GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
ผลการค้นหา : "รีวิว"
รีวิว Resident Evil Village สานต่อความสยองขวัญ !! เรื่องราวน่าติดตามตั้งแต่ต้นยันจบ
หลังจากที่ทาง Capcom ได้พาแฟรนไชส์เกม Resident Evil ให้กลับมาสยองขวัญอีกครั้งใน Resident Evil 7: Biohazard ที่ได้ทำการปรับเปลี่ยนมุมมองจากเกมแนวมุมมองบุคคลที่ 3 ให้กลายเป็นเกมแนวมุมมองบุคคลที่ 1 แทน ทำให้เรานั้นได้สัมผัสถึงความน่ากลัวของเกมได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับปูเรื่องราวให้กับตัวละครใหม่อย่าง Ethan Winters ที่เปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของเราเหล่าผู้เล่นโดยตรง และภายในเกม Resident Evil Village ผู้พัฒนาก็เลือกที่จะสานต่อเรื่องราวความสยองขวัญของตัวละคร Ethan Winters อีกครั้ง !! แถมในภาคนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนกลิ่นอายของเกมจากความสยองขวัญในบ้านร้างหลังเดียว ขยายสเกลให้กลายเป็นความสยองขวัญของทั้งหมู่บ้านตามชื่อภาคของเกม เพราะทางผู้พัฒนาอยากที่จะพาเรากลับไปสัมผัสกลิ่นอายความสยองที่ไม่เหมือนใครในเกม Resident Evil 4 นั่นเอง ซึ่งในวันนี้พวกเรา GameFever TH เองได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในการเล่นเกมนี้จนจบมาเรียบร้อย และจะมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับ สำหรับเกม Resident Evil Village จะมีความแตกต่างจากเกม Resident Evil 7 ที่วางจำหน่ายมาเมื่อปี 2017 มากน้อยขนาดไหนกราฟิก / การนำเสนอต้องบอกก่อนว่าส่วนตัวผมเองนั้นเล่นเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 5 มันเลยทำให้ประสบการณ์ที่ได้รับในการเล่นเกมนี้ค่อนข้างครบถ้วนเป็นอย่างมาก ตัวเครื่องสามารถรีดประสิทธิภาพของเกมนี้ออกมาได้อย่างครบถ้วนและสามารถรัน 60 FPS ได้อย่างสบายๆ แต่จากที่ได้ลองเล่นมานั้น ก็ต้องบอกตามตรงว่านอกจากเรื่องแสงเงา และ Ray Tracing ที่ใส่เข้ามาให้สวยขึ้น รายละเอียดโดยรวมก็อาจจะยังไม่ได้รู้สึกถึงความเป็น Next Gen แบบเต็มตัวมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขายังต้องทำเกมลงให้กับ Console เจนเก่าด้วยนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นกราฟิกของเกมนี้ก็ยังอยู่ในระดับ AAA ถ้าให้เทียบกับเกมในสมัยนี้อยู่ดี รวมถึงตัวผมเองได้ลองสัมผัสเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 4 ในช่วงตอนที่เล่น DEMO ออกมาเหมือนกัน เอาจริงๆ การเล่นเกมนี้บนเครื่อง Console เจนเก่าก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าเคอะเขินแต่อย่างใด เพราะถึงแม้กราฟิกเรื่องแสงเงา อาจจะดูดรอปกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด หรือการที่ตัวเกมจะต้องลดรายละเอียดในฉากหลังเพื่อไม่ให้เกมกินสเปกเกินไปบ้าง แต่ตัวเกมก็ยังมอบประสบการณ์ที่ดีให้เราเหมือนเดิม เฟรมเรทที่ทำได้ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ 60 FPS นิ่งๆ แต่ก็ถือว่าเล่นได้ลื่นพอสมควร และไม่รู้สึกติดขัดส่วนเรื่องธีมและบรรยากาศของเกม ในตอนแรกหลายๆ คนก็คงจะคิดว่าการที่ตัวเกมเลือกที่จะเล่าบรรยากาศของหมู่บ้านเป็นหลัก ซึ่งมันจะน่ากลัวเท่ากับบรรยากาศในบ้านร้างหรือสถานีตำรวจในภาคก่อนๆ หรือไม่ ? แต่จากที่ตัวผมเองได้สัมผัสมา ถึงแม้ว่าความสยองขวัญในรูปแบบของเกม Resident Evil 7 เราอาจจะไม่ได้เห็นเยอะในภาคนี้ แต่ถ้าให้พูดถึงคอนเซ็ปต์ของคำว่า Resident Evil จริงๆ !! กับสถานที่ที่สุดจะวังเวง ไว้ใจไม่ได้ เราจะต้องกังวลอยู่ตลอดเวลาเพราะสิ่งมีชีวิตสุดน่าสะพรึงกลัวนั้นพร้อมที่จะออกมาได้ทุกเมื่อ ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงคอนเซ็ปต์นี้ ก็ต้องบอกเลยว่า Resident Evil Village สามารถนำเสนอได้อย่างไม่ผิดเพี๊ยนเพราะในช่วงเวลาที่เกมดำเนินอยู่ในระแวกหมู่บ้าน ตัวผมเองก็จะรู้สึกระแวงตลอดเวลา ว่าจะมีเหล่า Lycan โผล่มาหาเราตอนไหน เพราะพวกมันมากันเยอะและค่อนข้างดุร้าย หรือจะพาเราไปพบเจอกับสัตว์ประหลาดที่โหดกว่าแบบไม่คาดคิดก็มี หรือบางทีตัวเกมจะให้ความรู้สึกหนีตายเพราะจะต้องหลบหนีสิ่งมีชีวิตสุดโหด ที่จ้องจะไล่ฆ่าเราตลอดเวลา อย่างในช่วงฉากที่อยู่ในปราสาท Dimitrescu  บางทีตัวเกมจะนำเสนอความเป็นบ้านผีสิง ความหลอนประสาท ลึกลับ คับแคบและน่าอึดอัด แต่ถามว่ามันก็อาจจะมีบางช่วงที่อาจจะไม่ได้รู้สึกน่ากลัวขนาดนั้นก็มีเช่นกันครับStoryสำหรับเรื่องราวของ Resident Evil Village นั้นต้องบอกว่ามันค่อนข้างอธิบายยากครับเพราะมันอาจจะเป็นการสปอยส์ แน่นอนเราก็จะยังได้รับบทเป็น Ethan Winters อย่างที่กล่าวไป ที่เขาเนี่ยจะต้องมาตามหาลูกสาวของเขา Rose ในหมู่บ้านลึกลับแห่งหนึ่ง ที่คาดว่าถูกลักพาตัวไปโดย Mother Miranda บุคคลลึกลับที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นที่ศรัทธาของเหล่าผู้คนในหมู่บ้าน รวมถึงเธอยังมีขุนนางทั้ง 4 ที่คอยรับใช้เธออย่าง Alcina Dimitrescu แม่แวมไพร์สาว, Karl Heisenberg ชายแว่นดำลึกลับ, Salvatore Moreau และ Donna Beneviento รวมถึงเราเองก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ตัว Mother Miranda นั้นเป็นใคร !! และต้องการตัวลูกสาวของ Ethan ไปทำไมครับโดยการเล่าเรื่องของ Resident Evil Village ต้องบอกว่าจริงๆ มันก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกันกับเกม Resident Evil 7 อยู่พอสมควร เพราะมันจะเริ่มจากที่ตัว Ethan เนี่ยแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งตัว Ethan เนี่ยมันเหมือนจะทำหน้าที่แทนตัวเราที่ไม่รู้ข้อมูล และเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับเกมสถานที่และเหตุผลต่างๆ เลยรวมถึงเนื้อเรื่องจะค่อนข้างแบ่งออกเป็นพาร์ทๆ และก็ต้องต่อสู้กับเหล่า 4 ขุนนางทั้งหมดนี้ และก็ค่อยๆ หาคำตอบไปเรื่อยๆ ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้ มันทำให้การดำเนินเนื้อเรื่องจะเต็มไปด้วยความสงสัยตลอดเวลา ว่ามันเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นและค่อยไปเฉลยแบบจัดเต็มในช่วงท้ายเกม ซึ่งการที่พูดพัฒนาเลือกที่จะทำอะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้ตัวเนื้อเรื่องมีความน่าตื่นเต้นและน่าติดตามเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากตัว Ethan รู้เรื่องราวก่อนออกผจญภัย ผมว่าเนื้อเรื่องของมันอาจจะไม่ได้สนุกขนาดนี้ แต่มันก็อาจจะต้องแลกกับเรื่องความสมเหตุสมผลของบางตัวละครที่อาจจะแปลกๆ ไปนิด แต่มันก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่ ไม่ได้ลดทอนความน่าตื่นเต้นของเนื้อเรื่องไปอย่างใดส่วนในด้านความยาวของเนื้อเรื่องในภาคนี้ ตัวเกมจะมีความยาวที่มากกว่าเกมภาค 7 อยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งตัวผมเองได้เล่นเกมนี้ในระดับ Normal มีหลงทางบ้าง งงกับ Puzzle บ้าง ใช้เวลาเล่นจบอยู่ที่ประมาณ 8-10 ชั่วโมงได้ ซึ่งจะมากกว่าภาคก่อนๆ อยู่ราวๆ 2 ชั่วโมงครับ และแน่นอนว่าเกมนี้มีทั้งเมนูภาษาไทย ซับไทยอย่างเป็นทางการ มันทำให้เราสามารถดูเนื้อเรื่องได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นด้วยเกมเพลย์อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าในตัวเนื้อเรือ่งนั้นจะแบ่งออกเป็นพาร์ทๆ ที่เราจะได้เจอกับเหล่าขุนนางของ Mother Miranda ทีละคนๆ ซึ่งในการพบเจอกับขุนนางแต่ละตัวนั้น ตัวเกมเพลย์จะค่อนข้างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอยู่พอสมควรเลย อย่างช่วงที่อยู่ในปราสาทตอนเจอกับเหล่า Lady Dimitrescu มันก็ให้อารมณ์เหมือนตอนเวลาเจอ Mr. X ใน Resident Evil 2 หรือให้อารมณ์เหมือนกับเจอลุง Jack Baker ในเกม Resident Evil 7 ที่เราจะต้องหนีจากการไล่ล่าไปด้วย และหาปริศนาไปด้วยแต่ว่าผมเองอาจจะไม่ขอเล่าเรื่องของอีกสามคนที่เหลือและกันนะครับว่าขุนนางคนไหนมีทีเด็ดอะไร เพราะผมอยากให้ท่านไปเจอกันเองมากกว่า (ไม่อยากสปอยส์เยอะ แต่ที่อธิบายเกี่ยวกับ Lady Dimitrescu เพราะว่าผู้พัฒนาเผยมาตั้งแต่ Demo แล้ว)ในด้านของระบบการต่อสู้ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับเกม Resident Evil 7 ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของจังหวะการยิง ที่ต้องรอเป้าให้มันหุบก่อนถึงจะยิงแม่น หรือการยกมือขึ้นมาป้องกันดาเมจจากศัตรู โดยศัตรูใน Resident Evil Village จะมีความดุร้ายที่มากกว่าเกมภาคก่อนอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างศัตรูอย่าง Lycan ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเหล่าลูกสมุน แต่พวกมันก็มีความคล่องตัวที่ค่อนข้างสูง โจมตีไว และก็ช่วงแรกๆ มันค่อนข้างถึกพอสมควรเลย คือเราต้องใช้กระสุนเยอะมากในการฆ่าแต่ละตัว หรือศัตรูบางตัวเราก็อาจจะต้องตีจุดอ่อนของมันอย่างเดียว ซึ่งมันอาจจะทำให้การฆ่าศัตรูชนิดนี้ค่อนข้างเปลืองกระสุนบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นตัวเกมมันก็แลกมากับการที่ภายในฉากค่อนข้างมีกระสุน หรือยาให้เก็บและให้คราฟต์มากขึ้นกว่าเดิมเยอะมากเลยครับ ถึงแม้ว่าศัตรูในแผนที่จะเยอะอย่างไร กระสุนที่มีให้เก็บนั้นมันก็เพียงพอต่อการที่คุณจะเอาตัวรอดแน่นอน และนอกจากนี้ Resident Evil Village ยังมีระบบใหม่ที่หายไปตั้งแต่เกม Resident Evil 4 เข้ามานั่นก็คือระบบขายของที่ในภาคนี้จะเรียกว่า The Duke โดยเราเนี่ยครับสามารถซื้อของ ขายของ หรืออัปเกรดอาวุธของตัวเองให้เก่งขึ้นด้วยการใช้บริการจากร้าน The Duke ครับ ซึ่งค่าบริการก็จะเป็นเครดิตที่เราสามารถหาของจากแผนที่ต่างๆ มาขาย หรือจะจัดการศัตรูก็จะมีเงินดรอป หรือของดรอปมาขายได้เช่นกัน แต่ทุกท่านก็ไม่ต้องกังวลว่าระบบนี้มันจะทำให้ Ethan เรามีกระสุนไม่จำกัดก็ไม่ใช่ เพราะในแต่พาร์ทของเกม ตัว The Duke จะจำกัดการซื้อกระสุนเราด้วยเช่นการซื้อกระสุนปืนพกไม่เกิน 15 นัด หรือกระสุนลูกซองไม่เกิน 5 นัดจนกว่าที่คุณจะผ่านด่านนั้นไปได้ ถึงจะมีการปลดล็อคให้ซื้อของเพิ่มได้ หรืออัปเกรดของเพิ่มได้ มันเลยทำให้เกมนี้ถึงแม้ว่ามันจะเปิดโอกาสให้เราได้เหนี่ยวไกสู้มากขึ้น แต่สุดท้ายเกมนี้ก็ยังเป็นเกมแนว Survival Horror อยู่ดี สุดท้ายกระสุนมันก็เพียงพอต่อการเอาตัวรอด แต่ไม่ได้มีให้ใช้แบบฟุ่มเฟือย รวมถึงระบบการล่าสัตว์ที่เราจะสามารถไปไล่ยิง ไล่ตีไก่ ตีปลาในหมู่บ่านและเอาเนื้อพวกมันมาทำอาหารเพื่อเพิ่มสเตตัสถาวรให้กับตัว Ethan ได้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการทำให้เราถึกขึ้นเวลากดป้องกัน หรือเลือดเพิ่มช้าๆ เป็นต้น ทำให้ตัวคุณนั้นเก่งขึ้น เล่นง่ายขึ้น !! แต่ว่าผมเองเล่นโหมดระบบ Normal จบก็ไม่ได้ยุ่งกับโหมดนี้เท่าไรเลย ก็สามารถเล่นเกมนี้จบได้ แต่ก็อาจจะไปเหนื่อยในตอนเจอบอสหลังๆ ที่ต้องระวังเป็นพิเศษส่วนในเรื่องปริศนาที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ ส่วนตัวมันก็มีปริศนาที่ให้คิดอยู่บ้าง มีปริศนาจากคำใบ้ หรือปริศนาที่จะต้องคิดและหาคำตอบภายในห้องๆ นั้น แต่เสียดายที่ปริศนาพวกนั้นไม่ได้มีให้เล่นเยอะครับ คือมันจะมีในช่วงแรกๆ ของเกมที่อยู่ในโซนปราสาทเท่านั้น พอออกมาก็ไม่ค่อยมีแล้วและระบบต่อมาที่จะพูดก็คือระบบ Treasure หรือว่าระบบสมบัติครับ ซึ่งระบบนี้จะมาช่วงประมาณกลางเกมเป็นต้นไปที่ตัวเกมจะเปิดโอกาสให้เราได้กลับมา Free Roam ในหมู่บ้านอีกครั้ง และตามบ้านแต่ละแห่งก็มักจะมีกล่องสมบัติที่คนในหมู่บ้านนั่นแหละเป็นคนทิ้งไว้ โดยของพวกนี้จะอยู่ในเส้นทางลับ เส้นทางพิเศษให้เราเข้าไป ซึ่งในนั้นมันก็มักจะมีของดีๆ ไม่ว่าจะเป็นปืนใหม่ๆ หรือจะเป็นกระสุนเป็นต้น แต่ว่าสมบัติบางอันก็หาง่าย ไปเอาได้เลย แต่บางอันเราก็อาจจะต้องใช้กุญแจ หรือของไปปลดล็อคก่อน ซึ่งเราก็ต้องไปสุ่มหากันเอาเองเป็นต้น และสุดท้ายก็คือเกมนี้ก็ยังกลับไปใช้ระบบ Save ด้วยพิมพ์ดีดเหมือนเกม Resident Evil 7 นะครับ ซึ่งมันก็จะมีอยู่ตามจุด ตามห้องต่างๆ เพียงแต่ว่าระบบคลังเก็บของที่มีในเกมภาคก่อนๆ ได้ถูกเอาออกไปครับ และเพิ่มระบบช่องเก็บของในตัว Ethan ที่สามารถเก็บของได้มากขึ้น หรือสามารถซื้อช่องเก็บของเพิ่มได้จาก The Duke อีกด้วย อาจจะเป็นเพราะว่าเกมนี้เราจะต้องสู้เยอะใช้ของเยอะ การเอาของมาอย่างจำกัดอาจจะไม่พอนั่นเองความรู้สึกจากที่ได้ลองเล่นเกม Resident Evil Village มาจนจบ ส่วนตัวต้องชมในด้านเนื้อเรื่องของเกมนี้ค่อนข้างทำออกมาได้ดีพอสมควร ถึงแม้เรื่องราวบางอย่างอาจจะแถไปบ้าง แต่การที่ตัวเกมนำเสนอเรื่องราวความน่าตื่นเต้น และค่อยๆ เปิดเผยความจริงเราไปเรื่อยๆ ผ่านตัวละคร Ethan ทำให้เรารู้สึกอยากเล่นต่อเรื่อยๆ และอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก็อาจจะมีติดในบางอย่างที่ตัวละครบางตัว อาจจะมีบทน้อยไปนิด หรือน่ากลัวน้อยไปนิด อาจจะเป็นเพราะว่าเราคาดหวังกับตัวละครนี้มากเกินไปหน่อย ส่วนในเรื่องของความน่ากลัว แน่นอนมันต้องน่ากลัวน้อยกว่าเกม Resident Evil 7 ที่มันอยู่ในบ้านร้างเล็กๆ แคบๆ แต่ผู้พัฒนาก็เลือกที่จะเล่นกับความน่ากลัวความโหดของสัตว์ประหลาด คือบางตัวรูปลักษณ์มันไม่ได้ดูน่ากลัว แต่ที่เรากลัวมันคือมันสามารถ One Shot Kill  เราได้ หรือตีเราทีเลือดแดงเลยอะไรแบบนี้ คือ Resident Evil Village กลิ่นอายส่วนใหญ่มันจะเป็นความน่ากลัวสไตล์แบบนี้มากกว่า คือความน่ากลัวแบบหลอนๆ มันก็ยังมีนะครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เยอะเท่าที่ควร แต่ถ้าให้พูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบอย่างเดียวสำหรับเกมนี้ก็คงจะเป็นเรื่อง Puzzle ที่มันน้อยไปนิด ถึงแม้ว่าปริศนาแต่ละตัวที่ทำมาจะค่อนข้างดูดีเลย แต่มันก็ยังน้อย และดูธรรมดามากๆ ถ้าให้เทียบกับปริศนาต่างๆ ในเกม Resident Evil 7 ซึ่งถ้าใครที่ชอบปริศนาโดยเฉพาะก็อาจจะผิดหวังส่วนในด้านเกมเพลย์ผมเองไม่ได้ติดนะครับที่ตัวเกมมันจะเปิดโอกาสให้เราได้ยิงเยอะกว่าเดิม เพราะศัตรูที่เกมเสิร์ฟมาให้ มันก็โหดใช้ได้ และมันก็หลากหลายมากกว่าภาคก่อนหน้าเยอะมาก รวมถึงมันก็เหมือนเป็นการเปลีย่นอารมณ์ของเกมบ้าง ให้มันมีความสดใหม่บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก และก็ส่วนตัวมันก็ไม่ได้แอ็คชันขนาดในภาค 5 ภาค 6 เลย มันอยู่ระหว่างจุดกึ่งกลางของเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ และเกมเมอร์หน้าใหม่ด้วย
07 May 2021
รีวิว Total War: ROME REMASTERED ย้อนความหลัง สงครามแผ่อำนาจจักรวรรดิโรมัน
ในเดือนมีนาคม 2021 ทางผู้พัฒนาเกม Total War ก็ได้ทำการเซอร์ไพรส์พวกเราออกมานั่นคือการประกาศนำเกม Total War: Rome เกมจำลองสงครามที่เคยวางจำหน่ายในปี 2004 มา Remastered ปัดฝุ่นกราฟิกใหม่ให้เรานั้นหวนคืนถึงวันวานอีกครั้ง โดยตัวเกมจะเล่าเรื่องราวในช่วงยุคกรีก โรมัน และเรานั้นจะได้เป็นผู้ชี้ชะตาและเปลี่ยนประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ซึ่งตัวเกมก็พึ่งจะวางจำหน่ายออกมาในวันที่ 29 เมษายน 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งทางเรา GameFever TH เองก็ได้ไปลองเล่นเกมนี้มาแล้วครับ และจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าเกมนี้เหมาะแก่การซื้อมาเล่นหรือไม่ ?Total War: Rome Remastered เปลี่ยนไปอย่างไรบ้างจากเวอร์ชันดั้งเดิมแน่นอนอย่างที่เราเห็นชัดๆ ถึงความเปลี่ยนแปลงในภาคนี้เลยก็คือกราฟิกของเกมที่ผู้พัฒนาไม่ได้แค่ปรุงปรุงให้ชัดขึ้น แต่พวกเขานั้นแทบจะทำการปั้นโมเดล หรือวาดกราฟิกกันใหม่ยกชุดกันเลยก็ว่าได้ ตัวละคร อาคาร สิ่งของนั้นได้ถูกทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โอเคถึงแม้ว่ามันก็อาจจะไม่ได้สวยงามเท่ากับเกมภาคก่อนๆ หน้า แต่มันก็ถือว่าทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว รวมถึงภาคนี้ยังรอบรับรายละเอียดได้มากถึง 4K อีกด้วย และรองรับ Wild Screen ในเรื่องของมุมกล้องก็สามารถซูมออกได้กว้างขึ้น มี Heat Map และไอคอนหน้า Interface ใหม่ให้เหมาะแก่การเล่นที่ง่ายขึ้น และที่พิเศษเลยก็คือตัวเกมยังมีการปลดล็อคกองทัพให้มีมากถึง 38 Faction เลยทีเดียวเกมเพลย์สำหรับใครที่ไม่เคยเล่นเกม Total War หรือเกม 4X ใดๆ มาก่อนเลย ตัวผมเองก็ต้องแนะนำเลยว่า จริงๆ แล้ว Total War เป็นเกมที่ค่อนข้างเป็นมิตรสำหรับผู้เล่นใหม่อยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าตัวเกมจะมีรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่มันก็ถือว่ายังง่ายถ้าให้เทียบกับเกมอื่นๆ เพราะจุดประสงค์ของเกมนี้มีสิ่งเดียวเลยก็คือการไล่ยึดดินแดนต่างๆ และขยายอาณาจักรของเราไปเรื่อยๆ เพียงตัวเกมอาจจะมีรายละเอียดด้านในที่ต้องลงลึก หรือสิ่งที่เราจะต้องบริหารเกี่ยวกับบ้านเมืองด้วยในด้านโหมด Campaign นั้นในช่วงเริ่มเราจะได้เลือกเล่นเป็น 3 ตระกูลที่จะต้องปกป้องดินแดนโรม ซึ่งประกอบไปด้วย The House of Julli, The House of Brutii และ The House of Scipii ซึ่งทั้งสามตระกูลจะเป็นพันธมิตรกัน มีจุดที่ตั้งในแผนที่แตกต่างกัน และถ้าหากคุณคู่อริที่แตกต่างกัน โดยตัวเกมจะแบ่งการเล่นเป็น 2 แบบคือ Full Campaign คือเราจะต้องยึดดินแดนให้ได้อย่างน้อย 50 ดินแดน หรือท่านจะสามารถเล่นแบบ Short Campaign ที่เพียงแค่ยึดดืนแดนศัตรูคู่อริของเราก็จบเกมแล้ว อย่างเช่นตัวผู้เขียนนั้นเล่นเป็นตระกูล The House of Julli ซึ่งศัตรูโดยตรงนั่นก็คือฝ่าย Gaul นั่นเอง และถ้าหากเราสามารถจัดการศัตรูจนพ่ายได้แล้วนั้น เราจะสามารถเล่นเป็นฝ่ายนั้นได้ถ้าเริ่ม Campaign ใหม่ !!นอกจากนี้ตัวเกมยังมีระบบแม่ทัพที่เราสามารถเอาเขาไปนำทัพในการสู้ได้ (ทัพไหนมีแม่ทัพจะเก่งขึ้นเยอะ) ซึ่งระบบแม่ทัพก็จะเป็นระบบเครือญาติและแม่ทัพทุกคนจะมีอายุขัยเป็นของตัวเอง และก็จะสามารถแต่งงาน ออกลูกออกหลาน และก็ตายไป ยิ่งถ้าหากเราส่งแม่ทัพคนไหนออกรบบ่อยๆ เขาก็จะเก่งมากขึ้น หรือเราเองก็สามารถแต่งตั้งให้ใครเป็นรัชทายาทคนต่อไปก็ได้เช่นกันและหนึ่งในฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ก็คงจะเป็นการที่เราสามารถเข้าไปบังคับกองทัพในสงครามโดยตรงได้ ซึ่งมันจะทำให้เรานั้นสามารถคิดวิเคราะห์และหาความได้เปรียบในกรณีที่ทหารของเราเสียเปรียบได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนยอมรับว่าไม่ค่อยอินระบบนี้มากนัก เพราะเนื่องจากที่ตัวเองจะบังคับ คิดแผนการรบไม่เก่งแล้วนั้น มันก็ค่อนข้างเสียเวลาพอสมควร ส่วนใหญ่ตัวผู้เขียนจะใช้ระบบ Simulation จำลองและได้ผลลัพธ์ไปเลยเสียมากกว่าในระหว่างการเล่น เราก็เพียงต้องพยายามขยายดืนแดนไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็จะต้องเริ่มจากการไล่โจมตีศัตรูของเราไล่ยึดดินแดนของพวกเขาให้หมดสิ้น ซึ่งพอเรายึดดินแดนได้แล้วนั้น เราก็จะต้องกลายเป็นผู้บริหารและพัฒนาดินแดนแห่งนั้นแทน เราจะต้องสร้างฟาร์ม สร้างท่าเรือ เพื่อทำการค้า หรือจะสามารถสร้างฐานทัพทหารให้มีพลทหารหลากหลายขึ้น รวมถึงยังต้องสร้างทหารประจำการที่ควรจะต้องมีเอาไว้ในทุกๆ เมือง เผื่อศัตรูนั้นเข้ามาโจมตี นอกจากนี้เราจะต้องบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้พอเหมาะ ถ้าหากเรามีทหารมากเกินไป ค่าใช้จ่ายในแต่ละเทิร์นนั้นก็จะมากขึ้น (เราต้องหาข้าวหาน้ำให้พวกเขากิน) ซึ่งทุกท่านก็คงไม่อยากที่จะทำให้เงินติดลบ โดยวิธีแก้ไขก็คือการสร้างฐานที่จะเพิ่มผลผลิตให้กับเราให้ค่า Income นั้นมากขึ้น การไปตียึดหลายๆ เมืองก็อาจจะช่วยให้เราสามารถสร้างฐานเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วยและอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเกมนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นระบบ Agent ที่เราจะสามรารถสร้างตัวละครพิเศษไปทำบางสิ่งบางอย่างกับเมืองอื่นๆ ได้อย่างเช่นการมีทูตที่จะคอยไปเจรจากับเมืองต่างๆ เช่นเจรจาสัญญาการซื้อขาย เจรจาสัญญาสงบศึก เจรจาให้ช่วยเรารบ หรือเจรจาเรื่องการอนุญาตผ่านดินแดนเป็นต้น ซึ่งนอกจากที่เราจะต้องไปทำการเจรจากับคนอื่นแล้ว บางทีเหล่าดินแดนอื่นๆ ก็จะวิ่งที่เจรจากับเราโดยตรงก็มี อย่างเช่นตัวผู้เขียนเองกำลังตีเมือง Gaul ใกล้จะแตกพ่ายหมดแล้ว ทางศัตรูส่งทูตมาเจรจากับเราเพื่อขอสงบศึกโดยให้เงินเราจำนวนหนึ่งก็มี หรือท้ายๆ นี่มีการยกดินแดนให้เลยโดยแลกกับการที่เราจะต้องกลายเป็นผู้ปกครองของเขาหรือจะเป็น Agent ทำการค้าขายที่เราจะสามารถส่งพ่อค้าไปยังเมืองต่างๆ เพื่อทำการค้าในเมืองนั้นๆ และเพิ่ม Income ให้กับเมือง หรือจะเป็น Agent อย่าง Spy ที่เขาสามารถเข้าไปแทรกซึมเมืองต่างๆ เพื่อให้เราได้เปรียบก่อนที่จะทำการโจมตีก็มีเช่นกันความรู้สึกพูดตามตรงถ้าหากใครที่ไม่เคยเล่น Total War สักภาค การเริ่มต้นเล่นเกม Total War: Rome Remastered ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ เพราะว่าตัวเกมเวอร์ชันนี้ค่อนข้างเล่นง่ายและมีรายละเอียดที่เข้าใจไม่ยากนัก (แต่ก็อาจจะต้องศึกษาอยู่ดี) แต่สำหรับคนที่เคยเล่นเกม Total War ภาคก่อนๆ มาแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าระบบหลายๆ อย่างของเกมนี้มันก็อาจจะมีไม่เยอะเท่าเกมภาคก่อนๆ เสียเท่าไร ทำให้คนที่เคยเล่นอยู่แล้วอาจจะรู้สึกไม่สนุกกับมันมากนัก นอกเสียจากคุณจะเป็นแฟนนิยาย กรีก โรมันแท้ๆ แต่ถ้าหากคุณไม่ใช่ !! ท่านอาจจะกลับไปเล่นเกมภาคเก่าๆ อย่าง Troy, Three Kingdom หรือ Warhammer ดีกว่า แต่ถ้าหากคุณเป็นผู้เล่นใหม่อยากลองเล่น Total War จริงๆ การเริ่มที่ภาคนี้ก็ไม่เลวครับ
30 Apr 2021
รีวิว Apex Legends : Arena Mode เกิดเป็นลูกผู้ชายต้องสู้แบบ 3 Vs 3!
