GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
ผลการค้นหา : "รีวิว"
ความรู้สึกหลังเล่น Summoners War: Lost Centuria จากเกมเทิร์นเบส สู่การต่อสู้แบบเรียลไทม์
หนึ่งในเกมที่น่าสนใจมากๆ สำหรับเกมใหม่จากซีรีส์ Summoners Wars โดยใช้ชื่อว่า Summoners War: Lost Centuria ที่ปรับเปลี่ยนแนวเกมจากภาคก่อนๆ ที่เป็นแนว Turn Based ให้กลายเป็นแนว Timing Based ซึงเดี๋ยวเรามาเจาะลึกกันว่าแนวเกมนี้จะเป็นอย่างไร พร้อมทั้งยังมีจุดเด่นเรื่องของการต่อสู้ 8v8 ที่สามารถเลือกจัดทีมได้อย่างอิสระ ซึ่งทางเรา GameFever ได้เข้าไปลองเล่นมาแล้วครับ และจะมาพูดถึงความรู้สึกหลังจากที่ได้สัมผัสมา Casual ผสม RPG Summoners War: Lost Centuria คือเกมที่ผสมความเป็นเกม Casual กับเกม RPG เข้าไปได้อย่างดี เพราะว่าตัวเกมจะมีทั้งโหมดการเล่นคนเดียวต่อสู้กับบอทก็ได้ หรือถ้าหากใครคิดว่าเล่นกะบอทมันไม่เร้าใจ ตัวเกมยังมีโหมดดวล ที่จะสามารถ Matchmaking กับผู้เล่นท่านอื่น เอาชนะและทำการไต่ Rank ให้สูงขึ้นได้ และถ้าคุณสามารถไต้ได้ถึง Rank สูงๆ ตัวเกมก็จะมีของรางวัลดีๆ ให้คุณไปครอบครอง ซึ่งส่วนตัวรู้สึกน่าสนใจกับระบบนี้พอสมควร เพราะมันเปลี่ยนอารมณ์ได้ดีเลยทีเดียว เพราะบางคนอาจจจะรู้สึกเบื่อถ้าหากจะให้สู้อยู่แค่กับบอทอย่างเดียว แถมบอทเกมนี้ค่อนข้างยากอยู่พอสมควร เราจะต้องจัดทีมให้ดีในการผ่านแต่ละด่าน Timing Based หลายๆ คนน่าจะอยากรู้แล้วว่า คำว่า Timing Based เนี่ยมีนคืออะไร ซึ่งเกมเพลย์แนวนี้มันก็คือการผสม Real - Time Attack บวกกับการกดใช้สกิล โดยยูนิตของเราและศัตรูจะเผชิญหน้ากันโดยการโจมตีแบบออโต้ แต่การใช้สกิลเราจะต้องกดเองเท่านั้น ซึ่งการแพ้ชนะเอามันก็ขึ้นอยู่กับเราด้วย พร้อมทั้งหลักการใช้สกิลนั้นแต่ละสกิลจะมีแต้มมานาที่เราต้องเสีย ซึ่งมานาจะค่อยๆ ขึ้น (เต็ม 10 แต้ม) เราจะต้องใช้สกิลให้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด และจุดเด่นของเกมเพลย์ที่น่าจะเป็นไฮไลท์ของเกมนี้เลยก็คือระบบ Counter Attack ที่ถ้าหากว่าเราทำการกดสกิลสวนไปในขณะที่ศัตรูกดสกิลพอดี คาถาของเราที่ Counter จะทำงานก่อนศัตรูนั่นเอง ซึ่งนี่ถือเป็นระบบช่วงชิงจังหวะที่น่าสนใจมากๆ ข้อสังเกตุเดียวในความคิดของผู้เขียนที่ติดใจก็คือ เกมนี้ไม่ได้มีระบบโจมตีออโต้โจมตี ทำให้การเล่นทุกครั้งเราจะต้องเล่นมือทั้งหมด ซึ่งมันอาจจะเป็นข้อดีนะ แต่มันก็ไม่เอื้อต่อผู้เล่นที่ทำงานไปด้วยเล่นไปด้วยได้ ถ้าคุณจะเล่นเกมนี้คุณอาจจะต้องโฟกัสกับมัน (แอบเล่นในที่ทำงานไม่ได้มาก 55555) 8v8 โดยเกมนี้เราจะสามารถนำทีมไปรบได้มากถึง 8 ตัวละครเลยทีเดียว แถมว่ายูนิตแต่ละตัวจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน บางตัวเป็นตัวฮีล บางตัวเป็นตัวตีหมู่ หรือบางตัวเป็นตัวโจมตีเดี่ยวที่รุนแรง และยังมีระบบธาตุขอตัวละครจะประกอบไปด้วย ไฟ น้ำ ลม แสง และมืด ที่จะแพ้ทางกันไป รวมถึงแต่ละตัวยังมีค่าพลังที่ไม่เหมือนกันอีก บางตัวโจมตีแรง หรือบางตัวเลือดเยอะเหมาะจะนำไปยืนเป็นตัวแทงค์ ซึ่งระบบของเกมนี้ค่อนข้างน่าสนใจมากๆ เลยนะครับ แต่ก็มีข้อสังเกตุอยู่บ้างในเรื่องของการที่ตัวละครมีให้เลือกเข้าทีมมากกว่า 8 ตัวละคร ทำให้การเล่นมันค่อนข้างโฟกัสตัวละครได้ยากและดูชุลมุลไปนิด และเนื่องจากที่ตัวละครมันเยอะทำให้เราจะต้องอัพเกรดตัวละครทุกตัวซึ่งมันอาจจะต้องใช้เวลา หรือทรัพยากรที่มากหน่อย สรุป โดยรวมแล้ว Summoners War: Lost Centuria ถือว่าเป็นเกม RPG ที่สร้างความแปลกใหม่ได้อย่างดีมากๆ เพราะระบบ Timing Based ที่ค่อนข้างน่าสนใจ และเราจะต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการผ่านด่านแต่ละครั้ง รวมถึงใครที่เป็นแฟนเกม Summonners War ตัวละครที่ท่านรู้จักและหลงรักนั้นกลับมาครบแน่นอน ส่วนข้อสังเกตุก็เป็นอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านั่นคือเนื่องจากระบบที่เป็น 8v8 อาจจะทำให้การเล่นดูชุลมุนไปนิด และการอัพเกรดตัวละครอาจจะต้องใช้ทรัพยากรมาก (แต่เกมนี้มีแจกของเยอะมากเช่นกัน) พร้อมทั้งตัวเกมมีความเป็นเกม Casual ที่เราจะต้องต่อสู้กับผู้เล่นที่เป็นคนด้วยกัน ระบบออโต้เลยไม่ได้ถูกใส่เข้ามา จึงทำให้เกมนี้อาจจะไม่ใช่เป็นเกมที่เล่นตอนเวลาทำงาน แต่อาจจะเป็นเกมที่เล่นฆ่าเวลา (แวปมาเล่นซัก 2-3 นาทีซักตานีงอะไรแบบนี้)
25 Nov 2020
รีวิว A3: STILL ALIVE | MMORPG มาเจอกับ Battle Royale ได้ไงเนี่ย!?
สัปดาห์นี้ นับเป็นสัปดาห์ที่เกม MMORPG บนมือถือแข่งขันกันดุเดือดจนแฟนเกมเลือกเล่นกันไม่ถูกเลยทีเดียว และหนึ่งในเกมที่น่าจับตามอง และเปิดตัวเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นั่นคือ A3: STILL ALIVE ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามหลังเปิดตัวในเกาหลีใต้   ==========================================   จาก A3: Project สู่ A3: Still Alive อย่างที่ทราบกันว่านี่คือหนึ่งในเกม MMORPG ระดับตำนานในอดีตที่อวตารมาลงเกมมือถือในยุคเฟื่องฟูของ Mobile MMORPG ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับต้นกำเนิดของ A3: Still Alive กันสักหน่อย A3: Project เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และเข้าไทยในปี 2005 นับเป็นเกม MMORPG แบบ Full 3D เกมแรกๆ และเป็นเกมที่ได้รับคำชมในเรื่องระบบกราฟฟิคและ motion ตัวละครอย่างล้นหลามมากในยุคนั้น ตามความหมายของ A3 ที่มาจาก Art, Alive, Attraction แถมยังเป็น MMORPG ที่มี cut scene อีกด้วย แหม... เป็นไงล่ะ เจ๋งล้ำหน้าชาวบ้าน (ในยุคนั้น) เลยนะ นอกจากด้านภาพแล้ว ด้านเสียงก็ไม่แพ้กัน ถึงขนาดว่ามี CD เพลงประกอบเกมทำออกมาโดยเฉพาะเลย ของไทยเองก็ได้ศิลปินระดับแนวหน้ามาร้องเวอร์ชันไทยและวางจำหน่ายโดยแกรมมี่ เห็นไหมว่าเขาเล่นใหญ่จริงๆ แต่เสียดายที่สุดท้ายเปิดได้เพียง 12 ปีก็ต้องปิดตัวไป แต่!!!! ในที่สุด A3 ก็เกิดใหม่อีกครั้งบนมือถือ ดำเนินการโดยค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Netmarble ในชื่อ A3: Still Alive ซึ่งได้เปิดบริการในประเทศเกาหลีไปเมื่อเดือนมีนาคม และเปิดเซิฟ Global ในเดือนพฤศจิกายนนี้เอง ลงมือถือแล้วเวิร์คไหม? หลายคนอาจจะลุ้นว่า เกมดีๆ บนคอมเอามาลงมือถือแล้วจะต้องโดนดรอปนู่นนี่นั่น ไม่ก็อะไรสักอย่างแน่ๆ เลย แต่สำหรับเกม A3 นี้ ด้วยความที่เป็น Data เกมที่ค่อนข้างเก่า การ Develop ลงมือถือด้วย Unreal 4 จึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เอาจริงๆ ส่วนตัวเราว่า ภาพดีกว่าสมัย PC เสียอีก ทั้งลายเส้นและการเคลื่อนไหวดู Smooth ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉากในเกมก็ยังคงรักษาความสมบูรณ์ของภาพสามมิติไว้ได้อย่างครบถ้วน จะเสียดายก็แต่ ปรับมุมกล้อง ไม่ได้นี่แหละ เลยทำให้ดื่มด่ำกับตัวเกมไม่ค่อยเต็มที่เลย ในส่วนของเสียงเองก็ยังทำดีไม่มีตก บางครั้งเปิดจอทิ้งไว้แล้วได้ยินเสียงฟ้าผ่าในเกมยังตกใจนึกว่าฝนตกจริงเลย สมจริงมากๆ และที่น่าจะถูกใจหลายคนก็คือ เสียงพากษ์ ที่สามารถปรับเลือกแบบภาษาอังกฤษหรืออยากได้เสียงแบบอนิเมะก็เลือกภาษาญี่ปุ่นได้ ที่น่าตกใจกว่าคือ ระหว่างคอมโบสกิล เสียงเอฟเฟคสามารถแสดงผลได้ดีไม่มีตกเลยแม้จะโจมตีแบบถี่ยิบก็ตาม รับรองว่าอรรถรสมาเต็มจ้า อ้อ~ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเกมนี้จะยก PC มาลงมือถือเฉยๆ นะ เพราะไหนๆ ก็เกิดใหม่ทั้งที ก็ต้องมีของใหม่ให้ตื่นเต้นใช่ไหม? และเกม A3 เขาก็เคลมตัวเองว่าเป็นเกม MMORPG แนวใหม่ ที่ผสมระบบ Battle Royale เข้ามาด้วย เอ๊ะ! แล้วมันจะไปด้วยกันรอดหรือเนี่ย? ถ้าอย่างนั้นเรามาทำความรู้จักกับเกมนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า   ==========================================   MMORPG ในระบบนี้ หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเกมแนวนี้ทั้งเกมใหม่และเกมที่ Remaster จาก PC ลงมือถือในปัจจุบันมีหลากหลายมาก และสำหรับ A3: STILL ALIVE ก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นเกมสวมบทบาทที่มีครบรสจริงๆ เริ่มต้นเนื้อเรื่องมาก็เข้มข้นไม่แพ้ใน PC เลย (แนะนำว่าอย่ากดข้ามอินโทรเกมเลยนะ ดูเพลินแถมทำให้อินกับเกมมาก) เราจะถูกส่งมาในอดีตด้วยพลังของเรเดียนหลังการออกสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเริ่มต้นเตรียมตัวรับมือกับการรุกรานแห่งเงามืดใหม่อีกครั้ง โดยตัวเกมก็จะให้เราเริ่มเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ ภายในเกม รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยเสริมความแกร่งให้เราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฟาร์มของ อัพเกรดอุปกรณ์ ปลดล็อคสกิล ระบบกิลด์ ไปจนถึงคู่หูอย่างโซลลิงเกอร์ ที่จะทำให้การผจญภัยของเราสนุกยิ่งขึ้น! ถ้าใครเข้ามาใน A3 เพราะเป็นเกม MMORPG ล่ะก็ การเดินเควสสตอรี่ในเกมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะระบบส่วนใหญ่จะมาตามเควสหลัก ซึ่งในช่วงที่เราลองเล่นแรกๆ ด้วยความที่เบื่อรอตีมอน คุย NPC และถึงจะออโต้เควสแต่ก็ต้องกด "ตกลง" เองนะจ๊ะ เราก็เลยดองเควสรัวๆ ทุกครั้งที่เข้าหน้าต่างเมนูก็.. เอ๊ะ!... ทำไมมันติดดำ (ล็อคระบบ) หมดเลยหว่า? จนมีเวลามาเดินเควสต่อ เท่านั้นแหละ อ้าว! ตีบวกได้แล้ว ล่าบอสได้แล้ว อ้าว!? นึกว่าปลดล็อคตามเลเวลอย่างเดียว ฮ่าๆๆ ติ๊งต๊องมาก เรียกได้ว่า พอเควสต่อแล้วก็มีอะไรให้ทำเยอะจนบางอันก็จำไม่ได้ว่า.. เอ่อ... อันนี้ต้องทำยังไงหยอ? กล้าพูดเลยว่าถ้ามีเวลาให้เกมนี้นะ เราจะมีอะไรให้ทำจนลืมเวลาเลย ต่อให้ออกเกมไปกลับมาก็มีของแจกไม่ต้องกลัวว่าจะเล่นลำบากเลย แล้วในช่วงเปิดเกมนี้ ขอกระซิบบอกเลยว่าทางเกมใจป้ำแจกแหลกจริง แค่เข้าเกมทุกวันก็ได้รับของทีละหลายสิบอย่าง สามารถนำไปอัปเกรดอุปกรณ์ โซลลิงเกอร์ ฯลฯ ได้ทันที สายฟรีอยู่ได้สบาย หายห่วงจ้า     Battle Royale สำหรับใครที่เป็นสายชอบการต่อสู้ ไม่อยากเสียเวลารอเควสสตอรี่เพื่อให้เก่งขึ้น และชอบการแข่งขันแบบเท่าเทียม แนะนำให้กดที่ไอคอนขวามือได้เลย! ในโหมด Battle Royale คือศึกชิงความเป็นที่ 1 จากผู้เล่น 30 คน ด้วยการมีชีวิตรอดเป็นคนสุดท้ายให้ได้ ซึ่งวิธีการเล่นแบบเจาะลึก เราจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดยิบในบทความหน้านะจ๊ะ ในโหมด Battle Royale เราสามารถเริ่มเล่นได้ทันทีหลังจบโหมดฝึกฝนในต้นเกม และจะบอกว่าการเล่นโหมดนี้จะช่วยเพิ่มเลเวลให้เราได้ด้วย! ดีเลยใช่ไหมล่ะ และทุกครั้งที่ทำผลงานได้ จะได้ทั้งรางวัลภารกิจประจำวัน แบทเทิลมิชชั่นและยังมีรางวัลใหญ่จาก Battle Pass ด้วย ยิ่งเล่นมาก ยิ่งมีสิทธิ์ได้ของมาก ไม่ต้องเหนื่อยฟาร์มเลย และในแต่ละซีซั่น จะมีการจัดอันดับและมีรางวัลคอสตูม ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษทำให้ความสามารถของเราโดดเด่นขึ้นมาด้วย แรร์สุดๆ เลยนะ~ พอมี Battle Royale เข้ามาด้วย เกมนี้เลยกลายเป็น Perfect Combination ของเกมหลากหลายแนว ทั้ง RPG, Moba, RTS, Action คือถ้าเทียบกับการ PVP นั้นเราต้องเตรียมฟาร์มเลเวลฟาร์มของให้เต็มที่จนมั่นใจว่ามีพลังมากพอ ที่เหลือคือฝึกสเต็ปแล้วบุกทะลวงได้ แต่ช้าก่อน...! เมื่อเป็นการประลอง Battle Royale ทุกคนจะเริ่มที่ 0 เหมือนกัน เราต้องฟาร์มให้ตัวเองเก่งพอภายในเวลาที่จำกัด ต้องคอยสังเกตทั้งแผนที่และสภาพแวดล้อมรอบตัวตลอดเวลา ต้องมีแผนสำรอง และถ้ามอนเตอร์แถวนั้นไม่มีให้ฟาร์ม แถมบังเอิญเจอคนอีก ก็ปล่อยจอรอออกห้องเถอะ~ เรียกได้ว่าการวางแผนก็ต้องใช้ ดวงก็ต้องมา เราเคยเข้าไปเซคเตอร์ในๆ แล้วซวยโดนรุม คือหล่อน!! ตรงนั้นก็มีกันตั้งหลายคน ทำไมต้องพร้อมใจกันมาตีฉันคนเดียวไม่ทราบ! ก็นั่นแหละค่ะ หัวร้อนเฉยเลย ฮ่าๆ แต่แก้เบื่อได้ดีเลยค่ะ ถ้าวันไหนไม่มีเวลาเล่นก็จะขอแวะไปวิ่งเล่นในโหมดนี้หลังรับของกิจกรรมประจำวันสักหน่อย จนกลายเป็น 1 ในมิชชั่นประจำวันสำหรับเกมนี้ไปซะแล้ว >.<   ==========================================   ถึงจะมี Battle Royale แบบนี้แล้ว ระบบ PK ที่เป็นจุดขายแต่ดั้งเดิมของแฟรนไชน์ A3 ก็ยังคงมีอยู่ รวมถึงสงครามกิลด์ และสงครามระหว่างเซิฟ ก็ยังมีให้ตะลุมบอนกันอยู่นะ ด้วยรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย ตอบสนองทุกสไตล์การเล่นของเกมมือถือ จึงไม่น่าแปลกใจที่เกมนี้จะสามารถครองใจผู้เล่นทั่วเกาหลีได้ และสำหรับคนไทยเองก็ชอบทุกสไตล์ที่มีในเกมนี้อยู่แล้วด้วย ใครที่ไม่เคยเล่นแบบใดแบบหนึ่งก็สามารถทดลองเล่นได้เลยนะ ระบบเข้าใจง่ายแป๊บเดียวก็เก่งแล้วล่ะ  
23 Nov 2020
COD: Black Ops Cold War เมื่อสิงที่เชื่อมาตลอด ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องโกหก!
วางจำหน่ายแล้วกับเกม Call of Duty: Black Ops Cold War การกลับมาครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการสานต่อเนื้อเรื่องจากตัวเกมต้นฉบับภาคแรกในยุคสงครามเย็น ปี 1947 - 1991 ซึ่งหลังจากที่ผมได้มีโอกาสเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมนี้จนจบแล้ว ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งภาคที่ทำออกมาได้ดีจริงๆ โดยหนึ่งในจุดที่น่าจะถูกใจแฟนๆ ซีรีส์นี้มากเห็นจะเป็นเรื่องที่เราจะได้พบกับ Woods และ Mason ตัวละครประจำภาค Black Ops อีกครั้งครับ! เอาจริงๆ ตัวผมเองแทบไม่ได้เล่น Call of Duty: Black Ops เลยตั้งแต่ภาค 3 เป็นต้นมา (เนื่องจากไปติดเกมอื่นๆ อยู่) การกลับมาเล่นครั้งนี้ต้องยอมรับว่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งความประทับใจโดยรวมยังคงไปในทิศทางบวก และวันนี้จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง ว่าจะได้พบกับอะไรบ้างหากซื้อเกมนี้มาเล่น แอบบอกก่อนเลยว่าผมประทับใจโหมดเนื้อเรื่องภาคนี้มากๆ ครับ ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เรื่องราวในภาคนี้จะเริ่มต้นหลังเหตุการณ์ใน Call of Duty Black Ops ภาคแรก เมื่ออเมริกาจะรู้ถึงการกลับมาของ Perseus สายลับระดับตำนานของโซเวียต ที่ไม่ว่าปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ สถานการณ์ของสงครามเย็นเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเลวร้ายต่อสหรัฐทุกครั้ง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจึงได้ให้ Adler เจ้าหน้าที่ CIA มือฉมังจัดตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อไล่ล่า Perseus โดยเฉพาะ และผู้เล่นจะได้รับบทเป็น "Bell" หนึ่งในสมาชิกของทีมเฉพาะกิจนี้ครับ ถ้าหากให้จำกัดความง่ายๆ เกี่ยวกับภารกิจที่ทีมเฉพาะกิจนี้ทำ คงต้องบอกว่าเป็นภารกิจแบบโคตรผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นภารกิจประมาณ 50% ของเนื้อเรื่องหลักจะเป็นการเล่นแบบลอบเร้น มากกว่าบุกเข้าไปยิงแบบบู๊แหลก ซึ่งให้อารมณ์ออกไปทางสายลับมากกว่าหน่วยพิเศษในภาค Modern Warfare และสนุกไปอีกแบบครับ หนึ่งในจุดที่ชอบมากๆ คือการที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะให้ "Bell" มีภูมิหลัง กับความสามารถพิเศษ รวมถึงชื่อจริงๆ อะไร กล่าวคือ "Bell" เป็นตัวละครที่ผู้เล่นต้องสร้างขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลกับเนื้อเรื่องด้วย แต่ด้วยความที่เป็นตัวละครสร้างขึ้นมาเอง มันจึงทำให้ "Bell" ไม่มีเสียงพากย์เป็นของตัวเอง บางครั้งเวลาโต้ตอบกับ NPC อื่นๆ ก็ทำให้รู้สึกขาดอรรถรสไปพอสมควรเลยเช่นกัน ส่วนตัวคิดว่าเป็นจุดที่ทำให้โดยหักคะแนนไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ อีกหนึ่งจุดที่ส่วนตัวคิดว่าทำออกมาได้ดีขึ้น คือการเล่าเนื้อเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าภาคก่อนๆ ทั้งในเรื่องของจังหวะภาพ และภาษาที่ใช้ ทำให้ผู้เล่นที่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมากมาย ก็สามารถทำความเข้าใจเนื้อเรื่องของเกมได้ง่ายๆ โดยไม่ได้ทิ้งความซับซ้อน กับจุดหักมุมตามสไตล์ลายเซ็นของ Black Ops ไปเลย ต้องขอชมเลยว่า Activision ออกแบบโหมด รวมถึงเขียนเนื้อเรื่องของเกมนี้มาได้ดีจริงครับ ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ได้ชื่อว่าเป็นเกมเจเนอเรชันใหม่แล้ว เรื่องของกราฟิกคิดว่าคงไม่ต้องพูดเยอะถ้าแบบสั้นเลยคือ "สวยงามเป็นอย่างมาก" ครับ ยิ่งถ้าเปิด Ray Tracing เวลาเห็นเงาที่สะท้อนผ่านน้ำ หรือพบกับที่แสงกระทบกับเหล็กบนตัวปืนแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่า "นี้แหละเกมเจนใหม่" และที่น่าสนใจคือ เกมนี้ไม่ได้กินสเปคมากมายอะไรเลยบน PC ครับ ด้วยสเปคเครื่องที่ไม่สูงอะไรมากมายการจะเล่นให้ได้ 60 FPS ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าหากต้องการภาพสุกจัดเต็มด้วย FPS ที่สูงกว่า 144 อันนี้ก็อาจจะต้องมีการ์ดจอที่ดีระดับหนึ่งครับ ทางด้านการนำเสนอ ในส่วนของโหมดเนื้อเรื่องผมคิดว่าผู้พัฒนาสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกกดดัน เวลาทำภารกิจต่างๆ ได้ดีในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะภาพ, จังหวะของเนื้อเรื่อง, ดนตรี, สภาพแวดล้อมของสถานที่, มูส และโทน ทุกอย่างล้วนถูกคิดมาอย่างดีแล้วว่าจะสร้างอรรถรสให้กับผู้เล่นได้ จุดนี้ต้องขอชมเชยเลยจริงๆ ครับ ที่นี้มาพูดถึงเรื่องการนำเสนอทางฝั่งของเกมเพลย์บ้าง ภาคนี้จะแตกต่างจาก Call of Duty Modern Warfare ที่วางขายในช่วงปีที่แล้ว เรื่องของความสมจริงที่มีมากกว่าครับ สามารถสังเกตในตอนที่เล่นเลยยกตัวอย่างเช่น การขว้างระเบิดในภาคนี้ตัวละครเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการขวาง ซึ่งมือขวาจะยังจับปืนแล้วเล็งข้างหน้าอยู่ (ใช้ปากดึกสลักระเบิดแทนที่จะเป็นมืออีกข้าง) อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่เวลาเรากด Reload ในขณะที่กำลังเข้า Scope ของปืนอยู่ ตัวละครของเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการ Relode ซึ่งในขณะนี้ตัวละครของเราจะไม่ทำการเอาหน้าออกจาก Scope ของปืนเลย นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทหารในโลกความจริงน่าจะทำกันครับ องค์ประกอบเหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่าทีมพัฒนาได้ใส่ใจในรายละเอียดของการรบจริงอย่างเต็มที่ และมันทำให้ผู้เล่นอย่างเรารู้สึกอินไปกับเกมมากขึ้นไปด้วยครับ ◊ เกมเพลย์ ◊ ** เนื่องจาก COD ภาคนี้มีโหมดให้เราเล่นแบ่งออกเป็น 3 โหมดหลักๆ คือ Campagin, Multiplayer และ Zombie ซึ่งแตกต่างกันมากๆ ผมจึงจะขอรีวิวในหัวข้อนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย้อยครับ ** Campagin ผมได้กล่าวไปข้างต้นเล็กน้อยแล้วว่าเนื้อเรื่องของภาคนี้จะให้ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังเล่นเป็นสายลับมากกว่าทหารหน่วยพิเศษเหมือนตอนภาค Modern Warfare ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า "เกมบังคับให้เราต้องเล่นแบบลอบเร้น" เอาตรงๆ คือมันก็ไม่ขนาดนั้นครับ ส่วนใหญ่ก็สามารถเล่นแบบบู๊แหลกตามสไตล์ COD ได้ จะมีแค่ 2 ภารกิจเท่านั้นที่บังคับให้เราเล่นแบบลอบเร้นจริงๆ ซึ่งทั้ง 2 ก็ไม่ได้ยากอะไรมากมาย ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ถนัดลอบเร้นแล้วกลัวว่าจะเล่นไม่ผ่านก็ไม่ต้องกังวลไปครับ ผู้พัฒนาได้เคยกล่าวว่า "โหมดเนื้อเรื่องหลักของเกมนี้ จะมีการนำระบบ Butterfly Effect มาใช้ด้วย" ดังนั้นการเลือกตอบบทสนทนาต่างๆ ส่วนใหญ่จึงส่งผลถึงเนื้อเรื่องด้วย โดยส่วนตัวแล้วผมชอบระบบนี้มากๆ เพราะมันทำให้อยากรู้ว่า เนื้อเรื่องหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปเรื่อยๆ ครับ อีกหนึ่งจุดขายของโหมดนี้เลยคือ Side Quest ครับ เหตุผลที่ทำให้เควสรองเกมนี้น่าสนใจ เพราะว่าเราจำเป็นต้องถอดรหัส หรือระบุตัวคนร้ายเองในภารกิจต่างๆ โดยข้อมูลที่ช่วยในการถอดรหัสเหล่านี้ ก็จะอยู่ใน Objective เสริมที่เรา พบในภารกิจหลักของเกมนั่นแหละ มันเหมือนกับว่าเรากำลังเป็นหน่วยข่าวกรองลับจริงๆ กำลังถอดรหัสจริงๆ ซึ่งช่วยเสริมอรรถรสได้เป็นอย่างดีเลยจริงครับ! สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกกับคอนเทนต์ที่จำเป็นต้องใช้หัวเยอะๆ แบบนี้ และกลัวว่าการไม่เล่นจะส่งผลถึงเนื้อเรื่องหลักด้วยก็ไม่ต้องกลัวไปครับ เพราะเควสรองของเกมนี้ไม่ได้มีผลกับฉากจบของเกมเลย เพียงแต่จะถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยหลังจากเล่นเนื้อเรื่องหลักจบแล้วเท่านั้น ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับว่าออกแบบเกมมาดีมากๆ ครับ Multiplayer โดยรวมระบบเกมเพลย์ของภาคนี้จะแทบไม่ต่างจากภาคก่อนเท่าไหร่ครับ ได้ชื่อว่าเป็น Call of Duty แล้วภาคนี้ก็ยังคงเป็นเกมที่มีจังหวะดวลปืนที่เร็วมากๆ เหมือนเดิม, ยังคงมีจังหวะวิ่งที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก, ยังสามารถวิ่งสไลด์ยิงได้เหมือนเดิม คือถ้าเกิดเคยเล่นเกม COD ภาคก่อนๆ มา ก็ไม่น่าจะต้องปรับตัวมากนักในภาคนี้ครับ ในส่วนของระบบ Loadout ภาคนี้จะใช้ระบบแบบเดียวกับ Call of Duty Modern Warfare คือมี ปืนหลัก, ปืนรอง, Perk สามช่อง, Lethal และ Tactical แต่มีอุปกรณ์ให้เลือกใช้เพิ่มมา 2 ช่องครับ อันแรกเป็นอุปกรณ์พิเศษที่จะมี Cooldown อยู่ที่ 90 - 300 วินาที แล้วแต่ความเก่งของอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นเช่น กับระเบิด, อุปกรณ์ต่อต้านระเบิดมือ หรือป้อมปืนขนาดเล็ก ส่วนอีกหนึ่งช่องที่ถูกเพิ่มเขามาคือ ช่องความสามารถพิเศษ ที่จะให้ผลแตกต่างกันไป โดยจะทำงานคล้ายๆ กับ Perk เช่นสามารถพกระเบิดได้ 2 ลูก หรือพกอาวุธหลักได้ 2 ชิ้นเป็นต้น โหมดทั้งหมดที่สามารถเล่นได้ในตอนนี้ จะมีทั้งหมด 10 แบบด้วยกันคือ Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All, Search and Destroy, VIP Escort, Combined Arms และ Dirty Bomb Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All จะเป็นโหมดที่มี Objective ง่ายๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน สามารถวิ่งเข้าไปบู๊แหลกแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมายนักได้ โหมดในกลุ่มนี้จะเล่นได้สูงสุดแบบ 6 Vs 6 และตายเกิดได้เรื่อยๆ เกมเพลย์โดยรวมในทั้ง 5 โหมดนี้จะเน้นความมันเอาไว้ก่อน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือโหมดที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อครับ ส่วน Combined Arms กับ Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่ตาย และเกิดได้เรื่อยๆ เช่นกัน แต่จะมีจำนวนผู้เล่นสูงสุดมากกว่า 20 คน โดย Combined Arms จะเป็นโหมดที่แบ่งคนออกเป็น 2 ทีมแบบ 12 Vs 12 ซึ่งมี Objective ชนะเป็นยึดจุด ซึ่งเกมเพลย์จะมั่วกว่า 5 โหมดแรกมากๆ แต่ก็มันกว่าเช่นกัน ต่อมา Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่แบ่งผู้เล่นออกเป็น 10 ทีม แต่ละทีมจะมีสมาชิก 4 คน แผ่นที่ในโหมดนี้จะมีขนาดใหญ่ ทั้งยังใช้เวลาเล่นค่อนข้างนานมาก และมีเกมเพลย์ใกล้เคียงกับเกม Battle Royale แต่สามารถเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ วิธีชนะในโหมดนี้คือเป็นกลุ่มที่มีแต้มสูงที่สุด โดยแต้มสามารถหาได้จากการทำ Objective ในด่าน ซึ่งจุดที่ทำ Objective ได้จะมีเพียง 5 จุดเท่านั้นในด้าน ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ได้ปะทะกับผู้เล่นทีมอื่นอย่างแน่นอนครับ สุดท้าย Search and Destroy กับ VIP Escort อาจถือว่าเป็นอะไรที่จริงจังมากสุดใน 10 แบบครับ โดยอันแรกก็คือโหมดวางระเบิดที่ทุกคนรู้จักกันดี ส่วนอีกอันจะมีความคล้ายกัน คือ ตายแล้วไม่สามารถเกิดได้ ฝั่งหนึ่งต้องป้องกัน ส่วนอีกฝั่งต้องบุก แต่ต่างกันตรงที่ทีมบุกไม่ได้มีเป้าหมายเป็นการวางระเบิด หากแต่เป็นการนำผู้เล่นที่ถูกเลือกไปยังตำแหน่งเป้าหมายอย่างปลอดภัยครับ ดังนั้นถ้าหากว่าฝั่งป้องกันสามารถฆ่า VIP ได้ เกมก็จะจบลงเลยเช่นกัน Zombie อาจเรียกได้ว่าเป็นโหมดที่อยู่คู่กับ Black Ops อย่างแท้จริง (เนื่องจากมีให้เล่นทุกครั้งที่ออกภาคใหม่เลย) ซึ่งความสนุกของโหมดนี้ก็คือการที่เราจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เกมเพลย์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Run and Gun เพราะจำเป็นต้องวิ่งหลบเหล่าผีดิบจำนวนมากพร้อมๆ กับยิงฆ่าพวกมันไปด้วย ในภาคนี้วิธีการเล่นจะยังคงเหมือนกับภาคก่อน คือเหล่าผีดิบจะทยอยบุกมาเรื่อยๆ เป็นระลอก และจะเยอะขึ้น เก่งขึ้น ตามรอบที่ผ่านไป ผู้เล่นจะสามารถดรอปเงินได้จากเหล่าผีดิบที่ยิงตาย โดยเงินเหล่านี้จะใช้ในการเปิดประตู, ซื้อกระสุน กับชุดเกราะช่วยเพื่อช่วยเอาตัวรอดได้ ซึ่งยังสามารถดรอปกระสุน กับอุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ อย่างระเบิด กับ C4 ได้ จุดที่แตกต่างกันเลยจริงๆ จะมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการเคลื่อนไหวของตัวละคร และผีดิบที่ทำออกมาได้ดีกว่าภาคก่อนหน้านี้ (เนื่องจาก Optimize มาดีขึ้น รวมถึงมี ภาพ / กราฟิก ที่สวยงามสมจริงมากขึ้น) ซึ่งมันทำให้จังหวะเกมเพลย์ของภาคนี้สนุกกว่าที่ผ่านๆ มา เนื่องจากรวดเร็วลื่นไหลกว่าครับ อีกเรื่องคือการที่เราไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกจนครบ 4 คนก่อนถึงจะเล่นได้ สำหรับใครที่อยากเล่นโหมดนี้แบบคนเดียว ผู้พัฒนาได้สร้างโหมด Solo โดยเฉพาะมาให้ด้วยนั้นเอง สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ คือโหมดนี้ยังคงความสนุกแบบเดียวกับภาคก่อนๆ ไว้ได้เหมือนเดิมโดยภาพ / กราฟิก ที่สวยงามขึ้นเป็นตัวช่วยเสริมความสนุก และความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดีครับ ◊ สรุป ◊ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี้คือ Call of Duty Black Ops ที่ยอดเยี่ยมมากที่สุด เท่าที่ Activision เคยสร้างมาเลย โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น, Optimize มาให้เล่นได้บน PC สเปคที่หลากหลาย, กราฟิกสวยงามสมกับเป็นเกมเจนใหม่ ทั้งยังมีการคำนึงถึงการเคลื่อนไหวที่สมจริงเวลาออกรบของเหล่าทหาร ถ้าจะเป็นจุดที่น่าเสียดายคงเป็นการที่ภาคนี้ไม่มีระบบอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือเรียกได้ว่าใหม่ในเกมแนว FPS เลย เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดที่ผมกล่าวมา คิดว่า Call of Duty Black Ops Cold War ควรได้คะแนนสูงถึงระดับ 9 เต็ม 10 เลย มันคงจะเป็นเรื่องดีถ้าหาก Activision จะยังคงรักษามาตรฐานที่ดีเช่นนี้ได้เรื่อยๆ ต่อไป และหวังว่า COD ภาคต่อไปที่เราจะได้เล่นในปีอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ชวนให้พูดคำว่า "Oh My God" ได้สักทีครับ! [penci_review id="72848"]
20 Nov 2020
รีวิว The Sims™ 4 Snowy Escape ผจญภัยในเมืองอันหนาวเหน็บด้วยธีมความเป็นญี่ปุ่น
พึ่งออก Expansion ตัวใหม่ออกมาสดๆ ร้อนๆ สำหรับ The Sims™ 4  กับตัวเสริมที่จะพาให้คุณไปตะลุยหิมะสุดหนาวเหน็บอย่าง Snowy Escape ที่มาพร้อมกับเมืองใหม่อย่าง Mt. Komorebi เมืองที่ผู้พัฒนาได้รับแรงบรรดาลใจมาจากแหล่งท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย พร้อมกับกิจกรรมอันสนุกสนานมากมายตั้งแต่กิจกรรมในสถานที่อันหนาวเหน็บไปจนถึงการพบปะกับซิมคนอื่นๆ ในการแช่น้ำพุร้อนเป็นต้น โดยในวันนี้พวกเรา GameFever TH ได้ไปลองเล่นเกมนี้มาแล้วและจะรีวิวถึงความรู้สึกว่าตัว Expansion ใหม่อันนี้อย่าง Snowy Escape จะน่าซื้อมาเล่นหรือไม่ ? Mt. Komorebi เมืองที่แบ่งเนื้อที่เป็น 3 โซนที่แตกต่าง อย่างที่ทราบว่า Mt. Komorebi เป็นเมืองที่จำลองมาจากเมืองในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้งหมดภายในเมืองจะมีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นสมัยใหม่อยู่เต็มเปี่ยม และที่สำคัญคือภายในเมืองยังแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ที่จะให้กลิ่นอายที่แตกต่างกันออกไป โซนแรกก็คือ Wakaba ซึ่งถ้าให้เปรียบว่า Mt. Komorebi  คือต่างจังหวัดของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่ก็เหมือนเป็นแหล่งชุมชนที่จะมีบ้านเรือนมากมาย แม่น้ำล้อมรอบมีสถานที่รถไฟสวนสาธารณะ เปรียบดั่งใจกลางเมืองก็ว่าได้ โซนที่สองคือ Senbamachi ที่จะเป็นโซนที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ที่สวยงามพร้อมกับสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณอย่างวัดญี่ปุ่น ที่จะให้ความรู้สึกสงบนิ่งจิตแจ่มใส โซนสุดท้ายคือ Yukimatsu ซึ่งจะเป็นโซนที่เป็นไฮไลท์ของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ กับโซนท่องเที่ยวบนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และจะมีกิจกรรมท้าทายให้เราได้ทำมากมาย การตกแต่งบ้านเรือน ใครที่อยากแต่งบ้านเรือนให้มีกลิ่นอายความเป็นบ้านญี่ปุ่น Expansion ตัวนี้ค่อนข้างตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวเลือกในการตกแต่งบ้านหรือุปกรณ์ของใช้นั้นจะมีลวดลายความเป็นบ้านเรือนญี่ปุ่นยุคคลาสสิคที่มีกลิ่นอายของความสงบเข้าไปในนั้นอีกอย่างเช่นโต๊ะ เตียง ชั้นวางของที่ทำมาจากไม้ หรือโต๊ะโคเท็ตสึก็ยังมี ใครที่มีไอเดียในการแต่งบ้านธีมญี่ปุ่นโบราณท่านน่าจะชอบใน Expansion ตัวนี้ครับ กิจกรรม อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Mt. Komorebi เปรียบดั่งมันเป็นเมืองท่องเที่ยวญี่ปุ่น และไฮไลต์ที่สำคัญของเมืองนี้ก็คือการเล่นสกีน้ำแข็งลงมาจากผู้เขาซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่คุณนั้นไปเช่าห้องพักซักที่หนึ่ง ใกล้ๆ สถานที่พักจะมีแหล่งเที่ยวสกีให้ท่านได้ลองเข้าไปใช้บริการ (แต่ท่านต้องซื้อสกีเป็นของตัวเองก่อนนะ) ซึ่งการเล่นสกีก็เริ่มตั่งแต่การเล่นโซนที่อันตรายน้อยๆ ก่อน และถ้าเล่นไปเรื่อยๆ สกิลความสามารถของคุณก็จะเพิ่มขึ้น และจะสามารถไปเล่นในโซนที่ท้าทายมากขึ้นได้ พร้อมกับกิจกรรมอื่นๆ ที่มีว่าเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้อย่างเช่นการเข้าไปแช่ในบ่อน้ำพุร้อนออนเซ็น และได้พบเจอพูดคุยกับเหล่าซิมใหม่ๆ ได้ (ที่ตลกคือสามารถวู้ฮูกันในบ่อน้ำพุร้อนได้เฉยเลย 5555) หรือจะเป็นบาร์ญี่ปุ่นสไตล์ Izakaya ก็ยังมีเช่นกัน สรุป โดยรวมแล้ว The Sims™ 4 Snowy Escape ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่จะมาเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับซิมของคุณได้อย่างดี ถ้าคุณชอบกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นโบราณที่ผสมความสงบของป่าไม้ วัดวาของญี่ปุ่น หรือชอบความเป็นหิมะ ความโลดโผนที่เหมาะกับช่วงหน้าหนาวของปีนี้ Expansion ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็อาจจะพอมีข้อติอยู่บ้างในเรื่องของกิจกรรมข้างใน Snowy Escape เองถึงแม้ว่ามันจะมีอะไรใหม่ๆ อยู่ แต่มันก็ไม่ได้มีคอนเทนต์ที่เยอะมากเท่าไรนัก ใช้เวลาเล่นเวลาสำรวจซักพักก็ค่อนข้างเบื่อแล้ว ใครที่มีคอนเทนต์ Expansion อื่นๆ อยู่บ้างแล้ว Snowy Escape จะเป็นสิ่งที่จะมาเติมเต็มความสนุกกับซิมส์ของท่านได้อย่างดีเยี่ยม แต่ถ้าใครคิดจะซื้อ Expansion นี้เป็นอันแรก ส่วนตัวคิดว่ารอมันลดราคา หรือหันไปซื้อ Expansion อื่นๆ ที่มีความน่าสนใจกว่าดีจะดีกว่า
20 Nov 2020
รีวิว Godfall ศึกนักรบแห่งทวยเทพเกมเน็กซ์เจนที่ชูโรงโชคประสิทธิภาพเครื่อง PS5
ถ้าให้พูดถึงเกม “Godfall” มันคืออีกหนึ่งเกมน้ำดีที่วางจำหน่ายพร้อมกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 เพื่อโปรโมทให้เกมเมอร์เห็นประสิทธิภาพของเครื่องเกมรุ่นนี้ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง! แต่ด้วยความที่ตอนนี้เครื่องเกม PlayStation 5 ยังไม่มีการประกาศวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเรา ผู้ที่จะเล่นเกมนี้ได้ก็คือแพลตฟอร์ม PC นั่นเองค่ะ วันนี้เกวลินก็เลยจะพาเพื่อน ๆ มารู้จักเกมนี้ให้มากยิ่งขึ้น เพราะด้วยราคาเกมที่สูงทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “Godfall เป็นเกมที่คุ้มค่าที่จะซื้อมาเล่นหรือเปล่า!?” เมื่ออ่านบทความรีวิวนี้เพื่อน ๆ น่าจะได้คำตอบไม่มากก็น้อยค่ะ   เนื้อเรื่องที่เหมือนจะดี...แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดซะงั้น! เนื้อเรื่องของเกม Godfall พูดถึงเราผู้เป็นหนึ่งในอัศวินวาลอเรียนกลุ่มสุดท้ายที่มีหน้าที่ในการกอบกู้ดินแดน Aperion ให้รอดพ้นจากการล่มสลาย โดยเราจะต้องสวมชุดเกราะในตำนานที่ภายในเกมเรียกว่า “Valorplate” ซึ่งชุดเกราะนี้จะเปลี่ยนให้นักรบที่มีพลังธรรมดากลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานได้ ซึ่งเราจะต้องไปทำภารกิจเพื่อต่อสู้กับเหล่านักรบที่แข็งแกร่งเพื่อนำความสงบสุขสู่ดินแดนของเราอีกครั้ง! ฟังเนื้อเรื่องปูทางออกมาจริง ๆ คือดีในระดับหนึ่งเลยนะคะ แต่เชื่อไหมว่ามันดันตกม้าตายซะงั้น เพราะการทำภารกิจภายในเกมเราจะได้แค่พูดคุยและสืบหาข้อมูลเพื่อเดินทางไปต่อสถานที่ต่อไปเท่านั้น แถวบอสใหญ่แต่ละฉากที่เราจะต้องต่อกรด้วยเนื้อเรื่องพูดถึงหลังจากจัดการไปน้อยมากจริง ๆ ทั้งที่ช่วงต้นเกมเนื้อเรื่องปูมาซะดิบดีเลยค่ะ ทำให้รู้สึกได้อย่างหนึ่งว่าเรื่องบทเนื้อเรื่องทางทีมผู้พัฒนาเกม Counterplay Games ใส่ใจรายละเอียดน้อยไปนิด อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องยังไม่จบแค่นั้นนะคะ ซึ่งจะมีการเล่าต่อในเนื้อหาเสริม [DLC] ที่จะอัปเดตภายในปีหน้า ก็ได้แต่หวังว่าจะแก้ไขในส่วนเนื้อเรื่องที่ทำให้ดูน่าติดตามมากกว่านี้ก็แล้วกันนะ เกมเพลย์ที่ดุดัน หลากหลาย มีเสน่ห์ และ เป็นจุดแข็งของเกมนี้! ต้องบอกว่าตัวเกม Godfall เกมเพลย์มีความซับซ้อนมาก แต่ต้องอธิบายก่อนว่าคำว่า “ซับซ้อน” ที่เกวลินพูดถึงคือระบบภายในเกมมันเยอะมากจริง ๆ ค่ะ ซึ่งถ้าผู้เล่นใหม่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องอาวุธภายในเกมก่อนค่ะ ปัจจุบันอาวุธภายในเกมจะมีทั้งหมด 5 ชนิดแล้วทุกชนิดก็เป็นประเภทโจมตีในระยะประชิดทั้งหมด ไม่มีอาวุธที่ใช้ในการโจมตีระยะไกล หรือ อาวุธที่ทำให้เราร่ายเวทมนตร์ได้ ซึ่งอาวุธภายในเกมก็จะประกอบไปด้วย ดาบยาว, ดาบใหญ่, ดาบคู่, หอก และ ค้อน รวมไปถึงโล่ที่เราสามารถใช้ในการป้องกันการโจมตีหรือสวนการโจมตีกลับก็ทำได้เหมือนกัน ทั้งนี้ต่อให้อาวุธภายในเกมจะมีเพียงแค่นี้แต่เราก็สามารถพกอาวุธได้ 2 ชนิดในเวลาเดียวกันค่ะ ทั้งนี้เมื่ออยู่ในเกมถ้าเราเก็บไอเทมพวกอาวุธต่าง ๆ เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอาวุธได้ตลอดเวลาอีกด้วย ทำให้ใครที่กังวลเรื่องนี้ตัดไปได้เลยค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมาทำความเข้าใจเพิ่มอีกอย่างก็คือ “อาวุธทุกชิ้นมีธาตุในตัว!” ซึ่งธาตุเหล่านี้จะมีผลต่อมอนสเตอร์ภายในเกม ในช่วงแรก ๆ เรื่องธาตุอาจจะไม่เห็นผลมากนัก แต่ถ้าเราเล่นจนเข้าสู่คอนเทนต์หลัง End Game มันจะเห็นความแตกต่างพอสมควรเวลาไปอัดกับมอนสเตอร์ในระดับสูง ทำให้เกมนี้ผู้เล่นจำเป็นต้องพกอาวุธติดตัวไปหลากหลายธาตุเพื่อเอาไว้ใช้ต่อกรกับมอนสเตอร์ หรือ บอสบางตัวค่ะ แล้วสิ่งที่จะทำให้เกมเพลย์ดูลื่นไหลและเป็นสไตล์ในแบบของผู้เล่นก็คือ “การอัปเกรดสกิล” ทุก ๆ 1 เลเวลเราจะได้แต้มอัปสกิล 1 Point หรือ บางครั้งถ้าไปทำภารกิจก็จะมอบให้ 1 Point หลังทำภารกิจนั้น ๆ สำเร็จ ปัจจุบันสกิลของเกม Godfall มีให้อัปเกรดทั้งหมด 25 ตัว ซึ่งทุก ๆ ตัวจะ Max Level อยู่ที่ระดับ 5 ในแต่ละสกิลการเพิ่มขั้นของสกิลนั้น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมไปถึงอาจจะปลดล็อครูปแบบการโจมตี หรือ ลูกเล่นที่ใช้ในการหลบการโจมตีที่ลื่นไหลมากยิ่งขึ้นค่ะ แล้วตรงนี้เองที่ทำให้เราสามารถผสมผสานเกมเพลย์ในแบบของตัวเองที่ได้จากอาวุธที่เลือกใช้ และ สกิลที่อัปเกรดค่ะ เกมเพลย์ของเกม Godfall ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งของเกมนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ อย่างไรก็ตามมันก็มีจุดที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเกมจะเน้นความดุดันเป็นหลัก ทำให้มันไม่ได้แอ็คชั่นลื่นไหลเหมือนพวกเกม Devil May Cry อะไรพวกนั้นนะคะ เพราะเราไม่สามารถยกเลิกแอนิเมชั่นได้สมบูรณ์แบบ ยิ่งถ้าใช้อาวุธที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะอันนี้เห็นผลชัดเจนเลย แต่มันก็ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าอัปเกรดสกิลในส่วนการเพิ่มท่าทางการหลบหลีกมากน้อยแค่ไหน ความสนุกของเกมนี้เลยอยู่ตรงนี้ละค่ะ มาถึงสุดท้ายแล้วสิ่งที่เป็นจุดเด่นของเกมนี้ก็คือ “Valorplate” ชุดเกราะนักรบแห่งทวยเทพ ซึ่งการออกแบบชุดเกราะเหล่านี้อ้างอิงจากจักรราศีทั้ง 12 โดยผู้เล่นจะสามารถปลดล็อคชุดเกราะพวกนี้ได้จากการรวบรวมไอเทมต่าง ๆ แล้วสร้างทีละชุด ๆ แน่นอนว่าแต่ละชุดล้วนมีท่าพิเศษที่เมื่อกดใช้งานจะทำให้เราได้รับผลจากชุดนั้น ๆ ชั่วระยะหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น  ชุดเกราะ Illumina เมื่อเลือกใช้งานผู้เล่นจะได้คุณสมบัติในการเพิ่มความเสียหายให้กับจุดอ่อนของศัตรู 15% แล้วถ้ากดใช้ท่าพิเศษ [Archon Fury] จะปล่อยคลื่นพลังงานสร้างความเสียหายเล็กน้อย และ เผยให้เห็นจุดอ่อนของศัตรู แล้วเมื่อเราโจมตีใส่ศัตรูบริเวณจุดอ่อนก็จะสร้างความเสียหายเพิ่มเติม 40% และความเสียหายจะเพิ่มขึ้นอีก 40% เมื่อผู้เล่นโจมตีบริเวณจุดอ่อนทุกครั้งที่เราทำให้ศัตรูติดสถานะกระเด็น หรือ Deathblow สำเร็จ เป็นต้น โดยชุดเกราะ “Valorplate” ผู้เล่นจะสามารถปลดล็อคได้ครบทั้ง 12 ชุดเมื่อเล่นจบเนื้อเรื่องหลักแล้วดังนั้นอยู่ที่เราอยากจะเล่นสายไหนก็เลือกชุดเกราะให้เหมาะสมก็เพียงพอแล้วค่ะ  กราฟฟิกที่ทำออกมาดีเยี่ยม! แม้ว่าสเปกเครื่องจะไม่สูงก็ตาม ด้วยความที่ตัวเกม Godfall ทางทีมผู้พัฒนาเกม Counterplay Games ได้เลือกใช้ “Unreal Engine 4” ก็มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อยที่กังวลว่า “คอมพิวเตอร์ของตนเองไม่ได้สเปกสูงจะสามารถรันเกมนี้ได้เต็มประสิทธิภาพไหม!?” ผลจากการทดสอบคอมพิวเตอร์ของเกวลินคือ CPU ใช้ i7-8700K ส่วน Ram 32GB. และ GPU ใช้ NVIDIA GeForce GTX 1660 Super ปรับกราฟฟิกสูงสุดความละเอียด 1080p ได้เฟรมเรตอยู่ที่ 59 - 110fps นั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพึ่งพอใจเลยค่ะ เพราะจากที่คำนวนแล้วสเปกที่ใช้เล่นอยู่ในขั้นแนะนำนั่นเองค่ะ รายละเอียดกราฟฟิก แสง สี ของเกม Godfall ทำออกมาได้ดีไร้ที่ติ แต่ในช่วง Day One ตัวเกมก็มีปัญหาเรื่อง Bug ต่าง ๆ เกี่ยวกับการแสดงผลที่เยอะพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเล่นออนไลน์กับเพื่อนจะพบปัญหาเกี่ยวข้องกับเฟรมเรตที่ลดลงจากตอนเล่นคนเดียวอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้ก็ต้องยอมใจทีมผู้พัฒนาเกมที่มีการออกแพทช์อัปเดตแก้ไขปัญหาเรื่องการแสดงผลกราฟฟิก และ เฟรมเรตผิดพลาดเหล่านี้อยู่ 2 - 3 รอบอย่างไรก็ตาม ส่วนใครที่รอเล่นบนเครื่องเกม PlayStation 5 บอกเลยว่าจากการที่ไปส่องเพื่อนที่เขามีเครื่องก็ตอบกลับมาว่า “กราฟฟิกสวยงาม เฟรมเรตนิ่ง การแสดงผลดีเยี่ยม แต่ก็มี Bug มากวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ” สรุปคือดีงาม! สรุป สรุปแล้วความคุ้มค่าในการซื้อเกม Godfall มาเล่นในช่วงเวลาแบบนี้เกวลินก็ตอบได้คำเดียวว่า “คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอน!” อาจจะเพราะว่าเราไม่ค่อยเห็นเกมทำนองแบบนี้ออกมาให้เราได้เล่นกันมากนัก ตัวเกมมอบความสนุก ตื่นเต้น และ ความท้าทายให้กับผู้เล่นไม่ว่าจะเล่นคนเดียว หรือ เล่นออนไลน์กับเพื่อน ๆ เพราะเมื่อเราเล่นโหมด Hard ความยากที่เพิ่มขึ้น ข้อจำกัดที่ท้าทายผู้เล่นในทีม มันเลยทำให้เราและเพื่อนจะต้องสามัคคีกันไม่งั้นก็ไม่สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ แล้วความคุ้มค่าที่เกวลินมองเห็นก็คือ “คอนเทนต์หลัง End Game” มีอะไรให้เราได้ทำเพียบเลยค่ะ เมื่อเราเล่นจบเนื้อเรื่องก็ยังมีการเก็บเลเวลเพื่อไต่ระดับขึ้นไปจุดสูงสุดคือ Level 50 แต่กว่าจะไต่ไปถึงระดับนั้นได้เราก็จะต้องเผชิญหน้ากับ “Tower of Trials หอคอยแห่งการทดสอบ” สถานที่แห่งนี้จะให้เราต่อกรกับศัตรูที่แข็งแกร่งออกตามหาอาวุธในตำนานที่ซ่อนอยู่เพื่อกลับไปล้างบางบอสที่แข็งแกร่งบนหอคอยแห่งการทดสอบในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งตอนนี้ที่ทำสถิติได้คืออยู่ที่ชั้น 11 เท่านั้นค่ะ หลังจากนี้ลำบากพอตัวเพราะศัตรูที่เยอะขึ้น และ แข็งแกร่งเกินที่จะต่อกรได้ไว รวมไปถึงคอนเทนต์อื่น ๆ ภายในเกมที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดเลื่อนขั้นอาวุธที่ต่อให้เราไม่มีอาวุธในตำนานก็ให้หาอาวุธชิ้นที่ต้องการ จากนั้นก็เลื่อนขั้นไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นระดับสูงสุดได้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้มันก็จะมีการสุ่มออกชั่นของอาวุธก็ขึ้นอยู่กับเพื่อน ๆ ว่าจะได้ออฟชั่นตรงกับอาวุธที่เลื่อนขั้นหรือเปล่า แม้ว่าตัวเกม Godfall ส่วนตัวเกวลินจะมองว่ามันคุ้มค่าเพียงใดก็ตาม จุดบอดของเกมก็มีให้เห็นเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่บทเนื้อเรื่องที่ทำออกมาได้ขั้นแย่พอสมควร ฉากคัตซีนสวย ๆ ที่เราเห็นในตัวอย่างจะมีแค่ช่วงเริ่มต้นเกมเท่านั้นค่ะ ที่เหลือก็จะเป็นฉากคัตซีนที่ทำขึ้นมาผ่าน Unreal Engine 4 แล้วที่หนักที่สุดตัวเกมก็ยังมี Bug ให้เราได้เห็นอยู่เป็นระยะ ๆ อีกด้วย โชคยังดีที่ทีมงานมีการเก็บข้อมูลจากผู้เล่นที่มีการแจ้งปัญหาไปแล้วก็ออกแพทช์แก้ไขยกตัวอย่างแพทช์ Day One ที่มีขนาดไฟล์ 25GB. เรียกว่าครึ่งหนึ่งของไฟล์เกมกันเลยค่ะ แล้วอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้เกมเมอร์หลายคนไม่สบายใจก็คงจะเป็นเรื่องของราคาที่จัดอยู่ในระดับที่ “แพงหูฉีก!” เพราะขนาดแพ็คเกจ Standard Edition ยังราคาประมาณ 1,700 บาท แล้วถ้าจะให้คุ้มค่ายังไงก็ต้องซื้อตัวเกมพร้อมเนื้อหาเสริม [DLC] ที่ราคาจะอยู่ประมาณ 2,260 บาท ด้วยราคาเกมขนาดนี้กับคอนเทนต์ที่บางคนอาจจะมองว่า “มันน้อยไปหน่อย!” ซื้อเกมอื่นอาจจะคุ้มค่ากว่า เกวลินก็มองว่าเห็นด้วยค่ะ เพราะถ้าซื้อมาเล่นคนเดียวมันไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ถ้าซื้อมาเล่นกับเพื่อนรวม ๆ แล้วมันก็ถือว่าเป็นเกมที่น่าเสียเงินซื้อมาเล่นได้อยู่ อีกทั้งตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าทางทีมผู้พัฒนาเกม Counterplay Games จะตัดสินใจให้เกม Godfall สามารถเล่นข้ามแพลตฟอร์ม [Cross-Platform] ระหว่าง PC กับ PlayStation 5 หรือเปล่า!? เพราะถ้าทำได้จริงก็จะช่วยทำให้เกมนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น แล้วยิ่งให้เกมนี้เป็นตัวชูโรงในช่วงแรกของการโปรโมทเครื่องเกม PlayStation 5 ด้วยแล้วถ้าทำระบบนี้มันก็จะตอบโจทย์ผู้เล่นได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ น่าเสียดายที่ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย สุดท้ายใครที่สนใจอยากจะเล่นเกมนี้แพลตฟอร์ม PC สั่งซื้อได้แล้วที่ Epic Games ส่วนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 ก็วางจำหน่ายบน PlayStation Store ได้แล้ววันนี้ค่ะ [penci_review id="72743"]
19 Nov 2020
[รีวิว] Poco X3 NFC เอามาทรมานบนเกม Genshin Impact จะรอดหรือจะร่วง?
