาย Razer™ Speedflex เพื่อให้เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องและชาร์จไฟไปได้พร้อมกัน ซึ่งความล้ำสมัยทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในเมาส์น้ำหนักเพียง 88 กรัม โดยไม่ต้องใช้ปลอกเมาส์ที่เจาะลายรังผึ้งเพื่อลดน้ำหนักแต่อย่างใด  นอกจากนี้ DeathAdder V2 Pro ยังติดตั้ง 2nd Gen Razer Optical Mouse Switches เพื่อสัมผัสการคลิกที่เฉียบคมและปราศจากความเสี่ยงของการเผลอดับเบิลคลิกโดยไม่ตั้งใจ สวิตช์ระบบออปติคัลที่รวดเร็วและเชื่อถือได้นี้ยังรองรับการคลิกได้มากถึง 70 ล้านครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดของตลาดเมาส์เกมมิ่งในปัจจุบัน ปุ่มที่ตั้งโปรแกรมได้ทั้ง 8 ปุ่มของ DeathAdder V2 Pro ยังสามารถตั้งค่าได้ตามความถนัดของผู้เล่นแต่ละคนผ่าน Razer Synapse 3 พร้อมความสามารถบันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบออนบอร์ดได้ถึง 5 รูปแบบ จึงสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นในเกมได้ในทันที DeathAdder V2 Pro ยังสามารถชาร์จไฟแบบไร้สายผ่านอุปกรณ์ Razer Mouse Dock Chroma (จำหน่ายแยก) ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัยให้กับชุดเกมมิ่งของคุณด้วยไฟ RGB ที่โฉบเฉี่ยว ผสานด้วยระบบ Razer Focus+ 20K DPI Optical Sensor อันชาญฉลาด การออกแบบส่วนจับด้านข้างแบบ Injection-molded และแผ่นรองเมาส์ซึ่งใช้วัสดุโพลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน 100% ทำให้ DeathAdder V2 Pro คือตัวเลือกเดียวของเกมเมอร์ตัวจริงอย่างไม่มีข้อแม้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   RAZER BLACKWIDOW V3 PRO – ที่สุดแห่งคีย์บอดระดับตำนาน BlackWidow V3 Pro คือสมาชิกใหม่ล่าสุดในคีย์บอร์ดตระกูล BlackWidow ที่มีชื่อเสียงก้องโลกและถือเป็นเกมมิ่งคีย์บอร์ดรุ่นแรกของเรเซอร์ เมื่อติดอาวุธด้วยเทคโนโลยีไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ทำให้ Razer BlackWidow V3 Pro นำเสนอประสิทธิภาพของคีย์บอร์ดตระกูล BlackWidow สู่การเล่มเกมแบบไร้สายแบบเต็มตัวด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 200 ชั่วโมง พร้อม Razer Mechanical Switches และ Doubleshot ABS keycaps ที่ปรับปรุงใหม่ ทำให้ Razer BlackWidow V3 Pro คือคีย์บอร์ดที่ทำให้โต๊ะเกมของคุณปราศจากความยุ่งเหยิงของสายไฟและดูเรียบร้อยสวยงามมากยิ่งขึ้น Razer BlackWidow V3 Pro ติดตั้ง Razer Mechanical Switches ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่พร้อมแป้นคีย์บอร์ดโปร่งใสเพื่อให้เห็นเอฟเฟกต์ Razer Chroma™ RGB ได้อย่างสวยงาม โดยออกแบบให้ Razer Yellow Mechanical Switches ทำงานได้เงียบขึ้นด้วยตัวดูดซับเสียงซิลิคอนใต้ปุ่มทุกปุ่มเพื่อมอบประสบการณ์เกมมิ่งที่เงียบยิ่งกว่า และด้วย Doubleshot ABS Keycaps อัปเกรดใหม่จึงช่วยต่อต้านการสึกหรอได้สูงสุดจากการใช้งานที่ต่อเนื่อง โดยแต่ละปุ่มสามารถกดได้กว่า 80 ล้านครั้งตลอดอายุการใช้งาน ทำให้เป็นคีย์บอร์ดที่เชื่อถือได้ ตอบสนองได้ฉับไว และพร้อมตะลุยไปกับคุณแม้ในเกมที่ดุเดือดที่สุด   BlackWidow V3 Pro มาพร้อมกรอบอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน มีปุ่มกดที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันพร้อมหน้าปัดดิจิทัลที่ทำงานได้แบบมัลติฟังก์ชั่น และติดตั้งแป้นพักมือเมื่อต้องเล่มเกมเป็นเวลานานและเพิ่มความสบายในการกดปุ่มหรือการพิมพ์ ด้วยโหมดการเชื่อมต่อ 3 โหมดที่เปลี่ยนได้จากสวิตช์ด้านข้าง ทำให้ BlackWidow V3 Pro สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลายชิ้น ทั้งผ่านระบบไร้สาย Razer™ HyperSpeed Wireless ผ่านสาย USB-C ที่ถอดได้ หรือผ่านการจับคู่อุปกรณ์ด้วยสัญญาณบลูทูธได้มากถึง 3 อุปกรณ์ ทำให้เป็นคีย์บอร์ดที่ทำงานได้อเนกประสงค์มากที่สุดในตระกูล BlackWidow ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่   องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ กรุณาดูข่าวประชาสัมพันธ์ได้ ที่นี่    เกี่ยวกับ RAZER BLACKSHARK V2 PRO หูฟัง การตอบสนองความถี่: 12 เฮิร์ต – 28 กิโลเฮิร์ตซ์ ความต้านทานต่อไฟฟ้า : 32 Ω @ 1 กิโลเฮิร์ตซ์ ค่าความไวต่อการตอบสนอง (@1 กิโลเฮิร์ตซ์): 100dBSPL/mW, 1 กิโลเฮิร์ตซ์ ไดรเวอร์: Customized Dynamic 50 มม. เส้นผ่าศูนย์กลางแป้นครอบหู: 65 x 40 มม. / 2.56 x 1.57 นิ้ว ประเภทการเชื่อมต่อ: ไร้สายแบบ 2.4 กิกะเฮิร์ต และหัวต่อ 3.5 มม. อายุแบตเตอรี่: ประมาณ 24 ชั่วโมง ความยาวสายไฟ: 1.3 เมตร / 4.27 ฟุต น้ำหนักโดยประมาณ: 320 กรัม / 0.71 ปอนด์  ครอบหูทรงไข่: วัสดุเมโมรี่โฟมนุ่มระบายอากาศได้ ระบบเสียง THX® Spatial Audio   ไมโครโฟน  การตอบสนองความถี่: 100เฮิร์ต – 10 กิโลเฮิร์ตซ์ อัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวน: ≥ 60 เดซิเบล ค่าความไวต่อการตอบสนอง (@1 กิโลเฮิร์ตซ์): -42 ± 3 เดซิเบล รูปแบบการรับเสียง: รับเฉพาะเสียงด้านหน้า - Supercardioid การบังคับบนฝาครอบ ปรับระดับเสียงขึ้นลง ปุ่มปิด/เปิดไมค์   การควบคุมเสียงและไมค์ขั้นสูงผ่าน Razer Synapse 3 ระดับเสียงไมค์​  บูสต์เสียงไมค์​ วอยซ์เกต (Voice gate) การปรับสัญญาณเสียงไมค์ (Mic equalizer)​ การปรับค่าเสียงมาตรฐาน (Volume normalization)​ การปรับความชัดของเสียงพูด (Vocal clarity) ​ การลดเสียงรบกวนจากภายนอก   การเชื่อมต่อสัญญาณเสียง เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ  ด้วยสายหัวต่อเครื่องเสียง 3.5 มม. เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ  ด้วยสายหัวต่อ USB    ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 179.99 ดอลลาร์ / 199.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563   เกี่ยวกับ DEATHADDER V2 PRO ระบบ True 20,000 DPI Focus+ Optical Sensor ความแม่นยำ 99.6%  ความไวสูงถึง 650 นิ้วต่อวินาที / อัตราเร่ง 50 G  การปรับค่าระยะ Lift-off/Landing ขั้นสูง Razer™ Optical Mouse Switches กดได้ 70 ล้านครั้ง ระบบไร้สายสองช่องทาง – Razer HyperSpeed (2.4 กิกะเฮิร์ต) และบลูทูธพลังงานต่ำ (BLE) ปุ่มแบบตั้งโปรแกรมอิสระ (7+1)  แผ่นรองเมาส์ใช้วัสดุโพลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน 100% (หนา 0.8 มม.) ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์มือขวาพร้อมทำผิวสัมผัสด้านข้าง ล้อเลื่อนเกรดสำหรับการเล่นเกม On-The-Fly Sensitivity Adjustment (Default stages: 400/800/1600/3200/6400) บันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบออนบอร์ดได้ (4+1 รูปแบบ)  รองรับ Razer Synapse 3      เอฟเฟกต์แสงไฟ Razer Chroma™ RGB ปรับแต่งสีได้ 16.8 ล้านสี การปรับค่าสีให้สอดคล้องกันระหว่างอุปกรณ์ สายชาร์จ Speedflex cable ยาว 1.8 เมตร / 6 ฟุต ใช้ได้กับ Razer Mouse Dock Chroma (จำหน่ายแยก) อายุแบตเตอรี่: ประมาณ 70 ชั่วโมงเมื่อใช้ Razer HyperSpeed Wireless, 120 ชั่วโมงเมื่อใช้ระบบบลูทูธพลังงานต่ำ (BLE) (ระยะเวลาโดยประมาณเมื่อไม่ใช้แสงไฟ อายุแบตเตอรี่แปรผันตามการตั้งค่าใช้งาน) ขนาดโดยประมาณ: 127.0 มม. / 5 นิ้ว (ความยาว) x 61.7 มม. / 2.43 นิ้ว (ความกว้างส่วนจับ) x 42.7 มม. / 1.68 นิ้ว (ความสูง) น้ำหนักโดยประมาณ: 88 กรัม / 3.1 ออนซ์ (ไม่รวมตัวรับสัญญาณ) ใช้ได้กับ Xbox One สำหรับการป้อนค่าพื้นฐาน   ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 129.99 ดอลลาร์ / 149.