เปิดตัวกันแล้วอย่างน่าตื่นเต้นสำหรับโหมดใหม่ในเกม Apex Legends อย่าง Arena Mode ที่มาพร้อมกับรูปแบบเกมเพลย์ใหม่แบบ 3 Vs 3 โดยเตรียมเปิดให้เล่นพร้อมกันวันที่ 4 พฤษภาคม 2021 พร้อมกับเริ่ม Season 9 ที่มีการเพิ่มทั้งตัวละครใหม่ และอาวุธใหม่อย่างธนูเข้ามา ต้องขอบคุณทาง EA ที่ให้โอกาสพวกเรา GameFever Th ได้มีโอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นโหมดดังกล่าวก่อนในวันที่ 22 เมษายน 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ และรายละเอียดของโหมดนี้ พร้อมกับวิธีเล่นยังไงให้ได้เปรียบมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยArena เป็นโหมดแบบไหนในโหมดนี้ผู้เล่นจะถูกแบ่งออกเป็นสองทีมแบบ 3 Vs 3 สามารถเลือกตัวละครที่ชอบได้ตามปกติ แต่จะต่างตรงที่ว่าเกมไม่ได้เริ่มที่ฉากกระโดดลงจากยาน แต่เริ่มในหน้าซื้อของ ที่ให้ผู้เล่นเลือกได้ว่าจะเริ่มต้นในแต่ละรอบด้วยอาวุธปืนชิ้นไหน พร้อมกับ Mod อะไรบ้าง โดยใช้ Materials (แร่สำหรับ Craft Mod ปืนในเกมปกติ) ในการซื้อ ยิ่งปืนเก่งเท่าไหร่ ใส่ Mod ระดับสูงขนาดไหน ก็ยิ่งจำเป็นต้องจ่าย Materials มากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าในโหมดนี้มียาแบบเดียวกับโหมด BR แต่ก็จำเป็นต้องใช้ Materials ในการซื้อเช่นกันในส่วนของสกิลจะไม่สามารถใช้ได้เรื่อยๆ โดยต้องรอ Cooldown หลังจากใช้เหมือนกับโหมด Battle Royale ในโหมดนี้แต่ละตัวจะมีข้อจำกัดในการใช้สกิลของตัวเองอยู่ ซึ่งสามารถซื่อเพิ่มได้โดยการจ่าย materials รวมถึงสกิลท่าไม้ตายที่ก็จำเป็นต้องใช้ Materials ซื้อเช่นกัน บางสกิลที่มีผลต่อการต่อสู้มากๆ อย่าง Bangalore จะไม่สามารถซื้อใช้งานสองรอบติดๆ กันได้ จุดแตกต่างของโหมด Arena กับเกม FPS อื่นๆ ที่มีในตลาดคือ ทุกๆ รอบตัวละครจะเกิดมาพร้อมกับเกราะ และหมวกเลย ซึ่งเกราะจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนรอบที่ผ่านไป แต่ขอให้เข้าใจว่าอาวุธปืนที่ผู้เล่นถือเองก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ส่วนวิธีการหา Materials ในแต่ละรอบจะเหมือนกับ FPS ชื่อดังในตลาดเลย แต่ต่างตรงที่ในการเล่นแต่ละรอบภายในด่านจะมี Materials  ให้เก็บสำหรับใช้ในรอบต่อไปด้วย โดยจะส่งผลทั้งทีม (ต่อให้ฆ่าไม่ได้เลย และแพ้ด้วย ถ้าเก็บ Materials ได้เยอะก็เงินซื้อของในรอบต่อไปเยอะนั้นเอง) โดยในโหมดนี้ไม่สามารถเก็บปืนเอาไว้ใช้สำหรับรอบต่อไปได้ ทุกครั้งที่เริ่มรอบจำเป็นต้องซื้อใหม่เสมอ ดังนั้นจะเอา Materials ไปซื้ออะไรบ้างต้องคิดดีๆในโหมดนี้จะมีการบีบวงต่อสู้ให้เล็กลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับโหมด BR และมีการใส่กล่อง กับ Airdrop เข้าไปในด่านด้วย โดยต้องบอกเลยว่าวงของโหมดนี้แรงมากๆ ถ้าวิ่งเข้าไม่ทันตายได้ง่ายๆ เลย ส่วนภายในกล่องจะมีการใส่ของจำพวกยาเอาไว้ไปถึงก่อน ส่วน Airdrop จะเป็นอาวุธปืนสามช่องเสมอ สามารถออกบ้านตัวเปล่าไปรอเก็บปืนจาก Airdrop ได้ แต่ขอให้เข้าใจว่าตรงจุดดังกล่าวอาจต้องปะทะกับศัตรูที่เข้ามารอเก็บได้เช่นกัน สนุกรึเปล่า?ด้วยขนาดของด่านที่ไม่ใหญ่มาก (ฺประมาณ 4-5 เท่า ของระยะสแกน Bloodhound) บวกกับการที่มีการบีบวงต่อสู้ให้เล็กลง ทำให้การปะทะในแต่ละรอบ มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปสุ่ม RNG ว่าจะได้ใช้ปืนอะไรบ้าง แต่ละรอบการเล่นมันจึงเหมือนได้วัดฝีมือกับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่แพ้ก็รู้สึกว่าแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี เวลาที่ชนะก็รู้สึกได้ถึงความหอมหวานของการอยู่เหนือกว่า กล่าวคือเป็นโหมดที่เกิดมาเพื่อเหล่าเกมเมอร์ที่ชอบการแข่งขันอย่างแท้จริง อีกทั้งในแต่ละรอบการเล่นยังใช้เวลาไม่นาน เหมาะสำหรับเอาไว้เล่นแก้เบื่อ หรือรอเพื่อนๆ ไปเล่นโหมด BR ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยในส่วนของความหลากหลายด่าน อาจยังเป็นข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของโหมดนี้ ในรอบทดสอบโหมด Arena มีด่านให้เล่นเพียง 3 ด่านเท่านั้น กล่าวคือความหลากหลายยังน้อยเกินไปหน่อยในตอนนี้ แต่ผู้พัฒนาได้สัญญาว่าจะมีการเพิ่มด่านใหม่ๆ เข้ามาให้เราเล่นด้วยอย่างแน่นอนอะไรคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชนะ? เนื่องจากรูปแบบการเล่นในโหมดนี้จะแตกต่างจาก BR พอสมควร ส่งผลให้วิธีเล่นให้ชนะแตกต่างออกไปด้วยเช่นกัน ในหัวข้อสุดท้ายนี้ผมจะขอพูดถึงสิ่งที่จะทำให้เพื่อนๆ ได้เปรียบในการเล่นแผนที่นี้ โดยจริงๆ มันเริ่มตั้งแต่ตอนเลือกตัวละครเลยครับ เพราะจะมี Legends อยู่ประมาณ 2 - 3 กลุ่มที่ถ้าหากว่าทีมมีแล้วจะทำให้ได้เปรียบพอสมควรกลุ่มตัวที่หาตำแหน่งอีกฝ่ายได้ (Bloodhound,  Crypto)แม้ว่าขนาดของแผนที่จะไม่ใหญ่มากในโหมดนี้ แต่ยังไงการหาตำแหน่งของอีกฝ่ายได้ก่อนก็เป็นอะไรที่สร้างความได้เปรียบให้กับทีมได้มากๆ อยู่ดี โดยเฉพาะ Crypto ที่สามารถระเบิดเกราะของอีกฝ่ายได้ด้วย EMP ของเขา ส่วน Bloodhound ก็ใช้สกิลสแกนของเขาช่วยได้เยอะมากๆ เลยเช่นกัน เท่าที่ได้เล่นมา การมีสองตัวนี้ กับไม่มีทำให้เล่นยากกว่าพอสมควรเลย ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามหยิบให้มีทุกเกมไว้ครับ กลุ่มตัวที่ย้ายตำแหน่งได้เร็ว (Octane,  Bangalore,   Wraith, Pathfinder, Horizon, Valkyrie)ไม่ใช่ทุกครั้งที่เมื่อดวลปืนกันแล้วเราจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ควรหาที่หลบเพื่อเติมเลือด ดังนั้นการที่ตัวละครสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองได้เร็วๆ จึงมีผลช่วยสร้างความได้เปรียบเยอะมาก ทั้งจังหวะ Hit and Run และการปะทะแบบ Hard Engage ทำให้ตัวละครทั้ง 6 ที่ผมกล่าวมา จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับแนวหน้าของทีม ที่ต้องปะทะกับศัตรูตลอดเวลา ไม่ว่าจะในฐานะตัวล่อ หรือตัวทำดาเมจหลักกลุ่มตัวที่สร้างความวุ้นวายได้ (Caustic, Fuse) ยิ่งสร้างความวุ่นวายได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างจังหวะยิงแบบฟรีๆ ให้กับทีมได้มากเท่านั้น Caustic ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมาก แต่อาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจแผนที่ของโหมดก่อนจึงจะเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วน Fuse จะเก่งมากๆ ในโหมดนี้หากซื้อสกิลไม้ตายมา เนื่องจากสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของศัตรูพร้อมกับบังสายตาได้ในเวลาเดียวกันอย่ามองข้ามระเบิดในโหมดนี้   เนื่องจาก Materials มีอย่างจำกัดในการซื้อปืนดีๆ มาใช้ ทำให้หลายคนอาจมองข้ามการซื้อระเบิดมาขว้างเพื่อสร้างความได้เปรียบเวลาปะทะ ซึ่งจริงๆ แล้วการซื้อปืนดีๆ หนึ่งกระบอก และไปรอเก็บอีกกระบอกจาก Air Drop เอา โดยเอาเงินที่เหลือไปซื้อยา กับระเบิด จะช่วยสร้างความได้เปรียบได้มากกว่าในจังหวะปะทะครับ ดังนั้นถ้าหาก Materials ผมอยากแนะนำให้ซื้อระเบิดติดตัวไว้ด้วย โดยเฉพาะกงจักรไฟฟ้า กับระเบิดไฟสุดท้ายยังไงโหมด Arena ก็เป็นโหมดที่เน้นปะทะ ไม่เน้นฟาร์มสุดท้ายจริงๆ แล้วสิ่งที่กำหนดว่าทีมไหนจะชนะก็คือฝีมือการยิงปืนของเพื่อนๆ เอง แม้ว่าตัวละครกับระเบิด จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นจริง แต่มันก็ยังไม่เพียงจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายหมด หากยิงไม่โดนเลยครับ ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ทำให้เพื่อนๆ ชนะมากขึ้นสักเล็กน้อยผมก็ดีใจมากๆ แล้ว!
22 Apr 2021
รีวิวเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... เกม Action เนื้อเรื่องสุดดาร์ก แต่กลับงดงามและตราตรึง
จากความสำเร็จของ NieR:Automata เกมแนว Action Hack and Slash สุดมันส์จนทำให้แฟนเกมต่างพากันหลงรัก และนับตั้งแต่ปี 2017 เกมนี้ก็ทำยอดขายไปได้มากกว่า 5.5 ล้านชุด ทำให้เกมเมอร์หน้าใหม่ๆ ได้รู้จักเกมจากซีรีส์ NieR กันมากขึ้น รวมถึงคุณ Yoko Taro ผู้ให้กำเนิดเกมซีรีส์นี้ด้วย โดยเสน่ห์ของเกมซีรีส์ NieR ที่นอกจากเกมเพลย์บู๊แหลกสุดเร้าใจแล้วนั้น เนื้อเรื่องของตัวเกมก็ค่อนข้างที่จะน่าสนใจ และถูกเล่าขานถึงความยอดเยี่ยมกันมาปากต่อปาก แต่ถึงอย่างนั้นเกม NieR ภาคแรกในเวอรชันปี 2010 ถ้าจะให้กลับไปเล่นในตอนนี้มันก็อาจจะดูเก่าเกินไป และค่อนข้างหาเกมนี้เล่นยากแล้ว !! เนื่องจากตัวเกม NieR ภาคแรกนั้นวางจำหน่ายในปี 2010 บนเครื่อง PlayStation 3 นุ่นเลย ซึ่งทางผู้พัฒนาอย่าง Sqaure Enix เองก็คงจะรู้ในจุดนี้ พวกเขาเลยทำการ Remake เกม NieR เวอรชันแรกในสมัยปี 2010 อีกครั้ง มาลงให้กับเครื่อง PC, PS4, PS5, Xbox One และ Xbox Seroes X/S เพื่อให้แฟนเกมทุกท่านได้สัมผัสถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของเกมซีรีส์ NieR ให้ท่านได้เข้าใจถึงความเป็นมา และสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนโลกจะล่มสลายในภาค Automata นั่นเอง ซึ่งเกมที่ว่าก็คือ NieR Replicant ver.1.22474487139...  ซึ่งพวกเรา GameFever TH ได้เข้าไปลองเล่นเกมนี้มาเรียบร้อยและจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกัน ว่าเกมนี้มีจุดเด่น และจุดด้อยอะไร ควรค่าแก่การซื้อหรือไม่ ? เรามาชมกันเลยครับเกร็ดน่ารู้ - จริงๆ แล้ว NieR เวอรชัน 2010 ที่เป็นเกมภาคแรกของซีรีส์ ทางผู้พัฒนาได้ผลิตเกมออกมา 2 เวอร์ชัน นั่นคือ NieR Replicant และ NieRGestalt โดยทั้งสองเวอร์ชันนี้จะมีเนื้อเรื่องที่เหมือนกัน เพียงแต่ภาค Replicant นั้นวางขายเฉพาะญี่ปุ่น ที่ตัวเอกจะเป็นหนุ่มวัยรุ่น ส่วนภาค Gestalt จะขายในประเทศอื่นๆ แต่ตัวเอกจะเป็นชายวัยกลางคนแทน ซึ่งในเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... เวอร์ชัน 2021 คือการนำเกม NieR: Replicant มา Remake เท่านั้นกราฟิก / การนำเสนอในด้านของกราฟิกของเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... นั้นได้ทำการยกกราฟิกใหม่ทั้งหมด ให้ภาพของเกมและโมเดลของตัวละครนั้นดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม รายละเอียด Effect ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าให้เดากราฟิกของเกมภาคนี้น่าจะเป็นตัวเดียวกันกับเกม NieR:Automata นั่นแหละ นอกจากนี้โทนสีของเกมเวอรชัน 2021 ยังมีการเปลี่ยนแปลงให้ดูเทาๆ น้ำเงินๆ ซึ่งเหมาะมากกับธีมและกลิ่นอายของเกมที่ดูหม่นๆ อีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นถ้าให้เปรียบเทียบกับเกมในสมัยนี้ หรือแม้กระทั่งเกม NieR:Automata ที่ออกมาก่อน ตัวเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... ก็ยังมีกราฟิกที่ด้อยกว่าชัดจน คาดว่าทางผู้พัฒนาคงไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงให้มันต่างไปเกมเมื่อปี 2010 เยอะขนาดนั้น แต่เนื่องจากกราฟิกที่ไมไ่ด้สูง ทำให้ผู้เขียนสามารถเล่นเกมนี้บนเครื่อง PS4 Pro ได้แบบ 1080p 60FPS ได้อย่างเฟรมเรทไม่ตกเพลงประกอบสุดยอดเยี่ยมและอีกหนึ่งอย่างที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเวอรชันแรกก็คงจะเป็นเรื่องดนตรีประกอบของเกม ที่ต้องยอมรับเลยว่ามันค่อนข้างไพเราะและเข้ากับบรรยากาศในโลกของ NieR เป็นอย่างมาก อย่างเช่นในบางฉากของเกมที่ดำเนินเรื่องในอารมณ์ที่เศร้าโศก ตัวดนตรีประกอบมันก็มาช่วยชูเรื่องราวของเกมให้ยิ่งเศร้ามากขึ้นไปอีก ปกติแล้วตัวผู้เขียนเองเป็นคนที่ไม่ค่อยที่จะชอบฟังดนตรีประกอบเสียเท่าไร (บางเกมเลือกที่จะปิดเลย) แต่ต้องยอมรับว่า NieR Replicant ver.1.22474487139... เป็นเกมที่ผู้เขียนต้องหยุดฟังเพลงประกอบทุกครั้ง นอกจากนี้ถึงแม้เพลงประกอบจะยังใช้เพลงเดิมจากเวอร์ชันปี 2010 แต่ทางผู้พัฒนาก็ได้เอาไปเรียบเรียงใหม่ให้มันชัด กังวาล และทันสมัยมากขึ้นด้วยเนื้อเรื่องเรื่องราวของเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... เองก็จะเหมือนกับเกมเวอร์ชันต้นฉบับอย่างเดิมไม่มีผิดเพี๊ยนแต่อย่างใด จริงๆ ก็ขอบอกก่อนเลยว่า เนื้อเรื่องของเกมนี้ทางผู้เขียนอาจจะไม่สามารถอธิบายอะไรให้ท่านผู้อ่านได้มากนัก เพราะมันจะส่งผลต่อเนื้อเรื่องโดยรวม และจะสปอยส์ทุกท่านได้ ถึงแม้จะเป็นช่วงต้นของเกมก็เถอะ ซึ่งตัวผมเองสามารถพูดได้แค่ว่า เรื่องราวของเกมนี้จะเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอกอย่าง NieR (หรือเราสามารถตั้งชื่อเองได้) ที่เขานั้นจะต้องหาวิธีช่วยเหลือน้องสาวของตนจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคประหลาด และชะตากรรมของเขาจะต้องเข้าไปพบเจอกับเรื่องที่เขาคาดไม่ถึง และได้พบเจอกับเพื่อนร่วมทางมากมายที่แต่ละคนนั้นจะมีเรื่องราวภูมิหลังอันน่าเศร้าเป็นของตัวเองโดยอารมณ์ของเกมโดยรวมจะให้ความรู้สึกถึงความหม่นๆ เครียดๆ บรรยากาศชวนเศร้าโศก แต่ตัวเนื้อเรื่องก็ยังคงกลิ่นอายของเกมญี่ปุ่นที่มีการนำเสนอเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่าง NieR และ เพื่อนร่วมทาง มีการเกื้อหนุนกัน ถึงแม้ว่าชีวิตมันจะแย่ขนาดไหน !! แต่ก็ยังมีแสงแห่งความหวังอยู่เสมอ โดยเนื้อเรื่องของ NieR Replicant ver.1.22474487139... จะใช้เวลาเล่นอยู่ราวๆ 15 ชั่วโมงเกมเพลย์ในด้านของเกมเพลย์ ต้องบอกเลยว่าตัวเกมเวอร์ชันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยู่พอสมควร สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือสปีดในการต่อสู้ที่จะรวดเร็วขึ้นไม่เหมือนกับเกมสมัย PS3 ที่เวลาตีมันจะมีความหน่วยๆ สโลว์ๆ นิดหน่อย ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดของเครื่องในสมัยนั้นที่ไม่สามารถรีดประสิทธิภาพของเกมนี้ออกมาได้ รวมถึงตัวเกมเวอรชันใหม่นี้ยังรองรับ 60FPS มันก็ยิ่งทำให้เกมลื่นไหลมากขึ้นไปอีกแต่เอกลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของเกม NieR Replicant เลยก็คือระบบการใช้พลังจากกรีมัวร์ ที่จะมีความสามารถให้ใช้หลากหลายมาก เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นสกิล Dark Blast ซึ่งจะเป็นสกิลยิงลูกพลังงานใส่ศัตรู เหมาะสำหรับโจมตีศัตรูในระยะไกล หรือจะเป็นสกิลอย่าง Dark Whirlwind ที่จะสร้างดาบหมุนรอบตัวเรา เอาไว้ทำดาเมจใส่พวกศัตรูเป็นวงกว้างเวลาเราโดนรุมเป็นต้น นอกจากนี้ทั้งอาวุธและสกิลของเรายังสามารถใส่ของและอัพเกรดเพื่อเพิ่มความสามารถให้มันได้และจุดเด่นอีกอย่างของเกมก็คือ Boss แต่ละตัวค่อนข้างที่เอกลักษณ์เฉพาะมากๆ โดยแต่ละตัวจะมีความสามารถและมีรูปแบบในการโจมตีที่แตกต่างกันไป โดยเราจะต้องเรียนรู้และเลือกสกิลและอาวุธมาใช้ต่อกรกับศัตรูเหล่านั้นให้อย่างเหมาะสม บางตัวอาจจะต้องใช้สกิลโจมตีไกล หรือบางตัวไปฟันซึ่งๆ หน้าเลยจะดีกว่า รวมถึงถ้าหากเราต่อสู้กับศัตรูในจุดหนึ่ง เราจะสามารถโจมตีจุดอ่อนของศัตรูเพื่อทำดาเมจที่รุนแรงได้แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนด้วยว่าเกมเพลย์โดยรวมของ NieR Replicant ver.1.22474487139... มันก็ยังยึดโครงสร้างมาจากเกมเวอร์ชันปี 2010 ซึ่งมันอาจจะมีความโบราณอยู่พอสมควร ถ้าใครคิดว่าเกมนี้มันจะคอมโบมันๆ เหมือนเกม Hack and Slash ยุคใหม่ก็อาจจะต้องคิดใหม่เสีย !!ความรู้สึกต้องขอบอกก่อนว่าตัวผู้เขียนนั้นไม่ใช่แฟนซีรีส์ NieR แต่อย่างใด และก็ไม่ได้รู้เนื้อเรื่องของเกมเลย !! หลังจากที่ได้เล่นเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... ไปจนจบ เนื้อเรื่องของเกมนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 Part (แต่ขอไม่เล่าว่าเกี่ยวกับอะไร) ซึ่งต้องยอมรับเลยครับว่าในช่วงครึ่งแรกของเกมนั้น ตัวเกมค่อนข้างน่าเบื่อพอสมควรเลยในด้านทั้งเนื้อเรื่องและก็เกมเพลย์ อาจจะเป็นไปได้ว่าในด้านเนื้อเรื่องช่วงต้น ตัวเกมจะพยายามให้เรานั้นค่อยๆ รู้จักตัวละครแต่ละตัวไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ให้เราได้ไปพบเจอกับเหล่าพวกพ้องในภารกิจต่างๆ ส่วนในด้านของเกมเพลย์เอง แรกๆ ความสามารถของตัวละครเราก็อาจจะยังมีไม่เยอะ เลยทำให้ความหลากหลายในการเล่นค่อนข้างน้อยแต่พอเราดำเนินเนื้อเรื่องมาถึงช่วง Part หลังของเกม (7-8 ชั่วโมงเป็นต้นไป) ตัวเนื้อเรื่องจะมีความเข้มข้นมากขึ้นถึงขนาดที่คุณไม่สามารถหยุดเล่นได้ เพราะอยากรู้ว่าเรื่องราวจะจบอย่างไร !! นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอเรื่องราวเบื้องลึกของบางตัวละคร หรือเราจะต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวโศกนาฏกรรมต่างๆ ด้วย และเราจะได้เจอกับเรื่องราวที่คาดไม่ถึงในช่วงท้ายของเกมจนต้องยอมรับเลยว่า NieR Replicant ver.1.22474487139... ค่อนข้างเล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว จากอาการเบื่อๆ ในช่วงต้น กลับกลายเป็นความรู้สึกสุดยอด รู้สึกถึงความ Epic ของเรื่องราว และทำให้อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของโลกในเกมมากขึ้นส่วนในด้านเกมเพลย์ก็เหมือนกัน ในช่วงครึ่งหลังของเกม เราจะสามารถปลดล็อคสกิลความสามารถได้ครบแล้ว รวมถึงเราจะมีอาวุธใหม่ๆ มาให้ใช้ด้วย ซึ่งมันทำให้ความน่าเบื่อในช่วงแรกหายไปหมด จากตอนแรกที่รู้สึกว่าเกมมันค่อนข้างโบราณ มีคอมโบสกิลเดิมๆ พอได้เล่นช่วงครึ่งหลังความรู้สึกเหล่านั้นได้หายไปหมดสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นการที่ผู้เขียนบอกไปข้างต้นว่าระบบการต่อสู้มันโบราณ มันก็ยังเป็นเช่นนั้น แต่พอในครึ่งหลังมันดีขึ้นแค่นั้นเองสรุปสรุปโดยรวมแล้ว NieR Replicant ver.1.22474487139... เป็นเกม Action Hack and Slash ที่มีจุดเด่นในเรื่องของเนื้อเรื่องที่ดีงามมากๆ ส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างทำได้ดีกว่าภาค Automata เสียอีก และเกมอื่นๆ แนวเดียวกันที่ออกมาในช่วง 2-3 ปีมานี้เลยทีเดียว แต่ในด้านเกมเพลย์ก็ต้องยอมรับว่ามันก็อาจจะด้อยกว่าเกมอื่นๆ ในแนวเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าโครงสร้างของเกมเพลย์มันก็ไม่ได้ดีมาตั้งแต่สมัยเครื่อง PS3 แล้ว คนที่ซื้อเกมนี้มาเพื่อเกมเพลย์ล้วนๆ ก็อาจจะต้องผิดหวังหน่อยๆ (โดยรวมไม่ได้แย่นะ) แต่ใครที่ซื้อเกมนี้มาเพื่อเสพเนื้อเรื่อง และบรรยากาศ ต้องบอกเลยว่า NieR Replicant ver.1.22474487139... จะมอบประสบการณ์นี้ให้คุณอย่างเต็มที่ และหาไม่ได้จากเกมซีรีส์ไหนอีกด้วย 