หลังจาก Poco X3 NFC ออกสู่วางตลาดไปได้ไม่นาน ก็นับว่าเป็น Smartphone ที่แทบจะตบหลายยี่ห้อกันเลยทีเดียวทั้งสเปคต่อความคุ้มค่าคุ้มราคาและตอบโจทย์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดีสมกับค่าตัวของมัน และคนเขียนเองก็ได้เป็นหนึ่งในเจ้าของเครื่องนี้ด้วยเช่นกัน บทความนี้เราจะไม่ได้มาเน้นรีวิว Smartphone เครื่องนี้เป็นหลักเพราะคงจะทราบถึงสเปคและประสิทธิภาพเครื่องนี้กันมาพอสมควรแล้ว แต่เราจะมารีวิวเฉพาะทางด้วยการนำ Poco X3 NFC เอามาทรมานบนเกม Genshin Impact ที่เป็นเกมแนว Action RPG Openworld เพื่อทดลองว่าโทรศัพท์ยี่ห้อนี้เหมาะหรือคุ้มค่ากับการเอามาเล่นเกม Genshin Impact หรือไม่ เราไปดูกัน ================================================== มาทำความรู้จักสเปคคร่าวๆ และตัวแพคเกจกันก่อน ก่อนที่จะพูดถึงเนื้อเรื่องหลัก ก็ขอเกริ่นเกี่ยวกับตัวแพคเกจและสเปคโดยรวมของมันเสียหน่อย ซึ่งทางเราได้ซื้อตัวรุ่น Ram 6GB / Rom 128GB สีน้ำเงิน หรือตัวบนสุดของ Poco X3 NFC ในราคาเจ็ดพันต้นๆ โดยลักษณะกล่องจะเป็นสีดำด้านตัดกับตัวอักษรสีเหลือง พอเปิดฝากล่องก็จะมีแพคเกจเป็นกล่องสีเหลืองคร่อมอีกชั้นทำให้ตัวแพคเกจดูแข็งแรง ปลอดภัยเรื่องแรงกระแทกอย่างแน่นอน ในตัวแพคเกจที่มีมาให้หลักๆ ก็จะประกอบไปด้วย ตัวโทรศัพท์ Poco X3 NFC หนึ่งเครื่อง เคสพลาสติคใส ตรงมุมจะแข็งกว่าปกติ หัวชาร์จแบบ Fast Charge 33W สาย USB Type-C to Type A หนึ่งเส้น ( สายชาร์จนั้นแหละ ) เข็มถาดจิ้มช่อง SIM คู่มือและใบรับประกันต่างๆ แพคเกจที่แถมมาให้ก็นับว่าเยอะพอสมควร ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปตามมาตรฐาน ส่วนการจับรู้สึกว่ากระชับมือ แต่ทว่าน้ำหนักตัวของมันดูหนักไปนิดหน่อย แต่ไม่ได้มากมายอะไร อาจจะเป็นเพราะตัวแบตเตอร์รี่ที่ให้มาเยอะมากๆ ก็ถือว่าหักล้างขอเสียเรื่องน้ำหนักไปได้ ส่วนในด้านสเปคเครื่องโดยคร่าวๆ ก็มีรายการดังนี้ สเปคข้อมูลสำคัญ (สำหรับการทดลองเล่นเกม Genshin Impact) CPU: Qualcomm Snapdragon 732G แกน 8 หัว 2.3Ghz GPU: Adreno 618 มีซิงค์ระบายความร้อนด้วยเทคโนโลยี LiquidCool Technology 1.0 Plus หน้าจอใหญ่ 6.67 นิ้ว ความละเอียดจอเป็น FHD+ แบบ IPS ค่า Refresh Rate 120Hz Touch Sampling 240Hz Ram ขนาด 6GB แบบ LPDDRX4 ความจุ 64GB/128GB แบบ UFS 2.1 (ทางเราซื้อตัว 128GB มา) แบตเตอรี่ 5160mAh, รองรับการชาร์ตด่วนที่ 33W สเปคข้อมูลส่วนอื่นๆ (ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเล่นเกมแต่เขียนไว้สำหรับผู้สนใจ) รองรับเทคโนโลยี 4G LTE ถาด SIM รองรับ 2 ถาด และรองรับ Micro SD Card สูงสุด 256GB ลำโพงคู่ รองรับ Hi-Res Audio ( ออกตรงลำโพงด้านทายเครื่องและตำแหน่งลำโพงรับสาย ) ช่องหูฟังแบบ 3.5 mm รองรับ USB Type-C รองรับสแกนลายนิ้วมือตรงปุ่ม Power มาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP53 กล้องหลังหลัก 64MP, อัลตร้าไวล์ 13MP, เลนส์มาโคร 2MP, เลนส์ Depth 2MP รวมทั้งหมด 4 ตัว กล้องหน้า 20MP ระบบปฏิบัติการณ์ Android 10 ครอบด้วย MIUI 12 for POCO รองรับเซนเซอร์ต่างๆ 8 อย่าง รองรับ NFC ซึ่งหากพูดด้วยสเปคแล้วขอบอกเลยว่า โห...สเปคจัดเต็มมากกับราคาที่จ่ายไป แต่ก็มีจุดที่แอบกังวลใจบางอย่างนั้นก็คือ เทคโนโลยี ROM ที่ยังคงใช้ UFS 2.1 อยู่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการส่งถ่ายข้อมูลแบบเก่าอยู่ แต่จะขอพูดถึงรายละเอียดส่วนนี้ในหัวข้อต่อๆ ไป และหลังจากนี้จะเป็นการรีวิวเจ้า POCO X3 NFC เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกม Genshin Impact เท่านั้น ================================================== การเปิดเกมครั้งแรกที่ทั้งชอบและไม่ชอบใจ โดยทางนี้จะใช้แอพ Game Turbo ของตัว Poco X3 เพื่อรีดประสิทธิภาพและบูสขุมพลัง CPU ภายในตัวเครื่องให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นนอกเหนือจากนี้ยังสามารถตั้งค่าไม่ให้ใครมารบกวนเช่นปิดการแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงการบล็อคการโทรเข้าชั่วคราวเพื่อไม่ให้ใครหงุดหงิดใจ แต่เราเลือกที่จะไม่บล็อคเพราะอยากรู้ว่าเวลาแจ้งเตือนหรือ Headchat จาก Facebook จะส่งผลต่อเครื่องหรือไม่ และเราจะเริ่มต้นจากแบตเตอรี่ที่ 100% หรือ 5160 mAh เต็ม ส่วนที่ชอบสิ่งแรกที่ได้เจอเลยคือ ตัว Game Turbo สามารถปรับแสงและสีของตัวหน้าจอให้เข้ากับสายตาเพื่อถนอมสายตาของเราหรือปรับให้เหมาะกับสภาพแสงโดยรอบตอนเล่นเกมให้มากที่สุด โดยจะมีโหมดเพิ่มความสว่างโดยจะทำให้ภาพดูสว่างนวลขึ้นไม่แสบตา, ภาพแบบอิ่มสีก็คือจะทำให้ภาพดูสีสดใสมากขึ้น หรือจะปรับภาพให้แสดงผลทั้งสองอย่างด้วยกันซึ่งมันก็จะกินแบตเตอรี่ด้วย...แน่นอนว่าไหนๆ มาทรมานเครื่องแล้วก็ต้องเปิดการแสดงภาพแบบสว่างและอิ่มสีอยู่แล้ว และจุดนี้ก็ถือเป็นจุดที่เป็นข้อติจุดใหญ่ๆ จุดแรกเลยก็คือหลัง Log in เข้าไปแล้วมันโหลดเข้าเกมช้ามากๆ ราวๆ 40 วินาทีถึง 1 นาทีโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับว่าเล่นครั้งล่าสุดเราอยู่ในเมืองหรืออยู่นอกเมือง โดยมันจะคาไว้ที่ไอคอนธาตุน้ำแข็งสักพักใหญ่ๆ กว่าจะเข้าหน้าเกมได้ ซึ่งเหตุผลตรงนี้มีข้อเดียวคือ ตัวอ่านหน่วยความจำภายในเครื่องยังคงใช้ UFS 2.1 ซึ่งเป็นรุ่นเก่า การอ่านเขียนข้อมูลดึงข้อมูลจากในเกมจะทำได้ช้ากว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ที่เริ่มมาใช้ UFS 3.0 ขึ้นไปแล้ว แต่หากเทียบกับราคาแล้วก็ถือว่าพอรับได้ เว้นแต่ว่าเป็นเกมเมอร์สายใจร้อนก็อาจจะนั่งเซ็งกันสักหน่อย กราฟิคเปิดสุดไม่ต้องยั้ง พังหรือไม่เดี๋ยวรู้กัน เมื่อเข้ามาหน้าตั้งค่าการแสดงผลแล้ว ค่าเดิมๆ ของมันถูกปรับให้เป็นคุณภาพต่ำ อันนี้เราจะแสดงกันให้เห็นชัดๆ เลยว่าเราเปลี่ยนมาเปิดสุดจริงๆนะ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงกราฟิคเล็กน้อยในส่วนของหัวข้อ FPS ที่เดิมๆ มันตั้งไว้ 30 FPS เราเปลี่ยนให้มันเป็น 60 FPS แล้วมาดูกันว่าเล่นไป 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่ลดกี่เปอเซ็นต์และเครื่องจะรีดประสิทธิภาพไหวไหม ภาพนี้จะเป็นหลักฐานยืนยันชัดๆ อีกทีว่าเราเริ่มเล่นช่วงแบตเตอรี่ 100% เต็มและจะเล่นต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงเพื่อทำการทดลองโดยมีน้อง Sucrose ที่แสนน่ารักและนุ่มนิ่มมากจะมาเป็นผู้ช่วยในครั้งนี้ แต่ว่าพอหลังตั้งค่าเสร็จ ภาพก็ดีเนียนดูสวยนะ แต่ก็อาจจะยังไม่เนียนไม่สวยเท่ากับโทรศัพท์ระดับสูงๆ เสียเท่าไหร่ หืมมมม....หลังจากนี้จะเป็นการทดลองภาคสนามกันแล้ว ช่วงเวลาการถ่ายทำจะไม่ตรงกันในแต่ละภาพที่จะได้เห็นก็จริงแต่ก็ขอให้รู้ไว้ว่าสถานะการณ์ต่างๆ และผลทดลองที่ได้ยังคงอยู่ภายในหนึ่งชั่วโมงการทดลองจ้า ผลทดสอบการใช้ CPU, GPU และ FPS เขต Monstadt ตอนนี้เราได้ทำการออกเดทกับน้อง Sucrose เพื่อทำการทดลองเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรของ CPU, GPU และค่าเฟรมเรตที่ทำออกมาได้โดยปรับการตั้งค่าให้สูงสุด โดยพาไปเดินเล่นช่วงนอกเมือง Monstadt ก็ได้เห็น CPU ใช้ไปโดยเฉลี่ย 55% แต่ GPU แทบจะวิ่งเต็ม 100% เกือบตลอดเวลา เพราะว่าเราได้ดึงประสิทธิภาพของตัว Snapdragon 732G อย่างเต็มที่ของมันแล้ว ซึ่งโดยรวมค่าเฟรมเรตที่ทำได้จะอยู่ในช่วง 45 ถึง 55 เฟรมเรต ถือว่าเคลื่อนไหวได้ราบเรียบมากๆ จากนั้นก็ได้พาน้อง Sucrose ทำการทดลองด้วยการลงภาคสนามกับเหล่า Slime หินผู้โชคร้ายว่าเวลาต่อสู้เฟรมเรตจะเป็นอย่างไร ผลที่ออกมาก็ตามคาดคือ FPS ร่วงลงมา โดยต่ำสุดอยู่ที่ 30 FPS ไม่ต่ำกว่านั้น มีแกว่งๆ ขึ้นไป 40 FPS บ้าง โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 35 FPS ทีนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศมายังตัวเมือง Monstadt กันบ้างซึ่งหากเราเทเลพอร์ตเข้ามาในเมืองเลย จะแทบกระตุกช่วงพักหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นเพราะระบบการถ่ายโอนข้อมูลยังคงเป็น UFS 2.1 ซึ่งเป็นรุ่นเก่านั้นเอง ราวกับว่าต้องใช้เวลาโหลดฉากนิดหนึ่งอะไรประมาณนั้น ตอนนี้น้อง Qiqi ก็อยากถ่ายรูปด้วย(?) เราเลยใจอ่อนยอมเปลี่ยนตัวให้ Sucrose ไปพักเหนื่อยบ้าง ต้องขอบอกก่อนว่าพอเราอยู่ในเมืองค่าเฟรมเรตที่ได้จะตกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ค่า GPU กลับใช้พลังงานน้อยลงเป็นนัยยะสำคัญเช่นกัน โดยค่าเฟรมเรตที่ทำได้ ไม่ต่ำกว่า 25 FPS และสูงสุดไม่เกิน 40 FPS มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 30 FPS ซึ่งก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหงุดหงิดใจนัก ยังคงพอรับได้ บังคับได้ลื่นไหลพอสมควร หลังจากนี้เราก็เอาทีมคณะผู้ช่วยไปบวกกับ Boss หมาป่า Adrius ซึ่งบอกเลยว่าเป็นอะไรที่มันมาก เพราะการต่อสู้ลื่นไหล ไม่มีอาการกระตุกให้กวนใจแต่อย่างใดเลย FPS เฉลี่ยที่ทำได้คือ 40 FPS ถือว่าทำออกมาได้ดีมากสำหรับ Poco X3 แม้จะต้องเจอกับเอฟเฟคเยอะๆ ก็ตามที ที่สำคัญ การควบคุมตอบสนองดีมาก ไม่มีอาการหลุดการควบคุมหรือหลอนเลยเพราะตัว Touch Sampling ที่มีมากถึง 240Hz ทำให้การตอบสนองต่อการกดนั้นไวมากๆ และแม่นยำมากๆ แม้ว่าเราจะติดฟิลม์กระจกอย่างหนาก็ตาม ผลทดสอบการใช้ CPU, GPU และ FPS เขต Liyue ทีนี้เราพาน้อง Sucrose มาเปลี่ยนบรรยากาศมาที่เขต Liyue กันบ้างโดยเริ่มจากเขตนอกท่าเรือ Liyue ที่เต็มไปด้วยผาน้อยใหญ่ บรรยากาศให้ความรู้สึกอยู่ในพื้นที่แฟนตาซีหนังจีนกำลังภายใน ผลการทดสอบของ CPU ก็ใช้พลังงานมากขึ้นนิดหน่อย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 55% และ GPU ก็ยังเต็มเกือบ 100% มีบ้างบางช่วงที่ตกลงมาที่ 85% โดยเฟรมเรตเฉลี่ยที่ทำได้จะอยู่ประมาณ 45 FPS เหมือนกัน ก็ไม่ค่อยแตกต่างจากเขตนอกเมือง Monstadt เท่าไหร่นัก ส่วนในฉากต่อสู้ทั่วๆ ไปนั้นก็ยังลื่นไหลไม่ต่างเขตนอกเมือง Monstadt เช่นกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 FPS ไม่ต่ำกว่า 30 FPS อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากว่าช่วงที่ถ่ายทำนั้นมีผลเท่ากันจึงเลยไม่ได้ตัดสินใจถ่ายช่วงต่อสู้เพื่อความกระชับของเนื้อหา จากนั้นก็ลองพาเข้ามายังท่าเรือ Liyue ด้วยการเทเลพอร์ตดูบ้าง โดยงานนี้น้อง Klee โลลิที่น่ารักของผองเราก็อยากถ่ายรูปด้วย(?) พอเทเลพอร์ตเข้ามาในเมืองเท่านั้นแหละ กระตุกหนักกว่าอยู่ในเมือง Monstadt อีก แต่สักพักใหญ่ๆ ก็กลับมาลื่นเป็นปกติ เหตุผลก็เพราะว่าระบบถ่ายโอนข้อมูล UFS 2.1 เช่นเดิม และด้วยเมือง Liyue มี Object ที่เยอะมากอยู่แล้วไม่แปลกใจที่โหลดฉากไม่ทันและกระตุก แต่อย่างน้อยก็กลับมาลื่นปกติโดยปล่อยไว้สักพัก ส่วนเฟรมเรตเฉลี่ยที่ทำได้อยู่ที่ 30FPS ต่ำสุดคือ 25FPS ซึ่งอยู่ในเขตเมืองก็ยังพอโอเคไม่มีปัญหาอะไรขนาดนั้น คราวนี้ก็มาถึงช่วงทีเด็ดของเรานั้นคือลุยภาคสนามไปตบตีกับ Tatarglia "Childe" แห่ง Fatui กัน ซึ่งบอกเลยว่าถึงจะเจอฉากอลังการงานสร้างตั้งแต่ Phase แรกของการต่อสู้เฟรมเรตที่ทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 45FPS ต่ำสุดอยู่ที่ 30FPS จัดว่าดีงามมากๆ เลยนะ ช่วง Phase ที่สองของการต่อสู้ ลูกเล่นของเจ้า Childe ก็เยอะขึ้นแต่ด้วยตัว Touch Sampling 240Hz ทำให้ตอบสนองได้ไว การใช้ Beidou ในการต่อสู้หรือกดสกิลสวนกลับต่างๆ รวมถึงการกดสับตัวเพื่อใช้สกิลก็ทำได้รวดเร็ว คล่องมือมากๆ เฟรมเรตเฉลี่ยที่ทำได้ยังคงได้ดีอยู่ที่ 40FPS ไม่กระตุกหรือแลคแต่อย่างใด พอเข้าสู่ช่วง Phase ที่สามของการต่อสู้ ชากคัตซีนดูเนียนตาและลื่นมากๆ ทำเฟรมเรตแตะไปที่ 55FPS พร้อมกับเสียงลำโพงคู่ที่กระหึ่มได้ใจในช่วงที่ Childe ได้ใช้พลังขั้นสุดยอด เอาซะเราขนลุกเลยทีเดียว พอตัดฉากมาช่วงต่อสู้ค่าเฟรมเรตที่ทำได้ยังคงอยู่ที่ 40FPS โดยเฉลี่ย แน่นอนว่าการตอบสนองการทำอะไรต่างๆ ยังคงลื่นๆ สบายๆ หลบสกิลหรือต่อสู้กับ Childe ได้สบายหายห่วง...แน่นอนว่ามีน้อง Klee ซะอย่าง สายโลลิระเบิดเขา เผากระท่อมนั้นกลัวผู้ใหญ่ของ Fatui ซะทีไหน...ดู Damage นั้นสิ! สรุปผลจากการเล่นครบหนึ่งชั่วโมงและขอสังเกตุต่างๆ เมื่อเราทำการเล่นครบหนึ่งชั่วโมง จากแบตเตอรี่ 100% ตั้งค่าสเปคในเกมปรับสุด ผลก็คือแบตเตอรี่เหลือ 78% เท่ากับว่าหนึ่งชั่วโมงเราใช้แบตเตอรี่ไปราวๆ 22% โดยเฉลี่ย ถือว่าสูบพลังงานเอาเรื่องจากแบตเตอรี่ที่จุดมากถึง 5160mAh แต่เพราะทั้งนี้ก็มาจาก Engine ที่ใช้พัฒนา Genshin Impact เป็น Unity Engine เวอร์ชั่นเก่า ( เวอร์ชี่นเดียวกับ Honkai Impact ) ก็อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เกมนี้กินสเปคเยอะและใช้พลังงานแบตเตอรี่เยอะในเวลาเดียวกัน และก่อนหน้านั้นก็ได้ทำการทดลองเปิดแจ้งเตือนแบบลอยและเปิด Head Chat ของ Facebook Messenger เพื่อดูว่าหากใครทักมาจะเป็นอย่างไร ผลก็คือมีคนทัก Head Chat ปรากฎขึ้น เกมจะกระตุกทันที และกระตุกนานหลายวินาทีก่อนจะกลับมาลื่นอีกครั้ง ส่วนการแจ้งเตือนแบบลอยไม่มีผล ถ้ากำลังตบตีกับศัตรูอยู่แล้วมีใครทักมาก็อาจจะทำให้หงุดหงิดได้บ้างเป็นบางเวลา เหตุผลก็เพราะว่าเกม Genshin Impact บนมือถือก็กิน RAM ไปมากกว่า 3.5GB แล้วซึ่งตัว Poco X3 มี RAM อยู่ที่ 6GB หากเปิดการทำงานส่วนอื่นๆ ก็อาจจะมีการดึงทรัพยากรของ RAM กันเกิดขึ้น และอีกข้อสังเกตุเลยก็คือเรื่องความร้อน พอเราปรับสุดในเกม Genshin Impact พอผ่านไปได้ห้านาที ฝาหลังร้อนเลยจ้า แต่ไม่ได้ลวกมือหรือร้อนจี๋อะไรแบบนั้น เนื่องจากตัวเครื่องมีฮีตซิงค์ที่เรียกว่า LiquidCool Technology 1.0 Plus ซึ่งมันเป็นระบบระบายความร้อนรูปแบบเดียวกันที่ใช้กับ CPU ของตัวคอมพิวเตอร์ โดยการทำงานของมันคือจะมีแท่งเหล็กทองแดงแปะพาดตัว CPU ข้างในแท่งทองแดงจะมีของเหลวนำความร้อนอยู่ ทำให้การนำความร้อนออกจากเครื่องได้รวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเล่นแป๊บเดียวก็เริ่มร้อนมือ แต่ว่ามันก็ไม่ทำให้เครื่องร้อนเกินไป และพอหยุดเล่นเครื่องก็หายร้อนอย่างรวดเร็วเช่นกัน ================================================== โดยสรุปแล้ว Poco X3 NFC สามารถเล่น Genshin Impact ได้อย่างสบายๆ ถึงจะปรับสุดก็ไม่เคยหวั่น แม้ว่าภาพหรือกราฟิคต่างๆ รวมถึงความลื่นไหลของเฟรมเรตอาจจะไม่ได้สูงเท่ากับมือถือระดับสูง แต่หากเทียบกับความคุ้มค่าในราคาหลักเจ็ดพันกว่าๆ แล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นมือถือที่สามารถเล่นเกมหนักๆ ได้อย่างดี แม้ว่าเครื่องจะร้อนเร็วไปหน่อยก็ตาม มันก็ไม่ถึงกับลวกมือขนาดนั้น เพราะเทคโนโลยี LiquidCool Technology 1.0 Plus ที่ระบายความร้อนได้รวดเร็วนั้นเอง หากใครอยากหาซื้อมือถืองบไม่สูงเพื่อเล่น Genshin Impact โดยเฉพาะ Poco X3 NFC ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ และหากอยากให้เล่นลื่นๆ ฟินๆ ก็ปรับแค่ระดับกลางๆ ก็ทำให้เราได้รับประสบการณ์จากเกมนี้มากเกินพอแล้ว และสุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า Sucrose นั้นเราจองแล้ว หวงนะ! ( ล้อเล่นจ้า )
17 Nov 2020
Assassin’s Creed Valhalla จุดเริ่มต้นของตำนานไวกิงผู้พิชิต
ย้อนกลับไปปี 2017 เกม Assassin’s Creed ได้เปิดตัวภาค Origin ที่ทำให้เราได้เรียนรู้จุดเริ่มต้นของเรื่องราวองค์กรนักฆ่า ต่อมาในปี 2018 ภาคต่อของ Odyssey ที่เป็นเรื่องราวหลังจากนั้นในยุคของ กรีก - โรมัน ได้วางจำหน่ายครั้งแรก ครั้งนี้ Assassin’s Creed กลับมาอีกครั้งในภาค Valhalla โดยมีเซ็ตติ่งอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 793 - ค.ศ. 1066 ซึ่งเกมให้เรารับบทเป็นชาวไวกิงสุดแข็งแกร่งจากประเทศ Norway ครับ จากข่าวก่อนหน้านี้ เราได้ทราบว่า Assassin’s Creed Valhalla จะเป็นภาคที่เชื่อมช่องว่างระหว่างเกมภาคแรกๆ กับ 3 ภาคล่าสุดเข้าด้วยกัน มันจึงทำให้เนื้อเรื่องของภาคนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ และต้องขอบคุณทาง Ubisoft ที่ให้โอกาสเราได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้ก่อนในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ดังนั้นวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปดูกันว่า Assassin’s Creed Valhalla มีดีอะไร และยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แอบบอกก่อนเลยว่า เกมนี้ทำได้เหนือความคาดหมายของผมไปหลายส่วนมาก ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ! ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เนื้อเรื่องของ Assassin’s Creed Valhalla จะเริ่มในปี ค.ศ. 854 (ยุคของเหล่าไวกิง) ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Eivor ชาวไวกิงคนหนึ่งของชนเผ่า Raven ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของ นอร์เวย์ โดยเนื้อเรื่องของเกมจะเริ่มเล่าตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก ในคืนหนึ่งที่เหล่า Raven กำลังกินดื่มเพื่อฉลองเนื่องในวโรกาสบางอย่างอยู่ จู่ๆ พวกเขาก็ถูกโจมตีจากเผ่า Kjotve ในค่ำคืนนั้น เพื่อที่จะให้ Eivor สามารถหนีรอดจากการโจมตีครั้งนี้ได้ พ่อ กับ แม่ ของเขาได้สละชีวิตของตนเพื่อเปิดโอกาสนั้น และเป็น Siguard พี่ชายต่างสายเลือดที่เป็นคนควบม้าพา Eivor หนีออกมาได้ ภาพจะตัดมาอีกครั้งหลังจากนั้น 18 ปี Eivor ได้พลาดท่าให้กับคนของเผ่า Kjotve อีกครั้ง และกำลังจะถูกจับไปขายเป็นทาส แต่เขาก็ได้ใช้กุญแจมือเหล็กที่ถูกใส่อยู่ให้เป็นประโยชน์ สามารถสู้จนชนะพร้อมทั้งหนีออกมาได้ ในจุดนี้เรื่องราวการล้างแค้นให้พ่อ กับแม่รวมไปจนถึงการพิชิตเกาะอังกฤษของเขาจึงได้เริ่มต้นขึ้น (ผู้เล่นสามารถบังคับตัวละครได้อย่างอิสระจริงๆ ครั้งแรกตรงนี้) อย่างที่ผู้พัฒนาได้กล่าวก่อนหน้านี้ ว่าเนื้อเรื่องของภาค Valhalla จะช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างภาคแรกๆ กับ 3 ภาคหลังที่หายไป ในเนื้อเรื่องหลักของเกม Eivor จะได้พบกับสมาชิก 2 คน จากกลุ่ม Brotherhood (กลุ่มนักฆ่าเดียวกันกับพระเอก Assassin’s Creed ภาคแรกสังกัดอยู่) ที่ชื่อว่า Basin กับ Hytham โดยพวกเขามีเป้าหมายในการสังหารสมาชิกของ Order of The Ancients ที่อยู่ใน นอร์เวย์ ซึ่งพวกเขายังเป็นคนสอนวิธีใช้ Hidden Blade รวมไปจนถึงเทคนิคการลอบสังหารให้กับ Eivor ด้วย โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องหลักของภาคนี้จะไม่ซับซ้อนอะไรมากมาย และค่อนข้างเป็นเส้นตรง ตัวละครต่างๆ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ดังนั้นทุกคนน่าจะสนุกไปกับเนื้อเรื่องของเกมได้ไม่ยาก แน่นอนว่าภาคนี้ยังคงมีระบบ Choice Matter ที่รายละเอียดของเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ตัวเลือกของผู้เล่นเหมือนภาค Odyssey แต่มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงของเนื้อเรื่องหลักอะไรมากมายครับ ส่วนตัวแล้วผมมองจุดนี้เป็นข้อดี เพราะมันทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความสนุก พร้อมทั้งเข้าใจเนื้อเรื่องเกมได้ง่าย และช่วยเสริมอรรถรสในการเล่นได้เป็นอย่างดี ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ในเรื่องของกราฟิก คงต้องบอกว่า Assassin’s Creed Valhalla ทำส่วนนี้ออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะในเรื่องของรายละเอียดพื้นผิว (ผมเล่นบน PC ที่เซ็ตติ้ง Very High ครับ) ในเรื่องของแสง กับเงาเองก็ทำออกมาได้ดีมากเช่นกัน แม้ว่าตัวเกมจะยังไม่สามารถเปิด Ray Tracing ได้ในตอนนี้ แต่กราฟิกที่เกมสามารถทำได้ในตอนนี้ ก็เรียกได้ว่าสวยงามเป็นอย่างมากแล้ว คงต้องบอกว่า "ไม่ผิดหวังที่เป็นเกมซึ่งจะลงให้กับ PS5 กับ Xbox Series X / S ด้วยเลย" ครับ มาพูดถึงการนำเสนอกันบ้าง จุดแรกเลยที่อยากขอชมผู้พัฒนาคือการที่ศึกษาวัฒนธรรมของไวกิงมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าตาของสิ่งปลูกสร้าง, การใช้เขาสัตว์เป็นแก้วเหล้า, ลักษณะสีผิว กับสีผมของตัวละคร, การแต่งกาย, การเคลื่อนไหวของ NPC ในขณะล่องเรือ ท่าทางในการวิ่ง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกเก็บรายละเอียดอย่างดี ทำให้ตอนเล่นเราแทบไม่รู้สึกถึงความผิดแผกไปจากความเป็นจริงเลย มุมกล้องในขณะเดินทางด้วยเรือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผมอยากจะขอชมผู้พัฒนาเกมนี้ครับ Assassin’s Creed Valhalla จะมีระบบที่ให้ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนมุมมองของกล้องไปใช้แบบ Panorama View ได้เวลาที่เรากด Auto Travel ซึ่งมันช่วยทำให้เราได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจขณะล่องเรือไปตามแม่นำของอังกฤษครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลยครับ หนึ่งจุดที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย คือความซ้ำซากของอาคารบ้านเรือนที่เจอในเกม โดยสามารถรับรู้ได้เลยว่าเป็นโมเดลที่ถูกเอามาใช้ซ้ำๆ หลายครั้ง ไม่ว่าเราไปที่เมืองไหนอาคารเหล่านี้ก็จะโผล่มาให้เราเห็นแล้ว เห็นอีก ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ แต่พอเห็นอาคารเดิมๆ บ่อยครั้ง มันก็คงช่วยไม่ได้ที่ผู้เล่นจะรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับอยู่ในโลก Deja Vu ตลอดเวลา (บ้านที่พบใน นอร์เวย์ กับ อังกฤษ ที่ใช้โมเดลเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว Longhouse ไม่จำเป็นต้องเป็นทรงนี้ก็ได้ครับ) อีกหนึ่งข้อเสียที่พบได้ในขณะที่เล่น คือเรื่องสีหน้าของตัวละครครับ ในฉากแบบ Close up ที่เป็นการพูดคุยระหว่างตัวละครตรงนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ แต่พอเป็นฉากมุมกว้าง อย่างเวลาล่องเรือ หรือพูดคุยกันลอยๆ การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครถือว่าเลวร้ายมาก ชนิดที่เสียงพากย์กับสีหน้าดูไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกันเลย เล่นบางครั้งก็ปรับอารมณ์ไม่ถูกเหมือนกันครับ สุดท้ายคือในเรื่องของอนิเมชั่น ที่ดูจะยังทำออกมาได้ไม่ดีครับ เนื่องจากหลายครั้งที่การขยับของตัวละครจะแข็งกว่าที่มนุษย์ควรจะเป็น การยกแก้วที่ไม่น่าจะทำให้กินน้ำได้ บางครั้งหนักถึงขนาดที่แขน หรือขาของตัวละครสามารถวาร์ปตำแหน่งได้เลยทีเดียว ซึ่งตรงจุดนี้รวมถึงอนิเมชั่นที่ศัตรูแสดงออกมาหลังจากโดนโจมตีด้วย แม้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลในตอนเล่นอะไรมากมายนัก แต่ก็อดขัดใจไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นครับ [caption id="attachment_72254" align="aligncenter" width="1024"] การยกแก้วเหล้าที่ไม่สมจริง[/caption]   ◊ เกมเพลย์ ◊ Assassin’s Creed Valhalla จะใช้ระบบหลักของเกมเป็นแบบ RPG ดาเมจที่เราสามารถทำได้จะขึ้นอยู่กับค่าสเตตัสทั้งหมด นั้นจึงหมายความว่าถ้าหากค่าสถานะต่างกันมากๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฆ่าอีกฝ่ายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว (รวมถึง Stealth Attack ด้วย) ระบบนี้จะมีข้อดีคือทำให้การต่อสู้สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการต่อสู้จะท้าทายมากขึ้นถ้าหาก ศัตรูมีค่าสถานะที่สูงกว่า ยิ่งเซ็ตติ้งที่ตัวละครเราเป็นชาวไวกิงซึ่งชอบความท้าทายด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ได้รับความสนุกที่มากขึ้นตามไปด้วยครับ เชื่อว่า Hidden Blade Instant Kill ที่กลับมาในภาคนี้ น่าจะสร้างความสนใจให้กับแฟนเกมหลายคน ผมบอกก่อนเลยว่ามันไม่ได้ Instant Kill ได้ตลอดหรอกครับ ถ้าหากว่าสเตตัสของเรากับอีกฝ่ายต่างกันมากๆ  จริง (แบบเรา 20 อีกฝ่าย 80) มันจะกลายเป็นการโจมตีที่ไม่ใช้ครั้งเดียวตายไป แต่ทำจะดาเมจให้กับอีกฝ่ายเยอะมากๆ แทน (เกือบๆ ครึ่งหลอด) โดยถ้าหากใช้กับตัวที่มีเลเวลใกล้ๆ กันยังไงก็ทีเดียวตายแน่นอนครับ ซึ่งก็มันไม่ได้ทำยากอะไรมากมายด้วย เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วเนื้อเรื่องของเกมจะให้เราวิ่งเข้าไปสู้กับอีกฝ่ายตรงๆ มากกว่าเท่านั้นเอง ต่อมาคือในเรื่องของความยาก ผมชอบภาคนี้ตรงที่เราสามารถเลือกความยากในระบบเกมเพลย์ต่างๆ ได้อย่างละเอียด โดยความยากที่ผู้เล่นเลือกได้จะมี 3 อย่างด้วยกันคือ ความยากในการสำรวจ ความยากในการต่อสู้ ความสามารถในการตรวจจับของศัตรู (ข้อนี้ส่งผลต่อการ Stealth โดยตรง) การมีระบบแบบนี้ ทำให้ผู้เล่นสามารถเลือกระดับความยากที่เหมาะสมกับตัวเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งมันจะช่วยให้เราสามารถได้รับความสนุกจากตัวเกมได้อย่างเต็มที่ และไม่ยากเกินไปสำหรับบางคน ในจุดนี้ต้องยอมรับเลยว่าคิดเพื่อมาได้ดีจริงๆ ครับ ในเรื่องของเกมเพลย์การสำรวจ ภาคนี้ยังคงเป็นแบบ Open World เหมือนกันภาคก่อนๆ แต่เนื่องด้วยการเดินทางเข้าตีเมืองต่างๆ ของอังกฤษชาวไวกิงมักจะทำกันเป็นกลุ่ม ซึ่งมันเลยทำให้เกมเพลย์ส่วนใหญ่ของภาคนี้ให้ความรู้สึกที่เหงาน้อยกว่าภาคที่ผ่านๆ มา เนื่องจากไม่ว่าเราจะไปโจมตีเมืองไหน ก็จะมีเพื่อน NPC ที่เป็นชาวไวกิงเช่นกันไปตีเมืองเหล่านั้นกับเราด้วย ยิ่งตอนที่กู่ร้องตะโกน เวลาจะเข้าตีเมืองพร้อมๆ กันนั้น ยิ่งเป็นอะไรที่สร้างความคึกได้เป็นอย่างดีเลยครับ ได้ชื่อว่าเป็น Assassin's Creed หนึ่งในระบบที่ผมไม่ชอบเลย และมันยังคงมีอยู่ในภาคนี้ คือในเรื่องของการที่บังคับให้เราปืนขึ้นไปที่สูงๆ เพื่อปลดล็อกจุด Fast Travel ครับ คือไม่ว่าคิดยังไงมันก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย หลายๆ ครั้งรู้สึกว่าน่ารำคาญมากกว่าสนุกด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าจุดที่ต้องไปปีนอยู่นอกเส้นทางของเควสมากๆ และมันไม่มีจุดให้เรา Fast Travel อื่นๆ เลยในละแวกนั้นด้วยแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากการโดนบอก "อยากกลับมาตรงนี้ก็ไปปีนเสาดังกล่าวเสียสิ" เลยครับ มาพูดถึงระบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง หนึ่งในระบบที่ผมคิดว่าทำออกมาได้น่าสนใจดี คือการให้เราไปหาทรัพยากร มาสร้างบ้านในค้ายที่ตั้งรกรากอยู่ครับ โดยทรัพยากรดังกล่าวสามารถหาได้จากการล่องเรือไปยังเมืองต่างๆ แล้วปล้นมา มันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้เป็นไวกิงในยุคบุกอังกฤษจริง เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว เหล่าไวกิงก็ทำแบบนี้จริงๆ ตอนตีเกาะอังกฤษครับ การสร้างบ้านต่างๆ ในเมืองของเรายังเป็นตัวช่วยปลดล็อก ระบบอื่นๆ ของเกมด้วย เช่นถ้าสร้างท่าเรือ เราจะสามารถตกแต่งเรือยาวของตัวเองได้, ถ้าสร้างกระท่อมล่าสัตว์จะปลดล็อกเควสล่าสัตว์ในตำนานได้, ถ้าสร้างค่ายทหารจะช่วยให้เราสามารถจ้างชาวไวกิงคนอื่นๆ ที่บุกมายังอังกฤษได้เป็นต้น ระบบเหล่านี้มันช่วยเพิ่มเป้าหมายในการเล่นเควสอื่นๆ ของเกมไปในตัวด้วยครับ สุดท้ายคือในเรื่องของสกิล ซึ่งในภาคนี้สกิลจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ Passive กับ Active โดยสกิล Active นั้นผู้เล่นจะไม่สามารถได้รับมาจากการอัพเลเวล แต่ต้องออกตามหาหนังสือสกิลเหล่านี้ตามส่วนต่างๆ ของโลกในเกม มันจึงส่งผลให้การสำรวจโลกมีความหมายมากขึ้นในภาคนี้ ในส่วนของสกิล Passive ผู้เล่นจำเป็นต้องอัพไปตามแผนที่ดวงดาวของเกมเองเพื่อให้ได้มา ดังนั้นความเป็นไปได้ในการอัพสกิลของภาคนี้จึงหลากหลายกว่าที่ภาคที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างมาก โดยจากจุดเริ่มต้นจะมี 3 เส้นทางให้เราเลือก คือ Passive ที่เกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธระยะประชิด Passive ที่เกียวกับการโจมตีระยะไกล Passive ที่เกี่ยวกับการลอบฆ่า ◊ สรุป ◊ แม้จะไม่ใช้เกมที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมาพร้อมกับระบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจ แต่ Assassin’s Creed Valhalla คงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับเกมที่ต้องการผสม RPG กับเกมแนว Stealth เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อีกหนึ่งจุดขายเลยคือการที่ระบบต่างๆ ของเกมต่างช่วยสนับสนุนกันเอง ให้สามารถโชว์ความโดดเด่นได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ตอนที่เล่นเกมนี้ผมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันจริงๆ รู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นชาวไวกิงจริงๆ คงต้องยอมรับว่าผู้พัฒนาประสบความสำเร็จในการสร้างเกมนี้จริงๆ ครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีข้อเสียอีกหลายจุดที่ทำให้จำเป็นต้องหักคะแนนเกมนี้ไปบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของบัคที่มีค่อนข้างเยอะ และตัวเกมยังกินสเปคสูงมากๆ จนทำให้อาจเล่นได้ลำบากในเครื่องที่ไม่ได้มีสเปคสูงอะไรมากมายด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้ผมคิดว่าเกมนี้ควรมีคะแนนอยู่ที่ 8 เต็ม 10 ครับ แม้ไม่ใช่เกมยอดเยี่ยมที่ต้องหามาเล่นสักครั้งในชีวิตให้ได้ แต่ Assassin’s Creed Valhalla ก็ถือได้ว่าเป็นเกมที่ดีมากๆ เกมหนึ่ง ซึ่งควรค่าแก่การหามาเล่นครับ [penci_review id="72200"]
09 Nov 2020
Review: Marvel's Spider-man: Miles Morales "ภาคต่ออันใหญ่ยิ่ง ของเกมฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่"
แม้ว่าภาคก่อนหน้าจะเพิ่งวางจำหน่ายไปได้ไม่นาน แค่ราวๆ สองปีที่แล้วนี่เอง แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดผู้พัฒนา Insomniac Games ในการพัฒนาภาคต่อ Marvel's Spider-man: Miles Morales ออกมาต้อนรับการมาถึงของคอนโซล PlayStation 5 อีกครั้ง ซึ่งจากความนิยมและคะแนนรีวิวอันสูงลิบลิ่วของเกมภาคแรก ทำให้เกมภาคต่อจำเป็นต้องทำงานหนักแน่นอน เพื่อให้สามารถรับไม้ต่อจากภาคแรกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผู้เขียนได้มีโอกาสเล่นเกม Marvel's Spider-man: Miles Morales เวอร์ชั่น PS4 (ขอขอบคุณ Sony Thai สำหรับโค้ดเกม) และต้องบอกเลยว่าเกมนี้ถือเป็นทายาทที่คู่ควรของตำนานไอ้แมงมุม ที่แม้จะไม่ได้นำเสนออะไรที่ "ใหม่" ซะทีเดียว แต่ก็สามารถรักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยมของภาคแรกมาได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเกมเพลย์ที่รวดเร็วและลื่นไหล ระบบการโหนใยอันยอดเยี่ยม และกราฟิกที่สวยงามแม้กระทั่งในเครื่อง PS4 Pro ก็ตาม แม้ว่าเนื้อเรื่องของตัวละครหลัก Miles Morales อาจจะไม่ได้เข้มข้นเท่าเนื้อเรื่องของ Peter Parker ในภาคแรก แต่โดยรวมก็ยังต้องบอกว่า Marvel's Spider-man: Miles Morales ถือเป็นเกมระดับแนวหน้าที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะสำหรับคนที่ติดใจเกมภาคแรก [penci_review id="71902"] เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องของเกม Spider-man: Miles Morales จะดำเนินต่อจากเกม Marvel's Spider-man โดยตรง หลังจากที่ตัวละครหลัก Miles Morales ได้เปิดเผยพลังแมงมุมของเขาต่อ Peter Parker โดย Peter ก็ไม่รอช้ารีบรับ Miles เข้ามาเป็นลูกศิษย์ และฝึกสอนทักษะไอ้แมงมุมของเขาไปพร้อมๆ กับการปกป้องนคร New York อันเป็นที่รัก แต่หลังจากเริ่มฝึกไปได้ไม่ทันไร Peter ก็เกิดมีความจำเป็นต้องบินไปยุโรปเพื่อทำงานในฐานะช่างภาพของหนังสือพิมพ์ Daily Bugle เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทำให้ Miles กลายเป็นไอ้แมงมุมเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ใน New York โดยหลังจากที่ Peter ออกเดินทางได้ไม่ทันไร Miles ก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามระหว่างบริษัทพลังงาน Roxxon และกลุ่มผู้ก่อการร้าย The Underground ที่นำโดยวายร้ายหน้าใหม่ชื่อ The Tinkerer อีกด้วย ในแง่ของคุณภาพ ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องของ Miles Morales ให้ความรู้สึกขาด "น้ำหนัก" ทางอารมณ์ไปบ้างเมื่อเทียบกับภาคแรก ซึ่งปัญหาดูจะมาจาก "Pacing" หรือจังหวะในการเล่ามากกว่าคุณภาพของบทหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามเนื้อเรื่อง โดยถ้าเทียบกับเกมภาคแรกที่ให้เวลากับการพัฒนาตัวละครที่รายล้อม Peter Parker ค่อนข้างเยอะ เนื้อเรื่องของ Miles Morales แม้จะมีตัวละครเสริมหลายตัวที่ใกล้ชิดกับ Miles แต่เกมค่อนข้างจะใช้เวลาอยู่กับตัวเอก Miles เป็นหลักมากกว่า ซึ่งแม้จะไม่ได้แย่หรือทำให้เกมไม่สนุก เพราะเนื้อเรื่องของ Miles เองก็ยังมีจุดที่น่าสนใจของตัวเองอยู่ แต่ก็ขาดความ "อิน" ในแบบที่รู้สึกกับเนื้อเรื่องของเกมภาคแรก ยิ่งไปกว่านั้น การที่ Miles ไม่ได้ต่อกรกับกลุ่มวายร้ายหลายๆ ตัวเหมือน Peter แต่มีวายร้ายหลักเพียงคนหรือสองคน ก็ทำให้สเกลของเหตุการณ์รู้สึก "เล็ก" เมื่อเทียบกับเกมภาคแรก ซึ่งอาจจะเหมาะสมกับ Miles ในฐานะไอ้แมงมุมฝึกหัด แต่ก็ทำให้รู้สึกด้อยลงกว่าภาคแรกอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าเนื้อเรื่องไม่ได้แย่เลย แต่เพราะภาคแรกตั้งมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูง บวกกับสถานะของ Miles ที่เป็นเพียงไอ้แมงมุมฝึกหัด อาจจะทำให้เนื้อเรื่องของเกมภาคนี้รู้สึกเหมือนการก้าวถอยหลังจากภาคแรกไปซะหน่อย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้น่าเกลียดเลย และสามารถทำหน้าที่สร้างแรงขับให้ผู้เล่นได้เรื่อยๆ แน่นอน เกมเพลย์ สำหรับคนที่เคยเล่นเกม Marvel's Spider-man อยู่แล้ว น่าจะสามารถเข้าถึงเกมภาค Miles Morales ได้ไม่ยาก เพราะแทบจะเหมือนกันทุกอย่างไม่ต่ำกว่า 90% เลยทีเดียว เกมยังคงใช้ระบบต่อสู้แบบแอคชั่นที่ว่องไว เน้นการหลบหลีกการโจมตีของศัตรูไปพร้อมๆ กับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและอุปกรณ์หลากหลายชนิด โดย Miles จะได้รับความสามารถหลักๆ ของ Peter มาทั้งหมดเลยเช่นกัน องค์ประกอบหลักที่ทำให้ Miles แตกต่างจาก Peter ไปเลยก็คือความสามารถพิเศษในการสร้างกระแสไฟฟ้าที่เกมเรียกว่า "Venom" นั่นเอง โดยแทนที่จะได้รับอุปกรณ์ยิงใยหลายชนิดเหมือน Peter (Miles จะมีอุปกรณ์ให้ใช้เพียง 4 ชนิด) ลูกเล่นส่วนใหญ่ในการต่อสู้ของ Miles จะอยู่ที่ระบบ Venom แทน โดยเมื่อเราโจมตีศัตรูด้วยท่าโจมตี Venom ต่างๆ จะทำให้ศัตรูติดกระแสไฟฟ้า และทำให้ศัตรูได้รับความเสียหายจากการโจมตีของเราแรงขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งเมื่อเราเล่นเกมไปเรื่อยๆ ก็จะได้รับความสามารถในการติด Venom ใส่ศัตรูได้หลากหลายวิธีมากขึ้น ทำให้เกมเน้นหนักไปที่ด้านการทำคอมโบด้วยทักษะต่างๆ เหมือนเกมแอคชั่นเต็มตัวมากขึ้น และก็จะมีศัตรูบางชนิดที่จำเป็นต้องใช้ Venom เพื่อแก้ทางโดยเฉพาะด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่านี่คือจุดแตกต่างหลักระหว่างเกมเพลย์ของทั้งสองภาคนั่นเอง ความสามารถอีกอย่างของ Miles ที่เพิ่มขึ้นมา คือความสามารถในการล่องหนได้ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในการลอบเร้นและการต่อสู้ โดยแม้จะไม่ได้ส่งผลต่อการเล่นเกมมากเท่าระบบ Venom แต่ก็เป็นความน่าสนใจที่เพิ่มเข้ามา และทำให้เกมเพลย์ของ Miles และ Peter มีความแตกต่างกันมากกว่าเดิม นอกเหนือไปจากภารกิจเนื้อเรื่อง เกมก็ยังมีภารกิจ/กิจกรรมเสริมอื่นๆ ไม่ต่างจากภาคแรก บางกิจกรรมก็เป็นเพียงการเข้าไปเก็บทรัพยากรณ์เพื่อใช้ในการปลดล๊อคชุดหรือ Mod อัปเกรดตัวละคร ซึ่งตัวกิจกรรมที่มีก็ยกมาจากภาคแรกเกือบทั้งหมดอีกเช่นกัน ซึ่งแม้จะไม่ได้ใหม่ แต่ก็ทำให้เรามีอะไรทำเพลินๆ ตลอดเวลาที่เล่นเกม แต่ด้วยการที่เกมเปลี่ยนจากการมีไม้ตายประจำชุดที่แตกต่างกัน มาเป็นการมี Mod เฉพาะชุดที่ให้เอฟเฟกต์ติดตัวมากกว่า ก็ทำให้ความตื่นเต้นของการพยายามปลดล๊อคชุดใหม่น้อยลงไปบ้าง เพราะไม่ได้ส่งผลแตกต่างต่อการเล่นเกมเท่าในภาคแรก ในภาพรวม Marvel's Spider-man: Miles Morales สามารถรักษามาตรฐานเกมเพลย์จากภาคแรกไว้ได้ครบถ้วน โดยแม้ว่าระบบต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Venom หรือการล่องหนจะไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าใหม่หรือเป็นการพัฒนา แต่แค่เป็นความ "แตกต่าง" ระหว่างความสามารถของฮีโร่ทั้งสองมากกว่า ใครที่ชื่นชอบเกมเพลย์จากภาคแรก มั่นใจได้ว่าเกมนี้จะมอบประสบการณ์ระดับเดียวกันให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย กราฟิก/การนำเสนอ เช่นเดียวกับเกมเพลย์นั้น กราฟิกของ Miles Morales (เวอร์ชั่น PS4) ก็ไม่ได้ต่างจากเกมภาคแรกเท่าไหร่ และยังคงใช้มาตรฐานเดียวกันเกือบทั้งหมดเลย ตั้งแต่กราฟิกของเมือง New York ไปจนถึงหน้าตาตัวละคร อาจจะพัฒนาขึ้นนิดหน่อยในแง่ของแสงสี โดยเฉพาะในฉากคัตซีนสำคัญ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้นอีกเช่นกัน อาจจะเพราะเกมยังคงพัฒนามาจากเอนจิ้นเดียวกันกับภาคก่อนหน้าด้วย ทำให้เกมยังโหลดเร็วพอสมควรบนเครื่อง PS4 Pro แตกต่างกับเกมคร่อม Gen บางเกม (เช่น Watch Dogs: Legion) ที่พอเอามาเล่นบนคอนโซลรุ่นเก่าแล้วกลับทำงานได้ช้ามากๆ ทั้งนี้ แน่นอนว่าภาพในเกมเวอร์ชั่น PS4 ย่อมต้องถูกลดคุณภาพลงจากที่เราเห็นในคลิปตัวอย่างของเกมแน่นอน เพราะภาพที่เอามาใช้น่าจะเก็บมาจาก PS5 มากกว่า ที่สำคัญคือเรื่องของ Ray Tracing ที่ทำให้แสงสีในบางพื้นที่ (เช่นเมื่อโหนใยในเมือง) ดูแบนๆ ไปบ้างเมื่อเทียบกับในวิดีโอตัวอย่างทั้งหลายของเกม แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลต่อประสบการณ์การเล่นเกมเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เล่นภาคเก่ามาแล้ว (เพราะน่าจะปรับความคาดหวังได้ไม่ยาก) แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงสำหรับคนที่วางแผนจะเล่นเกมใน PS4 แทนที่จะรอเล่นใน PS5 จะได้ไม่ตกใจที่ภาพในเกมไม่ตรงปก สรุปแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกว่าต้องพูดถึงมาก เพราะส่วนใหญ่ๆ ก็แทบจะไม่ต่างจากเกมภาคก่อนหน้าเลย สรุป ในภาพรวม เกม Marvel's Spider-man: Miles Morales ถือเป็นภาคต่อที่น่าพอใจสำหรับเกม Marvel's Spider-man ที่รักษามาตรฐานหลายๆ อย่างเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการนำเสนอระบบใหม่ๆ ที่แม้จะไม่ได้น่าทึ่งหรือตื่นตาตื่นใจอะไรนัก แต่ก็แตกต่างจากภาคเก่ามากพอที่จะทำให้เกมรู้สึกมีตัวตนของตัวเองอยู่ด้วย สำหรับแฟนๆ ของเกม Marvel's Spider-man ภาคแรก มั่นใจได้เลยว่า Miles Morales จะทำให้คุณหายคิดถึงเกมภาคแรกไปได้เยอะ และเป็นเกมที่เหมาะเอาไว้เล่นระหว่างรอ PS5 ได้โดยที่ไม่รู้สึกเหมือนเสียอะไรไป   [penci_review id="71902"]
06 Nov 2020
รีวิว Watch Dogs: Legion "ก้าวแรกสู่ Next Gen ของ Ubisoft"
หลังจากที่ได้ทดลองเล่นเกม Watch Dogs: Legion บนเครื่อง PS4 และ PC รวมๆ กันราว 20 ชั่วโมง ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงการเล่นเกมคร่อม Gen อย่าง Assassin's Creed IV: Black Flag ในเครื่อง PS3 เมื่อหลายปีมาแล้ว โดยแม้ว่าเกมเพลย์จะไม่ได้ต่างกันกับเวอร์ชั่น PS4 ที่ถือเป็น "Next-Gen" ในสมัยนั้น แต่ประสบการณ์ที่ได้จากเกมทั้งสองเวอร์ชั่นช่างต่างกันเหลือเกิน จากองค์ประกอบที่พัฒนาขึ้นจาก Gen หนึ่งไปอีก Gen หนึ่ง เกม Watch Dogs: Legion (เช่นเดียวกับเกม ACIV: Black Flag ที่กล่าวไป) อาจจะไม่ใช่เกมที่แปลกใหม่หรือหวือหวามากในแง่ของเกมเพลย์พื้นฐาน เช่นระบบต่อสู้ ระบบขับรถ หรือแม้กระทั่งระบบการแฮ๊คกิ้งของเกม ที่แม้จะดีขึ้นจากภาค 2 พอสมควร แต่ก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าเกมอื่นๆ ที่ผ่านมาของค่าย Ubisoft เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้เกมมีความรู้สึกเป็น "Next-Gen" คือเรื่องของกราฟิกและเวลาโหลด ที่ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมบน PS4 และ PC แตกต่างกันอย่างชัดเจน และมีอิทธิพลต่อประสบการณ์การเล่นเกมอย่างมีนัยยะสำคัญเลย (ขอขอบคุณ Ubisoft สำหรับโค้ดเกมเวอร์ชั่น PS4 และ NVIDIA สำหรับเวอร์ชั่น PC) เนื้อเรื่อง Watch Dogs: Legion จะเกิดขึ้นหลังจากเกม Watch Dogs 2 ประมาณหนึ่ง โดยจะติดตามกลุ่มแฮ๊คเกอร์ DedSec สาขาลอนดอน ผู้ซึ่งต้องต่อกรกับองค์กรทหารรับจ้าง Albion ที่ถูกรัฐบาลลอนดอนว่าจ้างให้รักษาความสงบในเมือง หลังจากเหตุการณ์วางระเบิดครั้งใหญ่ของผู้ก่อการร้าย Zero Day แต่บริษัท Albion กลับฉวยโอกาสนี้ในการเข้ายึดครองเมืองลอนดอนอย่างเต็มตัวด้วยการป้ายสีความผิดให้กับ DedSec พร้อมกับจับกุมประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต่อต้านพวกเขาไปคุมขังอย่างกว้างขวาง ผู้เล่นจะรับบทเป็นสมาชิกใหม่ขององค์กร DedSec สาขาลอนดอน ผู้ซึ่งต้องชักชวนเหล่าประชากรผู้เหลืออดกับอำนาจเผด็จการของ Albion ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้กดขี่ และทำให้ลอนดอนเป็นอิสระจากกลุ่มทหารรับจ้างที่ว่านี้อีกครั้ง   ถ้าให้เปรียบเทียบกับเนื้อเรื่องของเกมภาคที่ผ่านมา Watch Dogs: Legion เปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางระหว่างความซีเรียสอึมครึมของเกมภาคแรก และความอารมณ์ดีติดตลกของเกมภาค 2 ซึ่งเป็นสมดุลที่กลมกล่อมกว่าทั้งสองภาคที่ผ่านมามากๆ โดยแม้ว่าเราจะยังมีตัวละครอย่างเจ้า A.I. ฝีปากร้ายประจำกลุ่ม DedSec อย่าง Bagley ที่จะคอบปล่อยมุกแซวผู้เล่นตลอดเวลา แต่เนื้อเรื่องก็ยังพูดถึงเหตุการณ์หนักๆ อย่างการค้าอวัยวะมนุษย์หรือการค้าแรงงานผิดกฏหมายได้พร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้เรื่องราวของเกมไม่รู้สึกจริงจังหรือมืดมนมากจนเกินพอดี ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าชมไม่แพ้กันก็คือการที่เกมสามารถผูกโยงเรื่องราวของเหล่า NPC นิรนามในโลกเข้ากับเนื้อเรื่องของเกมได้ และทำให้ NPC เหล่านี้รู้สึกเหมือนมีความเป็นมนุษย์มาก จากบทสนทนาที่มีเสียงพากย์สำหรับตัวละครทุกตัว ไปจนถึงอุปนิสัยของตัวละครที่แสดงออกมาผ่านบทสนทนากันเองในทีมอย่างเป็นธรรมชาติ หรือการพูดบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียน NPC ในเกมนี้มีอุปนิสัย หน้าตา และภูมิหลังที่หลากหลายมากๆ (ยังไม่เคยเจอตัวที่หน้าตาซ้ำกันเลย) และความหลากหลายนี้เองก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันกว่าเดิมด้วย ยิ่งเราเชิญชวน NPC เข้ามาร่วมทีมได้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้บทสนทนาระหว่างสมาชิกทีม DedSec ของเรามีชีวิตชีวามากขึ้นไปด้วย นอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว WD: L ยังมีเนื้อเรื่องเล็กๆ ของ NPC แต่ละตัว รวมไปถึงเนื้อเรื่องประจำเขต (Boroughs) ต่างๆ ของเมืองลอนดอนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนพูดถึงความพยายามของเหล่าประชาชนคนเดินดินในการต่อต้านอำนาจของ Albion ซึ่งก็ช่วยเสริมให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนตัวเองและการกระทำของเรามีผลต่อโลกในแบบที่เป็นธรรมชาติมาก แม้ว่าผู้เขียนจะยังไม่ได้เล่นจนจบเนื้อเรื่อง (เนื่องจากได้โค้ดเกมมาค่อนข้างช้า) ทำให้ยังไม่สามารถออกความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องโดยรวมๆ ได้ แต่เท่าที่ผู้เขียนเล่นมา ก็ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องและบทพูดของ Watch Dogs: Legion เป็นการพัฒนาขึ้นจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน และเป็นเกม Watch Dogs เกมแรกที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจเนื้อเรื่องขึ้นมาจริงๆ เกมเพลย์ ในขั้นพื้นฐานนั้น เกม Watch Dogs: Legion ก็ไม่ได้แตกต่างจากเกมโลกเปิดสูตร Ubisoft อื่นๆ นัก ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปบนแผนที่อันกว้างใหญ่ของเมืองลอนดอนเพื่อทำภารกิจหลากหลายชนิด เพื่อดำเนินเนื้อเรื่องและ/หรือเก็บทรัพยากรณ์หรือของตกแต่งไว้สำหรับพัฒนาตัวละครไปเรื่อยๆ โดยระบบการควบคุมเบื้องต้นก็ไม่ได้ต่างจากเกมแอคชั่นบุคคลที่ 3 ทั่วไปนัก ระบบที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดอาจจะมีเพียงระบบต่อสู้มือเปล่า ที่ใส่ความเป็นเกมแอคชั่นแบบเดียวกับ The Witcher เข้าไป โดยผู้เล่นจะต้องคอยหลบหลีกและหาจังหวะสวนกลับการโจมตีของศัตรูตลอดเวลา ทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้นประมาณหนึ่ง แถมตัวละครแต่ละชนิดยังมีท่าทางแอคชั่นที่ต่างกัน ทำให้มีความน่าสนใจทั้งในแง่ของเกมเพลย์และอนิเมชั่นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะพูดได้เต็มปากว่า WD: L ถือเป็นเกม Watch Dogs ที่ดีที่สุด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นเกมที่ “ดี” ในภาพรวมได้แค่ไหน จากเกมเพลย์อีกหลายๆ ส่วนที่ยังไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยนัก อย่างแรกคือระบบการแฮ๊คกิ้ง ที่ยังคงติดๆ ขัดๆ อยู่ไม่ต่างจากเกมภาคเก่า แม้จะมีลูกเล่นใหม่ๆ อย่างการบังคับโดรนก่อสร้างเพื่อบินไปไหนมาไหน แต่โดยรวมก็ไม่ได้ต่างไปจากที่ผ่านมานัก ผู้เล่นจะต้องกระโดดจากกล้องวงจรปิดเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอมุมที่ต้องการในการแฮ๊คเข้าสู่ระบบที่ต้องแฮ๊ค โดยแม้ว่าในบางกรณีที่ต้องทำการแฮ๊คกิ้งในพื้นที่จำกัดจะไม่ได้มีปัญหานัก และยังมีพื้นที่ให้เราใช้การแฮ๊คกิ้งในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ แต่เมื่อเราต้องบุกเข้าไปในอาคารหรือฐานทัพขนาดใหญ่ ก็อดหงุดหงิดไม่ได้เหมือนกัน เมื่อเราเลือกไม่ถูกว่ากล้องวงจรปิดกล้องไหนกันแน่ที่จะมองเห็นมุมที่เราต้องการ และการโดดไปโดดมาอย่างไร้จุดหมายก็ไม่ใช่เกมเพลย์ที่สนุกเท่าไหร่นัก และทำให้การเล่นเกมเหมือนเป็นเกมลอบเร้นบุคคลที่ 3 ธรรมดาๆ กลับรู้สึกสนุกกว่าการแฮ๊คกิ้งจริงๆ อย่างต่อมาคือระบบขับรถของเกม ที่ทำออกมาได้ไม่ค่อยสนุกเอาซะเลย และเผลอๆ อาจจะแย่กว่าที่เคยมีในเกม Watch Dogs ภาคก่อนๆ ด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งมาจากสภาพถนนของกรุงลอนดินที่ค่อนข้างแคบ ทำให้เราไม่สามารถขับซอกแซกผ่านรถอันอืดอาดของ NPC ได้คล่องแคล่วเท่าเกมอย่าง GTA เมื่อนำมาผนวกกับการที่เกมมักจะบังคับให้เราต้องเดินทางข้ามแผนที่ไปมาเพื่อทำภารกิจ ทำให้ประสบการณ์การเดินทางในเกม Watch Dogs: Legion รู้สึกน่าหงุดหงิดรำคาญใจมากๆ แต่ครั้นจะไปใช้ระบบ Fast Travel ที่อ้างอิงจากรถไฟใต้ดินของลอนดอน ก็ยังหนีไม่พ้นความอืดอาดของจราจรในเกม เพราะผู้เล่นจะต้องเดินเท้าเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อปลดล๊อคสถานีรถไฟในเขตเหล่านั้นเสียก่อนถึงจะสามารถ Fast Travel ไปได้ ทำให้ผู้เล่นเหมือนโดนบังคับให้ต้องใช้การสัญจรทางถนนเป็นวิธีการหลักในการเดินทางอยู่ดี ซึ่งสำหรับผู้เขียนถือเป็นจุดอ่อนมากๆ ของเกมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใช้ระบบ Fast Travel ก็ยังหนีไม่พ้นความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะเราจะต้องพบกับหน้าจอโหลดเกมทุกครั้งที่เดินทาง หรือกระทั่งทุกครั้งที่เข้า/ออกคัตซีนหรืออาคารบางแห่ง โดยใน PS4 จะต้องเผชิญกับปัญหานี้บ่อยมากๆ จนเรียกได้ว่าทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมแย่ลงไปเลยเหมือนกัน ปัญหาที่กล่าวมาเกี่ยวกับหน้าจอโหลดเกม ทำให้การเล่นเกมบน PC ที่มี SSD (หรือคอนโซล Next Gen ทั้งหลาย) ช่วยทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมดีขึ้นอย่างมาก เพราะความเร็วในการโหลดทำให้ผู้เขียนสามารถใช้ระบบ Fast Travel ได้โดยไม่ต้องรอเกมโหลดเป็นนาทีและทำให้เล่นเกมได้ลื่นไหลมากขึ้น เรียกว่าเปลี่ยนความรู้สึกของผู้เขียนไปได้เลย จนอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้พัฒนาตั้งใจออกแบบระบบเกมเพื่อให้เล่นบนเครื่องที่มี SSD แต่แรกเลยหรือเปล่า เพราะมันส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมอย่างใหญ่หลวงมาก อีกหนึ่งข้อตำหนิใหญ่ๆ คือเรื่องของภารกิจเสริม เช่นภารกิจการดึง NPC มาเป็นพวก ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ประเภทเท่านั้น และมักจะวนมาให้เล่นซ้ำๆ กันบ่อยมาก ซึ่งการซ้ำในรูปแบบเฉยๆ อาจจะยังไม่แย่มาก แต่บางครั้งก็ซ้ำไปจนถึงฉากที่จะต้องเข้าไปทำภารกิจเลยด้วย เช่นภารกิจหนึ่งบอกให้เข้าไปขโมยคลิปวิดีโอจากสถานีตำรวจ ส่วนอีกภารกิจหนึ่งให้ไปแฮ๊คระบบรักษาความปลอดภัยของสถานีตำรวจแห่งเดียวกัน โดยการที่เราต้องวนเวียนทำภารกิจเดิมๆ ในสถานที่เดิมๆ ก็ทำให้เบื่อหน่ายไปได้เร็วเหมือนกัน นอกเหนือไปจากนั้นก็มีเพียงข้อตำหนิเล็กๆ อย่างการที่เราไม่สามารถเปิดโหมดแสกนค้างเอาไว้เพื่อมองหา NPC ที่น่าชวนมาร่วมทีม (ต้องกดแสกนทีละคน ซึ่งเสียเวลามาก) หรือการที่เราไม่สามารถหยิบอาวุธในฉากหรืออาวุธที่ศัตรูทำหล่นมาใช้ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจเล็กน้อยมากกว่าจะส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมของเกม  กราฟิก/การนำเสนอ อย่างที่อาจจะพอเดาได้จากหัวข้ออื่นๆ การเล่นเกม WD: L ใน PS4 และใน PC เป็นประสบการณ์ที่ต่างกันอย่างมาก และคงไม่มีจุดไหนที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างสองเวอร์ชั่นได้ชัดเจนเท่ากับในส่วนของกราฟิก จากวิดีโอตัวอย่างรวมไปถึงการสื่อสารของผู้พัฒนาที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าระบบ Ray Tracing จะมีความสำคัญมากต่อเกม WD: L ซึ่งในจุดนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าต้องเห็นด้วยกับเขาจริงๆ เพราะการเล่นเกมใน PS4 โดยไม่มีระบบ Ray Tracing ทำให้ภาพในเกมรู้สึก “แบน” และจืดชืดไปซะหน่อยเมื่อเทียบกับการเล่นใน PC ที่สามารถแสดงถึงแสงสีของเมืองได้อย่างเต็มที่ แถมด้วยสภาพอากาศของลอนดอนที่มักจะมีฝนตกอยู่บ่อยๆ ยิ่งทำให้เทคโนโลยี Ray Tracing มีความสำคัญต่อประสบการณ์โดยรวมมากกว่าหลายๆ เกมที่ผู้เขียนเคยเล่นมาเลยก็ว่าได้ (เพราะมีพื้นผิวที่สะท้อนแสงเยอะ) นอกจากนี้ เทคโนโลยี NVIDIA DLSS ที่ผู้พัฒนาเลือกใช้ยังทำให้เกมสามารถรันได้อย่างลื่นไหลมากๆ แม้จะเปิด Ray Tracing แถมยังสามารถปรับแต่งสมดุลย์ระหว่างความละเอียดและเฟรมเรตได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดทำให้ประสบการณ์เกมบน PC ดีกว่าบน PS4 อย่างก้าวกระโดด และเชื่อว่าในเครื่อง Xbox Series X / PS5 ก็คงไม่ต่างกัน นอกเหนือไปจากนั้น ต้องบอกว่า WD: L ได้พัฒนากราฟิกในด้านหน้าตาตัวละครและความสมจริงโดยรวมขึ้นจากเกมอย่าง Assassin’s Creed: Odyssey หรือ Ghost Recon: Breakpoint เสียอีก โดยแม้ว่าสุดท้ายคงจะไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับเกมอย่าง Call of Duty หรือ Cyberpunk 2077 แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ชัดเจน และทำให้ตัวละครในเกมมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้เหมือนกัน ถ้าจะมีข้อเสีย คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ตัวละครในเกมมักจะพูดกันด้วยสำเนียงอังกฤษแบบเน้นๆ ซึ่งแค่นี้ก็หลากหลายและฟังยากมากอยู๋แล้ว ยังมีสำเนียงของเหล่าผู้อพยพจากประเทศต่างๆ ที่ก็มีสำเนียงของตัวเองอีกที แถมการพูดจาของชาวอังกฤษยังเต็มไปด้วยศัพท์แสลงมากมายที่อาจจะต้องตีความกันหน่อยกว่าจะเข้าใจ นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เกมไม่มีบทบรรยายภาษาไทย เพราะคนที่ฟังภาษาอังกฤษไม่ถนัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วน่าจะยิ่งงงเข้าไปอีก และไม่มั่นใจว่าจะติดตามเนื้อเรื่องหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีแค่ไหน สรุป กล่าวโดยสรุป แม้ว่า WD: L จะมีพัฒนาการที่ทำให้เกมมีความน่าสนใจมากกว่าเกมภาคก่อนๆ ในซีรี่ส์ โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่โดยรวมก็ยังไม่ได้มอบอะไรที่ใหม่หรือพิเศษไปกว่าที่เราๆ น่าจะเคยได้เล่นกันมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเกมไม่ดี แต่อาจจะเรียกได้ว่า “เฉยๆ” เสียมากกว่า แฟนๆ ของซีรี่ส์นี้น่าจะชอบเกมนี้ในฐานะเกม Watch Dogs ที่ดีที่สุด แต่สำหรับคนทั่วไป Watch Dogs: Legion อาจจะไม่ได้มีอะไรให้พวกคุณมากไปกว่าเกมแอคชั่นบุคคลที่ 3 เกมอื่นๆ นัก โดยเฉพาะเกมร่วมค่าย Ubisoft ด้วยกัน [penci_review id="71206"]
28 Oct 2020
รีวิว HyperX Alloy Origins [ Tactile Switch ] ถ้าชอบใช้แรงกดน้อยต้องตัวนี้เลย
Alloy Origins นับเป็นคีย์บอร์ดเกมมิ่งตัวใหม่จากทาง HyperX ที่มีดีไซน์สวยงาม ที่มาพร้อมกับไฟ RGB สีสันสวยงาม และมีสวิตช์ให้เลือกใช้ถึง 3 แบบ ประกอบด้วย Red (Linear), Blue (Clicky) และ Aqua (Tactile) โดยก่อนหน้านี้ทางเราได้มีการรีวิวตัว Blue ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องขอบคุณทาง HyperX ที่ได้มีการส่งตัว Aqua มาให้เราทดลองใช้อีกตัวครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมีรีวิวให้เพื่อนๆ ได้รู้ถึงความยอดเยี่ยมของคีย์บอร์ดตัวนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน แอบบอกก่อนเลยว่าสวิตช์ตัวนี้ "พิมพ์สนุกมาก" จะเป็นยังไงไปดูกันครับ รายละเอียด Switch HyperX Aqua Operation Style - Tactile ควมแรงในการกด - 45 G ระยะสั่งการ - 1.8 mm ระยะการเคลื่อนที่ - 3.8 mm จำนวนการกด - 80 ล้านครั้ง ถ้าหากจะให้พูดถึงข้อดีของเจ้า Aqua (Tactile) ตัวนี้ คงจะเป็นในเรื่องที่มีจังหวะสะดุดเล็กน้อย ทำให้ตอนใช้งานจะรู้สึกได้ว่ากดปุ่มลงไปแล้วจริงๆ หรือไม่ ทั้งยังใช้แรงในการกดเพียงแค่ 45 G จึงทำให้การสั่งการผ่านคีย์บอร์ดตัวนี้ สามารถทำได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็วมากกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปที่มีอยุ่ในตลาดครับ จากประสบการณ์ใช้งานตรง ผมพบว่าสวิตช์รูปแบบนี้เหมาะสมเวลาใช้พิมพ์ข้อความเป็นอย่างมาก เนื่องจากจังหวะสะดุดเล็กน้อยนั้นช่วยให้แน่ใจว่าพิมพ์ตัวอักษรแต่ละตัวไปแล้วจริงๆ ทั้งยังใช้แรงในการกดไม่มากเท่าไหร่นัก ส่งผลให้ไม่เกิดอาการเจ็บนิ้วเวลาใช้งานนานๆ ครับ ในด้านของการเล่นเกม Aqua (Tactile) ถือว่าตอบโจทย์เมื่อเอาไปใช้กับแนวเกมที่ต้องการความถูกต้องในการสั่งการ และความเร็วอย่างแนว RTS หรือ MOBA เป็นอย่างมาก การใช้งานกับเกมตระกูล FPS เองก็ค่อนข้างเหมาะสมเช่นกัน เอาจริงๆ สามารถใชได้กับเกมทุกแนวครับ แต่เนื่องจากว่าใช้แรงในการกดเพียงแค่ 45 G เท่านั้น ผู้ใช้งานอาจจำเป็นต้องระวังในเรื่องของการกดไปโดนปุ่มข้างๆ เล็กน้อยครับ! วัสดุและดีไซน์ HyperX Alloy Origins มีโครงสร้างของตัวคีย์บอร์ดเป็นอลูมิเนียม และมีตัวปุ่มกดเป็นพลาสติกแข็งเกรดดี จึงทำให้มีน้ำหนักเบา สามารถพกพาได้สะดวกทั้งยังแข็งแรงทนทาน อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นอลูมิเนียมผิวดำ ถึงทำให้เกิดรอยขีดข่วนจากเล็บ หรือของมีคมได้ง่ายเช่นกัน ถ้าอยากให้คีย์บอร์ดสวยงามอยู่ตลอดเวลา ตอนใช้งานก็อาจจำเป็นต้องตัดเล็บให้สั้นไว้ก่อนดีกว่าครับ ในส่วนของดีไซน์ Alloy Origins ตัวนี้นับว่ามีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก ถ้าเปรียบเทียบกับคีย์บอร์ด Full Size ตัวอื่นๆ ในตลาด เนื่องจากคีย์บอร์ดตัวนี้ถูกออกแบบมาให้แทบจะไม่มีขอบเลย จึงส่งผลให้ขนาดโดยรวมเล็กกว่าตัวอื่นๆ ที่มีในตลาดประมาณ 10 - 20% ดังนั้นสำหรับใครที่มีพื้นที่ระหว่างขอบโต๊ะกับหน้าจอน้อย Alloy Origin อาจเป็นตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ของคุณได้ครับ แสงและไฟ อีกหนึ่งฟังก์ชันที่เหล่าเกมเมอร์ให้ความสนใจมากขึ้น เมื่อเป็นคีย์บอร์ดเกมมิ่งคือในเรื่องของแสงสีที่สวยงาม ซึ่ง Hyper X Alloy Origin ได้มีการใช้ไฟแบบ RGB LED ที่จะแสดงผลแสงสีได้สวยงาม โดนเฉพาะเวลาอยู่ในที่มืด นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมไฟ RGB ให้แสดงผลได้ตามต้องการผ่านโปรแกรม HyperX NGENUITY ด้วย เท่าที่ตัวผมเองได้ลองตั้งค่าไฟเล่นดู พบว่าคีย์บอร์ดตัวนี้สามารถแสดงผลรูปแบบไฟ RGB ได้ไม่น้อยหน้าแบรนด์ Gaming Gear ชั้นนำอื่นๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นไฟแบบ Wave, Breathing, Starlight, Riptide, Static, หรือ All Random ก็สามารถทำได้ครับ สรุป เท่าที่ได้ลองใช้งานมา 2 อาทิตย์กว่าๆ ตอนนี้คงต้องยอมรับเลยว่าตัวผมเองได้ตกหลุมรักเจ้า HyperX Alloy Origins [ Tactile Aqua Switch ] ตัวนี้ไปเสียแล้วเพราะไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์, ไฟ หรือสัมผัส ล้วนแล้วแต่ทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้ตอนนี้มันได้กลายเป็นคีย์บอร์ดหลัก ที่ใช้ทั้งพิมพ์งาน และเล่นเกมในบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะพูดถึงข้อเสียของเจ้าตัวนี้คิดว่าคงมีอย่างเดียว คือยังไม่มีภาษาไทยบนคีย์บอร์ดครับ ถ้าหากว่าเพื่อนๆ ไม่สามารถใช้งานคีย์บอร์ดโดยที่ไม่มีมองได้ อาจจะลำบากพอสมควรเลยในการใช้งานเจ้า HyperX Alloy Origins [ Tactile Switch ] ตัวนี้ แต่ส่วนหนึ่งคิดว่า อาจเป็นเพราะเจ้าตัวนี้ยังไม่ได้ถูกนำเข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการด้วยครับ ซึ่งคิดว่าถ้าเข้ามาแล้วน่าจะมีตัว เวอร์ชันภาษาไทยให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อกันด้วย คงต้องรอดูกันต่อไป
27 Oct 2020
[Beta Review] Call of Duty: Black Ops Cold War คล้ายเดิมเพิ่มเติมคือภาพสวย
เพิ่งจะมีเปิดให้ทดเล่นไปได้ไม่นานกับเกม Call of Duty: Black Ops Cold War แน่นอนว่าพวกเราทีมงาน GameFever Th เองก็มีโอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นในรอบ Open Beta วันที่ 15 - 20 ตุลาคม 2020 มาเช่นกัน โดยต้องขอบอกตรงนี้เลยว่า "เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ " ครับ จริงๆ ได้ชื่อว่าเป็น Call of Duty ก็การันตีความมันในเรื่องของเกมเพลย์อยู่แล้ว ซึ่งในรอบ Open Beta ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดโหมด Multiplayer ให้ผู้เล่นได้สัมผัสมากมายเลยไม่ว่าจะเป็น Team Deathmatch, Domination, VIP Escort, Kill Confirmed, และอื่นๆ โดยผมจะขอรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันในบทความนี้ครับ กราฟิก / การนำเสนอ กราฟิกเอาจริงๆ คิดว่าคงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะยังไงภาคนี้ก็ถือว่าเป็นเกมที่จะลงให้กับเครื่อง Xbox Series X กับ PS5 อยู่แล้ว ในเรื่องของภาพ และเอฟเฟคเรียกได้ว่าสวยงามเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าเปิด RTX On เวลาวิ่งผ่านน้ำ หรือแสงกระทบกับเหล็กบนตัวปืน ก็ยิงทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างมันสวยสมจริงไปหมดมากขึ้นไปอีก ที่น่าสนใจสุดคือ เกมนี้ไม่ได้กินสเปคมากมายอะไรขนาดนั้นด้วยครับ ด้วยสเปคเครื่องที่ไม่สูงอะไรมากมายการจะเล่นให้ได้ 60 FPS ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าหากต้องการภาพสุกจัดเต็มด้วย FPS ที่สูงกว่า 144 อันนี้ก็อาจจะต้องมีการ์ดจอที่ดีระดับหนึ่งครับ ทางด้านการนำเสนอ ภาคนี้จะแตกต่างจาก Call of Duty Modern Warfare ที่วางขายในช่วงปีที่แล้ว ในเรื่องของความสมจริงที่มีมากกว่าครับ ซึ่งสามารถสังเกตในเกมเพลย์เลยยกตัวอย่างเช่น การขว้างระเบิดในภาคนี้ตัวละครเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการขวาง ซึ่งมือขวาจะยังจับปืนแล้วเล็งข้างหน้าอยู่ (ใช้ปากดึกสลักระเบิด) นอกจากนี้เรายังสามารถหยิบระเบิดที่ถูกขวางมา ปากลับไปใส่ศัตรูได้ด้วย อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่เวลาเรากด Reload ในขณะที่กำลังเข้า Scope ของปืนอยู่ ตัวละครของเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการ Relode ซึ่งในขณะนี้ตัวละครของเราจะไม่ทำการเอาหน้าออกจาก Scope ของปืนเลย นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทหารในโลกความจริงน่าจะทำกันครับ องค์ประกอบเหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่าทีมพัฒนาได้ใส่ใจในรายละเอียดของการรบจริงอย่างเต็มที่ และมันทำให้ผู้เล่นอย่างเรารู้สึกอินไปกับเกมมากขึ้นไปด้วยครับ เกมเพลย์ ในเรื่องของเกมเพลย์ ถ้าหากตัดการปาระเบิดใหม่ กับระบบ Reload ใหม่ที่สมจริงมากขึ้นแล้ว โดยรวมระบบเกมเพลย์จะแทบไม่ต่างจาก Call of Duty ภาคก่อนเท่าไหร่ครับ ยังเป็นเกมที่มีจังหวะดวลปืนที่เร็วมากเหมือนเดิม, ยังคงมีจังหวะวิ่งที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก, ยังสามารถวิ่งสไลด์ยิงได้เหมือนเดิม คือถ้าเกิดเคยเล่นเกม COD ภาคก่อนๆ มา ก็ไม่น่าจะต้องปรับตัวมากนัก ในส่วนของระบบ Loadout ภาคนี้จะใช้ระบบแบบเดียวกับ Call of Duty Modern Warfare คือมี ปืนหลัก, ปืนรอง, Perk สามช่อง, Lethal และ Tactical แต่มีอุปกรณ์ให้เลือกใช้เพิ่มมา 2 ช่องครับ อันแรกเป็นอุปกรณ์พิเศษที่จะมี Cooldown อยู่ที่ 90 - 300 วินาที แล้วแต่ความเก่งของอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นเช่น กับระเบิด, อุปกรณ์ต่อต้านระเบิดมือ หรือป้อมปืนขนาดเล็ก ส่วนอีกหนึ่งช่องที่ถูกเพิ่มเขามาคือ ช่องความสามารถพิเศษ ที่จะให้ผลแตกต่างกันไป โดยจะทำงานคล้ายๆ กับ Perk เช่นสามารถพกระเบิดได้ 2 ลูก หรือพกอาวุธหลักได้ 2 ชิ้นเป็นต้น โหมดทั้งหมดที่เปิดให้เล่นในรอบ Open Beta (15 - 20 ตุลาคม 2020) น่าเสียดายที่ในช่วง Open Beta ไม่สามารถเข้าไปเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมได้ เราจึงมีโอกาสได้สัมผัสแค่โหมด Multiplayer เท่านั้น โดยมีทั้งหมด 8 แบบที่สามารถเล่นได้คือ Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, VIP Escort, Combined Arms และ Dirty Bomb Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, และ Team Death Match จะเป็นโหมดที่มี Objective ง่ายๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน สามารถวิ่งเข้าไปบู๊แหลกแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมายนัก กลุ่มนี้จะเล่นได้สูงสุดแบบ 6 Vs 6 และตายเกิดได้เรื่อยๆ เกมเพลย์โดยรวมในทั้ง 5 โหมดนี้จะเน้นความมันเอาไว้ก่อน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือโหมดที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อครับ ส่วน Combined Arms และ Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่ตาย และเกิดได้เรื่อยๆ เช่นกัน แต่จะมีจำนวนผู้เล่นสูงสุดมากกว่า 20 คน โดย Combined Arms จะเป็นโหมดที่แบ่งคนออกเป็น 2 ทีมแบบ 12 Vs 12 ซึ่งมี Objective ชนะเป็นยึดจุด ซึ่งเกมเพลย์จะมั่วกว่า 5 โหมดแรกมากๆ แต่ก็มันกว่าเช่นกัน ส่วน Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่แบ่งผู้เล่นออกเป็น 10 ทีม โดยแต่ละทีมจะมีสมาชิก 4 คน แผ่นที่ในโหมดนี้จะมีขนาดใหญ่ ทั้งยังใช้เวลาเล่นค่อนข้างนานมาก และมีเกมเพลย์ใกล้เคียงกับเกม Battle Royale แต่สามารถเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ วิธีชนะในโหมดนี้คือเป็นกลุ่มที่มีแต้มสูงที่สุด ซึ่งแต้มสามารถหาได้จากการทำ Objective ในด่าน ซึ่งจุดที่ทำ Objective ได้จะมีเพียง 5 จุดเท่านั้นในด้าน ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ได้ปะทะกับผู้เล่นทีมอื่นอย่างแน่นอนครับ สุดท้าย VIP Escort ถือว่าเป็นอะไรที่จริงจังมากสุดใน 8 แบบครับ โหมดนี้จะมีความคล้ายกับ โหมดวางระเบิดในเกมอื่นๆ คือ ตายแล้วไม่สามารถเกิดได้ ฝั่งหนึ่งต้องป้องกัน ส่วนอีกฝั่งต้องบุก แต่ต่างกันตรงที่ทีมบุกไม่ได้มีเป้าหมายเป็นการวางระเบิด หากแต่เป็นการนำผู้เล่นที่ถูกเลือกไปยังตำแหน่งเป้าหมายอย่างปลอดภัยครับ ดังนั้นถ้าหากว่าฝั่งป้องกันสามารถฆ่า VIP ได้ เกมก็จะจบลงเลยเช่นกัน สรุป โดนรวมแล้วผมคิดว่าเกมเพลย์แบบ Multiplayer ของภาคนี้สนุกดีครับ สิ่งแรกที่อยากชมก่อนเลย คือในเรื่องของความหลากหลาย ที่แม้จะเป็นรอบ Open Beta ก็ยังมีให้เราเลือกเล่นมากมายขนาดนี้ คิดว่าในตอนที่เกมออกน่าจะมีโหมดใหม่ๆ ถูกเพิ่มมาให้เราเล่นอีกด้วยแน่นอน ในส่วนของภาพ และกราฟิกเองก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน เรียกได้ว่าไม่เสียชื่อ "เกมที่จะลงให้กับเครื่องเจนใหม่" เลย เป็นอย่างไรบ้างครับกับ [Beta Review] Call of Duty: Black Ops Cold War แน่นอนว่าทางเราจะมีการปล่อยรีวิวเต็มๆ ในช่วงที่เกมวางจำหน่ายด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนว่าเกมนี้จะได้คะแนนจากเราเท่าไหร่คงต้องไปรอดูในบทความรีวิวตัวเต็มครับ สำหรับวันนี้ผมลาไปก่อนสวัสดีครับ
22 Oct 2020
รีวิวการ์ดจอ RTX 3080 FE พร้อมตอบคำถาม "คุ้มหรือไม่หากจะอัพเกรดในตอนนี้"
วางจำหน่ายมาได้หลายอาทิตย์แล้วกับการ์ดจอ RTX 3080 ซึ่งต้องบอกเลยว่าขายดีเกิดคาดจริงๆ ครับ เพราะสินค้าเล่นหมดไปจากตลาดโลกเลย ในเวลาเพียงแค่ 1 วันหลังวางจำหน่ายเท่านั้น จนน่าจะทำเอาเพื่อนๆ หลายคนสงสัยว่า "เจ้าการ์ดจอ RTX 3080 ตัวใหม่นี้มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ? " อยู่ไม่มากก็น้อย ถือเป็นโชคดีของพวกเรา GameFever TH ที่ทาง Nvidia ได้ส่งการ์ดจอหายากตัวนี้มาให้เราได้ทดลองใช้งานกัน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ โดยวันนี้ผมจะมารีวิวให้เพื่อนได้รู้กันว่าเจ้า RTX 3080 มีดียังไง และมันคุ้มหรือไม่ หากจะจ่ายเงินถึง 25,000 บาทให้ได้มา ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ คุณสมบัติทางเทคนิค RTX 3080 นั้นใช้สถาปัตยกรรมในการผลิตใหม่ที่มีชื่อว่า Ampere ซึ่งเป็นการผลิตแบบ 8 นาโนเมตร ต่างจาก Turing สถาปัตยกรรมก่อนหน้านี้ (RTX 20 Series) ที่เป็นการผลิตแบบ 12 นาโนเมตร จึงส่งผลให้จำนวนทรานซิสเตอร์ทั้งหมดของการ์ดจอซีรีส์นี้มีสูงถึง 28 พันล้านตัว มากกว่าเจนที่แล้วที่ถึง 10 พันล้านตัว โดยผมจะแปะคุณสมบัติเบื้องต้นที่ไม่ลึกเกินไปข้างล่างนี้ครับ ข้อมูลจำเพาะของ GPU Engine: NVIDIA CUDA® Core 8704 Boost Clock (GHz) 1.71 Base Clock (GHz) 1.44 ข้อมูลจำเพาะของหน่วยความจำ: กำหนดค่าหน่วยความจำมาตรฐาน 10 GB GDDR6X ความกว้างของอินเทอร์เฟซหน่วยความจำ 320 บิต เปรียบเทียบ ( กราฟิกที่ได้/FPS ) ในเรื่องของกราฟิก ผมเชื่อว่าเกมเมอร์บนเครื่อง PC หลายคนยังไงใช้การ์ดจอ GTX ซีรีส์ 9 ไม่ก็ 10 อยู่ และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนมาใช้การ์ดจ่อซีรีส์ RTX กันในรุ่นนี้ ผมจึงจะขอทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของกราฟิกระหว่าง 1080Ti กับ 3080 ก่อนละกันครับ ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่าความแตกต่างระหว่างการ์ดจอทั้ง 2 ตัว จะเป็นในเรื่องของ RTX On / Off มากกว่าครับ เนื่องจากจริงๆ 1080Ti นั้นเพียงพอที่จะปรับกราฟิกแบบเต็มแม็กในความละเอียดแบบ Full HD แล้วยังได้ 60 FPS อยู่แล้วในเกมเจนปัจจุบัน โดยประการแรกผมจะขอโชว์รูปเปรียบเทียบระหว่างเปิด RTX On / Off ให้เพื่อนๆ ดูก่อนครับว่าต่างขนาดไหนในเกมจริงๆ [caption id="attachment_69861" align="aligncenter" width="1024"] RTX off[/caption] [caption id="attachment_69862" align="aligncenter" width="1280"] RTX on[/caption] จะสังเกตได้ว่าแสงกับเงา ที่เราได้เห็นในเกมหากเปิด RTX On จะมีความสมจริงกว่าไม่เปิด (อย่างน้อยคือการสะท้อนของเงามีความถูกต้องมากกว่า) ดังนั้นสำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์แสงเงาที่ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนมาใช้ RTX 3080 เลย ผมคิดว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ ครับ และถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยากเป็น RTX ถ้าคำนึงถึงความแตกต่างของ FPS ผมก็ยังคิดว่าคุ้มที่จะเปลี่ยนมาใช้อยู่ดี ซึ่งจะขอเปรียบเทียบให้ดูต่อไปข้างล่างนี้ครับ ในเรื่องของ FPS เชื่อว่าสำหรับเกมเมอร์หลายคนแล้ว เรื่องของ FPS เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คาดหวังจะได้เห็นความแตกต่าง ซึ่งมันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วที่ การ์ดจอรุ่นใหม่จะต้องแรงกว่ารุ่นเก่า แต่จะแรงกว่าถึงขนาดที่คุ้มค่ากับการเปลี่ยนรึเปล่า มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ โดยวันนี้ผมได้ทำกราฟเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นมาให้ครับ ดูได้ข้างล่างนี้เลย ( ป.ล ผล FPS ที่ได้นี้ทดลองด้วย CPU: Intel i9 10900K ครับ ) [gallery ids="69589,69590,69591,69592,69593,69594,69595,69596,69597"] จะสังเกตได้ว่า 3080 นั้นจะสามารถทำ FPS ออกมาได้มากกว่า 2080Ti ที่เป็นตัวท็อปของรุ่นที่แล้วได้อยู่ที่ประมาณ 20-30 FPS เท่านั้น แต่ทำได้มากกว่า 1080Ti ถึงประมาณ 50-60 FPS เลยทีเดียว ผมจึงคิดว่าสำหรับใครที่ยังใช้ GTX ซีรีส์ 9 หรือ 10 อยู่ การเปลี่ยนมาใช้ RTX 30 ดูเป็นอะไรที่ไม่แย่นักครับ ประสบการณ์ส่วนตัว เบื้องต้น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ตัวผมเองเป็นเกมเมอร์ที่เน้นเล่นเกมบนเครื่อง PC ครับ และก็มีงานอดิเรกเป็นการแต่งคอม แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมยังคงใช้การ์ดจอ GTX 1080Ti อยู่ เพราะคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะเปลี่ยนไปใช้การ์ดจอตัวใหม่ในเมื่อมันยังเล่นเกมแบบปรับภาพสวยๆ ได้อยู่ แต่การที่ได้สัมผัสประสบการณ์แบบกราฟิกจัดเต็ม + RTX On เป็นครั้งแรก บอกตรงๆ ว่าถึงแม้จะไม่ค่อยได้สังเกตความแตกต่างแบบจริงจัง แต่ผมกล้าพูดได้เลยว่าความสมจริงที่มากขึ้นมันอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ ครับ! ความสมจริงที่ผมพูดถึงอยู่นี้คือเรื่องของ "ทิศทางเงา" เมื่อเราเปิด RTX On แล้วมุมตกกระทบ และมุมสะท้อนของเงา จะมีความสมจริงก็กว่าก่อนเปิดเป็นอย่าง ซึ่งเอาจริงๆ ตอนที่เล่นเกมเราไม่ค่อยได้สังเกตุกันหรอกครับ อารมณ์มันจะเป็นแบบว่า "รู้สึกได้ว่าภาพมันสมจริงขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันสมจริงขึ้นยังไง" ประมาณนั้นครับ สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ "ประทับใจมากครับ" [caption id="attachment_69601" align="aligncenter" width="1264"] เมื่อเปิด RTX แล้ว เงาที่ได้จะสมจริงกว่า สังเกตุที่ตาข้างซ้ายของ Captain Price[/caption] ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับการ์ดจอตัวนี้ ในการ์ดจอ RTX ซีรีส์ 30 นั้นมีระบบ และฟีเจอร์ใหม่ๆ ถูกเพิ่มเข้ามาอยู่หลายตัว แต่ที่เด่นจริงๆ เห็นจะเป็น NVIDIA Reflex, G Sync 360 Hz และ DLSS 2.0  ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปข้างล่างนี้ครับ NVIDIA Reflex นี้คือเทคโนโลยีใหม่ของ Nvidia ที่จะช่วยลดความหน่วงของการตอบสนองลงอีกหลายสิบเสี้ยววินาที โดยมันจะช่วยให้คำสั่งที่เรา กดเมาส์ หรือพิมพ์ถูกส่งเข้าไปในเกมได้เร็วมากขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้จะสามารถใช้ได้กับจอที่มี G-Sync เท่านั้น ซึ่งระบบนี้สามารถใช้ได้กับการ์ดจอตั้งแต่รุ่นที่ 9 ขึ้นมา แต่จะส่งผลดีที่สุดหากใช้กับการ์ดจอซีรีส์ 30 ครับ ถ้าถามว่ามันจะทำให้คำสั่งของเราถูกทำในเกมเร็วขึ้นขนาดไหน ผมแนะนำให้ดูตัวอย่างได้เลยในวิดีโอข้างล่างนี้ครับ G Sync 360 Hz เทคโนโลยี NVIDIA Reflex เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม แต่มันจะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกถ้าหากใช้กับการเล่นเกมด้วยค่า Hz ที่สูงถึง 360 ในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ทาง Nvidia ได้พัฒนาให้การ์ดจอรองรับค่า Hz ที่สูงขนาดนี้ได้แล้ว เมื่อเอามารวมกับเทคโนโลยีที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ มันจึงทำให้ลดความหน่วงของการตอบสนองลงมาได้ถึงขีดสุกอย่างแท้จริงครับ DLSS 2.0 อีกหนึ่งเทคโนโลยียอดเยี่ยมที่มาพร้อมกับ RTX ซีรีส์ 30 คือ Deep Learning Super-Sampling 2.0 ครับ โดยเทคโนโลยีนี้คือการลบรอยหยักของโพลิกอนแบบใหม่ที่ใช้ความสามารถทางด้าน AI เข้ามาช่วยในการคำนวณ ซึ่งจะทำให้ GPU สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น และดัน FPS ออกมาได้สูงกว่าเดิม แน่นอนว่าเทคโนโลยีตัวนี้มีมาตั้งแต่ RTX ซีรีส์ 20 แต่ตัว DLSS 2.0 นี้จะสามารถทำงานได้ดีกว่าเจนที่แล้วอยู่มาก ทั้งในเรื่องของภาพที่คมชัดขึ้น และ FPS ที่มากขึ้นครับ คุ้มหรือไม่ ? RTX 3080 นั้นมีราคาอยู่ที่ประมาณ 24,000 - 25,000 ซึ่งถ้าจะถามว่า "มันคุ้มค่ากับการซื้อมาเปลี่ยน หรือไม่?" มันคงขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้เพื่อนๆ ใช่การ์ดจอตัวไหนอยู่ครับ โดยผมจะขอให้วิเคราะห์ให้อ่านกันด้านล่างนี้เลยครับ สำหรับคนที่ใช้ RTX ซีรีส์ 20 อยู่ จากกราฟเปรียบเทียบ FPS ด้านบนแล้ว จะสังเกตได้ว่าสิ่งที่เราจะได้จากการ์ดจอรุ่นใหม่นี้คือ FPS เฉลี่ยประมาณ 20-30 เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันไม่คุ้มขนาดนั้นครับ เพราะยังไงการ์ดจอที่เราใช้อยู่ ก็สามารถปรับกราฟิกสูงๆ ได้โดยที่ไม่ได้สูญเสีย FPS ไป ซึ่งถ้าหากจะเปลี่ยนจริงๆ คิดว่ารอจนกว่าเจนต่อไปจะออกน่าจะคุ้มค่ามากกว่าครับ สำหรับคนที่ใช้ GTX ซีรีส์ 10 ลงไป สำหรับคนที่ยังใช้การ์ดจอซีรีส์ตั้งแต่ GTX ซีรีส์ 10 ลงไปอยู่ ผมคิดว่านี้คือเวลาอันควรถ้าหากจะเปลี่ยนไปใช้ซีรีส์ RTX ครับ เนื่องจากเจ้าซีรีส์ 30 นี้มีประสิทธิภาพที่สูงมาก (แรงกว่า 1080Ti ประมาณ 70-90%) แถมยังมาพร้อมกับราคาที่ไม่แพงจนเกินไปอีกด้วย ยิ่งในยุคที่เครื่องเล่นเกมคอนโซลกำลังจะเข้าสู่เจนใหม่แบบนี้ คิดว่าเกมที่กำลังจะออกหลังจากนี้คงมีการยกระดับของกราฟิก และภาพด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นคิดว่าใครที่ใช้ GTX ซีรีส์ 10 ลงไป ถ้าจะเปลี่ยนเป็น RTX 3080 ตอนนี้ก็เป็นอะไรที่ดูคุ้มค่าอยู่ครับ สิ่งที่ควรระวัง สุดท้ายนี้ก่อนจะออกจากบ้าน หรือเปิดเน็ตขึ้นมากดสั่งของของกัน ผมอยากจะเตือนเพื่อนๆ ว่า ความแรงของ CPU กับ GPU ไม่ควรจะแตกต่างกันมากเกินไปครับ เนื่องจากว่าถ้าหาก CPU ของเพื่อนๆ แรงไม่พอ การซื้อ RTX 3080 มาใช้อาจทำให้เกิดอาการคอขวด จนส่งผลให้การ์ดจอไม่สามารถทำงานอย่างเต็มที่ได้ และอาจทำให้ FPS ที่ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าหากถามว่าควรใช้ CPU ตั้งแต่รุ่นไหนเป็นต้นไปผมคิดว่าไม่ควรต่ำกว่า Ryzen 5 3600 หรือ Intel Core i5 10400 ครับ อีกหนึ่งเรื่องที่อยากให้สนใจกันด้วยคือในเรื่องของขนาดการ์ดจอครับ RTX 3080 เพราะตอนนี้ทุกรุ่นที่มีขายอยู่ในตลาดนั้นมีความยาวเทียบเท่ากับการ์ดจอรุ่น 3 พัดลมเลยครับ เคสของใครที่ไม่สามารถใส่การ์ดจอรุ่น 3 พัดลมได้ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเคสกันด้วยครับ ท้ายที่สุดคือในเรื่องของ Power Supply โดยบนเว็บไซต์ของ Nvidia เองได้บอกว่ารุ่นนี้กินไฟมากพอสมควร ผู้ใช้งานควรมีกำลังไฟของ PSU มากกว่า 750W ขึ้น ถ้าหากว่าใครยังใช้ 650W อยู่ เล่นๆ ไปแล้วคอมอาจจะ Restart เองได้ ซึ่งนับเป็นอะไรที่อันตรายอย่างมากครับ [penci_review id="69178"]