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563   เกี่ยวกับ BLACKWIDOW V3 PRO เทคโนโลยไร้สาย Razer HyperSpeed Wireless Technology Razer Mechanical Switches ออกแบบสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ รองรับการกดได้ถึง 80 ล้านครั้ง ระบบไฟแบ็กไลต์ Razer Chroma™ RGB ปรับแต่งได้ 16.8 ล้านสี ประเภทการเชื่อมต่อ: Razer HyperSpeed (2.4 กิกะเฮิร์ต) / บลูทูธ / ต่อสาย (USB-C) อายุแบตเตอรี่: สูงถึง 200 ชั่วโมง (ปิดไฟ RGB) แป้นพักมือหุ้มหนังเทียมตามหลักสรีระศาสตร์  หน้าปัดดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ปุ่ม Media keys 4 ปุ่ม การบันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าใช้งานแบบผสมออนบอร์ดและบนคลาวด์มากถึง 5 โปรไฟล์ รองรับ Razer Synapse 3 ระบบกดปุ่มพร้อมกันได้หลายปุ่ม (N-key roll-over) ปุ่มตั้งโปรแกรมได้ทั้งหมดพร้อมระบบ on-the-fly macro recording ตัวเลือกโหมดเกมมิ่ง อัตราการตอบสนอง (Ultrapolling) 1000 เฮิร์ต โครงสร้างอลูมิเนียม    ราคาและการวางจำหน่าย ราคาจำหน่ายปลีก 229.99 ดอลลาร์ / 249.99 ยูโร เว็บไซต์ Razer.com และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 กันยายน 2563 เกี่ยวกับ Razer เครื่องหมายการค้ารูปงูสามหัวของ Razer ถือเป็นหนึ่งในตราสัญลักษณ์ที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุดในชุมชนเกมมิ่งและอี-สปอร์ตระดับโลก โดยบริษัทได้ออกแบบและพัฒนาเครือข่ายสำหรับผู้เล่นเกมโดยเฉพาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งผสานฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน ภายใต้ฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกทวีป Razer มีฮาร์ดแวร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย ทั้งอุปกรณ์ต่อพ่วงประสิทธิภาพสูงสำหรับเกมมิ่ง เกมมิ่งโน้ตบุ๊กตระกูล Blade รวมถึง Razer Phone ที่ได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์จาก Razer ที่รวมแล้วมีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านรายนั้น ประกอบด้วย Razer Synapse (แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์) Razer Chroma RGB (ระบบเทคโนโลยีแสงไฟ RGB เอกสิทธิ์เฉพาะของบริษัท) และ Razer Cortex (ซอฟต์แวร์เพื่อปรับปรุงการเล่นเกมและศูนย์รวมบริการ) ส่วนทางด้านบริการต่างๆ ของ Razer ก็เช่น Razer Gold ที่ถือเป็นบริการเครดิตแบบเสมือนสำหรับเกมเมอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง และ Razer Fintech หนึ่งในหน่วยงานด้านเทคโนโลยีทางการเงินภายใต้การบริหารงานของเรเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และมีสำนักงานใหญ่สองแห่งในเออร์ไวน์ (แคลิฟอร์เนีย) และสิงคโปร์ Razer ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ 17 แห่งทั่วโลกและได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกสำหรับเกมเมอร์ PRESS CONTACTS Thailand Phiroonrak Chaowprom [email protected]  Americas Kham Lam [email protected]   EMEA Maren Epping [email protected] China Evita Zhang [email protected] Asia Pacific Vanessa Li [email protected] Global Jan Horak [email protected] Razer - For Gamers. By Gamers.™ ###
24 Sep 2020