21 Apr 2021
รีวิว Outriders : เมื่อความหวังสุดท้ายของมนุษย์ คือดาวมรณะที่มีแต่การฆ่าฟัน
วางจำหน่ายมาได้หลายวันแล้วสำหรับเกม Looter Shooter ใหม่จากทาง People Can Fly และ Square Enix ที่เรื่องราวถูกเซ็ตให้อยู่ในดวงดาวที่ห่างไกลออกไปในจักรวาล ผู้เล่นรับบทเป็นทหารผู้มีพลังพิเศษ ออกสำรวจดวงดาวดังกล่าวด้วยความหวังที่มันจะได้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ของมนุษย์ตัวเกมใช้มุมมองแบบ TPS สามารถเล่นแบบ Co-Op ได้ ตัวผมเองมีโอกาสได้เล่นเกมนี้ไปหลายสิบชั่วโมงแล้วตลอด อาทิตย์ที่ผ่านมา และอยากมาแชร์ประสบการณ์ทั้งดี และร้ายซึ่งได้รับจากเกม Outriders ให้เพื่อนๆ ชาว GameFever TH ได้อ่านกัน ถ้าหากพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลยโลกได้ตายไปแล้วเรื่องราวของ Outridders เริ่มต้นในวันที่โลกได้พังทลายลง โดยฝีมือของมนุษย์เอง เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ไม่ให้หายไป จึงจำเป็นต้องละทิ้งดาวบ้านเกิดออกเดินทางสู่อวกาศเพื่อตามหาบ้านหลังใหม่ 83 ปีผ่านไป มนุษย์ได้พบกับความหวังสุกท้าย  'Enoch' คือชื่อของดาวดวงนั้น ทีมสำรวจแรกได้ถูกส่งลงไปยังดาวดวงนี้ การสำรวจเป็นไปด้วยดีในช่วงแรก ความฝันที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตบนแรงดึงดูดของมนุษย์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนที่ทีมสำรวจหนึ่งจะได้พบกับพายุสายฟ้าปริศนาที่ทำให้ร่างกายของคนที่โดนสูญสลายไปในอากาศอย่างน่าใจหาย ทีมสำรวจดังกล่าวพยายามกลับไปรายงานที่จุดลงจอดแรก เพื่อยับยั้งโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างมันสายไป สิ่งที่มนุษยชาติทำได้ คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของดาวมรณะแห่งนี้แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่โดนสายฟ้าดังกล่าวจะตายอย่างโหดร้าย แต่ก็มีคนที่ได้รับพลังเหนือมนุษย์มาจากสายฟ้าดังกล่าวด้วยเหมือนกัน คนเหล่านี้เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย และถูกเรียกว่า 'Altered' ซึ่งนั้นคือบทบาทของเราในเกมนี้ครับกราฟิกที่อาจไม่ได้สวยเท่าเกม PS5 อื่นๆผมมีโอกาสได้เล่นเกมนี้ด้วยกราฟิกระดับ High ผ่านเครื่อง PC ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าเอาแค่เรื่องความสวยของแสง ความละเอียดของพื้นผิว เอฟเฟคระเบิด และอื่นๆ เกมนี้ถือว่ายังสวยน้อยกว่าเกมที่ลงให้ PS5 อยู่นิดหน่อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกมนี้เริ่มพัฒนาครั้งแรกตั้งแต่ 6 ปีก่อนเลยทำให้ได้ภาพไม่สวยเท่าเกมในยุคหลังๆ ครับที่นี่มาพูดถึงโลกของเกมบ้าง ต้องบอกก่อนเลยว่าเกมนี้ไม่ได้เป็นแบบ Open World ตัวเกมใช้แผนที่แบบ Sandbox ที่จำกัดขอบเขตการสำรวจให้มีขนาดเล็ก และเอามันมาต่อกันให้เป็นฉากหนึ่งฉาก จุดที่น่ารำคาญก็คือ การเดินทางระหว่างแผนที่เล็กๆ นี้จำเป็นต้องโหลดทุกครั้ง กระทั่งเส้นทางถูกปิดด้วยต้นไม้ที่ล้มอยู่ ก็ยังใช้การโหลดข้ามฉาก โดยฉาย Cutscene ที่ตัวละครเรายกต้นไม่ขึ้นลงแทน  (มีการใช้ Fade Out และ Fade In) ทั้งที่ใช้มุมกล้องในเกมในการเล่าเรื่องตรงจุดนี้ก็ได้ครับเหตุผลที่ผู้พัฒนาจำเป็นต้องทำแบบนี้ เป็นเพราะตัวเกมไม่มี Dedicated Server เนื่องจากปัญหาเงินทุน แต่ด้วยความที่เกมนี้มีระบบ Co-Op ผู้พัฒนาจึงจำเป็นต้องหาวิธีที่จะทำให้ผู้เล่นสามารถสนุกไปด้วยกันได้ต่อให้ไม่มี Dedicated Server ครับ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามการตัดสินใจของผู้เล่นหนึ่งในจุดที่ผมประทับใจมากสำหรับเกมนี้ คือการที่โลกของเกม จะเปลี่ยนแปลงไปตามเควสที่ทำ หรือเนื้อเรื่องด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เควสให้ผมไปกำจัดกลุ่มโจรเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งในเขตแรกของเกม ซึ่งตอนแรกบริเวณรอบๆ จะมีพวกกลุ่มเสื้อแดงเดินกร่างทำร้าย NPC อื่นไปทั่ว แต่พอผ่านเควสดังกล่าวแล้ว พอกลับไปที่เขตดังกล่าวอีกครั้ง ก็พบกับ NPC กลุ่มอื่นที่กำลังจับพวกกลุ่มเสื้อแดงมาลงโทษอยู่ และไม่เห็นกลุ่มโจรดังกล่าวเดินกร่างไปทั่วในเขตนี้อีกเลยอีกหนึ่งเควสที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นกันมีชื่อว่า 'Bad Day' ที่ให้เราไปบุกไปยังรังโจรลักพาตัวแห่งหนึ่งที่ไปฆ่า NPC คุณลุงคนหนึ่งที่เรากำลังคุยด้วยอยู่ เมื่อไปถึงจะได้พบกับลูกสาว หรือหลานสาวของลุงคนนั้น เมื่อช่วยเธอออกมาได้ เธอจะกลายเป็นแม่ค้าขายอาวุธคุณภาพสูงให้กับเราภายในเขต Rift Town ส่งผลให้การทำเควสรองดูน่าสนใจขึ้นเป็นอย่างมากในเกมนี้ และหลายๆ เควสก็แต่งเนื้อเรื่องมาได้ดี ไม่แพ้เนื้อเรื่องหลักของเกมเลยก่อนทำเควสหลังทำเควสจังหวะต่อสู้ดุดัน เร็ว และมัน   ถ้าหากบอกว่า Outriders คือเกมที่มีจังหวะต่อสู้สนุกเป็นอันต้นๆ ในเกม Looter Shooter ด้วยกัน อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อยด้วย 5 ปัจจัยด้วยกัน, ใช้มุมมอง TPS ทำให้มองเห็นรอบข้างได้ง่ายมีความเร็วในการต่อสู้สูงมากศัตรูที่มักจะมาในปริมาณเยอะมาก การที่ตัวละครเรามีพลังพิเศษต่างๆ มีกระสุนให้ใช้แบบเหลือเฟือกล่าวคือทุกๆ การต่อสู้ เราจะต้องเล่นแบบ 1 Vs 20 โดยที่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องกระสุนหมดมากนัก ทำให้โจมตีอีกฝ่ายได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ใช้ความสามารถพิเศษอย่างการวาป หยุดเวลา เอาหินมาทำเป็นเกราะ ใช้ไฟโจมตีเพื่อดังความสนใจ หรือตั้งป้อมปืนขึ้นมายิง เพื่อสร้างความได้เปรียบ และมองหาที่กำบังสำหรับหลบกระสุนจำนวนมากที่ลอยมาไปพร้อมๆ กัน World Tier ถือเป็นอีกหนึ่งระบบที่ช่วยเสริมความสนุกให้กับการต่อสู้ของเกม โดยระบบนี้จะเพิ่มความยากของศัตรูที่เราพบมากขึ้นตามระดับที่ตั้งไว้ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งยากเท่าไหร่ก็ยิ่งดรอปของที่ดีมากขึ้นเท่านั้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้จำเป็นต้องตื่นตัวมองหาวิธีเอาตัวรอดอย่างใจเย็นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ส่งผลให้การต่อสู้ที่ระทึกมากๆ อยู่แล้ว ระทึกมากขึ้นไปอีก ถือว่า People Can Fly ทำส่วนนี้ออกมาได้ดีจริงๆFPS ที่นิ่งจนน่าตกใจ (กราฟิกระดับ High บน PC)ย้อนกลับไปประมาณวันที่ 2 เมษายน 2021 มีรายงานมากมายกล่าวถึงปัญหา FPS ตกอย่างไม่ทราบสาเหตุบน PC ซึ่งตัวผมเองกลับไม่เคยเจอปัญหานี้เกิดขึ้นกับตัวเองเลย ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าผู้เล่นหลายคนไม่ได้ทำการอัปเดต Driver การ์ดจอ จนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว ตัวผมเองพบว่าเกมนี้ถือว่าทำ FPS ได้นิ่งมากๆ ยิ่งเป็นเกมที่จังหวะต่อสู้เร็วมากๆ บวกกับเอฟเฟคระดับระเบิดภูเขา เผากระท่อมด้วยแล้ว ถือว่าน่าแปลกใจมากๆ จริงครับไม่แน่ใจเหมือนกันว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่เกมจำเป็นต้องโหลดเวลาเข้าฉากตลอดเวลา จนทำให้ลดภาระของ Hardware ลงไปได้ด้วยรึเปล่าที่ทำให้ FPS ของเกมนิ่งมากๆ แม้จะเล่นบนเครื่อง PC ที่ไม่แรงมากครับ และการมี FPS ที่นิ่งๆ อย่างไม่ต้องสงสัยทำให้ประสบการณ์ของเราที่ได้ดีขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย ต้องยอมรับว่าผู้พัฒนาทำออกมาได้ดีจริงๆ ในส่วนนี้ครับระบบสกิลที่สมกับคำว่า RPGอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าตัวละครของเราในเกมนี้จะสามารถใช้พลังพิเศษได้ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 คลาสคือDevastator ที่ควบคุมหินPyromancer ที่ใช้ไฟTrickster: ที่ควบคุมเวลาTechnomancer ที่เสริมความสามารถให้กับอุปกรณ์ที่นี่แต่ละคลาสจะมีสายสกิลให้อัพแบ่งออกเป็นอีกคลาสละ 3 สาย ยกตัวอย่างเช่น Trickster จะแบ่งออกเป็นAssassin ที่เน้นเสริมความสามารถให้กับอาวุธระยะใกล้Harbinger ที่เสริมความสามารถในการเอาตัวรอดReaver ที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับสกิลกดใช้ของคลาสส่งผลให้รูปแบบการเล่นของแต่ละคลาสในเกมนี้จะหลากหลายมาก ผู้เล่นสามารถเลือกคลาสที่ชอบ และอัพสกิลให้เหมาะสมกับสไตล์การเล่นตัวเองได้เลยคอนเทนต์โดยรวม 50 - 70 ชั่วโมง แต่ End Game ยังน่าเบื่อไปหน่อยถ้าเอาแค่เนื้อเรื่องจบคิดว่าคงประมาณ 20 ชั่ว ถ้าหากทำเควสรองทั้งหมดด้วยก็คง 50 - 70 ชั่วโมง ซึ่งเอาจริงๆ ดูไม่ใช่ตัวเลขที่แน่เท่าไหร่ แต่ส่วนตัวสำหรับผมเกมนี้ยังทำคอนเทนต์ End Game ได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ หลังจากที่เล่นเกมนี้จนจบเนื้อเรื่องแล้ว ผู้เล่นจะถูกแนะนำให้รู้จักระบบ Expeditions ที่มีด่านมาให้เราเลือกเล่นมากมาย แต่ทุกด่านจะมาในแพทเทิร์นเดียวกัน คือฝ่าฝูงศัตรูจำนวนมากเพื่อไปปราบบอส รับของรางวัลมาอัพเกรดตัวละครให้เก่งขึ้น นี้คือทั้งหมดของ End Game กล่าวถือเป็นรูปแบบฟาร์มมาราธอนนั่นเองส่วนตัวผมคิดว่าขาดคอนเทนต์ความท้าทายสูงๆ แบบ Raid ของ Destiny หรือดันเจี้ยนที่ยากมากๆ จนต้องอาศัยความร่วมมือของคนในปาร์ตีเพื่อผ่านให้ได้ ถ้าหากว่า Outriders มีคอนเทนต์แบบนี้อยู่ด้วย คิดว่าจะควรค่าให้เล่นต่อมากปัจจุบันครับOutriders ถือเป็นเกมที่ดี ตลอดเวลาหลายสิบชั่วโมงที่ได้เล่นเกมนี้ ตัวผมเองก็สนุกไปกับมันพอสมควร แต่ตัวเกมยังมีอีกหลายจุดที่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ ผู้พัฒนาเคยกล่าวว่าจะปรับปรุงเกมนี้ให้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความคิดเห็นของผู้เล่น รวมถึงจะมีการเพิ่มคอนเทนต์เข้ามาให้ทำมากกว่าในอนาคตด้วย แม้ตอนนี้ Outriders ยังไม่ใช้เกมยอดเยี่ยมที่ควรหามาเล่นสักครั้ง แต่ไม่แน่ว่าหลังจากอัพแพจตช์อีก 3 - 5 ครั้ง เกมนี้อาจจะกลายเป็นผลงานโบลแดงที่ควรหามาเล่นสักครั้งเลยก็เป็นได้ครับ ยังไงทั้งหมดนี้ก็เป็นความคิดเห็นของผมเท่านั้น เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงสามารถพูดคุยกันได้ครับ
08 Apr 2021
[Review] รีวิวเกม Monster Hunter: Rise ‘ตำนานนินจา ขี่หมาไปล่าแย้’
แม้จะเป็นซีรีส์เกมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยคอนโซล PlayStation 2 แต่เกมซีรีส์ล่าแย้ในตำนานอย่าง Monster Hunter ก็ยังถือว่าเป็นเกมที่เข้าถึงกลุ่มผู้เล่นได้ไม่กว้างขวางนัก ด้วยระบบเกมเพลย์อันท้าทายและซับซ้อน แถมเกมภาคหลังๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังมักจะเน้นวางจำหน่ายบนคอนโซลพกพาอย่าง PSP หรือ Nintendo 3DS มากกว่าคอนโซลสายหลักๆ ด้วย แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของ Monster Hunter: World บนเครื่อง PlayStation และ Xbox (และ PC) ที่สามารถปรับปรุงระบบเกมเพลย์สูตรสำเร็จของซีรีส์ให้กลมกล่อมย่อยง่าย จนสามารถผลักดันเกมซีรีส์ Monster Hunter เข้าสู่อ้อมใจของเกมเมอร์กระแสหลักทั่วไปได้ในระดับที่เหนือความคาดหมายของหลายๆ คน ด้วยประการทั้งหมดที่ว่าไป แน่นอนว่าเกมเมอร์ส่วนใหญ่ย่อมต้องคาดหวังกับภาคใหม่อย่าง Monster Hunter: Rise ไม่ต่างกัน แต่ในขณะที่เกมเมอร์นักล่าแย้รุ่นเก๋าๆ อาจจะรู้สึกดีใจที่ได้เห็นเกมซีรีส์ยอดรักของพวกเขาหวนคืนสู่คอนโซลพกพาอันเป็นภาพจำหลักของซีรีส์ นักล่าแย้รุ่นใหม่ๆ หลายคนก็อดกังวลไม่ได้ว่าการวางจำหน่ายบนเครื่อง Nintendo Switch ที่มีพลังน้อยกว่า จะเป็นการก้าวถอยหลังของซีรีส์หรือไม่หลังจากที่ได้ทดลองเล่นเกมมามากกว่า 50 ชั่วโมงนับตั้งแต่ที่วางจำหน่าย แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมภาค Rise อาจจะเป็นเกมที่ “เล็ก” กว่า World อย่างช่วยไม่ได้เพื่อรองรับคอนโซล Switch แต่ผู้เขียนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า Monster Hunter: Rise ก็ยังคงเป็นการพัฒนาก้าวใหญ่ของซีรีส์ล่าแย้ยอดฮิต ที่น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้เล่นเก่าและใหม่ของซีรีส์ได้ไม่ต่างกัน ด้วยการผสมผสานจุดปรับปรุงเกมเพลย์ของภาค World เข้ากับแนวทางแบบคลาสสิคของเกม Monster Hunter ภาคที่ผ่านๆ มา แถมยังเพิ่มระบบเกมเพลย์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไปอีกมากมาย จนทำให้เกมภาค Rise ถือเป็นและเป็นเกมที่ไม่ควรพลาดสำหรับคอเกมแอคชั่นที่มีเครื่อง Nintendo Switch ทุกคนด้วยประการทั้งปวง และเป็นการคืนสู่ภาพจำอันคลาสสิคของซีรีส์ในฐานะเกมพกพาอีกด้วยเนื้อเรื่องเนื้อเรื่องของเกม Monster Hunter: Rise จะให้ผู้เล่นรับบทเป็นนักล่าแย้หน้าใหม่ไฟแรง ที่จะต้องออกต่อสู้กับเหล่ามอนส์เตอร์อันหน้าเกรงขามชนิดต่างๆ เพื่อปกป่องบ้านเกิด Kamura Village จากการรุกรานของพวกมัน อันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์ปริศนาที่เรียกว่า ‘The Rampage’ และสืบหาเบื้องหลังของปรากฏการณ์นั้นเพื่อยับยั้งมันให้ได้ในที่สุดเช่นเดียวกับในเกม Monster Hunter ทุกภาคที่ผ่านมา เนื้อเรื่องของเกมไม่ได้เป็นจุดสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมของเกมเท่าไหร่นัก และเหมือนจะทำหน้าที่เป็นเพียง “แรงขับ” ให้ผู้เล่นพอมีเหตุผลในการออกไปล่าเหล่าแย้น้อยใหญ่ทั้งหลายซะมากกว่า แม้ว่าเกมภาค Rise จะพยายามประดิษฐ์ประดอยร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆ ให้เชื่อมโยงกันเป็นเส้นเรื่องเดียว แถมยังเพิ่มอรรถรสด้วยการใส่เสียงพากย์และตัวละครเด่นๆ เข้าไปมากมายก็ตามทีที่สำคัญ ผู้พัฒนาเองก็น่าจะเข้าใจว่าเนื้อเรื่องคงไม่ใช่จุดขายสำคัญของเกม Monster Hunter อยู่แล้ว ทำให้เนื้อเรื่องของเกมภาค Rise ค่อนข้างสั้นมากๆ (เล่นจบได้ในเวลาไม่ถึง 15 ชั่วโมง) และมีความเชื่อมโยงกับเกมเพลย์น้อยกว่าในภาค World อย่างชัดเจน ซึ่งก็อาจจะถือได้ว่าเป็นข้อเสียหนึ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการติดตามเนื้อเรื่องกราฟิก/การนำเสนอหากมองดูผิวเผิน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกม Monster Hunter: Rise มีความละเอียดในด้านกราฟิกน้อยกว่าเกมภาค World อย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเกมในเครื่อง Nintendo Switch อยู่แล้ว (ยิ่งเล่นโหมดพกพายิ่งเห็นชัด) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกมจะภาพไม่สวยไปเลย เพราะก็ยังคงใช้เอนจิ้นกราฟิกตัวเดียวกับ Monster Hunter: World ซึ่งแสดงผลอนิเมชั่นต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการต่อสู้ของตัวละครผู้เล่นและ NPC ต่างๆ ไปจนถึงเหล่าแย้หลากหลายชนิดที่พบได้ในเกม ยิ่งเมื่อเข้าสู่การต่อสู้อันดุเดือดและรวดเร็วยิ่งขึ้นของเกมภาคนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่สังเกติเลยด้วยซ้ำองค์ประกอบสัคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพโดยรวมของกราฟิกในเกมอีกอย่างคือเรื่องของการออกแบบศิลป์ (Art Direction) สไตล์ญี่ปุ่นของเกม ที่สามารถสร้างบรรยากาศและชีวิตชีวาให้กับสภาพแวดล้อมในเกมได้อย่างมหาศาลไม่ว่าจะอยู่ในหมู่บ้าน Kamura Village หรือในด่านการล่าแย้อันหลากหลายตั้งแต่ป่าทึบ น้ำตก ทะเลทราย หรือภูเขาไฟก็ตามที และแม้ว่าฉากนอกหมู่บ้านต่างๆ จะมีขนาดเล็กกว่าในภาค World