08 Oct 2020
รีวิว FIFA 21 ภาคอันเป็นที่รักของสาวกที่ชอบเล่น Career Mode
หลังจากที่ปีนี้ทั้งโลกเกิดประสบปัญหา Covid-19 กันทั้งหมด !! หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและจะต้องพักเบรกนานกว่า 3 เดือนนั่นก็คืออุตสาหกรรมกิฬาฟุตบอล ที่ตลาดซื้อขายกว่าจะจบสิ้นก็ปาไปถึงเดือนตุลาคม (ปกติสิ้นสุดที่สิงหาคม) ซึ่งมันทำให้เกมที่อ้างอิงจากกิฬานี้จริงๆ อย่าง FIFA 21 จะต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ในที่สุดวันที่ 9 ตุลาคม 2020 พวกเราเหล่าเกมเมอร์ก็ได้สัมผัสเกมนี้กันแล้วหลังจากที่ได้รอมานาน รวมถึงผู้พัฒนายังเพิ่มระบบที่น่าสนใจเข้ามามากมายเลยทีเดียว ซึ่งในวันนี้ทางผู้เขียนจะมาบอกเล่าประสบการณ์หลังจากที่ได้ไปสัมผัสเกมนี้มาแล้ว และจะเปรียบเทียบจากประสบการณ์ที่เคยเล่นภาคเก่าๆ มาด้วยครับ กราฟิก เอาจริงๆ ในด้านกราฟิกนั้นต้องบอกว่าดูเผินๆ มันก็ดูไม่ได้แตกต่างจากภาคที่แล้วมาเสียเท่าไหร่ อาจจะมีการเพิ่มแอนิเมชันบางอย่างที่ดูใหม่ตาเข้าไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังเหมือนกับภาคเดิมที่เคยทำ ยังมีโมเดลเดิมจากภาคที่แล้วมาใช้ ระบบแสงเงาของเกมเองก็ไม่ได้แตกต่างจากภาคเดิมเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่ากราฟิกมันอาจจะอยู่ในช่วงท้ายเจนของเครื่อง Console แล้วก็ได้ ส่วนตัวเองก็เข้าใจนะและก็คงจะไม่ได้หักคะแนนในจุดนี้ ถ้าใครอยากเล่นเกม FIFA ที่กราฟิกสวยขึ้น ท่านก็อาจจะต้องรอเล่นบนเครื่อง PS5 แล้วแหละ รวมถึงโมเดลของนักเตะบางคนก็ถูกทำให้หน้าเหมือนมากขึ้น (แต่บางตัวก็ไม่ได้ทำ Mason Greenwood เด็กที่ผู้เขียนชอบ หน้า WTH มากๆ ) เกมเพลย์ ในด้านเกมเพลย์ต้องบอกว่าผู้พัฒนาค่อนข้างใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นแต่ก่อน ผู้พัฒนาพยายามทำให้แอนิเมชันในการเล่นดูสมจริงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในเรื่องของการจ่ายบอลที่ถ้าหากเราไม่หันหน้าไปตรงๆ และจ่าย นักเตะจะมีการจ่ายบอลช้าลงหรือจ่ายเสียบ่อยขึ้นมากกว่าเดิม สำหรับที่ชอบเล่นเกมแบบค่อยๆ ต่อบอลก็ต้องบอกว่าในภาคนี้ท่านก็อาจจะเล่นยากขึ้น เพราะโดยรวมแล้วถึงแม้ว่า FIFA 21 ผู้พัฒนาจะทำแอนิเมชันที่สมจริงกว่าหน่อยๆ แต่สปีดของเกมโดยรวมต้องบอกว่ามันค่อนข้างเร็วกว่าภาคก่อนหน้าอยู่เหมือนกัน เพราะการพลิกตัว ความคล่องตัวจะค่อนข้างทำได้ดีกว่าภาคที่แล้วนั่นเอง ภายในภาคก่อนๆ หลายๆ คนคงจะรู้สึกเซ็งๆ เวลาบังคับนักเตะที่แต้มประมาณ 70-80 เพราะมันจะไม่ค่อยคล่องตัวเสียเท่าไร พลิกตัวช้าเก้ๆ กังๆ แต่ในภาคนี้เราสามารถบังคับตัวละครที่แต้มต่ำๆ ได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดมันจะสู้นักเตะที่แต้มสูงไม่ได้ แต่มันก็สามารถเอานักเตะพวกนี้มาเล่นแทนตัวจริงได้บางนัดแบบไม่เค๊อะเขินแต่อย่างใด ในด้านของ A.I. จริงส่วนตัวค่อนข้างประทับใจขึ้นมา เพราะส่วนตัวผู้เขียนเองชอบเล่น Career Mode เป็นอย่างมาก โดยบอทที่ผู้เขียนพบเจอนั้นจะค่อนข้างฉลาดขึ้น ต่อบอลเก่งขึ้น และยังมีการเลี้ยงหลบเราได้บ่อยขึ้น ทำให้เราอาจจะต้องปรับตัวกันพอสมควร บางทีถ้าเข้าพรวดโดยไม่ดูเราอาจจะโดนบอทเลี้ยงหลบไปยิงได้อย่างสบายๆ ซึ่งปกติผู้เขียนเล่นกับบอทด้วยระดับความยากอย่างต่ำประมาณ Professional ขึ้นไป แต่นี่เป็นภาคแรกที่ตัวผู้เขียนเคยโดนบอทฝ่ายตรงข้ามยิงถึง 3 ลูกเลยทีเดียว Career Mode ภายในโหมดนี้ดูเหมือนว่าผู้พัฒนาจะใส่ใจมากกว่าภาคเก่าๆ เป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะในโหมดนี้ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวมานานหลายปี (ภาคที่แล้วเพิ่มมานิดหน่อย) แต่ในภาคนี้จะมีลูกเล่นเข้ามาเพิ่มขึ้น และการเพิ่มครั้งนี้เหมือนพวกเราพยายามประกาศจุดยืนในการแข่งขันกับเกมอย่าง Footbal Manager เลยก็ว่าได้ อีกเรื่องที่ถูกเพิ่มเข้ามาคือการพัฒนาของตัวละครที่ในรอบนี้เราไม่จำเป็นต้องค่อยๆ พัฒนานักเตะทีละคนแล้ว ตัวเกมจะมีระบบการฝึกซ้อมที่จะมีโปรแกรมการฝึกที่เหมาะกับนักเตะคนนั้นๆ รวมถึงยังมีระบบค่าความฟิตและความเฉียบคมที่เราจะต้องจัด Squad ดีๆ ในการแข่งถ้าอยากให้ทีมของคุณมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงยังมีระบบอย่าง Development Growth ที่เราสามารถเลือกพัฒนานักเตะบางคนเล่นเก่งในด้านที่เราต้องการได้ อาทิเช่นเราอาจจะอยากให้นักเตะ Acadamy ของแมนยูอย่าง Scott McTominay มีทักษะในการจ่ายบอลมากขึ้น เราอาจจะตั้งค่าให้เขาพัฒนาเฉพาะจุดเป็นตำแหน่ง Deep Lying Midfielder เพื่อเน้นการจ่ายบอลนั่นเอง (แต่ส่วนอื่นๆ อย่างการป้องกันอาจจะเพิ่มน้อยลง) และในระบบนี้มันส่งผลให้ทางผู้พัฒนาได้เพิ่มระบบใหม่เข้ามาอย่างระบบ Manager ที่เราสามารถมองลูกทีมเล่นเป็นกราฟเหมือนในเกม Football Manager อย่างไรอย่างนั้น เราสามารถแก้เกมได้ตลอดเวลาถ้าคิดว่าทีมเราเล่นไม่ดี รวมถึงถ้ายังไม่ถูกใจอีกเรายังสามารถกระโดดเข้าไปบังคับแบบ Real-Time ได้เลย ถือว่าเป็นลูกเล่นใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าโดยรวมระบบนี้มันอาจจะยังสู้เกมต้นแบบไม่ได้ แต่ถือว่าเป็นการเริ่มที่ดีและประกาศว่าในอนาคตถ้าอยากจะเล่นเกมฟุตบอล ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมอื่นเลย เกมนี้มีทุกระบบให้คุณเล่นแล้ว !! สรุป โดยรวมแล้ว FIFA 21 เป็นเกมที่พัฒนาหลายๆ อย่างให้สมจริงมากขึ้น แต่มันก็อาจจะไม่ถูกใจต่อผู้เล่นบางกลุ่มที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นให้เข้ากับเกมภาคใหม่นี้ และสิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์เป็นอย่างมากก็น่าจะเป็น Career Mode ที่มีลูกเล่นสำหรับเหล่าผู้เล่นที่ชอบเล่นโหมดนี้โดยเฉพาะ มันจะทำให้คุณมีความสุขขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว แถมมันอาจจะเริ่มถูกใจเหล่าเกมเมอร์ที่ชอบเล่นเกม Football Manager แล้วด้วยก็ได้ !! [penci_review id="69645"]
07 Oct 2020
Princess Connect! Re:Dive ตามหาความทรงจำไปกับเหล่าเจ้าหญิงสุดน่ารัก
Princess Connect! Re:Dive เป็นเกม RPG สไตล์อนิเมะจากค่าย Cygames ที่เปิดให้บริการบนแพลตฟอร์มมือถือในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2015 จากนั้นทาง Ini3 Games ก็ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาเปิดให้บริการในบ้านเราเมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ทำให้เราได้มีโอกาสสัมผัสกับเกมกาชาที่มีตัวละครสุดน่ารักกันในตอนนี้ครับ จุดเด่นของเกมนี้คือการที่เราได้นั่งดูฉากคัทซีนของเกมที่มีภาพ และเสียงสไตล์อนิเมะ แถมเรายังสามารถตอบโต้กับตัวละครที่กำลังพูดคุยอยู่ด้วยได้จากการเลือกตอบตามตัวเลือกที่มีให้ และสำหรับเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าคุณภาพของคัทซีนแต่ละฉาก เนื้อเรื่องแต่ละตอนของเกมนี้มันมีคุณภาพสูงมากจริงๆ ครับ เจ้าเกมนี้จะดียังไง มีจุดเด่นอย่างไร กาชาเกลือแค่ไหน วันนี้ผมจะมาบอกเล่าทุกอย่างที่ผมได้สัมผัสจากเกมนี้ครับ ถ้าพร้อมกันแล้วไปอ่านกันเลย! เนื้อเรื่อง ฉากแรกของเกมเริ่มด้วยกลุ่มของเราซึ่งเป็นปาร์ตี้ของผู้กล้าที่ถูกเรียกว่า Princess Knight กำลังต่อสู้กับปีศาจจิ้งจอกขาวนามว่า 'ไคเซอร์อินไซท์' แต่ดูเหมือนว่าพลังของเธอจะมีมากจนเราไม่สามารถต่อกรได้แม้แต่น้อย ยิ่งเวลาผ่านไปพวกพ้องของเราก็เริ่มล้มลงไปที่ละคน และในการโจมตีครั้งสุดท้ายของปีศาจจิ้งจอกขาวที่คิดจะจบการต่อสู้ในครั้งนี้ เราที่ถูกเรียกว่า 'อัศวินผู้พิทักษ์' ก็ได้เอาร่างกายของตัวเองเข้าไปบังเพื่อรับการโจมตีนั้นให้กับเพื่อนร่วมปาร์ตี้คนสุดท้าย แล้วจากนั้นภาพก็ถูกตัดไป เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ได้พบกับเด็กสาวที่สภาพดูไม่สมบูรณ์มากนัก เธอดูเหมือนกำลังยุ่งกับอะไรบางอย่างจนไม่ค่อยมีเวลามาเป็นคู่สนทนาของเรา ที่น่าสงสัยก็คือเธอดูเหมือนจะรู้จักเราดี ทั้งๆ ที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย เด็กสาวตรงหน้าแนะนำตัวว่า เธอชื่อ 'อาเมส' โดยบอกเสริมว่า พักหลังมีแต่คนเรียกเธอแบบนี้ และเธอก็บอกต่อว่า เราไม่จำเป็นต้องไปฝืนจำชื่อเธอหรอก ยังไงอีกเดี๋ยวเราก็จะลืมแล้ว เพราะสถานที่เราอยู่คุยกับเธอตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับความฝัน อาเมสบ่นว่าเธอถูกเล่นงานจนพังยับ ขยับไปไหนก็ไม่ได้จนกว่าจะซ่อมแซมตัวเองเสร็จ จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกความจริงก็ไม่ได้ด้วย แถมยังบอกอีกด้วยว่าเธอจะส่งเรากลับไปเกิดใหม่ และเพื่อให้อะไรๆ มันง่ายขึ้น เธอจะส่ง 'ผู้นำทาง' มาช่วยเหลือเราด้วย โดย 'เธอ' คนนั้นจะเป็นผู้นำทางชีวิตของเรา จากนั้นอาเมสก็กล่าวว่า ตอนนี้ได้เวลาจากกันแล้ว แม้จะยังมีเรื่องที่อยากคุยด้วยอีกมาก แต่จะอยู่นานกว่านี้ก็ไม่ได้ ถึงแม้โลกความจริงจะโหดร้าย แต่จะอยู่ในความฝันไปตลอดก็ไม่ได้ หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาวและภาพก็ตัดไปอีกครั้ง ระหว่างที่เรากำลังหลับอยู่นั้น ได้มีเสียงเพลงดังลอดเข้ามาในหู เมื่อเราลืมตาตื่นสิ่งแรกที่เห็นคือสาวน้อยผมขาวเผ่าเอลฟ์ผู้มีใบหน้าแสนอ่อนโยนกำลังมองลงมาที่เรา เธอแนะนำตัวว่าเป็น 'ผู้นำทาง' ที่ท่านอาเมสผู้ยิ่งใหญ่ส่งมา มีนามว่า 'คกโคโระ' เธอยังกล่าวเสริมอีกว่า เธอมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองและดูแลเรานับแต่อรุณยันราตรี ตั้งแต่นอนเปลยันนอนโลง หลังจากที่เธอพูดคุยกับเราไปสักพักหนึ่ง เราก็ได้รู้สภาพตนเองจากปากของเธอว่า เรา 'สูญเสียความทรงจำเกือบทั้งหมด' ไปนั่นเอง และเพราะการพบกันที่ถูกลิขิตเอาไว้นี้ เรื่องราวการเดินทางตามหาความทรงจำที่ทำให้เราได้พบเจอกับหญิงสาวมากมายพร้อมกับการลิ้มชิมรสอาหารแสนอร่อยก็ได้เริ่มต้นขึ้น เกมเพลย์ รูปแบบการเล่นของ Princess Connect! Re:Dive จะเป็นการจัดทีม 5 คนไปตะลุยด่าน โดยผู้เล่นจะไม่สามารถควบคุมตัวละครเองได้ เปรียบเสมือนว่าเราคืออัศวินผู้พิทักษ์ที่กำลังความจำเสื่อม เหล่าหญิงสาวจึงคอยต่อสู้เพื่อปกป้องเรา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ตัวละครใช้ท่าไม้ตายตอนไหนก็ได้ตามใจ เมื่อหลอดท่าไม้ตายเต็ม โดยตัวละครภายในเกมนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แนวหน้า, แนวกลาง, และแนวหลัง ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป อย่างแนวหน้ามักจะมีเลือดเยอะใช้อาวุธระยะประชิดเป็นหลัก เหมาะแก่การเป็นตัวชนให้กับปาร์ตี้ ส่วนแนวกลางมักจะเป็นตัวที่โจมตีได้อย่างรุนแรง หรือไม่ก็เป็นตัวบัฟคอยช่วยเหลือเพื่อนพ้อง พวกเธอจะใช้อาวุธระยะกลางอย่างดาบยาว หรือหอก เป็นต้น สุดท้ายคือตัวละครแนวหลัง พวกเธอมักจะเป็นสายตีไกลอย่างนักธนูหรือจอมเวทย์ ซึ่งแนวหลังนี้จะมีจอมเวทย์ที่มีความสามารถในการรักษาเป็นหลักอยู่ด้วยครับ และแน่นอนว่าตัวละครในเกมนี้มีเยอะมาก ดังนั้นการจัดทีมจึงสามารถทำได้อย่างหลากหลายแล้วแต่ความชอบของผู้เล่นเอง การต่อสู้ของเกมนี้จะเป็นภาพ 2D น่ารักๆ มุมมองแบบด้านข้างที่จะมีฉากคัทซีนและอนิเมชั่นมาแทรกบ้างตามจังหวะของเกม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เกมกาชามือถือจะมีกันแทบทุกเกมอยู่แล้วครับ นอกจากการจัดทีมออกไปสู้กับเหล่ามอนสเตอร์แล้ว ตัวเกมยังมีระบบที่ให้ผู้เล่นนำอุปกรณ์สวมใส่ที่ได้มาจากการทำภารกิจ หรือ กาชามาให้ตัวละครของเราสวมใส่เพื่อเพิ่มความสามารถด้วย อีกทั้งยังมีระบบอัพเกรดตัวละคร และของสวมใส่อีกต่างหาก อย่างที่บอกไปว่าของสวมใสในเกมนี้จะดรอปจากภารกิจต่างๆ ที่เราทำ ดังนั้นการจะหาของสวมใส่ให้เพียงพอกับตัวละครทั้งหมดของเรา ก็จำเป็นต้องฟาร์มเยอะพอสมควร ซึ่งก็สมกับเป็นเกมประเภทนี้ดี แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบเปิดเกมบนมือถือมาเพื่อลงด่านฟาร์มของเพียงอย่างเดียว ก็คงจะเบื่อไม่น้อยครับ อีกทั้งเกมนี้ยังมีระบบที่ให้ผู้เล่นสามารถ 'ตกแต่งกิลด์เฮ้าส์' ได้ด้วย ซึ่งของที่เราเอามาตกแต่งบ้านกิลด์นั้น นอกจากจะมีเพื่อความสวยงามแล้ว ของเหล่านั้นยังมอบของจำเป็นต่างๆ ในการเล่นให้เราด้วย ไม่ว่าจะเป็น ขวดอัพเลเวล, ขวดสตามิน่า หรือ มานาที่เอาไว้อัพสกิลตัวละคร แต่ที่สำคัญจริงๆ ก็คือการทำบ้านกิลด์ของเราสวยนั่นแหล่ะครับ อย่าลืมมาตกแต่ง 'เรือนเลิศรส' ของเราให้สวยงามกันนะครับ สำหรับการออกผจญภัยกับเพื่อนๆ ก็ไม่แปลกเลยที่ความสัมพันธ์ของเราจะแน่นแฟ้นขึ้น และภายในเกมนี้เองก็มีระบบที่ชื่อว่า "ระบบความสัมพันธ์” ที่เมื่อค่าความสัมพันธ์ของแต่ละคนเพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนด ตัวละครนั้นจะมีบทพูดพิเศษขึ้นมาให้เราอ่าน นอกจากนี้ค่าความสัมพันธ์จะปลดล็อคเรื่องราว Side Story ของตัวละครนั้นๆ ด้วย ซึ่งมันจะช่วยให้เราได้รู้เรื่องราวของตัวละครเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ต้องบอกก่อนว่าเกม Princess Connect! Re:Dive นั้นไม่ได้เน้นที่ระบบเกมเพลย์ครับ ผู้พัฒนาตั้งใจเน้นไปที่เนื้อเรื่องและความสวยงามของอนิเมชั่นต่างหาก แต่ในระบบของเกมนี้ก็มีเรื่องน่าตลกเล็กๆ อยู่บ้างเหมือนกัน นั่นคือตอนที่เราอัพระดับของตัวละคร ของสวมใส่ที่อยู่บนตัวพวกเธอจะถูกย่อยเพื่อเพิ่มระดับให้กับตัวละครดังกล่าว ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องย่อยของสวมใส่ไปด้วย หรือพวกเธอจะกินของสวมใส่เป็นการเพิ่มพลังกันแน่นะ? กราฟิก กราฟิกของ Princess Connect! Re:Dive เป็นภาพสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นที่สวยงามสมกับที่มีอนิเมะเป็นของตัวเอง ตัวละครสาวๆ ในเกมแต่ละคนก็มีเสน่ห์กับเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทำให้เรารู้สึกเอ็นดูและเพลิดเพลินไปกับการอ่านเนื้อเรื่องไม่น้อยเลยครับ ปกติต้องยอมรับว่าในบางเกมผมจะกดข้ามฉากคัทซีนอย่างรวดเร็วเลยครับ แต่กับเกมนี้ตัวละครมันมีความดึงดูดให้เราอยากอ่านเนื้อเรื่องและติดตามเรื่องราวของพวกเธอมากจริงๆ เหมือนกับเรากำลังติดตามดูอนิเมะไปทีละตอนอย่างไรอย่างนั้นเลยครับ ในส่วนของเอฟเฟกต์การโจมตีต่างๆ นั้นก็สวยงามดีครับ แต่การโจมตีโดยใช้ท่าไม้ตายจะกลายเป็นอนิเมชั่น ดังนั้นไม่ต้องห่วงถึงเรื่องนี้เลย มันสวยแน่นอนอยู่แล้ว นับว่านี่เป็นเกมที่มีคุณภาพกราฟิกที่ดีมากจริงๆ และสำหรับคนที่เคยเล่นเกมของค่าย Cygames กันมาก่อนก็คงจะรู้กันดีว่าเกมของค่ายนี้กราฟิกดีทุกเกมครับ และเกมนี้ Cygames เองก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ภาษาและเสียงพากย์ Princess Connect! Re:Dive เป็นอีกหนึ่งเกมมือถือที่มีการแปลเป็นภาษาไทย และต้องขอยอมรับว่าการแปลของเกมนี้ดีกว่าที่ผมคาดหวังไว้มากทีเดียว เกมมือถือบางเกมเมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้วแค่อ่านเข้าใจได้ก็ดีมากแล้ว แต่ในเกมนี้ไม่ใช่แบบนั้น มันเป็นภาษาไทยที่สละสลวยมาก ทำให้เวลาที่เราอ่านเนื้อเรื่องจะรู้สึกเพลิดเพลินและเข้าถึงอารมณ์ได้มากกว่าหลายๆ เกม นอกจากนี้ด้วยความที่เกม Princess Connect! Re:Dive เน้นไปที่อนิเมชั่น และเนื้อเรื่องมากกว่าเกมเพลย์ ดังนั้นเสียงพากย์ของตัวละครจึงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากครับ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ Cygames ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเช่นกัน เสียงพากย์ของตัวละครแต่ละคนนั้นมีเอกลักษณ์เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ของพวกเธอมากครับ มันจึงทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินไปกับการดูพวกเธอสนทนากันมากๆ นับเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเกมนี้เลยทีเดียว สรุป Princess Connect! Re:Dive คืออีกหนึ่งเกมที่ควรหยิบมาเล่นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเกมมือถือแนวกาชา ฟาร์มของ สไตล์อนิเมะครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานภาพ เนื้อเรื่อง หรือการแปลภาษา เกมนี้ก็นับว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าเกมมือถือหลายๆ เกมมากทีเดียว แต่ในส่วนของกาชา เกมนี้ค่อนข้างใจร้ายไม่น้อย ตัวละคร 4 ดาวออกมาให้เราเชยชมค่อนข้างยากครับ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องปกติของเกมกาชาฝั่งญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ชินก็คงรู้สึกไม่ดีกันนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้ว เกมนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่เหมาะแก่การหยิบมาเล่นยามว่างมากจริงๆ ครับ [penci_review id="68262"]
01 Oct 2020
Review เกม NBA 2K21 จุดเริ่มต้นของตำนานใหม่แห่งวงการ NBA!
กลับมาอีกครั้งกับเกมที่จะให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์บาสเกตบอลแบบสมจริงที่สุดกับ NBA 2K21 ซึ่งกล่องเกมภาคนี้ ได้มีการไว้อาลัยให้กับการจากไปของ Kobe Bryant ที่ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการนำเขามาเป็นหน้าปกของกล่องเกมภาคนี้ด้วย โดยผมเองเป็นหนึ่งในคนที่เล่นกีฬาบาสเป็นงานอดิเรกเช่นกัน ดังนั้นการจากไปของเขาจึงเป็นอะไรที่น่าเศร้าอยู่เหมือนกันครับ กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า NBA 2K นั้นเรียกได้ว่าเป็นเกมที่ขึ้นชื่อเรื่อง "ประสบการณ์บาสเกตบอลสมจริงที่สุด" มาตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันว่าในภาคที่ 22 นี้(เนื่องจากภาคแรกชื่อ NBA 2K เฉยๆ ภาคนี้เลยนับเป็นภาคที่ 22 ครับ) ตัวเกมจะยังคงคอนเซ็ปดังกล่าวไว้ได้ หรือไม่ แอบบอกก่อนเลยว่าเกมนี้ทำได้เหนือความคาดหมายของผมในหลายๆ เรื่องเลย ถ้ามพร้อมแล้วไปดูกันครับ เนื้อเรื่อง ในภาคนี้เราจะได้รับบทเป็นลูกชายของนักบาสเกตบอล NBA ชื่อดัง ที่สร้างผมงานไว้มากมาย ตามเนื้อเรื่องแล้วตัวละครของเราจะถูกเรียกว่า "Junior" เรื่องราวจะเริ่มตั้งแต่เรายังเป็นแค่เด็กมัธยม ในตอนแรก Junior ไมได้ตั้งใจจะมาเอาดีทางกีฬาบาสเกตบอล แต่ตั้งใจที่จะเป็นนักบอลมืออาชีพ แต่เหตุการบางอย่างได้เกิดขึ้น ซึ่งมันทำให้เขารู้ตัวว่าตัวเองสามารถเป็นนักบอลที่ดีได้ แต่ไม่มีวันที่จะได้เป็นนักบอลที่เก่ง แต่ถ้าหากพูดบาสเกตบอลมันจะเป็นอีกเรื่อง เพราะตัวเขาเองมีพรสวรรค์ในกีฬาชนิดนี้อยู่เต็มเปี่ยม พอคิดได้แบบนั้น Junior จึงตัดสินใตที่จะเลิกเตะบอล แล้วหันมาจับลูกบาสแทน โดยเส้นทาง NBA ของเขาก็ได้เริ่มจากตรงนี้เช่นกัน เรื่องราวของภาคนี้ค่อนข้างเป็นเส้นตรง Junior จะได้ลงศึกสู้กับโรงเรียนต่างๆ เก็บสะสมประสบการณ์ รวมถึงโชว์ฟอร์มให้แมวมองต่างๆ ได้เห็นถึงความสามารถของเขา แต่จุดที่น่าสนใจของเนื้อเรื่อง คือจุดที่นำเสนอความกดดันของเด็กคนหนึ่ง ที่ถูกคาดหวังจากคนรอบๆ ตัว เพียงเพราะว่ามีความสามารถที่มากกว่าคนอื่นได้ดีมาก คือต่อให้ผู้เล่นไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้เลย ก็น่าจะสามารถอินไปกับเนื้อเรื่องของเกมภาคได้ไม่ยากครับ กราฟิก / การนำเสนอ ขอออกตัวก่อนว่า NBA 2K21 ที่ผมได้เล่นเป็นเวอร์ชั่นของเครื่อง PS4 ดังนั้นกราฟิกที่ผมได้เห็นจึงยังไม่ใช้ ระดับสูงสุดที่เกมทำได้ แต่เอาจริงๆ ได้ชื่อว่าเป็นเกมกีฬา คิดว่าคงไม่มีใครสนใจในส่วนของความสวยงามของกราฟิกอะไรมากมายนัก เอาเป็นวันเกมนี้มีภาพอยู่ในระดับที่พอรับได้ครับ ไม่ได้สวยสมจริงจนน่าชื่นชม แต่ก็ไม่ได้ห่วยแตกจนเล่นไม่ไหวเช่นกัน มาถึงในส่วนของการนำเสนอบ้างถ้าซึ่งในส่วนนี้ มีอยู่หลายประเด็นที่ผมอยากชื่นชมผู้พัฒนาครับ เรื่องแรกคือการนำเสนอเนื้อเรื่องแบบ Butterfly Effect ครับ เพราะตลอดการเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมมีหลายครั้งที่ผู้เล่นจำเป็นต้องเลือกว่าจะให้ตัวละครของเราเลือกทางไหน เช่น "ตอนนี้กำลังบาดเจ็บหัวเข่าอยู่ แต่ทีมกำลังแย่จะลงไปเล่นดีหรือไม่?" โดยการเลือกในแต่ละครั้งจะส่งผลถึงเนื้อเรื่องโดยตรง และทำให้เหตุการที่ Junior จะได้เจอหลังจากนี้แตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าจะไม่ใช้ระบบที่ใหม่อะไร แต่นับว่าน่าสนใจดีที่เอาระบบนี้มาใช้ในโหมดเนื้อเรื่องของเกมกีฬาครับ อีกหนึ่งจุดที่ผมคิดว่าทำตัดสินใจได้ดีที่มีระบบนี้ "คือมุมมองของตัวเราเองเมื่อต้องนั่งรออยู่ข้างสนาม" โดยปกติแล้วบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ เปลี่ยนตัวผู้เล่นบ่อยมากๆ เนื่องจากกีฬานี้จำเป็นต้องวิ่ง, กระโดด หรือสไลด์เร็วๆ อยู่ตลอดเวลา มันเป็นเรื่องธรรมดาหากจะมีการเปลี่ยนตัวเพื่อให้ตัวเก่งๆ ของทีมได้พัก และกลับลงไปในสนามอีกครั้งในนาทีสำคัญ ใน NBA 2K21 เองก็เช่นกัน มีหลายครั้งที่ Junior จำเป็นต้องออกมาพักข้างสนาม โดยในตอนที่นั่งพักนั้นเกมจะแสดงมุมมองของ Junior ที่กำลังมองการแข่งขันที่ยังคงดำเนินต่อไป รอโอกาสที่จะได้กลับลงไปเล่นอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้รู้สึกสมจริงมากขึ้นไปอีก แน่นอนว่าผู้เล่นสามารถกดข้ามไปยังครั้งต่อไปที่ Junior ลงสนามได้เลยเช่นกันครับ ถ้าจะถามหาข้อเสียในการนำเสนอ คงไม่พ้นเรื่องสีหน้าของตัวละคร ที่ดูแข็งจนบางครั้งก็ไม่เข้ากับ Dialog ที่กำลังพูดอยู่เลย จุดนี้ทำให้ความน่าสนใจของฉาก Cutscene ในเนื้อเรื่องมีความน่าสนใจที่น้อยลงอย่างมาก คือถ้าทำในส่วนนี้ออกมาได้ดีด้วย เกมนี้จะถือว่ายอดเยี่ยมไปเลยครับ ถือว่าน่าเสียดายจริงๆ เกมเพลย์ มาถึงหัวข้อที่น่าจะเป็นจุดขายจริงๆ ของเกมนี้ครับ อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วในช่วงแรกของบทความว่า "นี้คือเกมที่จำลองกีฬาบาสเกตบอลได้สมจริงที่สุด" ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่ซื้อมาเล่นก็น่าจะคาดหวัง ที่จะได้สัมผัสกับกีฬาบาสเก็ตบอลที่สมจริงเช่นกัน ผมขอบอกก่อนตรงนี้เลยว่า เกมนี้จำลองกีฬาบาสเกตบอลได้สมจริงสุดๆ ไปเลยครับ ส่วนว่ามันสมจริงตรงไหนบ้างมาดูกันครับ ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาบาสเกตบอลจริงๆ เข้าใจก่อนว่า นี้คือกีฬาที่ตำแหน่งในการเล่น กับกฎที่เยอะมาก และยังเป็นกีฬาที่โคตรเหนื่อยครับ นอกจากนี้ยังเป็นกีฬาที่บาดเจ็บได้ง่ายเนื่องจากจำเป็นต้องกระทบกระทั่งกันกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ยังเป็นกีฬาที่ทำ Tactical Foul หรือการจงใจทำให้อีกฝ่ายโดน Foul ได้หลากหลายวิธีมากๆ ด้วย ดังนั้นการจะจำลองทั้งหมดที่ว่ามาลงไปในเกม จึงเป็นเรื่องที่ดูเป็นไปได้ยาก แต่ NBA 2K21 สามารถทำในจุดนี้ได้เกือบสมบูรณ์เลยครับ! อย่างที่บอกว่ากีฬานี้มีตำแหน่งที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Power Forward, Small Forward, Point Guard, Shooting Guard และ Center โดยแต่ละตำแหน่งก็จะมีสรีระที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป ซึ่งในการสร้างตัวของเกมนี้ จะเปิดให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่ง สรีระรวมไปจนถึงความสามารถได้อย่างอิสระ แต่ก็จะมีการจำกัดให้ตัวละครเรา ไม่สามารถตัวเล็ก หรือเตี้ยไปกว่าความสูงที่เหมาะสมของตำแหน่งนั้นได้ มันจึงทำให้รูปร่างของตัวละครเราจะดูสมจริงกับตำแหน่งที่เลือกในกีฬาบาสจริงๆ ครับ (แน่นอนว่าในเรื่องของสเตตัสก็ด้วยเช่นกัน) ที่นี้มาพูดถึงเกมเพลย์ภายในสนามบ้างครับ ก่อนอื่นคือในเรื่องของกฏเกมนี้มีการใช้กฎทั้งหมดเหมือนกับบาสจริงๆ เลย ทั้งในเรื่องของ การฟาวล์ 10, 5 หรือ 3 วิ, การการวอล์คกิ้ง, รวมไปจนถึงการฟาวล์ทีม ดังนั้นการจะเล่นเกมนี้ผู้เล่นจำเป็นต้องมีความรู้ กับความเข้าใจเกี่ยวกับกฏของกีฬาชนิดนี้จริงๆ ต่อมาคือเรื่องการตั้งรับ, บุก, และฟอร์เมชั่นของ Ai ในเกม โดยต้องบอกเลยว่า สมจริงมากครับ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะส่งลูก, จังหวะวิ่งปิด หรือกระทั้งการจงใจทำฟาวล์เพื่อหยุดเกมในนาทีเสียแต้มสำคัญ ทำเอาบางครั้งก็คิดว่ากำลังดูบาส NBA อยู่จริงๆ เลยครับ ต่อมาคือในเรื่องของความเหนื่อยครับ การเล่นบาสมันจะเป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ หากต้องลงหลายควอเตอร์ติดๆ ก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นไปอีก ใน NBA 2K21 ก็เอาตรงนี้มาใส่เป็นหนึ่งในแมคคานิคของเกมด้วยเช่นกัน เมื่อตัวละครของเราลงไปเล่นได้ช่วงหนึ่งแล้ว จะสังเกตุได้เลยว่าสตามิน่าของเราจะน้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งถ้าวิ่งเยอะก็จะยิ่งเหนื่อยง่าย จนจำเป็นต้องออกไปพัก และกลับมาลงสนามใหม่เมื่อหายเหนื่อยแล้ว สุดท้ายในเรื่องของการเล่นท่า การทำแต้ม และการป้องกันทั้งหมดที่ทำได้ในเกม ซึ่งเท่าที่ผมนึกออกเกมนี้สามารถเล่นท่าในการไดรฟ์, เลี้ยงลูก, ทำแต้ม รวมไปจนถึงทีมเพลย์อย่าง Ali Oop หรือ Double Play ก็สามารถทำได้ทั้งหมดในเกมนี้ คงต้องยอมรับว่า NBA 2K21 คือจำลองการเล่นบาสเกตบอลมาได้สมจริงสุดครับ แต่ในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสกับกีฬาบาสเกตบอลมาก่อนเลยคงต้องใช้เวลาเยอะมากๆ ในการทำความเข้าใจ ระบบต่างๆ ของเกมนี้ ต่อให้เป็นคนที่รู้ และเข้าใจกฏของกีฬาชนิดนี้อยู่แล้ว ก็ยังจำเป็นต้องเสียเวลาเรียนรู้การควบคุมนานอยู่ดี เพราะอย่าง่ที่ผมบอกไปว่าเกมนี้เปิดให้ผู้เล่นสามารถเล่นท่าทั้งหมดที่มีในกีฬาชนิดนี้ได้ ดังนั้นวิธีการกดปุ่มเพื่อออกท่าต่างๆ จึงสับส้อนมาก มันเป็นไปแทบจะไม่ได้เลย ที่จะจำทุกอย่างได้หมดภายในครั้งเดียว ดังนั้นถ้าใครไม่ได้ชอบกีฬาบาส หรือชอบเล่นเกมแนวนี้ ก็แนะนำให้ข้ามไปได้เลยครับ สรุป NBA 2K21 อาจเป็นเกมที่จำลองกีฬาบาสเกตบอลออกมาสมจริงสุดๆ จนน่าจะถูกใจคนที่ชื่นชอบกีฬานี้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเกมที่มีความยุ่งยากมากเกินไป จนอาจไม่เป็นที่ถูกใจของผู้เล่นส่วนใหญ่ครับ เอาแค่เรียนรู้การกดปุ่มเพื่อออกท่าต่างๆ อย่างเดียว คิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว ดังนั้นถ้าหวังจะซื้อมาเล่นแคชชวลสนุกๆ ผมว่าเกมนี้ไม่อยู่ในตัวเลือกเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากคุณคือแฟนกีฬาชนิดนี้แบบตัวจริง NBA 2K21 คือเกมที่ใกล้เคียงกับคำว่า "จำลองได้สมบูรณ์แบบ" ที่สุดแล้วในตอนนี้ครับ เนื่องจากตัวเกมเข้าถึงได้ยากจนเกินไป ทั้งยังมีระบบเกมเพลย์ที่ซับซ้อน GameFever TH จึงคิดว่าเกมนี้ควรจะได้คะแนนอยู่ที่ 7 เต็ม 10 เท่านั้นครับ [penci_review id="68421"]
28 Sep 2020
รีวิว Mafia: Definitive Edition จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งเกมมาเฟียอิตาลี
เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ ในเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เพราะว่าทาง 2K Games ได้ประกาศเปิดตัวโปรเจกต์สุดน่าสนใจนั่นคือ Mafia: Definitive Edition ที่ได้นำเอาเกมภาคแรกของซีรีส์นี้อย่าง Mafia: The City of Lost Heaven มายกเครื่องอัพเกรดกราฟิกใหม่ทั้งหมด โดยผู้พัฒนาเองก็ได้เคลมว่าพวกเขาสร้างเมืองนี้ใหม่ตั้งแต่ภาคพื้นดินเลยทีเดียว จนมันทำให้หลายๆ คนต่างสนใจและรอเล่นเกมนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเรา GameFever TH ก็ได้มีโอกาสในการเล่นเกมนี้จนจบแล้วและจะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ กราฟิก / การนำเสนอ สิ่งที่ผู้พัฒนาได้บอกเอาไว้ว่าพวกเขานั้นสร้างเมือง Lost Heaven ใหม่ทั้งหมดนั้น ผู้พัฒนาเองไม่ได้ขี้โม้เลยแต่อย่างใด และส่วนตัวค่อนข้างประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะผู้พัฒนาได้ดีไซน์เมืองนี้ใหม่เกือบทั้งหมดถึงแม้ว่าจะใช้แบบแปลนจากภาคเดิมในการพัฒนา อย่างที่เรารู้ว่า Mafia: Definitive Edition เกมนี้ได้ถูกสร้างมาจาก Engine ที่เคยใช้ในเกม Mafia III แต่หลังจากที่เคยได้เล่นเกมนี้มาทั้งคู่ต้องบอกเลยว่า Mafia: Definitive Edition ทำภาพได้สวยกว่ามาก เพราะผู้พัฒนาได้ใส่เทคโนโลยี Ray Tracing หรือการสะท้อนเงาวัตถุแบบ Real Time เข้ามา ทำให้บรรยากาศของเกมมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่ในด้านกราฟิกก็อาจจะมีปัญหาสำหรับคนที่คอมพิวเตอร์ไม่แรงอยู่เหมือนกัน เพราะว่าฟังชั่น Ray Tracing นี้จะติดมาตลอดกดปิดไม่ได้ โดยตัวผู้เขียนเองได้ใช้คอมพิวเตอร์สเปกกลางๆ อย่าง i5 - 8400 บวกกับการ์ดจอ GTX 1060 6GB ซึ่งมันพอเล่นได้แบบต่ำสุด (ในราวๆ 70 FPS) ซึ่งคาดว่าสเปกคอมพิวเตอร์ราวๆ นี้น่าจะเป็นสเปกต่ำสุดที่ผู้เขียนแนะนำถ้าอยากจะเล่นเกมนี้เพื่อประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแบบไม่ตกหล่น แต่ข้อดีก็คือถึงแม้ว่าผู้เขียนจะปรับกราฟิกต่ำสุด แต่ก็ยังสามารถเห็นถึงความสวยงามของมัน รวมถึงปัญหาบัคเฟรมเรทตกไม่มีให้เห็นแต่อย่างใด ถือว่าผู้พัฒนาปรับปรุงในส่วนนี้ออกมาได้ดีมาก เนื้อเรื่อง เรื่องราวของซีรีส์ Mafia: Definitive Edition นั้นก็ค่อนข้างที่ทำได้ตรงตามเกมเวอร์ชั่นดั้งเดิมเป็นอย่างมาก กับเรื่องราวของ Tommy Angelo คนขับรถแท็กซี่ที่บังเอิญเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ไล่ล่าระหว่างแก๊งมาเฟีย เลยทำให้เขานั้นได้เข้าร่วมแฟมิลีของ Salieri ในที่สุดเพื่อโอกาสในความก้าวหน้าของชีวิต ซึ่งต้องยอมรับตามตรงว่าส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้เคยเล่นเกมเวอร์ชั่นดั้งเดิมแบบจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง ไม่ได้สนใจเนื้อเรื่องมันเท่าที่ควรในตอนนั้น ( แถมเล่นไม่จบด้วย ) แต่หลังจากที่ได้ลองเกมนี้จนจบ และเคยเล่นเกมซีรีส์นี้ในทุกภาคก็ต้องบอกว่า Mafia: Definitive Edition ทำเนื้อเรื่องออกมาได้ดีที่สุดจากในมุมมองของผู้เขียนเอง เพราะตัวเกมนำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์ สิ่งที่กล้ำกลืนฝืนทนที่จะต้องทำเพื่องาน หรือแม้กระทั่งการนำเสนอเรื่องของสงครามระหว่างแก๊งที่ตัวเกมภาคนี้นำเสนอออกมาได้ดี แต่เนื่องจากที่เกมนี้ ผู้พัฒนาไม่ได้ตกแต่งโครงเรื่องใหม่แต่อย่างใด ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจจะดูรวบรัดตัดจบไวเกินไปหน่อย เพราะในสมัยก่อนตัวเกมลงให้กับเครื่อง PS2 มันอาจจะไม่มีพื้นที่ในการจุเนื้อหาเยอะ เพราะเกมน่าจะเอาไปลงกับกราฟิกหมด ทำให้มันมีการเล่าเรื่องที่ประหลาดๆ หรือทื่อๆ ไปซักนิด ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะส่วนตัวอยากให้ผู้พัฒนาเพิ่มเติมหรือขยายความเรื่องราวให้มากกว่านี้โครงเรื่องของมันค่อนข้างดีมากๆ เลยทีเดียว เกมเพลย์ เบื่อไหมในเกมเก่าๆ ของซีรีส์ Mafia ที่การขับรถนั้นมันบังคับยากเสียเหลือเกิน และปัญหานี้มันก็เรื้อรังมาในทุกภาค แต่ผิดกับเกม Mafia: Definitive Edition ที่ผู้พัฒนาปรับปรุงระบบการขับรถให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ได้ดีมากยิ่งขึ้น Lost Heaven ถูกดีไซน์ใหม่ ให้พื้นที่เลนถนนมีความกว้างกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้มีพื้นที่ตีวงตอนเลี้ยวรถได้กว้างกว่าเดิม รวมถึงผู้พัฒนายังเพิ่มระบบช่วยบังคับรถที่มันจะคำนวนการเลี้ยวรถให้เราได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมันส่งผลทำให้เราสามารถเลี้ยวรถด้วยความเร็วๆ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแบบไม่ต้องชะลอรถได้สบายๆ (แต่ถ้าเร็วเกินไปรถก็อาจจะพลิกได้เหมือนกัน) แต่ถ้าใครที่ไม่อยากได้ตัวช่วยขับรถเกมนี้ก็ยังมีตัวเลือกการขับรถแบบสมจริงที่เหมือนกับในภาคก่อนๆ อยู่เช่นเดิม ส่วนในเรื่องเกมเพลย์ก็ต้องบอกเลยว่าตัวเกมก็จะมีระบบการเล่นที่เหมือนกับเกม Open World ทั่วไป ซึ่งมันไม่ได้มีความแปลกใหม่ไปจากเดิมเท่าไร อาจจะมีบางภารกิจหรือตัวเลือกที่น่าสนใจให้เล่นบ้างอย่างเช่นภารกิจหนึ่งที่เราจะต้องเข้าไปปิดปากสาวโสเภณีที่ดันไปรู้ความลับบางอย่างเข้า ซึ่งเราจะต้องค้นหาเองว่าเธอนั้นอยู่ในห้องไหน โดยเราสามารถเดินหาที่ละห้องจนกว่าจะเจอ หรือไม่เราก็อาจจะไปถามกับทางบริกรว่าเธออยู่ตรงไหน หรือจะแอบเข้าไปดูสมุดบัญชีลิสต์งานก็ได้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่น่าเสียดายคือเราเองไม่ได้เห็นเกมการเล่นแบบนี้เยอะนัก ส่วนใหญ่ก็จะมีแค่การขับรถไล่ล่าหรือยิงศัตรูเท่านั้น มันเลยทำให้ตัวผู้เขียนเองรู้สึกผิดหวังกับมันอยู่พอสมควร เพราะนอกจากกราฟิกที่สวยงามแล้วนั้นเราแทบไม่ได้เห็นอะไรใหม่เลย แต่ตัวเกมก็ยังมีระบบที่เข้ามาท้าทายผู้เล่นแทนนั่นคือโหมด Classic ที่จะเป็นความยากระดับสูงสุด ผู้เล่นต้องบังคับรถในโหมดดั้งเดิมเท่านั้น Radar ในศัตรูจะไม่ปรากฏ รวมถึงกล่องเพิ่มเลือดก็จะฟื้นฟูได้น้อยกว่าเดิม ซึ่งเราจะต้องทำการฝึกฝน และต้องต่อสู้กับความยากนี้ไปทีละด่าน ซึ่งมันก็สามารถสร้างความท้าทายได้ดี และอีกสิ่งที่น่าผิดหวังอีกเรื่องก็น่าจะเป็นระบบ Open World  ของมันที่ถูกสร้างมาแล้วไม่ได้เกื้อกูลกับเกมเพลย์หลักแต่อย่างใด เพราะในเวลาเล่นโหมดแคมเปญอยู่ การดำเนินเรื่องของเกมนี้จะเหมือนเป็นเกมเนื้อเรื่องที่ใส่องค์ประกอบโลกเปิดมาเท่านั้น เพราะนอกจากการขับรถเล่นในโหมด Free Ride แล้ว เราไม่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ใดๆ เกี่ยวกับโลกที่เขาสร้างนอกจากการขับรถเล่นได้เลย ตัวเกมไม่มีระบบค่าเงิน ไม่มีร้านค้าให้เราได้ไปหาซื้อเสื้อใหม่ๆ ใส่ หรือกิจกรรมสนุกๆ ไม่มีเลยจริงๆ !! ในตอนที่จบภารกิจตัวเกมก็ไม่ได้ให้อิสระเราในการขับรถเที่ยวเล่นเลยสักครั้ง แต่จะบังคับให้ขึ้นบทต่อไปและทำภารกิจทันที ส่วนตัวคิดว่านี่น่าจะเป็นข้อเสียหายอันร้ายแรงที่อาจจะทำให้คนวิจารณ์ด้านลบเกี่ยวกับเกม Mafia: Definitive Edition ก็เป็นได้ แต่จากผมเองได้ลองดูราคาของเกมนี้ที่ผู้พัฒนาวางจำหน่ายเพียงแค่ 959 บาท เท่านั้น มันก็ทำให้ตัวผมเองถึงบ้างอ้อทันทีว่า ทำไมพวกเขาถึงตั้งชื่อเกมนี้ว่า Mafia: Definitive Edition เพราะโดยรามแล้วเราจะพูดว่ามันเป็นเกม Remake เต็มรูปแบบก็ไม่ได้ เพราะในด้านเกมเพลย์และโครงสร้างของมันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย แต่จะให้พูดว่า Remastered ก็อาจจะทำได้ดีกว่า เกมนี้เหมือนกับเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่ผู้พัฒนาทำออกมาเพื่อคั่นเวลาในระหว่างที่พวกเขาเตรียมตัวสร้างโปรเจกต์ใหญ่กว่านี้ก็เป็นได้ สรุป โดยรวมแล้ว Mafia: Definitive Edition นอกจากกราฟิกที่ทำออกมาได้ดีงามแล้วนั้น ตัวระบบเกมเพลย์เองกลับไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ไปกว่าเดิมเลย เหมือนเป็นโปรเจกต์คั่นและทดลองในระหว่างการรองานที่ใหญ่กว่านี้ ผู้พัฒนาถึงได้ขายเกมนี้ในราคาที่ถูกกว่าเกม AAA ทั่วไปกว่า 50% แต่ถ้าให้ถามว่าตัวเกมมันโอเคไหม ส่วนตัวก็ยังบอกว่ามันก็ยังเป็นเกมที่สนุกเล่นได้เพลินๆ เพราะเนื้อเรื่องของเกมที่พอจะน่าติดตาม กราฟิกที่สวยงาม รวมถึงระบบการต่อสู้ที่ถึงแม้ว่ามันจะเก่าแก่แล้ว แต่มันก็สามารถสร้างความสนุกให้เหล่าผู้เล่นได้อยู่ดี Mafia: Definitive Edition ไม่ใช่เกมแย่ แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่ามันคืองาน Masterpiece อาจจะเป็นเกมที่ทำให้คุณหายคิดถึงเกมซีรีส์นี้หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ออกภาคใหม่มากว่า 4 ปี กับราคาที่สบายกระเป๋ายังไงเกมนี้ก็คู่ควรแก่ในการซื้อมาเล่น แต่ย้ำไว้ก่อนว่าอย่าไปคาดหวังกับมันไว้เยอะอย่างผมก็พอ สั่งซื้อเกม - https://store.steampowered.com/app/1030840/Mafia_Definitive_Edition/ [penci_review id="68411"]
24 Sep 2020
รีวิว Spellbreak: Battle Royale สไตล์ใหม่กินไก่ด้วยเวทมนตร์!!
ถึงแม้เกมแนว Battle Royale จะมีออกมาให้เราเล่นเรื่อยๆ แต่เกมที่ฮิตและติดกระแสจริงๆ นั้นก็ยังคงเป็นเกมเดิมๆ อยู่เสมอ ทว่า Proletariat Inc. ก็ไม่ได้เกรงกลัวและผลักดันเกมของพวกเขาเข้ามาแย่งชิงตลาดเกม Battle Royale อย่างกล้าหาญ ซึ่งเกมที่ว่าก็คือ Spellbreak เกมที่จะเปลี่ยนจากการจับปืนถือระเบิดมาเป็นสวมถุงมือเวทมนตร์ยิงลูกไฟใส่กันแทน ตัวเกมมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเรา 'แทบ' จะไม่เคยเห็นเกม Battle Royale เกมไหนที่ไม่ต้องจับปืนเลย อีกทั้งกราฟิกของเกมนี้ก็ให้อารมณ์เหมือนเป็นภาพการ์ตูนซึ่งมันคล้ายกับเกม Battle Royale ยอดนิยมอย่าง Fortnite อีกด้วย แต่ถ้าหากพูดถึงความง่ายของเกมเพลย์ และความสามารถในการพลิกแพลกสถานการณ์ เจ้าเกมนี้มีความหลากหลายกว่ามากเลยทีเดียวครับ ถึงแม้ Spellbreak จะมีสไตล์ที่ไม่เหมือนเกม Battle Royale ยอดนิยมเกมอื่นๆ แต่ก็เพราะเช่นนั้นจึงทำให้ตัวเกมน่าสนใจอย่างมาก แล้วเจ้าเกมนี้จะสนุกหรือไม่ ความสามารถในการพลิกแพลกที่ว่าหมายถึงอะไร และทำไมเกมนี้ถึงไม่ถูกพูดถึงมากนักในประเทศไทย บทความนี้ผมจะบอกเล่าทุกอย่างที่ได้ลองสัมผัสในเกม Spellbreak หากอยากรู้จักเกมนี้ให้มากขึ้นก็ไปอ่านกันเลยครับ เกมเพลย์ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเกมเพลย์นั้นง่ายและเป็นมิตรต่อผู้เล่นค่อนข้างมาก เนื่องจากต่อให้คุณยิงไม่แม่นหรือคุมปืนไม่เป็นในเกม Battle Royale เกมอื่นๆ มันก็ไม่ใช่ปัญหาใน Spellbreak เลยครับ เพราะการยิงเวทมนตร์ในเกมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทโจมตีวงกว้าง ดังนั้นต่อให้ยิงใส่พื้นอย่างเดียวก็ยังคงสร้างความเสียหายให้กับศัตรูได้อยู่ดี อีกทั้งเกมนี้ต้องให้บริการในหลายแพลตฟอร์มดังนั้นจึงต้องมีระบบที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเรียนรู้ได้เร็วเพื่อรองรับผู้เล่นหลากหลายแบบ เพราะผู้เล่นบางคนก็อาจไม่คุ้นเคยกับเกมแนว Battle Royale มากนัก ในส่วนของรูปแบบการเล่นส่วนใหญ่เราก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วครับ ก็คือ เลือกจุดที่ต้องการจะลง แล้วทำการค้นหาอาวุธ จากนั้นก็หนีวงที่ค่อยๆ บีบเข้าหาเรา และทำการสังหารศัตรูเพื่อกลายเป็นผู้เหลือรอดเพียงหนึ่งเดียว (หรือทีมเดียว) แต่การเลือกจุดที่ต้องการลงของเกมนี้ไม่เหมือนกับเกม Battle Royale เกมอื่นๆ เพราะปกติเราจะต้องนั่งยานอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วเลือกกระโดดร่มลงตรงจุดที่ต้องการ แต่ในเกมนี้ที่ใช้เวทมนตร์ในการโจมตี ดังนั้นการจะลงในจุดที่เราต้องการก็ต้องใช้เวทมนตร์เช่นกัน เพียงแค่เรากดเลือกจุดที่ต้องการลงในแผนที่เวทมนตร์ จากนั้นเราก็จะวาร์ปไปอยู่บนน่านฟ้าบริเวณนั้นๆ แล้วแลนดิงแบบฮีโร่ลงสู่พื้นอย่างสวยงาม ในหนึ่งแมตช์ของเกมนี้สามารถรองรับจอมเวทได้สูงสุด 42 คน ถึงจะดูน้อยกว่าหลายๆ เกม แต่เอาเข้าจริงตอนอยู่ในวงท้ายๆ ก็มักจะมีคนเหลือมากกว่า 10 คนแทบตลอด เพราะว่าเกมนี้มันหนีง่ายกว่าสู้นั่นเอง เนื่องจากเกมดังกล่าวนอกจากจะมีถุงมือเวทมนตร์ทั้งหมดหกธาตุ ให้เราเลือกใช้เพื่อผสมผสานคอมโบและสามารถสับเปลี่ยนได้ตลอดแล้ว (เฉพาะข้างขวา ส่วนข้างซ้ายจะให้เราเลือกตั้งแต่เริ่มแมตช์) มันยังมี Rune หลากหลายประเภท เช่น บิน พุ่งตัว วาร์ป และหายตัว เป็นต้น   ซึ่ง Rune เหล่านี้เราสามารถเลือกสวมใส่ได้หนึ่งอย่าง และเจ้า Rune นี้เองที่ทำให้ผู้เล่นมีวิธีหนีเอาตัวรอดจากการถูกซุ่มโจมตีได้หลากหลายวิธี และยังสามารถพลิกแพลงการเล่นได้อีกมาก อย่างเช่น การเอารูน 'พุ่งตัว' มาใช้ทิ้งระยะจากศัตรูแล้วโจมตีอีกฝ่ายด้วยสกิลโจมตีพื้นที่แบบวงกว้าง หรือจะหายตัววิ่งไปด้านหลังแล้วยิงเวทมนตร์ใส่แบบหมดสต็อก ก็ยังได้ ในส่วนของเวทมนตร์ทั้งหกธาตุนั้น ได้แก่ Frostborn, Conduit, Pyromancer, Toxicologist, Stoneshaper และ Tempest หรือก็คือธาตุ น้ำแข็ง สายฟ้า ไฟ พิษ หิน และ ลม ตามลำดับ ซึ่งเจ้าธาตุแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น Tempest (ลม) ที่โจมตีได้รวดเร็วและมีพลังในการเคลื่อนไหวในอากาศ แต่ข้อเสียของธาตุนี้ก็คือโจมตีได้เบา กับ Pyromancer (ไฟ) ที่โจมตีแรงมีสกิลกำแพงไฟในการบดบังวิสัยทัศน์ศัตรู หรือจะเอามาโจมตีศัตรูก็ได้เช่นกัน แต่ข้อเสียคือหลบได้ง่ายเพราะกว่าเปลวไฟจะตกลงพื้นก็มีระยะเวลาพอให้พุ่งหนี เป็นต้น นอกจากนี้เวทมนตร์ที่ผู้เล่นสวมใส่ได้ในมือทั้งสองข้าง เราสามารถผสมผสานเวทมนตร์เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มความเสียหายหรือระยะการโจมตีได้ด้วย อย่างเช่น Pyromancer ผสมกับ Tempest จะได้เป็นพายุเปลวไฟสุดร้อนแรง หรือ Frostborn ผสมกับ Conduit ที่เมื่อคุณใช้สกิลพิเศษ Flash Freeze ของธาตุน้ำแข็ง เมื่อมันละลายกลายเป็นน้ำแล้วคุณทำการโจมตีด้วยเวทมนตร์สายฟ้าลงไป น้ำทั้งหมดบนพื้นจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านอยู่ ซึ่งจากวิธีการผสมผสานธาตุได้หลากหลายรูปแบบนี้เองที่ทำให้เราสามารถพลิกแพลงการเล่นได้มากกว่าเกมอื่นๆ หลายๆ เกม แล้วถ้าคุณเสียเลือดหรือเกราะในระหว่างการต่อสู้ การที่จะฟื้นมันได้นั้นก็ต้องใช้เวลา ไม่มีการใช้ยาปุ๊บเลือดพุ่งขึ้นปั๊บ และขนาดของยาเองก็มีการแบ่งเป็นเลเวลไว้อย่างชัดเจน เลเวลยิ่งสูงยิ่งเพิ่มได้เยอะ แต่ถ้าคุณพลาดท่าถูกอีกฝ่ายจัดการ หากเล่นเป็นทีมคุณจะยังคงมีโอกาสได้ไปต่อ แต่มีข้อแม้ว่าเพื่อนร่วมทีมของคุณจะต้องวิ่งมาชุบคุณที่เป็นลูกบอลแสงได้ทันนะ เพราะหากไม่ทันหรือคุณโดนอีกฝ่ายจัดการซ้ำเสียก่อน ก็ถือว่าจบเกมทันที ตามสไตล์ Battle Royale ทั่วไป แผนที่ในเกมนี้ก็นับว่าดีไม่น้อย เพราะไม่กว้างจนหากันไม่เจอ และไม่เล็กจนจบไวเกินไป แต่ถึงจะบอกว่าแผนที่มันไม่กว้างมาก ในบางแมตช์คนส่วนใหญ่ก็ยังจะพร้อมใจกันไปลงในเมืองๆ หนึ่ง จนเราที่ไปลงเมืองเล็กๆ ก็เลยต้องแอบเหงาอยู่คนเดียว แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่ครับ คือต่อให้คุณอยู่สุดขอบแผนที่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวงมากนัก เพราะความเสียหายจากวงนั้นค่อนข้างเบา ยังมีเวลาให้คุณวิ่งเข้าวงอยู่มากครับ กราฟิก กราฟิกของ Spellbreak อย่างสภาพแวดล้อมกับเอฟเฟกต์นั้นนับว่าสวยงามในสไตล์ภาพของการ์ตูนครับ มีความสดใส และสีสันสูงมาก แต่มันก็ไม่ได้แสบตาอะไร แถมยังเป็นสเน่ห์ของมันเองอีกต่างหาก แน่นอนว่าในเมื่อเป็นภาพสไตล์การ์ตูน ดังนั้นเอฟเฟต์ต่างๆ ของเวทมนตร์ไม่ว่าจะเป็นระเบิด หรือสายฟ้า ต่างก็มีเสน่ห์ในตัวเองทั้งนั้น ถึงอย่างนั้นในเรื่องของโมเดลตัวละครแม้จะบอกว่าเป็นภาพสไตล์การ์ตูน แต่มันก็ไม่ได้ดูสวยงามเท่ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบของเกมเลยด้วยซ้ำ ต้นไม้ยังดูมีความชัดของลายเส้นมากกว่าตัวละครเสียอีก นอกจากนี้ยังมองตัวละครศัตรูจากระยะไกลค่อนข้างยากอีกด้วย แต่มันก็แฟร์กับผู้เล่นอยู่เหมือนกัน เพราะอีกฝ่ายก็มองหาเรายากเช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงตัวสิ่งก่อสร้างในเกมต้องบอกว่ามันดูน่าเบื่อเล็กน้อย เพราะมันค่อนข้างซ้ำซาก ถ้าไม่เป็นปราสาทเก่าๆ ก็ต้องเป็นเศษซากปรักหักพัง อาจเพราะผู้พัฒนาต้องการให้เข้ากับธีมสงครามก็ได้ แต่บางทีก็น่าจะมีสิ่งปลูกสร้างสวยๆ ที่ยังคงมีสภาพแบบเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ดูบ้างนะ ส่วนโมเดลของถุงมือก็ออกแบบมาได้ค่อนข้างเท่ไม่น้อยเลยครับ แต่ช่วงแรกๆ อาจจะแยกถุงมือเวทมนตร์ธาตุสายฟ้ากับน้ำแข็งจากกันยากหน่อย แต่ก็ไม่มีปัญหาครับเพราะยังไงก็มีชื่อบอกอยู่ดี และถึงสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเกม รวมถึงโมเดลตัวละครจะไม่ได้สวยมากมาย แต่มันก็ทดแทนได้ด้วยเอฟเฟกต์เวทมนตร์กับสภาพแวดล้อมอย่างต้นไม้ ผืนหญ้า เนินเขาเล็กๆ มาทดแทนได้ อาจเป็นเพราะเกมนี้ต้องลงให้กับเครื่อง Nintendo Switch ด้วย ทำให้กราฟิกของเกมจะต้องไม่หนักเครื่องจนเกินไปก็เป็นได้ครับ ซึ่งนั่นหมายความว่าต่อให้ Spec เครื่อง PC ของคุณไม่เร็วมาก ก็ยังสามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา ระบบเติมเงิน แน่นอนว่าเมื่อเป็นเกม Free to Play ระบบหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ก็คือ Shop ที่จะนำชุดแฟชั่นต่างๆ รวมถึงแสงตอนบินลงเมื่อเริ่มเกม นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ มาวางขายแบบจำกัดเวลาเรียกกิเลสของเราอีกต่างหาก ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าโมเดลตัวละครนั้นมันสวยสู้สภาพแวดล้อมในเกมยังไม่ได้ แต่ว่าสกินต่างๆ ที่ตัวเกมนำมาวางขายใน Shop นั้นบางสกินมีโมเดลที่สวยมากจริงๆ ครับ เหมือนกับว่าผู้พัฒนาจะสื่ออ้อมๆ ว่า หากอยากมีตัวละครสวยก็จ่ายเงินมาเสียสิ! แต่เกมนี้ก็ยังใจดีแจกเงินให้กับเราอยู่บ้าง โดยเราจะได้เงิน 50 Gold ทุกครั้งที่อัพเลเวลได้ ดังนั้นผู้เล่นก็สามารถเล่นไปเรื่อยๆ เพื่ออัพเลเวลแล้วนำเงินไปซื้อสกินที่ต้องการได้ครับ แต่ว่าสกินสวยๆ นั้นส่วนใหญ่จะมีราคามากกว่า 1,000 Gold ดังนั้นมันก็ต้องใช้เวลานานไม่น้อยกว่าจะเก็บเงินได้ครบครับ โดยรวมแล้ว Shop ในเกมไม่ได้มีความดึงดูดให้เราต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น อีกทั้งเรายังสามารถใช้เงินในเกมซื้อได้อยู่แล้ว ถึงจะต้องเก็บนานนิดหน่อยก็ตาม แต่ถ้าหากใครอยากดูโดดเด่นกว่าเพื่อนมันก็ไม่ได้แย่ที่จะยอมเสียเงินนิดๆ หน่อยๆ ครับ สรุป โดยรวมแล้วเกมนี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราสามารถพลิกแพลงการเล่นได้หลากหลาย ผสมผสานเวทมนตร์ได้มากมาย มีกราฟิกสไตล์ภาพการ์ตูนที่ดูสดใสและน่ารัก ยิ่งถ้าพูดถึงความง่ายในการเข้าถึงอย่างมีให้บริการบนหลายแพลตฟอร์มแถมยังสามารถเล่นร่วมกันได้อีกต่างหาก มันจึงนับเป็นเกม Battle Royale เกมใหม่ที่มาแรงในหลายๆ ประเทศมากครับ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเกมที่จำเป็นต้องหยิบมาเล่นมากขนาดนั้นเพราะถ้าหากอยากเล่นเกม Battle Royale สไตล์ภาพการ์ตูนเราก็มี Fortnite กันอยู่แล้ว หรือถ้าหาเกม Battle Royale ที่มีสกิลให้ใช้งานก็มีเกมที่ดีกว่าอย่าง Apex Legends อยู่เช่นกันครับ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่เกมนี้ไม่ถูกพูดถึงมากนักในประเทศไทย เพราะคู่แข่งของเกมนี้แข็งแกร่งมากนั่นเอง ถึงแม้ในหลายๆ ประเทศเ Spellbreak จะดูมีกระแสอยู่บ้าง แต่สำหรับประเทศไทยเกมนี้ยังไม่ดีพอที่จะมาแย่งชิงตลาดเกม Battle Royale จากเกมอย่าง PUBG หรือ Fortnite ครับ [penci_review id="67337"]
24 Sep 2020
Minecraft Dungeons เจ้าเหลี่ยมกู้โลก
Minecraft Dungeons คือเกมรูปแบบใหม่ในแฟรนไชส์เดิมของ Mojang จากเดิมที่เป็นเกมแนว Sandbox ในครั้งนี้มันมาเป็นแนว Hack & Slash เดินหน้าลุยฟันไม่เลี้ยงที่ผสมผสานเข้ากับแนว Dungeon Crawler ที่คุณจะต้องเลือกดันเจี้ยนแล้วปรับความยากเองก่อนเข้าไปเผชิญหน้ากับฝูงมอนสเตอร์ ตัวเกมยังคงมีกลิ่นอายความเป็น Minecraft อยู่อย่างเต็มเปี่ยม เช่นมอนสเตอร์ในเกมที่คุ้นหน้าคุ้นตาเราอย่าง เจ้าโครงกระดูกยอดนักธนูที่ชื่อ Skeleton หรือ เจ้าจอมระเบิดที่เห็นทีไรเป็นต้องหนีให้ห่างอย่าง Creeper เป็นต้น ในส่วนของกราฟิกก็ไม่ทำให้เราผิดหวังครับ เพราะมันยังคงความเป็นเหลี่ยมอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือสวยงามและสดใหม่มากขึ้น ในบทความนี้เราจะมาบอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้สัมผัสในเกม Minecraft Dungeons รวมถึงเนื้อหาเสริมอีกสองตัวอย่าง Jungle Awakens กับ Creeping Winter เกมนี้จะสนุกแค่ไหน เนื้อหาจะเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือเปล่า ก็มาดูกันเลยครับ! เนื้อเรื่อง เรื่องราวของ Minecraft Dungeons นั้นเริ่มต้นจากที่ Illager (อิลเลจเจอร์ คือชาวบ้านที่ถูกเนรเทศเพราะพวกเขาไม่เป็นมิตรต่อใคร) ได้พบกับสิ่งประดิษฐ์ลึกลับที่ชื่อ Orb of Dominance ซึ่งเจ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ทำให้เขาสามารถสร้างกองทัพมอนสเตอร์ทรงพลังออกมาได้ ด้วยพลังนี้ทำให้เขามีความคิดที่จะแก้แค้นผู้คนที่ไม่ยอมรับในตัวเขา และเขายังหวังที่จะครองโลกอีกด้วย! เขาเริ่มแผนการโดยบุกไปทำลายหมู่บ้านต่างๆ สั่งให้เหล่ามอนสเตอร์ใต้อาณัติเผาทำลายหมู่บ้านไปเรื่อยๆ พวกมันทั้งสังหารและกักขังเหล่าชาวบ้านเอาไว้ ทำให้ทั่วโลกของ Minecraft เกิดความวุ่นวาย และเรื่องนี้จำเป็นต้องมีคนมาหยุดมัน แน่นอนว่าคนๆ นั้นก็คือ 'เรา' นั่นเองครับ ในฐานะผู้กล้าหน้าเหลี่ยมเราจะต้องเข้าไปช่วยเหลือและปลดปล่อยหมู่บ้านทั้งหลายจากการยึดครองของมอนสเตอร์ ในด้านตัว DLC ของ Minecraft Dungeons ที่ได้ปล่อยออกมานั้นล่าสุดมีทั้งหมด 2 ตัวครับ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มด่าน อุปกรณ์ และมอนสเตอร์ใหม่ๆ รวมถึงเนื้อเรื่องอีกเล็กๆ น้อยๆ ครับ โดยที่เนื้อเรื่องของ DLC ตัวแรกที่ชื่อว่า Jungle Awakens นั้นมีอยู่ว่า มีพลังงานบางอย่างเข้าไปรบกวนป่าที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบจนทำให้มันกลายเป็นสถานที่สุดแสนจะอันตราย แล้วใครเล่าจะสามารถหยุดยั้งเรื่องนี้ได้ ก็มีเพียงเราที่เป็นผู้กล้าหน้าเหลี่ยมเท่านั้น! ในส่วนของ DLC ตัวที่สองซึ่งวางจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้มีชื่อว่า Creeping Winter โดยผู้เล่นจะได้ไปสำรวจในเกาะหิมะไร้ชื่อแห่งหนึ่ง เกาะนี้มีป้อมปราการขนาดใหญ่ (ป้อม Lone Fortress) และหมู่บ้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่รอบๆ ทางทิศเหนือของเกาะเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ มีแม่น้ำยาวไหลผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะ ที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงสถานที่ปกติธรรมดาจนกระทั่ง Orb of Dominance ได้คืบคลานเข้ามาในดินแดนอันเงียบสงบ และแล้วเกาะแห่งนี้ก็เริ่มปกคลุมไปด้วยความวุ่นวายอันน่าหวาดหวั่น มีเพียงเราเท่านั้นที่จะปลดปล่อยเกาะแห่งนี้ได้ เนื้อเรื่องของ Minecraft Dungeons นั้นเป็นเส้นตรงและเข้าใจง่ายมาก มันคือการที่มีตัวร้ายอยากยึดครองโลกเราที่เป็นผู้กล้าจึงต้องไปหยุดยั้ง แต่ว่าเนื้อเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ข้อเสียหรือจุดด้อยของเกมนี้แต่อย่างใด เพราะว่านี่คือ Minecraft เกมที่เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หรือจะเล่นกันเป็นครอบครัวก็ได้ เนื่องจากตัวเกมสามารถ Co-op ได้สูงสุดถึง 4 คนนั่นเอง โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าเกม Minecraft Dungeons นั้นไม่ได้เน้นไปที่เนื้อเรื่องมากนัก มีไว้เพียงแค่ทำให้เกมมันมีจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง สิ่งที่น่าสนใจในเกมนี้จริงๆ ก็คือการฟาร์มเพื่อหาไอเทมใหม่ๆ และอัพเลเวลเพื่อพัฒนาตัวเองมากกว่า เกมเพลย์ Minecraft Dungeons นั้นมีระบบการเล่นที่เรียบง่ายและเข้าใจได้ง่ายไม่ต่างกับเนื้อเรื่องครับ แต่ผู้พัฒนาได้ทิ้งระบบที่เป็นจุดขายของ Minecraft อย่าง Sandbox ไป แล้วนำระบบการเล่นแบบ Hack & Slash ผสมกับ Dungeon Crawler มารวมกัน หากใครที่ชอบทั้งเกม Minecraft และ Diablo 3 เกมนี้ก็อาจจะตอบโจทย์ไม่น้อยเลยครับ เกมนี้ที่คุณต้องทำก็มีเพียงแค่ลุยไปทีละด่านในระดับความยากที่คุณสามารถปรับได้ตามต้องการ จากนั้นก็ฟาร์มของเพิ่มเลเวลไปเรื่อยๆ แค่นั้นเอง ไอเทมในเกมนี้มีเอฟเฟต์ที่แตกต่างกันให้ผู้เล่นได้ใช้ตามความชอบ รวมถึงมีอุปกรณ์เสริมอีกมากมายแต่เลือกสวมใส่ได้แค่ 3 ชิ้นเท่านั้นนะ ถึงอย่างนั้นเราก็สามารถเปลี่ยนมันได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ โดยไอเทมเหล่านี้ที่ดรอปในด่านจะมีค่าพลังตามระดับความยากของด่านนั้นๆ ความยากยิ่งสูงไอเทมก็ยิ่งมีค่าพลังที่สูงตามไปด้วย แต่แน่นอนว่ายิ่งระดับความยากของดันเจี้ยนสูงมากเท่าไหร่ ความท้าทายที่เราต้องเผชิญก็ยิ่งหนักหน่วงมากเท่านั้นครับ ระบบดรอปไอเทมจากการสังหารมอนสเตอร์หรือเปิดหาเอาจากกล่องสมบัตินั้นก็ไม่ต่างจากเกม RPG เกมอื่นๆ เลย แต่ยังดีที่ไอเทมแต่ละชิ้นนั้นยังมี Tier ที่แตกต่างกันให้เราได้อัปเกรด ทำให้เกมนี้ยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง ในส่วนของ Tier นั้นเราจะต้องใช้แต้มอัปเกรดที่ได้หนึ่งแต้มต่อการเพิ่มเลเวลหนึ่งเลเวล และไม่ต้องกลัวว่าเมื่อเราใช้แต้มอัปเกรดไปแล้วพอเราเปลี่ยนอุปกรณ์มันจะเป็นการเสียแต้มอัปเกรดไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อเราย่อยไอเทมเราจะได้เงินและแต้มอัปเกรดกลับมาด้วย อุปกรณ์สวมใส่ที่เราใส่ได้มีทั้งหมดสามประเภทคือ อาวุธหลักที่เป็นอาวุธระยะประชิด (ดาบ, ค้อน, มีดคู่) อาวุธรองที่เป็นอาวุธระยะไกล (ธนู, หน้าไม้) และชุดเกราะ สเน่ห์อย่างหนึ่งในเกมนี้คือมันมีอุปกรณ์ให้เราเลือกใช้มากมาย อีกทั้งเอฟเฟกต์ของอุปกรณ์แต่ละชิ้นก็น่าสนใจไม่น้อย บางชิ้นเพิ่มพลังโจมตีระยะประชิด บางชิ้นมีเอฟเฟกต์ดูดเลือด บางชิ้นเมื่อสังหารมอนสเตอร์ได้ก็จะมีโอกาสอัญเชิญผึ้งมาช่วยโจมตี หรือบางชิ้นเมื่อทำการโจมตีก็มีโอกาสที่จะเรียกสายฟ้าออกมาโจมตีศัตรูรอบๆ ด้วย นับว่านี่คือหนึ่งในส่วนที่น่าสนใจที่สุดของ Minecraft Dungeons เลยครับ เพราะมันทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างความเป็นไปได้อย่างไม่มีสิ้นสุด และอุปกรณ์บางชิ้นเมื่อมานำมาสวมใส่รวมกันก็จะทำให้เกิดผลลัพธิ์ที่สุดยอดแบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยก็ได้ เช่น 'สวมใส่ดาบที่เมื่อฟันแล้วจะสร้างสายฟ้ามาโจมตีศัตรูเป็นลูกโซ่พร้อมกับสวมเกราะที่จะทำการเพิ่มเลือดให้กับคุณเมื่อสังหารมอนสเตอร์ได้ ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อคุณสวมใส่อุปกรณ์เสริมที่เมื่อคุณสังหารมอนสเตอร์โดยรอบแล้วพวกมันจะกลายเป็นวิญญาณและถูกเก็บเอาไว้ในอุปกรณ์ดังกล่าว จนเมื่อจำนวนวิญญาณถึงในระดับที่กำหนด วิญญาณนั้นก็จะกลายเป็นลูกธนูวิญญาณที่เมื่อยิงออกไปก็ไม่มีอะไรมาป้องกันได้' หรือคุณจะกลายเป็นเทพเจ้าสายฟ้าธอร์ด้วยการสวมใส่ค้อนสายฟ้าที่เมื่อทุบก็สร้างสายฟ้าโจมตีศัตรูเป็นลูกโซ่ แล้วตามด้วยสวมชุดเกราะสายฟ้าที่เมื่อคุณกลิ้งหลบก็จะสร้างสายฟ้าทำลายศัตรูโดยรอบไปด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวขอแนะนำเซตอุปกรณ์รูปแบบนี้เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกทรงพลังขึ้นอย่างมากเลยทีเดียวครับ นอกจากนี้หลายๆ คนก็คงรู้แล้วว่าเกมนี้มี DLC ใหม่ออกมาแล้วทั้งสิ้นสองตัว ซึ่งมันเป็นการเพิ่มดันเจี้ยนใหม่ อุปกรณ์ใหม่ และมอนสเตอร์ใหม่เข้ามาในเกมนั่นเอง โดย DLC ตัวที่หนึ่งชื่อว่า Jungle Awakens มันได้ทำการเพิ่มอาวุธใหม่เข้ามามากมายอย่าง หน้าไม้คู่ กระบองยาว และ แส้พิษ เป็นต้น ในส่วนของมอนสเตอร์ที่เพิ่มเข้ามาใน DLC ตัวนี้ก็มีไม่น้อยเลยครับ อย่างเช่น Jungle zombie, Leapleaf และ Mossy Skeleton เป็นต้นครับ ซึ่งเจ้าพวกนี้หลายๆ ตัวเราก็อาจไม่ได้พบเห็นใน Minecraft หรือพบได้ยาก ในส่วนของ DLC ตัวที่สองมีชื่อว่า Creeping Winter นั้นก็ได้เพิ่มอาวุธและชุดเกราะใหม่ๆ เข้ามามากมายเช่นกัน นอกจากนี้ด้วยความเป็นมันเป็นเกาะหิมะ ดังนั้นเราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยพบเจอในเกม Minecraft Dungeons และในเกาะหิมะนี้ก็แตกต่างจากภูมิประเทศที่เป็นหิมะในเกม Minecraft อย่างมากเลยครับ นับว่าเจ้าตัว DLC ใหม่นี้คุ้มค่าและน่าเล่นอย่างมาก ในส่วนของมอนสเตอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่นั้นบางตัวเราอาจไม่เคยเจอใน Minecraft เลย หรืออาจจะเป็นมอนสเตอร์ใหม่ที่สร้างมาสำหรับเกม Minecraft Dungeons อย่างเจ้า Wretched Wraith ที่เป็นหนึ่งในบอสหลักของ Creeping Winter นี้ครับ อย่างที่เขียนไปข้างต้นว่าจุดเด่นของเกม Minecraft Dungeons นอกจากความเป็น Minecraft แล้วก็มีเพียงการฟาร์มไอเทมและเก็บเลเวลเท่านั้น ดังนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ได้ชอบเกมประเภทนี้ก็จะเกิดอาการเบื่ออย่างรวดเร็ว เนื่องจากเนื้อเรื่องของเกมนี้ที่เรียกได้เป็นเพียงของประดับ มันจึงไม่สามารถใช้เนื้อเรื่องในการดึงผู้เล่นให้คอยติดตามต่อไปได้ ดีไม่ดีผู้เล่นหลายคนก็อาจจะเลิกเล่นไปกลางทางเลยก็ได้เช่นกันครับ กราฟิก กราฟิกของเกมนี้ไม่ได้สวยงามไปกว่าเกมอื่นๆ ที่วางจำหน่ายในช่วงเวลาเดียวกันเลย แต่มันมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเองสูงมากครับ เพราะมันคือ Minecraft และหลายๆ คนก็คงคุ้นเคยกับกราฟิกของ Minecraft กันดีอยู่แล้ว ทุกอย่างคือสี่เหลี่ยม แต่มันคือสี่เหลี่ยมที่สวยงาม กราฟิกของ Minecraft Dungeons นับว่าสวยงามและน่าเล่นในระดับหนึ่งเลยครับ มันมีสีสันที่สดใสมาก เอฟเฟกต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายฟ้า ลูกธนูวิญญาณ หรือการระเบิดก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกได้ว่า Mojang ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ ครับ และด้วยความที่เกมนี้มีภาพเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมดังนั้นต่อให้คุณมีคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้แรงอะไรมาก ก็สามารถเล่นได้อย่างไม่มีสะดุดครับ นี่นับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเจ้าเกมนี้เลย ส่วนเหตุผลที่กราฟิกของเกมนี้มีความสดใสและฉูดฉาดนั้นเราก็พอเข้าใจได้ครับ เพราะเกมนี้คือ Minecraft ที่ไม่สามารถใช้ใบหน้าตัวละคร หรือท่าทางในการสื่ออารมณ์ได้มาก ดังนั้นจึงใช้สีและการขยับที่ดูโอเวอร์เข้าช่วย อย่างการถูกโจมตีจนกระเด็นของเกมนี้ก็คือการลอยออกไปไกลมากจริงๆ ครับ แต่เรื่องความรุนแรงของภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง สามารถให้เด็กๆ เล่นได้อย่างหายห่วงเลย! นอกจากนี้ถึงแม้ว่ากราฟิกของ Minecraft Dungeons จะไม่ได้ใช้สเปคเครื่องที่สูงมากแต่มันกลับมีการตั้งค่ากราฟิกที่ละเอียดอย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงยังให้เราปรับแต่งปุ่มคีย์บอร์ดและคอนโทรลเลอร์ได้อย่างอิสระด้วยครับ นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ Mojang ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจครับ ในเรื่องลักษณะรูปร่างตัวละครนั้นก็สามารถอธิบายออกมาได้ด้วยคำง่ายๆ ว่า Minecraft ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่เราควบคุม ชาวบ้าน มอนสเตอร์ และสัตว์ภายในเกม ล้วนมีลักษณะเด่นที่ประกอบมาจากบล็อกสี่เหลี่ยมให้ดูมีชีวิตขึ้นมา และนี่ก็คือหนึ่งในเสน่ห์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ของ Minecraft สรุป Minecraft Dungeons นับเป็นเกมที่ดีเกมหนึ่งครับ แต่ก็ไม่ได้ดีจนถึงขั้นต้องซื้อมาเล่น ในความรู้สึกส่วนตัวผมคิดว่าเกมนี้เหมาะที่จะอยู่ในเครื่อง Nintendo Switch มากกว่า เนื่องจากมันเป็นเกมที่เล่นได้เรื่อยๆ ถ้าหากอยู่ในแพลตฟอร์มที่สามารถพกพาเกมนี้ไปไหนมาไหนได้ เวลานั่งรอ BTS ก็หยิบขึ้นมาฟาร์มไอเทมสักด่านหนึ่งมันจะดูเหมาะสมกับเกมเพลย์ของเกมนี้มากครับ สำหรับคนที่คิดจะเล่นเกมนี้ถ้าหากคุณไม่ได้ชอบเกมที่มีแต่ฟาร์มของเก็บเลเวล หรือไม่ได้เป็นแฟนเกม Minecraft แล้วล่ะก็ เกมนี้อาจไม่ใช่สำหรับคุณครับ แต่ถ้าหากคุณชอบเกมฟาร์มตะลุยดันเจี้ยนชิวๆ เล่นเพื่อความผ่อนคลายและชอบกราฟิกแบบ Minecraft เกมนี้ก็เหมาะกับคุณอย่างที่สุดแล้วครับ [penci_review id="66912"]
18 Sep 2020
รีวิวเกม Swordsman Awakening สุดยอดเกม RPG บนมือถือที่คุณเลือกทางเดินเป็นของตัวเองได้
ต้องยอมรับว่าในแต่ละปีจะมีเกมต่อสู้กำลังภายในออกมาให้เราเล่นกันเยอะพอสมควร แต่กลับมีเกมหนึ่งที่ทำให้ตัวผู้เขียนค่อนข้างสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าตัวเกมจะมีโครงสร้างที่คล้ายๆ กับเกมทั่วไป แต่มันก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เอกลักษณ์ของเกมนี้เด่นขึ้นมากว่าใครๆ โดยเกมที่ผมพูดถึงนั่นก็คือเกม Swordsman Awakening เกมการ์ด RPG บนมือถือจากทาง Shengqu Games ที่ภายในนั้นนอกจากองค์ประกอบความเป็น RPG แต่ตัวเกมยังมีเรื่องราวที่เราสามารถกำหนดด้วยตัวเองได้ เกมนี้ได้พรีเซ็นเตอร์สุดเซ็กซี่อย่าง Janet   1 ใน 10 Ten pretty Thailand อีกด้วย โดยในวันนี้พวกเรา GameFever จะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ เป็นคนดีก็ได้ คนชั่วก็ได้ สิ่งที่ทำให้ทางผู้เขียนเซอร์ไพรส์เป็นอย่างมาก นั่นคือในตอนที่สร้างตัวละครนั่นเราจะสามารถเลือกได้ว่าเราอยากจะให้ตัวละครเรานั้นเป็นฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว ซึ่งมันจะมีผลทำให้ค่าคุณธรรมของคุณบวกและลบ และมันจะทำให้เนื้อเรื่องภายในเกมนั้นมีความแตกต่างกันไป โดยการเล่นโหมดเนื้อเรื่องตัวเกมจะมีตัวเลือกให้เราเลือกตอบ ซึ่งมันจะส่งผลในการบวกหรือลบค่าคุณธรรมของคุณ โดยส่วนตัวแนะนำว่าถ้าหากท่านเลือกฝ่ายไหนให้ลองเลือกคำตอบที่มันสุดโต่งไปฝ่ายนั้นเลย เพราะตัวผู้เขียนเองลองเล่นเป็นฝ่ายอธรรม และลองตอบคำถามที่มันดูร้ายๆ ดู ซึ่งมันก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบ เราจะได้เห็นบทสนทนาฮาๆ ที่ไม่ค่อยได้พบเจอกับเกมไหนๆ จัดกองทัพให้เต็มสนาม โดยตัวละครที่เราเลือกเล่น และขุนผลที่ใส่เข้ามานั้นก็จะมีคลาสเป็นของตัวเอง ซึ่งประกอบไปด้วย หมัด - ตัวทำดาเมจใกล้ และสกิลจะเน้นการโจมตีเป็นเส้นตรง กระบี่ - ตัวทำดาเมจใกล้ และสกิลจะเน้นการโจมตีเป็นวงสี่เหลี่ยม ใน (เวท) - ตัวทำดาเมจไกล และสกิลจะเน้นการโจมตีเป็นเส้นตรง แต่ถึงอย่างนั้นนี่มันเป็นแค่สเตตัสของตัวละครเราอย่างเดียว เพราะขุนพลที่เราเลือกเข้ามา ก็จะมีรูปแบบสกิลที่แตกต่างกัน อาทิเช่นตัวละครสายหมัดที่จะมีสกิลโจมตีเดี่ยวเป็นต้น แต่สกิลของเราพอหลังจากเลเวล 27 ก็จะสามารถสลับเปลี่ยนสายไปมาได้อย่างอิสระ รวมถึงในเวลาต่อสู้ตำแหน่งการยืนจะมีสลับเปลี่ยนไปด้วยทั้งในฝั่งเราและฝั่งของศัตรู ทำให้การเล่นมีสีสันมากขึ้นกว่าเกมแนวนี้ทั่วไป ในเรื่องระบบการต่อสู้ของเกมนี้ค่อนข้างที่จะมีความแตกต่างจากเกมอื่นอยู่พอสมควร เพราะว่าเราสามารถจัดทีมขุนผลได้มากถึง 8 ตัวละคร (รวมตัวเราด้วย) ซึ่งมันทำให้การที่เราสุ่มตัวละครมาใช้ไม่เสียเปล่าแต่อย่างใด จุดตำแหน่งการยืนก็สำคัญมากๆ เพราะบางจุดจะสามารถเพิ่ม Passive ให้กับตัวละครนั้นๆ ได้ อาทิเช่นเราอยากให้ตัวละครบางตัวมีปราน (ค่ามานา) เต็มในเทิรนแรก เราก็วางไว้ที่จุดพื้นที่สีฟ้า หรืออยากให้บางตัวละครถึกๆ หน่อยก็อาจจะวางไว้ที่จุดพื้นที่สีเขียวเป็นต้น ซึ่งตำแหน่งการยืนนี่ค่อนข้างสำคัญมากเลยนะครับ เพราะถ้าเราเล่นไปเรื่อยๆ ศัตรูที่เจอก็จะโหดมากขึ้น ทำให้เราอาจจะต้องเล่นด้วยมือแทน อาจจะต้องมีตัวละครที่คอย Tank ให้แนวหลังที่มีพลังดาเมจที่รุนแรง เราจะต้องคิดและเลือกให้ขุนพลให้สกิลให้ได้คุ้มค่าที่สุด เป็นต้น ดั่งในรูปด้านล่างของผู้เขียนที่จะให้ตัวละครสายเวทที่มีสกิลรุนแรงอยู่ในพื้นที่สีฟ้าเพื่อให้ตัวละครนั้นสามารถใช้สกิลได้ในเทรินแรกเลย ส่วนสองตัวหน้าจะเป็นสาย Tank ให้คนอื่น การอัพเกรดตัวละครที่ค่อนข้างมีรายละเอียด เกมทาง Idle ทั่วไปที่เราเล่น ชนิดของการอัพเกรดที่เห็นก็คงจะหนีไม่พ้นการตีบวกตัวละคร เพิ่มเลเวล การอัพเกรดอาวุธ การอัพเกรดสกิล ซึ่งในบางเกมส่วนใหญ่มักจะมีตัวเลือกการอัพเกรดอยู่ราวๆ 2-3 อย่าง แต่ว่าเกม Swordsman Awakening นั้นยกการอัพเกรดทุกอย่างเข้ามาหมด ซึ่งหลายๆ คนอาจจะคิดว่ามันยุ่งยากหรือไม่ แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่ามันสนุกและมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมากเลยนะ ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อง่ายในการเล่นแต่อย่างใด รวมถึงเราอาจจะต้องลงดันเจี้ยนปลีกย่อยเพื่อหาของมาวัตถุดิบต่างๆ มาอัพเกรดตัวละครเราได้อีก อย่างเช่นการลงดันเจี้ยนเส้นทางฝึกฝนเพื่อหาเศษมาเพิ่มดาวให้ตัวละคร ลงฝึกฝนหุ่นทองแดงเพื่อหาเงิน ลงฝึกฝนเตาหลอมเพื่อหาหา EXP เป็นต้น ยกตัวอย่างในการอัพเกรดสกิลเราจะสามารถหาชิ้นส่วนเข้ามาเพิ่ม Passive ให้สกิลเราดีขึ้นได้ ซึ่งสกิล Passive จะค่อนข้างมีหลากหลายและเราอาจจะต้องหา Passive ให้เข้ากับสไตล์ของตัวละครนั้นๆ อาทิเช่นสกิลกรงเล็บอินทรีที่จะเหมาะในการใช้กับตัวละครที่มีสกิลเป้าหมายเดียว เพราะจะทำให้เพิ่มดาเมจเพิ่ม และถ้าโจมตีโดนเป้าหมายที่เลือดน้อยกว่า 50% จะทำให้เราตีแรงขึ้นอีก 33% ซึ่งมันเหมาะกับการที่เราอยากจะปิดดาเมจให้ศัตรูตายในทีเดียวนั่นเอง หรือจะเป็นสกิลพลังภายในที่จะเพิ่ม Passive ให้กับตัวละครนั้นๆ ซึ่งจะมีความพิเศษแตกต่างกันยกตัวอย่างเช่นสกิลวิชาจื่อหยางที่มีโอกาส 50% หลังจากจบเทิร์นจะได้ทำให้เราได้รับดาเมจโจมตีน้อยลงถึง 15% เลยทีเดียวซึ่งจะเหมาะกับตัวละครสายหมัดที่จะต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ ศัตรู และจะโดนตีตายไวกว่าคนอื่น กิจกรรมปลีกย่อยให้ทำอีกมาก ภายในเกมจะมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราทำอีกเยอะเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นโหมดที่ชื่อว่าหอร่ายยุทธ์ที่จะเป็นการประลองปัญญาว่าท่านจะสามารถจัดทัพที่ตัวเกมกำหนดให้สามารถชนะได้หรือไม่ โหมดราชาสมบัติก็เหมือนกับการลงหอคอยของเกมอื่นๆ ที่ยิ่งคุณไปได้ไกลคุณก็จะได้ของรางวัลมากขึ้น รวมถึงโหมดเดินเที่ยวที่คุณจะสามารถไปพบเจอกับสาวๆ ในยุทธ์ภพเพื่อเพิ่มค่าหัวใจและค่าเสน่ห์ให้เราได้รับรางวัลพิเศษมากขึ้นอีกด้วย สรุป Swordsman Awakening เป็นเกมที่ดูเผินๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกพิเศษเท่าไร แต่พอได้ลองเข้าไปเล่นกลับพบว่าตัวเกมมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน มีระบบต่างๆ ที่ทำออกมาได้น่าสนใจเป็นอย่างมาก และสิ่งสำคัญที่ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษเลยคือความคอมมานดี้ของเรื่องราวที่เข้ามาสร้างสีสันได้อย่างดี (ถ้าคุณเป็นคนอ่านเนื้อเรื่องของเกม) บทสนทนาที่มีความตลกร้ายซ่อนอยู่ในนั้นทำให้ตัวผู้เขียนรู้สึกสนุกแล้วหลุดขำออกมาหลายรอบเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องระบบการต่อสู้เองก็รู้สึกเซอร์ไพรส์กับการจัดทัพได้มากถึง 8 ตัวละคร (รวมตัวเรา) ถึงแม้ว่ามันจะมีเงื่อนไขในการที่เราจะต้องเก็บเลเวลให้ครบก่อน แต่คุณใช้เวลาเล่นแค่ 1 วันก็สามารถทำเงื่อนไขได้ครบอย่างง่ายดาย อัพเกรดตัวละครเองก็ค่อนข้างมีรายละเอียดที่เยอะทำให้ไม่น่าเบื่อ รวมถึงโหมดสนุกๆ แปลกๆ ที่มีให้เล่นเยอะมาก
18 Sep 2020
รีวิว Hp Pavilion Gaming 15 สุดยอดขุมพลังระดับนักศึกษาในราคามัธยม !!