พอสมควร แต่ด้วยระยะการมองเห็น (Draw Distance) อันกว้างใหญ่ของเกม ส่งผลให้ผู้เขียนไม่รู้สึกถึงความเล็กที่ว่านั้นเท่าไหร่นัก การออกแบบศิลป์อันยอดเยี่ยมยังส่งผลถึงเหล่าอาวุธชุดเกราะในเกมด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นจุดดึงดูดใหญ่ๆ ข้อหนึ่งของเกม Monster Hunter อยู่แล้ว และเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นอยากจะออกไปล่าแย้เพื่อนำวัตถุดิบกลับมาสร้างของสวมใส่เท่ๆ เหล่านี้ในฝั่งของ Performance นั้น Monster Hunter: Rise ถือเป็นเกมที่แสดงผลได้อย่างลื่นไหลมากๆ แม้ว่าเฟรมเรตของเกมจะถูกจำกัดเอาไว้ที่เพียง 30 FPS เท่านั้น แต่ก็เป็น 30 FPS ที่เสถียรแทบจะตลอดเวลา กระทั่งในจังหวะการเล่น Multiplayer ที่มีผู้เล่น 4 วิ่งไปมาพร้อมกัน แถมเกมยังมีหน้าจอการโหลดน้อยมากๆ และต่อให้โหลดก็ยังใช้เวลาไม่เกิน 5-10 วินาทีเท่านั้น ทำให้ประสบการณ์การเล่นโดยรวมเป็นไปอย่างลื่นไหลทันใจยิ่งกว่าในภาค World อีกเกมเพลย์ถ้ามองในภาพกว้าง วงจรเกมเพลย์ของ Monster Hunter: Rise ก็ไม่ได้แตกต่างจากสูตรสำเร็จของเกมล่าแย้ทุกภาคที่ผ่านมา ผู้เล่นจะต้องเลือกใช้อาวุธ 1 ใน 14 ชนิดในการออกไปต่อสู้กับเหล่ามอนส์เตอร์หลากหลายชนิด เพื่อเก็บวัตถุดิบที่ได้จากพวกมันมาสร้างเป็นอาวุธและชุดเกราะที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อออกไปรับมือกับแย้ที่ร้ายกาจขึ้นวนๆ กันไป โดยการต่อสู้ในภาค Rise ดูจะต่อยอดมาจากภาค World ทำให้ยังคงมีความคล่องแคล่วในแง่ของการเคลื่อนไหวมากกว่าภาคอื่นๆ แต่ในภาค Rise ได้มีการเพิ่มระบบการเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเกมเข้าไปหลายอย่างที่ทำให้การออกล่าแต่ละครั้งรู้สึกดุเดือดเร้าใจและหลากหลายยิ่งกว่าในภาค World เสียอีกองค์ประกอบใหม่ที่สำคัญที่สุดในฝั่งของเกมเพลย์ทั้งการต่อสู้และการสำรวจ คงหนีไม่พ้นเหล่าแมลง Wire Bug ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถพุ่งตัวไปมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อจังหวะจะโคนในการล่าแย้อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะทำให้ผู้เล่นมีทางเลือกในการหลบหลีกหรือหาช่องว่างในการโจมตีได้มากกว่าในภาค World ที่ผู้เล่นมักจะต้องรอให้เหล่ามอนส์เตอร์เป็นฝ่ายเปิดช่องให้ซะเอง แถมผู้เล่นยังสามารถใช้เหล่าแมลงพวกนี้ในการห้อยโหนและดึงตัวเองให้พุ่งไปในอากาศได้อย่างอิสระ ทำให้การสำรวจแผนที่ต่างๆ เพื่อหาความลับหรือเก็บทรัพยากรณ์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ยิ่งเมื่อฝึกใช้ควบคู่กับระบบการปีนป่ายกำแพงที่เพิ่มเข้ามาใหม่จนคล่องนี่แทบจะเหมือนเล่นเกมไอ้แมงมุมอยู่อย่างไงอย่างงั้น แต่ความคล่องที่เพิ่มขึ้นของผู้เล่นก็ทำให้ผู้พัฒนาสามารถปรับให้เหล่ามอนส์เตอร์มีความดุดันและว่องไวมากขึ้นกว่าภาค World ไปด้วย แถมยังมีท่าโจมตีบางท่าที่จำเป็นต้องใช้ระบบ Wire Bug ในการหลบหลีกอีกด้วย จึงไม่ต้องเป็นกลัวว่าเกมจะหมดความท้าทายไปซะเลยเหล่าแมลง Wire Bugs ยังมอบความสามารถชนิดใหม่ที่เรียกว่า Silkbind Moves เข้ามา เปรียบเสมือนท่าพิเศษที่ช่วยเสริมความสามารถด้านต่างๆ ของผู้เล่นตั้งแต่การป้องกัน หลบหลีก หรือกระทั่งใช้โจมตีมอนส์เตอร์โดยตรงก็ยังได้ โดยอาวุธทั้ง 14 ชนิดจะมี Silkbind Moves ของตัวเองที่สามารถสลับสับเปลี่ยนได้เพื่อให้เข้ากับสไตล์การเล่นของผู้เล่นแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่นอาวุธยอดนิยมอย่างดาบยาว (Long Sword) ที่สามารถใช้ท่า Soaring Kick เพื่อถีบตัวให้ลอยขึ้นไปและต่อเข้าท่าทิ้งตัวผ่ากบาลมอนส์เตอร์ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นท่า Sakura Slash เพื่อพุ่งตัวเป็นทางตรงผ่านศัตรูและสร้างความเสียหายหลายครั้งเป็นต้นผู้เล่นยังสามารถปรับเปลี่ยนท่าโจมตีในคอมโบธรรมดาของอาวุธด้วยระบบ Switch Skills ได้อีกด้วย ซึ่งอาจจะทำให้วิธีการเล่นอาวุธโดยรวมเปลี่ยนไปเลย ยกตัวอย่างเช่นอาวุธ Gunlance ที่สามารถสลับเอาท่าชาร์จกระสุน (Charged Shells) ออก เพื่อเปลี่ยนเป็นท่า Blast Dash ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถพุ่งตัวโดยใช้หอกแทนไอพ่นได้ เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มอิสระในการสร้างแนวทางการเล่นเฉพาะตัวให้กับเหล่านักล่าแต่ละคน เพราะต่อให้เล่นอาวุธแบบเดียวกัน แต่ถ้าเลือกใช้ท่า Switch Skills ไม่เหมือนกันก็อาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปเลยก็ได้เช่นกันอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาคนี้คือเหล่าน้องหมา Palamute ที่จะสามารถติดสอยห้อยตามเราไปทำภารกิจนอกหมู่บ้านได้ควบคู่ไปกับน้องเหมียว Palico ของเรา โดยจุดเด่นของเหล่า Palamute คือการที่เราสามารถขึ้นขี่พวกมันเพื่อเดินทางไปมาในแผนที่ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เสีย Stamina (ค่าความอึด) แถมมันยังช่วยเราต่อสู้กับเหล่าแย้ได้อีกด้วย ซึ่งการที่เกมเปิดให้เราสามารถพกเพื่อนเข้าไปในด่านได้พร้อมกันทีละ 2 ตัวตลอดเวลา ก็ส่งผลให้ภาค Rise มีความเป็นมิตรสำหรับคนที่เล่นคนเดียวมากขึ้น เพราะบางครั้งเหล่าเพื่อนสัตว์ของเราก็จะช่วยดึงความสนใจของศัตรูให้เรามีจังหวะได้พักหายใจอยู่บ้างทั้งนี้ ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในเกม Rise จะเป็นข้อดีไปซะหมด โดยในความเห็นของผู้เขียน Monster Hunter: Rise ได้ลดทอนความสำคัญของการสำรวจแผนที่ลงไปอย่างมาก จากการที่เกมจะบอกตำแหน่งของเหล่าแย้ทุกตัวทันทีที่เริ่มด่าน แทนที่จะให้ผู้เล่นต้องตามหารอยเท้าของมอนส์เตอร์ซะก่อนเหมือนในภาค World โดยแม้ว่าบางคนอาจจะมองเป็นข้อดีเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งหามอนส์เตอร์ โดดลงมาถึงก็ซัดกันได้เลย แต่สำหรับผู้เขียนรู้สึกว่ามันทำให้เราไม่ค่อยมีแรงจูงใจที่จะสำรวจแผนที่ขนาดนั้น ซึ่งก็ทำให้รู้สึกว่า “ผูกพันธ์” กับสถานที่หรือโลกของเกมน้อยกว่าในภาค World และอาจทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความงามของแต่ละด่านเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พัฒนาดูจะถอดระบบการเอาตัวรอดในเกมออกไปหมดเลย อย่างในภาค World เราอาจจะต้องพกยาชนิดต่างๆ เข้าไปเพื่อรับมือกับสภาพอากาศหนาวหรือร้อนในด่าน แต่ในภาคนี้เรากลับสามารถต่อสู้กัยมอนส์เตอร์ในถ้ำลาวาได้โดยไม่สะทกสะท้านอะไร ซึ่งก็ทำให้ตัวตนของแต่ละด่านรู้สึกเจือจางลงไปเหมือนกันสรุปแม้จะมีข้อจำกัดเล็กน้อยจากประสิทธิภาพที่น้อยกว่าของเครื่อง Nintendo Switch เมื่อเทียบกับภาคก่อนหน้าอย่าง World แต่ Monster Hunter: Rise ก็ทดแทนส่วนที่ขาดไปด้วยระบบเกมเพลย์หลายอย่างที่ทำให้เกมรู้สึก “เข้าถึงง่าย” สำหรับผู้เล่นใหม่มากขึ้น แถมยังมีการใส่ระบบจากภาคเก่าๆ เช่นระบบสกิลเกราะ (Armor Skill) แบบเก่าที่เปลี่ยนไปในภาค World ซึ่งก็น่าถูกใจเหล่านักล่าแย้ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ไม่แพ้กัน ใครที่มีเครื่อง Nintendo Switch อยู่แล้ว และอยากลองลิ้มรสซีรีส์เกมสุดอมตะนี้ รับรองว่า Monster Hunter: Rise จะไม่ทำให้คุณผิดหวังว่าแน่นอน
30 Mar 2021
รีวิว Open Beta Magic Legends : ท่องจักรวาลเกมการ์ดในตำนานฉบับ Action RPG
เปิดให้เล่นรอบ Open Beta บน PC แล้ววันนี้สำหรับเกม MMORPG ใหม่จากทาง Perfect Worlds อย่าง Magic Legends โดยได้แรงบันดาลมาจากการ์ดเกม Magic the Gathering ผสมผสานเกมเพลย์แบบ Diablo และ Deck Building เกมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เป็นหนึ่งในผลงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์ น่าจับตามองตัวหนึ่งของปี 2021ตัวผมเองเป็นคนที่เล่นการ์ดเกม Magic the Gathering อยู่แล้ว ทั้งยังเป็นคนที่ชอบเล่นเกมแนวเดียวกันอย่าง Diablo และ Path of Exile การที่ได้เห็นลูกผสมระหว่างสิ่งที่เราชอบ เลยอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้สัมผัสเกมนี้ ซึ่งหลังจากที่มีโอกาสได้เล่นไปหลายชั่วโมง พบว่า Magic Legends ถือเป็นผลงานที่ยังหยาบอยู่ แต่มี Potential ที่จะเป็นผลงานยอดเยี่ยมได้อยู่หากผู้พัฒนาใส่ใจกับมัน ส่วนว่าเกมนี้มีดีตรงจุดไหน และอะไรคือข้อเสียในตอนนี้ มาดูกันเลยครับ! ว่าด้วยเนื้อเรื่องด้วยความที่ Magic Legends เป็นเกม MMORPG ที่ดึงเอาตัวละครจากการ์ดเกม Magic The Gathering มาใช้ ชื่อของสถานที่ กับ NPC ส่วนใหญ่จึงนำมาจากการ์ดเกมด้วย โดยเราจะได้สร้างจอมเวทที่มีความสามารถในการเดินทางไปยังโลกต่างๆ ซึ่งในเกมเรียกว่า PlaneWalker ออกเดินทางไปยังดินแดน 5 ประกอบด้วย Tazeem แดนที่เต็มไปด้วยป่าไม้, Shiv เกาะแห่งภูเขาไฟ, Gavony ดินแดนของที่มนุษย์ต่อสู้กับมนุษย์หมาป่า, Tolaria เกาะที่ตั้งของโรงเรียนเวทมนตร์ และ Benalia ดินแดนแห่งสงคราม เนื้อเรื่องของเกมส่วนใหญ่จะกล่าวถึงเหตุผลที่เราต้องเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ และแก้ปัญหาร้อยแปดที่ชาวเมืองมักจะมีให้ ในรูปแบบของเควสต่างๆ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องของเกมส่วนใหญ่ถูกแต่งใหม่ และเล่าให้เข้าใจง่าย ดังนั้นต่อให้ไม่เคยเล่น Magic The Gathering หรือรู้จักการ์ดมาก่อนเลย เพื่อนๆ ก็น่าจะสนุกไปกับเนื้อเรื่องได้ไม่ยากครับกราฟิกสวยงามหรือไม่ ?ในเรื่องของกราฟิก ก่อนอื่นขอยอมรับว่ารายละเอียดของ Texture เรียกได้ว่าทำออกมาดีจริงๆ ถึงจะปรับกราฟิกเป็นระดับต่ำสุดก็ยังเห็นได้ชัดเลยว่า พื้นผิวมีรายละเอียดที่คมชัดมากๆ สิ่งที่แตกต่างจริงๆ ระหว่างกราฟิกระดับ Low ไปจนถึง Ultra เห็นจะเป็นเรื่องของ แสง / เงา ที่ละเอียดมากขึ้น ดังนั้นต่อให้ PC ของเพื่อนๆ ไม่ได้แรงอะไร ก็น่าจะสามารถเล่นเกมนี้ได้สบายๆ ครับด้วยความที่เกมนี้เป็นเรื่องราวของเหล่าจอมเวท การโจมตีส่วนใหญ่ของผู้เล่นก็มักจะเป็นการใช้เวทมนตร์ ซึ่งเอฟเฟคของเวทต่างๆ ที่เราใช้ ก็มีปริมาณเอฟเฟกต์กำลังดีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป กล่าวคือได้อารมณ์การได้เป็นจอมเวทจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเกะกะจนเกินไปครับโลกของเกมเป็นยังไง ?Magic Legend เป็นเกมแบบ Open World ที่ดินแดนทั้ง 5 จะมี Free Field ที่เชื่อมต่อกับทางเขาดันเจี้ยน กับเขตเมืองเข้าหากัน ซึ่งเราจะสามารถพบกับผู้เล่นคนอื่นคุยกับ NPC ,เดินสำรวจโลก, และสู้กับมอนสเตอร์ได้ในเขตเหล่านี้ ได้อารมณ์ของเกม MMORPG โดย Field ของแต่ละดินแดนจะมีขนาดใหญ่พอสมควร นอกจากนี้ตามจุดต่างๆ บางทีจะมีอีเวนต์ขนาดเล็กโผล่ขึ้นมาให้ทำ ถ้าหากเข้าร่วมก็จะได้รับไอเทม กับค่าประสบการณ์เป็นของรางวัล ให้ความรู้สึกว่าได้ออกผจญภัยไปอยู่จริงๆ น่าเสียดายที่เวลาอีเวนต์เหล่านี้เริ่มขึ้นจะไม่มีการบอกผ่านแผนที่เลย โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าหากทำให้มีประกาศขึ้นมาบนแผนที่ด้วยจะสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่กว่า เนื่องจากสามารถใส่ไอเทมแรร์ที่หาจากอีเวนต์เหล่านี้เข้าไปในเกมได้ด้วย แต่ก็ถือว่าหยิบองค์ประกอบที่ดีของเกม MMORPG ชั้นนำมาใช้งานได้เป็นอย่างดีจุดที่น่าเสียดายเห็นจะเป็นเรื่องของความหลากหลายของมอนสเตอร์ที่พบได้ในเขต Free Field ที่มีความหลากหลายน้อย และความชุกชุมที่ต่ำเกินไป จนบางครั้งการเดินทางในเขต Field ก็ดูจะน่าเบื่อไปหน่อย เพระาไม่ค่อยพบกับมอนสเตอร์แปลกๆ ให้ตีเล่นตามทาง ในเรื่องของลูกเล่นตามแผ่นที่ นอกจากอีเวนต์ที่มีโอกาสเกิดตามจุดต่างๆ แล้ว ก็ไม่มีลูกเล่นอย่างอื่นเลย จุดนี้แอบน่าเสียดายนิดหน่อยครับเจาะลึกการระบบต่อสู้ของเกมรูปแบบการต่อสู้ของเกมนี้จะแตกต่างกับ Hack & Slash อื่นตรงที่ว่า เราจะไม่สามารถเลือกใช้สกิลได้ตามใจชอบ แต่จะสุ่มออกมา 4 จากการ์ด 10 ใบ ที่เราจัดไว้ (โดยการ์ดก็ดราอปจากมอนสเตอร์อะแหละ) ดังนั้นการโจมตีของตัวละครเราจะหลากหลายพอสมควร เนื่องจากจำเป็นต้องเล่นไปตามการ์ดที่จั่วขึ้นมาได้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นระบบที่แปลกใหม่ และสนุกดี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าระบบนี้เป็นดาบสองคมเช่นกัน เนื่องจากการเลือกใช้สกิลที่อยากใช้ในสถานการณ์ที่อยากใช้ไม่ได้ ก็ทำให้การโจมตี และเอาตัวรอดไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกันนั่นเองการใช้มุมกล้องแบบ Top-Down ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ตัดสินใจได้ดี และอยากขอชมเชย เนื่องจากมันช่วยให้สามารถมองเห็นขอบเขตของสกิล และการโจมตีของศัตรูได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้การเอาตัวรอดในเกมที่รูปแบบการเล่น RNG สุดๆ แบบนี้ทำได้ง่ายมากขึ้น คือจะบอกว่ามุมกล้องมีส่วนทำให้สามารถเล่นเกมนี้ได้ง่ายขึ้นก็ได้ครับอีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจคือการเปิดให้ผู้เล่นสามารถเลือกระดับความยากของดันเจี้ยนเองได้ก่อนลง โดยยิ่งยากมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสดรอปไอเทมดีๆ มากขึ้นได้เท่านั้น ซึ่งการจะลงในระดับที่ยากขึ้นก็จำเป็นต้องมีเลเวล กับ Gear Score ถึงขั้นต่ำของแต่ละระดับเสียก่อน ช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายมากขึ้นครับต่อมาคือเรื่องของ FPS ที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะตัวเกมยังอยู่ในช่วง Open Beta รึเปล่าทำให้เกิดปัญหา่ FPS ตกแบบไม่ทราบสาเหตุอยู่หลายครั้ง คือถ้าเป็นตอนเดินคุยกับ NPC หรือเขตปลอดภัยมันไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าดันไปตกตอนกำลังสู้อยู่ บางครั้งก็ทำให้ตายแบบหัวเสียได้เลย ซึ่งล่าสุดผู้พัฒนารับทราบปัญหาในจุดนี้แล้ว คิดว่าเร็วๆ นี้น่าจะมีการอัพแพตช์แก้ไขเข้ามาครับสุดท้ายคือปัญหาเรื่อง Ping ที่ผมเข้าใจว่าตอนนี้ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ SEA เนื่องจากตอนที่เล่นพบว่าทุกการโจมตี และเคลื่อนไหวของ PlaneWalker ผมจะช้าไปเล็กน้อย หรือมีเลขดาเมจขึ้นมาช้ากว่าการปล่อยท่าโจมตีเล็กน้อย ในจุดนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร เพราะในเกม Hack & Slash จังหวะเพียง 0.5 วินาที ก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้เลย ในส่วนนี้ก็หวังว่าถ้าเปิดให้บริการเต็มที่แล้วจะมีเซิร์ฟเวอร์ใกล้บ้านเราด้วยครับสรุปโดยรวมแล้ว Magic Legends ถือเป็นอีกหนึ่งเกม MMO ที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีระบบการเล่นที่แปลกใหม่ มีรูปแบบเกมเพลย์ที่ไม่ซับซ้อนสามารถเข้าใจได้ง่าย จังหวะการต่อสู้ถือว่าสนุกไม่แพ้เกม MMO ชั้นนำเลย แต่ติดปัญหาที่ตอนนี้ยังมีบัคเยอะอยู่ในตอนนี้ ในขณะที่เล่นผมมีเจอบัคเดินไม่ได้ ตกฉาก และอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่เนื่องจากตัวเกมยังอยู่ในรอบ Open Beta จึงได้แต่หวังว่าตอนที่ปล่อยออกมาให้เล่นอย่างเป็นทางการปัญหาเหล่านี้จะหมดไปครับ เพราะถ้าไม่นับจุดที่บัคเยอะจัดจนเล่นแล้วหัวร้อน เกมนี้ก็ถือว่าสนุกใช้ได้เลยในส่วนของระบบเกมเพลย์ที่การโจมตีจำเป็นต้องสุ่มเอาจากการ์ดที่ใส่มา จุดนี้ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าควรบอกเป็นข้อดี หรือข้อเสียเนื่องจากตัวผมเองชอบระบบนี้ แต่เท่าที่ถามจากเพื่อนซึ่งเล่นด้วยกันแล้ว หลายคนมองว่ามันเป็นระบบที่ไม่สนุกเอาเสียเลย เพื่อนๆ ที่อ่านรีวิวอาจจำเป็นต้องโหลดมาทดลองเล่นเองแล้วตัดสินดูว่าระบบดังกล่าวถือเป็นจุดแข็ง หรือจุดอ่อนของเกมครับ แต่ก่อนจาก ขอย้ำอีกครังว่าตัวผมเองคิดว่าเป็นระบบที่ทำออกมาได้แปลก สนุก และน่าสนใจดีครับMagic Legends เปิด Open Beta ให้เล่นแล้ววันนี้บน PC โดยจะลงให้กับ PS4 กับ Xbox One ด้วยเมื่อเปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการ
29 Mar 2021
[ Review ] Crash Bandicoot 4: It's About Time สานต่อตำนานหนูพุกอีกครั้งให้แฟนๆ หายคิดถึง
Crash Bandicoot 4: It's About TimePlatform: Nintendo SwitchGenre: Action 3D, AdventureCrash Bandicoot เป็นเกมแนว Action 3D ที่พัฒนาโดย Toys for Bob และเผยแพร่โดย Activision เป็นแฟรนไชส์เกมภาคต่อ จากแพลตฟอร์ม PlayStation 1 ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปี 1996 - 1999 ที่มีด้วยกันถึง 3 ภาคหลัก และนอกจากนั้นยังวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกนับเป็นภาคหลักแต่อย่างใด… จนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นเวลากว่า 20 ปี กับการกลับมาของ Crash Bandicoot ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้นับว่าเป็นภาคต่ออย่างเป็นทางการ และเป็นที่รอคอยของแฟนๆเนื้อเรื่องการกลับมาในครั้งนี้จะเป็นเนื้อเรื่องต่อจาก Crash Bandicoot 3: Warped โดยตรง หลังจากที่จัดการวายร้ายอย่าง Dr. Neo Cortex กับ Dr. Nefarious Tropy รวมถึง Aku Aku ด้วยการจับส่งทั้งสามให้ไปอยู่ในต่างมิติ เพื่อไม่ให้ออกมาสร้างความเดือดร้อนได้อีกตลอดไป   จนกระทั้ง Aku Aku ได้ทำการเปิดประตูมิติสำเร็จ ทำให้ทั้งหมดหนีออกมาได้ แต่ผลกระทบจากการเปิดประตูมิตินั้น ทำให้มิติเวลารวมถึงจักรวาลเกิดความปั่นป่วน จนทำให้เกิด Multiverse หรือจักรวาลคู่ขนานขึ้นมากมาย และถึงคราวที่เหล่าวายร้ายได้ทำการวางแผนควบรวมยึดครองทั้งจักรวาล !!ดังนั้น Crash และ Coco (น้องสาว) จะต้องร่วมมือกันออกผจญภัยอีกครั้ง เพื่อตามหาธาตุทั้ง 4 ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งแผนการร้ายในครั้งนี้ และผนวกพลังของจักรวาลเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางกลับสู่สภาวะดังเดิมอย่างที่ควรจะเป็นประตูมิติที่ถูกเปิด จุดเริ่มต้นของเรื่องราวในภาคนี้เกมเพลย์/ระบบการเล่นคราวนี้มาในส่วนของเกมเพลย์กันบ้าง Crash Bandicoot 4 ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของภาคก่อนๆ ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมูฟเมนท์การบังคับตัวละคร การเปลี่ยนมุมมองเกมเพลย์ภายในด่านที่มีความหลากหลาย และยังคงความเป็นรูปแบบการผจญภัยที่มีกับดักมากมาย พร้อมกับศัตรูหลากหลายรูปแบบ ที่เราจะต้องใช้วิธีรับมือแตกต่างกันออกไป มีการเดินเรื่อง/ระบบการเล่นเป็นเส้นตรง มีความสลับซับซ้อนค่อนข้างน้อย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเล่นให้ผ่านได้ง่ายๆ มีระบบ Checkpoint ภายในด่าน และยังคงรูปแบบความเป็น World Part เหมือนเดิม (แต่ในภาคนี้จะเรียกว่า Dimensional map) พูดง่ายๆ ว่า  ใน 1 เวิลด์จะประกอบไปด้วย 5-6 ด่าน และด่านสุดท้ายก็จะมีบอสประจำเวิล์ด ถ้าเล่นผ่านก็สามารถไปเวิลด์ถัดไปได้ หรือด่านที่ผ่านไปแล้วก็สามารถกลับมาเล่นเพื่อเก็บของให้ครบได้อีก  หรือจะแข่งกับเวลาในโหมด Time Trial ที่เน้นเร็วเน้นไวก็ได้ เพื่อเก็บ Relics  ทำให้มีเหตุผลในการกลับมาเล่นด่านเหล่านี้หลายครั้ง   โดย Time Trial จะแบ่งเป็น 3 ระดับคือ Sapphire, Gold, Platinum จากน้อยไปมากตามลำดับ    ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ผ่านด่านเหมือนกับในภาค 3   และยังมีด่านพิเศษที่เป็นไซต์สตอรี่ของตัวละครอีกด้วย   รับรองว่าจุใจเหล่าแฟนๆ   หนุ่ม   Crash   แน่นอนรวมถึงยังคงมีการเก็บกล่องให้ครบตามจำนวนที่แต่ละด่านกำหนด เพื่อแลกกับเพชรสีขาวเช่นเดิม และยังมีการเก็บเพชรสีเพื่อปลดล็อค Bonus Stage หรือสถานที่ลับในด่านต่างๆ (แต่ระบบการเก็บแอปเปิ้ลเพื่อสะสมเป็นไลฟ์อัพถูกยกเลิกไปแล้ว) Dimensional Mapระบบที่เสริมเข้ามาในภาคนี้ เริ่มเกมเลยเราสามารถเลือกโหมดที่จะเล่นได้ระหว่าง Modern Mode กับ Retro Mode โดยระบบในการเล่นทั้งสองโหมดจะแตกต่างกันออกไป ผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครที่จะเล่นได้สองตัวตั้งแต่เริ่มเกม ซึ่งก็คือ Crash ตัวเอกของเรา และ Coco น้องสาวของของเขา ทั้งสองมีรูปแบบมูฟเมนท์การเคลื่อนไหวเหมือนๆ กัน การเลือกเล่นตัวละครจะไม่ได้เป็นการเลือกในรูปแบบโหมด แต่เป็นการเลือกก่อนที่จะเริ่มด่าน หรือเริ่มเล่นในด่านนั้นๆ นอกจากการเลือกตัวละครเพื่อเล่นแล้ว ยังสามารถเลือกชุด (Skin) ของตัวละครได้อีกด้วย ทั้งนี้ชุด (Skin) จะต้องผ่านการปลดล็อกจากการทำภารกิจซะก่อนจึงจะเลือกมาใช้ได้ในหนึ่งด่านจะมีการเก็บเพชรสีขาวที่เพิ่มมากขึ้น   (จากเดิมมีเพชรสีขาว 1เม็ด/1ด่าน) โดยจะมีเพชรสีขาวหกเม็ดต่อ 1 ด่าน การเก็บเพชรจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดต่างๆ เช่น จำนวนแอปเปิ้ลที่เก็บ จำนวนครั้งที่เราตาย เพชรที่ซ่อนอยู่ตามด่าน และการเก็บกล่องในด่านให้ครบเหมือนภาคก่อนๆมีการเก็บไอเทม Flashback Tapes เพื่อปลดล็อคด่านพิเศษภายใน (Flashback Tapes Level) อีกที และภายใน Level จะเป็นด่านคล้ายๆ กับโบนัสสเตจที่เป็นการเก็บกล่องโดยเฉพาะ เพียงแต่จะมีความยาวและความยากกว่าพอสมควร ถ้าหากเล่นไปได้สักพักจะมีโหมดกลับซ้าย-ขวา N. Verted เข้ามาเสริมในทุกๆ ด่านอีกด้วยทางด้านตัวละคร จะมีตัวละครเพื่อนใหม่อย่าง Tawna ที่จะมีไทม์ไลน์เนื้อเรื่องของตนเอง เป็นเนื้อเรื่องคู่ขนานกับเนื้อเรื่องหลักของพวก Crash และธีมหลักของภาคนี้เลยก็คือพวก Quantum Masks ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือน Uka Uka ซึ่งจะมีเอกลักษณ์/สกิลเฉพาะตัวเมื่อสวมใส่ เพื่อนำความสามารถนี้ใช้ในการผ่านฉากที่มีรูปแบบเฉพาะ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกมมีความหลากหลายในการเล่นมากขึ้น รวมถึงตัวละครอื่นๆ ที่จะร่วมสร้างสีสันและมิติใหม่ๆ ในการผจญภัยครั้งนี้ด้วยรวมเหล่า Quantum MasksTawna เพื่อนใหม่ของ Crash และ Cocoเพชรสีขาวที่มีให้เก็บเพิ่มขึ้นต่อหนึ่งด่าน ถ้าเก็บได้ครบจะได้ชุด(skin) ของตัวละครกราฟิก (Nintendo switch)ยังคงรูปแบบความเป็นอนิเมชั่น+การ์ตูนที่มีสีสันเยอะๆ รูปแบบด่านที่เปลี่ยนสีสันตามธีมของแต่ละเวิลด์ ส่วนเรื่องของเฟรมเรท ยังไม่เจอเฟรมเรทตกตลอดการเล่นบนเครื่อง Nintendo Switch ลื่นไหลดีปกติ ไม่มีภาพค้าง ไม่มีเด้งออกจากเกม เมื่อลองต่อ Dock ขึ้นจอ 4K ภาพสวยกว่าเดิมนิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าภาพสวยขึ้นจริงๆ หรือว่าเพราะจอใหญ่ก็เลยดูสวยเพราะรายละเอียดมันชัดขึ้นหรือเปล่า แต่จริงๆ ทางด้านกราฟิกคงไม่มีอะไรให้เขียนถึงมากนัก เอาเป็นว่าเล่นบน Nintendo Switch ที่สามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้ก็เข้ากับเกมเพลย์แบบ Crash   ดี   แต่จะหวังให้กราฟิกสู้คอนโซลอื่นๆ   คงไม่ได้อยู่แล้วสรุปเกม Crash Bandicoot 4 ยังคงเป็นเกมที่ต้องใช้ความชำนาญ รวมถึงการฝึกสังเกติ เพราะเป็นเกมที่มีทางลับและไอเทมที่ซ่อนอยู่ รวมไปถึงกับดักต่างๆ ผู้เล่นจะต้องทำความคุ้นเคยกับองค์ประกอบภายในแต่ละด่านที่แตกต่างกันออกไป และอาศัยความอดทนถึงจะเล่นผ่านไปได้ สำหรับผู้เขียนที่เคยเล่นมาก่อนแล้วตั้งแต่ภาคแรก ก็รู้สึกว่ายังยากอยู่พอควรเลยล่ะ แต่ก็สนุกมากๆ และตื่นเต้นกับลูกเล่นใหม่ๆ ด้วยในเวลาเดียวกัน ยิ่งถ้าหากจะเก็บของให้ครบๆ หรือพิชิต Achievements  / Trophies ทุกอย่างที่มี เกมก็จะยิ่งมีความยากเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว!!รวมๆ แล้วรู้สึกว่า ทีมสร้างเกมพยายามออกแบบการเล่นให้มีมิติที่จะเล่นสนุกได้หลากหลายมากขึ้นกว่าภาคก่อนๆ มีโหมดทางเลือกในการเล่น การสะสมของภายในเกมที่เยอะมากขึ้น กับดักที่มีรูปแบบใหม่ๆ และมีความต่อเนื่อง(ยาก)มากขึ้น มีตัวละครให้เลือกเล่นได้พร้อมกับมูฟเมนท์หรือเรื่องราวที่แตกต่างกัน การเก็บของบางด่านที่ต้องใช้ไซต์สตอรี่ร่วมด้วยถึงจะสามารถเก็บได้ครบ มีความเป็น puzzle ที่ต้องใช้ไหวพริบ และการสังเกตในการเล่น ถึงจะเป็นเกมที่เล่นค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่ แต่ภายในเกมได้มีระบบช่วยเหลือการเล่นเพิ่มขึ้นมา นั่นก็คือ..ถ้าหากผู้เล่นตายในด่านซ้ำๆ จำนวนหลายครั้ง จะมี Uka Uka ให้ตั้งแต่จุดเกิด (Checkpoint) และจะมี Checkpoint ให้เยอะมากขึ้นกว่าปกติ นั่นก็เพื่อรองรับผู้เล่นใหม่ๆ ให้สามารถเล่นเกมนี้ได้ง่ายกว่าปกติอีกด้วยทั้งหมดนี้ทำให้รู้สึกได้ว่า ภาคนี้ตอบโจทย์ในแง่ของการสร้างความหลากหลายในการเล่นได้สำเร็จจริงๆ ส่วนท่านใดกำลังจะหาเกมเล่น ที่สามาถเล่นได้ยาวๆ ใช้เวลาในการเล่นค่อนข้างมาก ชอบสะสมของภายในเกมที่มีเยอะๆ ฝึกสมองใช้ไหวพริบ ฝึกการสังเกต ชอบความท้าทายชอบเกมเล่นยากๆ ตายซ้ำๆ กับจุดเดิมๆ หัวร้อนเป็นปกติ   ผมก็ขอแนะนำ Crash Bandicoot 4: It's About Time รับรองว่าคุณจะได้สนุก และตื่นเต้นไปกับเกมนี้อย่างแน่นอนCrash และผองเพื่อนความรู้สึกส่วนตัว… ในฐานะของคนที่เล่นมาตั้งแต่ภาคแรก รู้สึกหายคิดถึง เราจะยังได้เห็นอะไรเดิมๆ อยู่บ้าง เช่น ฉากแรกที่ชายหาด เหมือนกับที่ฉากแรกเริ่มใน Crash Bandicoot ภาคแรก หรือฉากที่มีมังกรก็จะนึกถึงด่านกำแพงเมืองจีนในภาค 3 รวมถึงจะฉากวิ่งหนี เราจะต้องวิ่งหนีเหมือนที่เราเคยวิ่งหนีหินกลิ้งแบบภาคก่อนๆ เราจะได้หลบกระแสน้ำวน จะได้สำรวจฉากเพื่อตามหากล่องที่ถูกซ่อนอยู่ ได้ตื่นเต้นกับการเจอเพชรสีต่างๆ ที่ดีใจเหมือนตัวเองได้เจอจริงๆ จะได้เห็นตัวละครที่คุ้นเคยเราจะได้เจอเพื่อนเก่าอย่าง Crash ที่ขี้เล่นมีสีสันเปื่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน รวมถึงวายร้ายอย่าง N. Cortex ที่ยังไม่ยอมแพ้ต่อความอยากจะเอาชนะเหมือนเคย รวมถึง Easter eggs ที่มีอยู่ภายในเกม และที่สำคัญยังคงรู้สึกว่าผมรักเกมนี้จริงๆ แม้ในตอนนี้ผมได้โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ความสนุกที่ได้จากเกมนี้มันโตมากขึ้นกว่าอายุที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วันเสียอีก ...บรรยากาศทั้งหมดภายในเกมเหล่านี้เปรียบเสมือนเพื่อนหรือครอบครัวใหญ่ครอบครัวนึงที่เรารอ หรือเคยรอการกลับมา…ฉากแรกบนชายหาด ที่ทำให้หายคิดถึง หรือคิดถึงมากกว่าเดิม  (แอบมี Easter eggs เกม Spyro the Dragon ด้วยแน่ะ)...ควรค่าแก่การรอคอยมากๆๆๆๆๆๆ ขอบคุณมากนะที่กลับมาหาเพื่อนคนนี้อีกครั้ง และยินดีต้อนรับเสมอไม่ว่าจะอีกกี่ครั้งก็ตาม
17 Mar 2021
[Review] Persona 5 Strikers : การผจญภัยครั้งใหม่ใหม่ของกลุ่มโจรขโมยใจเจ้าเก่า
เมื่อพูดเกมแนว JRPG ที่น่าจดจำที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าคำตอบในใจหลายๆ คนคงหนีไม่พ้นเกม Persona 5 (หรือ Persona 5 Royal) เกมที่ผสมผสานระบบการเล่นแนว JRPG สายเลือดแท้เข้ากับเกม Simulation การใช้ชีวิต ที่ได้รับขนานนามโดยสื่อหลายสำนักทั่วโลก (รวมถึง GameFever เองด้วย) ในฐานะเกม JRPG ที่ดีที่สุดเกมหนึ่งตลอดการ ด้วยเนื้อเรื่องและตัวละครที่มีเสน่ห์น่าติดตาม ไปจนถึงระบบเกมเพลย์ Turn-based อันลึกซึ้งและท้าทาย จนกวาดคะแนนเต็ม 10 (หรือใกล้เคียง) จากสื่อที่รีวิวแทบทุกสำนักเลยทีเดียว ในฐานะแฟนตัวยงเดนตายของซีรีส์ Persona มาหลายปี ที่ยกให้เกม Persona 5 Royal เป็นหนึ่งใน 10 เกมยอดเยี่ยมประจำใจไปแล้วเรียบร้อย ผู้เขียนจึงแอบมีความสองจิตสองใจกับเกม Persona 5 Strikers อยู่พอสมควรในช่วงที่เกมประกาศเปิดตัว เพราะแม้ว่าจะรู้สึกตื่นเต้นกับการที่เกมจะสานต่อเรื่องราวของเหล่าตัวเอกในเกม Persona 5 ต่อไป แต่ในอีกแง่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเมื่อเกมเปลี่ยนจากระบบการเล่นดั้งเดิมมาเป็นเกมลูกผสมแนวแอคชั่น Musou แล้ว จะยังสามารถคงเสน่ห์หรือความลึกซึ้งต่างๆ ที่ทำให้หลงรักซีรีส์ Persona ได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่หลังจากที่เล่นเกม Persona 5 Strikers จนจบแล้ว ก็ต้องบอกว่าความกังวลใจต่างๆ ที่ผู้เขียนรู้สึกในตอนแรกแทบจะคลี่คลายไปได้ทั้งหมดเลย โดยเกมยังคงสามารถรักษาเสน่ห์หลายๆ อย่างของซีรีส์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อสู้ที่ท้าทายไปจนถึงเนื้อเรื่องอันกินใจที่น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ และแม้ว่าจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่ยังไม่ค่อยลงตัวนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า Persona 5 Strikers ถือเป็นภาคต่อที่น่าพอใจมาก ที่สามารถขโมยใจแฟนตัวยงอย่างผู้เขียนไปได้อีกครั้ง เนื้อเรื่อง Persona 5 Strikers จะดำเนินเรื่องต่อจากตอนจบของเกม Persona 5 ภาคดั้งเดิมโดยตรง (เกมจะไม่อ้างอิงเหตุการณ์จาก Persona 5 Royal เลย) เมื่อตัวเอกและกลุ่มเพื่อน Phantom Thieves ตัดสินใจนัดรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อท่องเที่ยวด้วยกันในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของพวกเขา แต่วันหยุดอันสงบสุขของพวกเขากลับถูกขัดขวางเมื่อจู่ๆ พวกเขาก็พบว่าโลกคู่ขนาน Cognitive World ที่ควรจะถูกทำลายไปแล้วในตอนจบของเกมภาคดั้งเดิมยังมีตัวตนอยู่ แถมยังมีกลุ่มวายร้ายกลุ่มใหม่ที่ใช้ประโยชน์จากโลกขนานนี้เพื่อ "เปลี่ยนใจ" ผู้คนทั่วญี่ปุ่นให้ทำตามความต้องการอันชั่วร้ายของพวกเขาเองอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเอกและผองเพื่อนยังถูกเพ่งเล็งโดยองค์กรตำรวจในฐานะผู้ต้องสงสัยเบื้องหลังเหตุการณ์การ "เปลี่ยนใจ" ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องออกเดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อต่อสู้กับเหล่าวายร้ายตัวจริงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกเขาอีกครั้ง ถ้าให้มองในภาพกว้าง ต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องของเกม Persona 5 Strikers มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ต่างๆ ในเกมภาคดั้งเดิมอยู่พอสมควร โดยเกมจะดำเนินไปตามสูตรเดิมที่ให้ผู้เล่นตะลุยเข้าไปใน "คุก" (ชื่อเรียกดันเจี้ยนของเกม) ที่ถูกปกครองโดยเหล่าตัวร้ายหลัก และทำการเอาชนะตัวร้ายเหล่านั้นเพื่อทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจมารับผิดจากการกระทำของตัวเอง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ารูปแบบการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างซ้ำกับภาคหลักทำให้ "น้ำหนัก" ของเหตุการณ์ต่างๆ หายไปพอสมควรเมื่อเทียบกับเกมต้นฉบับที่มีความเกี่ยวพันกับเหล่าตัวละครในกลุ่มเพื่อนของเราโดยตรงด้วย และทำให้เนื้อเรื่องของเกมภาค Strikers มีความ "เดาได้" แทบจะตลอดทั้งเกม ทั้งนี้ ไม่ได้จะบอกว่าเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้ไม่ดี เพราะ Persona 5 Strikers ก็ยังคงรักษาตัวตนของซีรีส์เอาไว้ได้ด้วยเนื้อหาที่มีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ค่อนข้างสูง ที่แตะประเด็นหนักๆ อย่างปัญหาการรังแกกันในโรงเรียน หรือกระทั่งการทุจริตของข้าราชการในรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อเรื่องของเกมที่มีธีมหลักเกี่ยวกับ "Trauma" หรือบาดแผลที่ฝังใจของมนุษย์ และวิธีรับมือกับความเจ็บปวดทางใจเหล่านี้ ก็ยังมีความลึกซึ้งมากพอที่ทำให้ผู้เขียนนั่งครุ่นคิดถึงประเด็นเหล่านี้ต่อได้กระทั่งเวลาที่ไม่ได้เล่นเกมอยู่ สิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องหลักของเกมยังคงมีความสนุกและน่าติดตามสำหรับผู้เขียน มาจากการได้เห็นการปฎิสัมพันธ์กันของเหล่าตัวละครทั้งในและนอกดันเจี้ยน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับการเดินทางร่วมกับกลุ่มเพื่อนวัยเรียนได้ดีมากๆ และทำให้รู้สึกเหมือนว่าตัวละครเหล่านี้มีความสนิทสนมกันจริงๆ มากกว่าในเกมดั้งเดิมเสียอีก ด้วยบทพูดยังเขียนออกมาได้อย่างน่ารักติดตลกเหมือนฟังกลุ่มเพื่อนนั่งแซวกันหยอกกันเล่น ทำให้มีความรู้สึกอบอุ่นมากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เป็นแฟนเกม Persona 5 ที่ผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านี้เป็นพิเศษ (เช่นผู้เขียน) มีจังหวะอมยิ้มให้เราได้ชื่นใจตลอดทั้งเกม เกมเพลย์ ในเบื้องต้นแล้ว เกมเพลย์ของ Persona 5 Strikers จะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คล้ายๆ กับในเกมภาคดั้งเดิม นั่นคือช่วงการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริง และช่วงการต่อสู้ในดันเจี้ยนหรือที่เกมเรียกว่าคุก (Jail) นั่นเอง สำหรับเกมเพลย์ในโลกจริงนั้น อาจเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะ Persona 5 Strikers ไม่มีระบบการดำเนินชีวิตแบบที่พบในเกมดั้งเดิมเลย เช่นระบบการทำความสัมพันธ์ Confidant ทำให้เราได้เรียนรู้เนื้อเรื่องและพัฒนาความสามารถของตัวละครเสริมแต่ละตัว (ถูกแทนที่ด้วยระบบ Bond ให้เราสามารถเลือกอัปเกรดความสามารถติดตัวของทั้งทีมแทน) หรือระบบการทำงานพิเศษเพื่อเพิ่มคุณสมบัติทั้งหลาย แม้ว่าการเดินทางไปตามเมืองใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นของกลุ่มตัวเอกจะทำให้เกมมีสถานที่ให้สำรวจเยอะกว่าในเกมภาคดั้งเดิมซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโตเกียวทั้งเกม แต่สถานที่เหล่านี้ก็แทบจะไม่มีอะไรให้ทำเลยนอกจากการรับเควสเสริมประปราย หรือการซื้อของเพิ่มพลังที่มาในรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละเมือง   ตัวตนความเป็น Persona แทบทั้งหมดของ Persona 5 Strikers จะพบได้ในดันเจี้ยนทั้งหลายของเกม โดยจุดแตกต่างที่ทำให้ Persona 5 Strikers ต่างจากเกมลูกผสม Musou อื่นที่กล่าวไปข้างต้น คือเกมยังคงใช้ระบบการต่อสู้แบบกึ่ง RPG ซึ่งแยกการต่อสู้ออกจากแผนที่หลัก ผู้เล่นจะสามารถมองเห็น "ศัตรู" เดินไปมาในแผนที่ และจะสามารถเข้าสู่การต่อสู้จริงได้ด้วยการโจมตีหรือลอบโจมตี (Ambush) ศัตรูเหล่านั้นในแบบเดียวกับเกม Persona 5 ดั้งเดิมแทน ซึ่งเมื่อทำแบบนี้แล้ว "ศัตรู" ที่เห็นในแผนจึงจะกลายร่างเป็นเหล่า Shadow ตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมากให้เราต่อสู้ด้วยในแบบ Musou อีกที เมื่อเข้าสู่การต่อสู้แล้ว แน่นอนว่าผู้เล่นจะยังคงสามารถโจมตีเหล่า Shadow ด้วยระบบการโจมตีสองปุ่มแบบเดียวกับเกม Musou ทั่วไป ซึ่งเราสามารถสลับไปควบคุมตัวละครเพื่อนร่วมทีมได้ตลอดเวลา (สามารถเลือกสลับเข้าออกได้ทีละ 3 ตัว ไม่รวมตัวเอก) โดยแต่ละคนก็จะมีคอมโบและวิธีเล่นเฉพาะตัวที่ต่างกันออกไป แต่ทีเด็ดคือ Persona 5 Strikers จะผสมผสานระบบจุดอ่อนของเกม Persona เข้าไปด้วย ผู้เล่นจะสามารถเรียกหน้าเมนูสกิลแบบ RPG ขึ้นมาเพื่อโจมตีจุดอ่อนศัตรูด้วยสกิลธาตุต่างๆ ซึ่งก็จะทำให้ศัตรูล้มลงและเปิดช่องให้เราทำการ All-Out Attack เพื่อปลิดชีพศัตรูทั้งกลุ่มในม้วนเดียวเหมือนในเกม Persona 5 เลย และในทางกลับกัน เหล่าศัตรูก็จะสามารถโจมตีเราด้วยสกิลธาตุของตัวเองได้ และถ้าเราเผลอโดนสกิลธาตุที่แพ้ทางเข้าก็จะล้มลงไปให้ศัตรูลงแขกได้ไม่ต่างกัน การต่อสู้อาจจะฟังดูง่าย โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงในบริบทของเกม Musou แต่เอาเข้าจริงต้องบอกว่าเกม Persona 5 Strikers ดูจะจัดสมดุลมาเหมือนเกม Persona ที่เน้นการใช้สกิลเพื่อโจมตีจุดอ่อนมากกว่าการโจมตีธรรมดาไปเรื่อยๆ ผู้เล่นจะยังคงต้องลำบากกับการบริหารค่า SP ในการใช้สกิลอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อสู้กับศัตรูระดับบอสที่มักจะบังคับให้เราต้องใช้สกิลเพื่อทำลายเกราะป้องกันของพวกมันซะก่อน แต่เกมก็ยังปราณีด้วยการเปิดให้ผู้เล่นสามารถกระโดดเข้าออกดันเจี้ยนได้ตลอดเวลาด้วยระบบ Checkpoint ซึ่งจะฟื้นฟูพลังชีวิตและ SP ของทั้งปาร์ตี้จนเต็ม เมื่อนำมารวมกับการที่เกมไม่มีระบบปฏิทินเหมือนเกม Persona ปกติด้วย ทำให้การตะลุยดันเจี้ยนในภาพรวมอาจจะง่ายขึ้น แต่การต่อสู้แต่ละครั้งยังคงท้าทายเหมือนเกม Persona อยู่นั่นเอง กล่าวโดยสรุป ในขณะที่เกมลูกผสม Musou หลายเกมที่ผ่านมาเช่น Fire Emblem Warriors หรือ Dragon Quest Warriors จะมีเกมเพลย์ที่ให้ความรู้สึกเหมือน "เกม Musou ที่ใส่สกินของเกมอื่น" เกม Persona 5 Strikers ค่อนข้างให้ความรู้สึกตรงข้ามราวกับว่าเป็น "เกม Persona ที่สวมสกิน Musou" ซะมากกว่า เพราะแม้ว่าผู้เล่นจะยังต้องต่อสู้กับศัตรูกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่นอันดุเดือด แต่เกมก็ยังคงไว้ซึ่งระบบ RPG อันเป็นเอกลักษณ์ของเกม Persona เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน แถมให้ความสำคัญกับระบบเหล่านี้ไม่ต่างจากเกมดั้งเดิมที่ใช้ระบบ Turn-based เลยด้วย กราฟิก/การนำเสนอ เกม Persona 5 Strikers จะยังคงใช้เอนจิ้นกราฟิกเดียวกับเกม Persona 5 ภาคที่ผ่านๆ มา ทำให้ในส่วนของโมเดลตัวละครและฉากต่างๆ ไม่ค่อยต่างกันนัก แม้จะเข้าใจได้ว่าเกมภาค Strikers อาจจะอยากรักษาสไตล์ให้มีความต่อเนื่องกันจากเกม Persona 5 เดิม แต่ก็อย่าลืมว่าก็เกมดั้งเดิมเป็นเกมคร่อมเจนระหว่าง PS3 + PS4 อยู่แล้ว จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เกมภาค Strikers ที่ใช้กราฟิกเหมือนๆ กันจะรู้สึก "เก่า" ไปบ้างในหลายๆ มุม แม้ว่าฉากคัตซีนแบบ 3D จะเป็นการปรับปรุงขึ้นในแง่ของอนิเมชั่นหลายๆ อย่างก็ตามที แต่ก็ยังคงไม่สามารถไปวัดไปวากับเกมยุคใหม่ๆ ได้ขนาดนั้น สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดน่าจะเป็นเรื่องของเฟรมเรต ที่ไม่ได้ถูกล๊อคเอาไว้ที่ 30 FPS เหมือนในเกมภาค RPG ที่ผ่านมา ทำให้ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของตัวละครทั้งหลายรู้สึกลื่นไหลมีชีวิตชีวากว่าในเกมภาค RPG พอสมควร นอกจากนี้ ฉากดันเจี้ยน Jail ทั้งหลายยังมักจะมีขนาดกว้างใหญ่กว่าดันเจี้ยน Palace ของภาค RPG ด้วย ซึ่งก็ช่วยทำให้สเกลของเกมรู้สึก "ใหญ่" กว่าในฉบับดั้งเดิม แถมแต่ละดันเจี้ยนยังมีเอกลักษณ์ในแง่ของการออกแบบ ที่ทำให้การเดินทางสำรวจในแต่ละดันเจี้ยนรู้สึกน่าตื่นเต้นมากขึ้นกว่าในภาค RPG ที่เอาเข้าจริงไม่ค่อยมีเหตุผลให้สำรวจดันเจี้ยนมากกว่าที่จำเป็นตามเนื้อเรื่อง ที่น่าชมมากกว่าคงเป็นเรื่องของการนำเสนอ เช่นเรื่องของเมนูหรือการออกแบบเสื้อผ้า สถานที่ รวมไปถึงอนิเมชั่นการโจมตีและใช้สกิลในเกม ที่ทำให้เกมมีสไตล์จัดจ้านสมกับเป็นเกม Persona มากๆ แม้ว่ากราฟิกของเกมคงไม่สามารถไปวัดไปวากับใครได้มากนัก แต่การออกแบบหน้าเมนูและองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ก็ช่วยทำให้เกมยังคงมีเอกลักษณ์ และช่วยยกระดับให้กราฟิกของเกมน่าดึงดูดมากขึ้น แม้ว่าอนิเมชั่นหลายอัน (โดยเฉพาะท่าโจมตีระดับสูงๆ) อาจจะมีความรกจอไปบ้างในขณะต่อสู้ องค์ประกอบด้านการนำเสนออีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับเกม Persona คือเรื่องของเสียง ทั้งเสียงพากย์ตัวละครและเสียงเพลงประกอบฉากทั้งหลาย ที่ยังคงรักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยมของซีรีส์เอาไว้ได้ทั้งหมดเลย นักแสดงพากย์เสียงจากเกมดั้งเดิมก็กลับมาให้เสียงตัวละครอีกครั้ง ซึ่งแม้จะมีปัญหาไปบ้างในแง่ของระดับเสียงที่บางครั้งก็ขึ้นๆ ลงๆ บ้าง (ทีมพากย์เสียงเกมนี้จำเป็นต้องทำงานจากบ้านเพราะสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งน่าจะส่งผลต่อเรื่องนี้) แต่ในแง่ของอารมณ์หรืออุปนิสัยตัวละครก็ยังคงทำได้ดีเท่ากับในเกมภาค RPG เลยทีเดียว ในฝั่งของเพลงประกอบ ถือว่าเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของซีรีส์ Persona อยู่แล้ว และเพลงใหม่ๆ ของภาค Strikers เองก็ยังติดหูและเร้าอารมณ์ได้ไม่ต่างจากเกมอื่นๆ ในซีรีส์ ซึ่งก็ช่วยเสริมอารมณ์ทั้งในระหว่างการเล่นและในฉากคัตซีนต่างๆ ได้อย่างมหาศาล เชื่อว่าหลายๆ คนที่เล่นเกมนี้ส่วนใหญ่น่าจะต้องหาโหลดเพลงมาฟังต่อจนเพื่อนด่าเหมือนผู้เขียนอย่างแน่นอน สรุป แม้ดูเผินๆ อาจจะไม่ใช่ประสบการณ์ Persona ที่เราคุ้นเคย และรู้สึก "เก่า" ไปบ้างจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง แต่รับประกันได้ว่าเกม Persona 5 Strikers ยังคงรักษาดีเอ็นเอของซีรีส์ RPG เอาไว้ได้อย่างเข้มข้น พอจะทำให้แฟนๆ ของกลุ่มโจรขโมยใจได้รู้สึกหายคิดถึงกันได้อย่างแน่นอน สำหรับคนที่ชื่นชอบเกม Persona หรือแค่ชื่นชอบแอคชั่น RPG มันส์ๆ บอกได้เลยว่า Persona 5 Strikers จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน [penci_review id="79548"]
09 Mar 2021
[Review] Werewolf: The Apocalypse - Earthblood เกมที่เหมือนจะดี...แต่ไปไม่สุดซะงั้น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเกมแนว Action ที่น่าสนใจอยู่เกมหนึ่งวางจำหน่ายให้เราได้เล่นกันกับเกมที่มีชื่อว่า “Werewolf : Apocalypse - Earthblood” ผลงานจากทีมผู้พัฒนาเกม Cyanide Studio ทำไมเกวลินถึงสนใจเกมนี้น่ะหรอคะ เพราะว่าเราไม่ค่อยได้เห็นเกมที่เกี่ยวข้องกับ ‘มนุษย์หมาป่า’ สักเท่าไหร่ ก็เลยจัดเกมนี้มาลองเล่นดูสักหน่อย บอกไว้ก่อนนะคะรีวิวเกมนี้จะตรงไปตรงมามาก ๆ ก็จะมีการอธิบายผลการทดสอบจากการเล่นบนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 และ PC ค่ะ   กราฟฟิกของเกมมันตรงกันข้ามกับคำว่า “Next-Gen” ซะจริง… คือต้องบอกก่อนว่าเกวลินเล่นเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood บนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 ซึ่งมีแพทช์ออกมาเพื่ออัปเกรดกราฟฟิกและความลื่นไหลให้กับตัวเกมด้วย แต่ผลที่ได้ก็คือกราฟฟิกมันดูไม่สวยงามหรืออลังการงานสร้างสมกับคำว่า “Next-Gen” เข้ากับยุคสมัยสักเท่าไหร่ แต่พอไปลองเทสเกมนี้บนแพลตฟอร์ม PC เอาจริง ๆ ก็สวยกว่าเล็กน้อยพวกแสง เงา ที่กระทบต่อวัตถุ รวม ๆ แล้วถ้าอยากจะเล่นแบบฟิน ๆ ก็คงเล่นบน PC ดูจะโอเคมากกว่าค่ะ ดังนั้นใครที่เล่นเกมนี้บนแพลตฟอร์มคอนโซลไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็คงต้องทำใจสักเล็กน้อยนะคะ เกมเพลย์ที่ผสมผสานจนดูดี แต่ถ้ามองลึก ๆ มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล!? เห็นหัวข้ออย่าพึ่งตัดสินใจว่าเกวลินไม่ชอบเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood นะคะ จริง ๆ แล้วเกมเพลย์ตอนต่อสู้กับศัตรูทั่ว ๆ ไปถือว่าสนุกมาก ๆ แล้วก็มีความยากระดับหนึ่งเลยละ ถ้าเราคิดจะบุกป่าฝ่าดงศัตรูมันไม่ใช่ความคิดที่ถูกเสมอไปค่ะ ดังนั้นการที่เราค่อย ๆ ลอบฆ่าดูจะโอเคมากกว่า ตัวเราสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์มหาป่าได้ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อศัตรูรู้ตำแหน่งของเราความสนุกของเกมนี้จะเริ่มต้นขึ้นค่ะ ศัตรูทั่วทั้งฉากจะบุกเข้ามารุมยำเราแบบเต็มที่ไม่ให้เราได้พักหายใจ หายคอกันเลย แต่จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า ‘พวกมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ต่อกรซึ่ง ๆ หน้า’ ดังนั้นเราอาจจะเป็นฝ่ายวูบเองก็เป็นได้ค่ะ เกลวินตายบ่อยกับศัตรูระดับธรรมดามากกว่า แต่เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูระดับ Boss หลายต่อหลายครั้งที่รู้สึกว่า เพราะถ้าเราจับจุดการเคลื่อนไหว หรือ การโจมตีของบอสได้แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที ทำให้บางครั้งเราสามารถอัดบอสรัว ๆ จนพลังชีวิตของมันหมดหลอดโดยที่มันยังไม่ได้เตรียมตัวหรือตั้งหลักรอบใหม่เลย ทำให้การต่อสู้กับบอสหลายครั้งรู้สึกไม่ท้าทายเท่าศัตรูระดับธรรมดาที่โจมตีได้รุนแรงและบุกเข้ามาพร้อมกันมากกว่า ในด้านเชิงของเกมเพลย์จริง ๆ แล้วมัน ‘สนุก!’ แถมออกแนวเลือดสาด 18+ ด้วยซ้ำไป การโจมตีของเราจะมีทั้งการโจมตีหนัก, โจมตีเบา, โจมตีกลางอากาศ, การพุ่งเข้าชนเพื่อสร้างความเสียหาย หรือการใช้อาวุธบางชนิดในการปิดการสังหารศัตรู เป็นต้น ทั้งหมดนี้เราจะต้องมีการอัปสกิลต่าง ๆ เพื่อให้เกมเพลย์ดูลื่นไหลมากกว่าเดิม แม้จะว่าฟังดีแต่มันก็ขาดความลื่นไหลของเกมเพลย์ในบางช่วงเวลา เพราะตัวละครของเราไม่ได้เป็นแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องกลายร่างเป็น ‘มนุษย์หมาป่า’ ด้วย ทำให้รูปแบบการโจมตีจะมีทั้งเร็ว ช้า แตกต่างกันออกไป สิ่งที่สำคัญเราจะต้องจำท่าการโจมตีเพื่อใช้ทำคอมโบให้ดีมันจะช่วยให้เราเล่นเกมนี้ได้สนุกมากยิ่งขึ้นค่ะ แล้วอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าถ้าเราอยากจะให้การโจมตีหลากหลายสิ่งที่ช่วยได้คือ ‘การอัปสกิล’ เกมนี้มีสกิลให้เลือกอัปเกรดเพียบเลยค่ะ เราจะต้องใช้แต้มในการอัปที่แต่ละสกิลก็จะใช้มากน้อยแตกต่างกันออกไป ความน่าสนใจของเกมนี้คือเราสามารถรีเซ็ตสกิลได้ตลอดเวลาเพื่อให้เราสามารถจัดสายที่ต้องการจะเล่นได้อย่างอิสระนั่นเอง ถือว่าเป็นข้อดีที่จะทำให้ผู้เล่นได้รู้ว่าตนเองควรจะเล่นสายไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด เพลงประกอบที่ช่วยเสริมให้การเล่นยังเพลินได้!? ฟังดูมันอาจจะตลกแต่มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ตัวเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood เมื่อเข้าสู่ฉากต่อสู้เพลงประกอบจะกลายเป็นดนตรีร็อค ๆ ขึ้นมาในทันที ทำให้ผู้เล่นรู้สึกฮึกเหิมในการเล่นมากยิ่งขึ้น โดยรวมเพลงประกอบส่วนนี้มาช่วยทำให้เกมดูดีขึ้น เพราะพูดตรง ๆ ว่าเกมเพลย์มันล้าหลังไปนิดทำให้คนที่เล่นไปนาน ๆ อาจจะรู้สึกเบื่อขึ้นมาก็เป็นได้ค่ะ สรุปโดยรวม ตัวเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood เป็นเกมแนว Action ที่ผสมผสานความเป็น RPG เล็กน้อย เนื้อหาการนำเสนอคือน่าสนใจนะที่เราจะได้สวมบทบาทเป็น ‘มนุษย์หมาป่า’ แต่น่าเสียดายที่เกมมันไปไม่สุดจริง ๆ ทั้งเกมเพลย์ที่ดูอาจจะสนุกแต่ระบบกลับล้าสมัยไปนิดมันทำให้นึกถึงเราเล่นเกมแอ็คชั่นสมัยยุคเครื่อง PlayStation รุ่นเก่า ๆ เลยนะคะ โชคดีที่ความลื่นไหลของเกมเพลย์มันไม่มีสะดุดตรงนี้ขอปรบมือดัง ๆ ให้เลยค่ะ ส่วนกราฟฟิกบนเครื่องเกมคอนโซลมันไม่ได้สวยแบบที่มันควรจะเป็นนี่อะสิ เอาเป็นว่ามันก็เล่นได้เพลิน ๆ นั่นแหละค่ะ คุณผู้อ่าน คุณผู้ชม! [penci_review id="79430"]
22 Feb 2021
[Review] Blue Archive สวมบทบาทอาจารย์กอบกู้โรงเรียนที่รัก
ช่วงเสี้ยวสุดท้ายก่อนที่เราจะหมดสตินั้น ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กล่าวกับเราว่า เราอาจจะเป็นความหวังที่จะกอบกู้ระบบของสหพันธ์นักเรียนได้ เราคือผู้กอบกู้ที่จะทำทุกอย่างที่เคยพังทลายกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะมืดลงและตื่นขึ้นมาบนตึกแห่งหนึ่ง...ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของเมือง Kivotos อันสวยงามจากกลางเมือง แต่เขนชนบทกลับดูทรุดโทรมและพังทลายจากภัยพิบัติต่างๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นในฐานะ อาจารย์ ของเราเอง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเรื่องราวบทนำของเกมมือถือที่กำลังเป็นกระแสสุดๆ ณ ตอนนี้ และเป็นเกมที่ไต่อันดับความนิยมติด Top 10 ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันของ Store ญี่ปุ่น นั้นก็คือเกมที่ชื่อว่า Blue Archive นั้นเอง และแน่นอนว่าทางเราก็ไม่พลาดที่ต้องลองเกมนี้แล้วมารีวิวเล่าสู่กันฟังสำหรับใครที่ยังลังเลว่าเกมนี้จะสนุกเหมือนคนญ๊่ปุ่นได้กล่าวถึงมากไหม ลองมาอ่านบทความนี้ดูได้เลย ================================================== แค่เข้าหน้าเกม ก็หลงรักโดยไร้เหตุผล สิ่งแรกที่ทำให้เกม Blue Archive ประสบความสำเร็จเลยก็คือ การสร้าง Impression หรือภาษาชาวบ้านว่า สร้างบรรยากาศ "รักแรกพบ" ได้ดีมากๆ ทั้งภาพและเสียง รวมถึงช่วงก่อนที่ตัวเกมจะเปิดก็ได้มีการโปรโมตเกี่ยวกับเพลงเปิดหรือเพลง OP ของเกมนี้ซึ่งเป็นเพลงที่ชื่อว่า Clear Morning ขับร้องโดยคุณ Yui Ogura ซึ่งเป็นคนพากย์เสียงตัวละคร "Shiroko" ตัวละครเอกในเกมอีกด้วย เมื่อทุกอย่างได้ถูกถ่ายทอดออกมา มันทำให้ทุกอย่างรู้สึกกล่มกล่อมอย่างบอกไม่ถูก และช่วงแรกที่มองว่า เกมแนว Character Collect, Tactical RPG, Turn-Base มีธีมเป็นสาวปืน มันทำให้คิดว่าเกมนี้ต้องมีความดาร์คประดุจจักรวาล DC แน่ๆ...