สวัสดีเพื่อนๆ ชาว GameFever TH ทุกคนค่ะ ในบทความนี้เราได้มีโอกาสสัมผัสกับโน๊ตบุ๊คสายเกมมิ่งจากค่าย HP รุ่น Pavilion Gaming 15-ec1046AX ที่มากับขุมพลัง CPU AMD Ryzen 5 และ การ์ดจอ GTX 1650 จากทาง Nvidia พร้อมด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู แต่แอบมีความดุดันของเกมมิ่งซ่อนมาด้วย หากทุกคนนึกถึงโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งแล้วหล่ะก็ หลายคนคงกังวลเรื่องของน้ำหนักเครื่องที่มักจะโหดร้ายเกินไปสำหรับผู้หญิงอย่างเราๆ แต่สำหรับโน๊ตบุ๊คตัวนี้แทบไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยคะ เพราะไม่ได้หนักอย่างที่คิด สาวๆ ชาวเกมเมอร์สามารถพกไว้เพื่อทำงาน และเล่นเกมได้สบายๆ แถมยังมาในราคาเพียง 25,900 บาท เท่านั้น สำหรับใครที่สงสัยว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีดีตรงไหนอีก เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบในบทความนี้กันค่ะ ดีไซน์เรียบแต่แอบดุดั่นสไตล์เกมมิ่ง ก่อนอื่นเรามาเริ่มที่ดีไซน์ภายนอกของตัวเครื่องกันดีกว่า ซึ่งถ้าหากพูดถึงโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งที่หลายๆ คนรู้จักกัน หลายคนคงนึกถึงเครื่องหนาๆ รู้สึกเทอะทะเป็นอย่างมากถ้าหากจะต้องแบกไปไหนมาไหน แต่ปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเจ้า HP Pavilion 15-ec1046AX อย่างแน่นอนด้วยดีไซน์ที่บางเบากว่าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งทั้วๆ ไป และน้ำหนักเพียงแค่ 2.25 kg จึงสามารถพกพาได้สะดวกพร้อมกระโดดเข้าสู่โลกเกมเมอร์ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแน่นอน จอดีอย่างไร หน้าจอ ถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญเช่นกันสำหรับผู้ใช้งาน เนื่อจากเป็นสิ่งที่เราต้องใช้มองอยู่ตลอดเวลาในการทำงาน หรือเล่นเกม ทาง HP ไม่ได้ละเลยในส่วนนี้เลย เพราะมีการใช้เทคโนโลยี IPS Anti Glare ที่ช่วยให้สามารถใช้งานนานๆ ได้โดยไม่มีปัญหา แถมยังมาพร้อมกับค่า Refresh Rate ที่สูงถึง 144Hz ซึ่งถือเป็นมาตราฐานสำหรับโน๊ตบุ๊คเล่นเกมพร้อมยังสามารถทำงานได้ แต่ที่น่าตกใจเห็นจะเป็นเพราะทั้งที่มี 2 เทคโนโลยีนี้อยู่ในเครื่อง แต่กลับขายในราคาเพียงแค่ 25,900 บาท เท่านั้น เรียกได้ว่าถูกมากๆ เลยค่ะ สายชาตพกสะดวก เบา กระทัดรัด หากจะต้องใช้โน๊ตบุ๊คสักเครื่องแล้วหล่ะก็ อีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับการเลือกใช้คงเป็นในเรื่องของแบตเตอรี่ ที่จะต้องครอบคลุมในทุกการใช้งาน เพราะหากพกพาสะดวกสบาย แต่ต้องพกสายชาตสุดหนักอึ้งไปไหนมาไหนด้วยก็คงไม่สะดวก  สำหรับ HP Pavilion 15-ec1046AX เครื่องนี้ คงไม่ต้องกังวล เพราะอแดปเตอร์สายชาตนั้นเบามาก แถมขนาดยังเทียบเท่า Power Bank ที่เราพกกันทั่วไปเอง หากต้องยกไปมาแล้วหล่ะก็ถือว่าครบจบในกระเป๋าใบเดียวเลยหล่ะ สเปคเครื่องของ HP Pavilion 15-ec1046AX ชื่อรุ่นเต็มๆ ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีชื่อว่า HP Pavilion Gaming 15-ec1046AX ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลจากทาง AMD Ryzen 5 4600H บวกกับการ์ด Nvidia GeForce GTX 1650 4 GB GDDR5 พร้อมแรมขนาด 8 GB และ SSD M.2 ความจุ 512 GB นอกนั้นทาง HP ยังให้หน้าจอที่มีค่า Refresh Rate  144Hz สำหรับเกมเมอร์มาด้วย สามารถรับชมสเปคเครื่องแบบละเอียดได้ที่ข้างล่างนี้เลย CPU: AMD Ryzen 5 4600H Max boots 4.0 GHz GPU: Nvidia GeForce GTX 1650 (4 GB GDDR5) Screen Size: 15.6" (1920x1080) Full HD Panel Type: IPS Anti Glare – จอด้าน Refresh Rate: 144 Hz Memory Size: 8 GB DDR4 Solid State Drive: 512 GB SSD PCIe M.2 Weight: 2.25 kg OS Bundle: Windows 10 Home (64 Bit) Warranty: 2 Year Onsite Service ขุมพลังตัวเครื่องสุดล้ำ ดูเรื่องคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวเครื่องผ่านไปแล้ว เรามาดูส่วนของการเล่นเกมกันบ้างดีกว่า เนื่องจาก HP Pavilion 15-ec1046AX เองก็ได้ชื่อว่าเป็น โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งเราก็อยากจะพาทุกคนไปรับชมความแรงที่ตัวเครื่องสามารถทำได้กัน ขอแอบบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สำหรับเกมที่จะนำมาทดสอบก็จะมี Playerunknown's Battlegrounds , Valorant และ GTA V ค่ะ Playerunknown's Battlegrounds ซึ่งผลที่ได้จากเกม Playerunknown's battlegrounds ถือว่าไปในทิศทางค่อนข้างดีเลยทีเดียว ด้วยตัวเกมที่มีแผนที่ค่อนข้างกว้าง บวกกับต้องใช้ผู้เล่นจำนวนหลายๆ คนลงไปเล่นพร้อมกัน แถมยังมีรายละเอียดของภาพที่สูง และสมจริงทำให้ปฎิเสธไม่ได้เลยเป็นอีกหนึ่งเกมที่ใช้เสปคสูงพอสมควร จากการทดลองด้วยกราฟิดระดับ Ultra ทั้งหมด ได้เฟรมเรทภายในเกมอยู่ที่ระหว่าง 68 - 76 fps อาจจะมีร่วงไปแตะ 50 บ้างแต่รวมๆ แล้วเฉลี่ยนเฟรมเรทอยู่ที่ประมาณ 71 fps ซึ่งสามารถเล่นได้สบายๆ เลยค่ะ Valorant  ต่อมาในส่วนของเกมที่กำลังเป็นกระแสอย่าง Valorant ซึ่งตัวเกมเองก็ไม่ได้มีส่วนที่กินเสปคของเครื่องขนาดนั้นเพียงในขณะที่ปรับภาพ Hight ทุกอย่างตัวเครื่องสามารถขับภาพได้ที่ 120 - 165 fps ไม่ว่าจะเป็นช่วงการเข้าจังหว่ะบวก หรือมีการเทสกิลเข้าไฟท์เยอะแค่ไหนเฟรมเรทก็ไม่ได้ตกลงไปจนน่าเกลียดส่วนของค่าเฉลี่ยนของเฟรมเรทจะอยู่ที่ประมาณ 135 fps ซึ่งถือว่าสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลจะบวกจังหว่ะไหนก็ไม่มีกระตุกแน่นอน Grand Theft Auto V สุดท้ายขอยกตัวอย่างเป็นเกม Open World ยอดฮิตในไทยอย่าง GTA V กันบ้าง ซึ่งผลที่ได้ก็น่าพอใจเช่นเดียวค่ะ การปรับภาพอยู่ที่ความละเอียดสูงสูดที่ตัวเกมจะสามารถปรับได้ในความละเอียด Full HD 1920x1080 เฟรมเรทที่ได้อยู่ระหว่าง 85 - 120 fps ต่อให้ตัวเกมจะดูเก่าแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นเกมที่มีรายละเอียดในแมพค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควร พอได้ลองทสอบแล้ว ก็บอกได้เลยว่าเครื่องนี้มีขุมพลังสุดยอดกว่าที่คิด เพราะภาพคมชัดรายละเอียดของเงาสะท้อนก็ทำออกมาได้ดีลื่นไหลตลอดแถมตัวเกมรันภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 93 fps ค่ะ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เหมาะกับใคร? สำหรับ HP Pavilion Gaming 15-ec1046AX เครื่องนี้ต้องขอบอกก่อนเลยว่าครบเครื่องสมดังคำนิยามที่เราตั้งให้ว่า สุดยอดขุมพลังระดับนักศึกษาในราคามัธยม จริงๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่ดูสวยแอบดุดันดั่งเกมมิ่งแล้ว ก็สามารถแสดงให้ผู้ใช้เห็นได้ถึงความแรงของตัวเครื่องที่สามารถเล่นเกมกระแสในปัจจุบันได้อย่างสบายๆ จะพกไปใช้ทำงานก็สะดวกเพราะพกง่าย  ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องที่เบา จะใช้เล่นเกมก็สามารถเล่นได้หลากหลาย แม้ตัวเครื่องจะขาดไฟ RGB ที่ดูฉูดฉาดไป แต่ความแรงของตัวเครื่องที่ได้มานั้นก็สามารถทดแทนในส่วนรายละเอียดเล็กๆ ไปได้ และยิ่งมาในราคาช่วงกลางๆ ก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาพอสมควรค่ะ ขอสรุปว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เหมาะกับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อโน๊คบุ๊คสำหรับใช้ทำงานเอกสาร + เล่นเกมกับแก๊งเพื่อนๆ ได้ถึงถ้าต้องการโน๊คบุ๊คเครื่องเดียวที่สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่างในราคาที่คุ้มค่ากับการจ่ายไปโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ
17 Sep 2020
เปลี่ยนซิมของคุณให้เป็นเจได ด้วย DLC ตัวใหม่จากเกม The Sims 4!
วางจำหน่ายให้สามารถซื้อมาเล่นได้แล้วกับ DLC: Star War Journey to Batuu ส่วนเสริมตัวใหม่ของ The Sims 4 ซึ่งต้องบอกเลยว่าส่วนเสริ่มนี้ถูกใจเหล่าแฟนๆ Star Wars อย่างแน่นอน เนื่องจากมันทำให้เราสามารถเดินทางไปยังดวงดาว Batuu จากซีรีส์ Star Wars ได้ แน่นอนว่ามีการเพิ่มเสื้อผ้าของตัวละครดังต่างๆ และของตกแต่งบ้านใหม่ๆ ที่จะทำให้ผู้เล่นนึกถึงสถานที่สำคัญต่างๆ ในเรื่องด้วย กระทั้งหุ่นยน R2D2 หรือ BB8 ส่วนตัวก็มีให้สร้างเช่นกัน วันนี้ทางเรา GameFever Th จะมารีวิว DLC: Star War Journey to Batuu ตัวนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้กันว่าถ้าหากซื้อส่วนเสริมนี้มาจะได้อะไรในเกมบ้างครับ มาเริ่มกันที่ตั้งแต่ตอนสร้างตัวละครเลยครับ ผมเชื่อว่าหลายคนที่ซื้อส่วนเสริมนี้มา ไม่น้อยเลยที่คาดหวังว่าจะได้แต่งตัว ซิมของเราให้มีความสวยหล่อ เหมือนกับตัวละครต่างๆ จากซีรีส์ Star Wars ซึ่งต้องบอกเลยว่า ทุกคนไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เพราะ DLC ตัวนี้ได้มีการเพิ่มชุดรวมถึงเครื่องประดับต่างๆ ที่จะทำให้ซิมของเราได้กลายเป็นตัวละครในเรื่อง Star Wars จริงๆ เอาไว้หลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นหมวก กับชุดของสตอร์มทรูปเปอร์, ชุดครุมเปื้อนๆ ของเจได้, หมวกที่จะทำให้คุณกลายเป็นเอเลี่ยน หรือกระทั้งหมวกของดาร์ธเวเดอร์ ก็มีในส่วนเสริมนี้ครับ ต่อจากการสร้างตัวละครก็ต้องเป็นการสร้างบ้าน ใน Journey to Batuu มีการเพิ่มของตกแต่งบ้านใหม่ๆ เข้ามาให้เหล่า สุดยอดสถาปนิก (ผู้เล่นนั้นแหละครับ) ได้เลือกเอาไปใช้กันมากมายเลยด้วย โดยต้องบอกเลยว่าสำหรับใครที่อยากแต่งบ้านให้ออกมามีสไตล์เหมือนกับฐานทัพลับของฝั่ง Resistance หรืออยากจะแต่งให้ออกมาเป็นเหมือนกับฐานทัพอาวุธครบมือของฝั่ง First Order ก็สามารถทำได้เลย (ตัวผมเองไม่ใช้คนที่อินกับ Star Wars ขนาดนั้นเลยเอาแค่ กล่องอาวุธของสตอร์มทรูปเปอร์ มาแต่งบ้านอย่างเดียวครับ ฮา) [caption id="attachment_67422" align="aligncenter" width="1280"] กล่องใส่ปืนของสตอร์มทรูปเปอร์ก็มา[/caption] [caption id="attachment_67435" align="aligncenter" width="1280"] บางชิ้นคือมีขนาดใหญ่มากๆ[/caption] ดูการสร้างตัวละครกับแต่งบ้านไปแล้ว มาถึงในส่วนของเกมเพลย์บ้างครับ ผมออกตัวก่อนเลยว่าสำหรับใครที่คาดหวังจะได้เห็นเกมเพลย์ใหม่ๆ ในมุมมองอื่น หรืออยากเห็น The Sims 4 เปลี่ยนเป็นเกมแอคชั่น วิ่ง สู้ ฟัด แล้วละก็ คุณอาจจะต้องผิดหวังครับ เพราะยังไง The Sims ก็ยังเป็น The Sims อยู่เหมือนเดิม มีเอาไว้เล่นคลายเครียด ดังนั้นเกมเพลย์หลักๆ ยังคงเป็นเหมือนเดิม เรายังต้องให้ซิม กิน ดื่ม อาบน้ำ นอนหลับ เล่นเกม เข้าสังคมเหมือนเดิม แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามาให้ทำเลยซะทีเดียว เพราะคอนเทนต์ใหม่ที่มาให้ทำนั้น ดูจะให้เอาไว้ทำเวลาที่ซิมของเราว่างๆ มากกว่าครับ คอนเทนต์เกมเพลน์ที่เพิ่มเข้ามาจะสามารถทำได้บนดวงดาวของ Batuu เท่านั้น ซึ่งการไปดาวดังกล่าวก็เพียงแค่กดมือถือซ้ายล่าง แล้วเลือก "Take Vacation" จากนั้นเรื่องจุดหมายปลายทางเป็นดาว Batuu โดยคอนเทนต์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คือการทำเควสให้กับฝั่งต่างๆ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นเอง เมื่อซิมของเราได้รับความเชื่อถือมากพอก็จะสามารถเข้าถึงส่วนต่างๆ ของแต่ละฝ่ายได้มากขึ้น ผู้เล่นยังสามารถสร้างหุ่นยนต์ R2D2 หรือ BB8 สวนตัวได้ในดาวดวงนี้ด้วย แอบบอกหน่อยละกันว่าถ้าหากได้รับความเชื่อใจมากพอ จะสามารถสร้างยานรบส่วนตัวได้เลยนะ! นอกจากนี้เรายังสามารถเดินไปพูดคุย สร้างความสนิทสนมกับเหล่าตัวละครจาก Star Wars อย่าง เรย์ หรือ ไคโลเรน จากหนัง 3 ภาคล่าสุดได้ด้วย แน่นอนว่าจะเปลี่ยนซิมของคุณให้เป็นเจได แล้วไปขอดวลกระบี๋แสงกับทั้ง 2 ก็ได้เช่นกัน! [caption id="attachment_67436" align="aligncenter" width="1280"] ในกรอบสีแดงจะโชว์ให้เราเห็นถึงภารกิจที่รับมาในปัจจุบัน[/caption] [caption id="attachment_67437" align="aligncenter" width="1280"] หลังจากทำภารกิจสำเร็จแล้ว ค่าความน่าเชื่อถือของเราจะเพิ่มขึ้นมาตามภาพ[/caption] อีกหนึ่งจุดที่ผมชอบมากๆ คือในส่วนของเกมเพลย์ "Choose Your Own Adventure แบบต่อเนื่อง" ครับ หลายคนน่าจะเคยเจอกับเหตุการเวลาซิมของเราไปทำงาน แล้วมีเรื่องไม่คาดฝันบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งตัวเกมจะให้เราเลือกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีทั้งดี และแย่ใช่ไหมครับ ในส่วนเสริ่มนี้ก็มีการนำระบบดังกล่าวมาใช้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่ามันจะมาแบบต่อเนื่องกันเลยครับ ยกตัวอย่างมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมกำลังทำเควสของทางฝั่ง First Order อยู่ เควสดังกล่าวทำให้ซิมของผมต้องขับยานไปส่งนักโทษจากทางฝั่ง Resistance ที่จับได้ภายในค่ายของ First Order แต่ในขณะที่กำลังภารกิจกำลังดำเนินไปด้วยดี ก็มีเหตุการแบบ "Choose Your Own Adventure แบบต่อเนื่อง" เกิดขึ้นครับ เนื้อเรื่องได้เกรินนำว่า ตัวผมได้พบกับยานของหน่วย Resistance ระหว่างที่กำลังไปส่งนักโทษ ซึ่งในตอนแรกผมก็เลือกหัวข้อเป็นขอกำลังเสริมไป จากนั้นก็มีเหตุการเกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังจากนั้นอีก 2 - 3 เหตุการ และทุกๆ ครั้งตัวเกมจะให้เราเลือกว่าจะทำอย่างไรดีตลอด มันเหมือนกับว่าซิมของเราได้กลายเป็นนักบินให้กับทาง First Order จริงๆ กำลังเจอกับเหตุการไม่คาดฝันจริงๆ และต้องหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ได้ ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีในการเล่นส่วนเสริ่มนี้ของ The Sims 4 ครับ [caption id="attachment_67438" align="aligncenter" width="1280"] เริ่มต้นจากการพบกับยานของฝั่ง Resistance[/caption] [caption id="attachment_67439" align="aligncenter" width="1280"] หลังจากเรื่อกขอกำลังเสริมแล้ว ก็มีเหตุการณ์ขึ้นมาให้เลือกอีกครั้ง[/caption] [caption id="attachment_67440" align="aligncenter" width="1280"] สุดท้ายก็เอาชนะได้[/caption] โดยรวมแล้วก็จะเป็นประมาณนี้ครับ ถึงแม้ว่าส่วนเสริ่มนี้จะไม่ได้มอบเกมเพลย์ที่แตกต่างไปจาก The Sims 4 เดิมๆ อะไรมากมายอะไรนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าคอนเทนต์ รวมถึงระบบใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาได้ทำให้เกมเพลย์น่าสนใจขึ้นพอสมควรเลย ถ้าหากว่าใครกำลังมองหาส่วนเสริมของ The Sims 4 ที่จะทำให้คุณสามารถแต่งบ้านได้หลากหลายขึ้น รวมถึงมีเกมเพลย์ใหม่ๆ ถูกเพิ่มเข้ามาให้เราสนุกด้วยแล้วละก็ Star Wars Journey to Batuu ก็นับเป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ
17 Sep 2020
บ้ากันให้หลุดจักรวาลกับ DLC ตัวที่ 4 จากเกม Borderlands 3!
ปล่อยออกมาให้เล่นแล้ววันนี้ กับ DLC ตัวที่ 4 ของเกม Borderlands 3 ซึ่งต้องบอกเลยว่า DLC ตัวนี้น่าจะถูกใจเหล่าแฟนๆ ของซีรีส์นี้อย่างแน่นอน เพราะมันได้นำหนึ่งในตัวละครที่เหล่าแฟนๆ รัก Krieg: The Psycho จาก Borderlands 2 กลับมาด้วย (ใครคิดยังไงไม่รู้แต่ผมชอบตัวละครนี้มาก) แถมเรื่องราวใน DLC ตัวนี้ ยังเกี่ยวกับเขาแบบ 100% เลยด้วย แน่นอนว่า DLC ตัวนี้มาพร้อมกับ อาวุธ, สกิน และบอสใหม่ๆ มากมายเลยเช่นกัน ต้องขอบคุณทาง Gearbox Software ที่ให้โอกาสเราได้เข้าไปเล่น DLC ตัวนี้ก่อน ซึ่งวันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ชาว GameFever Th ได้รู้กันว่า ถ้าหากซื้อ DLC ตัวนี้มาจะได้พบอะไรบ้าง ขอออกตัวก่อนเลยว่าเนื้อเรื่องที่มาพร้อมกับ DLC ตัวนี้ ทำออกมาได้ดีมากๆ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย เนื้อเรื่อง ใน DLC นี้ เรื่องราวจะเริ่มต้นจากการที่ Tannis ค้นพบวิธีเข้าไปดูความคิด - ความทรงจำของเหล่า Psycho ซึ่งเธอพยายามที่จะศึกษาว่า "อะไรคือสิ่งที่ทำให้เหล่า Psycho เป็นบ้ากันไปหมด?" โดยจากการศีกษาของเธอ ทำให้ค้นพบว่าในหัวของ Psycho ทุกคน จะมีอยู่จุดหนึ่งที่เหมือนกัน นั้นคือความรู้เกี่ยวกับสถานที่ปริศนาแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอเองไม่รู้ว่ามันคือที่ไหนกันแน่เช่นกัน Tannis จึงตัดสินใจที่จะเรียกสถานที่ปริศนานี้ว่า "Vaulthalla" การทดลองของ Tannis ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ในเมื่อแน่นอนว่าเหล่า Psycho ไม่ได้ยอมเธอได้ทดลองง่ายๆ Tannis จึงตัดสินใจที่จะเข้าไปในหัวของ Krieg ที่เป็น Psycho คนใกล้ตัวแทน (โดยที่ไม่ได้ขอเจ้าตัวก่อน) ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้คือการส่งใครบางคนเข้าไปในหัวของ Krieg และตามหาว่า Vaulthalla คืออะไร และอยู่ที่ไหน แน่นอนว่าผู้เล่นจะได้พบ และมีปฏิสัมพันธ์กับ Krieg มากมายภายในหัวของเขา แต่เนื่องจากบทพูดต่างๆ ที่เราได้คุยกับเขา จะเป็นการสปอยเนื้อเรื่องเยอะมาก ทางผมจึงขอไม่อธิบายเนื้อหาของเนื้อเรื่องไปมากกว่านี้ครับ แอบกระซิบนิดนึงละกันว่า เรื่องราวเกี่ยวกับ Krieg ที่เราจะได้รู้ใน DLC ตัวนี้ คงทำให้แฟนๆ หลายคนบ่อน้ำตาแตกได้เลย! แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าสำหรับใครที่ไม่ได้เล่น Borderlands 2 มาก่อน ก็อาจจะไม่อินกับเนื้อเรื่องของ DLC ตัวนี้มากเท่าไหร่นัก ดังนั้นสำหรับคนที่เพิ่งจะเคยเล่นภาคนี้เป็นครั้งแรก หรือไม่ได้สนใจเนื้อเรื่อง กับความสัมพันธ์ของตัวละครในเกม ก็อาจจะได้อรรถรสในเกมนี้ไม่เต็มร้อยเท่าไหร่ครับ! กราฟิก / การนำเสนอ ในส่วนของกราฟิก คงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมาย เพราะ DLC ตัวนี้ไม่ได้มาพร้อมกับแพ็ค Texture ใหม่ หรือมีการอัพเกรดกราฟิกให้สวยงามมากขึ้นอะไร ทั้งหมดยังคงเหมือนกับที่เราได้เคยรีวิวเกมไปเมื่อ 1 ปีก่อน (สามารถเข้าไปอ่านได้ผ่านลิงก์นี้) ดังนั้นในหัวข้อนี้จึงจะเป็นการพูดถึงการนำเสนอแทบทั้งหมดครับ ต้องยอมรับครับว่าหลังจากที่เล่นไปได้ 5-6 ชั่วโมงแล้ว ตัวผมเองรู้สึกว่าผู้พัฒนาทำในเรื่องของการสื่ออารมณ์ของตัวละคร Krieg ออกมาได้เป็นอย่างดีจริงๆ ใน DLC ตัวนี้ เนื่องจากการสำรวจสมองของเขาในครั้งนี้ มันจะทำให้เราได้เห็นทั้งความทรงจำที่ดี และความทรงจำที่เจ็บปวดของเขามากมาย พอเอามารวมกับการสื่ออารมณ์ที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดีแล้ว มันเลยทำให้ตัวผมเองรู้สึกประทับใจมาก อีกหนึ่งจุดที่คิดว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดีที่เดียว คือในเรื่องการตายของศัตรูใน DLC ตัวนี้ครับ เนื่องจากว่าเรากำลังอยู่ในหัวของใครบางคน ดังนั้นการตายของศัตรูที่เราได้พบใน DLC ตัวนี้ จึงไม่ใช้การระเบิดร่างแตกเลือดสาดเหมือนที่เราได้เห็นในตัวเกมหลัก แต่เป็นการระเบิดกลายเป็นสายรุ้งแทน ซึ่งค่อนข้างสมเหตุสมผล นอกจากนี้ในเรื่องของการออกแบบสภาพแวดล้อม ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีเช่นกันครับเนื่องจากเรากำลังอยู่ในหัวของ "คนบ้า" สถาพแวดล้อมที่ผมคาดหวังว่าจะได้เห็นใน DLC นี้จึงต้องสามารถนำเสนอความบ้าครั้งออกมาได้เป็นอย่างดี โดยสภาพแวดล้อมที่ได้เห็นก็สื่อความบ้าคลั่งได้ดีจริงๆ ครับ บางครั้งได้เจอกับโลกที่กำลังกลับหัวอยู่, บางครั้งเราก็วาปไปวาปมาแบบรัวๆ, ได้เห็นรถไฟที่สามารถวิ่งบนฟ้าได้, นึกจะมีตัวอะไรกระโดดออกมาก็ได้, ยังไม่ร่วมฉากหลังที่เดี๋ยวก็เป็นแบบ Apocalypse, เดียวเป็นโลกแฟนตาซี, เดียวเป็นอวกาศอีก คือเรียกได้ว่าบ้าคลั่งอย่างแท้จริง คงต้องยอมรับว่าผู้พัฒนาทำ DLC ตัวนี้ออกมาได้ดีจริงๆ ครับ เกมเพลย์ ในส่วนของเกมเพลย์นั้น ต้องบอกว่าไม่ได้แตกต่างจากตัวเกมหลักมากมายอะไรนักครับ เดินหน้าไปเรื่อยๆ ฆ่าศัตรูที่เข้ามาขวางทางให้หมด, แก้ปริศนาตามทางที่มีอยู่เล็กน้อย, สู้กับบอสทุกตัวที่โผล่ออกมา, และทดลองปืนแปลกๆ ที่ดรอปมา โดยศัตรูส่วนใหญ่ที่เราได้เจอมักจะเป็นกลุ่มที่มีเลือดหลอดสีแดง ดังนั้นอาวุธที่โจมตีเป็นธาตุไฟจึงค่อนข้างมีประโยชน์อย่างมากใน DLC ตัวนี้ แน่นอนว่ามีศัตรูที่มีหลอดเลือดสีอื่นด้วย แต่ไม่มากเท่าไหร่ครับ เมื่อพูด DLC ใหม่ของเกม Borderlads 3 หลายน่าจะคาดหวังที่จะได้เห็นอาวุธที่มีสกิลพิเศษใหม่ๆ มากมาย ซึ่งแน่นอนว่าทางผู้พัฒนาไม่ได้ทำให้เราผิดหวังครับ DLC ตัวนี้มีการใส่อาวุธ Legenday ใหม่เข้ามาเช่นกัน ซึ่งผมเองก็ดรอปมาอยู่ 2 กระบอกครับ โดยหนึ่งในนั้นเป็นปืน Shotgun ธาตู ไฟ - สายฟ้า ที่ชื่อว่า "Mocking Blind Sage" ปืนกระบอกนี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการชาร์จก่อนยิง แต่กระสุนที่ยิงจะออกไปในลักษณะคลื่นกระแทกทำให้สามารถยิ่งให้โดนครบทุกนัด หรือหัวได้ง่าย ส่งผลให้สามารถทำดาเมจได้อย่างรุนแรง ส่วนอีกหนึ่งกระบอกที่ได้มาเป็นปืน Assault Rifle ที่ชื่อว่า "Stimulating Vulgor Lavable Rogue" ปืนกระบอกนี้จะยิงออกไปเป็นหมุดปักที่ศัตรูเมื่อกระทบ และระเบิดเมื่อเราทำการ Reload ปืน ดูเผินๆ อาจไม่มีอะไร แต่ปืนกระบอกนี้มาพร้อมกับบรรทัดที่เขียนว่า (+164% Damage) ซึ่งมันเลยทำให้ดาเมจตอนระเบิดของกระสุนรุนแรงเป็นอย่างมาก เหมาะที่จะเอาไปยิงบอสครับ แน่นอนว่านอกจากปืนใหม่แล้วใน DLC ตัวนี้ยังมาพร้อมกับ Challenge ใหม่ๆ ด้วย หนึ่งในนั้นคือการตามหาเศษซากความทรงจำของ Krieg ที่เราจะต้องกระโดดไปบนแพลตฟอร์มต่างๆ และยิ่งเศษความทรงจำเหล่านั้นให้ได้ในเวลาที่กำหนด ตรงนี้ขอยอมรับเลยว่าตัวผมเองไม่ได้ทำ Challenge เหล่านี้จนครบ ดังนั้นก็เลยยังไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อทำจนครบแล้ว เราจะได้อะไรเป็นของรางวัลครับ โดยรวมแล้วอาจกล่าวได้ว่า DLC ตัวนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเกมเพลย์ของ Borderlands 3 ให้แตกต่างจากเดิมอะไรมากมายนัก ยังคงความสนุก, มัน, ฮา ไว้ได้เหมือนเดิม ที่มีเพิ่มมาอย่างเห็นได้ชัดคือ Challenge ใหม่ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ยังคงมีการเพิ่มอาวุธใหม่ๆ สุดพิศดารเข้ามามากมายเหมือนเดิม แมคคานิคในการต่อสู้ไม่ได้มีอะไรถูกเข้ามาใหม่เป็นพิเศษ สำหรับใครที่ชอบเกมเพลย์ของ Borderlands 3 อยู่แล้ว ก็คงจะสนุกสนานไปกับ DLC ตัวนี้ได้ไม่ยากครับ
10 Sep 2020
[รีวิว] Tom and Jerry: Chase เมื่อหนู 4 ตัวรุมแมว 1 ตัว ความฮาจึงบังเกิด
สมัยเด็กๆ คุณผู้อ่านอาจจะต้องเคยรับชมการ์ตูนอนิเมชั่นเรื่อง Tom & Jerry อย่างแน่นอน เรื่องราวเกี่ยวกับ Tom เจ้าแมวสีน้ำเงินกับ Jerry หนูซ่าหาเรื่องป่วนไปทั่ว เป็นการ์ตูนอนิเมชั่นจบในตอน ฉายครั้งแรกในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี 1940 ผ่านไปกว่า 80 ปี การ์ตูนเรื่องนี้ก็ได้ถูกผลิตออกมาหลายตอน หลายเวอร์ชั่นมากมาย เพราะมันสนุกและตลกโปกฮาโดยแทบไม่ต้องมีเสียงพากย์อะไรมากมายนั้นเอง จนกระทั่งตอนนี้ก็ได้พัฒนากลายเป็นเกม Tom and Jerry: Chase เกมแนว Survival เหมือนกับ Day by Daylight ให้เล่นกันบนมือถือเรียบร้อยแล้ว แต่มีความแตกต่างอยู่ที่เกมนี้มันคือให้หนู 4 ตัว รุมแมว 1 ตัว ( ใช่แล้ว 4 รุม 1 จริงๆ นะ ) ก็อยากจะรู้ว่าพอมันเป็นเจ้าหนูซ่าหาเรื่องแมวในเวอร์ชั่นนี้จะทำให้เราหวนถึงคืนวันเก่าๆ สมัยเราเป็นเด็กเฝ้าหน้าจอโทรศัพท์ได้อยู่หรือเปล่านะ บทความนี้จะมารีวิวเกมนี้กันว่ามันจะสนุกแค่ไหน ================================================== ไม่มีสาระจากเนื้อเรื่องก็สัมผัสความเกรียนได้ ถือว่าเป็นความประทับใจแรกและประทับใจมากๆ เลยก็ว่าได้พอเปิดเกมมาก็ได้เห็นคัตซีนฉากเจ้า Tom ไล่ตะปบ Jerry ด้วยความโหดมันฮา ตามสไตล์พร้อมอุปกรณ์สารพัดพอดูแล้วอยากหาดูเล่นสักตอนเลยล่ะ ส่วนเนื้อเรื่องของเกมนี้เหรอ ? สั้นๆ เลยก็คือ "เนื้อเรื่องไม่มีหรอก" แต่สิ่งที่ได้รับชมเลยก็คือ บ้านคุณนายที่เลี้ยงเจ้า Tom ไว้คงได้วินาศสันตะโรในเกมแน่ๆ ส่วนในหน้า Log in นั้นไม่มีอะไรมาก สามารถเข้าระบบผ่าน Google Play, Facebook หรือยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเกมจะสนุกไหม ? สามารถเข้าแบบ Guest หรือนักท่องเที่ยวได้ตามสะดวกเลย Tutorial ที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่าเกมนี้จะเป็นเกมแนว Survival ผู้ถูกล่าต้องหนีรอดจากผู้ล่าแบบ Dead by Daylight แต่การบังคับใช่ว่าจะเหมือนกันฉะนั้น Tutorial เกมนี้จึงสำคัญมากและไม่ควรมองข้าม โดยเราสามารถเลือกฝึกฝนว่าจะเล่นเป็น Tom ก่อนหรือเหล่า Jerry ก่อนก็ได้ โดยเราจะเลือกฝึกและสอนการทำภารกิจต่างๆ รวมถึงทริคเบื้องต้นและขั้นสูงอย่าง Jerry ที่ต้องทำหน้าทีเอาชีสยัดลงรูให้หมดพร้อมกับหลบหนี ส่วน Tom ก็มีหน้าที่กำจัดหนูด้วยการจับพวกเขาผูกกับประทัดแล้วส่งขึ้นฟ้าไปเลย และข้อดีของ Tutorial ที่ไม่อยากให้พลาดคือทุกการฝึกแจกของฟรีทั้ง EXP, น้ำยาความรู้และไอเท็มต่างๆ มากมาย กราฟิคดูเก่าๆ ชวนคิดถึงแต่ Interface ดูกดลำบาก เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจเลยก็คือภาพกราฟิคที่ทีมพัฒนาพยายามทำเลียนแบบให้ดูเหมือนการ์ตูน Tom & Jerry มากที่สุดทั้งการเคลื่อนไหวหรือแม้ลายเส้นให้ดูเก่าๆ มันอาจจะถูกใจคนที่เติบโตมากับการ์ตูนเรื่องนี้แต่อาจจะขัดใจใครหลายคนที่ดูแล้วรู้สึกไม่ลื่นไหลขัดหูขัดตาเสียมากกว่า และในหน้า Interface นั้นอาจจะต้องขอติเสียหน่อยเพราะกดเมนูต่างๆ ที่อยู่แถมมุมๆ นั้นกดค่อนข้างลำบาก หากเล่นบน Tablet อาจจะไม่เป็นปัญหานัก แต่สำหรับในมือถือบอกเลยว่าจิ้มยากอยู่ ระบบ Perk เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบกาชา ในด้านระบบ Perk นั้นการที่ตัวละครเราเลเวลอัพก็อัพแค่เพดานการรองรับ Cost ของ Perk หรือในเกมที่เรียกว่าบัตรความรู้ ส่วน Perk จริงๆ จะต้องเก็บสิ่งที่เรียกว่า 'น้ำยาความรู้' ที่ได้จากการทำกิจกรรมต่างๆ และการเล่นเกมแต่ละรอบมาเปิดกาชาสุ่มหา Perk ซึ่งการทำแบบนี้ก็นับว่าเป็นดาบสองคมเช่นกัน มันดีที่ว่าทำให้เราต้องเจอกับความท้าทายและต้องปรับตัวกับ Perk ที่ได้มา แต่มันก็ทำให้หลายคนหงุดหงิดใจว่าทำไมไม่ให้อัพแบบปกติเหมือนชาวบ้านชาวช่องกัน ส่วน Perk สามารถอัพเกรดได้ด้วยการสุ่ม Perk ซ้ำๆ หรือหาจิ๊กซอว์ของ Perk นั้นมาอัพเกรดอีกที การบังคับที่ต้องเรียนรู้และสามารถปรับได้ตามใจชอบ การบังคับเดินของเกมนี้จะมีแค่เดินซ้ายขวาเท่านั้น แต่สามารถเลือกรูปแบบการบังคับได้สองแบบคือแบบปุ่มซ้ายขวาหรือแบบคันโยก ซึ่งส่วนตัวถนัดแบบคันโยกมากกว่า และในปุ่มฝั่งขวาจะเป็นปุ่มการ Interact ต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกได้ตามใจชอบ ตามความถนัดส่วนทางนี้เลือกแบบโต้ตอบอิสระเพราะกดถนัดกว่า นับว่าเป็นข้อดีที่ว่าผู้เล่นถนัดการบังคับแบบไหนก็มีให้เลือกสรรหรือหากยังไม่ถูกใจอีกก็มีการตั้งค่าปุ่มแบบละเอียดซึ่งสามารถปรับแต่งได้ในเมนู Setting ได้เช่นกัน ระบบการเล่นที่ดูเรียบง่ายแต่ต้องฝึกให้เชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเกมนี้มันคือการต่อสู้ระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่าแบบ 1 ต่อ 4 ซึ่งจริงๆ ควรเรียกว่า หนู 4 ตัวรุมแมวตัวเดียวมากกว่าเพราะ Jerry สามารถโจมตีใส่ Tom ได้หากมีของให้เก็บพร้อมหวดตามฉากหรือไอเท็มติดตัวหรือสกิลเฉพาะ ทำให้งานของ Tom นั้นโคตรลำบาก แต่มันดีที่ทั้งฝ่าย Tom และ Jerry สามารถเลือก Costume ได้ซึ่งชุดแต่งเหล่านี้จะมีสกิลเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างกันไป ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเทคนิคการเล่นจะหลากหลายมากแค่หน้าตาจะซ้ำๆ กันเฉยๆ อย่างเช่น Tom ชุดปกติก็มีแค่สกิลยิงปืนจับ Jerry แต่พอเป็น Tom ชุดคาวบอยก็จะเปลี่ยนสกิลเป็นเอาแส้ไล่หวดสร้าง Debuff พร้อมกับสกิลเรียกกระทิงไล่ชน และที่สำคัญคือทั้งสองฝ่ายสามารถใช้บัตรความรู้เป็นเหมือน Perk ใช้ตัวไหนก็ได้เพื่อความหลากหลายและชิงความได้เปรียบ ทีเด็ดของเกมนี้เลยคือระบบการเล่นและการบังคับต่างๆ ซึ่งสภาพบรรยากาศภายในเกมจะเป็นการไล่จับภายในบ้าน แบ่งเป็นสองฝ่ายระหว่าง Tom และ Jerry และตัวเกมก็จะแบ่งเป็นสองช่วงคือ Prepare Phase และ Action Phase โดยช่วงเตรียมตัวหรือ Prepare Phase เจ้าแมวสีน้ำเงินของเราก็ต้องดักตบหุ่นยนต์หนูสอดแนม ขัดขวางไม่ให้เอาเค้กเข้ารูหนู การตบหนูหุ่นยนต์ได้จะเป็นการเพิ่ม EXP ใว้อัพสกิล ส่วน Jerry ก็เอาพวกหนูสอดแนมไปค้นหาตำแหน่งชีสและชิงชิ้นเค้กพร้อมกับเอาไว้กับตัวจนกว่าจะหมดเวลาช่วง Prepare Phase ให้ได้เพื่อทำแต้มและเพิ่ม EXP ในการอัพสกิลเช่นกัน พอเข้าสู่ช่วง Action Phase งานของเจ้าแมว Tom ไม่ต้องคิดอะไรมาก จับพวกหนูมัดเข้าประทัดรอนับเวลาถอยหลังปล่อยขึ้นฟ้าไปเลย หาก Tom สามารถจับเจ้าพวกหนูมัดกับประทัดส่งขึ้นฟ้าได้มากกว่าสามตัวจะถือว่าเป็นฝ่ายชนะไปเลย แม้ว่าจะมีหนูรอดไปเพียงตัวเดียวก็ตาม แต่หากจับมัดประทัดได้ทั้งหมดพร้อมส่งขึ้นฟ้าจะเป็นการจบเกมและชนะทันที แต่ก็ต้องระวังที่ว่า Jerry สามารถดิ้นให้หลุดจากประทัดได้และ Tom เองก็มี HP สามารถโดนโจมตีได้จากสิ่งต่างๆ หาก HP หมดเจ้าแมวจะหายซ่าและลงไปนั่งมึนกับพื้นรอฟื้นฟู HP ทำให้เสียเวลาการตามล่าอีก ส่วนงานของ Jerry ไม่มีอะไรมาก หาก้อนชีสยัดเข้ารูให้ครบ พร้อมกับขัดขวางไม่ให้ Tom มาจับเราผูกกับประทัดได้ ซึ่งตัวเจ้าหนู Jerry นั้นบอบบางมาก โดย Tom โจมตีไม่กี่ครั้ง HP ก็หมดหลอดลงไปนอนมึนกับพื้น แต่มีข้อได้เปรียบคือตัวเล็กและมีความพริ้วมากกว่า อาศัยการหลบหลีก, ก่อกวน Tom และหาชีสยัดเข้ารูให้ครบ สุดท้ายประตูทางออกจะเปิดโดยให้เรารวมพลังการทำลายประตูให้พังก็สามารถหลบหนีออกไปได้ หากฝ่ายหนูรอดมากกว่าสองตัวถือว่าชนะไป อุปสรรค์ต่างๆ และของทุกชิ้นบนพื้นคืออาวุธ นี่คือไฮไลต์เด็ดของเกมนี้ที่ขาดมันไปก็เหมือนขาดสีสันนั้นก็คือระบบอุปสรรค์ต่างๆ ทั้งทางลื่นของน้ำที่เดินเข้ามาแล้วตัวจะสไลด์หรือแม้ถ้วย แก้ม จาน ชาม หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตกบนพื้นหรือในห้องสามารถใช้เป็นอาวุธตอบโต้กันไปมาได้ทั้งฝ่าย Tom และฝ่าย Jerry ลองนึกภาพว่าฝ่ายหนูมีอาวุธครบมือแทนที่จะคิดหนีแต่กลับไล่หวดแมวซะเอง นี่แหละถึงเรียกว่าเป็นเกม 4 รุม 1 เสียมากกว่า ================================================== นี่คือทั้งหมดของเกม Tom & Jerry: Chase ที่ได้ลองเล่นมาสักพัก บอกเลยว่าติดใจแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นติดงอมแงม พอเล่นฆ่าเวลาหรือเล่นให้หายคิดถึงวันวานสมัยเด็กที่ชื่นชอบการ์ตูนเรื่องนี้ เพราะให้กลิ่นอายครบ แต่การบังคับหรือการกดเข้าเมนูต่างๆ ยังกดยากและเข้าได้ช้า ไม่ค่อยลื่นไหลนัก โดยรวมแล้วสนุกไม่แพ้เกมแนว Survivor 1 ต่อ 4 แบบเกมอื่นๆ เลยซึ่งมันก็ไม่มีความเลือดสาดนอกจากความตลกโปกฮาตามแบบฉบับของ Tom & Jerry หากในอนาคตมีการอัพแผนที่ใหม่ๆ หรือโหมดใหม่ๆ เข้ามาพร้อมกับปรับปรุงคุณภาพให้ดียิ่งกว่านี้ก็อาจจะกลายเป็นเกมที่สนุกไปอีกขั้นก็ได้ [penci_review id="66291"]
10 Sep 2020
No Straight Roads Review : จังหวะร็อคปลดแอก กระแทกเข้าที่หัวใจ!