แต่ตรงกันข้าม เกมนี้กลับค่อนข้างสดใสซึ่งเป็นอะไรที่แปลกพอสมควร แต่ความใสนี้ ไม่ใช่เนื้อเรื่องจะเบาสมอง แต่มันกลับมีความหนักแน่น เนื้อเรื่องชวนติดตามและลำดับการเล่าเรื่องที่มีทั้งความสนุก, ความกาว, ความหนักของเนื้อเรื่องที่กำลังพอดีและปริศนาชวนติดตาม โดยเฉพาะการเล่าถึงบรรยากาศของเมือง Kivotos ที่กลางเมืองนั้นดูสวยงามสดใส แต่พอห่างจากตัวเมืองก็ได้เห็นตึกอาคารที่เสียหาย ทำให้รู้ว่าเมืองแห่งนี้ต้องมีอะไรที่มากกว่าความสดใส่ที่อยู่เห็นตรงหน้า ภาพประกอบ CG ต่างๆ ถือว่างามเป็นอันดับต้นๆ หนึ่งจุดเด่นหลักของเกม Blue Archive ก็คงจะไม่พ้นเรื่อง CG ภาพต่างๆ ที่ทีมงาน Yostar ลงทุนลงแรงมากๆ จากครั้งแรกที่เล่นเลยคืออย่างชอบและหลงกับภาพสวยๆ น่ารักอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะฉากการปรากฎตัวครั้งแรกของน้อง Alona หรือ AI สาวน้อยที่ปรากฎครั้งแรกบน Tablet ที่ส่งต่อมาจาก Rin ผู้แทนสหพันธ์นักเรียนให้กับเราไว้ใช้งาน ทำให้รู้ว่าภาพงาน CG แต่ละภาพ แทบไม่มีร่องรอยการเผา ( ลองทำงานเผาสิคนด่ายับแน่ ) และคงจะไม่พูดถึงน้อง Shiroko ก็คงไม่ได้ ถือเป็นหนึ่งตัวละครเอกของ Blue Archive ที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ทั้งจากนี้และอนาคต โดยปกติเกมอื่นๆ แล้วหากมีตัวเอก ส่วนใหญ่มักจะดูจืดจางไปบ้าง แต่ไม่ใช่กับ Shiroko ที่ปรากฎตัวครั้งแรกในเกมก็แทบได้รับความนิยมสูงจนมี Fanart มากมาย มันทำให้เห็นว่าทีมงานผู้พัฒนากำลังเดินมาถูกทางแล้ว เนื้อเรื่องสดใส แต่หนักแน่น เข้ากันอย่างกลมกลืน ในเนื้อเรื่องเกม Blue Archive เราจะรับบทเป็น "คนนอก" ที่ถูกรัฐบาลส่งตัวมายัง สหพันธ์นักเรียนของเมือง Kivotos ในฐานะ "อาจารย์" ซึ่งเมือง Kivotos นั้นปกครองด้วยระบอบสภานักเรียน เราจะตื่นขึ้นและพบว่าเราได้อยู่กับ Rin สาวหูเอลฟ์ซึ่งเป็นผู้รักษาการประธานสหพันธ์นักเรียนและแนะนำเมือง Kivotos ให้เราเห็นว่าสภาพบ้านเมืองที่มีทั้งด้านสวยงามและทรุดโทรม โดยเราจะถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูจากภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเมืองนี้ พร้อมทั้งช่วยกันออกตามหาประธานนักเรียนของสหพันธ์ที่หายตัวไปด้วย แต่ด้วยที่ว่าเราคือ "คนนอก" ทำให้เราต้องมีชมรมเพื่อที่จะมีอำนาจในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ทำให้อาจารย์ต้องเข้ายึดอาคาร S.C.H.A.L.E ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของอาจารย์คนเก่าก่อนหายสาปสูญและถูกยึดโดยผู้ก่อการร้ายแกงค์หมวกกันน็อค ( ชื่อเท่ซะไม่มีเลย ) ซึ่งเราก็ทำการยึดมาได้และตั้งชมรม S.C.H.A.L.E ขึ้นมา โดยรินได้มอบ Tablet ให้กับเราซึ่งภายในบรรจุ A.I. สาวน้อยที่ชื่อ อโลน่า เอาไว้ซึ่งเราถูกสหพันธ์นักเรียนฝากฝังและใช้อำนาจได้เต็มที่ และจุดเริ่มต้นของอาจารย์ที่จะเป็นความหวังในการดูและรอบอบสภานักเรียนและฟื้นฟูเมือง Kivotos ก็ได้เริ่มต้นขึ้น นี่เป็นแค่การเล่าเรื่องย่อเท่านั้นเนื้อหาอาจจะไม่ครบเท่าไหร่ ซึ่งเอาจริงๆ เนื้อเรื่องและรายละเอียดมีเยอะมาก และบอกได้เลยว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างจะหนักเอาเรื่อง แต่ก็ไม่ขั้นกับดาร์คหนักๆ เหมือน Arknights, Azur Lane หรือ Girls Frontline แต่ว่ามันก็เข้ากับ Blue Archive และหลายๆ คนที่อยากจะเสพเนื้อเรื่องที่ไม่ดาร์คแต่เนื้อเรื่องเข้มๆ บ้าง ทำให้เราอินกับมันได้โดยไม่ต้องรู้สึกเครียดแต่ก็มีเรื่องให้ลุ้นชวนติดตามเช่นกัน การสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนคือลูกเล่นที่ดีงาม ลูกเล่นที่ดีงามสำหรับ Blue Archive คือระบบแชทกับนักเรียน ซึ่งจริงๆ มันคือการเล่าเรื่อง Story ของนักเรียนแต่ละคนผ่านทางการแชทมือถือ มันทำให้รู้สึกเป็นอะไรที่ใหม่และสมเหตุสมผลมากๆ สำหรับเด็กวันรุ่นสมัยนี้มีอะไรก็แชทส่งกัน โดยนักเรียนแต่ละคนจะแชทมาหาเราก็ขึ้นอยู่กับการสร้างค่าความสัมพันธ์ ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์แต่ละระดับนอกจากจะทำให้นักเรียนสนิทสนมกับเรา แชทเข้าหาเราให้อบอุ่นหัวใจ ก็ยังจะมอบเพชรและค่า Status พิเศษที่จะเสริมพลังตอนต่อสู้อีกด้วย และที่สำคัญคือ หากเราปลดล็อคค่าความสัมพันธ์จนถึงระดับหนึ่ง ก็จะเป็นการปลดล็อคภาค CG แบบ Live 2D ของนักเรียนแต่ละคนอีกด้วย โดยในภาพ Live 2D นั้นจะมีการเล่าเรื่องของนักเรียนแฝงอยู่ ยกตัวอย่างกรณีของ "Takahashi Hoshino" นักเรียนชั้นปีสามของโรงเรียน Abydos ที่ทางนี้ได้ปั่นค่าความสัมพันธ์จนปลด Live 2D ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ก็แค่การที่ผู้เล่นพาเธอมาเดทไปเที่ยวอคาเรียม แต่ประโยคคำพูดของเธอเชิงตัดเพ้อทำให้รู้ว่า เธอเป็นหนึ่งในห้าคนของโรงเรียน Abydos ที่ยังเหลืออยู่และต้องแบกรับอะไรหนักหนามากกว่าเด็กอายุ 17 จะรับได้ แต่เธอก็ไม่อาจละทิ้งในฐานะผู้อาวุโสที่สุดของโรงเรียนนี้เช่นกัน ( และมันทำให้คนเขียนหลงรักโฮชิโนะจนหมดหัวใจเช่นกัน ฮ่าๆ ) ระบบการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Blue Archive ระบบการต่อสู้ต่างๆ นั้น ไม่ว่างจะเป็นการต่อสู้ผ่านเนื้อเรื่อง, PvP หรือแม้กระทั่ง Raid Boss ก็ตาม ระบบการต่อสู้จะเหมือนๆ กันนั้นก็คือ เราจะเลือกนักเรียนลงสนามต่อสู้ได้ทั้งหมด 6 คนต่อหนึ่งทีม โดยแบ่งเป็น Striker หรือชุดจู่โจม 4 คน จะทำหน้าที่วิ่งเข้าต่อสู้และกวาดล้างศัตรูเป็นหลัก และ Special หรือทีมสนับสนุน 2 คน จะเน้นการสร้าง Buff ต่างๆ, สร้างเกราะ, Heal เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งช่วยการโจมตีได้ แต่จะอยู่แนวหลังไม่ได้ลงภาคสนามเหมือนชุดจู่โจม และนักเรียนทุกคนจะมีสกิลและค่าการใช้ Cost มากน้อยต่างกัน และเมื่อกดใช้ จะมีการเข้าคัตซีนการใช้ท่าเล็กน้อยให้ชม ซึ่งโยชิโนะนั้นท่าการใช้สกิลเท่บาดใจมากๆ เพราะเธอกางโล่แล้วเอาปืนลูกซองตั้งพาดไว้แล้วเดินทำลายแนวหน้าศัตรู ( เหมือนสกิลตั้งโล่อาวุธในเกม Division 2 เลย ) ที่สำคัญเลยเลยคือ ฉากภายในเกมมีความสำคัญมากๆ ที่กำบังและสิ่งก่อสร้างทุกอย่างสามารถถูกเราและศัตรูทำลายได้ ( คงได้แรงบัลดาลใจมาจากซีรี่ส์ Battlefield มาแน่ๆ ) ซึ่งดูเหมือนจะดีนะ แต่ใครที่มีมือถือสเปคไม่สูงก็อาจจะเจอปัญหากระตุกบ้าง อาจจะต้องปรับตั้งค่าลดกราฟิคลงเสียหน่อย และระบบการเล่นจะดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทุกอย่างเป็นอนิเมชั่น 3D แบบ Chibi ดูไม่น่าเบื่อ แต่เราก็ไม่สามารถบังคับตัวละครให้หลบเข้าที่กำบังตามใจต้องการไม่ได้ ซึ่งเป็นอะไรที่แย่แท้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่อะไรนัก และอีกข้อที่ทำให้ระบบการเล่นนั้นดูน่าสนใจคือ นักเรียนทุกคนมีความสามารถทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัว 1 ดาว หรือ 3 ดาวก็ตาม เพราะทุกตัวนั้นจะมีความชำนาญพื้นที่และประเภทการโจมตีไม่เหมือนกัน อย่างเช่นตัวละครหนึ่งดาวชำนาญการสู้รบตัวเมืองและโจมตีเป็นประเภทสายสีแดง และเล่นอยู่บนพื้นที่ในตัวเมือง ก็ทำให้เธอโจมตีได้รุนแรงกว่าตัวนักเรียน 3 ดาวที่ไม่ได้ชำนาญการสู้รบในเมือง ทำให้อาจารย์ตั้งปั้นเหล่านักเรียนให้หลากหลาย ไม่มีปั้นตัวอวยเพื่อแบกทีมทั้งเกมอย่างแน่นอน ซึ่งมันดีที่ว่าทำให้เกิดความหลากหลายในการเล่น แต่อาจจะไม่ดีสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าลำบากยุ่งยากเกินไป ================================================== โดยสรุปแล้ว Blue Archive นั้นเล่นสนุกและเนื้อเรื่องครบรส กราฟิคสวยงาม แม้ตอนต่อสู้จะเป็นแบบร่าง Chibi แต่ก็เป็น Chibi แบบสามมิติ ทำให้เราไม่อยากจะ Skip การต่อสู้ของเหล่านักเรียนเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่จุดข้อสังเกตุก็มีให้เห็นบ้างเช่นบัคประปรายหรือบัคตลกๆ ก็โผล่ให้เห็นบ้าง แม้จะไม่มีผลต่อตัวเกม แต่มันก็เป็นอะไรที่ไม่ดีนักซึ่งก็คาดหวังว่าจะแก้ให้เร็ววัน อีกทั้งตัวเกมกินสเปคค่อนข้างสูง หากใครมือถือไม่แรงก็แนะนำปรับกราฟฟิคระดับกลางๆ ต่ำๆ ก็เล่นสนุกได้เช่นกัน แต่ทางผู้เขียนเองใช้ Poco X3 ปรับสุด 60FPS ได้แต่เครื่องก็ร้อนเอาเรื่องหากไม่ใส่เคส...หากใครอยากลองเกมแนววางแผนที่มีเนื้อเรื่องครบเครื่องแต่ไม่เน้นเครียดหรือดาร์ค เกม Blue Archive เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องลองให้ได้สักครั้งเลยล่ะ! และสุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า "ลุงโฮชิโนะน่ารักที่สุดในสามโลก"   ข้อดี: - ภาพ Live 2D จัดว่าดีงามมาก - BGM ทำออกมาได้ลงตัวกลมกล่อม - เนื้อเรื่องหนักแน่นแต่ไม่เครียด สมดุลระหว่างความดาร์คและความสดใส - ระบบการเล่นที่ท้าทายแต่เข้าใจง่าย ข้อสังเกตุ: - เล่นบนเครื่องจำลองใน PC จะหลุดบ่อย - เป็นเกมที่กินสเปคสูงพอสมควร - เป็นเกมที่ต้องปั้นตัวละครเกือบทุกตัวทำให้รู้สึกลำบาก [penci_review id="79269"]
22 Feb 2021
[Review] Blue Archive สวมบทบาทอาจารย์กอบกู้โรงเรียนที่รัก
ช่วงเสี้ยวสุดท้ายก่อนที่เราจะหมดสตินั้น ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กล่าวกับเราว่า เราอาจจะเป็นความหวังที่จะกอบกู้ระบบของสหพันธ์นักเรียนได้ เราคือผู้กอบกู้ที่จะทำทุกอย่างที่เคยพังทลายกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะมืดลงและตื่นขึ้นมาบนตึกแห่งหนึ่ง...ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของเมือง Kivotos อันสวยงามจากกลางเมือง แต่เขนชนบทกลับดูทรุดโทรมและพังทลายจากภัยพิบัติต่างๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นในฐานะ อาจารย์ ของเราเอง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเรื่องราวบทนำของเกมมือถือที่กำลังเป็นกระแสสุดๆ ณ ตอนนี้ และเป็นเกมที่ไต่อันดับความนิยมติด Top 10 ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันของ Store ญี่ปุ่น นั้นก็คือเกมที่ชื่อว่า Blue Archive นั้นเอง และแน่นอนว่าทางเราก็ไม่พลาดที่ต้องลองเกมนี้แล้วมารีวิวเล่าสู่กันฟังสำหรับใครที่ยังลังเลว่าเกมนี้จะสนุกเหมือนคนญ๊่ปุ่นได้กล่าวถึงมากไหม ลองมาอ่านบทความนี้ดูได้เลย ================================================== แค่เข้าหน้าเกม ก็หลงรักโดยไร้เหตุผล สิ่งแรกที่ทำให้เกม Blue Archive ประสบความสำเร็จเลยก็คือ การสร้าง Impression หรือภาษาชาวบ้านว่า สร้างบรรยากาศ "รักแรกพบ" ได้ดีมากๆ ทั้งภาพและเสียง รวมถึงช่วงก่อนที่ตัวเกมจะเปิดก็ได้มีการโปรโมตเกี่ยวกับเพลงเปิดหรือเพลง OP ของเกมนี้ซึ่งเป็นเพลงที่ชื่อว่า Clear Morning ขับร้องโดยคุณ Yui Ogura ซึ่งเป็นคนพากย์เสียงตัวละคร "Shiroko" ตัวละครเอกในเกมอีกด้วย เมื่อทุกอย่างได้ถูกถ่ายทอดออกมา มันทำให้ทุกอย่างรู้สึกกล่มกล่อมอย่างบอกไม่ถูก และช่วงแรกที่มองว่า เกมแนว Character Collect, Tactical RPG, Turn-Base มีธีมเป็นสาวปืน มันทำให้คิดว่าเกมนี้ต้องมีความดาร์คประดุจจักรวาล DC แน่ๆ...แต่ตรงกันข้าม เกมนี้กลับค่อนข้างสดใสซึ่งเป็นอะไรที่แปลกพอสมควร แต่ความใสนี้ ไม่ใช่เนื้อเรื่องจะเบาสมอง แต่มันกลับมีความหนักแน่น เนื้อเรื่องชวนติดตามและลำดับการเล่าเรื่องที่มีทั้งความสนุก, ความกาว, ความหนักของเนื้อเรื่องที่กำลังพอดีและปริศนาชวนติดตาม โดยเฉพาะการเล่าถึงบรรยากาศของเมือง Kivotos ที่กลางเมืองนั้นดูสวยงามสดใส แต่พอห่างจากตัวเมืองก็ได้เห็นตึกอาคารที่เสียหาย ทำให้รู้ว่าเมืองแห่งนี้ต้องมีอะไรที่มากกว่าความสดใส่ที่อยู่เห็นตรงหน้า ภาพประกอบ CG ต่างๆ ถือว่างามเป็นอันดับต้นๆ หนึ่งจุดเด่นหลักของเกม Blue Archive ก็คงจะไม่พ้นเรื่อง CG ภาพต่างๆ ที่ทีมงาน Yostar ลงทุนลงแรงมากๆ จากครั้งแรกที่เล่นเลยคืออย่างชอบและหลงกับภาพสวยๆ น่ารักอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะฉากการปรากฎตัวครั้งแรกของน้อง Alona หรือ AI สาวน้อยที่ปรากฎครั้งแรกบน Tablet ที่ส่งต่อมาจาก Rin ผู้แทนสหพันธ์นักเรียนให้กับเราไว้ใช้งาน ทำให้รู้ว่าภาพงาน CG แต่ละภาพ แทบไม่มีร่องรอยการเผา ( ลองทำงานเผาสิคนด่ายับแน่ ) และคงจะไม่พูดถึงน้อง Shiroko ก็คงไม่ได้ ถือเป็นหนึ่งตัวละครเอกของ Blue Archive ที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ทั้งจากนี้และอนาคต โดยปกติเกมอื่นๆ แล้วหากมีตัวเอก ส่วนใหญ่มักจะดูจืดจางไปบ้าง แต่ไม่ใช่กับ Shiroko ที่ปรากฎตัวครั้งแรกในเกมก็แทบได้รับความนิยมสูงจนมี Fanart มากมาย มันทำให้เห็นว่าทีมงานผู้พัฒนากำลังเดินมาถูกทางแล้ว เนื้อเรื่องสดใส แต่หนักแน่น เข้ากันอย่างกลมกลืน ในเนื้อเรื่องเกม Blue Archive เราจะรับบทเป็น "คนนอก" ที่ถูกรัฐบาลส่งตัวมายัง สหพันธ์นักเรียนของเมือง Kivotos ในฐานะ "อาจารย์" ซึ่งเมือง Kivotos นั้นปกครองด้วยระบอบสภานักเรียน เราจะตื่นขึ้นและพบว่าเราได้อยู่กับ Rin สาวหูเอลฟ์ซึ่งเป็นผู้รักษาการประธานสหพันธ์นักเรียนและแนะนำเมือง Kivotos ให้เราเห็นว่าสภาพบ้านเมืองที่มีทั้งด้านสวยงามและทรุดโทรม โดยเราจะถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูจากภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเมืองนี้ พร้อมทั้งช่วยกันออกตามหาประธานนักเรียนของสหพันธ์ที่หายตัวไปด้วย แต่ด้วยที่ว่าเราคือ "คนนอก" ทำให้เราต้องมีชมรมเพื่อที่จะมีอำนาจในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ทำให้อาจารย์ต้องเข้ายึดอาคาร S.C.H.A.L.E ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของอาจารย์คนเก่าก่อนหายสาปสูญและถูกยึดโดยผู้ก่อการร้ายแกงค์หมวกกันน็อค ( ชื่อเท่ซะไม่มีเลย ) ซึ่งเราก็ทำการยึดมาได้และตั้งชมรม S.C.H.A.L.E ขึ้นมา โดยรินได้มอบ Tablet ให้กับเราซึ่งภายในบรรจุ A.I. สาวน้อยที่ชื่อ อโลน่า เอาไว้ซึ่งเราถูกสหพันธ์นักเรียนฝากฝังและใช้อำนาจได้เต็มที่ และจุดเริ่มต้นของอาจารย์ที่จะเป็นความหวังในการดูและรอบอบสภานักเรียนและฟื้นฟูเมือง Kivotos ก็ได้เริ่มต้นขึ้น นี่เป็นแค่การเล่าเรื่องย่อเท่านั้นเนื้อหาอาจจะไม่ครบเท่าไหร่ ซึ่งเอาจริงๆ เนื้อเรื่องและรายละเอียดมีเยอะมาก และบอกได้เลยว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างจะหนักเอาเรื่อง แต่ก็ไม่ขั้นกับดาร์คหนักๆ เหมือน Arknights, Azur Lane หรือ Girls Frontline แต่ว่ามันก็เข้ากับ Blue Archive และหลายๆ คนที่อยากจะเสพเนื้อเรื่องที่ไม่ดาร์คแต่เนื้อเรื่องเข้มๆ บ้าง ทำให้เราอินกับมันได้โดยไม่ต้องรู้สึกเครียดแต่ก็มีเรื่องให้ลุ้นชวนติดตามเช่นกัน การสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนคือลูกเล่นที่ดีงาม ลูกเล่นที่ดีงามสำหรับ Blue Archive คือระบบแชทกับนักเรียน ซึ่งจริงๆ มันคือการเล่าเรื่อง Story ของนักเรียนแต่ละคนผ่านทางการแชทมือถือ มันทำให้รู้สึกเป็นอะไรที่ใหม่และสมเหตุสมผลมากๆ สำหรับเด็กวันรุ่นสมัยนี้มีอะไรก็แชทส่งกัน โดยนักเรียนแต่ละคนจะแชทมาหาเราก็ขึ้นอยู่กับการสร้างค่าความสัมพันธ์ ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์แต่ละระดับนอกจากจะทำให้นักเรียนสนิทสนมกับเรา แชทเข้าหาเราให้อบอุ่นหัวใจ ก็ยังจะมอบเพชรและค่า Status พิเศษที่จะเสริมพลังตอนต่อสู้อีกด้วย และที่สำคัญคือ หากเราปลดล็อคค่าความสัมพันธ์จนถึงระดับหนึ่ง ก็จะเป็นการปลดล็อคภาค CG แบบ Live 2D ของนักเรียนแต่ละคนอีกด้วย โดยในภาพ Live 2D นั้นจะมีการเล่าเรื่องของนักเรียนแฝงอยู่ ยกตัวอย่างกรณีของ "Takahashi Hoshino" นักเรียนชั้นปีสามของโรงเรียน Abydos ที่ทางนี้ได้ปั่นค่าความสัมพันธ์จนปลด Live 2D ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ก็แค่การที่ผู้เล่นพาเธอมาเดทไปเที่ยวอคาเรียม แต่ประโยคคำพูดของเธอเชิงตัดเพ้อทำให้รู้ว่า เธอเป็นหนึ่งในห้าคนของโรงเรียน Abydos ที่ยังเหลืออยู่และต้องแบกรับอะไรหนักหนามากกว่าเด็กอายุ 17 จะรับได้ แต่เธอก็ไม่อาจละทิ้งในฐานะผู้อาวุโสที่สุดของโรงเรียนนี้เช่นกัน ( และมันทำให้คนเขียนหลงรักโฮชิโนะจนหมดหัวใจเช่นกัน ฮ่าๆ ) ระบบการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Blue Archive ระบบการต่อสู้ต่างๆ นั้น ไม่ว่างจะเป็นการต่อสู้ผ่านเนื้อเรื่อง, PvP หรือแม้กระทั่ง Raid Boss ก็ตาม ระบบการต่อสู้จะเหมือนๆ กันนั้นก็คือ เราจะเลือกนักเรียนลงสนามต่อสู้ได้ทั้งหมด 6 คนต่อหนึ่งทีม โดยแบ่งเป็น Striker หรือชุดจู่โจม 4 คน จะทำหน้าที่วิ่งเข้าต่อสู้และกวาดล้างศัตรูเป็นหลัก และ Special หรือทีมสนับสนุน 2 คน จะเน้นการสร้าง Buff ต่างๆ, สร้างเกราะ, Heal เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งช่วยการโจมตีได้ แต่จะอยู่แนวหลังไม่ได้ลงภาคสนามเหมือนชุดจู่โจม และนักเรียนทุกคนจะมีสกิลและค่าการใช้ Cost มากน้อยต่างกัน และเมื่อกดใช้ จะมีการเข้าคัตซีนการใช้ท่าเล็กน้อยให้ชม ซึ่งโยชิโนะนั้นท่าการใช้สกิลเท่บาดใจมากๆ เพราะเธอกางโล่แล้วเอาปืนลูกซองตั้งพาดไว้แล้วเดินทำลายแนวหน้าศัตรู ( เหมือนสกิลตั้งโล่อาวุธในเกม Division 2 เลย ) ที่สำคัญเลยเลยคือ ฉากภายในเกมมีความสำคัญมากๆ ที่กำบังและสิ่งก่อสร้างทุกอย่างสามารถถูกเราและศัตรูทำลายได้ ( คงได้แรงบัลดาลใจมาจากซีรี่ส์ Battlefield มาแน่ๆ ) ซึ่งดูเหมือนจะดีนะ แต่ใครที่มีมือถือสเปคไม่สูงก็อาจจะเจอปัญหากระตุกบ้าง อาจจะต้องปรับตั้งค่าลดกราฟิคลงเสียหน่อย และระบบการเล่นจะดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทุกอย่างเป็นอนิเมชั่น 3D แบบ Chibi ดูไม่น่าเบื่อ แต่เราก็ไม่สามารถบังคับตัวละครให้หลบเข้าที่กำบังตามใจต้องการไม่ได้ ซึ่งเป็นอะไรที่แย่แท้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่อะไรนัก และอีกข้อที่ทำให้ระบบการเล่นนั้นดูน่าสนใจคือ นักเรียนทุกคนมีความสามารถทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัว 1 ดาว หรือ 3 ดาวก็ตาม เพราะทุกตัวนั้นจะมีความชำนาญพื้นที่และประเภทการโจมตีไม่เหมือนกัน อย่างเช่นตัวละครหนึ่งดาวชำนาญการสู้รบตัวเมืองและโจมตีเป็นประเภทสายสีแดง และเล่นอยู่บนพื้นที่ในตัวเมือง ก็ทำให้เธอโจมตีได้รุนแรงกว่าตัวนักเรียน 3 ดาวที่ไม่ได้ชำนาญการสู้รบในเมือง ทำให้อาจารย์ตั้งปั้นเหล่านักเรียนให้หลากหลาย ไม่มีปั้นตัวอวยเพื่อแบกทีมทั้งเกมอย่างแน่นอน ซึ่งมันดีที่ว่าทำให้เกิดความหลากหลายในการเล่น แต่อาจจะไม่ดีสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าลำบากยุ่งยากเกินไป ================================================== โดยสรุปแล้ว Blue Archive นั้นเล่นสนุกและเนื้อเรื่องครบรส กราฟิคสวยงาม แม้ตอนต่อสู้จะเป็นแบบร่าง Chibi แต่ก็เป็น Chibi แบบสามมิติ ทำให้เราไม่อยากจะ Skip การต่อสู้ของเหล่านักเรียนเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่จุดข้อสังเกตุก็มีให้เห็นบ้างเช่นบัคประปรายหรือบัคตลกๆ ก็โผล่ให้เห็นบ้าง แม้จะไม่มีผลต่อตัวเกม แต่มันก็เป็นอะไรที่ไม่ดีนักซึ่งก็คาดหวังว่าจะแก้ให้เร็ววัน อีกทั้งตัวเกมกินสเปคค่อนข้างสูง หากใครมือถือไม่แรงก็แนะนำปรับกราฟฟิคระดับกลางๆ ต่ำๆ ก็เล่นสนุกได้เช่นกัน แต่ทางผู้เขียนเองใช้ Poco X3 ปรับสุด 60FPS ได้แต่เครื่องก็ร้อนเอาเรื่องหากไม่ใส่เคส...หากใครอยากลองเกมแนววางแผนที่มีเนื้อเรื่องครบเครื่องแต่ไม่เน้นเครียดหรือดาร์ค เกม Blue Archive เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องลองให้ได้สักครั้งเลยล่ะ! และสุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า "ลุงโฮชิโนะน่ารักที่สุดในสามโลก" [penci_review id="79269"]