หมายเหตุ : รีวิว No Straight Roads ชิ้นนี้ อ้างอิงจากเกมเวอร์ชั่น PlayStation 4 ซึ่งตัวเกม มีวางจำหน่ายบน Nintendo Switch และ PC (ที่ร้าน Epic Game Store) ด้วย หมายเหตุ 2 : รีวิวนี้ ได้รับการสนับสนุนเกมโดยบริษัท Maxsoft ถ้าจะพูดกันถึงเกมแนว ‘Musical’ แล้วนั้น แม้ว่าจะมีชิ้นงานอยู่มากมายในท้องตลาด แต่ก็เป็นแนวเกมที่มีความเฉพาะตัวอย่างมาก (ไม่ว่าจะทั้ง Dance Dance Revolution ก็ดี Beat Mania ก็ดี ไปจนถึง Guitar Heroes หรือ Rocksmith) แต่การ ‘ผสมผสาน’ เกมแนวดนตรีเข้ากับเกมแนวอื่นนั้น กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง อาจจะด้วยความแตกต่างและความเฉพาะตัวอย่างมาก ซึ่งในแวดวงวิดีโอเกมที่ผ่านมา ก็เห็นจะมีเพียง Brutal Legend จากปี 2009 เท่านั้น ที่ดูจะเข้าข่ายและอาจจะกลายเป็นหนึ่งเดียวที่เรียกได้ว่าเป็น ‘Musical Action Games’ ได้อย่างเต็มปาก แต่น่าเสียดาย ที่ยอดขายมันสวนทางกับคำชม เพราะแม้จะได้ Jack Black มาให้เสียงพากย์ จนถึงเหล่าเมทัลสตาร์รุ่นเก๋ามาร่วมแจมแบบขนกันมาหมดแวดวง แต่วี่แววของภาคต่อก็ยังคงเงียบกริบแม้เวลาจะผ่านไปเกือบทศวรรษก็ตาม [caption id="attachment_66451" align="aligncenter" width="616"] Brutal Legend เกม 'Musical Action Game' ชั้นเยี่ยม ที่...ไม่ได้ไปต่อ[/caption] และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ ‘No Straight Roads’ ผลงานเดบิวของ Metronomik Production ทีมพัฒนาเกมสัญชาติมาเลเซีย กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจขึ้นทันตาเห็น เพราะไม่ว่าจะเป็นการกระโดดจากทีม Outsources สร้างงานอาร์ตให้กับเกมอย่าง Final Fantasy 15 ก็ดี หรือการที่พวกเขาเลือกที่จะเปิดตัวด้วยเกมแนว ‘Musical Action Games’ ก็ดี เหล่านี้ ทำให้สายตาต่างจับจ้องมองมา ว่าทีมพัฒนาอินดี้กลุ่มนี้ จะไปได้ไกลแค่ไหน (ซึ่งทาง GameFever ได้นำเสนอพรีวิวไปแล้วก่อนหน้านั้นในบทความนี้) กล่าวโดยสรุป พวกเขายังคงความฉมังในด้านการสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะทั้งงานอาร์ตไปจนถึงดนตรี รวมถึงเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่กระนั้น ในส่วนของเกมการเล่น มันยังคงปรากฏความ ‘ไม่อยู่มือ’ ที่พวกเขาต้องเก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับชิ้นงานถัดไป อย่างไม่อาจจะมองข้ามได้ Rock ปลดแอก กับทางแยกสาย EDM [caption id="attachment_66453" align="aligncenter" width="696"] Mayday และ Zuke สองนักดนตรี 'พันธุ์ร็อค' แห่ง Bunk Bed Junction กับภารกิจคว่ำ NSR[/caption] No Straight Roads บอกกล่าวถึงเรื่องราวของสองคู่หู Mayday และ Zuke นักดนตรี ‘พันธุ์ร็อค’ วง Bunk Bed Junction แห่งเมือง Vinyl City ที่ถูกปฏิเสธจาก NSR (No Straight Roads) บริษัทดนตรียักษ์ใหญ่ของเมือง ที่มองว่า เพลงร็อคนั้น ‘ขายไม่ได้ และตายไปแล้ว' และดนตรี EDM คืออนาคตแห่งดนตรี แต่แล้วเมื่อกระแสไฟฟ้าพลังงานที่หล่อเลี้ยงเมืองถูกตัดขาด และสงวนเอาไว้ให้กับเหล่า ‘ศิลปิน’ สังกัด NSR สำหรับงานปาร์ตี้ที่ไม่รู้จบ ทั้งสองจึงเริ่มกระบวนการ ‘ปลดแอกทางดนตรี’ โดยมีเป้าหมายเพื่อคว่ำบริษัท NSR นี้ลงให้จงได้ ในแง่งานศิลป์นั้น น่าจะเป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ No Straight Roads เลยก็ว่าได้ เพราะมันถูกนำเสนอในรูปแบบสุดโฉบเฉี่ยว ประหนึ่งงานอนิเมชันจากช่องอย่าง Cartoon Network ติดกลิ่นของเกมอย่าง Psychonauts อยู่บางๆ รวมถึงบทสนทนาของทั้ง Mayday และ Zuke นั้นก็มีลูกรับส่งหยอดมุกได้อย่างพอเหมาะ ช่วยให้ทั้งสองเป็นตัวละครที่ผู้เล่นสามารถรักและติดตามได้อย่างไม่ยากเย็น งานศิลป์ดังกล่าวยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้น เพราะมันควบรวมไปกับเหล่า ‘ศิลปิน’ ใต้สังกัด NSR ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวภายใต้ดนตรีสาย EDM ไม่ว่าจะทั้ง DJ Subatomic Supernova ผู้คลั่งไคล้ดนตรีแห่งจักรวาล, 1010 กับกองทัพดนตรีบอยแบนด์, DK West กับดนตรีสาย Street Rap ชวนติดหู เหล่านี้ บ่งบอกถึงความสร้างสรรค์ของทีม Metronomik ในด้านการนำเสนอได้อย่างเหนือชั้น สมกับที่เป็นสตูดิโอที่ทำงานด้านอาร์ตมาเป็นเวลานานแรมปี หลากหลายดนตรี ที่มีเกมเพลย์อันแตกต่าง ในส่วนของเกมเพลย์ของ No Straight Roads นั้น จะเป็นไปในรูปแบบกึ่ง Open-World ที่ทั้ง Mayday และ Zuke จะต้องทำการ ‘ปลดแอก’ แต่ละย่านที่ถูกปกครองโดยศิลปินแห่ง NSR ด้วยการเล่นแบบ Beat-em-up ที่สามารถสลับตัวเล่นได้โดยอิสระ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน Mayday กับกีตาร์ไฟฟ้าที่โจมตีช้าและหนักหน่วง หรือท่ารัวกลองของ Zuke ที่หนักน้อยกว่า แต่ต่อคอมโบได้มากกว่า ที่จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ (แน่นอนว่า เกมนี้ สามารถเล่นพร้อมกันได้สองคน แต่การสลับสับเปลี่ยนตัวละครแม้จะเล่นคนเดียวก็เป็นไปอย่างลื่นไหลไร้รอยติดขัด) การปะทะกับเหล่าศิลปินหรือบอสในแต่ละพื้นที่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยไอเดียที่สร้างสรรค์อย่างมาก มันไม่ได้มีแค่เพียงการฟาดแบบ Beat-em-up แต่ยังมาพร้อมมินิเกมและเมคานิคแปลกๆ ที่ชวนให้รู้สึกสนุกเวลาเล่น ไม่ว่าจะการปะทะกับ Sayu ‘ไอดอลเวอร์ชวล’ ที่ต้องจัดการกับเหล่าโปรแกรมเมอร์และนัก MoCap ที่อยู่เบื้องหลัง, การหลบตัวโน้ตแบบเกมสาย Guitar Heroes ของ DK West ไปจนถึงการ ‘ไล่จัดการ’ กับกองทัพบอยแบนด์ของ 1010 ท่ามกลางเสียงดนตรี EDM ซึ่งทั้งหมด ถูกผสานเข้ากับดนตรีประกอบพื้นหลังได้อย่างกลมกล่อม ควบรวมไปกับการใช้สกิลพิเศษของ Mayday และ Zuke ที่เพิ่มความได้เปรียบ ไม่ว่าจะการรัวกีตาร์ปล่อยพลัง หรือการรัวไม้กลองเพื่อเพิ่มพลังการโจมตี ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่แปลก และเล่นได้สนุกมากๆ ด้วยงานภาพ ผสานเกมการเล่นที่ลงตัวพอเหมาะ และผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีไม่น้อย นอกเหนือจากการปะทะบอสแล้ว ภารกิจของ Bunk Bed Junction ในการฟื้นฟูเมือง Vinyl City ในพื้นที่แบบกึ่ง Open-World ก็จัดเป็นช่วงให้พักหายใจได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะการฟื้นฟู ‘กระแสไฟฟ้า’ ตามจุดต่างๆ ของเมือง การเปิดพื้นที่ใหม่ และการ ‘อัพเกรดความสามารถ’ ของทั้ง Mayday และ Zuke ที่ใช้แต้ม ‘ความคลั่งไคล้ของแฟนๆ’ ทั้งจากการสู้ชนะบอส ไปจนถึงการฟื้นฟูย่านต่างๆ ให้กลับมาอีกครั้ง นอกเหนือจากนั้น สิ่งของหรือ Collectible ก็มีให้เก็บทั้งในแผนที่กึ่งเปิด และการสู้ชนะบอสในแต่ละจุด ทำให้เกมไม่เป็นเส้นตรงจนเกินไป (แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะค่อนข้างจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าเปิดกว้างแต่ร้างซึ่ง Content อย่างที่หลายเกมได้เป็นมา) เมื่อบวกรวมกับเนื้อหาที่น่าสนใจ เข้มข้นเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ดำเนินไป ก็ทำให้เกมนี้เล่นได้สนุกติดพันได้อย่างไม่ยากเย็น เล่นดนตรี ต้องมีผิดคีย์กันบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ว่า No Straight Roads จะเต็มเปี่ยมไปด้วยโปรดัคชันขั้นเยี่ยม ดนตรีสุดติดหู เนื้อหาและมุกตลกที่ชงตบได้อย่างพอเหมาะ และเกมการเล่นที่น่าสนใจ แต่ดูเหมือนว่าทีม Metronomik จะยังคงติดความเป็น ‘สตูดิโอสายโปรดัคชัน’ อยู่ค่อนข้างมาก เพราะเมคานิคของเกมการเล่น หลายครั้งมันถูกนำหน้าด้วยงานศิลป์ ทุกอย่างดูสับสนและ ‘ไม่เคลียร์’ ชัดเจน ว่าต้องทำอะไร หรือต้องจัดการ ‘แบบไหน’ เหล่านี้ ก่อให้เกิดการสะดุดระหว่างที่เล่น เพราะเมื่อทุกอย่างที่อยู่บนหน้าจอนั้นลายตาไปด้วยสีสันและดนตรีที่ก้องกังวานอยู่ในหู มันก็ยากที่จะแยกโสตประสาทออกจากกัน หลายครั้งผู้เขียนต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับการต่อสู้กับบอสแต่ละตัวค่อนข้างนาน (และเป็นไปในแบบที่งงๆ อยู่ไม่น้อย) ซึ่งถ้ามองในแง่ของการสร้างเกม ความชัดเจนและความง่ายในการเข้าถึงของเกมนี้ยังจัดว่าไม่ผ่าน (ยิ่งเมื่อเทียบกับ Brutal Legend จากปี 2009 ที่เป็นเกมแนวเดียวกันแล้ว ก็ดูเหมือนว่า No Straight Roads จะมีความ ‘สวยแต่รูป จูปไม่หอม’ จนเกินพอดีไปนิดหนึ่ง) อีกประการที่สำคัญ คือเกมนี้ ‘สั้นมาก’ ในระดับที่ถ้าคุณไม่คิดจะเก็บหรือสำรวจ หรือเป็นพวก Perfectionist ที่ต้องเก็บทุกอย่างให้ครบ คุณสามารถเล่นมันจนจบได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะหัวใจหลักของเกมมันคือ ‘Boss Rush’ ที่เข้าปะทะบอส ไม่มีด่านหรืออุปสรรคอื่นใดมาคั่นกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงเนื้อหาว่า บริษัท NSR นั้น ‘คุมทุกซอย’ ของ Vinyl City และนั่นทำให้อายุการเล่นและการน่ากลับมาเล่นซ้ำน้อยลงอย่างน่าใจหาย จังหวะร็อคปลดแอกกระแทกหัวใจ ท้ายที่สุดนี้ แม้ว่าเราจะเห็นความ ‘ไม่อยู่มือ’ ในด้านการออกแบบเกมเพลย์ของทีม Metronomik แต่สำหรับผลงาน ‘เดบิว’ ชิ้นแรกของทีมพัฒนาสัญชาติมาเลเซียกลุ่มนี้ ก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ยากจะมองข้าม มันมีงานอาร์ตสุดงาม ดนตรีที่สนุก เนื้อหาที่น่าสนใจ และตัวละครที่ชวนให้เรารักและหลงใหล อาจจะน่าเสียดายไปบ้างที่ส่วนของเกมการเล่นยังเหมือน ‘ปรุงไม่สุก’ และต้องการการปรับปรุงเพิ่มเติมในโอกาสชิ้นงานถัดไป (ถึงขั้นที่สำนักรีวิวบางเจ้าบอกว่า เกมนี้มันควรจะเป็น 'อนิเมชัน' อย่างเดียวเลยด้วยซ้ำ...) แต่ก็อาจจะเช่นเดียวกับเพลงร็อค ไม่ว่าจะสาย Mainstream หรือ Indy ที่อาการ ‘เพี้ยนคีย์’ ก็อาจจะจัดได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง มันคือความเป็นธรรมชาติ มันคือเอกลักษณ์ที่ยากจะมองข้าม และมันเป็นสิ่งที่สะท้อนถึง ‘หัวใจ’ ของผู้เล่นที่อยู่บนเวทีและแสงไฟ ผู้เขียนไม่อาจรู้ได้ว่าหลังจาก No Straight Roads ชิ้นนี้ ทีม Metronomik จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใดตามมา และจะออกมาเป็นแนวใด แต่ถ้าเปรียบพวกเขาเป็นวงร็อคแล้วนั้น…. “นี่คือวงร็อค Indy ที่น่าจับตามอง และ No Straight Roads ก็มีศักยภาพสูงพอที่จะพาพวกเขาก้าวเข้าสู่แถวหน้าของแวดวงได้อย่างมั่นใจไม่น้อยเลยทีเดียว” [penci_review id="66450"]
09 Sep 2020
GameFever Review: Marvel's Avengers "ประสบการณ์ฮีโร่ที่แฟนๆ Marvel คู่ควร"
นับตั้งแต่ที่ภาพยนตร์ Iron Man ออกฉายครั้งแรกในปี 2008 ก็นับเป็นเวลามากกว่าหนึ่งทศวรรตมาแล้วที่เหล่าตัวละครจากทีมฮีโร่อันดับหนึ่งของค่าย Marvel อย่าง The Avengers ได้ออกมาโลดแล่นอยู่บนจอภาพยนตร์ทั่วโลก จนกลายเป็นปรากฏการณ์ และทำให้มีแฟนๆ นับล้านชีวิตทั่วโลกได้เติบโตมาพร้อมกับเหล่าฮีโร่ในดวงใจเหล่านี้ สำหรับคนที่เคยเป็นแฟนของภาพยนตร์ในจักรวาล Marvel มาก่อน เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องเคยจินตนาการถึงความรู้สึกของการได้ก้าวเข้าสู่บทบาทของฮีโร่เหล่านั้นเสียเอง และกระโจนเข้าไปต่อสู้กับวายร้ายกลุ่มใหญ่ เคียงบ่าเคียงไหล่ไปพร้อมกับเหล่าสหายฮีโร่ เฉกเช่นฉากสงครามในหนัง Avengers: Endgame อย่างไรอย่างนั้น เกม Marvel's Avengers ถือเป็นเกมที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ว่านี้ให้คุณได้ดีในระดับหนึ่ง ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่น RPG ที่สนุกและท้าทายกว่าที่หลายคนอาจจะคิด รวมไปถึงเนื้อเรื่องและบทพูด ที่เรียกได้ว่าแทบจะถอดสูตรมาจากภาพยนตร์จักรวาล MCU เลยทีเดียว แม้เกมจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ จากองค์ประกอบด้านการนำเสนอบางประการ รวมไปถึงระบบ Live Service ที่เพิ่มความยุ่งยากหลายๆ อย่างเข้าไปในเกม แต่สำหรับคนที่โหยหาฉากแอคชั่นดุเดือดอลังการแบบเดียวกับในภาพยนตร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นเกมที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์คุณโดยเฉพาะ แอคชั่นระดับซุปเปอร์ฮีโร่ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง ถ้ามองในขั้นพื้นฐาน เกมเพลย์แนวแอคชั่น RPG ของ Marvel's Avengers ก็อาจจะไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นมาก ตัวละครฮีโร่แต่ละตัวจะมีความสามารถพื้นฐานคล้ายๆ กัน เช่นการโจมตีหนัก-เบาผสมกันเป็นคอมโบ หรือการใช้สกิลพิเศษประจำตัว ซึ่งบอกกันตามตรงว่าในตอนที่เล่นใหม่ๆ ผู้เขียนก็แอบรู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษเท่าไหร่ แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้ว ระบบแอคชั่นของ Marvel's Avengers กลับมีมิติที่ลึกกว่าตาเห็นพอสมควร แถมยังมีความท้าทายกว่าที่คาดเอาไว้มาก จนเรียกว่ามีจังหวะหัวร้อนขึ้นมาได้อยู่เหมือนกันในบางภารกิจ มิติขั้นที่หนึ่ง มาจากเหล่าศัตรูในเกมนั่นเอง โดยแม้จะไม่ได้มีความหลากหลายมากนัก ส่วนใหญ่เป็นหุ่นยนตร์หน้าเดิมๆ ทั้งเกม แต่ศัตรูชนิดพิเศษแต่ละแบบก็บังคับให้ผู้เล่นต้องใช้กลวิธีในการรับมือต่างกัน เช่นเหล่าหุ่นยนตร์ Riotbot ที่ถือโล่ห์ ทำให้ผู้เล่นต้องใช้ท่าชาร์จโจมตีหนักเพื่อทำลายโล่ห์ซะก่อน หรือศัตรูชนิด Adaptoid ที่ต้องรอจังหวะปีดป้อง (Parry) ก่อนเท่านั้น ซึ่งเมื่อเกมส่งศัตรูหลายๆ ชนิดเข้าใส่ผู้เล่นพร้อมกันเป็นปริมาณมากๆ ก็ทำให้ตึงมือขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะต้องคอยหลบหลีก ป้องกัน และพยายามโจมตีจุดอ่อนของศัตรูรอบตัวไปด้วย ยิ่งบางทียังอาจจะมีภารกิจย่อยให้ต้องทำไปด้วย เช่นการทำลายสิ่งของในฉาก หรือการป้องกันพื้นที่ต่างๆ ยิ่งทำให้ผู้เล่นต้องตั้งใจฝึกทักษะพื้นฐานของเกมให้ดีๆ มิติขั้นที่สองที่ช่วยเพิ่มความซับซ้อนให้กับเกมเพลย์ของเกม ก็คือความสามารถที่แตกต่างกันของฮีโร่แต่ละตัว ที่นอกจากจะทำให้การต่อสู้เปลี่ยนไปแล้ว ยังทำให้ความสามารถในการเดินทางในฉาก หรือกระทั่งความสามารถในการแก้ไขพัซเซิ่ลต่างๆ ไม่เหมือนกันอีกด้วย ตัวละครแต่ละตัวจะมีวิธีปัดป้อง (Parry) การโจมตีของศัตรูที่ต่างกัน รวมไปถึงความสามารถติดตัวต่างๆ ที่ทำให้การเล่นฮีโร่แต่ละตัวมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นตัวละคร The Hulk จะมีความสามารถที่เรียกว่า RAGE ทำให้เมื่อกดเปิดสกิลค้างไว้ จะได้รับพลังโจมตีเพิ่มขึ้น พร้อมกับดูดความเสียหายที่สร้างต่อศัตรูกลับมาเพิ่มเลือดตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง หมายความว่ายิ่งสู้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมี RAGE ไว้ดูดเลือดมากเท่านั้น Hulk จึงเป็นตัวละครที่เหมาะกับผู้ที่ชอบการต่อสู้แบบมุทะลุ แลกหมัดกับศัตรูแบบเน้นๆ ในทางกลับกัน ตัวละคร Iron Man จะไม่สามารถเพิ่มเลือดด้วยตัวเองได้ แต่จะแลกมาด้วยความสามารถในการบิน แถมยังมีอาวุธระยะไกลหลากหลายชนิด ทำให้ Iron Man เหมาะจะรับหน้าที่ในการเก็บศัตรูจากระยะไกลในแนวหลัง ซึ่งการเล่นตัวละครทั้งสองก็ทำให้เกมเพลย์ของ Marvel's Avengers แตกต่างกันพอสมควรแล้ว และยิ่งเก็บเลเวลและอัพเกรดตัวละครมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งปลดล๊อคความสามารถที่ทำให้แนวทางของแต่ละตัวชัดเจนมากขึ้นไปอีก มิติขั้นสุดท้ายของเกมเพลย์ ก็คือระบบของสวมใส่ในเกมนั่นเอง นอกจากค่า Gear Score ที่ติดมากับไอเทมทุกชิ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานของเกมแนว Live Service นั้น ของสวมใส่ในเกม Marvel's Avengers ยังมีค่าสถานะต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มขัดจำกัดของตัวละครเข้าไปตามความต้องการของผู้เล่น บางคนอาจจะชอบการเตะต่อยทำคอมโบระยะประชิด ก็อาจจะหาไอเทมที่เพิ่มค่า Might มาใส่เยอะๆ ในขณะที่อีกคนชอบโจมตีระยะไกล ก็อาจจะใช้ค่า Precision แทนเป็นต้น เมื่อรวมกับ Perk มากมายที่สามารถสุ่มติดมาพร้อมอาวุธ (เช่นต่อยศัตรูแล้วติดแช่แข็ง หรือโดน Pym Particle ย่อขนาด) ก็ทำให้สามารถเลือกสร้างสายตัวละครที่เหมาะกับแนวทางส่วนตัวได้อีกด้วย ข้อเสียของระบบนี้คือแอบยุ่งยากไปซักนิด และแทบจะไม่ได้เห็นผลเท่าไหร่ตลอดการเล่นเนื้อเรื่อง รวมไปถึงการเล่นโหมด Multiplayer ช่วงแรกๆ อีกด้วย จึงเป็นระบบที่มีความยุ่งยากประมาณหนึ่ง จนกว่าจะถึงช่วงท้ายเกมที่สามารถเล่นภารกิจระดับสูงๆ ได้นั่นเอง หนัง Marvel ที่คุณ "เล่นเองได้" ในภาพยนตร์ Marvel อันเป็นแรงบันดาลใจหลักของเกม มักจะมีฉากบู๊แบบดุเดือดเลือดพล่านที่มีลายเซ็นแบบ "หนัง Marvel" อยู่ชัดเจน อาจจะเป็นฉากที่เหล่าฮีโร่ Avengers ต้องรับมือกับฝูงหุ่นยนตร์ของ Ultron หรือฉากสงครามใน Avengers: Endgame โดยมักจะเป็นฉากที่เหล่าฮีโร่ทั้งกลุ่มต้องต่อสู้กับศัตรูกลุ่มใหญ่ๆ พร้อมกัน ในขณะที่กล้องก็ขยับตามเพื่อรับท่วงท่าสุดเท่ของฮีโร่แต่ละคนไปด้วย อย่างที่ผู้เขียนเคยกล่าวไปในบทความ "3 จุดแข็ง (และ 3 จุดอ่อน) ของเกมในช่วงเบต้า" ก่อนหน้านี้ อาจจะถือเป็นเรื่องที่น่าชมมากที่สุด ที่เกม Marvel's Avengers สามารถยกเอา "ประสบการณ์" แบบนั้นของภาพยนตร์ และนำมาใส่เอาไว้ในเกมได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะในฉากภารกิจเนื้อเรื่องแบบ Singleplayer ทั้งหลายของเกม ที่มักจะออกแบบมาแล้วตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้สามารถมีจังหวะลุ้นๆ เหมือนในหนัง เช่นฉากที่ Tony Stark ต้องพยายามหาเก็บเศษส่วนชุดเกราะมาใส่ในขณะที่กองทัพหุ่นยนตร์กำลังโจมตี หรือตอนที่ต้องหลบหนีการจับกุมของ AIM ในฐานะตัวละครใหม่ Kamala Khan (หรือ Ms. Marvel) ซึ่งน่าจะเติมเต็มความฝันวัยเด็กของผู้เล่นหลายๆ คนไปได้สบายๆ เนื้อเรื่องของเกม Marvel's Avengers จะติเริ่มต้นขึ้นที่การสลายตัวของกลุ่ม Avengers หลังโศกนาฏกรรม 'A-Day' เมื่อยานรบ Helicarrier ลำใหม่ล่าสุดของกลุ่มระเบิดขึ้นกลางเมือง San Francisco นำไปสู่การเสียชีวิตของกัปตันอเมรีกา และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเมือง นอกจากนี้ สาร Terrigen ที่ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงของยานยังถูกแผ่กระจายออกไปทั่ว ทำให้ผู้คนธรรมดาหลายคนที่สูดดมสารเข้าไปได้รับพลังพิเศษขึ้นมาอย่างปริศนา โดยเหล่าผู้ที่ได้รับพลังพิเศษเหล่านี้ถูกเรียกว่า 'Inhuman' (อมนุษย์) ภายในช่วงเวลาอันโกลาหลนั้น องค์กรวิทยาศาสตร์ปริศนาที่เรียกตัวเองว่า AIM ก็ได้เสนอตัวขึ้นเพื่อดูแลความเรียบร้อย พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะกำจัด "โรค Inhuman" ให้สิ้นซาก แน่นอนว่าเจตนาของ AIM ไม่ได้สวยหรูเท่ากับที่กล่าวมาทั้งหมด โดยเด็กสาว Inhuman ที่ชื่อว่า Kamala Khan ได้รับทราบถึงความจริงเบื้องหลังองค์กร ทำให้เธอตัดสินใจออกเดินทางเพื่อรวบรวมกลุ่ม Avengers กลับมาอีกครั้ง และหยุดยั้งแผนการอันน่ากลัวของ AIM พูดกันตามตรงว่าเนื้อเรื่องของเกม Marvel's Avengers ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่ากล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะแค่จากที่เล่ามาก็เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะพอเดาได้แล้วว่าเรื่องจะดำเนินไปอย่างไร และจบอย่างไร ซึ่งสำหรับผู้เขียนก็ไม่ได้มองว่าเป็นจุดอ่อนซะทีเดียว เพราะเนื้อเรื่องของเกมก็ถือว่าสร้างมาเพื่อตอบโจทย์แฟนๆ ของจักรวาล Marvel เต็มที่ และก็ยังสนุกชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบไม่เสื่อมคลาย (บอกเลยว่ามี Easter Egg จากหนัง Marvel ให้ควานหากันมากมาย) ต้องกล่าวชมทีมเขียนบทและนักแสดง/นักพากย์เสียงทุกคน ที่ช่วยทำให้โลกและตัวละครของเกมมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากในภาพยนตร์ โดยเฉพาะตัวละคร Kamala และ Bruce Banner (ให้เสียงโดย Troy Baker) ตัวเอกหลักสองตัวของเรื่อง ที่ช่วยทำให้เนื้อเรื่องมี "น้ำหนักทางอารมณ์" ในระดับที่ผู้เขียนเองยังคาดไม่ถึงเลย ไม่มีฮีโร่คนไหนที่ไร้เทียมทาน พูดถึงข้อดีกันไปซะเยอะ มาพูดถึงสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเกมกันบ้างดีกว่า (เดี๋ยวจะหาว่าไม่แฟร์) อย่างแรก แม้ว่าระบบต่อสู้โดยรวมของเกมจะทำออกมาได้ค่อนข้างสนุก แต่ในหลายๆ จังหวะ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เล่นกับผู้เล่นคนอื่นเต็มทีม 4 คน ความสนุกของเกมก็ถูกบดบังโดยแสงสีเอฟเฟกต์มากมายของเกมเองเช่นกัน ทั้งเอฟเฟกต์การโจมตีของผู้เล่นแต่ละคนและของศัตรูนับสิบๆ ชีวิตในด่าน ไปจนถึงเศษซากของสิ่งของในฉากที่ปลิวว่อนไปมาพร้อมๆ กับการโจมตีเหล่านั้น ที่แม้ว่าส่วนใหญ่จะเสริมอารมณ์ "ฮอลลีวู้ด" ของเกมได้ดี แต่บางครั้งก็มากเกินงามไปซะหน่อยจนทำให้เล่นเกมไม่ค่อยรู้เรื่องได้เหมือนกัน ทั้งนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับตอนที่เกมเปิดให้ทดลองเล่นเบต้าครั้งแรก ก็ต้องถือว่าผู้พัฒนาได้ปรับปรุงเรื่องเอฟเฟกต์ไปแล้วพอสมควรเมื่อเทียบกับช่วงเบต้า ทำให้รู้สึกว่ายังพอมีหวังว่าผู้พัฒนาอาจจะสามารถออกอัพเดทมาแก้จนได้ในอนาคต ต่อมาคือเรื่องการนำเสนอของเกม ที่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ ทั้งการออกแบบตัวละครที่ออกจะธรรมดาๆ เมื่อเทียบกับเกมในจักรวาล Marvel ก่อนหน้านี้อย่าง Marvel's Spider-man หรือกับเกมในจักรวาล DC ทั้ง Arkham และ Injustice แถมแม้ว่าจะมีระบบ RPG ให้สวมใส่ไอเทมได้ แต่ไอเทมเหล่านี้กลับไม่ได้ส่งผลต่อหน้าตาของตัวละครเลย โดยหน้าตาของตัวละครจะต้องเปลี่ยนทั้งตัวแบบเป็น Skin เท่านั้นอีกด้วย แม้ว่าสกินหลายอันจะสามารถหาได้จากการทำภารกิจในเกม แต่ส่วนใหญ่ๆ (แน่นอนว่ารวมไปถึงสกินระดับสูงๆ ที่มักจะเท่ที่สุด) จะต้องใช้เงินในเกมจำนวนเยอะมากๆ ซื้อเอา หรือไม่ก็เติมเงินเอา ทำให้เกมขาดความสนุกของการ "ตกแต่งตัวละคร" ที่มีอยู่ในเกม RPG แนวเดียวกันเกมอื่นๆ ไปซะอย่างนั้น อาจไม่ใช่เกมที่สมบูรณ์แบบในขณะนี้ แต่ Marvel's Avengers ก็ถือเป็นเกมที่นำเสนอประสบการณ์ของการเป็นฮีโร่ Marvel ได้อย่างยอดเยี่ยม และยังมีเกมเพลย์ที่สนุกและท้าทายกว่าที่หลายคนน่าจะคาดเดาเอาไว้ สำหรับคนที่ใฝ่หาความรู้สึกของการได้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในจักรวาล Marvel นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คุณได้ในขณะนี้ ยิ่งถ้าหาเพื่อนมาเล่นด้วยกันได้ บอกเลยว่าโคตรมันส์! [penci_review id="65357"]
03 Sep 2020
รีวิว Hyper Scape เกมแนว Battle Royale สไตล์ Free Running ของคนจริง วิ่งสู้ฟัด
จะว่าไปแล้ว เกมแนว Battle Royale ถึงหลายคนจะบ่นว่าเริ่มเยอะ ไม่ค่อยมีเป้าหมายนอกจากการเอาตัวรอด หรือแม้กระทั่งคนเขียนที่ไม่ค่อยชอบแนวนี้ก็ตามเพราะไม่ถนัดการเอาตัวรอด แต่สุดท้ายก็ยอมรับโดยดีว่าเป็นแนวเกมที่ยังอยู่กับเราอีกนานด้วยความสนุกและรูปแบบการปะทะนั้นจะไม่มีวันซ้ำซากน่าเบื่อ แถมยังเล่นได้เรื่อยๆ ด้วย ซึ่งล่าสุดท้าย Ubisoft ก็ได้เปิดตัวเกมแนว Battle Royale สไตล์ Free Running ภายใต้ชื่อว่า Hyper Scape นั้นเอง โดยเกม Hyper Scape นี้ได้ทีมพัฒนาของ Assassin's Creed และ Rainbow Six: Siege มาร่วมกันพัฒนาเกมนี้ขึ้นมา เลยทำให้มีกลิ่นอายทั้งสองเกมผสมกันอยู่ แถมทำออกมาได้น่าประทับใจด้วย แต่ประทับใจขนาดไหนกันนั้น ทาง GameFever TH จะข้อเล่าประสบการณ์ที่ได้เล่นเกมนี้ให้รับชมกัน ================================================== เปิดตัวเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนแต่รู้สึกถึงความกระหายได้ การเข้าเกมครั้งแรกก็ไม่มีอะไรมาก เปิดตัวด้วยการปูเนื้อเรื่องว่าในจักรวาลของ Hyper Scape มันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรแบบคร่าวๆ สรุปเลยก็คือ ในยุคปี 2054 ทางบริษัท Prisma Dimension ได้สร้างเกมแนว Battle Royale ที่เรียกว่า Hyper Scape โดยจำลองเมือง Neo Arcadia ทั้งเมืองให้ผู้เล่นที่สนใจ สวมอุปกรณ์จำลองเสมือน, สร้างอวตารและดวลฝีมือกันด้วยอาวุธและทุกอย่างที่มี ผู้อยู่รอดเพียงหนึ่งจะมีโอกาสได้คว้าสิ่งที่เรียกว่า 'มงกุฎ' ซึ่งผู้ที่ได้มันมา ว่ากันว่ามันคือรางวัลที่จะเปลี่ยนชีวิตของคน คนนั้นไปตลอดกาลเช่น หากผู้ชนะเป็นคนยาจก จะกลายเป็นมหาเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืนหรือหากมีอะไรที่อยากได้ ก็จะได้ตามปราถนา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิดก็ตาม แต่ทว่ากลับมีการมาของพวก Hacker ที่เข้ามาแทรกแซงเกม Battle Royale นี้ พร้อมเข้าทำร้ายผู้เล่นจนเเกิดการบาดเจ็บจริงๆ ขึ้นมา ไม่รู้ว่าเข้าแทรกแซงได้ด้วยวิธีไหน แต่รู้เพียงแค่ว่าพวกนั้นก็ต้องการ 'มงกุฎ' เช่นเดียวกัน แต่เนื้อเรื่องหลังจากนี้ ผู้เล่นจะต้องสืบหาเรื่องราวผ่านการเก็บ Memory Shard ซึ่งจะกล่าวในภายหลัง สำหรับคนที่ไม่ชอบแนว Battle Royale อย่างคนเขียนแล้ว รู้สึกว่าเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนชวนปวดหัวแต่กลับมีความลึกลับในเวลาเดียวกัน ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One ขึ้นมา และในส่วนที่รู้สึกให้ความสนใจส่วนตัวคือ บริษัท Prisma Dimension ภายในเกมนี้มีความลับชวนอยากรู้อย่างบอกไม่ถูก เหมือนตัวเกมปูให้ผู้เล่นได้เตรียมตัวเป็นนักสืบระหว่างการเล่นเพื่อขยายเนื้อเรื่องที่ถูกซ่อนไว้ ทำให้รู้สึกว่าเกมนี้ต้องมีให้ทำมากกว่าการเอาตัวรอดจนเหลือคนสุดท้าย อย่ากดข้าม Tutorial ไม่งั้นคุณจะเล่นไม่รู้เรื่อง มีหลายๆ เกมที่เราข้ามโหมดการฝึกสอนก็ได้ไม่ส่งผลต่อการเล่นหรือบางคนมีพื้นฐานอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเข้าโหมดนี้แต่สำหรับเกม Hyper Scape ขอให้โยนพื้นฐานรูปแบบการเล่นเดิมๆ ทิ้งออกไปเลย เพราะคุณจะได้เรียนรู้การอัพเกรดอาวุธหรือ Fuze ด้วยการเก็บอาวุธตัวเดียวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสียหาย, การฝึกการเคลื่อนไหวแบบ Free Running, การใช้ Gadget ที่เรียกว่า Arsenal ทำให้โหมดการฝึกสอนนี้มีความสำคัญจริงๆ นอกจากนี้เราสามารถเลือก Avatar ได้มากถึงแปดตัวละครด้วยกันซึ่งแต่ละตัวละครนั้นอาจจะยังไม่มีอะไรน่าสนใจไปมากกว่าหน้าตา, รูปร่างและประวัติแบบผิวเผิน แต่จริงๆ แล้วประวัติตัวละครต่างๆ ที่ถูกซ่อนไว้จะอยู่ภายในเกมโดยต้องตามหาสิ่งที่เรียกว่า Memory Shard เช่นกันแต่จะกล่าวถึงส่วนนี้ภายหลังเช่นกันเพราะมันค่อนข้างสำคัญ โหมดการเล่นที่มีให้เลือกถึงสามแบบ โหมดการเล่นภายในเกมจะมีให้เล่นถึงสามแบบมีดังนี้ Squad: จะเป็นโหมดที่เล่นร่วมกับทีม 3 คน พร้อมกับผู้เล่นอื่นๆ อีก 99 คน โดยเราและเพื่อนร่วมทีมจะต้องเอาตัวรอดและเหลือเป็นทีมสุดท้ายให้ได้ Solo: จะเหมือนกับโหมด Squad แต่เราจะลุยเดี่ยวพร้อมกับผู้เล่นอื่นๆ อีก 99 คนด้วยเช่นกัน ขอให้เราเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายก็ถือว่าชนะ Faction War: จะเป็นการเล่นแบบแบ่งทีมออกไปทั้งหมด 4 ทีม ทีมละ 24 คนแล้วถล่มกัน ทีมไหนรอดเป็นทีมสุดท้ายไม่ว่าจะกี่คนก็ตามถือว่าชนะไปเลย การควบคุมและ Interface ไม่ซับซ้อนแต่ต้องเชี่ยวชาญ การควบคุมจะเป็นมุมมองแบบ First Person Shooting ที่ต้องใช้ปุ่มวิ่ง, ก้ม, สไลด์, การปีนป่ายแบบ Free Running และการกระโดดที่สามารถกระโดดได้สองสเต็ป ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมายนัก ควบคุมง่ายรวมถึง Interface ที่ดูไม่รกเกินไป ถึงว่าออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียว ในระหว่างรอคนใน Lobby นี้ อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่าโดยเฉพาะผู้เล่นใหม่ เพราะทุกสิ่งสามารถฝึกเราในการวิ่ง สไลด์หรือกระโดดข้ามสิ่งต่างๆ เพราะเกมนี้เป็นเกมค่อนข้างเร็ว ถือว่าออกแบบห้อง Lobby ได้ค่อนข้างอย่างชาญฉลาด ทำให้รู้สึกว่าผู้เล่นใหม่ได้มีเวลาวอร์มอัพกับการฝึกการเคลื่อนไหว การ Landing ลงพื้นก่อนใช่ว่าจะได้เปรียบ โดยปกติของเกมแนว Battle Royale แล้ว การลงพื้นก่อนย่อมสร้างความได้เปรียบในการค้นหาอาวุธและยุทโธปกรณ์ แต่ไม่ใช่สำหรับเกม Hyper Scape เพราะคนที่ลงทีหลังเขาอาจจะเห็นกล่องอาวุธซุกซ่อนอยู่ชั้นบนหรือตามซอกตึกต่างๆ ซึ่งกล่องพวกนี้จะให้อาวุธคุณภาพที่ดีกว่าเสียส่วนใหญ่ สร้างความได้เปรียบได้มากกว่านั้นเอง Free Running คือหัวใจหลักของสนามแห่งนี้ ในแผนที่ Neo Arcadia จะเป็นลักษณะตัวเมืองที่มีตึกสูงเสียส่วนใหญ่ และระบบการเคลื่อนไหวที่สามารถกระโดดได้สองสเต็ป, สามารถสไลด์ระหว่างวิ่งได้ และมีระบบที่ช่วยปีนป่ายเมื่อใกล้ขอบมุมต่างๆ ทำให้เกิดการวิ่งแบบ Free Running ภายในเกม เคลื่อนที่ข้ามตึกต่างๆ ได้อย่างไม่มีสะดุด สำหรับเกมนี้การอยู่บนพื้นจะเป็นอะไรที่เสียเปรียบมากๆ ตรงกันข้ามหากอยู่ที่สูงกลับได้เปรียบ ฉีกกฎเกณฑ์จากเกมแนว Battle Royale เกมอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง Hacks Arsenal นี่คือสิ่งที่จะช่วยพลิกสถานะการณ์ ระบบนี้ที่ทำให้ Hyper Scape มีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากเกมแนว Battle Royale เกมอื่นๆ เลยก็คือระบบ Hack Arsenal ซึ่งพูดง่ายๆ เลยก็คือระบบสกิลที่มีให้เลือกใช้มากกว่า 9 แบบด้วยกัน โดยล่าสุดได้เพิ่มสกิล Magnet ที่สามารถดูดคู่แข่งให้รวมอยู่จุดที่ใช้สกิลได้ ซึ่งสกิลทั้งหมดเราสามารถเลือกใช้งานได้สองสกิลเท่านั้น แต่มันก็มากพอที่จะพลิกสถานะการณ์จากหลังมือเป็นหน้ามือได้เลยล่ะ อาวุธในเกมมีให้เล่นมากถึง 11 ชิ้น อาวุธภายในเกมที่มีตั้งแต่ตัวเกมเปิดตัวมาก็มีให้เยอะมากถึง 11 ชิ้นด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็นสี่ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ปืนกล, ปืนพก, ไรเฟิล(รวมลูกซองด้วย) และ Launcher โดยตัวผู้เล่นสามารถแบกอาวุธติดตัวได้สองชิ้นให้เหมาะกับสถานะการณ์ได้ แต่ทว่าอาวุธในเกมกับมีพลังการทำลายที่ค่อนข้างเบามากๆ ยิงกันตายยากเสียเหลือเกินถ้าหากไมไ่ด้ทำการ Fuze หรืออัพเกรดตัวปืน ก็อาจจะรู้สึกหงุดหงิดในช่วงแรกๆ แต่เล่นไปสักพัก เดี๋ยวก็ชินเอง ระบบ Fuze อัพเกรดปืนให้เทพ แรงและดุดัน หากคุณประสบกับปัญหาอาวุธในเกม Hyper Scape ยิงใครไม่ค่อยตายล่ะก็ ขอทำความรู้จักกับระบบ Fuze หรือระบบอัพเกรดอาวุธภายในเกม ง่ายๆ เพียงคุณหยิบอาวุธตัวเดียวกันมาเพิ่ม ก็จะทำการอัพเกรดประสิทธิภาพทันที โดยเก็บซ้ำได้สูงสุดสี่กระบอก (รวมเก็บใช้ครั้งแรกก็เท่ากับต้องเก็บปืนเดียวกันห้ากระบอก) นอกจากนี้ยังสามารถทำการ Fuze พวก Arsenal เพื่อลดคูลดาวน์ได้ด้วย Memory Shard เนื้อเรื่องลับที่ถูกซ่อนไว้ในเกม สำหรับใครที่เป็นสายเสพเนื้อเรื่องแล้วชอบเล่นเกมแนว Battle Royale ในเวลาเดียวกันอาจจะถูกใจกับเกม Hyper Scape ก็เป็นไปได้เพราะตอนแรกเนื้อเรื่องอาจจะพูดถึงกันผิวเผิน แต่จริงๆ เนื้อเรื่องส่วนต่างๆ ถูกกระจัดกระจายและซุกซ่อนไว้ใน Memory Shard โดยสามารถตามหาพวกมันได้ตามจุดต่างๆ ภายในเกม โดยภายในจะมีการกล่าวถึงด้านลับๆ ของบริษัท Prisma Dimension รวมถึงประวัติตัวละครต่างๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกด้วย มันทำให้รู้สึกว่า มันไม่ใช่การเล่นเกมนี้เพื่อเอาชนะอย่างเดียว แต่หากใครรู้สึกยุ่งยากก็สามารถเมินเฉยกับมันได้เช่นกัน เลือกที่จะ 'ฆ่า' หรือเลือกที่จะเป็น 'ผู้ถือมงกุฎ' สำหรับวิธีการเอาชนะคู่แข่งในโหมด Solo และ Squad นอกจากการสังหารคนอื่นๆ ให้หมดจนเหลือรอดเพียงแค่หนึ่งเดียว ก็มีอีกวิธีที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเอาชนะได้เช่นกันโดยเรียกมันว่า Showdown Time โดยไอ้ Showdown Time มันคือการมาของ 'มงกุฎ' ซึ่งจะปรากฎให้เห็นในช่วงท้ายเกม โดยผู้เล่นจะต้องทำการชิงมันแล้วถือครองไว้ให้ได้ภายใน 45 วินาทีโดยผู้ที่ถือครองจะถูกแสดงตัวตนพร้อมกับผู้เล่นอื่นๆ จะทำการไล่ล่าเรา ฟังดูเหมือนใช้เวลานิดเดียว แต่สำหรับเกมนี้ 45 วินาทีถือว่ายาวนานมากๆ เพราะด้วยระบบเกมที่ว่องไว ฉะนั้นจึงต้องงัดทักษะและอาวุธทุกอย่างที่มีเพื่อมงกุฎอันล้ำค่านี้ บอกเลยว่า โค-ตะ-ระ มันมากๆ แต่มันก็อาจจะไม่มันเท่าไหร่สำหรับมือใหม่นัก เพราะมันคือการชิงไหวชิงพริบสกิลเพลย์ของผู้เล่นระดับสูงนั้นเอง หากคุณตาย อย่าเพิ่งออกเกมเพราะเราชุบได้ ในช่วงเวลาที่เราตายสำหรับโหมด Squad และ Faction War เราจะได้รับโอกาสในการชุบชีวิตโดยมีเงื่อนไขว่า เราจะต้องไปยังจุดที่คู่แข่งตาย จะปรากฎจุด Restore ทรงสามเหลี่ยมขึ้น ให้เรายืนรอในนั้นแล้วรอเพื่อนมากดชุบชีวิตอีกที แน่นอนว่าเราไม่สามารถยืนบนจุด Restore ของตัวเองได้ ทำให้ระบบการชุบชีวิตเป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ไปเลย และยังสามารถชุบได้เรื่อยๆ ตราบใดที่มีจุด Restore จากการสังหารศัตรูให้เราเข้าไปรอเพื่อนชุบชีวิต โหมด Faction War ยกให้เป็นโหมดดีเด่นของเกม คงอาจจะไม่พูดถึงโหมด Solo หรือ Squad มากนักเพราะมันก็แทบไม่แตกต่างอะไรนัก แต่สำหรับโหมด Faction War คงไม่พูดไม่ได้ เรายกให้เป็นโหมดดีเด่นของเกมนี้ เพราะมันคือการนำทีม 24 คน มาตะลุมบอนกับทีมที่เหลืออีกสามทีม บอกเลยว่าสู้กันดุเดือดมากๆ และเหมาะกับผู้เล่นใหม่ที่สุดเพราะว่าไม่ต้องกังวลว่าเราอาจจะสู้ใครไม่ได้ เพราะเรามาเยอะ แน่นอนว่าสามัคคีคือพลังแม้ว่าเราจะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายก็ตาม เพียงแค่อยู่แนวหลังค่อยๆ ช่วยยิงก็พอแล้ว ที่เหลือคือเรียนรู้พัฒนาฝีมือจนแกร่งกล้าก็ค่อยเล่นโหมดอื่นก็ยังไม่สาย ทำให้รู้สึกได้เลยว่าโหมดนี้ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้เล่นหน้าใหม่และยิ่งคนเยอะ ทำให้เกมเพลย์ช้าลงอย่างเห็นได้ชัดจึงพอสามารถยิงต่อสู้ได้บ้าง เจอรถเหลือง อย่าไปเหยียบหรือใกล้มัน ระบบนี้ถึงจะเป็นระบบเล็กๆ แต่ก็ไม่ควรจะละเลยมันคือรถสีเหลืองพวกนี้ หากเราเข้าใกล้หรือตกจากที่สูงไปเหยียบหลังคารถเมื่อไหร่ มันจะส่งเสียงดังพร้อมเผยตำแหน่งของเรา มันจะแย่มากหากเล่นในโหมด Solo หรือ Squad แต่มันก็จะแทบไม่มีผลอะไรกับโหมด Faction War นักเพราะพวกเยอะ ใครจะกล้ามายิงเรา Event Time สิ่งเล็กๆ ที่เปลี่ยนการเล่นของเราชั่วพริบตา ระหว่างการเล่นนั้นเราอาจจะได้เจอกับสิ่งที่เรียกว่า Event Time โดยจะมีปรากฎการณ์แบบสุ่มขึ้นมาในรูปแบบจำกัดเวลาเช่น เลือดฟื้นฟูไวขึ้น, กระโดดได้ถึงสี่สเต็ป, กระโดดสูง หรือแม้กระทั่งกระสุนไม่จำกัด นอกจากนี้ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่จะรอเซอไพร์สเราอีก มันทำให้รู้สึกตื่นเต้นและบางครั้งมันอาจจะเปลี่ยนหรือพลิกสถานะการณ์ได้เลยล่ะ กราฟิคและ Performance ในเกมอาจจะยังขัดใจ สำหรับกราฟิกในเกม Hyper Scape ก็สวยใช้ได้ในแบบของมัน แต่ถามว่ามันดูลื่นไหลหรือดีขนาดนั้นไหม ก็ตอบได้เลยว่าอาจจะไม่โดยเฉพาะโหมด Faction War ที่บางครั้งหากตะลุมบอนกันจำนวนมากในจุดเดียวอาจจะเกิดการ Lag หรือกระตุกได้ รวมถึงบัคเสียงหายที่ยังแก้ไม่หายในช่วง Closed Beta Test จากที่เล่นเกมฟังเสียงระทึกมันๆ จู่ๆ เสียงก็หายไปดื้อๆ อาจจะต้องใช้เวลาแก้ไขกันเสียหน่อย ================================================== โดยสรุปแล้ว Hyper Scape เป็นเกมแนว Battle Royale ที่แปลกใหม่ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้เล่นหน้าใหม่เช่นกัน (ยกเว้น Faction War) ด้วยระบบเกมที่ไว ยิงไว เคลื่อนที่ไว แต่ยิงตายกันยากหากไม่แม่นพอ แต่ใช่ว่ามือใหม่จะเล่นไม่ได้เลยต้องอาศัยเวลาการปรับตัวระดับหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วสนุก ใช้เวลาจบเกมไม่นานและที่สำคัญเลยคือหากใครชอบแนวเกมไว Hyper Scape อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้เล่นที่ชื่นชอบความท้าทายและตอบโจทย์ได้อย่างดีแน่นอน [penci_review id="65106"]
24 Aug 2020
รีวิวเกม Necrobarista กาแฟแก้วสุดท้ายแด่ผู้วายชนม์
-หมายเหตุ : ผู้เขียนใช้เวลาในการ 'เล่น' และ 'อ่าน' เนื้อหาของเกมนี้ทั้ง 10 Episodes เป็นเวลา 6 ชั่วโมง และยังคงพยายามเก็บเนื้อหา Side-Story ที่ยังเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ระยะเวลาในการเล่นขึ้นกับผู้เล่นแต่ละคนเป็นสำคัญ... -หมายเหตุ 2 : Necrobarista มีอยู่บนระบบ Mac iOS ผ่าน Apple Arcade ที่ผู้ใช้ Mac สามารถหามาเล่นได้จาก ที่นี่ และมีกำหนดจะพอร์ทลงสู่ระบบ Playstation 4 และ Nintendo Switch ในปี 2021 ที่จะถึงนี้ ถ้าหากจะพูดกันถึง ‘ร้านกาแฟ’ แล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นร้านที่มีเชนสาขาขนาดใหญ่ หรือร้านแผงเล็กๆ ในปากซอยหมู่บ้าน ต่างก็มีเสน่ห์และบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป มันเป็นทั้งที่ดื่มด่ำในรสชาติของกาแฟอย่างเข้มขรึม เป็นที่รวมพลถกเรื่องราวในสังคม เป็นที่พักใจเล็กๆ สำหรับนักเขียน และอาจจะเป็นสถานที่สุดพิเศษที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนที่หลากหลาย และแน่นอนว่า ร้านกาแฟ ก็ปรากฏในสื่อบันเทิงอยู่มากมาย อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Settings ที่พบเห็นได้บ่อยเป็นลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ (เช่น นวนิยายญี่ปุ่น ‘เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น (Café Funiculi Funicula)’ ของโทชิคาซึ คาวางุจิ ที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกที่สุดแสนจะพิเศษ จนได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 2018) [caption id="attachment_63988" align="aligncenter" width="555"] 'เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น' ของโทชิคาซึ คาวางุจิ แปลโดยคุณฉัตรขวัญ อดิศัย แพรวสำนักพิมพ์ เป็นนวนิยายแสนอบอุ่นขนาดกะทัดรัดที่ผู้เขียนขอแนะนำ[/caption] แต่สำหรับแวดวงวิดีโอเกม ร้านกาแฟ กลับเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ค่อนข้างยาก ท่ามกลางความสุดสวิงของเนื้อหาที่หลากหลาย ความเรียบง่ายและง่ายงามของร้านกาแฟกลับเป็นสิ่งที่ยากจะพบ และนั่นทำให้ ‘Necrobarista’ จากทีมพัฒนาสายอินดี้สัญชาติออสเตรเลีย Route 59 นั้น ดูมีความพิเศษขึ้นมา ไม่ใช่แค่ในส่วนของเนื้อหา หากแต่เป็นองค์ประกอบศิลป์โดยภาพรวม ที่ขับเน้นให้เกม ‘Visual Novel’ ชิ้นนี้ โดดเด่นจับตาและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน -The Terminal : ร้านกาแฟแห่งนี้ขอต้อนรับ ทั้งคนเป็นและคนตาย (แต่ไม่มี WiFi โปรดเข้าใจ...) Necrobarista บอกเล่าเรื่องราวของร้านกาแฟ ‘The Terminal’ กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่เป็น ‘จุดเปลี่ยนผ่าน’ ระหว่างคนเป็นและคนตาย กับวิถีชีวิตของ Maddy ‘บาริสต้าหมอผี (Necrobarista)’ ผู้ทำหน้าที่ชงกาแฟแก้วสุดท้ายให้กับผู้วายชนม์ที่แวะเวียนเข้ามา และให้ใช้เวลา 24 ชั่วโมงสุดท้ายร่วมกับคนเป็นก่อนจะเดินทางไปสู่โลกหน้า และในเกมนี้ ก็คือเรื่องราว 24 ชั่วโมงอันสุดพิเศษ ที่เต็มไปด้วยความผูกพัน ความโกลาหล การเล่นแร่แปรมนต์ และผู้คนที่ผ่านทางเข้ามา ไม่ว่าจะทั้งคนเป็นหรือคนตาย [caption id="attachment_63973" align="aligncenter" width="1024"] Maddy 'บาริสต้าหมอผี (Necrobarista)' แห่งร้าน The Terminal กับชีวิตอันไม่สามัญระหว่างคนเป็นและคนตายที่เธอต้องพบเจอ[/caption] ในเบื้องต้น สิ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากสำหรับ Necrobarista นั้น คือการที่มันเป็นเกม Visual Novel ที่เลือกใช้การนำเสนอกราฟิกแบบ 3d สไตล์ Cel-Shaded โทนสีอบอุ่นสบายตา คลอไปกับดนตรีประกอบแบบ Lo-Fi ที่ฟังแล้วสบายใจ ในขณะที่เรื่องราวของ Maddy ดำเนินไป ผ่าน Episode ทั้ง 10 ในรอบระยะเวลา 24 ชั่วโมง อันเป็นกิจวัตรอันแสนจะเป็นปกติสำหรับเธอ (ที่ก็ยุ่งเหยิงจนเราเผลอลืมไปว่าที่แห่งนี้ คือจุดพักกึ่งกลางระหว่างคนเป็นและคนตาย) [caption id="attachment_63974" align="aligncenter" width="1024"] การใช้งานศิลป์แบบ 3d Cel-Shaded โทนสีอบอุ่น คลอไปด้วยเพลงแบบ Lo-Fi ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ประหนึ่งอยู่ในร้านกาแฟจริงๆ อย่างไงอย่างงั้น[/caption] แน่นอนว่าองค์ประกอบศิลป์ที่โดดเด่น ถูกนำมาขับเน้นด้วยบรรดาตัวละครเสริมที่เข้ามาช่วยสร้างสีสันให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะทั้งตัวของ Maddy, Chay เชฟและผู้ช่วยจิปาถะ อดีต 'บาริสต้าหมอผี' อมตะอายุ 200 ปี, Ashley เด็กสาวอัจฉริยะนักประดิษฐ์ผู้เสพติดคาเฟอีนเข้าเส้น จนถึง Kishan วิญญาณเร่ร่อนที่เข้ามาใช้เวลาร่วมกับพลพรรคแห่งร้าน The Terminal ใน 24 ชั่วโมงสุดท้าย ยังไม่นับรวมเหล่าตัวละครอื่นๆ ที่มีทั้งฮิปสเตอร์, มาเฟีย, คนจร และสมาชิกสภาผู้วายชนม์ (Council of Death) ผู้คุมกฎแห่งร้าน (และเป็นผู้ออกกฎ 24 ชั่วโมงที่ไม่อาจละเมิดได้…) ที่ทำให้เรื่องราวนั้น น่าติดตาม เพราะมันไม่ได้เพียงแค่บอกเล่าเนื้อหาที่เหนือธรรมชาติ แต่มันยังพูดถึงความรักความผูกพัน ความลำบากใจ ปัญหาชีวิต การรักษาสมดุลระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย การทำสิ่งตกค้างที่เหลืออยู่ ไปจนถึงการปล่อยวางในวาระสุดท้าย เรียกได้ว่ามันเป็นนวนิยายภาพที่ครบรส และอ่านได้สนุก ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ชวนให้ติดตามเป็นอย่างมาก [caption id="attachment_64281" align="alignnone" width="1024"] แม้จะเป็นวิญญาณจร แต่ Kishan ก็เป็นตัวละครที่ชวนให้เราตั้งคำถามกับ 'ชีวิต' ได้อย่างลึกซึ้ง ภายใต้การบอกเล่านำเสนออย่างลื่นไหล และชวนให้กระตุกความคิดไว้อย่างมาก[/caption] แน่นอนว่าในประเด็นเนื้อหาหลักใหญ่นั้น มองดูเผินๆ แล้วจะดำเนินผ่านสายตาของ Maddy กับ Chay แต่การพูดถึง 'ชีวิตและความตาย' กับ 'การรับมือในห้วงวาระสุดท้าย' ก็ต้องยกให้ตัวละครอย่าง Kishan ที่ในตลอดทั้ง 10 Episodes นี้ คือคนที่แบกรับความรู้สึกไว้หนักหน่วงที่สุด ความสงสัยในสาเหตุการตาย การหลงเหลือสิ่งที่ตกค้างที่ยังไม่ได้ทำ การผูกความสัมพันธ์กับผู้คน (ที่มันอาจจะสั้นเพียงแค่ 24 ชั่วโมง) และการทำความเข้าใจกับสภาวะปัจจุบันของตัวเองและการต้อง 'เลือก' ที่จะก้าวข้ามไปโลกหน้าโดยไม่เหลือสิ่งใดค้างคา หากแต่เต็มไปด้วยความกลัวและไม่แน่ใจ เหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถนำเสนอออกมาได้อย่างง่ายๆ (เพราะเรื่องหลังความตาย ตกอยู่ในขอบเขตที่เป็นนามธรรม เปิดกว้างต่อการตีความอย่างสูง...) แต่บรรดาตัวละครที่ผ่านทางเข้ามา ก็ช่วยให้มันมีความ 'ลื่นไหล' และ 'ติดดิน' ภายใต้ Settings ที่ผสมผสานความเหนือจริงเข้ากับวิถีชีวิตในแบบปกติธรรมดา ที่ทีมงาน Route 59 ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม กลมกล่อม และหลายครั้งก็ชวนให้กระตุกคิดถึงชีวิตในฐานะ 'คนเป็น' อย่างเราๆ อยู่ไม่น้อย -ชีวิตหลากสีสัน ในแต่ละวันของ The Terminal นอกเหนือจากเนื้อหาหลักทั้ง 10 Episodes แล้วนั้น ตัวเกมยังพ่วงด้วยระบบ ‘เนื้อหาเสริม (Side-Story)’ ที่จะปลดล็อคด้วย Token ที่จะมีให้เลือกในระหว่าง Episode เอาไว้สำหรับปลดล็อคเนื้อหาในช่วง Intercourse ซึ่งก็มีตั้งแต่เรื่องราวชวนหัวเบาสมอง เรื่องราวที่ซีเรียสจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อไปให้ถึงปลายทางตอนจบของเกม แต่การได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชายชราขาจรที่ชื่อพ้องกับเหล้า Jack Daniels ผู้ชอบร่ำดื่มในโอกาสพิเศษ, ความขัดแย้งของ Maddy กับ Ned 'สมาชิกสภาผู้วายชนม์' คู่กัดไม้เบื่อไม้เมาเกี่ยวกับการ 'อนุโลม' ให้วิญญาณจรอยู่เกิน 24 ชั่วโมง (ที่กลายเป็นปัญหา 'หนี้เวลา' ที่เธอยังหาทางชดใช้ไม่ได้...) ไปจนถึงเรื่องเบาสมองของการประดิษฐ์หุ่นยนต์ของ Ashley ที่น่ารักหยิกแกมหยอก ก็ช่วยขยายโลกของเกม และเรื่องราวของร้าน The Terminal แห่งนี้ให้ชัดเจน จับต้องได้มากยิ่งขึ้น [caption id="attachment_63976" align="aligncenter" width="1024"] เนื้อหาเสริมหรือ Side-Story ที่มีให้ปลดล็อคและ 'อ่าน' คั่นจังหวะระหว่างแต่ละ Episode ที่เปี่ยมไปด้วยความหลากหลาย น่าติดตาม[/caption] -เน้น 'เล่า' ไม่เน้น 'เล่น'... อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเนื้อหาที่อ่านได้สนุก งานภาพสวยงาม ดนตรีไพเราะ และตัวละครที่มีสีสันและบุคลิกเฉพาะตัว แต่ Necrobarista นั้นก็ทำหน้าที่เป็น ‘Visual Novel’ หรือนวนิยายภาพชนิดตั้งแต่หัวจรดท้าย นั่นเพราะสิ่งที่ผู้เล่นสามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้ ก็คือการเดินสำรวจ ดูเรื่องราว และปลดล็อคเนื้อหาเสริม ไม่มาก ไม่น้อยไปกว่านั้น และเรียกร้องการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาด้วยการ ‘อ่าน’ ที่มากอย่างมีนัยสำคัญ [caption id="attachment_63977" align="aligncenter" width="1024"] การเลือก 'คำ' เพื่อปลดล็อค Token สำหรับเนื้อหาเสริม ดูจะไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไหร่ในการดึงผู้เล่นให้เข้าสู่โลกอีกด้านของตัวเกม...[/caption] ซึ่งในจุดนี้ ถ้าเทียบกับเกมแนวที่ใกล้เคียงกันอย่าง VA-11 Hall-A: Cyberpunk Bartender Action ของ Sukeban Games ทีมอินดี้จากเวเนซุเอลา หรือ Coffee Talk ของ Toge Productions (ที่คุณสามารถอ่านรีวิวโดยคุณ ll7777ll ได้จาก ที่นี่) แล้วนั้น จะพบว่าสองเกมที่กล่าวถึง จะมีการปฏิสัมพันธ์และการใส่ Mini-Games ที่ผู้เล่นสามารถ ‘เล่น’ ได้มากกว่า ซึ่งทำให้ Necrobarista นั้น อาจจะกลายเป็นยาขมหรือยานอนหลับชวนง่วงไปเสียก่อนถ้าหากคุณไม่ใช่สายอ่านอย่างจริงจัง (แม้ว่าไดอะล็อกจะถูกเขียนขึ้นอย่างคมคาย ทั้งเนื้อหาและจังหวะการหยอดมุกก็ตาม) ไปจนถึงปัญหาทางเทคนิคประปราย จากการที่เกมถูกสร้างด้วยเอนจิ้น Unity (ที่ผู้เขียนแม้จะใช้การ์ดจอ RTX 2070 Super แต่ก็ยังมีแอบพบอาการกระตุกให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว) แต่ถ้าจะนับสิ่งที่น่าเสียดายมากๆ สำหรับ Necrobarista นั้น คือระบบการปลดล็อค Side-Story หรือเนื้อหาเสริม ที่การเลือก Keyword ในระหว่าง Episode เพื่อสะสม Token นั้น แทบจะไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าผู้เล่นจะได้รับ Token แบบไหนมาอยู่ในมือ ซึ่งในขณะที่พิมพ์บทความชิ้นนี้ ผู้เขียนก็ปลดล็อคไปได้แค่ครึ่งเดียว และวัดจากจำนวนแล้วก็อาจจะน้อยไปสักนิด แม้ว่าทาง Route 59 สัญญาว่าจะเพิ่มเติมในส่วนนี้เข้ามาให้ฟรีๆ ในอัพเดทภายหลังก็ตาม -แก้วสุดท้ายแด่ผู้วายชนม์ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร Necrobarista ก็ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ชัดเจนในแนวทางของตัวเอง ไม่ประนีประนอมต่อรูปแบบการนำเสนอ และผ่านการคิดและเขียนขึ้นอย่างละเมียดละไม มันใช้ฉากหลังที่ผสมเรื่องราวเหนือธรรมชาติ  (บาริสต้าหมอผีกับเหล่าวิญญาณจรที่ผ่านทางเข้ามา…) แต่ในแต่ละเรื่องราว มันกำลังพูดถึงความเป็น ‘มนุษย์’ ที่ชัดถ้อยในจุดประสงค์ มีแง่มุมให้ขบคิด และชวนให้เราย้อนระลึกว่าความรักความผูกพัน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และการ ‘ปล่อยวาง’ ในช่วงเวลาสุดท้ายที่เหลืออยู่ มีคุณค่าและความสำคัญมากเพียงใด กล่าวโดยสรุป มันอาจจะไม่ใช่เกมที่เหมาะสมสำหรับทุกคน (อย่างที่กล่าวไปข้างต้น มันไม่ประนีประนอมในการนำเสนอเลยแม้แต่นิดเดียว) และเรียกร้องการมีส่วนร่วมอย่างสูง แต่ Pace และเนื้อหาที่มันนำเสนอ ก็น่าเอนกายผ่อนใจให้เราชะลอจังหวะชีวิต ค่อยๆ จิบและดื่มด่ำกับเรื่องราวที่จะคลี่ห่มอย่างอบอุ่น เช่นเดียวกับการห่อหุ้มความรู้สึกด้วยรสชาติแห่งกาแฟ มันคือเกมขนาดเล็ก แต่บอกเล่าเรื่องราวที่ไม่เล็ก และมีคุณสมบัติที่ครบพร้อม แม้ว่ามันจะใช้เวลาถึงสามปีกว่าที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ฉายให้เห็นว่า เส้นทางของทีม Route 59 นั้น มีรสนิยม เข้าใจคิด ไม่ติดในเรื่องการนำเสนอ และยังทอดยาวออกไปได้ไกลแค่ไหน … “ซึ่งถ้าเปรียบพวกเขาเป็นบาริสต้าแล้วนั้น เรื่องราวที่หลากหลายผสมผสานกันในครั้งนี้ ก็ยอดเยี่ยม เฉกเช่นกาแฟที่คั่วจากเมล็ดชั้นดีที่ชวนให้เราร่ำดื่ม และย้อนกลับมาหามัน ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่านั้นเอง…” [penci_review id="63970"]
24 Aug 2020
เผยความรู้สึกหลังเล่น Mortal Shell "ส่วมเปลือกแล้วออกล่าปืศาจ ด้วยศาตราทั้งสี่"
Mortal Shell คือเกมแนว Action RPG สไตล์ Dungeon Crawler น้องใหม่ ที่วางจำหน่ายครั้งแรกวันที่ 18 สิงหาคม 2020 โดยเกมนี้เป็นผลงานแรกจากทาง Cold Symmetry ที่ก่อตั้งในปี 2017 ตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Dark Souls นั้นจึงหมายความว่าในเรื่องของความยากแล้ว สามารถขาดหวังจากเกมนี้ได้อย่างแน่นอนครับ เป็นเรื่องน่าแปลกที่ผู้พัฒนา ซึ่งก่อตั้งได้ไม่นานอย่าง Cold Symmetry เลือกที่จะพัฒนาเกมแรกเป็นแนวนี้ (เอาจริงๆ เกมแนวนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมมากมายอะไรขนาดนั้น) ดังนั้นถ้าพูดตรงๆ คือผมคาดหวังกับเกมนี้ไว้พอสมควรเลยครับ เพราะการที่กล้าทำเกมแรกของตัวเองออกมาเป็นแนวนี้ แปลว่าต้องมั่นใจพอสมควรเลยว่าจะขายได้ ส่วนว่าเกมนี้จะดีอย่างที่คิดรึเปล่า ไปดูกันเลยครับ ◊ เนื้อเรื่อง ◊ ผู้เล่นจะตื่นขึ้นมาในโลกที่วางเปล่า โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร มีเป้าหมายอะไร หรือมาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร สิ่งเดียวที่รู้คือโลกที่เราตื่นขึ้นมาใบนี้ไม่ใช้โลกของเราเอง และโลกใบนี้กำลังพังทลายลงอย่างช้าๆ เมื่อออกเดินทางไปได้สักพัก ผู้เล่นจะได้พบกับยักษ์ปริศนาที่ถูกจองจำด้วยโซ้ขนาดใหญ่ โดยเขาจะไหว้วานให้เราช่วยไปเอาของบางอย่างจากส่วนลึกสุดของวิหารทั้ง 3 รอบๆ นี้มาให้ แต่เส้นทางที่จะไปยังส่วนลึกสุดของวิหารทั้ง 3 ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด และได้แต่หวังว่าจะได้พบคำตอบของการเดินทางครั้งนี้ในเร็ววัน อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่ผมกล่าวมาในข้างต้นเป็นสิ่งที่ สรุปเอาเองจากข้อมูลต่างๆ ที่สามารถหาอ่านได้ในเกมเอง กล่าวคือ เกมนี้ไม่ได้เริ่มต้นโดยมีการเกริ่นนํา หรือคัทซีนให้ดู สิ่งที่ผู้เล่นจะได้รับมีสิ่งเดียว คือการถูกโยนเข้าไปในโลกของเกมเลย การหาคำตอบของเนื้อเรื่อง จึงต้องทำเอาเองจากการอ่าน Dialog กับคำอธิบายของไอเทมต่างๆ ในเกม จากบทสัมภาษณ์ IGN Summer of Game Interview ผู้พัฒนาได้ได้เคยกล่าวว่า "ในเกม ทุกสิ่งมีชีวิตต่างค้นหาคำตอบและเป้าหมายของการมีชีวิต ไม่ใช้แค่ผู้เล่น แต่เหล่า NPC รวมไปจนถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ เองก็เช่นกัน บ้างก็ได้พบกับมัน บ้างก็ไม่" ดังนั้นผมคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปว่าเนื้อเรื่อง ที่ผมเข้าใจคือสิ่งที่ผู้พัฒนาอยากจะสื่อจริงๆ หรือไม่ ครับ ในจุดนี้ผมเองก็พูดได้ไม่เต็มปากเหมือนกันว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสียของเกม เพราะสำหรับผู้เล่นที่ชอบปริศนา กับการตีความก็คงจะสนุกที่ได้หาคำตอบของเนื้อเรื่องในเกมนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช้ทุกคนที่จะชอบการทำอะไรแบบนั้นเช่นกัน ดังนั้นถ้าแค่อยากเล่นเกมไปเรื่อยๆ ไม่ต้องตีความหรือคิดอะไรให้ปวดหัว ผมแนะนำให้ข้ามเกมนี้ไปเลยครับ ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ขอออกตัวก่อนว่าผู้เขียนได้เล่นเกมนี้บนเครื่อง PC ด้วยการตั้งค่ากราฟิกแบบ "Ultra" ซึ่งต้องยอมรับว่า Mortal Shell เป็นเกมที่ทำในเรื่องของกราฟิกมาได้ค่อนข้างสวยงามครับ น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ผู้เล่นจะได้เดินทางอยู่ในสถานที่ค่อนข้างมืดมิด ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นเอฟเฟ็คแสงอาทิตย์เท่าไหร่นัก แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นเกมที่ภาพสวยมากเกมหนึ่งเลยครับ ถ้าให้จำกัดความง่ายๆ คงต้องบอกว่า "MS (Mortal Shell) คือเกม DS (Dark Souls) ขนาดย่อ" ครับ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาย, โทนสี, มุมมอง รวมไปจนถึงการใส่คำอธิบายรายละเอียดของไอเทมต่างๆ ทั้งของสวมใส่ หรือไอเทมกดใช้ ล่วนแล้วแต่มีความเหมือนกับ DS เป็นอย่างมาก ถ้าถามว่า "ทั้ง 2 เกมแตกต่างกันตรงไหน" คงต้องตอบว่าเป็นในส่วนของ เกมเพลย์ ครับ โดยผมจะข่อกล่าวต่อข้างล่างนี้ ถ้าจะพูดถึงข้อเสีย คงเป็นในเรื่องความใหญ่ของโลกภายในเกม เพราะเอาจริงๆ ตัวเกมนั้นมีขนาดของแผนที่โลกค่อนข้างเล็ก เราสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 10 - 18 ชั่วโมงในการเล่นเกมนี้จนเคลียร์ (ถ้าเล่นเกมแนวนี้เก่งมากๆ อาจใช้เวลาน้อยกว่านั้น) แถมโลกของ MS ก็ไม่ค่อยมีความลับอะไรให้สำรวจมากมายด้วยครับ คือถ้าเกิดว่าผู้พัฒนาใส่ใจรายละเอียดมากกว่านี้, มีการใส่ไอเทมลับเข้าไปในจุดต่างๆ ของเกมมากกว่านี้, และมีความยาวของเกมมากกว่านี้ ตัวเกมอาจถือว่ายอดเยี่ยมเลยก็ว่าได้ [caption id="attachment_64891" align="aligncenter" width="1920"] กราฟิกสวยมาก[/caption] ◊ เกมเพลย์ ◊ ในเรื่องของเกมเพลย์ ถ้าบอกว่าเป็นเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก DS หลายคนคงเห็นภาพว่าเกมนี้จะต้องยากมากๆ แน่นอน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว MS ก็เป็นเกมที่ยากจริงครับ แต่ยากคนละแบบกับเกมในตระกูล Soulsborne ถ้าให้สรุปง่ายๆ คงต้องบอกว่าเกมตระกูล Souls ความยากจะอยู่ที่ความหลากหลายของศัตรูในเกม โดยความหลากหลายดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้เล่นจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการต่อสู้ใหม่อยู่บ่อยๆ แต่ใน MS ความยากของเกมนี้อยู่ตรงที่ ผู้เล่นจะทำการเพิ่มเลือกของตัวละครได้ยากมากแทนครับ ใน DS ผู้เล่นจะเกิดมาพร้อมกับ Estus Flask ที่สามารถใช้เพิ่มเลือดได้ และจะเติมจนเต็มทุกครั้งถ้าเรากดนั่งพักที่ Bonfire ทำให้ผู้พัฒนาสามารถออกแบบศัตรูในเกมให้เก่งได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้เล่นมีไอเทมที่ใช้เพิ่มเลือดเหลือเฟือ แต่เนื่องจาก MS ไม่ใช้เกมที่ใหญ่ และมีความแตกต่างของศัตรูมากมายเท่า DS ผู้พัฒนาจึงทำให้ในเกมนี้วิธีการเพิ่มเลือดให้กับตัวละครของเราทำได้ยากแทน ดังนั้นการพลาดโดนท่าโจมตีตีหนักๆ หนึ่งครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ถึงตายได้ง่ายๆ เลยครับ มาพูดถึงระบบต่อสู้ในเกมบ้าง ภายใน MS มีหนึ่งระบบที่น่าสนใจมากๆ อยู่ครับ ระบบดังกล่าวคือการ ทำให้ตัวละครของเรา "แข็งขึ้น" โดยตอนที่เราตัวแข็งอยู่นั้น การโจมตีเกือบทั้งหมดในเกม จะไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย แต่ก็สามารถรับการโจมตีได้ครั้งเดียวเท่านั้น การกดแข็งสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในขณะที่โจมตี, กระโดด, วิ่ง, หรือว่าล้มอยู่ ซึ่งมันทำให้รูปแบบการต่อสู้ กับการเอาตัวรอดในเกมนี้แปลก และไม่เหมือนใครทั้งยังมีสเนห์มากครับ ในทางกลับกันระบบสตามิน่าของเกมนี้จะค่อนข้างแตกต่างจาก DS ที่แถบจะเริ่มรีทันที หลังจากเราหยุดออกท่าโจมตี หรือวิ่ง แต่ใน MS สตามิน่าของเราจะเริ่มต้นรีหลังจากหยุดออกท่าประมาณ 0.5 วินาที พูดง่ายๆ ว่าผู้เล่นจำเป็นต้องเหลือสตามิน่าไว้เล็กน้อยทุกครั้งเพื่อใช้ในการหลบ จนส่งผลให้ความเร็วในการต่อสู้ของเกมนี้ โดยรวมช้ายิ่งกว่า DS เสียอีก แต่เมื่อจับจังหวะได้แล้ว การสู้กับศัตรูในเกมนี้ก็ไม่ใช้เรื่องยากอีกต่อไปครับ เพราะอย่างที่บอกว่าเกมนี้มีความหลากหลายของศัครูที่ค่อนข้างน้อย การจับจังหวะของ 1 ตัวได้ หมายถึงการจับจังหวะของอีกหลายๆ ตัวในเกมได้เลยนั้นเอง แตกต่างจาก DS ที่ให้ผู้เล่นสามารถนำชุดเกราะ จากศัตรูต่างๆ มาใส่ได้อย่างอิสระ MS นั้น มีชุดเกราะ กับอาวุธแค่อย่างละ 4 แบบ ให้เราเลือกใช้เท่านั้น โดยชุดเกราะทั้ง 4 ก็คือ "Shell" หรือ "เปลือก" นั้นเอง ซึ่งเปลือกแต่ละอันก็จะมีสเตตัสที่แตกต่างกันไป บางเปลือกอาจมีเลือกเยอะ แต่สตามิน่าน้อย, บางเปลือกอาจมีมานาเยอะ แต่มีเลือด กับสตามิน่าน้อย หรือบางเปลือกอาจมีสเตตัสทุกอย่างสมดุลกัน ในส่วนของอาวุธ ด้วยความที่เกมนี้มีอาวุธให้เราใช้เพียงแค่ 4 อย่างเท่านั้นคือ ดาบสองมือ, ดาบใหญ่, คทาเหล็กยักษ์, และค้อนกับลิ่ม มันจึงทำให้รูปแบบเกมเพลย์ของ MS นั้นน้อยตามลงไปด้วย แต่ในทางกลับกันมันก็ทำให้เราสามารถใช้อาวุธหนึ่งชนิดได้ชำนาญอย่างรวดเร็วเช่นกัน ก็ถือว่าแลกเปลี่ยนกันไปครับ ทั้งเปลือก และอาวุธสามารถอัพเกรดได้ในเกมนี้ แต่ไม่เหมือน DS ที่ผู้เล่นสามารถเลือกใส่ความสามารถ หรือธาตุเข้าไปในอาวุธได้อย่างอิสระ ใน Mortal Shell อาวุธแต่ละชิ้นจะมีธาตุ กับความสามารถของตัวเองอยู่แล้ว การอัพเกรดในเกมนี้ จึงเป็นเหมือนการปลกล็อคความสามารถของอุปกรณ์มากกว่าครับ ◊ สรุป ◊ ถ้าเอาแค่ความรู้สึกของผมหลังจากได้เล่นเลย คงต้องบอกว่าผิดหวังครับ พูดตรงๆ เลยผมคิดว่าเกมนี้มีองค์ประกอบที่ดีครับ ถ้าหากว่าทำโลกออกมาให้ใหญ่กว่านี้, มอบอิสระให้กับผู้เล่นมากกว่านี้, และใส่ใจกับรายละเอียดของเกมมากกว่านี้ Mortal Shell จะกลายเป็นหนึ่งในเกมที่ดีมากๆ แต่ด้วยข้อจำกัดที่ผมพูดมาก่อนหน้านี้ มันเลยทำให้รู้สึกแค่ ธรรมดา ค่อนไปทางห่วยมากกว่า ถ้าถามว่าเกมนี้ควรจะได้คะแนนเท่าไหร่ ผมคิดว่าคงจะอยู่ที่ประมาณ 7 เต็ม 10 เท่านั้นครับ แต่ในเมื่อบอกว่า "นี้คือเกมแรกจากทาง Cold Symmetry ที่เพิ่งก่อตั้งในปี 2017" แล้ว คิดว่าก็เข้าได้อยู่ที่เกมนี้จะไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรมากมายนัก ต้องรอดูต่อไปว่าผลงานชิ้นที่ 2 ของพวกเขาจะเป็นเช่นไรครับ [penci_review id="64796"]
20 Aug 2020
เล่าประสบการณ์ หลังสัมผัส Rocket Arena "ทำไมถึงไม่เป็นเกม F2P?!"
Rocket Arena เกม Hero Shooter แบบ 3v3 ที่ผู้เล่นทุกคนจะได้ใช้อาวุธปืนยิงจรวดในการเผชิญหน้ากัน เกมดังกล่าวนี้ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับ Overwatch เล็กน้อย แต่จุดเด่นของเกมนี้คือการที่ผู้เล่นจะได้ใช้ปืนยิงจรวดในการปะทะกันพร้อมกับทำเป้าหมายต่างๆ ที่เกมสุ่มมาให้ในแต่ละแมตซ์ให้สำเร็จ แต่ตัวเกมนี้ถึงแม้จะมีหลากหลายโหมดและหลายเป้าหมายให้ผู้เล่นได้เล่นกันก็ตาม แต่มันยังไม่ได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความคุ้มค่ามากนักหากต้องซื้อเกมนี้มาเล่นในราคาเต็ม 999 บาท เพราะอะไรผู้เขียนจึงคิดเช่นนี้ ก็สามารถอ่านได้จากข้างล่างนี้เลยครับ! กราฟิก กราฟิกของเกม Rocket Arena นั้นโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันค่อนข้างสวยทีเดียวครับ สีสันสดใสแต่ไม่ได้ระคายตาแต่อย่างใด โมเดลตัวละคร 3D ก็นับว่าน่ารักใช้ได้ ส่วนวัตถุแวดล้อมต่างๆ ในแผนที่ อย่างก้อนหิน ต้นเสา ต้นไม้ นั้นไม่ได้สวยเท่าไหร่นัก เหมือนว่าผู้พัฒนาจะไม่ได้เน้นตกแต่งรายละเอียดสภาพแวดล้อมมากนัก แต่ก็พอเข้าใจเรื่องนี้ได้ครับ เนื่องจากเกมนี้เป็นเกมที่ตัวละครของผู้เล่นจะเคลื่อนไหวแทบตลอดเวลา แถมแต่ละแมตซ์ในเกมก็จบค่อนข้างเร็ว อีกทั้งการเคลื่อนไหวของตัวละครก็เร็วพอสมควร ดังนั้นผู้พัฒนาจึงละทิ้งรายละเอียดของพวกก้อนหิน หรือกำแพงไป เพื่อเน้นในเรื่องอื่นแทน แต่สิ่งที่มาทดแทนความสวยงามของสภาพแวดล้อมพวกนี้ก็คือความสวยงามของเอฟเฟกต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟกต์สกิล และเอฟเฟกต์อาวุธของตัวละคร เนื่องด้วยอาวุธของตัวละครนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงจะเป็นกระสุนระเบิด แต่ก็มีทั้งรูปแบบระเบิดไพ่ เครื่องยิงระเบิดน้ำ หรือกระทั่งหอกระเบิด ดังนั้นเอฟเฟกต์ต่างๆ ภายในเกมนี้จึงเยอะมาก แต่สำหรับเครื่องคอมระดับกลางๆ ก็ไม่ได้เกิดอาการกระตุกเลยแม้แต่น้อยครับ และเกมนี้มีแผนที่หลายแบบเหมือนกัน ทั้งแบบที่มีอาคารสิ่งปลูกสร้าง หรือพื้นที่โล่งกว้างที่มีเพียงหิน นอกจากนี้โมเดลตัวละครก็ถือว่าน่ารักมากเช่นกัน รูปลักษณ์ตัวละครทั้งสิบภายในเกมนั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอาวุธที่ถือ อุปกรณ์ที่สวมใส่ หรืออุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนที่ อย่างเครื่องไอพ่นที่ติดอยู่บริเวณหลังสำหรับลอยตัวกลางอากาศไปจนถึง Hoverboard ของ Rev ที่เธอสามารถใช้เร่งความเร็วในการเคลื่อนที่หรือใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามได้อีกด้วย เกมเพลย์ ตัวละครแต่ละตัวในเกมนี้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพวกเขาเอง ทั้งการใช้สกิลเพื่อโจมตีหรือหลบหลีก และเกมนี้จะค่อนข้างเป็นเกมที่ตัวละครเคลื่อนที่เร็ว ทั้งพุ่งไปข้างหน้า บินขึ้นฟ้า หรือการหมุนตัวเพื่อหลบกระสุนของฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นสำหรับคนที่เป็น Motion Sickness อาจจะเล่นเกมนี้ไม่ไหวครับ โดยเกมนี้จะมีโหมดให้เล่นทั้งหมด 3 แบบในตอนนี้ ส่วนโหมด Rank มีอยู่ในเกมแล้วแต่ยังไม่เปิดให้เราได้เล่นกัน ที่สำคัญสำหรับคนที่เคยเห็นหรือเคยเล่นเกมอย่าง Super Smash Bros. หรือ Brawlhalla มาก่อนก็จะคุ้นเคยกับการที่จะต้องโจมตีฝ่ายตรงข้ามจนกว่าจะ K.O. (Knockout) หรือผลักฝ่ายตรงข้ามออกนอกแผนที่เพื่อที่จะให้ฝ่ายตรงข้าม K.O. กันดีครับ เพราะเกมนี้ก็ใช้ระบบแบบนั้นเช่นกันครับ ส่วนระบบการรอห้องถ้าเป็นเกมแนว Multiplayer แล้วล่ะก็ทุกคนคงต้องกังวลกับการต้องใช้เวลารอห้องอย่างแน่นอน ซึ่งตัวเกมไม่ได้ทำให้การหาห้องของเกมนี้นานจนเกินไป เพราะเกมนี้สามารถเลือกเปิดให้เล่นข้ามแพลตฟอร์มได้ ดังนั้นผู้เล่นจะได้เจอผู้เล่นฝั่ง PC กับฝั่งคอนโซลอย่าง PS4 ได้ด้วย ดังนั้นเมื่อเล่นข้ามแพลตฟอร์มได้ จำนวนผู้เล่นก็จะมากขึ้นและหาห้องได้ไวขึ้น แต่ด้วยการนำผู้เล่นจากทุกแพลตฟอร์มทั่วโลกมาเล่นรวมกันต้องยอมรับเลยว่าจะต้องมีความเลื่อมล้ำของค่า PING อย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่ได้มากเสียจนไม่สามารถเล่นได้ครับ โดยโหมดต่างๆ ของตัวเกมมีดังนี้ Arena Mode จะเป็นโหมดที่เล่นตามเป้าหมายที่เกมจะสุ่มมาให้ เช่นการเก็บเหรียญบนพื้นที่หากทีมใดสามารถครองเงินไว้ในมือได้สูงสุดก็จะชนะไป หรือเป้าหมายสุดเบสิกที่เห็นได้บ่อยๆ ในหลายๆ เกม อย่างการครองพื้นที่ ที่ผู้เล่นจะต้องอยู่ในวงกลมตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อยึดพื้นที่จุดนั้น โดยระหว่างนั้นก็ต้องต่อสู้กับทีมตรงข้ามที่จะมาแย่งเรายึดพื้นที่ไปด้วยเช่นกัน   Knockout Mode เป้าหมายของโหมดนี้ก็ตามชื่อเลยครับ เป็นโหมดที่ให้ผู้เล่นวัดฝีมือ และความพริ้วไหวในการยิงจรวดใส่ฝ่ายตรงข้าม การชนะในโหมดนี้นับจากจำนวนที่ K.O. อีกฝ่ายได้ ทีมไหนแต้มเยอะกว่าก็ชนะไป ถ้าหากใครต้องการความตื่นเต้นที่จะมีกระสุนจรวดพุ่งมาได้ทุกทิศทุกทางก็ต้องโหมดนี้เลยครับ!   RocketBot Attack Mode โหมดต่อสู้กับบอทที่เราสามารถร่วมสู้ไปกับเพื่อนๆ ได้ โดยโหมดนี้จะจำกัดการถูก K.O. ของฝั่งผู้เล่นไว้ที่ 9 ครั้ง และฝั่งบอท 30 ครั้ง หากฝั่งไหนถูก K.O. ครบก่อนก็จะแพ้ไป ระบบเติมเงิน เกม Multiplayer ไม่ว่าเกมไหนก็ต้องมีระบบนี้จริงๆ ครับ ถ้าหากจะถามว่าควรจะจ่ายเงินเพิ่มหรือไม่ทั้งๆ ที่ซื้อตัวเกมมาแล้วก็ตอบตรงนี้ได้เลยครับว่าไม่ได้จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่มขนาดนั้น เพราะจากการเล่นเกมใน 1 แมตซ์ หากเป็นฝ่ายชนะจะได้เงินราวๆ สองถึงสามพันเลยทีเดียว แต่หากแพ้ก็จะได้อยู่ที่หนึ่งพันกว่าๆ ซึ่งถ้าจะให้พูดก็คือตัวเกมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นต้องเติมเงินขนาดนั้น แต่ถึงกระนั้นสินค้าในหน้าร้านค้าบางชิ้นก็มีแต่ต้องเติมเงินเพื่อที่ได้จะมันมาครับ แต่ก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น หากเฉลี่ยราคาของสกินรวมไปถึงเอฟเฟคต่างๆ ของตัวเกมจะอยู่ที่ 1 หมื่นไปจนถึง 5 หมื่น หากเล่น 5 แมตซ์ ขึ้นไปก็สามารถซื้อของได้โดยไม่ต้องเติมเงินเลย แต่หน้าร้านค้าในเกมตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรน่าดึงดูดให้เรายอมเสียเงินซักเท่าไหร่ เพราะตอนนี้นอกจากสกินตัวละคร ลายธงที่โชว์ตอนเริ่มแมตซ์ ก็มีเอฟเฟกต์ควันนิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่ถ้าใครอยากสวยงามและเด่นกว่าคนอื่นในเวลาอันรวดเร็วไม่อยากต้องรอคอยแล้วหล่ะก็จะเติมเงินเพื่อซื้อก็ไม่เสียหาย   ตัวละคร ตัวละครในเกมนี้ปัจจุบันมีทั้งหมด 10 ตัว ซึ่งอย่างที่ได้บอกไปข้างต้นรูปแบบการเล่นของแต่ละตัวนั้นจะต่างกัน ทั้งสกิล เทคนิคการยิง และกระสุนจรวด ทุกตัวจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ นอกจากนี้ตัวละครยังสามารถเปลี่ยนสกินได้มากมาย แน่นอนว่ามันต้องซื้อ และในเกมนี้ยังมีไอเทมพิเศษสำหรับช่วยผู้เล่นอย่าง Artifact ที่สามารถใส่ได้สามชิ้นต่อหนึ่งตัวละคร โดยบางชิ้นอาจเพิ่มความสูงตอนกระโดดเล็กน้อย และบางชิ้นก็อาจเพิ่ม Damage ให้ผู้เล่นเมื่อทำการ K.O. ฝ่ายตรงข้ามได้ ในส่วนของ Artifact นั้นไม่ได้ส่งผลต่อการเล่นมากนักในช่วงเริ่มต้นแต่เมื่อผู้เล่นอัพเลเวล Artifact โดยการสวมใส่มันแล้วนำไปเล่นในโหมดใดๆ ก็ตาม Artifact จะได้ EXP หลังจบเกม และเมื่อ Artifact เลเวลสูงขึ้นค่าสถานะที่ Artifact ชิ้นนั้นๆ เพิ่มให้กับผู้เล่นก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยบางชิ้นอาจจะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่บางชิ้นก็บอกเพียงแค่ว่าเพิ่มความสูงของการกระโดดจากพื้นดินเพียงเท่านั้น สรุป เกมนี้หลังจากที่ได้ลองเล่นดูก็นับว่าไม่ได้แย่อะไรครับ เกมเพลย์ค่อนข้างสนุก สามารถเพลิดเพลินไปกับเพื่อนๆ ได้ดีเลย คอนเซ็ปต์ที่มีแต่ปืนยิงจรวดก็น่าสนใจดี ในส่วนของเรื่องกราฟิกโดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบครับ แต่เมื่อเทียบกับเกมใหม่ๆ ที่ออกมาในปีนี้แล้ว กราฟิกของเกมนี้ดูไม่เหมาะกับปี 2020 ไปเลย และในส่วนของราคาเกมนี้อยากที่กล่าวข้างต้นว่าอยู่ที่ 999 บาท ซึ่งในความคิดของผู้เขียน มันถือว่าแพงเกินไปสำหรับคุณภาพของเกมในตอนนี้ ถ้าหากลดมาอยู่ในช่วง 400 - 500 บาท หรือเปิดให้เล่นแบบ Free-to-play ไปเลยมันจะสมเหตุสมผลมากกว่า โดยรวมแล้วถือเป็นเกมที่ไม่จำเป็นต้องหามาเล่นก็ได้ครับ แต่ถ้าอยากหาเกมยิงสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากไปกับเพื่อนๆ เกมนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ไม่น้อย เพียงแต่จะดีกว่าถ้ารอซื้อตอนเกมนี้ลดราคาครับ ข้อดี หนึ่งแมทช์ใช้เวลาไม่นาน ตัวเกมเข้าใจง่าย มีการสอนก่อนเริ่มเล่นจริง เล่นได้ทุกเพศทุกวัย เพราะไม่มีเลือด หรือภาพตัวละครถูกสังหาร ข้อเสีย เกมมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระบบของเกมในตอนนี้ ระบบการยิงนั้นปกติ แต่การยิงให้โดนตัวละครฝ่ายตรงข้ามที่โดดไปมาอยู่นั้นนับว่ายากมากสำหรับผู้เริ่มเล่นแนวนี้
18 Aug 2020
รีวิวเกม Might & Magic: Era of Chaos เกมรบทัพจับศึกสุดแฟนตาซี
ซีรีส์ Might & Magic เป็นซีรีส์เกม RPG สวมบทบาทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ถือว่าเกมนี้เป็นระดับตำนานเลยก็ว่าได้ โดยตัวเกมตัวแรกสุดของซีรีส์ Might & Magic ปล่อยออกมาในปี 1986 หลังจากนั้นมา ตัวเกมก็มีภาคใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่แพลตฟอร์มมือถือเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดเกมแนวใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย Might & Magic เองก็ถือเป็นอีกหนึ่งเกม ที่ได้ทำการวิวัฒตัวเองไปสู่เกมรูปแบบใหม่เช่นกัน Might & Magic: Era of Chaos เป็นเกมแนว Strategy RPG บนแพลตฟอร์ม Android และ iOS เปิดให้บริการโดยค่ายเกมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างค่าย Ubisoft โดยตัวเกมแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็น Strategy RPG  ก็ตาม แต่เอาจริง ๆ ตัวเกมสามารถเรียกได้ว่าเป็นเกมแนว RPG สไตล์จัดทีมตัวละคร ที่จะส่งให้ทีมตัวละครของเราและฝั่งศัตรูได้ออกไปสู้กันโดยอัตโนมัตินั่นเอง ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเกม Might & Magic: Era of Chaos เป็นเกมแนว Strategy RPG ที่เราจะได้เลือกฮีโร่และจัดทีมกองทัพของตัวเอง ให้ออกไปต่อสู้กับกองทัพของศัตรู ตัวเกมโดดเด่นเป็นอย่างมากในการหยิบเอาตัวละคร ธีมเกม ฉาก รวมไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ มาจากซีรีส์ Might & Magic ซึ่งได้ชื่ออยู่แล้วว่าเป็นซีรีส์แฟนตาซีสุดยิ่งใหญ่อลังการ ที่มีทั้งเผ่า โลก เวทย์มนตร์ และตัวละครสำคัญ ๆ ที่มีเสน่ห์มากมายให้เราได้หลงใหล กราฟฟิก และงานออกแบบ "กราฟิก 2D รายละเอียดดี ภาพประกอบคุณภาพงานแฟนตาซีแท้" กราฟฟิกตัวเกมของ Might & Magic: Era of Chaos จะมาในรูปแบบสไตล์แนวการ์ตูน 2D แต่คงไว้ด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้อย่างปราณีตครบถ้วน โดยเฉพาะภาพประกอบต่าง ๆ ของตัวละครที่ทำออกมาในรูปแบบการ์ด ก็ทำออกมาได้ดูดีมาก ถ้าปริ๊นออกมาเป็นการ์ดจริง ๆ ผมว่าสามารถนำมาขายได้เลยละ จุดหนึ่งที่ตัวกราฟฟิกทำออกมาดี คือฉากการต่อสู้ เพราะในเกมในสไตล์เดียวกันกับ Might & Magic: Era of Chaos ฉากต่อสู้ส่วนใหญ่จะค่อนข้างและมาก ๆ ดูไม่ออกว่าใครสู้กับใคร ใครทำอะไรบ้าง มันทำให้เราพลาดความเท่ห์ หรือเสน่ห์ของตัวละครที่ทำออกมาอย่างดีไปเสียหมด แต่สำหรับฉากต่อสู้ของ Might & Magic: Era of Chaos ถือว่าทำออกมาดูดีทีเดียว เราสามารถเห็นกลุ่มก้อนของยูนิตแต่ละตนได้เป็นอย่างดี และเห็นว่าตัวละครเหล่านั้นทำอะไรลงไปบ้าง ระบบเกมเพลย์ "จัดทัพตัวละคร วางกลยุทธ์ตำแหน่ง เหมือนเล่นเกมหมากกระดาน แต่ตัวหมากมีชีวิต สกิล และความแข็งแกร่งที่สามารถสอดผสานกันได้" ตัวระบบเกมเพลย์หลักหรือระบบต่อสู้ภายในเกม จะมาในรูปแบบของเกมแนว RPG จัดทีม ที่ปล่อยให้ฮีโร่ของเราออกไปต่อสู้กับทีมฮีโร่ของฝั่งศัตรูโดยอัตโนมัติ แต่แตกต่างนิดหน่อยตรง Might & Magic: Era of Chaos จะให้ความรู้สึกถึงความเป็นกองทัพมากกว่า โดยภายในตัวเกม เราจะสามารถจัดกองทัพของเราได้สูงสุด 8 ยูนิต ซึ่งยูนิตบางประเภทจะไม่ได้ออกมายืนโดดเดี่ยวตนเดียว แต่จะมายืนเป็นกลุ่ม เวลาต่อสู้ จึงเหมือนการเคลื่อนพลของกองทัพ มากกว่าเห็นเป็นตัวละครวิ่งเข้าไปต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ความพิเศษของ Might & Magic: Era of Chaos คือเรามีพื้นที่ให้วางยูนิตทั้งหมด 4 x 4 ช่องเท่านั้น และจะแบ่งแถวหน้าหลังไว้เท่า ๆ กันที่ 2 x 4 ช่อง โดยยูนิตภายในเกมแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 สาย โดย โจมตี ป้องกัน และจู่โจม จะเป็นยูนิตแถวหน้า ส่วน ระยะไกล กับคาสเตอร์จะถูกล็อคไว้ให้อยู่แถวหลัง โดยการวางตำแหน่งตัวยูนิต ถือว่ามีความสำคัญมาก ๆ เพราะจะหมายถึงการปะทะ หรือการเจาะเข้าสู่ตำแหน่งยูนิตแถวหลัง ซึ่งมีพลังป้องกันที่น้อยกว่าได้ นอกจากการจัดทัพตัวยูนิตแล้ว ตัวเกมยังมีระบบ "ฮีโร่" หรือคนคุมกองทัพ โดยในปัจจุบันฮีโร่ของ Might & Magic: Era of Chaos มีมากถึง 23 ตน ฮีโร่เป็นตัวละครที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยบัพโบนัสค่าสเตตัสให้ตัวยูนิตในกองทัพของเราเองแล้ว ฮีโร่ยังเป็นตัวแปลในการใช้สกิลในระหว่างการต่อสู้อีกด้วย โหมด & ระบบการเล่น "การันตีเรื่องโหมดการเล่นที่เยอะมาก ตามสไตล์เกม RPG บนมือถือยุคปัจจุบัน" ใน Might & Magic: Era of Chaos การปลดล็อคระบบต่าง ๆ ทำได้ด้วยการเพิ่มระดับเลเวลของตัวเรา ตัวเกมมีระบบให้เราได้เล่นได้ศึกษาเยอะมาก ตั้งแต่ระบบอัปเกรดร้อยแปด ทั้งอัปเกรดยูนิต อัปเกรดฮีโร่ ระบบภารกิจ ระบบแจกของมากมาย โหมดเนื้อเรื่อง โหมด PVP โหมด PVE ระบบ Guild โหมดอีเวนท์รายวันรายสัปดาห์ ระบบค่ายทหาร และอีกมากมายหลายหลากตามสไตล์เกม RPG บนมือถือยุคปัจจุบัน ระบบกาชา "ระบบกาชาแบบเศษยูนิต พร้อมการสุ่ม SSR แบบ 100%" ระบบกาชาของ Might & Magic: Era of Chaos แม้จะมีแจกให้เราได้หมุนฟรีวันละ 1 ครั้ง แต้ตู้กาชาของตัวเกมก็ค่อนข้างที่จะหมุนให้ได้ยูนิตตามที่ต้องการยาก เพราะภายในตู้จะไม่ได้ออกมาแค่ยูนิตเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับเศษของยูนิต ซึ่งการจะได้ตัวละครระดับ SSR มาครองค่อนข้างหวังกับการสุ่มเป็นครั้ง ๆ ได้ยาก เน้นกาชาให้ครบ 100 ครั้งจะดีกว่า เพราะพอครบ 100 ครั้ง ระบบจะสุ่มปล่อยยูนิต SSR มาให้เราได้เชยชม 1 ตัวแบบ 100% อย่างไรก็ตาม เศษยูนิตของฮีโร่ค่อนข้างสำคัญมาก เพราะมันเอาไว้สำหรับอัปเกรดเพิ่มดาวให้ตัวละคร ซึ่งจะทำให้ตัวละครแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้นั่นเอง นอกจากนี้ตัวละครระดับ SR ก็เป็นตัวละครที่อัปเกรดได้ง่าย สามารถสอดผสานกันได้ดีไม่แพ้ตัวละครระดับ SSR ดังนั้นต่อให้เกมนี้ยูนิต SSR จะออกยากไปหน่อย แต่ยูนิตระดับ SR ก็เจ๋งไม่แพ้กันเลย สรุป "เกมจัดทัพตัวละครที่ให้อารมณ์วางกลยุทย์ และควบคุมกองทัพใหญ่จริง ๆ แม้ว่าตัวเกมจะเป็นเกม RPG ทั่ว ๆ ไปก็ตาม" ผมชอบสเน่ห์ของ Might & Magic: Era of Chaos ตรงตัวละคร และงานออกแบบต่าง ๆ เรารู้สึกได้เลยว่านี้คือโลกแฟนตาซี การจัดทีมตัวละคร ให้อารมณ์เหมือนการจัดกองทัพมากกว่าจะเรียกว่าเป็นแค่การจัดทีม เราต้องรู้จักวางกลยุทธ์ให้กองทัพของเราได้เปรียบกว่ากองทัพศัตรู การกดใช้สกิลของฮีโร่ระหว่างการต่อสู้มีผลต่อรูปเกมเป็นอย่างมาก ให้อารมณ์เหมือนเราเป็นผู้วิเศษของกองทัพ ที่สามารถใช้พลังเวทย์กวาดต้อนกองทัพของศัตรูให้ราบเรียบได้ในครั้งเดียว หากคุณชอบเกมแนว RPG แฟนตาซี ที่ให้อารมณ์การจัดกองทัพ การวางกลยุทธโดยอิงตำแหน่งของตัวละครเป็นหลัก Might & Magic: Era of Chaos สามารถตอบโจทย์ความชอบของคุณได้แน่นอน ดาวน์โหลดเกม Might & Magic ®: Era of Chaos  [penci_review id="63847"]
18 Aug 2020
รีวิวเกม Neon Abyss "ควงปืน โดดลงเหว ปราบเทพยุคใหม่"
Roguelike เป็นเกมแนวที่มีหัวใจหลักอยู่ที่การสุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสุ่มด่าน ศัตรู หรือไอเท็มต่างๆ ทำให้เราต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ และต้องระวังตัวให้ดีเพราะว่าถ้าตาย ไอเท็มและค่าพลังที่อัพเกรดมาจะหายไป กลับไปเริ่ม 1 ใหม่ เป็นแนวเกมที่สนุกและท้าทาย เพราะแบบนั้นมันถึงเป็นหนึ่งแนวเกมที่หลายคนชื่นชอบ วันนี้ GameFever TH จะมาแนะนำเกม Roguelike เกมหนึ่งที่มี Theme สะดุดตาและการเล่นที่สนุกสะใจ กับเกม Neon Abyss ระบบเกมและภาพรวม Neon Abyss เกมแนว  roguelite action-platformer ที่ว่ากันด้วย Hades เทพแห่งนรกถูกเหล่า Titan ชิงพลังไปและกำลังสถาปนาตัวเองเป็นเทพยุคใหม่ แล้วออกอาละวาดไปทั่ว Hades ได้ใช้พลังส่วนสุดท้ายจัดตั้งกองกำลังที่ไม่มีวันตาย Grim Squad ขึ้นมาเพื่อที่จะหยุดเหล่า Titan และชิงพลังกลับคืนมา ซึ่งเราก็เป็น 1 คนในกองกำลังนั้น แต่เอาเข้าจริง เนื้อเรื่องก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก เป็นแค่เหตุผลอธิบายเฉยๆว่าเราสู้กับอะไรและทำไมเราไม่ตายก็เท่านั้นเอง ส่วนงานภาพและ Theme ได้นำไฟนีออนที่สว่างสดใสกับท่อระบายน้ำที่ดูมืดมนมารวมกัน เรียกว่าเข้ากันได้แบบแปลกๆ แถมยังสะดุดตามากๆอีกด้วย และถ้ายิ่งมีห่ากระสุนที่เรายิงออกไปด้วย ก็จะยิ่งตระการตากว่าเดิมแน่นอน (บางครั้งก็จ้าจนตาแทบบอด 5555+) ในส่วนของเกมการเล่น ก็จะเหมือนเกมแนว roguelite ทั่วไปที่ทุกอย่างจะสุ่ม แต่สิ่งที่เกมนี้แตกต่างจากจากเกมอื่นๆก็คือ ก็ต่อสู้ในเกมนี้จะใช้ปืนและระเบิด!! ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอก ใช้ปืนและระเบิดจัดการกับศัตรูทุกตัวที่ขวางหน้า แทนที่จะเป็นดาบหรือเวทมนต์ ยังไม่รวมไอเท็มสุดแปลกและศัตรูที่แสนจะสร้างสรรค์  มาพูดถึงช่วงเตรียมตัวก่อนจะเล่นก่อน Lobbyก่อนเล่นเกมจะเป็น Bar ที่เต็มไปตัวแสงนิออน ในที่แห่งนี่เราสามารถปรับระดับความยาก อัพเกรด Abyss (อัพเกรดให้ตัวดันเจี้ยนมีของให้เล่นมากขึ้น เช่น ไอเท็ม ห้องมินิเกม) เปลื่ยนตัวละคร (ตัวละครมีให้เลือกถึง 10 ตัว ซึ่งแต่ละตัวจะมีความสามารถและสเตตัสเริ่มต้นที่แต่ต่างกัน) และเตรียมตัวก่อนโดดลงเหวไปจัดการกับเรา Titan ทั้งหลาย  เมื่อโดดลงมาแล้ว เราจะได้ปืนเริ่มต้น และของต่างๆตามสเตตัสของแต่ละตัว โดยแต่ละอย่างจะมีหน้าที่ของมัน และมีอยู่จำกัด เราจะต้องบริหารจัดการให้ดี ได้แก่ หัวใจ เป็นพลังชีวิตของตัวละคร ถ้าหมดก็ตาย ระเบิด ใช้จัดการกับศัตรู หรือใช้ระเบิดหิน/กล่องหินที่อยู่ตามฉาก กุจแจ ใช้เปิดประตู หรือเปิดกล่องทองที่อยู่ตามฉาก เงิน ใช้ซื้อของ เปิดประตูบางประเภท หรือใช้เล่นมินิเกม คริสตัล ใช้เปิดประตูคริสตัล กล่องคริสตัลที่อยู่ตามฉาก หรือใช้สกิลของปืน ในส่วนของแผนที่จะเป็นดันเจี้ยน (จะคล้ายท่อระบายน้ำหน่อยๆ) ที่จะแบ่งเป็นห้องๆเราสามารถจะเดินไปทางไหนก่อนก็ได้ เมื่อเข้าแต่ละห้อง เราจะโดนขังและต้องจัดการกับศัตรูภายในห้องให้หมดก่อน ถึงจะไปยังห้องต่อไปได้  ถึงเราจะมีปืนแต่ก็ใช่ว่าจะผ่านง่ายๆ เพราะศัตรูจะมีหลายแบบ โจมตีต่างกัน บางห้องจะแคบ แถมมีกับดัก และที่สำคัญเราสามารถโดนความเสียหายจากระเบิดหรือกระสุนของตัวเองได้อีกด้วย ทำให้เกมมันไม่ง่ายเลย ต้องระวังตัวให้ดี ไม่งั้นอาจจะตายไม่รู้ตัว ซึ่งห้องต่างๆในดันเจี้ยนก็จะมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นห้องวาป ห้องสมบัติ ห้องร้านค้า แล้วยังมีห้องแปลกๆที่จะมีมินิเกมให้เล่นเพื่อรับไอเท็มเมื่อชนะเกม เช่น ห้องตกปลา ห้องหนีบตุ๊กตา ฯลฯ แถมยังมีห้องลับที่ซ่อนอยู่ไว้ด้วย (ส่วนวิธีเข้าก็หากันเอาเอง พูดไม่ได้ - -’’) แต่การจะผ่านด่านเพื่อขึ้นไปชั้นถัดไปนั้น เราจะต้องจัดการกับบอสของชั้นที่อยู่ในห้องสีแดง ซึ่งจะสุ่มแบบมาให้เราเจอ (มีแค่บางชั้นที่จะล็อคไว้ให้เจอแต่บอสตัวเดิมๆ (เป็นบอสเนื้อเรื่อง)) มีทั้งบอสที่เท่มาก รวมไปถึงบอสแปลกๆกาวๆด้วย แล้วเมื่อจัดการบอสได้ เราจะได้ไอเท็มอัพเกรด ประตูขึ้นไปชั้นถัดไป และGemสีเหลืองที่เอาไว้ใช้อัพเกรด Abyss ให้มีของมากขึ้น แต่ก่อนจะไปตีกับบอสนั้น ก็ต้องอัพเกรดตัวเองซะก่อน เราสามารถอัพเกรดโดยการหาไอเท็ม ปืน และสัตว์เลี้ยง ยิ่งมีของเยอะ เราจะยิ่งเก่ง ปืนจะอลังการขึ้นเรื่อยๆ (บางครั้งกระสุนเต็มจอ จนแยกไม่ออกว่าของใครบ้าง 555+) ไอเท็ม จะเป็นอารมณ์ประมาณของสวมใส่ จะเก็บกี่ชิ้นก็ได้ แต่ละชิ้นจะมีคุณสมบัติต่างกัน มีทั้งดี ไม่ดี และของแปลกๆ  เช่น ถุงป็อบคอร์นที่จะเปลื่ยนกระสุนเราเป็นระเบิด กระทะที่เพิ่มโอกาศกันกระสุนจากศัตรูได้ ซึ่งเราจะไม่รู้คุณสมบัติของไอเท็มเลย จนกว่าเราจะเก็บมัน รู้แค่รูปร่างของไอเท็มเท่านั้น (ยกเว้นจะมีความสามารถอ่านคุณสมบัติไอเท็ม)  ปืน จะเป็นอาวุธหลักของเรา มีหลายประเภทมาก ทั้งยิงระเบิด ชาร์จยิง เลเซอร์ และแต่ละปืนจะมีสกิลที่แต่ต่างกัน สัตว์เลี้ยง จะได้จากไข่เท่านั้น (มีให้เก็บตามด่าน) ซึ่งเราต้องมานั่งลุ้นว่า ไข่จะฟักออกมาเป็นตัวไหม ถ้าออกก็สุ่มว่าจะเป็นตัวไรอีก (ถ้าได้ซ้ำจะอัพเกรดสัตว์เลี้ยง) สัตว์เลี้ยงจะช่วยเราในหลายๆเรื่อง แล้วแต่ตัว เช่น ยิงศัตรู กันกระสุน เก็บของ  โดยการเล่นในแต่ละรอบจะมีกำหนดชัดเจนว่ามีบอสกี่ตัว (ยกเว้นจะเจอบอสลับ) เมื่อเราชนะบอสตัวสุดท้ายหรือตาย ก็จะกลับไปเริ่มใหม่ที่ Bar และจะมีสรุปว่ารอบนั้นเราเก็บไอเท็มอะไรมาบ้าง ได้Gemสีเหลืองรวมกี่เม็ด และCode เซ็ทไอเท็มของรอบนั้น (สามารถเอาCode ไปกรอกที่เสานอกBarได้ เพื่อที่จะได้เล่นไอเท็มรอบนั้นอีกครั้ง แต่เราจะไม่ได้Gemสีเหลืองเพิ่มในการเล่นCodeนั้น) มาพูดถึงข้อเสียกันดีกว่า อย่างแรก ตอนนี้ยังมีบัคที่มีผลต่อการเล่นให้เห็นอยู่บ่อยๆ เช่น ระเบิดหินไม่แตก เดินออกห้องไม่ได้ ทำให้เมื่อเจอก็หมดอารมณ์เล่นกันเล่นทีเดียว อย่างที่2 เกมนี้ออกกลางเกมไม่Saveให้ ทำให้การจะหยุดเล่นเกมนี้นอกจากจะเล่นให้จบรอบ/ตาย ก็ต้องทำใจทิ้งรอบนี้ เล่นรอบใหม่ไปเลย และข้อสุดท้ายในแต่ละรอบมีบอสจำนวนชัดเจน ทำให้Gemสีเหลืองที่ได้แต่ละรอบจำกัดเช่นกัน แถมถ้ารอบไหนฟาร์มมาดี ปืนโหดๆ ก็จบถูกตัดจบเพราะบอสในรอบนั้นหมดแล้ว ก็คงจะเซ็งไม่น้อย (ผมละคนหนึ่ง - -) ความรู้สึกหลังเล่น บอกตรงๆเลยว่าติดหงอมแหงมเลยครับ เป็นเกมที่สนุกมาก และสะใจสุดๆ แถมผมก็ชอบเล่นเกมแนว Roguelike อยู่แล้วเลยชอบเข้าไปอีก (ถามว่าหนักแค่ไหนก็ตอนนี้ก็เล่นไปเกือบ 30 ชม.แล้ว)  ถึงจะเจอบัคอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร (ถ้าไม่ใช่บัคที่ทำให้เกมเล่นต่อไม่ได้อะนะ) และหวังว่าจะมีของอัพเดทเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ส่วนตัวแล้วคงหยิบมาเล่นได้อีกยาวเลย (อวยหนักมาก) สรุป Neon Abyss เป็นเกมแนว Roguelike ที่สนุกมากๆอีกเกมหนึ่ง ถ้าใครที่สนใจหรือชอบแนวนี้อยู่แล้ว ก็ควรที่จะซื้อมาเล่นดู รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน link : https://store.steampowered.com/app/788100/Neon_Abyss/ [penci_review id="63734"]
10 Aug 2020
พาชมระบบใน V4 ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักเกมนี้
V4 หรือในชื่อเกมเต็มว่า Victory For เกม MMORPG กราฟฟิกสุดอลังการจากค่าย Nexon โดยตัวเกมเน้นการผจญภัยใน Open World ที่กว้างใหญ่ และยังมีคอนเทนต์สนุก ๆ ที่สามารถทำข้ามเซิฟเวอร์กันได้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการเชื่อมทั้งโลกเข้ามาไว้ได้ในเกมเดียว และสำหรับบทความนี้ Game Fever จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับระบบเบื้องต้นของเกมที่เรียกได้ว่า "ตก" ผู้เล่นได้เป็นจำนวนมาก ถึงขั้นนักแคสเกมและสตรีมเมอร์หลายท่านออกปากบอกเลยว่า "เกมนี้เล่นยาว ๆ" กันถ้วนหน้า อะไรที่ทำให้เหล่า Player รักเกมนี้ได้ขนาดนั้น เราตามไปส่องพร้อม ๆ กันเลยจ้า~ Cross-Platform อย่างที่บอกว่าการเล่นเกมนี้ ก็เหมือนกับเราได้เชื่อมต่อกันทั้งโลก ไม่ว่าคุณจะเล่นบนโทรศัพท์ Android IOS หรือแม้แต่บน PC ก็สามารถมาเจอกันได้ หากมีสเปคเครื่องตามนี้ สำหรับ PC เราจะได้เล่นผ่าน Nexon Luncher ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทางการจากเจ้าของเกมเอง ฉะนั้นหมดห่วงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับ Emulator ได้เลย ใครถนัดแบบไหนก็เลือกได้ หรืออยากเล่นโดยไม่ขาดตอนแม้ไม่ได้อยู่หน้าคอมก็ยังได้ เยี่ยมไปเลยเนอะ   Character เมื่อโลกถูกปกคลุมด้วยความชั่วร้าย ปีศาจได้พยายามรุกรานโลกที่เคยสงบ จึงเป็นหน้าที่ของ "กัปตัน" อย่างเรา ที่จะนำทีมปราบปรามภัยคุกคามของโลกใบนี้ให้สิ้นซาก โดยเราสามารถเลือกสไตล์การต่อสู้ที่เหมาะกับตัวเองได้จาก 6 คลาส ได้แก่... Enchantress - นักเวทย์สาวสวย ผู้ใช้คฑาเวทมนต์โจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรงต่อเหล่าศัตรูที่บังอาจเข้ามาใกล้ Warlord - นักรบผู้ใช้ค้อนโลหะฟาดศัตรูให้กระจุยด้วยพลังอันมหาศาล Slayer - ผู้ใช้ดาบสังหารศัตรูด้วยความแม่นยำฉับไว ทำให้ศัตรูผู้อ่อนแอพบจุดจบอย่างรวดเร็ว Knight - นักรบสาวผู้แข็งแกร่งในสนามรบ ด้วยความสมดุลทั้งการโจมตีและป้องกัน จึงยากที่จะโค่นเธอได้ Gunslinger - สาวนักแม่นปืน ที่สามารถสร้างบาดแผลฉกรรจ์ต่อเป้าหมายที่เธอเล็งไว้ได้อย่างไม่มีพลาด Boomblad - ถึงตัวจะเล็กแต่ขวาน+ปืนของเธอ ทำให้การโจมตีของเจ้าตัวเล็กปรับเปลี่ยนได้หลากหลายและยากต่อการคาดเดา   Quest เกม MMORPG บนมือถือ แน่นอนค่ะว่าต้องใช้ระบบ Auto-Quest ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเริ่มเกมมาจะมีระบบแนะนำให้กดเควสใช่ไหมล่ะ แต่เกมนี้ไม่! เริ่มเกมปุ๊บ เควสหลักรันปั๊บ แล้ว NPC ก็พาเราวิ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ รอบเมืองทันที ความรู้สึกแรกคือ นึกว่าดูหนังอนิเมชั่นสักเรื่องอยู่ แต่ความจริงก็ยังเล่นเกมอยู่นั่นแหละจ้า ซึ่งก็นับว่าสะดวกมากสำหรับใครที่เบื่อการกดรับเควสบ่อย ๆ แต่เควสที่เราต้องกดเองจริง ๆ ก็มีนะ โดยในแต่ละพื้นที่จะมีเควสประจำพื้นที่และเควสเสริมอยู่ และหากเราอยู่ในระยะ เควสจะเสนอขึ้นมาให้เรากดรับ ถ้าอยากทำก็กด ถ้าไม่อยากก็สามารถปล่อยผ่านได้ ชีวิต (ในเกม) ง่ายเลยใช่ไหม?   Game Guide คุณรู้สึกอย่างไร เมื่อกดปุ่มเมนูแล้วมีระบบให้เราเล่นขนาดนี้... เป็นปกติเมื่อเราเล่นไปสักระยะจะสามารถปลดล็อคระบบใหม่ ๆ และเราอาจจะงงว่า "มันใช้ยังไงหว่า" แต่ในเกมนี้จะมีระบบแนะนำแบบทันที (ซึ่งแน่นอนว่าใครไม่อยากดูก็กดข้ามไปได้เลย) ฉะนั้น หมดห่วงเรื่องระบบเยอะ ยุ่งยาก ซับซ้อน เพราะไกด์อธิบายดีและละเอียดแบบครั้งเดียวเล่นเป็นเลย รับประกันจ้า!!   Warp จุดนี้ส่วนตัวชอบมากเลยค่ะ ปกติเมื่อเราเปลี่ยนแผนที่จะต้องเข้าวาร์ปแล้วรอโหลดเพื่อเปลี่ยนฉากใช่ไหมล่ะ แต่สำหรับ V4 เมื่อเราก้าวข้ามเขตแมพจะมีแสงวาบเบา ๆ 1 ครั้ง พร้อมขึ้นว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน หากมองเผิน ๆ เหมือนกับเราวิ่งแล้วข้อความเด้งขึ้นมาเฉย ๆ เลย นับเป็น Open World แบบไร้รอยต่อจริง ๆ และมันเกิดขึ้นกับเกมที่ให้บริการบนมือถือด้วย สุดยอดมาก!!!! https://youtu.be/p0sisOKmgQo   สหาย โดยคอนเซปต์ของ MMORPG เราต้องปาร์ตี้กับคนในเกมใช่ไหมล่ะ? แต่สำหรับบางคนที่ชอบโซโล่ ทำให้รู้สึกว่าภารกิจในแต่ละวันมันเยอะเหลือเกิน V4 ได้แก้ปัญหาให้ด้วยการเพิ่ม "ระบบสหาย" ซึ่งก็คือ NPC ที่เราเจอช่วงทำเควสซะส่วนใหญ่นั่นแหละ หรืออาจจะเปิดสุ่มจากร้านค้าเอาก็ได้เช่นกัน โดยสหายแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกันไป เช่น เก็บรวบรวม ออกล่า พิชิตพื้นที่ เป็นต้น นอกจากไม่เหงาตอนวิ่งเควสแล้ว ยังมีผู้ช่วยฟาร์มของอีก อะไรมันจะดีขนาดนั้น~   ระบบพักหน้าจอ อันนี้ขอพูดถึงหน่อย เพราะปกติการพักหน้าจอเกมมือถือ คือการปล่อยให้ตัวละครตีมอนสเตอร์หรือเดินเควสอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องเฝ้า และเพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งเมื่อเปิดใช้ ส่วนใหญ่เราก็จะไม่รับรู้อะไรในเกมอีกเลยจนกว่าจะปลดล็อคใช่ไหมล่ะ แต่ใน V4 แม้จะพักหน้าจอไปแล้ว เราก็สามารถรู้ทุกความเคลื่อนไหวภายในเกมได้ โดยไม่ต้องแสดงฉากและตัวละคร ทั้งไอเทม ค่าประสบการณ์ที่ได้รับ ช่องแชท แม้แต่หลอด HP ก็แสดงบนหน้าจอที่พักอยู่ด้วย ไม่ต้องลุ้นว่าปลดล็อคมาแล้วจะเจออะไรที่คาดไม่ถึง ซึ่งนับว่าเจ๋งกว่าเกมอื่นเยอะเลยล่ะ   Camera อันนี้ต้องบอกว่าเป็นตัวชูโรงสำหรับสายโซเชียลเลยนะ ระบบกล้องและมุมมองในเกม V4 สามารถปรับได้ถึง 4 แบบ ดังนี้ 1. Normal - จะเป็นเหมือนกล้องวิ่งตามตัวละคร แบบเพื่อนถ่าย Vlog การผจญภัยของเราไว้เลยล่ะ https://youtu.be/BZtwZvKNEB0 2. Action - อันนี้คือสุดยอดมาก ถ้าใครอยากให้เกมของเรากลายเป็นภาพยนตร์ เปิดโหมดกล้องนี้เลยค่ะ เพราะจะปรับมุมมองให้ดูตื่นเต้นและได้อรรถรสในการต่อสู้มากขึ้น (แต่ระวังเวียนหัวนะ อิอิ) 3. Free - อันนี้จะคล้ายแบบ Normal แต่กล้องไม่ได้ตามเราทุกฝีก้าวขนาดนั้น เรายังสามารถหมุนมุมมองได้ตามต้องการ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบภาพที่ตัดเปลี่ยนไว ๆ และโหมดนี้ทำให้เวียนหัวน้อยที่สุดด้วย 4. Quarter - มุมมองด้านบน สำหรับใครที่ชอบมุมภาพกว้าง ๆ จากมุมสูง นอกจากนี้ เรายังสามารถปิด UI ได้ทุกเมื่อ เพื่อการอัดคลิปหรือแคปหน้าจอได้ทันทีที่ต้องการ ภาพสวยแบบนี้ มีชอตถูกใจทีก็ แชะ! ได้สบายเลย   Let's Talk บรรยากาศเกมจ้า https://youtu.be/vWQo9xuQoCA เป็นอย่างไรกันบ้างคะ น่าเล่นใช่ไหมล่ะ? ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแค่ระบบ UI พื้นฐานเท่านั้น ภายในเกมยังมีระบบที่น่าสนใจอีกเยอะมาก ๆ ๆ ๆ เลยค่ะ เพื่อน ๆ ลองตามไปเล่นกันดูนะ ใครลองเล่นแล้ว ประทับใจเกมนี้เพราะอะไร ลองคอมเมนต์คุยกันหน่อยน๊า~~
06 Aug 2020
รีวิว The Everlasting Regret หมึก 3 สี กับเรื่องราวบนปลายพู่กัน
ในปัจจุบันเกมมือถือส่วนใหญ่ที่เราเห็นในตลาด มักจะเป็นเกมที่เปิดให้ผู้เล่นสามารถแข่งขันกับ คนอื่นได้ หรือไม่ก็เป็นเกมกาชาที่ให้เราสะสมตัวละครจำนวนมากที่ทางผู้พัฒนาออกแบบมา มีไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นเกมเนื้อเรื่อง เล่นคนเดียวทีเป็นเกมมือถือ อย่างน้อย The Everlasting Regret เกมใหม่จากทาง Tencent Games ที่มาในธีมโลกภาพวาดย้อนยุคของจีน ก็เป็นหนึ่งในนั้น     The Everlasting Regret เป็นเกมพิเศษที่ผู้เขียนไม่เคยได้พบเห็นที่ไหนมาก่อน และไม่คิดเลยว่าเกมแบบนี้จะสามารถสร้างขึ้นมาได้เช่นกัน แต่ในเมื่อมันมีหลักฐานให้เห็นอยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้ว ดังนั้นวันนี้จะขอรีวิวให้เพื่อนๆ ชาว GameFever Th ได้รู้กันว่า เจ้าเกมเนื้อเรื่องเล่าผ่านภาพวาดนี้ มีดีที่ตรงไหน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ     เนื้อเรื่อง     The Everlasting Regret จะกล่าวถึงเรื่องราวของการพานพบ และความรัก ระหว่างสตรีโฉมงามนางหนึ่งที่มีชื่อว่า หยางกุ้ยเฟย กับจักรพรรดิ์ราชวงค์หนึ่งในจีนยุคโบราณ เรื่องราวจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนเธอยังเป็นเด็ก ไปจนวันที่เธอได้เป็นหนึ่งในนางสนมคนสำคัญ ผ่านยุคที่สงบสุข, ผ่านยุคสงคราม, จนกระทั้งถึงวันที่ต้องแยกจากกัน     ความยาวทั้งหมดของเนื้อเรื่องถูกแบ่งออกเป็น 4 บท โดยแต่ละบทจะไม่ได้มีความยาวมากมายอะไร ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอ่านนิทานอยู่มากกว่าเล่นเกมเสียด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นก็ทำให้ตัวผมรู้สึกสนุกสนานไปกับมันพอสมควรครับ     กราฟิก / การนำเสนอ       ในส่วนกราฟิกของเกมนี้ ต้องยอมรับเลยว่าทีมผู้พัฒนานำเสนอได้น่าสนใจมากครับ แตกต่างจากเกมมือถือในยุคนี้ทีมักจะใช้ภาพ 3D สมจริง นำเสนอกราฟิกที่สวยงามอลังการ The Everlasting Regret กลับใช้กราฟิกที่เป็นเหมือนภาพวาดในคำภีร์โบราณของจีน ซึ่งช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับเกมเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง     ในเกมนี้ใช้การเปลี่ยนฉากของเนื้อเรื่อง เป็นการเปิดม่วนคำภีร์เพิ่มเติม มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังอ่านชีวประวัติอยู่จริงๆ นอกจากนี้ในแต่ละช่วงยังมีการนำเสนอบทกลอนด้วยตัวอักษรภาษาจีนที่เขียนด้วยพู่กัน ยิ่งช่วยเสริมสร้างอรรถรสในการเล่นได้เป็นอย่างดี คือต้องยอมรับว่าทำออกมาได้ดีจริงๆ ครับ     เกมเพลย์     ในเกมนี้ผู้เล่นจะได้รู้จักกับหมึก 3 สี ที่มีชื่อว่า Vivify, Bond และ Erase แต่ละอันจะมีความหมายไม่เหมือนกัน โดย Vivify หมายถึงการดำเนินไปหรือย้อนกลับ, Bond หมายถึงสายสัมพันธ์ ส่วน Erase คือการลบออกไป ในการเล่นเกมนี้ผู้เล่นจะต้องใช้หมีกที่มีความหมายแตกต่างกันนี้ ในการเสริมสร้าง, เชื่อมโยง, หรือลบออกไป เพื่อดำเนินเนื้อเรื่อง โดยมีอักษรที่สีแดงเป็นคำใบ้     ความน่าสนใจของระบบนี้ ก็คือการที่ผู้เล่นสามารถใช้หมึกสีต่างๆ สร้างเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้น นอกเหนือไปจากที่เป็นเส้นทางหลักของเนื้อเรื่องได้ เช่น ถ้าหากว่าเหล่านางสนมทั้งหมดเป็นเพื่อนกันตั้งแต่วัยเด็ก จะเป็นเช่นด้วยการใช้หมึกแรกในการย้อนเวลาเหล่าสนมทั้งหมด และใช้หมึกที่สองในการเชื่อมโยง หรือถ้าหากว่าองค์ราชาได้เจอกับสนมเอกตั้งแต่เด็กจะเป็นเช่นไร ภาพแบบไหนที่เราจะได้เห็น แน่นอนว่าเส้นทางที่ถูกต้องมีเพียงหนึ่งเดียว แต่การที่เปิดให้เราใช้จินตนาการสร้างสรรค์เนื้อเรื่องได้อย่างอิสระเช่นนี้ ก็เป็นอะไรที่ต้องยอมรับว่า แปลกใหม่ ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์อย่างมากครับ         แน่นอนว่าในการเล่นเกมนี้ ไม่ได้ให้ผู้เล่นเลือกสีของน้ำหมึก แต่งแต้มเรื่องราวต่างๆ เพียงอย่างเดียว บางครั้งผู้เล่นอาจต้องวาดภาพ หรือทำการเลื่อนฉากให้เหมือนกับว่าตัวละครกำลังเดินทางด้วยเช่นกัน ด้วยความที่เกมเพลย์ และเนื้อเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นบนกระดาษ เลยทำให้เกมเพลย์ของ The Everlasting Regret เรียกได้ว่ามีเสน่ห์มาก     น่าเสียดายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมเนื้อเรื่องแล้ว ก็ต้องพบกับปัญหาที่เรียกว่า กำแพงของภาษาครับ สำหรับใครที่ไม่แข็งในภาษาอังกฤษ หรือจีน การเล่นเกมนี้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก เพราะจำเป็นต้องเรื่องสีของหมึก, วาดรูป หรือเลื่อนฉากให้ตรงกับคำใบ้ของเกม ดังนั้นมันจะเป็นเรื่องลำบากมากสำหรับคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษครับ     สรุป     The Everlasting Regret ถือเป็นเกมเนื้อเรื่องที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง ทั้งยังเป็นเกมที่ใช้เวลาในการเล่นไม่นาน เหมาะกับการเล่นระหว่างเดินทางบนรถไฟฟ้า หรือไปต่างจังหวัดเป็นอย่างมาก มีเกมเพลย์ที่พิเศษ และน่าสนใจ โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบเกมนี้ แต่ต้องยอมรับว่า The Everlasting Regret ไม่ใช้เกมที่สามารถใครก็สามารถสนุกไปกับมันได้ ยิ่งกำแพงเรื่องภาษาเรียกได้ว่าคงทำให้ใครหลายคนไม่สามารถเล่นเกมนี้ได้เลยทีเดียว      เอาข้อดีหักออกจากข้อเสียทาง GameFever TH จึงให้คะแนนเกมนี้อยู่ที่ 8 เต็ม 10 ยอมรับเลยว่าเนื้อเรื่องรวมไปจนถึงเกมเพลย์ทำออกมาได้น่าสนใจจริงๆ  สำหรับใครที่สนใจก็สามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ที่ด้านล่างนี้เลยครับ ดาวโหลดน์เกมบน PlayStore ดาวโหลดน์เกมบน AppStore  
30 Jul 2020
Review: รีวิวเกม Ghost of Tsushima "Assassin ก็ไม่ใช่ Jedi ก็ไม่เชิง"
ถ้าให้พูดกันตามตรง เกม Ghost of Tsushima / ‘นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ’ ถือเป็นเกมที่ “สนุก” มากๆ เกมหนึ่ง ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่นโลกเปิดอันดุเดือด ที่ผสมผสานการต่อสู้อันท้าทายของเกมอย่าง Star Wars Jedi: Fallen Order เข้ากับการลอบเร้นและโครงสร้างของเกม Assassin’s Creed จนทำให้ในหลายๆ จังหวะ เกมรู้สึกเหมือนเป็น “เกม Assassin’s Creed สไตล์ญี่ปุ่น” ที่แฟนๆ เรียกร้องจะได้เล่นมาตลอดเลยก็ว่าได้ ยังไม่นับรวมองค์ประกอบด้านการนำเสนออย่างกราฟิกและเพลง ที่ล้วนสร้างบรรยากาศให้การสำรวจโลกไม่น่าเบื่อตลอดระยะเวลาที่เล่น แต่ Ghost of Tsushima ก็ยังประสบปัญหาหลายๆ อย่างที่มักพบในเกม Open World โดยเฉพาะในแง่ของเนื้อเรื่อง รวมไปถึงปัญหาด้านการนำเสนอบางประการ ที่ทำให้เกมมีความรู้สึก “เก่า” ไปซะหน่อย เมื่อเทียบกับเกมฟอร์มใหญ่อื่นๆ ทุกวันนี้ อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกมวางจำหน่ายเร็วกว่านี้ซักปีสองปี คงทำให้สามารถมองข้ามสิ่งที่เกมขาดไปได้ง่ายกว่านี้ ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เนื้อเรื่องของเกม Ghost of Tsushima จะอ้างอิงจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ปี ค.ศ. 1274 เมื่อกองทัพจากจักรวรรดิ์มองโกลได้เริ่มต้นการรุกรานญี่ปุ่น โดยกองเรือมองโกลได้เทียบท่าที่เกาะสึชิมะ (Tsushima) เป็นอันดับแรก ผู้เล่นจะรับบทเป็นซามูไรหนุ่ม Jin Sakai (จิน ซาไค) ผู้รอดชีวิตไม่กี่คนจากการโจมตีระลอกแรกของกองทัพมองโกล ผู้ซึ่งตัดสินใจหันหลังให้กับวิถีนักรบอันทรงเกียรติ์ เพื่อต่อสู้กับเหล่าผู้รุกรานโดยไม่เลือกวิธีในฐานะ “นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ” (The Ghost) พร้อมกับเหล่าเพื่อนพ้องนักรบ ที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของพวกเขา เนื้อเรื่องเส้นหลัก หรือที่เกมเรียกว่า “Tale of Jin” (บันทึกของจิน) จะถูกแบ่งออกเป็นสาม “องค์” เกี่ยวกับความพยายามในการปลดแอกเกาะสึชิมะจากการปกครองของเหล่าผู้รุกราน ซึ่งในมิตินี้ เนื้อเรื่องหลักของเกม Ghost of Tsushima ค่อนข้างจะตามสูตรเรื่องราวแนวเดียวกันค่อนข้างจะเป๊ะๆ เลย จินก็คือนักรบผู้ถูกเลือก ทีต้องออกเดินทางอย่างโดดเดี่ยวเพื่อรวบรวมผู้กล้ากลุ่มเล็กๆ และปลุกใจชาวบ้านที่ถูกกดขี่ให้ลุกขึ้นมาต่อต้านเหล่าวายร้ายที่มีจำนวนมากกว่า ซึ่งก็ทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่ แม้จะไม่ได้แย่ แต่ก็รู้สึก “เฉยๆ” มาก อีกอย่างก็คือ เนื้อเรื่องหลักของเกมพยายามจะนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในใจของจิน เขาต้องทำในสิ่งที่ขัดกับคำสอนและความเชื่อทั้งหมดที่เขาเติบโตมา เพื่อปรับตัวเข้ากับศัตรูกลุ่มใหม่ ที่ไม่มีปัญหากับการ “เล่นสกปรก” เพื่อชัยชนะ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกมใช้เป็นแก่นทางอารมณ์ (Emotional Core) ของเนื้อเรื่อง ปัญหามันเกิดตรงที่ว่าเกมนำเสนอชัดเจนเหลือเกินว่ามันมีทางเลือกที่ “ถูกและผิด” อยู่ในสถานการณ์นี้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งในช่วงต้นๆ เกม เมื่อจินจำเป็นต้องช่วยชีวิตชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจากเหล่าผู้รุกราน โดยตัวเขารู้ดีว่าถ้าเขาบุกเข้าไปโจมตีทหารมองโกลตรงๆ จะทำให้ชีวิตของชาวบ้านอยู่ในอันตราย เขาจึงต้องจำใจขัดวิถีซามูไร และลอบสังหารศัตรูทั้งหมดแบบเงียบๆ เพื่อให้สามารถรักษาชีวิตของชาวบ้านได้ ในสถานการณ์ที่ยกมา ผู้เขียนรู้สึกว่ามันช่างชัดเจนเหลือเกินว่าทางเลือกที่ถูกต้องคืออะไร หากจุดประสงค์ของจินคือการช่วยชีวิตชาวบ้าน งั้นทางเลือกที่จินเลือกก็น่าจะถูกต้องแล้ว ดีกว่าการรักษาเกียรติ์ของตนเองแต่ต้องแลกมากับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ แต่จินก็ยังดูจะเป็นทุกข์กับการตัดสินใจของเขาอยู่ดี ทำให้ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยอินกับประเด็นนี้เท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าบางครั้งก็เหมือนตัวละคร "คิดมาก" ไปเอง ในอีกมุมหนึ่ง อาจจะมองได้ว่าเกมพยายามจะนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกระหว่างแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป และคนรุ่นเก่าที่พยายามจะคงไว้ซึ่ง “วัฒนธรรมและค่านิยมอันดีงาม” ที่พวกเขาถูกเสี้ยมสอนมาตลอดชีวิต และความลำบากใจของคนรุ่นใหม่ ที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านและล้มล้างความคิดเหล่านั้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า แม้จะต้องปะทะกับเหล่าคนรุ่นเก่า ที่ในหลายครั้งก็เป็นคนที่เรารักและเคารพอยู่ แม้ว่าเราจะไม่สามารถยอมรับความคิดของพวกเขาได้อีกต่อไป ซึ่งก็ถือเป็นมิติที่น่าสนใจในเนื้อเรื่อง แต่สุดท้ายแล้ว เกมก็ยังคงนำเสนอประเด็นดังกล่าวออกมาได้ไม่ดีนัก เพราะสุดท้ายก็นำเสนอ “ฝั่งที่ถูกต้อง” อย่างชัดเจนอยู่ดี ในทางกลับกัน เนื้อเรื่องส่วนที่เป็นเควสเสริมประจำตัวละครเพื่อนร่วมกลุ่มทั้งหมด กลับมีความน่าสนใจมากกว่าเนื้อเรื่องของจินเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการตามล่าลูกศิษย์ผู้ทรยศของ Sensei Ishikawa ไปจนถึงการตามล้างแค้นเพื่อครอบครัวของ Lady Masako ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่เข้มข้นน่าติดตาม ในระดับที่ทัดเทียมกับเนื้อเรื่องของเควสเกมอย่าง The Witcher 3 เลยทีเดียว เนื้อเรื่องเหล่านี้ยังมักจะปลดล๊อคบทใหม่ๆ ตามเนื้อเรื่องหลักไปเรื่อยๆ และมักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่าง “ซามูไร” และ “ปีศาจ” (หรือความขัดแย้งระหว่างคนสองรุ่น) ในใจของจินได้ดีกว่าในเนื้อเรื่องหลักเสียอีก ทำให้การเล่นเนื้อเรื่องเสริมของตัวละครเหล่านี้ ย้อนกลับไปทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่องหลักน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย แม้สุดท้าย เควสเสริมส่วนใหญ่ที่มีให้เล่นในเกมจะค่อนข้างสั้น และมีเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่ด้วยเนื้อเรื่องหลักที่ “พอใช้” บวกกับเควสเสริมประจำตัวละครที่เขียนบทมาได้อย่างดี และนักแสดงและนักพากย์เสียงที่ยอดเยี่ยม (กล่าวถึงเพิ่มเติมในส่วนการนำเสนอ) ก็เพียงพอจะทำให้ผู้เขียนใช้เวลาอย่างเพลิดเพลินไปกับเกมไม่ต่ำกว่า 30-40 ชั่วโมงก่อนจะจบเนื้อเรื่อง ◊ เกมเพลย์ ◊ อย่างที่กล่าวไปในหัวเรื่อง เกมเพลย์ของ Ghost of Tsushima อาจจะบรรยายได้แบบกว้างๆ ว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างการต่อสู้ของเกมอย่าง Star Wars Jedi: Fallen Order ที่เน้นการปัดป้อง (Parry) และหลบหลีกการโจมตีของศัตรู และปลิดชีพศัตรูอย่างรวดเร็วในการโจมตีไม่กี่ครั้ง เข้ากับการลอบเร้นและโครงสร้างของเกม Assassin’s Creed ที่ให้ผู้เล่นเดินทางไปรอบๆ แผนที่เพื่อทำเควสเนื้อเรื่อง เควสเสริม รวมไปถึงกิจกรรมยิบย่อยอีกมากมาย พร้อมกับการพัฒนาความสามารถและอุปกรณ์ของตัวละครไปด้วย ในระหว่างการต่อสู้อย่างซามูไร เกมเพลย์ของ Ghost of Tsushima อาจจะเปรียบได้กับเกมอย่าง Star Wars Jedi: Fallen Order ที่เน้นการหลบหลีกและปัดป้อง (Parry) การโจมตีของศัตรู เพื่อหาช่องว่างในการสวนกลับด้วยการโจมตีหนัก/เบา ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนท่าถือดาบให้ตรงตามชนิดของศัตรูเพื่อสร้างความได้เปรียบด้วย เกมมักจะแบ่งชัดเจนว่าการโจมตีแบบไหนที่ควรหลบหลีก และแบบไหนควรปัดป้อง โดยท่าที่ตั้งใจให้ปัดป้องทั้งหลายมักจะออกมาเป็นชุด และมักจะติดตามการหลบหลีกของผู้เล่นได้ตลอด จึงอาจจะพูดได้ว่าในขณะที่เกมอย่าง Jedi: Fallen Order หรือกระทั่ง Sekiro: Shadows Die Twice ยังเปิดให้ผู้เล่นที่อาจไม่ถนัดการกะจังหวะเพื่อปัดป้องสามารถใช้ความคล่องแคล่วมาทดแทนกันได้ ใน Ghost of Tsushima เกมแทบจะบังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องฝึกฝนการปัดป้องให้ชำนาญระดับหนึ่งเลย แม้กระทั่งในการต่อสู้กับศัตรูระดับต่ำ เพราะความสมจริงของเกมหมายความว่าทั้งศัตรูและผู้เล่นจะสามารถรับการโจมตีได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นก่อนจะตาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้จะบอกว่า Ghost of Tsushima มีความยากกว่า Jedi: Fallen Order หรือ Sekiro: Shadows Die Twice แต่อาจจะพูดได้ว่าเกม “คาดหวัง” ให้ผู้เล่นทุกคนสามารถใช้เครื่องมือทุกอย่างที่เกมมอบให้ให้เป็น ไม่ว่าจะเป็นทักษะพื้นฐานอย่างการหลบหลีกและป้องกัน ไปจนถึงระบบ Stance หรือท่าถือดาบ ที่มักจะเปลี่ยนท่วงท่าการโจมตีของผู้เล่นเพื่อรับมือกับศัตรูชนิดต่างๆ เช่นท่าหนึ่งเอาไว้รับมือกับศัตรูที่ถือดาบ ในขณะที่อีกท่าเอาไว้รับมือกับศัตรูที่ถือหอก เป็นต้น แม้จะไม่ค่อยเห็นผลในช่วงแรกๆ แต่ในช่วงท้ายๆ เกมศัตรูจะเริ่มใส่เกราะหนักที่ทำให้รับการโจมตีได้มากขึ้น ทำให้การพยายาม Stagger ศัตรูผ่านท่าโจมตีเฉพาะของแต่ละ Stance มีความจำเป็นขึ้นมา และทำให้ยิ่งเกมดำเนินไปเท่าไหร่ การต่อสู้ในเกมก็จะมีมิติมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย เกมมักจะทดสอบฝีมือของผู้เล่นอยู่เป็นระยะผ่านการต่อสู้แบบ Duel หรือการดวลดาบแบบตัวต่อตัวในพื้นที่จำกัด ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นเกมเพลย์ส่วนที่หินที่สุดในเกมเลย เพราะศัตรูในการดวลมักจะมีท่วงท่าและจังหวะการโจมตีที่ซับซ้อนกว่าศัตรูทั่วไป ที่จะบังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องใช้ฝีมือในการต่อสู้ของตัวเองเพียวๆ 100% มีการดวลหลายครั้งที่ผู้เขียนตายแล้วตายอีกนับสิบๆ รอบกว่าจะผ่านไปได้ แต่ทุกครั้งที่เอาชนะศัตรูเหล่านี้ลงได้ ผู้เขียนก็สังเกติได้ถึงพัฒนาการในการเล่นของตัวเองเช่นเดียวกัน จึงทำให้การดวลเหล่านี้ยังคงสนุกทุกครั้ง และทำให้เรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซามูไรยอดฝีมือขึ้นมาจริงๆ เลย ในทางกลับกัน ต้องยอมรับว่าเกมเพลย์การลอบเร้นใน Ghost of Tsushima นั้นอาจจะเรียกได้ว่า “เบสิก” มากๆ ผู้เล่นจะสามารถกดปุ่มอนาล๊อคขวา (R3) เพื่อย่อตัวลงและหลบซ่อนในพงหญ้าได้ หรือจะปีนป่ายภูเขา/อาคาร/ต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเพื่อหาจังหวะลอบสังหารศัตรูจากด้านบนก็ได้ ผู้เล่นจะมีเครื่องมือเช่นกระดิ่งและประทัดที่สามารถใช้ปาไปดึงดูดความสนใจของศัตรูได้ หรือลูกดอกพิษที่ทำให้ศัตรูเห็นภาพหลอนและโจมตีศัตรูด้วยกันเป็นต้น มีธนูไว้ใช้สังหารศัตรูเงียบๆ จากระยะไกล หรือจะเข้าไปปาดคอในระยะใกล้ก็ได้ เมื่อถูกเจอ ผู้เล่นก็สามารถปาระเบิดควันลงพื้นเพื่อหลบซ่อนจากศัตรูอีกครั้งได้ คือขาดไปแค่รถเข็นใส่กองฟางก็จะเป็น Assassin’s Creed แล้วจริงๆ แต่อาจจะจำกัดมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเกมไม่ได้เปิดให้ปีนป่ายได้อย่างอิสระเท่า AC แถมองค์ประกอบอย่างการเคลื่อนย้ายศพศัตรูก็ไม่มี ที่สำคัญ A.I. ศัตรูในเกมนี้ก็ไม่ค่อยจะฉลาดนัก โดยเฉพาะในระดับความยาก Normal นี่แทบจะเรียกว่าหูหนวกตาบอดกันหมดเลยทีเดียว ผู้เขียนสามารถกระโดดจากตึกสองชั้นลงมายืนข้างหลังศัตรูได้โดยที่พวกมันไม่รู้ตัวอะไรเลย แม้จะตกลงมาเสียงดังแค่ไหน หรือตัวเอกจะโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่สองวิเต็มๆ (เพราะโดดลงมาสูงเกินแล้วโดน Fall Damage) แต่ผู้เขียนก็ยังสามารถปาดคอพวกมันได้โดยที่ไม่มีใครรู้ แม้การปรับระดับความยากขึ้นมาเป็น Hard จะทำให้ศัตรูหูตาไวขึ้นพอสมควร และทำให้การลอบเร้นมีความท้าทายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเป็นรูปแบบการลอบเร้นแบบพื้นๆ ที่ค่อนข้างง่าย และอาจไม่ค่อยสนุกสำหรับคนที่โหยหาความท้าทายระดับเดียวกับการต่อสู้ในเกม ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่เกมพยายามจะปลดล๊อคความสามารถฝั่งลอบเร้น (เช่นมีดบิน ระเบิดควัน ประทัด)ไปตามเนื้อเรื่อง เพื่อสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตัวเอก กว่าจะปลดล๊อคเครื่องมือทั้งหมดในการลอบเร้น ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งเกมแล้ว (20-25 ชั่วโมง) ทำให้การลอบเร้นในช่วงองค์แรกของเกม (5-10 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความขยันในการเก็บเควส) ค่อนข้างจำกัดมากๆ ซึ่งแม้จะมีเหตุผลสนับสนุนในเนื้อเรื่อง แต่ก็ทำให้การลอบเร้นของเกมในครึ่งแรกทั้งหมดรู้สึกน่าเบื่อไปซะหน่อยสำหรับผู้เขียน ที่มักจะเลือกเดินเข้าไปท้าศัตรูซึ่งๆ หน้าเลยเพราะสนุกกว่า การลอบเร้นจะเริ่มรู้สึกมีความจำเป็นขึ้นมาจริงๆ ในช่วงท้ายเกม ที่เริ่มมีเครื่องมือและเงื่อนไขในภารกิจที่เน้นการลอบเร้นมากขึ้น แถมศัตรูระดับสูงยังมักจะมีชุดเกราะและอาวุธที่ทนทานกว่าช่วงต้นเกมหลายเท่า การลอบเร้นเข้าไปตัดกำลังกองทัพศัตรูอย่างเงียบๆ ก่อนจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้เขียนทำเพราะรู้สึกจำเป็น (ไม่งั้นโดนรุมตาย) มากกว่าเป็นทางเลือกจาก “ความสนุก” และมักจะเหลือศัตรูไว้ในค่ายจำนวนหนึ่งเพื่อต่อสู้ตรงๆ เสมอ (แต่ยอมรับว่าคนที่อยากได้อารมณ์ Assassin’s Creed แบบคลาสสิคในยุคญี่ปุ่นโบราณ น่าจะอินได้ไม่ยาก ในส่วนของการสำรวจ Ghost of Tsushima จะมีลักษณะคล้ายๆ กับเกมโลกเปิดส่วนใหญ่ในแง่ของโครงสร้าง ที่จะมีภารกิจหลักและเสริม รวมไปถึงกิจกรรมย่อยๆ อย่างการแช่บ่อน้ำแร่เพื่อเพิ่ม Max HP หรือการสำรวจศาลเจ้าเพื่อรับเครื่องราง กระจัดกระจายให้ทำอยู่เต็มแผนที่ ซึ่งแน่นอนว่าบางกิจกรรมก็สนุก เช่นการสำรวจศาลเจ้า ที่มักจะมาในรูปแบบของพัซเซิ่ลการปีนป่าย (Platforming Puzzle) แบบเบาๆ หรือการเคลียร์ค่ายทหารมองโกล ที่ทำให้ได้รับแต้มความสามารถเพิ่ม ในขณะที่บางกิจกรรมก็ไม่ค่อยสนุก เช่นการแต่งกลอนไฮกุ หรือการวิ่งไล่หมาจิ้งจอก อาจจะแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่อย่างน้อยระบบ Fast Travel ของเกมก็ทำให้ผู้เล่นสามารถเดินทางไปยังตำแหน่งของกิจกรรมที่พบในแผนที่ได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นการจะทิ้งกิจกรรมที่ไม่อยากทำไว้จนถึงเวลาที่จำเป็นจริงๆ ค่อยมาทำก็ยังง่ายดาย เพราะสามารถวาร์ปกลับไปยังตำแหน่งนั้นๆ ได้ทันที การสำรวจจะผูกเข้ากับระบบการพัฒนาตัวละครด้วย เพราะกิจกรรมแทบทุกอย่างที่ทำได้บนแผนที่จะมอบประโยชน์ให้กับตัวละครแตกต่างกันไป เช่นการแช่บ่อน้ำร้อนเพื่อเพิ่ม Max HP หรือการฝึกฟันไม้ไผ่เพื่อเพิ่มเกจ Resolve ที่เอาไว้ใช้ปล่อยท่าพิเศษและฟื้นฟูพลังชีวิตของผู้เล่นขณะต่อสู้ นอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถเลือกใส่ชุดเกราะ (ต้องเลือกเปลี่ยนทั้งชุด ยกเว้นหมวกกับหน้ากากสามารถผสมกันได้) และเครื่องรางชนิดต่างๆ ได้ เช่นเกราะซามูไรที่ใส่แล้วได้พลังโจมตีและพลังชีวิตเพิ่ม หรือเครื่องรางที่ทำให้ปามีดสั้นได้เพิ่มขึ้น 2 เล่มเป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมอบความสามารถพิเศษต่างกัน และทำให้ผู้เล่นสามารถเลือกสับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์การเล่นหรือสถานการณ์ได้ เราอาจจะเลือกใส่เกราะหนักและใส่เครื่องรางที่เพิ่มพลังป้องกันเมื่อต้องดวลเดี่ยวกับบอส แต่เปลี่ยนมาใส่เกราะโรนินที่ทำให้ศัตรูมองเห็นเราช้าลงเมื่อต้องการลอบเร้นเป็นต้น ทำให้ชุดเกราะทุกชุดมีประโยชน์ และทำให้ผู้เล่นสามารถเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้อย่างหลากหลาย แม้จะไม่ได้ลึกเท่าระบบชุดเกราะในเกม RPG ก็ตาม ซึ่งก้อาจไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับหลายคนที่เบื่อหน่ายระบบ RPG ในเกมแอคชั่น ในการเดินทาง ผู้เล่นจะต้องพึ่งพา “สายลม” ในการนำทางไปสู่จุดหมายในลักษณะเดียวกับการปักหมุดหรือการตั้ง Way Point ในเกมอื่นๆ ซึ่งก็ช่วยทำให้การเล่น Ghost of Tsushima ส่วนใหญ่มี HUD เช่นหลอดเลือดหรือมินิแมพขึ้นมากวนใจน้อยมาก และทำให้ผู้เล่นสามารถรับบรรยากาศของเกมได้ในระหว่างที่เดินทางไกลด้วยการขี่ม้า กลับกันคือระบบนกนำทาง ที่มักจะส่งนกสีเหลืองๆ มาพาผู้เล่นไปยังตำแหน่งของกิจกรรมเสริมที่ใกล้ที่สุด ซึ่งมักจะโผล่มาแบบสุ่ม แถมเจ้านกยังมักจะบินติดฉาก หรือไม่ก็บินหายไปเฉยๆ (ไม่รู้ว่าเป็นบั๊คหรือหาไม่เจอเอง) แต่ที่แน่ๆ คือผู้เขียนพบว่านกเหล่านี้มักจะพาเราหลงและเสียเวลาไป มากกว่าที่จะพาไปเจออะไรที่มีประโยชน์จริงๆ นอกจากนี้ ผู้เล่นยังมีสิทธิจะพบกับหน่วยลาดตระเวน หรือกระทั่งค่ายทหารของพวกมองโกล ที่เมื่อกำจัดแล้วก็จะได้รับทรัพยากรมาใช้พัฒนาอาวุธชุดเกราะของเรา หรือกระทั่งได้รับ Technique Point มาใช้อัพความสามารถ เช่นการปัดลูกธนู ซึ่งการทำให้กิจกรรมเล็กน้อยทั้งหมดในแผนที่มีประโยชน์ในแบบของตัวเอง ก็ช่วยทำให้การสำรวจในเกม Ghost of Tsushima ไม่รู้สึกเสียเวลา เพราะต่อให้เป็นกิจกรรมเล็กน้อยแค่ไหนก็มีผลในการพัฒนาตัวละครไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กล่าวโดยสรุป การต่อสู้ในเกม Ghost of Tsushima ถือเป็นจุดแข็งที่สุดของเกม และทำออกมาได้ค่อนข้างสนุกและท้าทายโดยที่ไม่ได้ยากจนเกินความสามารถ และสามารถปรับระดับความยากได้ตลอดเวลาในจังหวะที่รู้สึกว่าเล่นไม่ผ่าน นอกจากนี้ เกมยังมีแผนที่โลกที่กว้างใหญ่ ที่มีกิจกรรมให้ทำมากมาย และทุกกิจกรรมก็ล้วนช่วยพัฒนาตัวละครของผู้เล่นในวิธีที่ต่างกัน ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นจุดอ่อน คงจะเป็นระบบการลอบเร้น ที่ค่อนข้างจะธรรมดาๆ และไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่หรือเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ใฝ่ฝันอยากจะได้เล่นเกม Assassin’s Creed ฉบับญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบเกมเพลย์ของ Assassin’s Creed ยุคแรกๆ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของพวกคุณได้ดีที่สุดแล้วในขณะนี้ ◊ กราฟิก/การนำเสนอ ◊ จากภาพที่เปิดเผยออกมา ทั้งในเทรลเลอร์และในสกรีนช๊อตมากมายของเกม เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเห็นด้วยกับผู้เชียนว่า Ghost of Tsushima เป็นเกมที่ “สวย” มากๆ ด้วยสภาพแวดล้อมสีฉูดฉาดของเกม ไปจนถึงเอฟเฟกต์ใบไม้ใบหญ้าที่ปลิวไหวไปตามลมตลอดเวลา ที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่มีมนต์ขลังบางอย่างให้กับเกม แม้ว่าตัวเกมเองจะไม่ได้มีความแฟนตาซีก็ตาม ซึ่งก็ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับโลกของเกม ให้เป็นมากกว่าแค่อ้างอิงจากญี่ปุ่นยุคโบราณมาตรงๆ ที่อาจจะไม่ได้น่าสนใจเท่า ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องของเพลงในเกม ที่ช่วยสร้างบรรยากศให้กับการเดินทางได้เป็นอย่างดี และย้อนกลับไปเสริมบรรยากาศของเกม และสร้างความรู้สึกน่าพิศวงให้กับการสำรวจเกาะสึชิมะอย่างน่าประหลาด แน่นอนว่าทั้งหมดทำให้การเดินทางไปมาในเกาะสึชิมะของเกมเป็นประสบการณ์ที่น่าเพลิดเพลินแทบจะตลอดเวลาเลยทีเดียว แถมผู้เล่นยังสามารถปลดล๊อคเพลงต่างๆ ให้ตัวละครจินสามารถเป่าขลุ่ยตามได้ ซึ่งการเป่าขลุ่ยยังเป็นวิธีการที่เกมเปิดให้ผู้เล่นควบคุมสภาพอากาศของเกมด้วย (เช่นเพลงหนึ่งอาจทำให้ฟ้าใส แต่อีกเพลงทำให้ฝนตก เป็นต้น) แม้ว่าสภาพแวดล้อมมักจะไม่ได้มีผลอะไรกับการเล่นเกมจริงๆ เท่าไหร่ก็ตาม อีกสิ่งที่น่าชมคือคุณภาพของการพากย์เสียง และการแสกนหน้านักแสดง ที่บอกเลยว่ามีหลายฉากที่ผู้เขียนเกิดความอินตามเนื้อเรื่องได้เพียงเพราะจากสีหน้าและน้ำเสียงของนักแสดงเลย โดยเฉพาะท่านลุงชิมูระ พ่อบุญธรรมและอาจารย์ของตัวเอก ที่อาจจะเป็นผลงานการแสดงและพากย์เสียงตัวละครที่ผู้เขียนชอบที่สุดชิ้นหนึ่งได้เลย (อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนเล่น) ซึ่งคุณภาพของเสียงพากย์และการแสดง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำชูเนื้อเรื่องของเกมเอาไว้อยู่ เพราะถ้าไม่ได้กลุ่มนักแสดงและนักพากย์นี้มา เชื่อว่าผู้เขียนคงหักคะแนนส่วนเนื้อเรื่องไปมากกว่านี้แน่นอน แต่ในความสวยงามของเกม ก็รู้สึกถึงความ ”ปรุงแต่ง” มากกว่าเกม Open World คู่แข่งหลายๆ เกมเช่นเดียวกัน จากการที่รายละเอียดหลายๆ อย่างในโลกขาดชีวิตชีวาไปอย่างชัดเจน เช่นเหล่า NPC ชาวบ้าน ที่ส่วนใหญ่มักจะยืนอยู่ที่เดิมเฉยๆ ทั้งเกม หรืออนิเมชั่นของน้ำและโคลนเมื่อวิ่งผ่าน ที่บ้างครั้งก็กระเซ็นแบบสมจริง แต่บางครั้งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนผู้พัฒนาพยายามทำให้เกมสวยที่สุดเมื่อมองในภาพใหญ่ (ต้องยอมรับว่ามันสวยจริงๆ) แทนที่จะปั้นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อย่างที่ผู้พัฒนาหลายๆ สำนักพยายามทำในปัจจุบัน ซึ่งว่ากันตามตรงก็ไม่ได้ส่งผลต่อเกมเพลย์เท่าไหร่นัก แต่เพราะเกมอื่นๆ หลายเกมดูจะแก้ไขปัญหานี้ไปได้บ้างไม่มากก็น้อย เลยทำให้กลายเป็นข้อบกพร่องที่สังเกติง่ายในเกมนี้ ◊ ซับไทยและ Kurosawa Mode ◊ อย่างที่หลายคนอาจจะทราบกันดี เกม Ghost of Tsushima สนับสนุนบทบรรยายและเมนูภาษาไทยด้วย เช่นเดียวกับเกม PlayStation 4 Exclusive เกมก่อนหน้าอย่าง The Last of Us Part II ซึ่งเกม TLoU2 เป็นหนึ่งในเกมที่หลายๆ คน (รวมไปถึงทีมงาน GameFever ด้วย) ต่างชื่นชมว่าทำบทบรรยายไทยออกมาได้ดีมากๆ สำหรับเกม Ghost of Tsushima นั้น อาจจะด้วยความที่ผู้แปลพยายามจะรักษาความเป็นสมัยโบราณของเกมด้วย แต่บทบรรยายไทยของเกมมีความแข็งๆ ต่างจากเกม TLoU2 อย่างมาก และมีหลายคำที่แปลออกมาแปลกๆ สังเกติง่ายๆ แค่จากคำว่า “Continue” ในเมนูหลักของเกม ที่ถูกแปลออกมาเป็น “ทำต่อ” แทนที่จะเป็น “เล่นต่อ” เป็นต้น ผู้เขียนยอมรับตามตรงว่าทนเล่นซับไทยอยู่ได้ประมาณสองภารกิจ ก่อนที่จะทนไม่ไหวเปลี่ยนกลับไปเล่นซับอังกฤษ เพราะมันทำให้เสียอรรถรสและสมาธิขณะเล่นจริงๆ ในส่วนของโหมดพิเศษ Kurosawa Mode ของเกม หรือที่น่าจะเรียกกันง่ายๆ ว่า “โหมดขาวดำ” นั้น จะทำให้ภาพในเกมทั้งหมดกลายเป็นสีขาวดำ เช่นเดียวกับเหล่าหนังซามูไรในยุค 1950-60 ของผู้กำกับภาพยนตร์ในตำนาน คุโรซาวะ อาคิระ ที่ผลิตผลงานภาพยนตร์ซามูไรอันโด่งดังอย่าง Seven Samurai (1954) และ Yojimbo (1961) อันเป็นแรงบันดาลใจของเหล่าผู้พัฒนานั่นเอง โหมดจะใส่เอฟเฟกต์ Film Grain เข้าไปเพื่อจำลองความรู้สึกของภาพยนตร์ในยุคนั้น และจะทำให้ลมในเกมพัดแรงขึ้นมากๆ เพื่อเสริมอารมณ์ของเกม ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมากนะ สำหรับผู้เขียนไม่ได้รู้สึกมันช่วยทำให้เกมสนุกขึ้นหรืออะไร แต่ก็คงมีคอหนังตัวยงที่อาจจะชื่นชอบความรู้สึกของการได้ “เล่นหนังซามูไร” ก็เป็นได้  ◊ สรุป ◊ เกม Ghost of Tsushima อาจไม่ใช่เกมที่พยายามนำเสนออะไรที่ใหม่กว่าคนอื่น และก็ต้องยอมรับว่ามีหลายองค์ประกอบที่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ Ghost of Tsushima ก็ยังเป็นเกมที่สนุกในตัวของมันเอง ที่น่าจะมอบประสบการณ์นินจาซามูไรที่หลายคนต้องการมาตลอดได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่บทบรรยายไทยของเกมไม่สามารถคงมาตรฐานที่ The Last of Us Part II ตั้งมาได้ แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ (หรือญี่ปุ่น) จริงๆ ก็ยังถือว่าดีกว่าไม่มีอะไรเลยล่ะนะ [penci_review id="61128"]
20 Jul 2020
รีวิว No Straight Roads [DEMO] เกมแนว Rythm + Action Adventure กับการเสียดสีค่านิยมเพลงในปัจจุบัน
เชื่อว่าเกมเมอร์หลายๆ คนก็น่าจะเคยเล่นเกมแนว Rythm หรือเกมที่ใช้ดนตรีมาเป็นปัจจัยหลักมามากหลายเกม แต่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมที่เราได้เล่นส่วนใหญ่นั้นจะมีรูปแบบคล้ายๆ กัน นั่นคือการกดปุ่มที่ไหลลงมาให้ตรงตามจังหวะเพลง ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราคุ้นชินและนิยามคำว่า Rythm Games ได้อย่างดี แต่ในปี 2020 ที่ไอเดียในการสร้างวิดีโอเกมเองก็มีความเปิดกว้างและไร้ขีดจำกัดมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเกมอินดี้ที่โตขึ้นอย่างทวีคูณ จนในที่สุดมันจึงได้มีเกมหนึ่งเกมที่ออกมาแล้วฉีกทุกกฏเกณฑ์เดิมๆ ในเรื่องไอเดียกับการนำเอา Rythm Games มาผสมผสานกับเกมแนว Action Adventure ที่คนส่วนใหญ่ชอบ กลายมาเป็นเกมที่ชื่อว่า No Straight Roads จากฝีมือทีมพัฒนาสัญชาติอังกฤษอย่าง Sold Out Games พร้อมทั้งโปรเจกต์นี้ยังมีนักพัฒนารุ่นเก๋าผู้มีประสบการณ์อย่างคุณ Wan Hazmer หัวหน้าดีไซนเนอร์ของเกม Final Fantasy XV และ Daim Dziauddin อาร์ทดิสของเกม Street Fighter V ร่วมอยู่ด้วย  โดยตัวเกมนั้นมีกำหนดจะวางจำหน่ายออกมาให้เราเล่นในวันที่ 25 สิงหาคม 2020 แต่ทางเรานั้นได้มีโอกาสเข้าไปทดลอง DEMO ของเกมความยาวราวๆ 2 ชั่วโมง ด้วยความสงสัยที่ว่า Rythm Games + Action Adventure มันจะออกมาเป็นรูปแบบไหนกันนะ และสารภาพตามตรงว่าก่อนที่จะได้เข้าไปเล่นนั้น ผู้เขียนได้ลองเข้าไปดูคลิปวิดีโอเกมเพลย์จาก YouTube ต่างๆ มาก่อนหน้าบ้าง แต่ก็เฉยๆ กับมันและไม่ได้สนใจมันเท่าที่ควร !! ซึ่งหลังจากที่ผู้เขียนได้เข้าไปลองประสบการณ์ของมันด้วยตัวเองแล้ว ความคิดของผมเองก็เปลี่ยนไปตลอดกาล !! กราฟิก / การนำเสนอ No Straight Roads ใช้กราฟิก 3D ที่นำเสนอโลกแห่ง Cyberpunk ในอนาคตได้อย่างยอดเยี่ยม แสงสีหลอดนีออนฉูดฉาดบวกกับกลื่นอายความเป็นดิสโทรเปียที่ถือว่าเป็นของคู่กันกับธีมแนวนี้อยู่แล้ว  กับบ้านเมืองถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะทันสมัย แต่ก็จะให้ความรู้สึกที่เสื่อมโทรมอยู่ตลอดเวลา และเนื่องจากกราฟิกของเกมที่ผู้พัฒนาจะต้องเลือกใช้ความเป็นการ์ตูนเพือให้เหมาะกับเกมเพลย์ที่ดีไซน์ออกมา การดีไซน์แอนิเมชัน ท่าทางบ้าๆ บอๆ การเต๊ะท่าผิดมนุษย์มนาที่พอมันอยู่ในเกมนี้แล้วกลับลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งใครที่คิดภาพไม่ออก อารมณ์คล้ายๆ กับท่าทางการเต๊ะท่าของการ์ตูนเรื่อง Jojo Bizzare Adventure นั่นแหละ ยอมรับว่าในด้านกราฟิกถ้ามองเผินๆ มันก็เป็นงานอาร์ทที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นงานที่มีกลิ่นอายของ Street Art อยู่มาก แต่ค่านิยมงานแนวนี้ในด้านของวิดีโอเกมก็ต้องพูดว่ามันไม่ได้เป็นที่นิยมหรือสนใจต่อผู้คนมากเท่าไรนัก ซึ่งพอได้เล่นจริงๆ แล้ว หลายๆ อย่างที่ผู้พัฒนาสร้างมา ท่าทางตัวละคร หรือโลก Cyberpunk มันกลับมีเสน่ห์เกินกว่าทีคาดไว้ เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องของตัวเกมนำเสนอเรื่องราวของสองตัวละครอย่าง Mayday และ Zuke สมาชิกวงดนตรี Rock นามว่า Bunk Bed Junction ที่ต้องการจะต่อกรกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่ครอบงำผู้คนด้วยเสียงเพลงแห่ง EDM !! เอาจริงๆ แล้วถ้าให้มองเนื้อเรื่องของ No Straight Roads ดูเผินๆ มันก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่เรียบง่ายและซื่อตรงไม่ได้หวือหวากว่าเกมไหนๆ เพราะมันมีเกมอินดี้มากมายที่ทำเนื้อเรื่องออกมาได้กินใจกว่านี้เยอะ !! แต่ทว่าพอลองมองลงไปให้ลึกเข้าไปหน่อย เรานั้นจะได้เห็นว่าผู้พัฒนาพยายามที่จะส่งสารบางอย่างต่อโลกของเราในสมัยนี้เช่นกัน กับการที่ดนตรีแนว EDM นั้นค่อนข้างเข้ามามีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเพลงเกือบทั่วทุกที่ และมันกลายเป็น Trend ที่แพร่ขยายออกไปมากขึ้นแบบไม่ทันได้รู้ตัว เพราะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาก็มีนักร้องมากมายที่นำเอาดนตรีแนว EDM เข้ามาผสมผสานกับเพลงของตัวเองและโด่งดังมากมาย หรือศิลปินแนว EDM เองก็ค่อนข้างกลายเป็นที่รู้จักของโลกมากขึ้น โดยมันก็ส่งผลทำให้เพลงแนวอื่นเองก็ต้องปรับตัวผสมผสานเอาสไตล์เทรนใหม่นี้เข้ามาด้วย ซึ่งเนื้อเรื่องและบอสต่าง ของเกมนี้เองก็มีการสื่อเป็นนัยๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้เช่นกัน และสิ่งไหนที่เกิดขึ้นมา จะต้องมีสิ่งหนึ่งที่ดับไป !! ใช่แล้วครับหนึ่งแนวดนตรีที่ได้รับความนิยมน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็คือแนวดนตรีเพลง Rock ที่ตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงขาลงของมันเลยก็ว่าได้ สังเกตุว่าศิลปินที่ทำดนตรีแนว Rock, Punk หรือ Heavy Metal เดี๋ยวนี้ไม่ได้รับความนิยมเหมือนดั่งเมื่อก่อน เนื้อเรื่องที่ No Straight Roads นำเสนอ มันจึงกลายเป็นเกมที่มีเนื้อเรื่องหยอกล้อเสียดสีสังคมได้เป็นอย่างดี ว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ EDM และเป็นการสะท้อนถึงปัญหาในเรื่องของความหลากหลายที่ตอนนี้แนวดนตรีบางแนวอาจจะมีที่ยืนในสังคมน้อยลงไปเรื่อยๆ รวมถึงอีกหนึ่งเสน่ห์หลักที่ไม่พูดไม่ได้เลยคือความตลกในเรื่องของบทสนทนาที่นอกจากจะมีการหยอกล้อสังคมแล้ว ผู้พัฒนายังใส่มุขตลกสไตล์ฝรั่งที่ทำให้เรายิ้มและฮาได้เรื่อยๆ และค่อนข้างเป็นตลกน้ำดีที่มันเข้ากันกับธีมของเกมที่มีความเป็น Cyberpunk ได้อย่างยอดเยี่ยมและลงตัว ถึงแม้ว่าผู้เขียนนั้นจะเล่นเกมนี้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น เกมเพลย์ อย่างที่บอกไปว่า No Straight Roads เป็นเกมที่ผสมผสานเกมเพลย์ระหว่าง Rythm Games และ Action Adventure ซึ่งถือว่าเป็นไอเดียที่แปลกใหม่มากๆ ตัวเกมเพลย์ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าคุณอาจจะต้องใช้ประสบการณ์จากการเล่นเกมทั้งสองแนวเข้ามาใช้ โดยพื้นฐานการเล่นนั้นเราก็จะบังคับหรือโจมตีศัตรูในแบบของเกม Action Adventure ทั่วไป ตัวเกมมีความเป็น Hack and Slash เล็กๆ เพียงแต่ว่าทุกการโจมตีของศัตรูนั้นจะขึ้นอยู่กับจังหวะดนตรีทั้งหมด ทุกๆ การต่อสู้ของเกม จะมีเพลงประกอบที่เป็น EDM ที่ศัตรูจะโจมตีคุณตามจังหวะ Beat ของเพลงประกอบที่เปิดอยู่ รวมถึงในการต่อสู้ในแต่ละมิชชัน เพลงก็จะมีกลิ่ยอายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย และเนื่องจากที่วง Bunk Bed Junction ประกอบไปด้วยสองตัวละครอย่าง Mayday และ Zuke เลยทำให้ตัวเกมเองรองรับการเล่นแบบ Co-op ในจอเดียวกันได้ด้วย รวมถึงแต่ละตัวละครจะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันออกไปอย่างเช่น Mayday จะเป็นสายตีดาเมจแรงๆ แต่อาจจะตีช้า ซึ่งเหมาะกับการปิดดาเมจมอนสเตอร์ลูกกระจ๊อกได้อย่างไว แต่ทาง Zuke ที่เป็นมือสองจะตีเร็วและจะตีเบากว่า ซึ่งเหมาะในการตี Objective เพื่อเอาสิ่งของมาตีศัตรูเป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้น !! ใครที่คิดว่าจะเข้าเกมนี้ไปตีศัตรูให้ตายจบๆ ด่านไปท่านก็อาจจะคิดผิด เพราะตัวผมอาจจะต้องนิยามเกมเพลย์ของมันว่าคือเกมแนว Rythm Games + Action Adventure + Soul Style มากกว่า ตัวเกมมีระดับความยากในระดับที่พาให้หัวของคุณนั้นลุกเป็นไฟได้อย่างง่ายดาย สาเหตุมาจากความเป็นดนตรีแนว EDM ที่มี Beat ค่อนข้างเร็วและ Melody ที่หลากหลาย และพอศัตรูนั้นโจมตีเราตาม Beat หรือ Melody อย่างที่กล่าวไป ทำให้ศัตรูนั้นโจมตีเราเป็นชุดอย่างห่าฝน เราจะต้องใช้ไหวพริบ สติและปฏิกริยาที่เฉียบพลันในการเล่นอยู่ตลอดไม่งั้นก็อาจจะไปคุยกับรากมะม่วงได้ คุณจะต้องฟังดนตรีอยู่ตลอดเวลาเพื่อจับจังหวะของแต่ละเพลง รวมถึงต้องเข้าใจรูปแบบการโจมตีที่มาเป็นห่าฝนของศัตรูอีก ซึ่งเอาจริงๆ เกมเพลย์มันค่อนข้างสนุกนะ ถ้าหากใครที่ชอบเล่นเกมแนวยากๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังวางใจได้ในระดับหนึ่งก็คือความยากของมันก็ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้อยู่ดี ไม่ง่าย และไม่ยากจนเกินไป สรุป No Straight Roads เป็นเกมที่ถูกสร้างออกมาได้ลงตัวในหลายๆ อย่าง ถึงแม้ว่าหน้าของมันอาจจะดูไม่ได้น่าดึงดูดขนาดนั้น แต่พอได้เข้าไปสัมผัสตัวเกมจริงๆ แล้วคุณอาจจะหลงรักเกมนี้ได้อย่างง่ายๆ ทั้งเนื้อเรื่องที่มีนัยสำคัญหยอกล้อและต่อต้านสังคมโลกเราในสมัยนี้ หรือจะเป็นท่าทางบวกกับความตลกอันบริสุทธิ์ของตัวละครที่พร้อมจะสร้างความฮาให้คุณได้ เป็นความตลกที่ปราศจากความหยาคาย และความทะเล้นอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งในเรื่องของเกมเพลย์เองต้องยอมรับว่าผู้พัฒนามีไอเดียที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าโดยรวมแล้วมันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ที่หลายๆ คนน่าจะไม่เคยสัมผัสมาก่อนแน่นอน ซึ่งส่วนตัวแล้ว No Straight Roads เป็นเกมที่สร้างความเซอร์ไพร์สให้กับตัวผู้เขียนในปีนี้เลยทีเดียว และหวังว่ามันจะได้รับรางวัลอะไรซักอย่างในปีนี้นะครับ ส่วนตัวผมขอเอาใจช่วยเลย โดยเกม No Straight Roads ที่จะวางจำหน่ายในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ จะลงให้ทั้งเครื่อง PC [ Epic Games Store ], PS4 และ Xbox One ข้อดี สร้างโลกได้อย่างน่าสนใจ บทตัวละคร มุขตลกของเกมทำออกมาได้อย่างลงตัว เนื้อเรื่องค่อนข้างมีนัยหยอกล้อสังคมได้ดี แต่นำเสนอให้เข้าถึงง่าย เกมเพลย์แปลกใหม่ไอเดียดี ข้อเสีย 1. เกมมีความยากในระดับหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบเล่นเกมง่ายๆ สบายๆ
14 Jul 2020
Review: รีวิว DLC Borderlands 3: Bounty of Blood
แม้จะไม่ได้ยกระดับตัวเกมต้นฉบับขึ้นมาเท่าไหร่นัก และคงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คนที่ไม่ได้สนใจ Borderlands 3 แต่แรกเปลี่ยนใจมาซื้อเกมได้ แต่ DLC เนื้อเรื่องตอนล่าสุดของเกม Borderlands 3 อย่าง Bounty of Blood ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการคืนฟอร์มที่ดีสำหรับจักรวาล Borderlands ในแง่ของการเล่าเรื่อง ด้วยโทนและตัวละครที่ให้ความรู้สึกซีเรียสกว่าในเนื้อเรื่องต้นฉบับ และเน้นการเล่าเรื่องตรงๆ มากกว่าจะพยายามยัดมุกหรือเหตุการณ์กาวๆ เข้าไปตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้การเล่นเนื้อเรื่องของ DLC นี้ (ใช้เวลาราวๆ 4-6 ชั่วโมง) เป็นประสบการณ์ที่รู้สึก "พอดี" กว่าการเล่นเนื้อเรื่องในเกมต้นฉบับพอสมควร (ขอบคุณ 2K Asia สำหรับโค้ดรีวิวด้วยครับ) เนื้อเรื่องของ DLC Bounty of Blood จะเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ใหม่ Gehenna หลังจากที่กลุ่ม Vault Hunter (ผู้เล่นนั่นแหละ) ถูกเรียกให้ไปช่วยกำจัดกลุ่มโจร Devil Riders แลกกับเงินรางวัลค่าหัวของเหล่าหัวหน้าแก๊ง ก่อนที่จะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับอดีตอันโหดร้ายของดายในฐานะแหล่งทดลองอาวุธชีวภาพ และช่วยเหลือ "นายอำเภอ" คนใหม่ในการกอบกู้ดาวเคราะห์ เอาเข้าจริงเนื้อเรื่องของเกมก็ไม่ได้หวือหวาหรือแปลกใหม่อะไรมาก และก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่ามัน "ดี" เมื่อเทียบกับเกมในตลาดอื่นๆ แต่สิ่งที่อาจจะทำให้การเล่นเนื้อเรื่องของ Bounty of Blood รู้สึกสบายกว่าเกมหลัก คือการที่เกมเลือกจะเล่าเรื่องตรงๆ มากกว่าการพยายามเล่นมุกห้าบาทสิบบาทในแทบทุกบทสนทนา ซึ่งก็ทำให้การเล่นภารกิจเนื้อเรื่องให้ความรู้สึกมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งกว่าในเกมต้นฉบับ ที่สำคัญคือเสียง NPC The Liar ที่เปรียบเสมือน "เสียงสวรรค์" ที่คอยบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ในหัวของผู้เล่นตลอดเวลา ที่ช่วยในการเซ็ตอารมณ์และบริบทของเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อีกสิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบใน Bounty of Blood คือการออกแบบฉากของดาว Gehenna ที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นตะวันตกแบบคาวบอย กับการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ที่ทำให้ทั้งสถานที่ต่างๆ บนดาว รวมไปถึงกลุ่มศัตรูที่มีความผสมผสานกันระหว่างยากูฆ่าและคาวบอย มีเอกลักษณ์ยิ่งกว่าสถานที่ในเกมต้นฉบับเสียอีก แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าจะเป็นตัวตัดสินสำหรับหลายๆ คนก็คงหนีไม่พ้นเกมเพลย์ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ได้รับการปรับปรุงน้อยที่สุดแล้วใน Bounty of Blood แม้ภารกิจเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะดำเนินไปค่อนข้างเร็วและสนุก แต่ภารกิจเสริมทั้งหลายใน DLC กลับไม่ได้แตกต่างจากที่พบได้ในต้นฉบับเลย ส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจ 'Fetch Quest' ที่ให้เราวิ่งไปเก็บไอเทมจำนวนเท่านั้นเท่านี้มาส่ง NPC ซึ่งไม่ได้น่าสนใจเลยซักนิด ทำให้เนื้อหาใน DLC แอบรู้สึกเบาบางลงพอสมควร เพราะนอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจอีกเลย อย่างน้อยในแง่ของเกมเพลย์การต่อสู้ก็ยังพอใช้ได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้เขียนที่ชื่นชอบเกม Borderlands 3 อยู่แล้ว แม้ต้องยอมรับว่าศัตรูที่พบใน DLC จะไม่ได้แตกต่างจากที่พบในเกมต้นฉบับมากนัก (แค่เปลี่ยนดีไซน์ไป) แต่สำหรับแฟนของเกมต้นฉบับอยู่แล้ว การสาดกระสุนใส่พวกศัตรูเหล่านี้ก็ยังสนุกสะใจไม่เสื่อมคลาย และการทดลองใช้ปืนสุดพิศดารทั้งหลายก็ยังคงน่าตื่นเต้นทุกครั้ง ซึ่งผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าเกม Borderlands 3 น่าจะเป็นเกม "ซื้อมาเล่นขำๆ กับเพื่อน" ที่สนุกเป็นอันดับต้นๆ ในขณะนี้ และความคิดนั้นก็ยังคงจริงอยู่ใน DLC Bounty of Blood อย่างแน่นอน พูดง่ายๆ ว่าถ้าชอบเกม Borderlands 3 อยู่แล้ว Bounty of Blood ก็จะมอบทุกสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับเกมต้นฉบับให้กับคุณได้อีกอย่างแน่นอน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเกม Borderlands 3 อยู่แล้ว Bounty of Blood ก็อาจจะไม่ได้มีอะไรที่น่าดึงดูดเป็นพิเศษ แม้การออกแบบฉากและการเล่าเรื่องจะปรับปรุงขึ้นมาประมาณหนึ่ง แต่เกมก็ยังคงเป็นเกม Borderlands 3 เหมือนเดิม และคนที่ไม่ได้ชื่นชอบการยิงหรือการเก็บปืนอันเป็นแก่นของ Borderlands เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว DLC นี้อาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ มาเปลี่ยนใจคุณเช่นกัน กล่าวโดยสรุป DLC Bounty of Blood ถือเป็นการคืนฟอร์มที่ดีในแง่ของการเล่าเรื่องในจักรวาลของ Borderlands หลังจากที่ต้นฉบับโดนจิวารณ์มาอย่างหนัก สำหรับแฟนๆ เกม Borderlands 3 ที่อยากจะกลับไปสู่เกมอีกครั้ง DLC Bounty of Blood น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอในการตามเพื่อนๆ มาร่วมล้างบางศัตรูกันสนุกๆ แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นแฟนเกมอยู่แล้ว Bounty of Blood ก็คงไม่ได้มอบอะไรใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณเปลี่ยนใจเช่นเดียวกัน
09 Jul 2020
รีวิวเกม KOF ศึกสุดท้าย - ALLSTAR VNG เกมต่อสู้ในตำนานในรูปแบบเกม RPG
The King of Fighters คือหนี่งในซีรีส์เกมต่อสู้ชื่อดังที่อยู่ในสังเวียนเกมต่อสู้ควบคู่กับเกมอย่าง Street Fighter หรือ TEKKEN มานานแสนนาน โดย The King of Fighters เป็นเกมที่มาพร้อมกับเหล่าตัวละครที่โดดเด่นและทรงเสน่ห์มากมาย จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นตัวละครเหล่านี้มาโลดแล่นอยู่ในเกมสไตล์อื่นๆ บ้าง  เนื้อเรื่องและการนำเสนอ KOF ศึกสุดท้าย - ALLSTAR VNG คือการหยิบเอาซีรีส์ The King of Fighters มาทำเป็นเกม Card Battle รูปใหม่ ตัวเกมถูกพัฒนาโดยค่าย SNK ผู้เป็นเจ้าของเกมเอง ส่วนการเปิดให้บริการในไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เราได้ค่าย VNG Corp. มาเป็นผู้หยิบตัวเกมมาเปิดให้บริการให้ สำหรับตัวเกมเบื้องต้น ผมขอนิยามว่ามันไม่ใช่เกม Card Battle ในรูปแบบทั่วๆ ไปที่มีอยู่ในปัจจุบันเลย แต่มันคือเกมแนว Fighting Card Battle สุดเจ๋ง ที่จะให้เราได้ต่อคอมโบสกิลต่อเนื่อง ไม่ต่างไปจากการเล่นเกม Fighting ทั่วๆ ก็ว่าได้ KOF ศึกสุดท้าย - ALLSTAR VNG เป็นเกม Card Battle ที่นำเสนอกราฟฟิกในสไตล์ 2D เท่ห์ๆ ภายในเกมได้หยิบเอาตัวละครจากซีรีส์ KOF มากว่า 100 ตัวละครมาให้เราได้เลือกเล่นและสะสม โดยตัวละครแต่ละตัวจะมีระดับ (ความ OP) แยกออกเป็น 4 ระดับคือ R, SR, SR+ และ SSR พร้อมแบ่งสายตัวละครออกเป็น 3 สายคือ ATK, DEF และสกิล ทำหน้าที่เป็นเหมือนระบบธาตุในเกม Card Battle ทั่วๆ ไป ที่จะมีการแพ้ทางวนกันวนไปมา เกมเพลย์ แม้ตัวเกมจะได้ชื่อว่าเป็นเกม Card Battle แต่ตัวเกมก็ไม่ใช่เกม Card Battle ทั่วๆ ไป โดยภายในเกมเราจะได้ใช้เหล่าตัวละครจากซีรีส์ KOF ที่มีอยู่มากมายมาฟอร์มทีมขนาด 6 ตัวละคร สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในเกมนี้มากๆ คือเรื่องของรายละเอียดในตัวละครต่างๆ ที่เราสามารถดูข้อมูลความสามารถของตัวละครแต่ละตัวได้ตั้งแต่สเตตัสค่าความสามารถ สกิล การจับคู่ทีม อุปกรณ์ และที่เด็ดที่สุดนั่นคือตัวเกมมีการเขียนประวัติสั้นๆ ของแต่ละตัวละครให้เราได้อ่านอีกด้วย ตัวเกมมีระบบเนื้อเรื่องให้เราได้เล่นและปลดล็อคเป็นบทๆ ใครไม่เคยเสพเนื้อเรื่องของ The King of Fighters มาก่อน ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้รู้เรื่องราวและความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครได้ในระดับนึง สำหรับระบบการต่อสู้ในตัวเกมที่ผมอยากจะแนะนำมากๆ ตัวเกมจะมีระบบการต่อสู้คล้ายๆ กับเกมแนว Brave คือเราเป็นคนกดสั่งตัวละครให้โจมตีในจังหวะต่างๆ แต่ต่างกันตรงที่ท่าต่างๆ ของตัวละครในเกมเป็นสกิลให้เรากด ซึ่งจะมีค่าร่ายที่แตกต่างกัน ดังนั้นการกดท่าต่างๆ ในตัวเกมจึงต้องมีการวางแผนลำดับการกดท่าให้ดี เพื่อที่จะได้สามารถต่อคอมโบการโจมตีของตัวละครได้อย่างต่อเนื่อง โดยการกดท่าต่างๆ ของตัวละครจะมาพร้อมกับแผงคอมโบ ที่ถ้ากดได้ถูกต้อง เราก็จะได้เปรียบในการต่อสู้มากขึ้น เช่นคอมโบสกิลค่าร่าย 1 ไป 2 และไป 3 จะทำให้ตัวละครที่โจมตีเป็นคนที่ 3 จะสามารถใช้ท่าไม้ตายของตัวเองได้ทันที เป็นต้น ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนกับเรากดปุ่มต่อสู้หนักเบาต่อเนื่องจนเกิดเป็นท่าโจมตี หรือคอมโบที่ต้องการ ถูกต้องครับตัวเกมให้กลิ่นอายเหมือนเกมต่อสู้ แม้จะเป็นเกม Card Battle ก็ตาม ทั้งนี้การจัดทีมตัวละครน้อยๆ จะทำให้เราสามารถกดท่าของตัวละครแต่ละตัวได้มากขึ้น แต่ถ้าทีมเรามีตัวละคร 6 ตัว แต่ละตัวจะสามารถใช้ท่าของตนเองได้เพียง 1 ท่าเท่านั้น แม้ตัวเกมจะมีระบบต่อสู้ที่ดูใหม่และโดดเด่น แต่ระบบอัปเกรดตัวละครของเกมเกมนี้กลับเหมือนเกม Card Battle ในตลาดปัจจุบันทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะอัปเลเวล อัปดาว อัปเกรดอุปกรณ์ ระบบชีพจร และอีกหลายระบบที่ตัวเกมจะปลดล็อคตามเลเวลของตัวเรา มาพร้อมโหมดการเล่นที่หลากหลายซึ่งปลดล็อคตามเลเวลเหมือนกัน เช่นโหมดประลอง ท้ารบ และระบบกิลด์เป็นต้น สรุป อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบเกมๆ นี้คือตัวละครแต่ละตัวมาพร้อมท่วงท่าอนิเมชั่นตามต้นฉบับแบบแป๊ะๆ แถมเท่ห์มากๆ โดยเกม KOF ศึกสุดท้าย - ALLSTAR VNG มีจุดเด่นที่ระบบต่อสู้ซึ่งไม่เหมือนเกม Card Battle ตัวไหนๆ ตัวละครค่อนข้างเด่นเต็มไปด้วยเสน่ห์ รวมถึงตัวเกมค่อนข้างที่จะเข้าใจง่าย ท่านสามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาเยอะ  แต่ข้อเสียหนึ่งคือตัวเกมมีระบบ Auto ที่ถ้าเรากดมันลงไป เสน่ห์ของระบบต่อสู้ที่ตัวเกมอุตส่าห์ปั้นมาจะหายไปในทันที นอกจากนี้ตัวละครอย่าง SSR เอง จะไม่สามารถสุ่มได้ หรือหาได้ด้วยวิธีปกติ แต่เราต้องรวบรวมเศษชิ้นส่วนมาสร้างขึ้นเองเท่านั้น ยังดีที่เกมเกมนี้ระดับที่ต่างกันอาจมีผลอยู่บ้าง แต่ถ้าให้ผมเลือก ผมจะเลือกเล่นตัวละครที่ชอบมากกว่า เพราะผมถือเป็นแฟนซีรีส์ KOF ในระดับนึงนั่นแล สำหรับคะแนนตัวเกม KOF ศึกสุดท้าย - ALLSTAR VNG ที่ผมจะให้คือ 8 คะแนน ตัวเกมมีจุดเด่นในด้านเกมเพลย์ที่ค่อนข้างน่าชื่นชมมากๆ น่าเสียดายด้วยระบบการอัปเกรดตัวละครแบบเดิมๆ ในรูปแบบสไตล์เกม Card Battle รวมไปถึงระบบ Auto ถ้าทำออกมาสร้างสรรค์กว่านี้จะดีมากๆ ดาวน์โหลดเกม KOF ศึกสุดท้าย - ALLSTAR VNG ได้ที่นี่ - https://kofasvng-th.onelink.me/sECN/PRArticle [penci_review id="58667"]
25 Jun 2020
รีวิวเกม Evan's Remains "คำขอจากเด็กหนุ่มที่หายตัวไป"
ถ้าอยู่ๆคนที่หายตัวไปนานนับหลายปีติดต่อกลับมาหา และขอให้เราไปตามหาเขาในที่ที่แสนไกลไร้ผู้คน ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นคิดว่าจะเป็นอย่างไร วันนี้  GameFever TH จะมาติดตามเรื่องราวของ Dysis เด็กสาวที่ถูก Evan เด็กหนุ่มอัจฉริยะที่หายตัวไปนานหลายปีขอร้องให้ไปตามหาเขา ณ เกาะแห่งหนึ่งที่ไกลแสนไกล กับเกม Evan's Remains เนื้อเรื่องและบรรยากาศโดยรวม เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ Evan เด็กหนุ่มอัจฉริยะได้หายตัวไปจากศูนย์วิจัยที่เขาทำงานอยู่ หลายปีต่อมาอยู่ๆก็ได้รับจดหมายที่ส่งมาโดยเขา โดยอ้างว่าเขาอยู่บนเกาะที่ไม่มีใครอยู่ที่ไหนสักแห่งในมหาสมุทรแปซิฟิก และเขาขอเฉพาะเด็กสาวที่ชื่อ“ Dysis” เพื่อไปหาเขาที่เกาะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าทำไมหรือใช่ตัวจริงหรือเปล่า มีแต่ต้องทำตามที่จดหมายเขียนไว้ ศูนย์วิจัยจึงได้ส่งตัวเธอไปที่เกาะนั้นตามคำขอในจดหมาย  ซึ่งเราจะได้รับบทเป็น Dysis เด็กสาวที่พึ่งมาถึงเกาะและต้องออกตามหา Evan ในเกาะมีแต่ซากอรายธรรมต่างๆเต็มไปหมด ถือเป็นการเปิดเรื่องมีแต่ปริศนาเยอะไปหมด เราแทบไม่รู้อะไรเลย แถมตัวเกมก็มีการเล่าที่ตัดไปตัดมา ทำเอาคนเล่นงงจัดๆกันเลย แต่ถ้าตั้งใจเสพเนื้อเรื่องดีๆแล้ว พอเล่นไปจนถึงท้ายเกม ความจริงทุกอย่างจะถูกเฉลย หักมุมแบบชนิดว่าร้อง WTF กันเลยทีเดียว (ในทางที่ดีนะ)   ส่วนเรื่องของงานภาพและเสียง จัดว่าทำได้ดีมากเลยทีเดียว ถึงแม้จะเป็นเกม 2D ทุกฉากที่เล่นก็ทำออกมาได้สวยงาม รู้สึกได้เลยว่าเรากำลังอยู่บนเกาะที่ไร้ผู้คน แถมเพลงประกอบก็ฟังเพลินอีกด้วย ระบบการเล่น Evan's Remains เป็นเกมแนว 2D Puzzle Platformer ที่เราจะต้องหาทางข้ามกำแพงของซากอรายธรรมเพื่อผ่านไปด่านต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งจะมีกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นหินที่เหยียบแล้วจะหายไป แผ่นหิน Teleport แผ่นหินกระโดด เป็นต้น  และเมื่อเราผ่านด่าน กลไกใหม่ๆก็จะเพิ่มเข้ามา ทำให้ด่านยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เกมยากจนเกินไป แค่ต้องอาศัยการทดลองและสังเกตสักหน่อยก็จะสามารถผ่านด่านได้ไม่ยากเย็นอะไร แต่ถ้าใครไม่อยากเล่นตัว Puzzle หรือรู้สึกว่ามันยากไป ตัวเกมก็สามารถกดข้ามด่านได้ที่หน้าเมนู Pause  มาพูดถึงข้อเสียกันดีกว่า ข้อแรก เกมนี้ใช้เวลาเล่นจบไวมาก เพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆก็สามารถเล่นจบได้แล้ว แถมไม่มีคุณค่าให้กลับไปเล่นใหม่อีกรอบตามสไตล์เกม Puzzle (นอกจากว่าอยากจะกลับไปเสพเนื้อเรื่องให้เข้าใจ)  ข้อต่อมา เกมนี้เน้นเนื้อเรื่องหนักเกินไป เน้นหนักชนิดว่าเวลาเกือบ 70% ของเกมอยู่กับการอ่าน Cutscene เนื้อเรื่อง ทำให้การเล่นตัว Puzzle นั้นน้อยตามไปด้วย เรียกได้ว่าจะมีตัว puzzle หรือไม่มีก็ได้ เหมือนมีไว้แถมให้มันยังเป็นเกมอยู่ยังไงยังงั้น  และข้อสุดท้าย ตัวเกมไม่มี tutorial ให้เลย ปล่อยให้เราหัดเล่นและสังเกตด้วยตัวเอง ถ้าเป็นคนที่เล่นเกมบ่อยๆก็จะไม่มีปัญหาอะไร(ยังพอคลำๆได้) แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เล่นเกมมาเจอ ก็คงนั่งงงเป็นพักใหญ่แน่ๆ ความรู้สึกหลังเล่น Evan's Remains เป็นอีกเกมที่ผมถูกล่อซื้อจากงานภาพที่สวยงามและคิดว่าเป็นเกม Puzzle ที่น่าสนุก (55555+) แต่พอได้เล่นจริงๆ ก็บอกได้เลยว่าถ้าเกมนี้ตัดตัวปริศนาออกไป มันก็คือนิยายสั้นดีๆ เรื่องหนึ่งเลย อ่านเยอะมากกกกกก อ่านหนักมากกกกก แทบจะมีทุกครั้งที่ผ่านด่านย่อย แล้วตัว Puzzle ก็มีน้อยแทบจะนับครั้งได้ แถมไม่ได้ยากชนิดท้าทายสมองจนคิดหนักเลย แต่อย่างไงก็ตามเนื้อเรื่องก็จัดว่าดีมากเลยทีเดียว ถึงจะเล่าแบบงงๆไปหน่อยก็ตาม สรุป Evan's Remains เป็นเกมที่มีเนื้อเรื่องที่ดีมาก และฉากจบที่สุดแสนหักมุม เหมาะมากกับผู้เล่นสายเสพเนื้อเรื่อง แต่ถ้าจะเล่นเกมนี้เพราะอยากเล่นเกม Puzzle ที่สนุกท้าทาย ก็ขอแนะนำให้ข้ามเกมนี้ไป Link : https://store.steampowered.com/app/1110050/Evans_Remains/ [penci_review id="56721"]
18 Jun 2020
รีวิว SnowRunner สวมวิญญาณสิงห์รถบรรทุกพร้อมกราฟิกสุดอลัง
เกมเมอร์หลาย ๆ คนอาจจะเคยมีความฝันในการนั่งขี่รถในหนทางสุดลำบาก พร้อมกับบรรยากาศที่สุดชิว ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าเกมเฉพาะทางแบบนี้มีน้อยเหลือเกิน แต่ถึงกระนั้นก็ได้มีเกมหนึ่งในที่ได้ทำออกมาเพื่อเอาใจเหล่าเกมเมอร์สายนี้โดยเฉพาะ ขอเชิญพบกับรีวิวเกม SnowRunner สวมวิญญาณ off-road พร้อมกราฟิกสุดอลัง โดยพวกเรา GameFever TH เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องของเกมนี้ไม่ได้มีอะไรมาก เราจะได้รับบทเป็นคนขับรถส่งของที่ต้องส่งพัสดุไปตามสถานที่ต่างๆ  เพื่อทำการพัฒนาเมืองและเก็บเงินในการอัปเกรดรถไปเรื่อย ๆ พร้อมกับรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่มากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเนื้อเนื่องของเกมนี้มีแค่นี้จริงๆ ดังนั้นข้ามไปเถอะ การนำเสนอ / กราฟิก หากคุณเป็นเกมเมอร์ที่เล่นเกมขับรถแบบปกติละก็คุณจะต้องทิ้งตรรกะเดิมทิ้งไป เพราะในคราวนี้เราจะไม่ได้เน้นการขี่รถให้เร็วที่สุดแต่เน้นการขี่รถให้ปลอดภัยมากที่สุด SnowRunner นำเสนอในเรื่องของประสบการณ์ในการขับรถแบบชาวรถบรรทุก โดยในเกมนี้เราจะต้องเดินทางผ่านภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยดินโคลน หิมะ รวมถึงน้ำท่วมสูง ทำให้เราจะต้องวางแผนในการขับรถให้ดี ซึ่งในเกมนี้การขับรถจะเพิ่มความฮาร์ดคอไปอีกขั้นด้วยระบบการเข้าเกียร์แบบ Manual ทำให้คุณจะต้องปรับเกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพถนนตลอดเวลา นอกจากนี้รถของเราเองก็สมจริง เพราะในเกมนี้รถของเราจะใช้ระบบความเสียหายแยก ไม่ว่าจะเป็นเครื่่องยนตร์ ยาง โช๊ค ทุกส่วนสามารถที่จะเสียหายได้ ทำให้เราจะต้องขับรถให้ดีเพราะหากเครื่องพังอาจจะต้องเริ่มขนใหม่ตั้งแต่ Check Point ล่าสุด ซึ่งทำเอาหัวอุ่นได้เหมือนกัน ยังไม่นับกับระบบน้ำมันในเกมนี้ที่ต้องคำนวนให้ดี พูดถึงสิ่งที่เป็นจุดเด่นของเกมนี้คือบรรดาเหล่ารถต่าง ๆ ในเกมนี้ ที่จะทำให้เหมาะกับสถานการณ์ เอาง่าย ๆ ก็คือเลือกรถที่เหมาะกับงานนั่นแหละ โดยในเกมนี้ได้เอาใจสิงห์รถบรรทุกไปอีกขั้นด้วยการที่สามารถปรับแต่งได้อย่างมากมาย ซึ่งจะปลดล็อกเมื่อเราทำภารกิจไปได้เรื่อย ๆ ยังไม่นับกับระบบสำรวจแผนที่อีกเรียกได้ว่าคุ้ม กราฟิกของเกมนี้ถือว่าทำออกมาได้สวยมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากต่าง ๆ รวมไปจนถึงหิมะ ต้นไม้ โคลนไปจนถึงรายละเอียดของตัวรถที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในส่วนของรายละเอียดตัวเมืองกับทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ เรียกว่าไหนเหมือนทีมงานจะลงทุนไปกับส่วนอื่น ๆ มากเกินไป ประสิทธิภาพ ผู้เขียนได้รีวิวเกมนี้ผ่านช่องทาง Epic Games Store ของ PC ด้วยสเปกเครื่องกลาง ๆ I5-9400f , RAM 16 GB, RTX 2060 สามารถเล่นเกมนี้ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด เฟรมไม่ตก ในขณะที่เล่นเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงก็ไม่พบบั๊คที่กวนใจอะไรเลย เรียกได้ว่ายังไงก็ใช้ผ่าน ระบบการเล่น SnowRunner ไม่ใช่เกมขับรถง่าย ๆ เหมือนกับเกมอื่น ๆ ดังนั้นจงทำใจไว้เลยว่า 2-3 ชั่วโมงแรกของการเล่นเกมนั้นจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก เราจะต้องเรียนรู้ระบบต่างๆ มากมาย ซึ่งตัวเกมจะค่อยๆ สอนเราทีละนิด นอกจากนี้ยังมี Feature อื่นๆ ให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง ดังนั้นหากคุณไม่อดทนพอในช่วงแรก คุณอาจจะทิ้งเกมนี้ไปได้ง่ายๆ แต่หากคุณสามารถอดทนจนเริ่มเล่นเป็นคุณจะได้สนุกกับระบบการเล่นของเกมนี้ การขี่รถไปส่งของตามที่ต่างๆ การใช้ความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคระหว่างทาง โดยเมื่อคุณทำภารกิจสำเร็จก็จะได้เงินในการอัปเกรดและซื้อรถของเราให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบเลเวลที่ใช้ในการปลดล็อกไอเทมต่างๆ อีกด้วย นอกจากนี้ตัวเกมยังมีระบบให้เราเล่นกับเพื่อน ๆ ผ่านระบบออนไลน์ของเกมอีกด้วย ทำให้เกมเมอร์ที่ไม่ชอบการขับรถคนเดียวสามารถที่จะสนุกกับการเล่นเกมนี้ได้ ซึ่งก็ทำออกมาได้สนุกไปอีกแบบ ดังนั้นหากใครที่เหงา ๆ ก็ลองหาเพื่อนมาเล่นด้วยกันดู อย่างไรก็ตามแม้ระบบต่าง ๆ จะทำออกมาได้ดีแต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ค่อยสมบูรณ์เช่นการบังคับด้วย Mouse และ Keyboard ที่ไม่ค่อย Smooth มากนัก หากลองเปลี่ยนมาใช้จอยจะเล่นได้ดีกว่ามาก นอกจากนี้ในบางครั้งหากเรารับพัสดุแต่ว่าไม่รับเควส Progression ก็จะไม่ขึ้นแม้ว่าเราจะนำเอาของไปส่งถึงที่แล้วก็ตาม สรุป SnowRunner คือเกมแนว Driving Simulator game เกี่ยวกับรถบรรทุกได้ดีมาก ตัวเกมมีระบบการเล่นที่เพลิน ท้าทายและสนุกในคราวเดียวกัน หากคุณเป็นเกมเมอร์ที่ชอบความสมจริงถือว่าเกมนี้เป็นเกมที่ดีเลย แต่หากคุณชอบเกมแข่งรถที่เน้นการทำความเร็วเป็นหลักก็คงจะต้องผ่านเกมนี้ไป ข้อดี -ระบบขับรถบรรทุกที่สมจริงมาก ๆ -กราฟิกที่สวยงาม -เล่นได้เพลิน ๆ เมื่่อเราชำนาญแล้ว ข้อเสีย -ระบบบางอย่างยังไม่ค่อยสมบูรณ์ -ต้องใช้ความอดทนสูง -เป็นเกมเฉพาะทาง รวมคะแนน 8/10
17 Jun 2020
รีวิว DLC Mortal Kombat 11: Aftermath
ถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่ไม่มีใครคาด เมื่อผู้พัฒนา NetherRealm Studios ประกาศปล่อย DLC ชุดใหญ่ให้กับเกมต่อสู้สุดอมตะ Mortal Kombat 11 ทันวันครบรอบวางจำหน่าย 1 ปีของเกมในนาม Aftermath ชุดเสริมใหญ่ที่เพิ่มเนื้อเรื่องบทใหม่เข้าไปในเกม พร้อมกับตัวละครใหม่อีก 3 ตัวอย่าง Fujin, Sheeva และแขกรับเชิญสุดพิศดารอย่าง RoboCop อีกด้วย ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์เหล่าแฟนๆ ของเกม โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเล่นโหมดเนื้อเรื่องอันลึกซึ้งและมีเอกลักษณ์ของซีรีส์ Mortal Kombat ยุคใหม่ ที่จะได้สัมผัสกับเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ในโหมดเนื้อเรื่องของเกมหลัก แต่ในขณะเดียวกัน แม้ว่าเนื้อเรื่องและตัวละครที่เพิ่มเข้ามาในเกมจะสร้างออกมาได้อย่างดี และรักษามาตรฐานโดยรวมของเกมได้ ผู้เขียนก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าสิ่งที่เพิ่มมามันคุ้มค่ากับราคากว่า 1,200 บาทที่ผู้เล่นเก่าต้องจ่ายไปหรือไม่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่สนใจจะเล่นเกมในโหมดเนื้อเรื่องหรือเล่นเกมกับเพื่อนสนุกๆ เท่านั้น และยิ่งเมื่อเห็นว่าผู้พัฒนาวางจำหน่ายเกมเวอร์ชั่น Aftermath Kollection ซึ่งมัดรวมเกมต้นฉบับมาในราคาเท่ากับเกมตัวเต็มแล้วด้วย ยิ่งทำให้ความคุ้มค่าของ DLC Aftermath ดูจะลดน้อยลงไปด้วย แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยเล่นเกมภาคหลัก Mortal Kombat 11: Aftermath Kollection ถือเป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสกับเกมในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์ที่สุด ในราคาเท่ากับตอนเกมวางจำหน่ายได้ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจจะสัมผัสกับโหมดเนื้อเรื่องอันยอดเยี่ยมของเกม ก็ถือเป็นโอกาสอันดีแล้วเช่นเดียวกัน ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เนื้อเรื่องของ DLC Aftermath จะเกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องของเกมภาคหลักทันที หลังจากที่ Liu Kang ผู้ซึ่งได้พลังของเทพแห่งไฟ สามารถยับยั้งเทพแห่งเวลา Kronika ไม่ให้ทำลายล้างจักรวาลได้ แต่การจะสร้างโลกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จำเป็นต้องใช้มงกุฏของ Kronika ด้วย Liu Kang จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากศัตรูเก่าอย่าง Shang Tsung เพื่อเดินทางข้ามเวลาไปเอามงกุฏของ Kronika กลับมาให้เขา แม้จะมีความยาวไม่มาก เพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงก็จบ แต่เนื้อเรื่องเสริมที่เพิ่มมาใน DLC Aftermath ก็ยังทำออกมาได้ดี และสามารถรักษามาตรฐานของเกม MK11 ต้นฉบับไว้ได้อย่างครบถ้วน จุดเด่นคงหนีไม่พ้นกราฟิกด้านหน้าตาตัวละคร ที่มีความสมจริงจากการใช้เทคโนโลยีการแสกนหน้าของผู้พัฒนา โดยเฉพาะในตัวละคร Shang Tsung ที่นักแสดงดูจะจัดเต็มเป็นพิเศษ ทำให้โหมดเนื้อเรื่องของเกม MK11 หรือเกมต่อสู้ของค่าย NetherRealm Studios ที่ผ่านมา สามารถ "เล่าเรื่อง" ได้อย่างเข้มข้นมากกว่าเกมแนวเดียวกันอื่นๆ อย่างมาก แม้เนื้อเรื่องนั้นจะไม่ได้ลึกซึ้งหรือ "ดี" เหมือนเกมแนวหน้าทั่วไป แต่ก็น่าจะตอบโจทย์แฟนๆ ของซีรี่ส์ ที่ชื่นชอบเนื้อเรื่องอันแสนพิศดารของเกม ◊ ตัวละครใหม่ ◊ ในส่วนของตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน DLC จะมีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ Fujin, Sheeva และ RoboCop ซึ่งแต่ละตัวก็มีเอกลักษณ์และลูกเล่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน และมอบความสดใหม่ให้กับเกมในระดับที่แตกต่างกันไปด้วย ตัวละครตัวแรกคือเทพสายลม Fujin ที่เพิ่มลูกเล่นแปลกๆ เข้าไปในเกมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่าโจมตีที่ใช้สายลมของเขา ที่มักจะออกมาในมุมแปลกๆ ที่คาดไม่ถึง ไปจนถึงความสามารถอย่างวิชาตัวเบา หรือการเรียกลมหมุนที่ผู้เล่นสามารถควบคุมได้เอง ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้การเล่นตัวละครนี้มีความ "แปลกใหม่" พอสมควรเมื่อเทียบกับตัวละครอีกหลายๆ ตัวในเกม ในส่วนของ Sheeva จะมีความคล้ายคลึงกับตัวละคร Goro จากภาคก่อนๆ ซึ่งเน้นใช้ท่าจับทุ่มอันหลากหลาย พร้อมด้วยท่ากระโดดทับอันเป็นเอกลักษณ์ของ Goro ด้วย แต่ด้วยระยะโจมตีของเธอ ที่รู้สึกสั้นกว่าของ Goro อย่างชัดเจน ทำให้ผู้เล่นที่อาจจะคุ้นเคยกับตัวละครรู้สึกแปลกๆ บ้างในช่วงแรก แต่โดยรวมก็ถือว่าเธอสามารถกลบช่องว่างที่ Goro ทิ้งเอาไว้ได้พอดี สำหรับแฟนๆ ของเกมที่อาจคิดถึงตัวละครแสนคลาสสิคที่ล่วงลับไป ตัวละครที่น่าจะมีคนสนใจมากที่สุดอย่าง RoboCop กลับรู้สึกเป็นตัวที่น่าสนใจน้อยที่สุด จากการที่ความสามารถของเขาเกือบทุกอย่าง มีความ "ธรรมดา" ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการยิงปืน การยิงจรวด หรือการใช้อาวุธไฮเทคทั้งหลาย ที่มีตัวละครอื่นๆ ที่ทำได้เหมือนกันหลายตัวแล้ว ทำให้การเล่น RoboCop ขาดความแปลกใหม่ รวมไปถึงเอกลักษณ์ของตัวเอง ต่างจากตัวละครอื่นๆ ในเกมทุกตัว ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจนมากๆ ทั้งนี้ ความน่าสนใจของตัวละครทั้ง 3 ก็ได้รับผลกระทบจากราคาของชุด DLC ด้วยเช่นกัน เพราะต่อให้ผู้เล่นคนหนึ่งจะชอบตัวละครทั้งสามมาก แต่เมื่อต้องคำนวนความคุ้มค่าเทียบกับราคาโดยรวมของ DLC ก็อาจจะทำให้หลายคนตัดสินใจผ่าน DLC นี้ไปได้ และทำให้พวกเขาไม่ได้สัมผัสตัวละครเหล่านี้เลย จนกว่าผู้พัฒนาจะจับทั้งสามมาแบ่งขายแยกเป็นตัวๆ เหมือนตัวละครเสริมตัวอื่นๆ ◊ สรุป ◊ กล่าวโดยสรุป DLC Aftermath ของเกม MK11 ถือเป็นชุดเสริมที่ดี ที่เพิ่มเนื้อหาที่มีคุณภาพเข้าไปในเกม MK11 ได้ในรูปแบบของส่วนเสริมเนื้อเรื่อง และตัวละครใหม่ที่น่าสนใจ แต่อาจจะถูกทำร้ายโดยราคาของตัว DLC เอง ที่อาจจะหาความคุ้มค่ายาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่เคยซื้อเกมตัวเต็มมาก่อนแล้ว น่าคิดว่าหากผู้พัฒนาเลือกจะปล่อย DLC เนื้อเรื่องแยกออกมา และวางจำหน่ายตัวละครใหม่ทั้ง 3 แยกกันเหมือนตัวละครอื่นๆ อาจจะทำให้ส่วนเสริม Aftermath น่าสนใจมากขึ้นสำหรับผู้เล่นทั่วไป ที่ไมไ่ด้เล่นเกม MK11 แบบจริงจังมากนัก [penci_review id="56748"] สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
15 Jun 2020
รีวิว: The Last of Us Part II "ความยุติธรรมที่ไม่มีใครต้องการ"
ในหลายๆ จังหวะ การเล่นเกม The Last of Us Part II ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเกม PS4 Exclusive ชื่อดังอีกเกมอย่าง God of War (2018) ทั้งสองเกมมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก ตั้งแต่มุมกล้องที่ติดตามตัวละครหลักของเกมอย่างใกล้ชิดแทบจะตลอดเวลา เพื่อให้ผู้เล่นได้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในทุกช่วงเวลาตลอดการเดินทาง รวมไปถึงองค์ประกอบด้านภาพ เสียง และเกมเพลย์ระดับแนวหน้าของวงการ ที่ทำงานร่วมกันในการขับสาสน์และ “บรรยากาศ” ของเกมให้ถึงผู้เล่นอย่างชัดเจนตลอดระยะเวลาที่นั่งเล่น จนทำให้ “ประสบการณ์” โดยรวมของเกมน่าดึงดูดในระดับที่พูดได้เต็มปากว่า “วางจอยไม่ลง” เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกัน แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า The Last of Us Part II เป็นผลงานวีดีโอเกมที่น่าทึ่งในหลายๆ ระดับ แต่ในความพยายามที่จะนำเสนอ “แง่มุม” อันหลากหลายมากขึ้นของผู้พัฒนา ทำให้เนื้อเรื่องของเกมขาดส่วนผสมบางอย่าง ที่ทำให้เกมอย่าง God of War (2018) หรือกระทั่งผลงานที่ผ่านมาของผู้พัฒนา Naughty Dog เองทั้ง Uncharted และ The Last of Us ภาคแรก กลายเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมอันดับต้นๆ ในแง่ของเนื้อเรื่อง นั่นก็คือการที่เนื้อเรื่องของเกมเหล่านั้น “มุ่งเน้น” (Focused) ไปที่เรื่องราวของตัวละครเพียงไม่กี่ตัวตลอดการเดินทางของพวกเขา ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างความผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านั้น และติดตามการเจิรญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาได้อย่างเข้มข้น ทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมขาด “น้ำหนัก” เมื่อเทียบกับเกมอื่นๆ ที่กล่าวไปข้างต้น  แม้ว่าสุดท้ายแล้ว คงไม่สามารถบอกว่าเนื้อเรื่องของเกม The Last of Us Part II นั้น “แย่” หรือ “ห่วย” ได้ เพราะเอาเข้าจริง เนื้อเรื่องของเกมถูกเขียนมาอย่างลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยสถานการณ์และตัวละครที่จะทำให้คุณตั้งคำถามกับ “ความถูกต้อง” ของทั้งตัวเองและตัวละครอยู่ตลอดเวลา แถมกราฟิกอันสุดยอดของเกมยังช่วยทำให้นักแสดงมากความสามารถทั้งหลายสามารถมอบ “ความเป็นมนุษย์” ให้กับตัวละครเหล่านี้ได้ในระดับที่ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นในเกมไหนมาก่อนเลย และทำให้คุณภาพของการแสดงและคัตซีนทั้งหมดเข้าใกล้คุณภาพระดับ “ฮอลลีวู้ด” มากกว่าเกมไหนๆ ที่ผ่านมาได้สบาย *หมายเหตุ: รีวิวฉบับนี้จะหลีกเลี่ยงการสปอยเนื้อเรื่องให้ได้มากที่สุด และจะกล่าวถึงเหตุการณ์และตัวละครในภาพกว้างเท่านั้น *หมายเหตุ 2: เนื่องจากทางผู้พัฒนากำชับมาให้ใช้ภาพประกอบที่พวกเขาส่งมาให้เท่านั้นในบทความรีวิวนี้ จึงไม่สามารถแสดงภาพบทบรรยายหรือเมนูภาษาไทยได้ ผู้ที่อยากเห็นว่าบทบรรยายของเกมหน้าตาเป็นอย่างไร สามารถรับชมได้ในวีดีโอรีวิวเกม The Last of Us Part II ของเราแทน ◊ เนื้อเรื่อง ◊ มาพูดถึงเนื้อเรื่องให้จบๆ กันไปก่อนดีกว่า สำหรับคนที่อาจจะไม่ทราบ เนื้อเรื่องของเกม The Last of Us Part II จะเกิดขึ้น 4 ปีให้หลังจากตอนจบของเกมภาคแรก (ใครยังไม่เล่น แนะนำให้หามาเล่นเดี๋ยวนี้) โดยจะติดตามตัวละครเด็กสาว Ellie ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนผู้รอดชีวิตอันแสนสงบสุขในเมือง แจ๊คสัน รัฐไวโอมิ่ง แม้ว่าเธอและเหล่าชาวเมืองจะยังคงต้องเผชิญกับเหล่าผู้ติดเชื้อไวรัส Cordyceps ที่กระจายอยู่ทั่วไป และต้องคอยจัดหน่วยลาดตระเวนเพื่อดูแลความเรียบร้อยรอบๆ เมืองอยู่ตลอด แต่พวกเขาก็ยังมีพื้นที่ให้งานรื่นเริง หรือกระทั่งความรักและมิตรภาพ หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอดมาตลอด แต่ความสงบสุขของ Ellie ก็ถูกทำลายลง เมื่อเธอต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่หลวงในขณะที่ออกลาดตระเวนวันหนึ่ง และเพื่อทวงคืน “ความยุติธรรม” บางอย่างที่ถูกพรากไปจากเธอ Ellie จึงตัดสินใจออกเดินทางจากชุมชนอันอบอุ่นของเธอ ไปยังเมือง ซีแอตเทิล เพื่อชำระความแค้นที่สุมอยู่เต็มอกของเธอ อย่างที่ผู้พัฒนาเคยกล่าวไปในบทสัมภาษณ์มากมาย เนื้อเรื่องในเกม The Last of Us Part II จะเกี่ยวข้องกับ “วังวนแห่งความรุนแรง” ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ทั้งสองฝ่ายต่างเลือกที่จะแก้แค้นกันไปกันมา โดยไม่ได้หยุดคิดเสียก่อนเลยว่า “ความแค้น” ที่ต้องชำระนั้นยังคง “สำคัญ” หรือ “คุ้มค่า” แค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องแลกไป ซึ่งต้องบอกว่าผู้พัฒนา Naughty Dog ก็ยังคงแสดงออกถึงศักยภาพในฐานะผู้นำในด้านการเล่าเรื่อง จากบทพูดที่เขียนมาอย่างคมกริบ ไปจนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในเนื้อเรื่องที่ล้วนแล้วแต่มีนัยยะ และตั้งคำถามเกี่ยวกับ “การกระทำ” ของ Ellie และตัวละครอื่นๆ ในโลกของเกมได้อย่างคมคาย ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง ที่ต้องการจะท้าทายความคิดของผู้เล่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้พัฒนาตัดสินใจที่จะให้ตัวละครอื่นๆ มีส่วนร่วมในเนื้อเรื่องหลายตัว เพื่อช่วยกันเสริมทั้งโลกของเกมโดยรวม และเพื่อให้ผู้เล่นสามารถเข้าถึงมุมต่างๆ ของ Ellie ผ่านความสัมพันธ์ที่เธอมีกับตัวละครเหล่านั้น โดยปัญหาของเนื้อเรื่องเกิดขึ้นเมื่อผู้พัฒนาใช้เวลาของเกมส่วนหนึ่งในการนำเสนอแง่มุมหรือเส้นเรื่องของตัวละครอื่นบางตัวค่อนข้างเยอะ จนทำให้เนื้อเรื่องของ Ellie ที่ควรจะเป็นแก่นหลักของเกมรู้สึก “เจือจาง” ลงไปอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหามากขึ้นไปอีกเมื่อเกมพยายาม “ดึงดัน” ว่าเนื้อเรื่องนี้ทั้งหมดยังคงเป็นเรื่องของ Ellie แม้ว่าซีกใหญ่ๆ ของเกมจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง แต่ในทางกลับกัน การที่เกมให้เวลาในการสำรวจชีวิตและความคิดของตัวละครอื่นๆ เหล่านี้ ก็เปิดช่องทางให้ผู้เล่นได้รับรู้ถึงแง่มุมของโลกที่อาจจะไม่ได้เห็นในฐานะ Ellie ซึ่งก็ช่วยทำให้โลกของเกมรู้สึกกว้างและสมจริงมากขึ้น จากการค่อยๆ เรียนรู้วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของมนุษย์กลุ่มต่างๆ หลังจากที่อารยธรรมได้ล่มสลายไปแล้วมากกว่า 20 ปี จึงอาจจะไม่ได้มีแต่ด้านลบไปทั้งหมด แต่ก็กลับไปสู่คำถามที่ว่า แล้วมันควรจะเป็นเรื่องราวของใครกันแน่ ผู้เล่นจำเป็นต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้แค่ไหน และจะดีกว่าไหมถ้าเราใช้เวลาตรงนี้กับ Ellie และตัวละครรอบตัวเธอมากขึ้น สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่าเนื้อเรื่องของ The Last of Us Part II นั้นแย่ไปเลยเช่นกัน และสุดท้ายอาจจะเป็นตัวผู้เขียนเองที่ตีความเนื้อเรื่องของเกมไม่ถูก หรือไม่ลึกพอก็เป็นได้ แต่ในตอนนี้ คงได้แต่บอกว่าเนื้อเรื่องเป็นเป็นส่วนที่น่าผิดหวังที่สุดของเกม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเกม The Last of Us ภาคแรกยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะเกมที่ “ยกระดับ” มาตรฐานการเล่าเรื่องของสื่อวีดีโอเกมให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์ได้มากที่สุด จากการเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างตัวละครสองตัว ก็อดผิดหวังไม่ได้ที่เกมนี้ดูจะขาดเครื่องปรุงสำคัญที่เคยมีในภาคแรกไป ◊ เกมเพลย์ ◊ สำหรับผู้เขียน “เกม” มีข้อได้เปรียบประการหนึ่งในฐานะสื่อการเล่าเรื่อง ที่สื่ออื่นๆ ทั้งหนัง ทีวี หรือหนังสือนิยายไม่มี คือความสามารถในการเล่าเรื่องผ่าน “การกระทำ” ของผู้รับสื่อนั้น ซึ่งเกม The Last of Us Part II ถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดชิ้นหนึ่งของการเล่าเรื่องผ่าน “การกระทำ” ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบเกมเพลย์ทั้งหมด ตั้งแต่การต่อสู้และลอบเร้น ไปจนถึงการสำรวจและการตามหาทรัพยากร ที่ออกมาให้ขับธีมของเนื้อเรื่อง โดยที่ยังมอบความสนุกท้าทายให้ผู้เล่นได้อย่างไม่ลดละ ตลอดระยะเวลากว่า 25 ชั่วโมงที่ผู้เขียนใช้ในการผ่านเนื้อเรื่อง แม้ว่าในภาพรวมแล้ว การเล่นเกม The Last of Us Part II จะให้ความรู้สึกคล้ายกับภาคแรกอยู่พอสมควร ด้วยการควบคุมและ “สัมผัส” ในการเล่นที่ใกล้เคียงกันมาก แต่เกมเพลย์ของ Part II โดยเฉพาะการต่อสู้ ก็ได้รับการเพิ่มเติมระบบเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปหลายข้อ ที่ทำให้การต่อสู้ในเกมมีความท้าทายและน่าตื่นเต้นกว่าที่พบในเกมแนวลอบเร้นสายเลือดแท้หลายเกมซะอีก ฉากต่อสู้ในเกม TLoU2 (The Last of Us Part II) มักจะดำเนินไปตามลำดับที่คล้ายกัน ในตอนเริ่มต้นฉากต่อสู้ส่วนใหญ่ในเกม ผู้เล่นจะสามารถใช้ความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นของ Ellie ในการหลบซ่อนจากศัตรู ที่มักจะยกโขยงกันมาเป็นกลุ่มใหญ่เสมอ ความสามารถสำคัญอย่างหนึ่งของ Ellie คือการที่เธอสามารถหมอบคลานลงไปกับพื้น เพื่อซ่อนตัวในพงหญ้าสูง หรือเพื่อหลบซ่อนใต้สิ่งของอย่างรถได้นั่นเอง โดยเมื่อใช้คู่กับความสามารถจากภาคแรกอย่าง “โหมดการฟัง” ที่ทำให้มองเห็นศัตรูผ่านกำแพงได้ ทำให้ผู้เล่นมีทางเลือกในการลอบเร้นเพิ่มขึ้นจากภาคแรกพอสมควร แต่ถึงจะมีทางเลือกมากมายให้ผู้เล่น ความฉลาดที่เพิ่มขึ้นของศัตรูทั้งที่เป็นมนุษย์ รวมไปถึงลูกเล่นที่เพิ่มมาอย่างสุนัขดมกลิ่นของกลุ่ม W.L.F. ก็ทำให้การลอบเร้นผ่านศัตรูแต่ละกลุ่มไปโดยที่ไม่ถูกเจอตัวอย่างน้อยซักครั้ง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในประสบการณ์ของผู้เขียน  อย่างที่ผู้พัฒนาเคยกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง ศัตรูมนุษย์ในเกม TLoU2 ทุกคนจะมีชื่อเป็นของตัวเอง ที่พวกมันจะใช้ขานเรียกกันเป็นระยะตลอดเวลา หมายความว่าต่อให้เราปลิดชีพศัตรูด้วยวิธีที่เงียบแค่ไหน ซ่อนศพไว้ในมุมที่เปลี่ยวแค่ไหน ไม่ช้าก็เร็วศัตรูที่เหลือก็จะรู้อยู่ดีว่าเพื่อนของพวกมันหายตัวไป แถมยังรู้ด้วยว่าเพื่อนควรจะลาดตระเวนอยู่ตรงไหน และจะยกโขยงกันมาตามหาเพื่อน (และตัวผู้เล่น) อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เล่นต้องคอยเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้โดนเจอตัว แต่การเคลื่อนที่ก็มีสิทธิ์จะโดนศัตรูตัวอื่นเห็นได้เหมือนกัน ทำให้การลอบเร้นในเกม TLoU2 ให้ความรู้สึกเหมือนกดดันมากๆ เพราะสถานการณ์สามารถพลิกจากการลอบเร้นเงียบๆ สู่การวิ่งหลบห่ากระสุนของศัตรูได้ตลอดเวลา การต่อสู้ในเกม TLoU2 ก็ทำออกมาได้น่าตื่นเต้นไม่แพ้การลอบเร้นในเกม จากการที่มักจะมีศัตรูปริมาณเยอะมากๆ ในแต่ละฉากต่อสู้ แถมศัตรูยังฉลาดพอที่จะใช้จำนวนที่มากกว่าให้เป็นประโยชน์ ด้วยการตีโอบผู้เล่นเพื่อโจมตีจากหลายมุม หรือกระทั่งการส่งทหารที่มีอาวุธระยะประชิดเข้ามาไล่ต้อน Ellie ออกจากที่กำบังให้เพื่อนยิง ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องคอยเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองตลอดเวลาเช่นเดียวกับการลอบเร้น ซึ่งก็สื่อความรู้สึกกระเสือกกระสนร้อนรนเพื่อเอาชีวิตรอดของ Ellie ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การเล็งปืนในเกมที่มักจะแม่นยำน้อยกว่าเกมยิงปืนทั่วไป บวกกับการที่ Ellie สามารถพกกระสุนปืนติดตัวได้ที่ละน้อยมากๆ (เป็นองค์ประกอบเดียวในเกมที่ไม่สมจริง) ก็ทำให้การต่อสู้ในเกมยังคงท้าทายและสมจริง ไม่ว่าผู้เล่นจะเล่นเกมยิงปืนแม่นแค่ไหนก็ตาม  ในส่วนของผู้ติดเชื้อ จะได้รับการพัฒนาในเรื่องของปริมาณ ความดุร้าย และความสามารถในการตรวจจับผู้เล่น แลกกับการที่ Ellie จะสามารถลอบสังหารเหล่าผู้ติดเชื้อได้ด้วยมีดพกของเธอ แทนที่จะต้องหาทรัพยากรมาสร้างมีดสั้นแบบที่ Joel ต้องทำในภาคแรก ซึ่งแม้ว่าโดยรวมๆ ศัตรูรันเนอร์และคลิ๊กเกอร์ที่พบได้บ่อยที่สุดจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ (นอกจากวิ่งเร็วขึ้นพอสมควร) แต่เกมก็เพิ่มมิติเข้าไปผ่านผู้ติดเชื้อชนิดอื่นๆ อย่าง “แชมเบลอร์” ที่สามารถโยนระเบิดพิษใส่เรา หรือปล่อยควันพิษรอบตัวได้ และ “สตอล์คเกอร์” ผู้ติดเชื้อที่เจอเพียงประปรายในภาคแรก แต่กลับมาพร้อมความสามารถในการหลบซ่อน และจะคอยลอบโจมตี Ellie พร้อมกับเรียกเพื่อนๆ มาช่วยอีกด้วย ซึ่งก็ล้วนเพิ่มมิติเข้าไปให้กับการต่อสู้ แม้จะไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่ากับศัตรูมนุษย์ก็ตาม ถ้าจะมีเรื่องให้ติ คงเป็นการที่เกมไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการที่มีศัตรูหลายๆ กลุ่มที่เป็นศัตรูกันเองในการต่อสู้ เช่นฉากหนึ่งในสถานีรถใต้ดิน ที่ให้ผู้เล่นสามารถหลอกให้ศัตรูมนุษย์และผู้ติดเชื้อในพื้นที่สู้กันเอง ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าสนใจมากๆ และสามารถให้ประสบการณ์การต่อสู้ที่แปลกใหม่ต่อผู้เล่นได้มากขึ้น แต่กลับมีฉากลักษณะนี้อยู่น้อยมากตลอดเกม ไหนๆ เนื้อเรื่องของเกมก็เกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างกลุ่มมนุษย์กันเองอยู่แล้ว น่าจะเพิ่มองค์ประกอบนี้ลงไปในเกมมากกว่านี้หน่อย ให้มันมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพของเกมในภาพรวม อีกมิติของเกมเพลย์ใน TLoU2 ก็คือการพัฒนาตัวละคร ที่ทำได้ผ่านการสำรวจโลกของเกมเพื่อเก็บวัตถุดิบหลากหลายชนิดมาสร้างอุปกรณ์เช่นยาหรือระเบิด หรือหาของอัพเกรด เช่นชิ้นส่วนปืนหรืออาหารเสริม เพื่อพัฒนาความสามารถของตัวละครโดยตรงด้วย ซึ่งนอกจากจะเสริมอรรถรสของการเป็นผู้รอดชีวิตในโลก Post-Apocalpyse แล้ว ยังเพิ่มเหตุผลให้ผู้เล่นเดินทางออกนอกเส้นทางหลักเพื่อสำรวจโลกของเกม เพื่อตามหาตำราที่จะปลดล๊อคสายการอัพเกรด และเพื่อปลดล๊อคเนื้อเรื่องเสริมที่มักพบได้ระหว่างทางด้วย แต่พื้นที่เสริมเหล่านี้ ก็มักจะมีศัตรูผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เล่นต้องชั่งน้ำหนักว่าอยากจะเผชิญหน้าศัตรูเพื่อโอกาสในการเก็บของเพิ่มหรือไม่ ซึ่งก็ย้อนกลับไปเสริม “บรรยากาศ” และ “อรรถรส” ของเกมอีกที ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ อย่างที่เคยบอกไปในบทความพรีวิวเกมก่อนหน้านี้ องค์ประกอบที่น่าจะได้รับคำชมมากที่สุด และเป็นสิ่งที่มัดรวมทุกอย่างเอาไว้ด้วยกันก็คือ “บรรยากาศ” ของเกม TLoU2 อันเป็นส่วนผสมขององค์ประกอบด้านภาพและเสียงทั้งหมด ที่ทำให้การเดินทางของ Ellie เต็มไปด้วยความตึงเครียด จากความรู้สึก “อันตราย” ที่แผ่ซ่านออกมาจากสภาพแวดล้อมในเกม  องค์ประกอบที่ดูเหมือนมีไว้แค่ “ประดับฉาก” ในเกมอื่นๆ มักมีความหมายเสมอ ในเกม TLoU2 ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยคราบเลือดหรือซากศพจากการต่อสู้ ที่บ่งบอกว่าเพิ่งมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มมนุษย์สองกลุ่ม และกลุ่มที่ชนะอาจกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า ไปจนถึงเชื้อรา Cordyceps ที่คืบคลานไปบนกำแพง ที่บอกใบ้ถึงกลุ่มผู้ติดเชื้อขนาดใหญ่ที่อาจยังอยู่ในบริเวณ องค์ประกอบในฉากของเกม TLoU2 ถูกออกแบบมาให้สร้างความรู้สึกเหมือนมีอะไรรออยู่ข้างหน้าเสมอ เมื่อรวมกับการออกแบบเสียงของเกม ที่มักจะใส่เสียงเล็กๆ อย่างเสียงแก้วแตก เสียงสุนัขเห่า หรือแม้แต่เสียงร้องของผู้ติดเชื้อเข้ามาอยู่เนืองๆ ก็เพียงพอจะทำให้สะดุ้งเล็กๆ ได้ตลอดเวลา เหตุผลใหญ่ๆ ข้อหนึ่งที่ฉากของเกมสามารถสร้างความตึงเครียดได้ขนาดนี้ มาจากความน่าทึ่งของกราฟิกในเกม TLoU2 ที่บอกได้แค่ว่าเหนือว่าที่ผู้เขียนคาดเอาไว้เสียอีก ตั้งแต่ความคมชัดของพื้นผิวสิ่งของต่างๆ ที่เสริมความสมจริงให้สภาพแวดล้อม ไปจนถึงหน้าตาตัวละคร ที่สามารถถ่ายทอดหน้าตาของนักแสดงจริงได้เหนือกว่าเกมอื่นในตลาดอย่างชัดเจน โดยความสมจริงของหน้าตาตัวละครยังช่วยเสริมองค์ประกอบอื่นๆ ให้มีส่วนในการสร้างบรรยากาศของเกมได้อย่างคาดไม่ถึงด้วย ถ้าจะให้ลองยกตัวอย่าง รายละเอียดเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนชอบในการต่อสู้ คือการที่หน้าตาของทั้ง Ellie และคู่ต่อสู้จะเปลี่ยนไปตลอดเวลาตามการกระทำของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นความโกรธและเกลียดชังในขณะที่ยัดมีดใส่พุงศัตรู ไปจนถึงความเจ็บปวดเมื่อต้องดึกลูกธนูที่ปักอยู่ตามร่างกายทิ้ง สีหน้าที่เปลี่ยนไปของ Ellie และตัวละครอื่นๆ ในเกมระหว่างการต่อสู้ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกได้ถึงความกระเสือกกระสนเอาตัวรอดของทั้ง Ellie และตัวละครศัตรู ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อฆ่าอีกฝ่ายและมีชีวิตรอดไปต่อไป ซึ่งก็ถูกเสริมด้วยการออกแบบเสียงของเกม เช่นเสียงโลหะกระทบเนื้อ หรือกระทั่งเสียงเลือดที่กระเซ็นไปติดกำแพง ที่มอบน้ำหนักให้กับการโจมตีของทั้งศัตรูและผู้เล่น จนในบางจังหวะก็อดรู้สึก “หวาดเสียว” แทนตัวละครในเกมไม่ได้จริงๆ นอกจากนี้ เกมยังสามารถใช้ประโยชน์ของความเป็นเกมในรูปแบบของกระดาษโน้ตทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ตามฉาก ที่มักจะเล่าเรื่องราวของเหล่า NPC ไร้หน้าในโลกของเกม เช่นจดหมายที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้รอดชีวิตที่บังเอิญหลบซ่อนอยู่ในห้องอพาร์ตเมนต์ข้างๆ กัน ไปจนถึงชายชราผู้น่าสงสาร ที่ถูกลูกชายทั้งสองทอดทิ้งไปเข้ากลุ่มเซราไฟต์ ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรง แต่ก็ช่วยกันทำให้เห็นภาพของวิถีชีวิตของมนุษย์ในโลกของเกม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของกลุ่มศัตรูทั้ง W.L.F. และเซราไฟต์ด้วย ถ้าจะให้สาธยายกันไปอีกแปดหน้าก็คงไม่จบ กับรายละเอียดด้านการนำเสนอเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด ที่ร่วมกันทำให้ระบบการเล่นทุกส่วนของ The Last of Us Part II กลายเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอเรื่องราวหรือ “ประสบการณ์” ของโลกและตัวละครในเกม และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับระบบทั้งหมด เพื่อให้ผู้เล่นได้เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร รวมไปสาสน์ที่ผู้พัฒนาต้องการสื่อผ่านเนื้อเรื่องอีกด้วย เอาเป็นว่าของแบบนี้ ถ้าไม่มาลองกับมือและรับองค์ประกอบทั้งหมดของเกมพร้อมกัน มันบอกไม่ถูกจริงๆ ต่อให้รู้แค่เนื้อเรื่อง หรือเล่นแคเกมเพลย์ ก็ไม่มีวันเข้าถึงประสบการณ์เต็มของเกมได้เลย ◊ ภาษาไทย / ตัวเลือกอื่นๆ ◊ อย่างที่กล่าวไปแล้วในพรีวิว ภาษาไทยในเกม The Last of Us Part II ถือเป็นงานแปลที่คุณภาพดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นในเกมมา แน่นอนว่าอาจจะมีคำแปลผิดหรือเสียอรรถรสไปบ้าง จากการที่คำแปลไม่สามารถมีคำหยาบได้ หรือแค่จากการสื่อความหมายที่ตกหล่นไปในขั้นตอนการแปลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วก็ถือเป็นบทบรรยายไทยระดับเดียวกับที่เห็นได้ในภาพยนตร์หรือทางเว็บสตรีมมิ่งอย่าง Netflix สบายๆ  นอกจากนี้ เกมยังมีคำแปลภาษาไทยให้กับตัวหนังสือภาษาอังกฤษทั้งหมดในเกมเลย ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ตั้งแต่ป้ายบอกทางที่เอาไว้ประกอบฉาก ไปจนถึงเอกสารและจดหมายโน้ตทุกฉบับในเกม สามารถแปลไทยได้ในระดับเดียวกับบทบรรยาย ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดเนื้อเรื่องใดๆ ในเกมเด็ดขาด นอกจากตัวเลือกด้านบทบรรยาย เกมยังเปิดให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่งการควบคุมและระดับความยากแบบแยกหมวดอย่างละเอียด เช่นความแรงการโจมตีศัตรู พลังป้องกันศัตรู ปริมาณกระสุนที่เก็บได้ เป็นต้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะช่วยผู้เล่นได้หลายคน เพราะต้องบอกว่าเกมแอบยากเหมือนกัน ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ชินกับเกมลอบเร้น ตัวเลือกเหล่านี้อาจจะช่วยให้คุณผ่านเกมไปได้โดยหัวไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ ผู้เขียนพบบั๊คที่ทำให้เกมไม่ยอมบันทึกการตั้งค่าปุ่มควบคุมใหม่ ส่งผลให้ผู้เขียนต้องคอยเข้าไปตั้งใหม่ทุกครั้งที่เข้าไปเล่นเกม แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ก็หวังว่าผู้พัฒนาจะสามารถแก้ไขจุดนี้ได้เมื่อเกมวางจำหน่าย ◊ สรุป ◊ แม้จะเป๋ไปบ้างในส่วนของเนื้อเรื่อง เมื่อเทียบกับเกมที่ผ่านมา แต่ TLoU2 ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเกมที่พัฒนามาได้อย่างปราณีตที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยได้เล่นมาเลย ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันอย่างพอดี และใช้ประโยชน์จาก “ความเป็นเกม” อย่างเต็มที่ คนที่ชื่นชอบ TLoU ภาคแรก โดยเฉพาะในส่วนของเกมเพลย์ ไม่ควรพลาดเกมนี้ด้วยประการทั้งปวง ต่อให้ไม่ชอบเนื้อเรื่อง แค่ซื้อมาเล่นเกมเพลย์ก็ยังคุ้ม บอกเลย! [penci_review id="55739"] สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
12 Jun 2020
รีวิว Shadow Arena สุดยอดสนามประลอง ที่ชัยชนะเป็นของผู้ที่แข็งแกรงเท่านั้น!
ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน Battle Royale เป็นแนวเกมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีเกมสไตล์นี้เปิดตัวมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น PUBG, Apex Legend, หรือ Fortnite แต่จะมีสักกี่เกมที่ไม่ได้ใช้อาวุธปืนในการต่อสู่? อย่างน้อย Shadow Arena เกมใหม่จาก Pearl Abyss ผู้สร้าง Black Desert ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ Shadow Arena คือเกมน้องใหม่ที่นำระบบ PVP อันโดดเด่นของเกม Black Desert มาพัฒนาต่อจนกลายเป็นเกม Battle Royale โดยนำเสนอการสู่เพื่อเอาชีวิตรอดด้วยอาวุธย้อนยุคอย่าง ดาบ, ธนู ,ขวาน ,มีด แทนที่จะเป็นปืน มีการใช้เกมเพลย์สไตล์เดียวกับ MMORPG และกำลังอยู่ในช่วง Early Access บน Steam ตอนนี้ ซึ่งวันนี้ตัวผมจะมารีวิวเกมนี้ให้เพื่อนๆ ชาว GameFever TH ได้อ่านกันครับ ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ **ระดับของกราฟิกที่ผู้เขียนได้เล่น ถูกตั้งไว้ที่สูงสุดครับ** ในเรื่องของกราฟิก ผู้เขียนยอมรับเลยว่า SA (Shadow Arena) เป็นเกมที่มี แสง, สี, เสียง สุดยอดมาก โดยเฉพาะในส่วนของรายละเอียดสภาพแวดล่อม ไม่ว่าจะเป็นความเงาของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านหมู่ไม้, ความลื่นไหลของสายน้ำในลำธาร, ตลอดไปจนถึงพื้นผิวของหินทุกก้อน ล่วนแล้วแต่ทำออกมาได้อย่างเป็นดี ชนิดที่ต้องยกนิวโป้งให้กับผู้พัฒนาเลยครับ ขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Battle Royale แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องมีในเกมแนวนี้ก็คือ "การบีบพื้นที่" เพื่อที่จะเพิ่มอรรถรสให้กับผู้เล่นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทางผู้พัฒนาได้มีการทำให้หมอกของเกมมีลักษณะเป็นเงาดำๆ ซึ่งสอดคล้องกับชื่อของเกม "Shadow Arena" พอดี  เป็นอีกหนึ่งจุดที่ผมคิดว่ามีการออกแบบมาดีครับ (ลองหาข้อมูลเพิ่มเติม) น่าเสียดายที่ตอนนี้ SA มีด่านให้เล่นเพียงแค่ด่านเดียวครับ ซึ่งในจุดนี้ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าหากมีการเพิ่มด่านอื่นๆ เข้ามาให้สามารถเล่นได้แบบเดียวกับเกม PUBG จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ยังไงตัวเกมก็ยังอยู่แค่ในช่วง Early Access เท่านั้น ต้องรอดูต่อไปว่าในวันที่เกมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จะมีการเพิ่มแผ่นที่อื่นๆ เข้ามาอีกก็เป็นได้ครับ [caption id="attachment_55844" align="aligncenter" width="1920"] กราฟิกสวยงามมาก[/caption] ◊ เกมเพลย์ ◊ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า SA เป็นเกมแนว Battle Royale ดังนั้นรูปแบบเกมเพลย์ของโหมดหลักที่เราจะได้เล่น จะเป็นการลงไปสู้กับผู้เล่นคนอื่นแบบตะลุมบอน เอาชีวิตรอดเป็นคนสุดท้ายให้ได้เหมือนกับเกมแนวนี้อื่นๆ ในตลาด เพียงแต่อาวุธที่เราจะได้ใช้ในเกมนี้จะไม่ใช้อาวุธปืน แต่เป็นดาบ, หอก, ขวาน, ธนู ซึ่งโหมดที่จะสามารถเล่นได้ในเกมนี้จะมีทั้งหมด 6 โหมดด้วยกัน คือ Solo เป็นโหมดแบบจัดอันดับ สถิติต่างๆ ที่ทำได้(ฆ่าไปกี่คน ได้อันดับที่เท่าไหร่) จะถูกเปลี่ยนเป็นคะแนน และไปเพิ่มอันดับของตัวผู้เล่นในตอนจบ Team การเล่นในโหมดนี้จะเหมือนกับ Solo เพี่ยงแต่เราจะสามารถพาเพื่อนเข้าไปเล่นด้วยได้ 1 คนครับ Dueling Grounds โหมดนี้จะการเล่นแบบ PVP คือให้ผู้เล่น 2 คน สู้กันแบบ 1 ต่อ 1 ถ้าจะฝึกสเต็ป กับจังหวะในการต่อสู้ก็ต้องโหมดนี้เลย Custom เป็นโหมดที่เปิดให้ผู้เล่นสามารถตั้งค่าต่างๆ ก่อนเริ่มเล่นได้อย่างอิสระ Normal โหมดนี้จะมีการเล่นแบบเดียวกับ Solo แต่คะแนนที่ได้จะไม่ถูกนำไปจัดอันดับด้วย AI โหมดนี้จะเหมือนกับ Solo แต่คะแนนที่ได้จะไม่ถูกนำไปจัดอันดับ และคู้ต่อสู้ของเราจะเป็น Ai แทน [caption id="attachment_55850" align="aligncenter" width="1920"] โหมดทั้งหมดที่มีให้เล่นในเกม[/caption] ด้วยความที่เกมนี้ เหมือนกับว่าโคลนมาจาก Black Desert ก็เลยทำให้เกมเพลย์ของ SA จะเป็นแบบ Action จัดเต็มด้วยมุมมองจากด้านหลังของตัวละคร โดยใช้เมาส์ในการควบคุมทิศทาง และปุ่มทางฝั่งซ้ายของคีย์บอร์ดในการกดปุ่มเคลื่อนที่กับ Shotcut ดังนั้นสำหรับคนที่ชอบเล่นเกม MMORPG แบบ Action หนักๆ อยู่แล้วคิดว่าน่าจะสามารถทำความเข้าใจระบบควบคุมของเกมนี้ได้ไม่ยากครับ SA มีการนำระบบตัวละครเข้ามาใช้เหมือนกันเกม Apex Legends หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือตัวเกมจะมีตัวละครให้เราเลือกเล่นทั้งหมด 10 ตัว ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีวิธีการเล่น รวมไปจนถึงสกิลที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง Jordine Ducas จะเป็นตัวละครที่ใช้ดาบ กับโล่เป็นอาวุธ สกิลของเขาก็จะมีทั้งสกิลป้องกัน และโจมตีให้เลือกใช้ตามสถานการณ์ต่างๆ แต่ Haru ที่เป็นตัวละครนินจาจะมีสกิลเน้นไปที่การทำให้อีกฝ่ายติดสถานะผิดปกติ ในขณะที่ Gerhand Shultz จะมีสกิลแบบ Berserker ที่เน้นเข้าไปตะลุมบอนกับคู่ต่อสู้ตรงๆ เลย สามารถดูภาพตัวละครทั้งหมดที่มีให้เล่นในเกมนี้ได้ข้างล่างครับ [caption id="attachment_55846" align="aligncenter" width="1920"] ภาพตัวละครทั้งหมดที่มีให้เล่นในเกมนี้[/caption] เกมนี้จะเหมือนกับเกม Battle Royale  อื่นๆ คือในช่วงที่แมตช์เริ่ม เราจำเป็นต้องฟาร์มของส่วมใส่เอง ซึ่งวิธีฟาร์มของเกมนี้จะแตกต่างกับเกมแนว BR (Battle Royale) อื่นๆ นิดหน่อยครับ เพราะผู้เล่นจะสามารถหาอุปกรณ์สวมใส่ได้จากการฆ่ามอนสเตอร์ในด่านเป็นหลัก (แน่นอนว่ามีดรอปอยู่ตามพื้นเช่นกันแต่น้อยมาก) โดยจะมีการสุ่มเกิดบอส (Shadow Lord) ในบางพื้นที่ด้วย แน่นอนว่าไอเทมที่ส่วมใส่ที่เราได้รับจากบอส จะเป็นของที่ดีมากด้วย ดังนั้นเมื่อมีการประกาศจุดที่บอสจะเกิด จะมีผู้เล่นจำนวนมากวิ่งไปยังจุดนั้นด้วย (คิดซะว่าเป็น Air Drop ของเกมนี้ก็ได้ครับ) [caption id="attachment_55852" align="aligncenter" width="1920"] จุดที่บอสเกิด จะขึ่นเป็นสัญลักษณ์สีม่วงในแผนที่[/caption] [caption id="attachment_55853" align="aligncenter" width="1920"] หลังจากเอาชนะได้ จะได้ไอเทมพิเศษ ที่มีความสามารถพิเศษ[/caption] ข้อเสียที่ผู้เขียนรู้สึกได้เลยจากเกมนี้คือในเรื่องของบาลานซ์ครับ คือเท่าที่ผมได้เล่นมาจะมีตัวละครแค่เพียง 2-3 ตัวเท่านั้นที่มักจะได้แชมป์บ่อยๆ และบางตัวผู้เขียนยังไม่เข้าใจเล่นว่า "ด้วยสกิลแบบนี้จะต้องเล่นยังไงถึงจะสามารถอยู่เป็นคนสุดท้ายของเกมได้ (คืออาจจะเป็นตัวผู้เขียนเองที่ฝืมือกระจอกไม่สามารถเอาตัวอย่าง Herawen หรือ Badal ไปเป็นแชมป์ได้ 555+) อีกหนึ่งจุดที่ตอนเล่นรู้สึกไม่ชินเลย คือในเรื่องของการเพิ่มเลือดในเกมนี้ครับ โดย SA จะแตกต่างจากเกม BR อื่นๆ ตรงที่ว่าเวลาเรากดยาในเกมนี้เลือดจะขึ้นแบบช้าๆ แถมขึ้นไม่เต็มหลอดด้วย ไม่เหมือนกับเกม BR อื่นที่เมื่อใช้ยาหนึ่งครั้งจะได้เลือดมาเต็ม หรือเกือบเต็มทันที ดังนั้นมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อสู้แบบต่อเนื่องแล้วเอาชนะได้ เพราะเลือดของเราจะมีไม่พอนั้นเอง [caption id="attachment_55854" align="aligncenter" width="1920"] จะสังเกตุว่า กดยาไปแล้ว แต่เลือดไม่ได้ขึ้นจนเต็มในทันที[/caption] อีกหนึ่งข้อเสียของเกมนี้คือมีคอนเทนต์ให้เล่นน้อยครับ จะสังเกตุได้ว่าโหมดที่มีให้เล่นในเกมแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ดังนั้นการเข้าไปเล่นเกมนี้จึงเหมือนเป็นการเล่นแบบเดิมซ้ำๆ กัน จะแตกต่างก็เพียงแค่ตัวละครที่เรานำเข้าไปเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเล่นไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมงจะรู้สึกเบื่อมากๆ เพราะมันเหมือนกับว่าเรากำลังเล่นเกมติดลูปอยู่ครับ อีกหนึ่งจุดที่อาจเป็นปัญหากับผู้เล่นใหม่ ก็คือในเรื่องความเร็วของเกมครับ ด้วยความที่เกมนี้มีเกมเพลย์แบบ Action หนักมาก ดังนั้นความเร็วในการกดสกิลจึงเป็นสิ่งที่ชี้เป็นชี้ตายในเกมนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้เล่น ที่ต้อง Action หนักๆ มาก่อน อาจจะจำเป็นต้องใช้เวลาฝึกนานหน่อยครับ [caption id="attachment_55855" align="aligncenter" width="1920"] เมื่อโดนโจมตีแบบฉับพลัน จำเป็นต้องกดสกิลตอบโต้ให้เร็ว ไม่อย่างนั้นจะเสียเลือดเยอะมาก[/caption] ◊ สรุป ◊ Shadow Arena เป็นเกม Battle Royale น้องใหม่ที่มีรูปแบบเกมเพลย์เหมือนกับเกม MMORPG ซึ่งนับว่ามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ตัวเกมมีภาพกราฟิกที่สวยงามมาก ทั้งยังมีตัวละครให้เล่นหลากหลาย แต่จะมีข้อเสียในเรื่องของความหลากในเรื่องของแผนที และโดยส่วนตัวแล้วคิดว่ายังทำบาลานซ์ออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ อีกทั้งเกมนี้ยังมีความเร็วในการเล่นที่สูงมาก สำหรับคนที่ไม่ชินอาจจำเป็นต้องใช้เวลานานพอสมควรถึง จากข้อดี และข้อเสียของเกม ทำให้ผมคิดว่าเกมนี้ควรจะมีคะแนนอยู่ที่ 7 เต็ม 10 ครับ ถ้าหากว่าสักวันหนึ่ง Shadow Arena มีกิจกรรมให้เล่นมากกว่านี้ รวมไปจนถึงปรับบาลานซ์ของเกมให้ดีได้ คิดว่าคงถูกใจใครหลายคนแน่นอนครับ [penci_review id="55558"]
08 Jun 2020
รีวิวเกม Fitforce "เกมออกกำลังกายเรียกเหงื่อที่เข้าถึงง่ายและฟรี"
ในช่วงที่แทรนรักสุขภาพกำลังเป็นที่นิยม หลายคนก็หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น แต่เพราะการออกกำลังกายมันน่าเบื่อ หรือขาดแรงจุงใจ หลายคนจึงหันมาใช้เกมเป็นทางเลือกในการสร้างสีสัน แล้วถ้าพูดถึงเกมออกกำลังกาย หลายคนก็คงจะนึกถึงเกม Ring Fit Adventure ของเครื่อง Nintendo Switch แต่ราคาที่สูงและของขาดตลาด เลยทำให้หลายคนไม่ได้ครอบครองมัน วันนี้  GameFever TH จะมาแนะนำเกมออกกำลังกายที่สามารถเล่นได้เพียงมีมือถือและคอม เป็นเกมฟรี แถมยังเป็นเกมของคนไทยอีกด้วย มาดูกันว่าเกมนี้จะน่าสนใจแค่ไหนกับเกม Fitforce ระบบเกมและภาพรวม Fitforce เป็นเกมออกกำลังกายฝืมือคนไทย ที่จะใช้การออกท่าทางของตัวเราเพื่อขยับตัวละครในเกม ถ้าใครคิดภาพไม่ออกก็จะอารมณ์ประมาณเกม Ring Fit Adventure หรือไม่ก็ Wii sports แต่เกมนี้ไม่ต้องซื้อเครื่องมาเล่น เพียงแค่มีมือถือ, คอมพิวเตอร์, Wi-Fi และกางเกงที่มั่นใจว่าใส่มือถือแล้วจะไม่หลุดออกมา (อันนี้สำคัญมาก เพราะหลายเกมต้องใส่มือถือในกางเกง) แถมเกมนี้ยังเป็นเกมฟรี ซึ่งเหมาะมากกับผู้เล่นที่มีงบน้อย (แต่ก็ยังมีขายมินิเกมเพิ่มเติม)  เมื่อก่อนเข้าเกม ต้องทำการเชื่อมต่อมือถือและคอมพิวเตอร์ โดยการสแกน QR Code ผ่านทางแอพพลิเคชั่น Fitforce (อย่าลืมโหลดแอพพลิเคชั่น Fitforce ลง SmartPhone ก่อนเล่น (มีทั้ง android และ ios)) และทั้ง 2 เครื่องต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi เดียวกัน เพียงแค่นี้ก็พร้อมจะเล่นเกมนี้แล้ว ไม่ต้องตั้งกล้องด้วย ถือว่าเป็นอะไรที่สะดวกมาก เพราะหลายๆเกมแนวนี้ มักจะมีปัญหาเรื่องการตั้งกล้องและจัดพื้นที่ในการเล่น เมื่อเชื่อมต่อเสร็จแล้ว จะเข้าสู่เมนูหลัก สามารถใช้งานผ่านมือถือ และตัวคอมพิวเตอร์จะแสดงผล (ตัวคอมไม่สามารถกดคลิกอะไรได้ นอกจากปุ่มออกและตั้งค่า)  ซึ่งจะมี 4 เมนูหลักๆ รายชื่อเกม เป็นเมนูเล่นเกมเดียว เมนูจะแสดงมินิเกมทั้งหมด สามารถเลือกเล่นได้ตามใจชอบ แต่ละเกมจะออกกำลังกายต่างกัน มีอยู่ทั้ง 8 เกม (ให้เล่นฟรี 3 เกม อีก 5 เกมที่เหลือสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ เกมละ 59 บาท) ถึงตอนนี้จะมีเกมน้อยไปหน่อย แต่คาดว่าจะมีเพิ่มในอนาคต โปรแกรม เป็นเมนูที่เราสามารถเลือกเล่นเป็นคอร์ส มีคอร์ส 15 นาที, 30 นาที และ 45 นาที โดยสามารถเลือกเกมที่อยากเล่นได้ (แต่ต้องเลือก 6 เกมขึ้นไป ถ้ามีเกมไม่พอก็จะไม่สามารถใช้เมนูนี้ได้) ข้อมูล เป็นเมนูที่จะเก็บสถิติของเราว่า ในวันนั้นเราออกกำลังกายไปเท่าไร กี่นาที ออกส่วนไหนบ้าง และยังสามารถแก้ไขข้อมูลส่วนตัวได้ด้วย แต่เมนูนี้ไม่ค่อยมีอะไรมากนอกจะเก็บข้อมูลของวันที่เล่น แถมดูย้อนหลังไม่ได้ด้วย แต่งตัว เป็นเมนูที่เราสามารถเปลื่ยนตัวละครในเกมได้ โดยจะเป็นรูปแบบกาชาสุ่มตัวละคร สามารถใช้เหรียญที่เล่นเกมมากดกาชาได้ ถ้าเปลื่ยนตัวละคร ตัวเก่าก็จะหายไป ซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่ไม่สามารถเก็บสะสมตัวละครได้ มาพูดถึงเกมกันบ้าง ในแต่ละเกมจะมีบอกว่าเน้นการออกกำลังส่วนไหน ใช้เวลากี่นาที และใช้พลังงานประมาณเท่าไร เมื่อเลือกเกมและกดเริ่มเกมแล้ว จอคอมจะแสดงวิธีเล่นของเกมนั้นๆ มีหลากหลายท่าให้ออกกำลัง(ขึ้นอยู่กับเกมแต่ละเกม) ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง, สควอท, ว่ายน้ำ, ปั่นจักรยานเป็นต้น เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วก็กดยืนยันที่มือถือ เป้าหมายของมินิเกมทุกเกมก็ง่ายๆ คือการเก็บแต้มให้ได้มากที่สุดโดยใช้ท่าที่เกมกำหนดไว้ ภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะมีให้เก็บตามด่านอยู่เรื่อยๆ เมื่อหมดเวลา ตัวเกมก็จะสรุปคะแนนที่ทำได้ รวมถึงพลังงานและเวลาที่ใช้ในเกมนั้นๆ พร้อมกับรางวัลเป็นเหรียญเพื่อเอาไปกดกาชาตัวละครที่เมนูแต่งตัว และหลังจากที่ลองแล้วก็บอกได้เลยว่า เหนื่อยจริงๆ ยกตัวอย่างเกมว่ายน้ำที่ถึงเกมจะใช้เวลาน้อย แต่ต้องทำต่อเนื่องตลอดทั้งเกม ก็เล่นทำเอาหอบเลยทีเดียว มาพูดถึงปัญหาที่เจอกันดีกว่า ต้องบอกกว่าเกมนี้ยังอยู่ในช่วง Early Access จึงได้มีปัญหาเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อเกมมากนัก  ข้อแรก ข้อมูลมินิเกมทั้งก่อนเริ่มและหลังจบรวมไปถึงข้อมูลสถิติของมือถือและคอม ไม่ตรงกัน เช่น ก่อนเล่นเกมบอกใช้เวลา 5 นาที พอเล่นจริงมีแค่ 3 นาที, หน่วยพลังงานในจอคอมใช้ Kcal แต่ในมือถือใช้ Cal เป็นต้น  ข้อต่อมา ตัวละครในเกมขยับไม่ค่อยตรงกับตัวเราเท่าไร บางครั้งยืนเฉยๆ ตัวละครก็วิ่ง บางครั้งขยับมาก แต่ตัวละครกลับขยับน้อยมาก  ถึงจะไม่ได้เจอบ่อย แต่ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง  และข้อสุดท้าย รางวัลเล่นจบรอบไม่ค่อยดึงดูดให้เล่นต่อ เพราะตอนจบรอบ จะมีรางวัลแค่เหรียญที่ใช้ในการกดกาชาตัวละครเท่านั้น แถมตัวละครก็สะสมไม่ได้ด้วย และรางวัลสำหรับการเล่นต่อเนื่องทุกวันก็ไม่มี ทำให้ความอยากเล่นซ้ำไม่ค่อยมีสักเท่าไร ถึงจะเจอปัญหาเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เพราะเกมยังอยู่ในช่วง Early Access เราก็คงได้แต่รอให้มีการอัพเดท เพื่อจะได้พบกับตัวเกมที่สมบูรณ์ ความรู้สึกหลังเล่น ได้รู้จักเกมนี้ เพราะเพื่อนแชร์มาให้ลอง พอได้ลองเล่นแล้ว มีทั้งชอบและไม่ชอบ ชอบที่มันสนุก ได้เหงื่อดี ไม่ต้องเตรียมตัวเยอะ และมีเมนูภาษาไทยทำให้เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ แต่ก็ไม่ชอบเรื่องที่ต้องซื้อมินิเกมเพิ่มผ่านตัวแอพเท่านั้น ไม่สามารถซื้อผ่านSteam แยกขายเป็นเกมๆอีกตังหาก นั้นหมายความว่า โอกาสลดราคาของมินิเกมที่ต้องซื้อเพิ่มอาจจะมีน้อยหรือไม่มีเลย (- -*) แถมระบบกาชาตัวละครดันเป็นแบบเปลื่ยนใหม่แล้วทิ้งตัวเก่า ทำให้สายสะสมอย่างผมไม่ถูกใจเท่าไร  แต่ถึงอย่างงั้นอย่างน้อยเกมนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของการออกกำลังกายที่บ้านที่น่าจะแก้ขัดได้อยู่ แถมยังทำให้รู้ว่าคนไทยก็มีฝืมือพอที่ทำเกมแบบนี้ได้ สรุป หากใครกำลังตามหาเกมออกกำลังกายที่เล่นง่าย ไม่เตรียมตัวเยอะ และไม่เสียตัง เกมนี้ก็อาจเป็นคำตอบของคุณ แต่ก็ต้องทำใจที่มินิเกมมีน้อยไปสักนิดและไม่สามารถเล่นทุกมินิเกมได้ เพราะเป็นเกมฟรีแถมยังติด Early Access คงก็ได้แค่รอวันที่เกมนี้ออกมาแบบสมบูรณ์ แต่กว่าจะถึงวันนั้น เกมนี้ก็ยังพอเล่นแก้ขัดได้อยู่  link : https://store.steampowered.com/app/1081670/Fitforce/ [penci_review id="54930"]
08 Jun 2020
รีวิว C&C Remastered Collection : ไวน์เก่า ฉลากใหม่ กับรสไฉไลที่เราคิดถึง
หมายเหตุ : รีวิวชิ้นนี้ ได้รับการสนับสนุนคีย์โดย EA และบริษัท Play4Fun  หมายเหตุ 2 : รีวิวชิ้นนี้ เขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลการเล่นจบภารกิจหลักของ GDI ในภาค Tiberian Dawn และภารกิจหลัก Soviet ในภาค Red Alert ที่ความยากระดับ Normal และทดสอบการเล่นโหมด Skirmish สองเกม กับโหมด Multiplayer ไปสามแมทช์ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มีคนมาบอกกับผู้เขียนว่า เกมแนววางแผนแบบจับเวลาจริงหรือ Real-Time Strategy นั้น จะล้มหายตายไปจากสารบบ กลายเป็นแนวเกมที่คนไม่นิยม และผู้สร้างไม่ปลื้มนั้น เชื่อว่าผู้เขียนในเวลานั้นคงรู้สึกตลกและหัวเราะจนปอดฉีกทะลุอกออกมาเหมือน Chestburster ในหนังซีรีส์ Aliens กันให้ได้เสียอย่างนั้น ก็ทำไมจะไม่ตลก ในเมื่อแวดล้อมรอบตัวเวลานั้น ผู้พัฒนาแต่ละค่ายต่างสรรหากลวิธี และนำเสนอชิ้นงานเกมแนว RTS ป้อนเข้าสู่ตลาดชนิดมากมายเล่นกันไม่หวาดไม่ไหว เป็นยุคสมัยที่เกมวางแผนจับเวลาจริงหลายเกมได้แจ้งเกิดและสร้างตำนานมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Warcraft, Starcraft, Battle Realms, Age of Empires และเรือธงจาก Westwood Studios ที่ฮิตติดลมบนอย่างยาวนาน ซีรีส์ Command and Conquer ทั้งภาคหลัก และจักรวาลแยกอย่าง Red Alert โอกาสที่เกมแนวนี้จะเหี่ยวเฉาซบเซานั้น แทบจะเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว [caption id="attachment_55663" align="aligncenter" width="1024"] และ CnC ก็ทำให้โลกแห่งเกมได้รู้จักกับ 'Kane' ตัวร้ายหัวล้านทรงเสน่ห์แห่ง Brotherhood of Nod ผู้เป็นดั่ง Icon สำคัญของซีรีส์นี้มากว่าสองทศวรรษ[/caption] แต่มาในวันนี้ ... ไอ้ที่เคยรู้สึกตลก ก็กลายเป็นเรื่องขำขื่นไปเสีย เพราะความไม่เที่ยงอันเป็นสัจธรรมแท้จริงของทุกสิ่งบนโลก ก็เกิดขึ้นกับเกมแนว RTS ที่แม้จะมีดาวเด่นอย่างซีรีส์ Starcraft ภาคสองที่ยังคงแข่งขันอย่างเข้มข้นบนเวที eSports ระดับสากล แต่ความนิยมในเกมแนวนี้ก็ดูจะเสื่อมถอย ไม่โชติช่วงเท่ากับเวลาตั้งต้นของมัน รวมทั้งเปลี่ยนโฉมเป็นแนว MOBA ที่รวดเร็วยิ่งกว่า เรียกว่าห่างไกลจากแสงไฟไปอย่างน่าเศร้า (และกลายเป็นตลกร้าย ที่เกม Turn-Based Strategy ที่เคยซบเซา กลับเข้ามาเป็นทางเลือกที่มีให้เล่นไม่หวาดไม่ไหวไปแทน) [caption id="attachment_55683" align="aligncenter" width="400"] แถมปิดฉากด้วยภาค Tiberian Twilight ที่สมควรถูกลืมไปจากสารบบเสียให้ได้อีกต่างหาก....[/caption] ที่กล่าวมานั้นไม่ใช่ว่าจะมารำพึงความเศร้าเล่าความหลังอะไร แต่มันเป็นสถานการณ์ที่น่าประหลาดใจ เมื่อ Command and Conquer ได้ประกาศจะกลับมาครั้งใหม่ ในแบบ ‘Remastered’ ที่สัญญาถึงคุณภาพที่ตามยุคสมัย ให้เหล่า Old School และหน้าใหม่ได้สัมผัสกัน กล่าวโดยสรุป Command and Conquer Remastered Collection ชิ้นนี้ อาจจะไม่ได้เป็นการปฏิวัติหรือพลิกฟื้นวงการ Real-Time Strategy ให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง แต่มันก็เป็นชิ้นงานระดับคุณภาพที่ผ่านการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน โดยอดีตผู้สร้างดั้งเดิม เติมรสด้วยความทันสมัย ในแก่นกลางหลักหัวใจของการทำลายล้างที่รวดเร็วฉับไว ที่เคยสร้างตำนานอย่างยิ่งใหญ่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาให้กลับคืนมาอีกครั้ง สำหรับ CnC Remastered แพ็คเกจนี้ ขออย่าได้สับสนกับรวมฮิตเมดเล่ย์ 17 ภาคที่ออกมาก่อนหน้านั้นของ EA เพราะนี่คือชิ้นงานที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพตั้งแต่หัวจรดเท้า กับสองภาคหลักสุดคลาสสิค Command and Conquer : Tiberian Dawn และ Command and Conquer : Red Alert ที่ผนวกพ่วงเนื้อหาหลัก, เนื้อหาภาคเสริม และเนื้อหาภาคคอนโซลสมัย Playstation 1 มาบรรจุไว้ เรียกว่าครบเซ็ทสำเร็จเล่นได้ในแพ็คเดียวเลยก็ว่าได้ [caption id="attachment_55667" align="aligncenter" width="1024"] เทียบกันจะๆ ระหว่างกราฟิกแบบ Legacy ดั้งเดิม และแบบ Remastered ความละเอียด 4K[/caption] สิ่งที่โดดเด่นจนต้องขอกล่าวถึงในเบื้องแรกสำหรับ CnC Remastered ชิ้นนี้ คือคุณภาพกราฟิก ที่คมชัดเนียนกริบระดับ 4K ที่ผ่านการตกแต่งอย่างใส่ใจ ทุกพื้นที่ ทุกยูนิต ทุกสิ่งก่อสร้าง ถูกร่างและเพิ่มความละเอียดจนถึงขีดสุดประสิทธิภาพของยุคสมัย ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่แม้จะเป็นเกมเดิมก็ตาม รวมถึง Full Motion Video คั่นฉากภารกิจที่ได้รับการ Upscale ให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น แม้แต่เสียงพากย์ของ EVA ระบบ AI ของภาค Tiberian Dawn ก็ยังได้ Kia Huntzinger เจ้าของเสียงโมโนโทนต้นตำรับกลับมารับบทอีกครั้ง แต่สำหรับใครที่คิดถึงกราฟิกแบบพิกเซลลายจุด ก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นโหมด Legacy ได้ง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม Spacebar เท่านั้น เรียกว่าเป็นความพิถีพิถันจากทีม Petroglyph อดีตเด็กเก่าค่าย Westwood Studios และทีม Lemon Sky Studios ที่พิสูจน์ผลงานมาแล้วกับ Starcraft Remastered ดังนั้น เรื่องกราฟิกจึงหายห่วง มันลื่นไหล มันละเอียด และมันเนียนเสียจนให้ทุกเกมการเล่นสามารถดำเนินไปได้อย่างเพลิดเพลินเจริญสายตาเป็นอย่างยิ่ง [caption id="attachment_55669" align="aligncenter" width="1024"] โหมด Jukebox เลือกเพลงที่คิดถึงใส่ใน Playlist ได้ตามความชอบใจ กับทุกแทร็คกำกับใหม่ ความยาวร่วม 7 ชั่วโมงเต็ม[/caption] ความสุดยอดด้านกราฟิกอาจจะเป็นตัวนำ แต่เพลงประกอบก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญสำหรับซีรีส์ Command and Conquer ซึ่งในเวอร์ชัน Remastered ก็ได้ Frank Klepacki และวง The Tiberian Sons ประพันธกรดั้งเดิม กลับมาทำการ Rearrange ทุกเพลงที่มีทั้งภาค Tiberian Dawn และ Red Alert ด้วยจำนวนเพลงทุกแทร็คความยาวรวมกว่า  7 ชั่วโมง และสามารถเลือก Playlist แบบ Jukebox ได้ตามที่ชอบใจ สำหรับแฟนเก่าเดนตาย คงไม่มีอะไรจะสุดยอดเท่ากับการได้ฟังเพลงอย่าง Act on Instinct และระห่ำสะใจไปกับจังหวะเบสจากนรก Hell March ที่น่าหลงใหลนี้อีกแล้ว เป็นความอร่อยหูที่ให้ฟังเวียนซ้ำอีกกี่รอบก็ไม่มีเบื่อ อีกจุดหนึ่งที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นตามยุคสมัย คือในส่วนของโหมด Multiplayer ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ Server แบบ Dedicated สร้างห้องแล้ว Join ได้อย่างลื่นไหลไม่ติดขัด แน่นอนว่าในขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้ จะยังไม่มีห้องให้เข้าไป Join อย่างเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่ความสะดวกที่มี พร้อมทั้งโหมด Map Editor ที่รองรับ Mod Support ก็น่าจะช่วยขยายอายุการเล่นของสองภาคหลักในแพ็คเกจนี้ได้ดี แม้ว่าในสายเลือดแบบ Old-School จะยังคงคิดถึงการเชื่อมต่ออันแสนยากลำบากแบบ TCP/IP ดั้งเดิม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสะดวกที่มาใหม่นี้ เป็นอะไรที่น่าจับตาและน่าจับใจผู้เล่นทั้งหน้าเก่าและใหม่ให้มาโรมรันกัน อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่อาจจะต้องเตือนผู้เล่นกันเสียแต่เนิ่นๆ เพราะการกลับมาของ CnC ครั้งนี้ มันคือการ ‘Remastered’ ขนานแท้ เพราะแม้ว่าจะมีการเพิ่มและปรับปรุง Quality of Life ในการเล่น, กราฟิก, เพลงประกอบ และจำนวนภารกิจที่มีให้เล่นกันอย่างล้นหูล้นหัว แต่โดยแก่นแล้ว มันยังคงเป็น ‘เกมเดิม’ จากเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่เมื่อเราถอดแว่นสีกุหลาบระลึกความหลังทิ้งไป คุณจะได้พบกับความ ‘เก่า’ ที่ยังคงตามติดประชิดหลอนในแบบที่ไม่สมควรพบเจอในเกมยุคโมเดิร์น ไม่ว่าจะด้วยความฉลาด AI ที่เข้าข่ายซื่อบื้อจนถึงขีดสุด (ถ้าไม่อยู่ในระยะทำการ ก็สามารถยืนนิ่งเป็นเป้ากระสุนไปซะเฉยๆ) , ไม่มีระบบเดินไปโจมตีไป จนถึงระบบค้นหาเส้นทาง Pathfinding ที่ห่วยแตกยังไงก็ยังงั้น (ผิดปกติจนเป็นปกติกันเลย...) [caption id="attachment_55672" align="aligncenter" width="1024"] ต่อให้มียูนิตมากมาย แต่สุดท้าย 'รถถัง' ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการปิดบัญชี ... (ถ้าไม่นับการ Engineer Rush ช่วงต้นเกมล่ะก็นะ...)[/caption] ความเก่าเหล่านี้ รวมไปถึงการเล่นหลักที่ไม่ได้มี Strategic Layer อะไรซับซ้อนนอกไปจากการ Rush ยึดฐานด้วยทหารช่าง Engineer (แบบเดียวที่ Bay Riffer ได้ลองสาธิตในวิดีโอภาค Yuri’s Revenge) ไปจนถึงการปั๊มรถถังออกมาให้มากที่สุดเพื่อบุกถล่มให้ราบเป็นหน้ากลอง แต่ละยูนิตมีฟังก์ชันเพียงระนาบเดียว และไม่มีความสามารถหรือสกิลใดๆ สำหรับการพลิกเกมแม้แต่น้อย (และยูนิตที่มีความสามารถแปลกๆ ก็มีไว้เป็นเพียงแค่สีสันแต่เพียงเท่านั้น) เมื่อบวกรวมกับแผนที่ในโหมด Multiplayer ที่ปราศจากความสมดุลอย่างรุนแรง เชื่อว่านักเล่นสาย RTS แบบโมเดิร์นก็น่าจะขัดใจกันบ้าง ไม่มากก็น้อย (และเชื่อเถอะว่า ถ้าเกมวางจำหน่ายเมื่อไหร่ คุณจะได้เจอกลยุทธ์ที่ว่าจากเหล่าเซียนสิงห์สนามแน่ๆ เรียกว่ารำมวยรอท่าไว้ล่วงหน้ากันเลยทีเดียว…) [caption id="attachment_55676" align="aligncenter" width="1024"] แผนที่ที่ปราศจากความสมดุลอย่างรุนแรง น่าจะทำให้สมรภูมิ Multiplayer นั้น น่าเล่นน้อยลงไปถนัดใจ....[/caption] แต่เมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว Command and Conquer: Remastered Collections ก็ได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่ไม่ใช่การปฏิวัติแวดวง RTS แต่เป็นเครื่องย้อนพากลับสู่อดีตอันน่าคิดถึง ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่ชื่อของ Command and Conquer และ Westwood Studios นั้นยังเป็นยักษ์ใหญ่ยืนตระหง่านเป็นปูชนียสถานให้แก่นักพัฒนารุ่นอื่นๆ ที่ตามมา และภาค Remastered นี้ มันคือจดหมาย มันคือปูมบันทึก มันคือ ‘ไวน์’ ชั้นเลิศที่แม้จะถูกเปลี่ยนฉลากใหม่ แต่ยังคงหัวใจของรสชาติที่น่าลิ้มลอง ที่ผ่านการบ่มเพาะมาอย่างยาวนานกว่าสองทศวรรษ ก่อนที่จะได้รับการเปิดจุกคอร์กและดื่มร่ำให้เพลิดเพลินกันอีกครั้ง “มันคือรสอันนุ่มละมุน ท่ามกลางสมรภูมิแห่งการทำลายล้าง ทุ่งราบไทบีเรียน และจักรวาลคู่ขนานแห่งเกม Real-Time Strategy ที่ทำให้หวนระลึกว่า เรานั้นได้เดินทางมา ไกลเท่าใดแล้ว…” [penci_review id="55661"]
08 Jun 2020
รีวิว Timelie เกมคุณภาพจากฝีมือคนไทย
สมมติถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 5 ปีก่อน !! และมีคนบอกผมว่าในอนาคต คนไทยจะมีศักยภาพสามารถสร้างเกมดีๆ เทียบเท่าชาวต่างชาติได้ !! สารภาพตามตรงครับในวันนั้นผมเองก็คงไม่เชื่อ..... แต่ในทุกวันนี้ !! ความคิดแบบนั้นของผมมันหายไปหมดสิ้น เกมที่อยู่ตรงหน้ามันทำให้ผมเชื่อว่า "คนไทยเราพร้อมแล้ว ที่จะก้าวไปสู่ระดับโลก" Timelie เป็นเกมอินดี้จากผู้พัฒนาชาวไทยนามว่า Urnique Studio ที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาแล้ว ด้วยการนำไอเดียของเกมนี้ไปเฉิดฉายให้ต่างชาติเห็น จคว้ารางวัล "เกมยอดเยี่ยม" ในการแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Microsoft Imagine Cup เมื่อปี 2016 ได้อีกด้วย หลังจากได้รับรางวัลผู้พัฒนาเองก็ได้ขัดเกลาเกมนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างจนท้ายที่สุดตัวเกมก็ได้วางจำหน่ายออกมาให้เราเล่นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2020 บนร้านค้า Steam เนื้อเรื่องและการนำเสนอ และจากที่ได้ลองสัมผัสมา ส่วนตัวผมกล้าพูดเลยครับว่า Timelie คือเกมไทยที่ดีที่สุดของผมในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยคอนเซ็ปต์ไอเดียอันแปลกใหม่แบบที่เราไม่เคยเห็นจากไหนมาก่อน พร้อมยังเห็นความละเมียดละไมในสิ่งที่ผู้พัฒนาอยากจะนำเสนอในทุกเวลาที่เล่นตั้งแต่ตอนจนจบ Timelie คือเกมแนว Puzzle Adventure เนื้อเรื่องของเกมนั้นค่อนข้างเรียบง่าย เราจะได้รับบทเป็นสาวน้อยที่ตื่นขึ้นมาในสถานที่แห่งหนึ่ง และอยากหาทางกลับบ้านพร้อมกับมีน้องแมวคู่ใจคอยช่วยเหลือ โดยการนำเสนอเนื้อเรื่องของเกมนี้ผู้พัฒนาไม่ได้ใส่บทพูดให้กับตัวละครใดๆ เราจะได้รู้เนื้อเรื่องผ่านการกระทำ และเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งความสุข ความทุกข์ และความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งทำออกมาได้โอเคพอสมควร ในด้านกราฟิกของตัวเกมจะเป็นแนวการ์ตูนน่ารักตามสไตล์เกมอินดี้ทั่วไป ภาพและกลิ่นอายของตัวเกมจะออกไปในเชิงเหงาๆ ปล่าวเปลี่ยว และนำเสนองานแนวอาร์ตที่มีความนุ่มลึก, ราบเรียบ พร้อมกับดนตรีประกอบที่บรรเลงไปอย่างช้าๆ ไม่ได้มีความระทึกอะไรมากนักแต่ค่อนข้างลงตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ และจากที่เล่นมาตัวเกมไม่มี Bug หรือปัญหาเรื่องเฟรมเรทดรอปให้เห็นเลย ตัวเกมใช้สเปกในการเล่นค่อนข้างน้อย ซึ่งตัวผู้เขียนได้ใช้ Notebook ราคาหมื่นปลายๆ เล่นก็สามารถเล่นเกมนี้ได้เกิน 60 FPS อย่างสบายๆ เกมเพลย์ สิ่งที่จะทำให้เกมนี้เป็นที่พูดถึงนั่นคือเกมเพลย์ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ที่เราจะสามารถดูอนาคตเพื่อแก้ไขการกระทำของเราได้เหมือนโปรแกรมเล่นหนัง เราสามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวของศัตรู ใช้ความคิดหาจุดหลบหลีก สร้างความเป็นไปได้ทุกอย่างเพื่อผ่านด่าน ดูเผินๆ ตัวเกมก็อาจจะไม่ได้แตกต่างจากเกมอินดี้อื่นๆ เสียเท่าไร แต่พอได้เล่นจริงเราจะได้เห็นความใส่ใจของผู้พัฒนาในการดีไซน์ด่านต่างๆ ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ในการเล่นให้ผ่านแต่ละด่านเราต้องใช้ความคิดทุกๆ อย่างที่ไม่เหมือนกันสักครั้ง ปริศนาของเกมมีความยากในระดับที่สามารถเผาหัวคุณจนร้อนได้ในทุกๆ ด่าน แต่ความพิเศษคือความยากที่กล่าวนั้น มันไม่ใช่ว่าตัวเกมสร้างมอนสเตอร์โหดๆ เข้ามาจัดการเรา แต่มันเป็นความยากที่เรานั้นพลาดจุดเล็กจุดน้อยเองทั้งสิ้น ยกตัวอย่างบางด่านที่ในแผนที่มีจุดให้หลบมากมายแต่เล่นเท่าไรก็ไม่ผ่าน สุดท้ายหนทางที่ดีที่สุดในด่านนั้นคือเดินตามหลังศัตรูแล้วหลบแค่มุมเรดาร์ศัตรูเฉยๆ ทุกการเล่นมีความเป็นไปได้เสมอเพียงแค่เรามองไม่เห็นมันเท่านั้น บางทีเราถอยหลังสักก้าวใจเย็นสักนิด ค่อยๆ คิด หรือลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวทางสว่างก็จะปรากฏตรงหน้าเอง ในตอนที่ผู้พัฒนาโปรโมทเกมนี้ พวกเขาได้บอกเอาไว้ว่าตัวเกมจะให้ประสบการณ์การเล่นแบบ Co-op ในเกม Single Player ซึ่งจากที่เห็นตอนแรกก็งงนะว่ามันคืออะไร แต่พอได้เล่นจริงสิ่งที่ผู้พัฒนาพูดมามันไม่ได้เวอร์วังเกินไปเลย เพราะว่าเกมนี้นอกจากที่เราจะได้บังคับสาวน้อยแล้วนั้น เราจะยังได้บังคับน้องแมวที่จะเป็นคู่หูในการช่วยเหลือผ่านด่านไปด้วยกัน ปริศนาในแต่ละด่านจะต้องใช้การเดินของทั้งคู่อย่างเช่นเราต้องบังคับน้องแมวให้ไปกดแท่นเพื่อเปิดประตูให้เรา หรือให้น้องแมวทำเสียงกวนเพื่อหลอกล่อศัตรูให้เดินออกจากพื้นที่เพื่อทำ Objective เป็นต้น ซึ่งการเล่นค่อนข้างทำได้ลื่นไหลและเข้ากันกับคอนเซ็ปต์ของเกมนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงตัวเกมยังมีความท้าทายเข้ามาให้เราเรื่อยๆ ในแต่ละ Chapter ตัวเกมจะมีการใส่ลูกเล่นใหม่ๆ มาให้เสมอ เพื่อไม่ให้เราเบื่อกับเกมการเล่นเดิมๆ อย่างเช่นการที่ตัวเกมก็สามารถให้เราใช้พลังสามารถทำลายศัตรูได้หลังจากเล่นไปสักพัก หรือคิดด่านที่มีไอเดียใหม่ๆ เช่นด่านที่มีจุดย้อนเวลา, วิธีจัดการศัตรูแบบใหม่ๆ เช่นการขังไว้ในห้อง และอีกมากมายที่ส่วนตัวไม่สามารถเล่าได้เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นการสปอยส์นั่นเอง สรุป Timelie คือเกมไทยที่ยกระดับไปอีกขั้น ตัวเกมอาจจะไม่ได้มีวิชชวลที่ทันสมัยหรือเอฟเฟคแอนิเมชันตระกาลตา แต่เกมนี้เปี่ยมไปด้วย "ไอเดีย" ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้าง เกมเพลย์เต็มไปด้วยความละเมียดละไมและมันแสดงออกมาให้เห็นเลยว่าผู้พัฒนาคิดและวางแผนมาอย่างดีและรอบคอบ มีคำเดียวที่สามารถพูดให้กับเกมนี้ได้นั่นคือกับว่า "Perfect" และค่อนข้างภูมิใจว่าผู้พัฒนาเกมชาวไทยสามารถสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้ ส่วนในด้านของเนื้อเรื่องจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่ามันอาจจะเบาบางไปนิด ตัวผมเองอยากให้ตัวเกมนำเสนอในจุดนี้มากขึ้น แต่ก็เข้าใจในระดับหนึ่งว่าจุดขายของเกมนี้ไม่ใช่เนื้อเรื่องที่น่าสนใจ และลองมานึกคิดดีๆ แล้ว สมมติถ้าตัวละครมีบทพูดขึ้นมา มันอาจจะไม่สามารถนำเสนอกลิ่นอายของเกมออกมาได้ดีขนาดนี้ก็ได้ รวมถึงตัวเกมเพลย์ทำออกมาสนุกจนเกินที่คาดคิดไปมาก มันพร้อมจะพาคุณดำดิ่งตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างสบายๆ (ถ้าคุณเป็นคนชอบเกมแนว Puzzle แล้วมีเวลาเยอะนะ) นี่คือเกมที่จะทำให้อุตสาหกรรมวิดีโอเกมทั่วโลกหันมามองประเทศเรามากขึ้น นี่คือเกมที่สร้างมาตรฐานใหม่และยกระดับการพัฒนาเกมบ้านเราให้สูงขึ้น ว่าเกมที่ยอดเยี่ยมต้องเป็นอย่างไร มันไม่จำเป็นเป็นต้องเป็นเกมที่มีกราฟิกสวย เกมเพลย์มันๆ แต่ขอแค่เป็นเกมที่เปี่ยมไปด้วย "ไอเดีย" เท่านี้เราก็กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า "เกมไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก" ครับ ใครที่สนใจเกมนี้ท่านสามารถเข้าไปอุดหนุนได้ที่ Steam ในราคาเพียงแค่ 329 บาทเท่านั้น LINK [penci_review id="54460"]
24 May 2020
รีวิวเกม Mafia II: Definitive Edition เข้าสู่โลกแห่งมาเฟียอีกครั้ง ด้วยภาพที่ทันสมัยขึ้น
สำหรับหลายๆ คน Mafia II ถือเป็นหนึ่งในเกม Action Open World ที่น่าจดจำมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กับการนำเสนอเรื่องราวโลกของตระกูลมาเฟียอิตาลี ให้เราไปโลดแล่นและสัมผัสความคลาสสิคของประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยยุค 40s - 50s ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมกับตัวละครหลักอย่าง Vito Scaletta และเพื่อนซี๊ Joe Barbaro ที่หลายๆ คนยกให้มันเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำอันดับต้นๆ จนถึงทุกวันนี้ กับความสัมพันธ์ของทั้งสองที่ฝ่าฟันมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น ล่าสุดผู้พัฒนาก็ได้เซอร์ไพรส์เหล่าแฟนๆ ทำการเปิดตัว Mafia II: Definitive Edition กับการเอาเกม Mafia II ที่วางจำหน่ายในปี 2010 มาขัดเกลากราฟิกใหม่ให้ดูสวยงามตามยุคสมัย เพื่อให้เราได้มีโอกาสสัมผัสถึงความยอดเยี่ยมของมันอีกครั้งในรูปแบบที่สมบูรณ์กว่าเดิม และให้เกมเมอร์รุ่นใหม่ได้มีโอกาสลิ้มลองและเข้าใจว่าทำไมเกมนี้ถึงถูกยกให้เป็นภาคที่ดีที่สุดอของซีรีส์นี้ โดยในบทความนี้พวกเรา GameFever TH ได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้มาแล้ว และจะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกัน ว่ามันมีอะไรที่แตกต่างจากเวอร์ชั่นดั้งเดิมบ้าง ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ต้องบอกก่อนว่าผู้เขียนเคยเล่น Mafia II เวอร์ชั่น Original มาก่อนหน้าแล้ว และพอได้มีโอกาสรีวิวเวอร์ชั่น HD นี้ก็เลยลองโหลดเวอร์ชั่นเก่ามาเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นใหม่ด้วย โดยผู้เขียนปรับกราฟิกของทั้งสองเวอร์ชั่นจนสุดทั้งหมด เพื่อจะได้เปรียบเทียบให้เห็นความต่างกันแบบชัดๆ ไปเลย เริ่มจากการมองด้วยสายตาก่อนเลยครับ Mafia II: Definitive Edition จะมีความคมชัดมากกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับเป็นอย่างมาก ใครที่เคยเล่นเวอร์ชั่นเก่าก็น่าจะเคยรู้สึกว่าภาพของตัวเกมมันมีความเบลอๆ จากการลดรายละเอียดฉากที่อยู่ไกลให้น้อยลง ส่วนหนึ่งเพื่อให้สามารถเล่นบนเครื่อง Console ยุคนั้นได้ด้วย แต่พอเป็นเวอร์ชั่นใหม่นี้ ตัวเกมก็ได้ปลดล็อคข้อจำกัดนี้ทั้งหมด ทำให้การมองดูสบายตามากขึ้น พร้อมทั้งยังมีการเพิ่มแสงเงา บรรยากาศหรือควันต่างๆ ให้ดูสมจริงมากขึ้นไปอีก ซึ่งส่งผลให้เมืองของเกมรู้สึกกว้างขึ้นกว่าเก่า และทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดมีความลื่นไหลขึ้น เพราะจะไม่ต้องทนมองภาพมัวๆ ให้รำคาญตาอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นใครที่คาดหวังว่ารายละเอียด Texture ของฉากจะมีความสมจริงขึ้น ก็อาจจะผิดหวังนิดหน่อยนะครับ เพราะตัวเกมดูจะเน้นเพิ่มรายละเอียดแสงเงาให้ดูสมจริงเพียงเท่านั้น แต่รายละเอียดตึกรามบ้านช่องกลับไม่ได้ต่างจากเวอร์ชั่นเดิมมากนัก พื้นผิวตามถนนเองก็ค่อนข้างเรียบแบนเหมือนเดิม ไม่ได้ปรับให้ดูสมจริงขึ้นแต่อย่างใด พูดง่ายๆ คือเกมแอบมีความ "สวยร้อยเมตร" ที่ถ้ามองผ่านๆ หรือมองไกลๆ จะดูดีขึ้นจากภาคเก่าถนัดตา แต่เมื่อเข้ามาดูใกล้ๆ ก็จะเริ่มสังเกตเห็นตีนกามากมายเช่นเดียวกัน ในเรื่องของฉากคัดซีนเองก็มีการเพิ่มเติมใส่รายละเอียดในเรื่องหน้าตาของตัวละครให้มากขึ้นกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ สังเกตุจากภาพด้านล่าง เราจะเห็นแผลเป็นตรงคางของตัวเอกได้ชัดมากขึ้น ริ้วรอยย่นต่างๆ เองก็มีเยอะขึ้น แต่ที่เห็นได้ชัดเลยคือเรื่องของเงาสะท้อนที่ทำออกมาได้มีเฉดเงาที่เป็นธรรมชาติกว่าเดิม ใครที่เคยเล่นเกมเวอร์ชั่นเก่ามาก่อนท่านจะเห็นความแตกต่างเป็นอย่างมากเลยทีเดียว มาดูถึงเรื่องความลื่นไหลของตัวเกมกันบ้าง ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าผู้เขียนนั้นปรับกราฟิกแบบสูงสูดทุกอย่าง โดยคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับรีวิวนั้น สเปกอยู่ที่ระดับกลางๆ คือ CPU Intel i5 8400 กับการ์ดจอ GTX 1060 6GB เท่านั้น แต่สามารถรันเฟรมเรทได้มากกว่า 60 FPS ตลอดเวลาไม่มีตก (จะอยู่ราวๆ 70-110 FPS) ซึ่งถือว่าลื่นมากๆ และไม่เคยมีปัญหาเกมเด้งเกมหลุดแต่อย่างใด ถือว่าผู้พัฒนาทำการปรับปรุงกราฟิกออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าให้ถามว่ามีสิ่งที่ไม่ชอบบ้างไหม ก็ต้องบอกว่าส่วนตัวผู้เขียนมีปัญหาในการควบคุมด้วยจอย Xbox พอสมควร Mafia II: Definitive Edition ยังมีปัญหาเรื่องการบังคับอยู่บ้าง เช่นระบบการช่วงเล็งปืนหรือ Aim Assist ที่บางครั้งพึ่งพาไม่ค่อยได้ ยกตัวอย่างเวลาเราจะเล็งยิงศัตรู คนที่เคยเล่นเกมแนวยิงโดยใช้จอยมาก่อน ปกติแล้วเรามักจะหันมุมกล้องให้ศัตรูอยู่บริเวณกลางจอพอดี เวลากดเล็งเป้ามันจะล็อคเข้าตัวศัตรูได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับเกมนี้บ่อยครั้งที่ระบบช่วยเล็งไม่ยอมล็อคตามที่เราต้องการ ทำให้การเล่นค่อนข้างเสียจังหวะเป็นอย่างมาก และต่อให้ปิดโหมด Aim Assist ตัวเกมก็ยังมีจังหวะแปลกๆ ช่วยเล็งให้เฉยทั้งๆ ที่ไม่ต้องการ ซึ่งคนที่เล่นด้วยเมาส์และคีย์บอร์ดอาจจะไม่พบปัญหานี้ นอกไปจากการควบคุม ยังมี Bug แอนิเมชั่นของตัวละครที่อยู่ดีๆ ก็เดินติด หรือยืนเฉยๆ ก็ยังมีให้เห็นอยู่มากพอสมควร ส่วนเรื่อง Interface ก็เหมือนเวอร์ชั่นเก่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทำให้เกมรู้สึก "เก่า" กว่าที่ควรจะเป็นอยู่บ้าง ◊ เนื้อเรื่อง ◊ Mafia II เป็นหนึ่งในเกมที่น่าจดจำมากๆ โดยเราจะได้รับบทเป็น Vito Scaletta เด็กหนุ่มชาวอิตาลีที่อพยพมาอยู่ในเมือง Empire Bay (เมืองสมมติ) ในประเทศอเมริกา พร้อมมีเพื่อนคู่ซี้นามว่า Joe Barbaro ที่พวกเขาทั้งคู่ค่อยๆ เติบโตเพื่อก้าวสู้เส้นทางมาเฟีย โดยเราจะได้เห็นการเติบโตของ Vito ที่เริ่มจากการลักเล็กขโมยน้อย เริ่มทำงานเล็กๆ ให้กับมาเฟีย ถูกหลอกบ้าง ขยับขยายไปจนถึงงานใหญ่ๆ และเข้าสู่ครอบครัวมาเฟียอิตาลีเต็มตัว ตัวเกมนำเสนอทั้งเรื่องผลประโยชน์ การหักหลังคนในองค์กร หรือการตัดสินใจสุดแสนยากลำบาก ซึ่งคนที่คุ้นเคยกับหนังหรือเนื้อเรื่องแนวมาเฟียอยู๋แล้ว น่าจะพอเดาได้ว่าจะสามารถคาดหวังอะไรจากเนื้อเรื่องของเกมได้บ้าง แต่ถามว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มันยอดเยี่ยมขนาดนั้นไหม ก็ต้องบอกว่ามันอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดีครับ ไม่ได้เลิศเลอมาก เพราะตัวเกมกว่าครึ่งจะเล่าเรื่องเส้นทางของตัวเอก Vito และ Joe ก่อนจะเข้าสู่ครอบครัวมาเฟียอย่างเต็มตัว เลยทำให้บ้างช่วงแผ่วๆ ลงไปบ้าง กว่าจะถึงช่วงที่เข้มข้นก็อาจจะต้องรอเนื้อเรื่องช่วงหลังจากที่ทั้งสองเข้าร่วมตระกูลมาเฟียไปแล้ว แต่โชคดีหน่อยที่เกมนี้เล่าเรื่องได้ค่อนข้างกระชับ ไม่ยึดเยื้อเท่าไร เลยทำให้เราสามารถผ่านจุดน่าเบื่อไปได้ง่ายๆ แต่มันก็แลกมาด้วยการที่เกมนี้ใช้เวลาการเล่นเพียงแค่ 15 ชั่วโมงจบเท่านั้น อาจจะถือว่าจบเร็วไปหน่อยเพราะมาตรฐานเกม Open World ของหลายๆ คนน่าจะอยู่ที่ 20 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ถ้าให้เทียบกับคุณภาพของเกมที่วางจำหน่ายในช่วงปี 2010 ต้องบอกเลยว่า Mafia II เป็นเกมที่นำเสนอเนื้อเรื่องออกมายอดเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆ เลย ◊ เกมเพลย์ ◊ ในส่วนของเกมเพลย์นั้น ก็ต้องบอกว่า Mafia II ก็คือเกมแนวแอคชัน Third-Person Open World ทั่วไป ที่ไม่ได้มีระบบอะไรหวือหวาหรือน่าสนใจเป็นพิเศษ ภารกิจส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไปจัดการเป้าหมายเหมือนๆ กัน และค่อนข้างจะดำเนินแบบตามบท ไม่ได้มีลูกเล่นให้เราพลิกแพลงเยอะเท่าไหร่นัก เช่นในบางภารกิจตัวเกมสามารถให้เราลอบเข้าไปขโมยของได้ แต่พอลอบเข้าไปขโมยเสร็จพวกศัตรูก็จะรู้และแห่มาจัดการเราอยู่ดี ไม่ได้มีทางเลือกในการเล่นให้เราแอบหนีออกไปอย่างเงียบๆ แต่ก็อาจจะติได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์นัก เพราะเกม Open World ในยุคนั้นก็เป็นแบบนี้เกือบทั้งหมด ใครที่อยากจะหวังในด้านเกมเพลย์ต้องบอกเลยว่าท่านอาจจะผิดหวังกับมัน เพราะจุดเด่นมันไม่ใช่เกมเพลย์แม้แต่น้อย แต่มันเป็นอารมณ์ร่วมที่แต่ละภารกิจจะมีความสอดคล้องต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เช่นเราอาจจะได้รับภารกิจไปจัดการคนที่มันเคยมีประวัติไม่ดีกับเรา หรือการทำภารกิจนี้เพื่อคาดหวังบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งมันเป็นแรงจูงใจหลักในการเล่นเกมนี้จนจบนั่นเอง Mafia II จึงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเกมเน้นเนื้อเรื่องที่เอา Open World มาเป็นองค์ประกอบเท่านั้น ส่วนระบบการต่อสู้ ถึงแม้ว่ามันจะเรียบง่ายไม่แตกต่างจากเกมอื่น แต่ตัวเกมก็ยังแอบยากในระดับหนึ่ง เพราะ A.I. เกมนี้จัดว่ายิงแม่นมากๆ นี่คือความท้าทายที่มีเสน่ห์ที่สุดของเกมนี้เลยก็ว่าได้ ถึงแม้เนื้อเรื่องจะเชิดชูให้ตัวละครเอกเราเก่งจัดการคนเป็นสิบได้  แต่พอเล่นจริง เราโดนศัตรูยิง 2-3 นัดก็ลงไปคุยกับรากมะม่วงได้อย่างง่ายดาย บวกกับการบังคับปืนหรือการช่วยเล็งที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับเราอีก ใครที่ยังเป็นมือใหม่สำหรับเกมแนวนี้ ก็อาจจะต้องตายกันหลายรอบหน่อย (เมื่อก่อนผู้เขียนก็เป็น) รวมถึงระบบขับรถที่หลายๆ คนยังพูดถึงมาจนทุกวันนี้ เพราะระบบฟิสิกส์มันแย่มากๆ ตัวรถมักจะเหวี่ยงไปมาในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมชาติและคาดเดาลำบาก เวลาเจอภารกิจไล่ล่านี่ต้องมีหัวร้อนกันตลอด แต่ถ้าลองมองภาพให้กว้างขึ้น มันก็อาจจะสมเหตุสมผล เพราะว่าเกมนี้พยายามให้เราสัมผัสโลกในยุคปี 40 - 50 มากที่สุด การที่รถเหล่านี้ไม่สามารถซิ่งสะท้านฟ้าเหมือนรถยุคปัจจุบันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาตั้งใจเอาไว้อยู่แล้ว รวมถึงระบบจราจรที่ค่อนข้างน่าหงุดหงิด แต่อาจเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ของเกมซีรีส์นี้เลยก็ว่าได้ โดยจะมีตำรวจคอยตรวจสอบความเร็วของรถเราตลอด ถ้าหากว่าเรานั้นขับรถเร็วเกิน 40 km/ชั่วโมง ผ่านหน้ารถตำรวจก็เตรียมตัวเจอไล่ได้เลยจ้า ถ้าตำรวจไล่ล่านานๆ พวกเขาก็จะสามารถจำป้ายทะเบียนรถได้อีก เราต้องเปลี่ยนรถหรือเข้าอู่เปลี่ยนป้ายทะเบียนเพื่อให้รอดสายตา ซึ่งตัวระบบนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์ Mafia เลยก็ว่าได้ สรุป Mafia II: Definitive Edition สามารถปรับปรุงกราฟิกจากเวอร์ชั่น 2010 ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เฉดเงาต่างๆ ทำออกมาได้สวยงดสดงาม สิ่งที่ประทับใจที่สุดเลยก็คือปัญหารายลดละเอียดฉากไกลสุดมัวที่หายไป ทำให้เกมดูสบายตามากขึ้นกว่าเดิมเยอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องรายละเอียดพื้นผิวของเกมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนมากนัก ส่วนตัวคิดว่ามันทำการปรับปรุงกราฟิกออกมาได้มากที่สุดที่มันจะสามารถทำได้แล้วแหล่ะ ตัวเกมนำเสนอโลกของเมือง Empire Bay ที่จำลองบางส่วนมากจากแมนฮัตตัน และบรูคลินได้สวยงามมากขึ้น เราจะได้เห็นอเมริกาในยุค 40s และ 50s พร้อมทั้งสถานที่น่าสนใจอย่างตึก Empire State และสะพานบรูคลิน ทั้งการแต่งตัวของเราและ NPC ที่ให้ความรู้สึกแบบวินเทจ ซึ่งส่วนตัวอยากให้คนที่ไม่เคยได้สัมผัสเกมนี้ลองซักครั้ง ในส่วนของเนื้อเรื่องของเกมนั้นถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ลึกซึ้งกินใจเหมือนเกมชั้นนำ แต่มันก็สามารถนำเสนอเรื่องราวของมาเฟียออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เราจะได้เห็นทั้งมิตรภาพ, ความทุกข์, ความสุข, การแก้แค้น, โดนหลอก และหักหลัง ของสองเพื่อนซี๊อย่าง Vito Scaletta และ Joel Barbaro พร้อมยังนำเสนอสังคมอันดำมืดและผลประโยชน์ของโลกมาเฟียให้เราได้เห็นอีกด้วย แม้เอาเข้าจริงต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องมีความ "เดาได้" สำหรับแฟนของหนังมาเฟีย แต่ถ้าคุณเคยคิดว่าอยากจะลองเล่นหนังมาเฟียเรื่องโปรดของคุณในฐานะเกม นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งในตอนนี้ เช่นเดียวกับเกมเพลย์ ที่ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมที่สุด ระบบเกือบทั้งหมดก็มีให้พบเห็นได้ทั่วไป แต่องค์ประกอบโดยรวมที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องมันเกื้อหนุนกัน และทำให้ Mafia II เป็นเกมที่น่าจดจำมากๆ ในปี 2010 และผู้เขียนยกให้มันเป็นเกม Mafia ภาคที่ดีที่สุดเลยทีเดียว [penci_review id="54170"]
19 May 2020
Review: Persona 5 Royal สุดยอด JRPG ที่กลับมาขโมยใจคุณอีกครั้ง
แม้จะไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่าซีรี่ส์รุ่นพี่จากแดนปลาดิบด้วยกันอย่าง Final Fantasy หรือ Dragon Quest แต่เกมซีรี่ส์ Persona ก็ถือเป็นอีกหนึ่งซีรี่ส์เก่าแก่ ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัย PS1 แล้ว โดยเฉพาะในช่วง 5-10 ปีหลังมานี้ ที่เกม Persona เริ่มกลายเป็นเกม JRPG อันดับหนึ่งในดวงใจของใครหลายๆ คน สำหรับผู้เขียนเอง ออกตัวก่อนเลยว่าเป็นแฟนตัวยงของเกม Persona มาตั้งแต่ที่เล่นภาค 4 ในเครื่อง PS2 เมื่อหลายปีมาแล้ว (ถ้ารวมกับภาค Persona 4 Golden ที่วางจำหน่ายในเครื่อง PSVita ผู้เขียนเล่นเกมนี้จบรวมกัน 4 รอบแล้ว) ทำให้เวลา 150 ชั่วโมงที่ใช้ในการผ่านเนื้อเรื่องเกม Persona 5 ฉบับดั้งเดิมเป็นเวลาที่แสนสุขสำหรับผู้เขียน แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ชอบเท่ากับเกม Persona 4 Golden แต่ก็ยังถือเป็นประสบการณ์ JRPG อันดับต้นๆ ในใจ ที่มอบทั้งเกมเพลย์ กราฟฟิค เนื้อเรื่อง และตัวละครที่ยอดเยี่ยม ตามมาตรฐานที่เป็นมาทุกภาคของเกม ความหวังที่ผู้เขียนมีในใจเมื่อเริ่มเล่นเกม Persona 5 Royal คือเกมอาจจะสามารถยกระดับ Persona 5 ให้กลายเป็นเกมในดวงใจของผู้เขียนได้อีกเกม แบบเดียวกับที่ Persona 4 Golden พัฒนาประสบการณ์ของเกม Persona 4 ขึ้นไปอย่างมหาศาล โดยผลลัพธ์ที่ออกมา แม้ว่า Persona 5 Royal จะยังไม่ได้ทำให้ประสบการณ์โดยรวมของเกมต้นฉบับพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นฉบับปรับปรุงของเกมที่ดีเลิศอยู่แล้ว ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นไปอีกในทุกๆ ด้านเลยทีเดียว ข้อติเดียวที่พอจะนึกออก คือการทีเกมเพิ่มตัวละครใหม่ที่มีความสำคัญมากๆ เข้ามา แต่แทบไม่แตะต้องตัวละครเหล่านั้นเลย จนถึงเนื้อเรื่องใหม่ ที่เกิดขึ้นหลังตอนจบของเกมภาคดั้งเดิมไปอีก หมายความว่าผู้ที่เคยเล่นภาคดั้งเดิมมาแล้ว และอยากสัมผัสกับเนื้อเรื่องใหม่ จำเป็นต้องเล่นเนื้อเรื่องดั้งเดิมใหม่อีกรอบซะก่อน ซึ่งแม้ว่าจะมีการปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงเกมเพลย์บ้างระหว่างทาง แต่ก็ยังใช้เวลาเฉียดร้อยชั่วโมงอยู่ดี ต่อให้เนื้อเรื่องส่วนที่เพิ่มเข้ามาจะเขียนออกมาได้อย่างดี และสามารถเสริมธีมและสาส์นที่เกมพยายามจะสื่อให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็ตาม แต่แม้ว่าตัวผู้เขียนเองจะชอบเกมขนาดไหน สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเกมคงไม่ได้เหมาะกับผู้เล่นทุกคนอย่างแน่นอน หากคุณไม่ใช่คนที่สามารถนั่งอ่านเนื้อเรื่องติดๆ กันได้เป็นชั่วโมงโดยที่ไม่มีการต่อสู้เลย หรือไม่ใช่คนที่ใจเย็นพอจะศึกษารายละเอียดยิบย่อยมากมาย ที่ทำให้เกม Persona มีเอกลักษณ์แตกต่างจากเกม JRPG ทั่วไปในตลาดทุกวันนี้ เพราะสิ่งที่ทำให้เกมพิเศษสำหรับแฟนๆ อาจจะน่าหงุดหงิดรำคาญใจสำหรับหลายคนเช่นกัน สำหรับคนที่ยังไม่เคยเล่นเกม Persona 5 มาก่อน และมั่นใจว่าอยากลอง เกมภาค Royal ถือเป็นโอกาสทองที่จะได้สัมผัสกับ JRPG ที่ดีที่สุดเกมหนึ่งในยุคคอนโซลปัจจุบัน ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด ส่วนผู้เล่นที่เคยเล่นภาคดั้งเดิมมาแล้ว อาจจะต้องถามตัวเองว่าคุณพร้อมจะเล่นเนื้อเรื่องทั้งหมดนั้นอีกรอบไหม ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ด้วยความที่เกม Persona 5 เดิมทีแล้วถูกพัฒนาขึ้นสำหรับเครื่อง PS3 ด้วย และวางจำหน่ายพร้อมกันกับเวอร์ชั่น PS4 ทำให้เกมมีขีดจำกัดในแง่ของกราฟฟิคอยู่พอสมควร แม้ว่าเกมจะไม่ได้น่าเกลียดแต่อย่างใด แถมยังมีสไตล์การออกแบบศิลป์ที่จัดจ้าน ซึ่งช่วยยกระดับกราฟฟิคโดยรวมของเกมขึ้นมาได้มากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด แต่ก็มีจุดเล็กๆ หลายจุด เช่นการที่ภาพแตกเป็นพิกเซล ที่ถ้ากำจัดไปได้ ก็จะทำให้เกมรู้สึกใกล้เคียงกับมาตรฐานปัจจุบันมากขึ้น สำหรับเกม Persona 5 Royal ถือว่ากลบจุดอ่อนทั้งหมดที่ผู้เขียนเคยรู้สึกติดจากเกมฉบับดั้งเดิมได้ และยังพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นอีกด้วย (โดยเฉพาะใน PS4 Pro) โดยนอกจากจะอัพกราฟฟิคทั้งหมดในเกมให้คมชัดยิ่งขึ้น ยังเพิ่มรายละเอียดยิบย่อยในฉาก และเพิ่ม NPC ให้หนาตามากขึ้นด้วย กราฟฟิคที่ปรับให้คมชัดยิ่งขึ้น ยังช่วยทำให้การออกแบบศิลป์ที่ยอดเยี่ยมของเกม เช่นหน้าเมนู หน้า U.I. หรือฟอนต์ เด่นขึ้นอีกด้วย ซึ่งแม้ว่าทั้งหมดจะเป็นเพียงข้อพัฒนาเล็กน้อย แต่ก็ทำให้เกมรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเก่าอย่างรู้สึกได้เลยทีเดียว นอกจากเรื่องสไตล์การออกแบบศิลป์แล้ว เกมซีรี่ส์ Persona ยังโด่งดังในเรื่องของเพลงประกอบ และ Persona 5 ต้นฉบับก็มีเซ็ตเพลงประกอบแนว Acid-Jazz ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว โดยในภาค Royal จะเพิ่มเพลงประกอบใหม่เข้าไปอีก 20 เพลง แม้ผู้เขียนจะยอมรับว่าจำเพลงที่เพิ่มมาได้อยู่ไม่กี่เพลง แต่ทุกเพลงก็ช่วยเสริมอรรถรสของเกมได้เช่นกัน โดยเฉพาะเพลงฉากต่อสู้ใหม่ (เพลงชื่อ Take Over) ที่ช่างเร้าอารมณ์ในฉากต่อสู้ได้ดีเหลือเกิน รับประกันว่าถ้าคุณได้ลองเล่นซักครั้ง จะต้องหาเปิดเพลง Soundtrack ฟังทั้งวันเหมือนผู้เขียนแน่นอน ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เนื้อเรื่องในเกม Persona 5 Royal ประมาณ 80-90% จะยกมาจากเกมต้นฉบับตรงๆ โดยเกมจะติดตามตัวเอกใบ้ (ซึ่งผู้เล่นตั้งชื่อเอง) ผู้ซึ่งโดนส่งเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองโตเกี่ยวคนเดียวเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากที่โดนตำรวจยัดข้อหาทำร้ายร่างกายให้ แต่เมื่อมาถึงไม่ทันไร ตัวเอกก็ได้ค้นพบการมีอยู่ของมิติปริศนา ที่เกิดขึ้นจากจิตใจอันบิดเบี้ยวชั่วร้ายของเหล่าผู้ใหญ่ ตัวเอกและเพื่อนๆ จึงใช้พลังพิเศษที่เรียกว่า 'Persona' ในการบุกเข้าไปยังมิติคู่ขนานเหล่านี้ เพื่อ "ขโมยหัวใจอันบิดเบี้ยว" ของผู้ใหญ่อันชั่วร้าย ให้พวกเขาสามารถกลับใจมายอมรับผิดได้อีกครั้ง ถ้าให้มองแบบกว้างๆ นั้น เนื้อเรื่องของเกม Persona 5 ิอาจจะไม่ได้พิเศษอะไรนัก เผลอๆ อาจจะดูเหมือนพล๊อตการ์ตูนอนิเมะทั่วไปด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องของเกม Persona ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือรายละเอียดภายในเนื้อเรื่อง ที่มักจะสะท้อนภาพเหตุการณ์หนักๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศ การฆ่าตัวตาย หรือกระทั่งการเมือง ซึ่งใกล้เคียงกับสิ่งที่เราพบเห็นในข่าวในชีวิตจริงอยู่เป็นประจำ ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ รวมไปถึงสาส์นที่เกมต้องการจะสื่อผ่านเนื้อเรื่อง รู้สึกมีน้ำหนักต่อความคิดและจิตใจเราจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น เกม Persona 5 ยังแฝงไปด้วยแนวคิดของความ "ขบถ" ของคนรุ่นใหม่ ที่ลุกขึ้นมาปฏิเสธโลกอันบิดเบี้ยว ที่เหล่าผู้ใหญ่สร้างขึ้นมาเพื่อบำเรอตนเอง รวมไปถึง "บทบาท" ที่สังคมยัดเยียดให้พวกเขา ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าน่าจะเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองทั่วโลกในปัจจุบันมากๆ  และน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคน ที่อาจจะรู้สึกสิ้นหวังกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน เนื้อเรื่องส่วนที่เพิ่มมาในเกมภาค Royal จะเกี่ยวข้องกับตัวละครใหม่ที่เกมเพิ่มเข้ามา คือนักจิตวิทยา Maruki และเพื่อนร่วมปาร์ตี้คนใหม่อย่าง Kasumi นั่นเอง โดยเกมจะเน้นปูเนื้อเรื่องของทั้งสองผ่านฉากคัตซีนที่สอดแทรกเข้าไปเพิ่มในเหตุการณ์ของเนื้อเรื่องหลัก และจะเริ่มเข้าสู้เนื้อเรื่องใหม่ของทั้งสองจริงๆ หลังตอนจบของเนื้อเรื่องหลักไปแล้ว แม้ว่าสุดท้ายแล้ว เนื้อเรื่องส่วนที่เสริมมาจะเขียนมาค่อนข้างดี และมีเนื้อหาและข้อคิดที่หนักอึ้งให้นั่งขบคิดกันไม่ต่างจากเนื้อเรื่องหลัก (ไม่อยากพูดมาก เดี๋ยวสปอย) แต่ด้วยรูปแบบการนำเสนอ ที่นำเนื้อเรื่องของทั้งสองมาเล่าในช่วงท้ายเกมทั้งหมดทีเดียว ทำให้บางทีก็รู้สึกเร่งๆ เหมือนกัน เพราะต้องทำให้ตัวร้ายตัวใหม่รู้สึกน่าเกรงขามมากพอที่จะท้าทายเหล่าตัวเอกและผองเพื่อน ที่กำจัดบอสใหญ่ไปแล้วได้ แถมยังต้องมาพัฒนาตัวละครของ Kasumi ผู้ซึ่งเป็นตัวเอกอีกตัวของเนื้อเรื่องเสริมนี้อีก ทำให้อดเสียดายไม่ได้ว่าถ้าเกมปูเรื่องมาให้เป็นธรรมชาติกว่านี้ และหาวิธีสอดเรื่องราวของ Kasumi เข้าไปก่อนสู้บอสใหญ่ อาจจะทำให้ทุกอย่างรู้สึกลงตัวมากกว่านี้   คนที่เล่นแล้วอาจจะเถียงว่า "ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่องเสริม มันก็ต้องเล่าประมาณนี้แหละ" ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เถียง แต่ก็ยังอดเสียดายไม่ได้อยู่ดีที่เกมไม่ได้ทำให้ Kasumi รู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมจริงๆ จนกระทั่งถึงตอนจบ ซึ่งก็ทำให้ตัวละครของเธอขาดน้ำหนักไปพอสมควรเมื่อเทียบกับตัวละครดั้งเดิม นอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของเกม Persona คือเนื้อเรื่องส่วนตัวของแต่ละตัวละครเอง ซึ่งจะปลดล๊อคผ่านระบบ Confidant ของเกมนั่นเอง โดยเนื้อเรื่องเหล่านี้ แม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรง แต่ก็ช่วยทำให้เราได้รู้จักกับตัวละครหลายๆ ตัวมากขึ้น เพราะมักจะเกี่ยวข้องกับการแก้ปมในใจ หรือปัญหาในชีวิตประจำวันของตัวละคร ที่แม้จะไม่ได้ตื่นเต้นเป็นพิเศษ แต่เนื้อเรื่องเหล่านี้ยังมีเนื้อหาที่กินใจ และให้แง่คิดดีๆ ในการใช้ชีวิตเสมอ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนกับได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผองเพื่อนที่ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกันจริงๆ ซึ่งก็กลับมาช่วยเสริมเนื้อเรื่องของเกมอีกที สำหรับคนที่เคยเล่นเกมมาแล้ว เนื้อเรื่องของ Persona 5 Royal อาจจะไม่ใช่จุดดึงดูดหลัก เพราะเอาจริงๆ ก็เหมือนเดิมไปซะเกือบทั้งหมดอยู่เหมือนกัน และถ้าอยากเข้าถึงเนื้อเรื่องใหม่ ก็ต้องผ่านเนื้อเรื่องเก่าที่กินความยาวได้เป็นร้อยชั่วโมงไปซะก่อน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อน และชื่นชอบการเสพเนื้อเรื่องเกมเยอะๆ ยาวๆ บอกเลยว่าเกมนี้มีให้คุณเสพจนอิ่มแน่นอน ◊ เกมเพลย์ ◊ เกมเพลย์ของ Persona 5 (ทั้ง Royal และปกติ) น่าจะเป็นทั้งจุดแข็งที่สุดและจุดอ่อนที่สุด ขึ้นอยู่กับความชอบของคนที่เล่น การเล่นเกมจะสามารถแบ่งออกเป็นสองช่วงหลักๆ คือช่วงต่อสู้ตะลุยดันเจี้ยน (ที่เกมเรียกว่า Palace หรือวัง) และช่วงใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กัน โดยปกติแล้ว เวลาส่วนใหญ่ในเกม P5R จะถูกใช้ไปกับการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเอก โดยมีจุดประสงค์สองอย่าง คือเพื่อพัฒนาค่าความสามารถทางสังคม (Social Stat) เช่นความหล่อ ความฉลาด หรือความใจดี และเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวละครเสริมอื่นๆ ในระบบ Confidant ของเกมนั้นเอง ซึ่งการพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวละคร บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ค่าสถานะทางสังคมถึงระดับหนึ่งก่อน โดยเกมจะดำเนินไปตามระบบปฏิทิน และเนื้อเรื่องจะมีจำนวน "วัน" ในเกมที่ตายตัว หมายความว่าผู้เล่นจะต้องบริหารเวลาให้ดี เพื่อให้สามารถเก็บค่าสถานะให้ได้มากที่สุด เพื่อปลดล๊อคเนื้อเรื่องเสริมเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดเช่นกัน การปลดล๊อคเนื้อเรื่องเสริมเหล่านี้ ยังช่วยเพิ่มความสามารถพิเศษให้เราใช้ในการสำรวจดันเจี้ยนอีกด้วย ผู้เล่นจึงควรพัฒนาระดับ Confidant ของตัวละครให้มากที่สุดที่จะทำได้ จุดนี้น่าจะเป็นจุดที่ทำให้หลายคนขยาดจากเกม Persona ไปได้ง่ายๆ เพราะเวลากว่า 60-70% ของการเล่นเกมมักจะถูกใช้ไปกับการนั่งอ่านเนื้อเรื่องเสียมากกว่า ในบางครั้งอาจต้องนั่งอ่านเนื้อเรื่องอย่างเดียวเป็นชั่วโมงเลยก็ได้ แน่นอนว่าคนที่ไม่ชอบอ่านเนื้อเรื่องเยอะๆ หรือมีปัญหาด้านภาษาอังกฤษ อาจจะทำให้เกมน่าเบื่อไปเลยได้เช่นกัน แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องที่เกมนำเสนอก็เป็นเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของเกมด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมคงไม่ถูกใจผู้เล่นกลุ่มใหญ่ๆ แน่นอน แม้ว่าจะได้รับคะแนนจากสื่อที่รีวิวดีแค่ไหนก็ตาม นอกจากการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ในแต่ละเดือน (ตามเวลาเกม) จะมีดันเจี้ยนที่ผู้เล่นจะต้องผ่านให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งผู้เล่นจะเลือกได้อย่างอิสระว่าในหนึ่งเดือนนั้น จะใช้เวลาลงดันเจี้ยนกี่วัน หรือจะใช้เวลาในการเตรียมตัวในโลกแห่งความจริงกี่วัน ซึ่งถ้าเคลียร์ดันเจี้ยนไม่ได้ในเวลาที่กำหนด ก็จะทำให้ Game Over ทันที การต่อสู้ของเกม Persona จะมีส่วนคล้ายคลึงกับเกมอย่างโปเกม่อนอยู่บ้าง ตรงที่เกมจะเปิดให้ผู้เล่นสามารถเก็บสะสมเหล่า Persona ต่างๆ ไว้กับตัวได้ ซึ่ง Persona แต่ละตัวก็จะมีความสามารถและจุดแข็ง/จุดอ่อนต่างกัน โดยการเลือกใช้การโจมตีให้ตรงกับจุดอ่อนของศัตรูถือเป็นหัวใจหลักของการต่อสู้ในเกม เพราะเมื่อโจมตีถูกจุดอ่อนของศัตรู (หรือโจมตีติด Critical) จะทำให้ศัตรูตัวนั้นล้มลง และทำให้ตัวละครที่โจมตีได้รับเทิร์นเพิ่มอีกด้วย ซึ่งเมื่อเราทำให้ศัตรูทั้งหมดล้มลงได้ เราจะสามารถปิดฉากด้วยการโจมตี All-out Attack ทันที หรือจะขู่กรรโชกศัตรู (ไม่ได้พูดเล่น) เพื่อแย่งไอเทมหรือเงิน หรือกระทั่งเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็น Persona ของเราเลยก็ยังได้ การหาจุดอ่อนของศัตรูแต่ละชนิดให้เจอจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ความท้าทายของเกม Persona อยู่ตรงที่ว่าศัตรูเองก็สามารถโจมตีถูกจุดอ่อนของเราได้ ซึ่งเมื่อโดนแต่ละครั้งนี่แทบจะโดนสวนม้วนเดียวนอนทั้งตี้ได้เลย โดยตัวละครเพื่อนร่วมปาร์ตี้ทุกคนจะมี Persona และจุดอ่อน/จุดแข็งตายตัว (ในขณะที่ตัวเอก/ผู้เล่นจะสามารถสับเปลี่ยน Persona ไปมาได้) ทำให้การเล่นเกมบางครั้งก็พึ่งโชคประมาณหนึ่ง ว่าศัตรูตัวนี้จะเลือกโจมตีตัวละครตัวไหน และจะใช้ท่าที่ตัวละครตัวนั้นแพ้ทางไหม เพราะถ้าโดนเข้าซักทีก็เตรียมปาดเหงื่อได้เลย (โดยเฉพาะในระดับความยากสูงๆ) นอกจากนี้ เกมยังมีไอเทมที่ใช้ฟื้นฟู SP (ค่าพลังที่เอาไว้ใช้ร่ายสกิลเวทย์) ให้ใช้น้อยมาก ซึ่งนี่จะเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการตะลุยดันเจี้ยน เพราะเมื่อไม่มี SP ก็จะไม่สามารถใช้เวทย์เพื่อเล่นงานจุดอ่อนศัตรู หรือเพื่อเพิ่มเลือดได้ ทำให้แม้แต่การต่อสู้กับศัตรูกีกี้ธรรมดา กลายเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากๆ ผู้เล่นจึงต้องบริหาร SP ให้ดี ไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกบังคับให้ต้องหนีออกจากดันเจี้ยนกลางทาง ทำให้เสียเวลาในเกมไปกับการผ่านดันเจี้ยนมากขึ้น และมีเวลาไปใช้ชีวิตน้อยลง ซึ่งก็ทำให้การเตรียมตัวสำหรับดันเจี้ยนต่อไปยากขึ้น ส่งผลต่อกันเป็นทอดๆ ไป ในส่วนของเกม Persona 5 Royal ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบไปเท่าไหร่นัก แต่เช่นเดียวกับในเรื่องกราฟฟิค เกมภาค Royal ได้เพิ่มข้อปรับปรุงเล็กๆ เข้าไปมากมาย ที่ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกม Persona 5 ง่ายขึ้นกว่าเดิมพอสมควร อย่างแรกที่สุดที่ถูกปรับคือเกมเปิดช่องเวลาให้ผู้เล่นมากขึ้น จากเดิมที่จะมีช่องเวลาที่ถูกจำกัดตามเนื้อเรื่องเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เล่นมีเวลาในการเก็บ Social Stat และ Confidant มากขึ้นไปด้วย ซึ่งในฐานะผู้เล่นที่ผ่านภาคดั้งเดิมมาก่อน ถือเป็นข้อปรับปรุงที่ดีที่สุด เพราะทำให้ผู้เขียนสามารถเก็บ Social Stat ได้เร็วกว่าเดิมมากๆ จนผู้เขียนสามารถเก็บระดับ Confidant สำหรับตัวละครเสริมครบหมดทุกตัว (กระทั่ง Confidant ที่เพิ่มมาใหม่อย่าง Faith และ Councillor) ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในภาคดั้งเดิม อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เปลี่ยนไป คือระบบ Technical Damage ของเกม ซึ่งจะทำให้ศัตรูที่ติดสถานะผิดปกติ (เช่นติดพิษ ติดใบ้ เป็นต้น) ได้รับความเสียหายจากการโจมตีบางชนิดเพิ่มขึ้น โดยในเกมภาคดั้งเดิม ระบบนี้มักจะถูกมองข้าม เพราะการโจมตีจุดอ่อนของศัตรูไปเลยมักจะเป็นทางเลือกที่ง่ายและดีกว่า แต่ในเกมภาค Royal มี Persona หลายตัวที่ถูกปรับให้ไม่มีจุดอ่อน ทำให้จำเป็นต้องใช้การโจมตีแบบ Technical Damage ในการเอาชนะแทน ซึ่งก็ช่วยทำให้เกมท้าทายขึ้นมาบ้างสำหรับคนที่เคยเล่นมาก่อน เกมยังเปลี่ยนโครงสร้างและปริศนาภายในดันเจี้ยนทุกแห่ง และยังปรับปรุงการต่อสู้กับบอสในเกมให้แตกต่างจากภาคเก่าประมาณหนึ่ง โดยแม้ว่าอาจจะไม่ได้เยอะจนรู้สึกว่าทุกอย่างใหม่ไปหมด แต่ก็เพียงพอให้การเล่นเนื้อเรื่องซ้ำ (สำหรับคนที่เคยเล่นแล้ว)ไม่น่าเบื่อเท่าที่คิด องค์ประกอบสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือดันเจี้ยนกลาง Mementos ที่เปิดให้ผู้เล่นเข้าไปสำรวจเมื่อไหร่ก็ได้ (ต่างจากดันเจี้ยนประจำเดือนที่เปิดให้สำรวจได้เฉพาะในเดือนนั้นๆ) ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นแหล่งเก็บเลเวลและเงินชั้นดีด้วยระบบ Stamps ใหม่ ที่ให้ผู้เล่นเก็บสติ๊กเกอร์รูปดาวไปให้ NPC ใหม่ที่ชื่อว่า Jose เพื่อปรับผลตอบแทนที่ผู้เล่นจะได้รับในดันเจี้ยน (มีให้เลือกว่าจะรับเงิน EXP หรือไอเทมเพิ่มขึ้น) ทำให้ Mementos กลายเป็นแหล่งฟาร์มชั้นดี แต่ในขณะเดียวกันก็แอบทำให้การตะลุยดันเจี้ยนเนื้อเรื่องง่ายขึ้นเยอะ เพราะมีเงินซื้อไอเทมใช้ไม่ขาดมือ ◊ สรุป ◊ กล่าวโดยสรุปแล้ว Persona 5 Royal ถือเป็นภาคที่สมบูรณ์ที่สุด ของเกมที่ดีที่สุดเกมหนึ่งในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ตราบใดที่คุณสามารถปรับความคาดหวังให้ถูกว่าเกมเป็นเกมแบบไหน เพราะถ้ากะซื้อมาเล่นส่วนการต่อสู้อย่างเดียว ก็คงจะไม่คุ้มเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามเนื้อเรื่องของเกมแบบยาวๆ หรือชอบเกมที่มีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจ บอกเลยว่าไม่มีเกมไหนเหมาะกับคุณเท่า Persona 5 Royal แน่นอน สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!       [penci_review id="52265"]
08 May 2020