22 Feb 2021
รีวิว The Sims 4 - Paranormal เปลี่ยนแปลงบ้านของคุณให้กลายเป็นคฤหาสน์ผีสิง
เป็นเกมที่มักจะมี Pack เสริมออกมาให้เราเล่นอยู่เสมอเลยนะครับสำหรับ The Sims 4 และอัพเดตล่าสุดที่ผู้พัฒนาใส่เข้ามานั้นก็คือ Stuff Pack นามว่า Paranormal ที่จะเปิดโอกาสให้คุณนั้นได้ไปสัมผัสประสบการณ์เร้นลับให้โลกของซิมส์ที่มันจะเข้ามาเสริมสร้างความแปลกใหม่ และความสนุกในการเล่นเกมนี้ของท่านให้มากขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งในวันนี้พวกเรา GameFever TH นั้นได้เข้าไปลองเล่นมาแล้วครับและจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าตัวเสริมนี้มีอะไรให้ท่านทำบ้าง และควรแค่การซื้อมาเล่นหรือไม่ ? การตกแต่งบ้านสไตล์ผีสิง ถ้าใครกำลังวาดฝันที่อยากให้บ้านซิมส์ของเรานั้นกลายเป็นคฤหาสน์ผีสิง ตัวแพ็คนี้สร้างขึ้นมาตอบโจทย์ท่านแล้ว เพราะในแพ็คเสริมนี้จะมีของแตกแต่งบ้านสไตล์หม่นๆ สไตล์ของตกแต่งจะมีความเป็นยุโรปปนความพิศวงอยู่หน่อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านของท่านแดร็กคิวล่า ที่ระหกระเหินมาอยู่ในเมืองกรุง (55555) มีเตาผิงไฟสไตล์ยุโรป รูปของคนในอดีต ต้องยอมรับว่าตัวผู้เขียนไม่ได้เป็นคนที่มีไอเดียในการแต่งบ้านเก่งนัก แต่จริงๆ มันสามารถแต่งให้กลายเป็นปราสาทสุดหลอนได้เต็มที่ (ถ้าคุณมีไอเดียสร้างสรรค์พอ) พบปะกับเหล่าผีที่จะมาหลอกหลอนในบ้านคุณ สืบเนื่องมาจากในข้อแรกที่เรานั้นสามารถตกแต่งบ้านให้กลายเป็นปราสาทผีสิงได้ถึงขั้นหนึ่ง ในตัวแพ็คเสริมนี้ก็มีระบบที่จะทำให้บ้านคุณนั้นหลายเป็นบ้านผีสิงเต็มตัว จะมีเหล่าผีสางที่จะเข้ามาโผล่หลอกหลอนเราในบ้าน เพื่อนๆ ซิมส์คนไหนที่เข้ามาบ้านเราก็จะต้องหวาดกลัวหลอกแม้กระทั่งเจ้าของบ้านด้วยกันเอง นอกจากนี้ตัวเกมจะมี Event พิเศษที่อาจจะมีเหล่าผีสางตัวพิเศษมาแวะเวียนชื่นชมบ้านของท่าน หรืออาจจะมาให้สิ่งที่พิเศษกับท่านก็ได้ ฝึกพลังพูดคุยกับวิญญาน เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ติดเข้ามาในแพ็คเสริมตัวนี้ กับอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Seance Table ที่จะให้เรานั้นได้ฝึกฝนตัวเองเพื่อสื่อสารกับเหล่าภูติผีวิญญาน หรือถ้ายิ่งเลเวลสูงๆ หน่อยตัวโต๊ะนี้ก็จะมีลูกเล่นแปลกๆ ให้สนุกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนให้ตัวเองกลายเป็นพลังงานวิญญานได้ การเรียกเหล่าผีสางวิเศษออกมาพูดคุยได้โดยตรง การอัญเชิญแม่บ้านโครงกระดูกอย่าง Bonehilda มาช่วยเราปัดกวาดบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือที่พิเศษคือถ้าหากแต้มฝึกฝนวิชาเราถึงขั้นสูงสุด เราก็สามารถกลายเป็นนักปราบผีได้ กลายเป็นหมอผีคอยปราบเหล่าวิญญานตามบ้าน การที่จะให้ผีหลอกเราคนเดียวก็กระไรอยู่ ราสามารถสู้กับเหล่าผีสางได้ เพราะในแพ็ค Paranormal นี้ได้เปิดโอกาสให้เรานั้นมีอาชีพในการไล่ผีสางตามบ้าน หลังจากที่เรานั้นฝึกฝนวิชาวูดูสื่อสารกับผีจนชำนาญแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งชาเลนจ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจมากๆ เป็นเกมการเล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาท้าทายเรา เพราะตัวระบบนี้จะสามารถให้เรานั้นเข้าไปปราบผีด้วยตัวเองโดยตรง ไม่เหมือนอาชีพอื่นๆ ที่จะมีการ Timelap ไปถึงตอนที่งานเสร็จเลย สรุป The Sim 4 Paranormal Stuff ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเสริมสร้างความสนุกให้กับท่าน แต่ก็ต้องบอกก่อนว่านี่มันเป็นเพียง Pack เล็กๆ เท่านั้นไม่ใช่ตัวเสริมขนาดใหญ่ที่จะเปลี่ยนเกมเพลย์ หรือมีแผนที่ใหม่อย่าง Pack อื่นๆ แต่มันจะเป็นส่วนเติมเต็มให้กับท่านในการเล่นเสียมากกว่า บวกกับราคาที่ไม่แพงเพียงแค่ 10$ เท่านั้น มันก็ถือว่าเป็นอะไรที่ท่านมาเป็นจับจองมาเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงอะไรนัก [penci_review id="78241"]
10 Feb 2021
รีวิว Demons Soul Remake นิทานเรื่องเดิมที่สนุกยิ่งกว่าเดิมบนเครื่องใหม่
ในที่สุดชาวไทยเราก็มีโอกาสได้สัมผัสเกม Demons Souls ภาคใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากปล่อยให้ต่างชาติเขาเล่นไปก่อนอยู่นาน ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเกมตระกูลนี้ของ From Software มาก เนื่องจากทุกครั้งที่เล่นจะมีความรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปเสมอ (เนื่องจากหนึ่งภาคใช้เวลาเล่นนานมากๆ) ซึ่งครั้งนี้เองก็นับเป็นโชคดีของผมที่มีโอกาสได้เล่นเกมนี้ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วันนี้เลยจะมารีวิวเกมนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน ก่อนจะเริ่ม ขอออกตัวก่อนเลยว่าตัวผมเอง "ไม่เคย" เล่นตัวเกมเวอร์ชัน PS3 ที่เป็นตัว Original มาก่อนเลย ดังนั้นประสบการณ์ที่เพื่อนๆ จะได้อ่านต่อไปนี้จึงเป็น First Impression โดยแท้จริงครับ ซึ่งต้องยอมรับว่าตัวผมเองทั้งได้สนุก, หัวร้อน, และตื่นเต้น มากมายหลายครั้งเลยในการเล่นเกมนี้ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยครับ! เนื้อเรื่อง เรื่องราวของ Demons Soul จะเริ่มด้วยการโยนตัวละครของเราลงไปในโลกโดยไม่บอกอะไรเลยเหมือนกับเกม Dark Souls ภาคอื่นๆ โดยเนื้อเรื่องของเกมจะเริ่มในท่อระบายน้ำของอาณาจักรแห่งหนึ่ง (ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น Boletaria) ซึ่งหลังจากเดินทางไปได้สักพัก เราจะได้พบกับปีศาจขนาดใหญ่ได้เข้าต่อสู้กับมัน และตายลง (ที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสามารถสู้ให้ชนะในฉากนั้นเลยได้หรือไม่) แต่แทนที่จะ Game Over ตัวเกมจะตัดภาพมาที่ The Nexus ดินแดนระหว่างโลกคนเป็นกับคนตาย ที่แห่งนี้เราจะได้พบกับหญิงสาวปริศนา เธอจะบอกว่าดวงวิญญาณของเราเป็นของ The Nexus เราไม่มีทางหนีไปจากที่แห่งนี้ได้ แต่ยังสามารถไปยังโลกภายนอกได้ผ่าน Archstone หลังจากเดินทางไปยัง Boletaria และปราบปิศาจตัวแรกลงได้ เมื่อกลับมาที่ The Nexus อีกครั้งหญิงสาวปริศนา จะบอกให้เราไปคุยกับ Monumental (ไม่รู้จะแปลว่าอะไรดีเหมือนกันครับ) ที่อยู่ด้านบนของ The Nexus เพื่อฟังเรื่องราวของโลกใบนี้ และเหตุผลในการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ รูปปั่นจะเล่าว่า เมื่อก่อนโลกใบนี้เคยสงบสุข ทุกดวงวิญญาณอาศัยอยู่รวมกันอย่างเท่าเทียมภายใต้ Soul Arts แต่แล้ววันความหิวกระหายในพลังได้ปลุก The Old One ขึ้นมา (คิดว่าน่าจะหมายถึงราชาของเหล่าปีศาจทั้งมวล) หมอกควันแห่งความตายได้ปกคลุมไปทั่วโลกทุกๆ เผ่าพันธุ์ บนโลกต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานของปิศาจจนเกือบสูญพันธุ์ แต่โชคดีที่เหล่าผู้เหลือรอดได้ทำให้ The Old One กลับไปหลับใหลได้สำเร็จ แต่ก็แลกมาด้วยความตายของชีวิตมากมายมหาศาล เพื่อป้องกันการตื่นขึ้นมาอีกครั้งของ The Old One เหล่า Monumental ได้มอบหินวิเศษ 6 ก้อนให้กับผู้นำทั้ง 6 ของเผ่าพันธุ์ที่ยังมีชีวิตเหลือรอด ด้วยพลังของ หินวิเศษทั้ง 6 ทำให้สามารถจองจำ The Old One ไว้ใต้ The Nexus สำเร็จ นั่นคือเรื่องราวเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้สิ่งมีชีวิตที่ทุกคนหวาดกลัวกำลังจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความโลภในพลังของราชาผู้โง่เขลา ในตอนสุดท้ายของเรื่องราว Monumental จะขอให้เราสังหารราชาคนนั้น และทำให้ The Old One กลับไปหลับใหลอีกครั้ง เรื่องราวของ Demons Soul ไม่ได้ถูกเล่าเป็นเส้นตรง แต่ให้ผู้เล่นไปหาข้อมูลเอาเองจากการพูดคุยกับ NPC รวมไปจนคำอธิบายในไอเทมต่างๆ แต่โดยรวมถือว่าสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า Dark Souls เป็นอย่างมาก เนื่องจากเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็ถูกเล่ามาโดย Monumental แล้วหลังจากนี้คือการผจญภัยของเราเอง โดยวิธีการดำเนินเรื่องก็แล้วแต่ผู้เล่นเองเลย จะไปเดินทางไปยัง Archstone ไหน หรือสำรวจดินแดนไหนก่อนก็ได้เพราะปลายทางของเนื้อเรื่องก็จะมาจบที่ The Nexus อยู่ดี เรียกได้ว่าเก็บรายละเอียด และเสน่ห์ของเนื้อเรื่องตามสไตล์ Souls จาก From Software ไว้ได้อย่างครบถ้วน (ต้องยกนิ้วให้กับ Bluepoint Games กับการ Remake ครั้งนี้ครับ) กราฟิก / การนำเสนอ ก่อนอื่นเอาแค่เรื่อง ภาพ, กราฟิก กับ Visual Effects ก่อน สามจุดนี้ขอยอมรับว่าทำออกมาได้ดี, สวยงาม, และเก็บรายละเอียดของวัตถุได้เนี๊ยบมากๆ ส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นเพราะความสามารถของตัวเครื่อง PS5 ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ และซีพียูที่แรงมากๆ ด้วย ทำให้ตลอดเวลาที่ได้เล่นเกมนี้รู้สึกตื่นตาตื่นใจได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นฉากของปราสาทที่กำลังลุกเป็นไฟ, หมอกและควันจากศพที่ไหม้, แสงที่สองผ่านช่องวางของหน้าต่างมา, รูปร่างหน้าตาของปีศาจที่ได้พบ, ซากประหลักหักพังท่ามกลางพายุ, วิหาร The Nexus ทุกอย่างถูกออกแบบใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้น พอเอาไปรวมกับความละเอียดแบบ 4K / 60 FPS ก็ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจตลอดเวลาที่เล่นครับ ต่อมาในด้านการนำเสนอ จุดแรกที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ พร้อมทั้งรู้สึกดีมากๆ ตลอดเวลาที่เล่นคือระบบสั่น กับแรงต้านของจอย Dualsense และระบบเสียงที่ใช้งานเทคโนโลยี Tempest ของเกม ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกเสมือนจริง ได้มากขึ้นเป็นอย่างมากตลอดเวลาในการเล่น สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือการที่รูปแบบของแรงสั่นจากจอยเวลากระทบกับวัตถุประเภทต่างๆ รวมถึงน้ำหนัก และทิศทางเสียงที่เกิดขึ้นในเกม มันแตกต่างกันออกไปทั้งหมดครับ เห็นในชัดที่สุดคือตอนเวลาเอาอาวุธประเภททุบๆ อย่าง ค้อน, กระบอง หรือคทา โจมตีใส่ศัตรู ความรู้สึกที่สัมผัสได้ผ่านจอยคือเหมือนเราได้ตีใส่ศัตรูภายในเกมจริงๆ ด้วยตัวเองเลยครับ (ความรู้สึกเวลาเอา Mace ทุบหินจะแน่นๆ และทำให้รู้สึกว่ามือชาหน่อยๆ ) (เวลาทุบกระดูกจะแรงต้านไม่เยอะเท่า แต่จะรู้สึกเหมือนทำอะไรแตกหัก) พูดถึงเรื่องเทคโนโลยีเสียง Tempest ต่ออีกนิด นอกจากเสียงที่เกิดจากกระทบของวัตถุแล้ว หากใส่หูฟังเล่น จะได้พบกับเสียงของฝน, เสียงไฟ, เสียงกรีดร้อง รวมถึงเสียงการก้าวเดินของตัวละครบนพื้นผิวต่างๆ ที่สมจริงมาก มันสมจริงถึงขนาดที่ว่าถ้าใส่แว่น VR เล่น และเปลี่ยนมุมมองเป็น FPS คงแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนคือความจริงๆ อันไหนคือในเกม ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเพียงแค่ระบบของเสียงเปลี่ยนไปเป็น 3D จะสร้างความแตกต่างทางด้านประสบการณ์ที่ได้รับมากขนาดนี้ เอาจริงๆ ผมอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าด้วยระบบเสียงใหม่นี้ทำให้สามารถทำให้เรารู้สึกว่าได้เข้าไปเดินในโลกใบนั้นจริงๆ แหล่งกำเนิดเสียงอยู่ที่ไหนเป็นอะไร ก็จะได้ยินเสียงของวัตถุชิ้นนั้นจากทิศทางนั้นจริงๆ คงพูดได้แค่ว่ามันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ จริงครับ (เสียงตอนเคียวปาดบนเนื้อหินฉากนี้คือสุดยอดมากๆ ) ต่อมาคือในเรื่องของอนิเมชั่นการขยับของตัวละคร ที่เวอร์ชันนี้ทำออกมาได้อย่างลื่นไหล ถูกต้อง แต่จุดที่ผมประทับใจมากที่สุดคือมีการเพิ่มท่าโจมตีแบบ Fatal Attack เข้ามาใหม่ถึงอาวุธละ 3 ท่าด้วยกัน กล่าวคือการจับอาวุธด้วยมือเดียว หรือสองมือ โจมตีแบบ Fatal Attack จากข้างหน้า และข้างหลัง เราจะได้เห็นท่าโจมตีที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมันทำให้รู้สึกหลากหลายมากขึ้นในตอนเล่น และนับเป็นหนึ่งในข้อดีที่ผมอยากชมผู้พัฒนา ต่อมาคือเรื่องของบรรยากาศ ในจุดนี้ตัวผมเองคิดว่าด้วยเซตติ่งของโลก รวมถึงสไตล์ของสถานที่ซึ่งให้เราไปสำรวจแล้ว เกมนี้มีธีมโดยรวมของฉากที่สว่างมากเกินไปครับ ถ้าหากว่าทำออกมาให้มืดมากกว่านี้คิดว่าคงทำให้อินได้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเหมือนว่าตัวผู้พัฒนาเองก็เข้าใจถึงจุดนี้ดี จึงได้ใส่ Filter ต่างๆ มาให้เราได้ใช้งานด้วย ซึ่งมันเลยทำให้สามารถปรับรูปแบบของสีในฉากต่างๆ ของเกมได้ตามใจผู้เล่นเอง จนปัญหาข้างต้นหมดไป ต้องยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ Bluepoint Games ให้ความสำคัญ และตัดสินใจทำได้ดีมากๆ ครับ เกมเพลย์ เบื้องต้นในเรื่องของระบบต่อสู้ Demons Soul ภาคนี้เหมือนเอาระบบต่อสู้ของ Dark Souls 3 มาพัฒนาต่อให้ดีขึ้น การบังคับ, จังหวะการโจมตี, กลิ้ง, ป้องกัน, ระยะของฮิตบล็อก ทุกอย่างถูกทำให้มีความถูกต้องมากขึ้น พอเอาไปรวมกับตัวเกมที่สามารถเล่นได้แบบ 60 FPS แล้ว จึงทำให้ประสบการณ์ต่อสู้ในภาคนี้ดูดียิ่งกว่า Dark Souls 3 เป็นอย่างมากจุดนี้ขอชมเชยจากใจครับ ทีนี้มาพูดถึงเรื่องความยากกันบ้าง ก่อนอื่นศัตรูข้างทางที่เราได้พบมีความยากน้อยกว่า ตระกูล Dark Souls พอสมควรครับ  เนื่องจากรูปแบบการโจมตีของศัตรูแต่ละตัวจะมีประมาณ 2 - 4 แบบเท่านั้น และประมาณ 70% มีรูปร่างเป็นแบบ Humanoid (รูปร่างแบบมนุษย์) จึงทำคาดเดาการโจมตี รวมถึงระยะสามารถทำได้ง่ายกว่า ถ้าจะมีจุดที่ยากเลย คิดว่าคงเป็นเรื่องของดาเมจที่ศัตรูทำได้ในแต่ละครั้งมักจะแรงมากๆ และจุดเซฟแต่ละจุดอยู่ห่างกันแบบสุดๆ ครับ ต่อที่ความยากเวลาสู้กับบอส โดยปกติแล้วความยากของเกมตระกูล Souls มักจะอยู่ที่ความเก่งของบอสแต่ละตัว ซึ่งใน Demons Soul ภาคใหม่นี้ก็ไม่ใช่แบบนั้น อย่างที่ผมบอกไปว่ารูปแบบการโจมตีของศัตรูในภาคนี้จะมีอยู่แค่ 2 - 4 แบบเท่านั้น ซึ่งมันรวมถึงบอสด้วยครับ ถ้าหากเพื่อนๆ ใจเย็นและค่อยๆ ใช้เวลาเรียนรู้การโจมตีของบอสก่อน ทุกตัวน่าจะสามารถผ่านได้ตั้งแต่การสู้ครั้งแรกเลย (ผมเองก็สู้ครั้งเดียวผ่านอยู่หลายตัวมากๆ เช่นกัน) ส่วนหนึ่งคิดว่าคงเป็นเพราะเกมในยุค PS3 ที่เป็นต้นตำรับสามารถใส่ความหลากหลายเข้ามาได้แค่นี้ด้วย แต่เอาตรงๆ สำหรับตัวเกมที่ถูกเรียกว่า Remake แล้ว ผมเองปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองคาดหวังความท้าทายที่มากกว่านี้ครับ ต่อมาจะขอพูดถึงระบบภายในเกมที่น่าสนใจในภาคนี้กันบ้าง หนึ่งในระบบที่ผมชอบมากๆ คือระบบที่มีชื่อว่า Fractured World ที่จะสลับซ้าย และขวาของทุกอย่างในเกม (ย้ำว่าทุกอย่าง กระทั่งตัวละครเราเองก็จะเปลี่ยนไปถืออาวุธในมือซ้าย ถือโล่มือขวาเช่นกัน) การสลับซ้ายกับขวานี้จะทำให้การเดินทางในสถานที่เดิน และการกลิ้งหลบเปลี่ยนไปทั้งหมด ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยอดเยี่ยม แถมยังมีความลับบางอย่างที่เราสามารถหาได้ในโลกแบบสลับด้านนี้เท่านั้นด้วย ถือได้ว่าเป็นไอเดียที่ดีมากๆ ครับ ระบบที่สองที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่คือระบบที่ให้เราสามารถขอขมากรรมที่ทำไปได้ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ในเกมตระกูล Souls เราสามารถโจมตี NPC ทั้งหมดที่มีในเกมได้ ซึ่งบางตัวจะไม่ยอมยกโทษให้กับรวมถึงไม่ยอมคุยด้วย (ทีนี้จะฝากของ หรือตีบวกอาวุธก็ทำไม่ได้อีก) ระบบขอขมากรรมมีไว้เพื่อการนี้ โดยหลังจ่าย Souls เท่ากับกรรมที่ทำไปแล้ว เราก็จะได้รับการยกโทษให้จากเหล่า NPC มันช่วยได้เยอะมากๆ เนื่องจากบางครั้งมันก็มีการกดผิดจากปุ่มตกลงเป็นปุ่มโจมตีกันอยู่บ้างครับ (ก็มันชินอะ) ฟังข้อดีกันไปเยอะแล้ว มาดูข้อเสียของเกมนี้บ้าง หลักเลยๆ ผมมีเรื่องเดียวที่จะติครับ นั้นคือการที่จำนวนชั่วโมงที่จำเป็นต้องใช้ในการเคลียร์มันน้อยมาก ถ้าชินกับจังหวะของเกมแล้วคิดว่า 10 - 15 ชั่วโมงก็สามารถเคลียร์ได้แล้ว จริงอยู่ว่าเกมนี้มีความลับ รวมถึงเนื้อเรื่องเสริมให้เราเล่นด้วย แต่คิดว่าคงกินเวลาเพิ่มไม่ถึงอีก 10 ชั่วโมงครับ ซึ่งถือว่าใช้เวลาน้อยมากๆ ครับ สรุป โดยรวมแล้ว Demons Souls Remake ถือเป็นภาคหนึ่งของตระกูล Souls ที่สนุก, กราฟิกสวย, เนื้อเรื่องเข้าใจง่าย, มีระบบใหม่ที่น่าสนใจ และควรค่าแก่การหามาเล่นสักครั้งสำหรับคนที่ชื่นชอบเกมแนวนี้ แต่ตัวเกมจะใช้เวลาเล่นไม่นาน และอาจไม่ยากถูกใจสาย Hardcore เท่าไหร่นัก (แต่ถือว่ายากกว่าเกมในยุคปัจจุบันพอสมควรเลย) แน่นอนว่าเกมนี้ไม่ได้มอบสิ่งใหม่ๆ ที่ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ ดังนั้นคิดว่าโดยรวมแล้วเกมนี้ควรจะมีคะแนนอยู่ที่ 8 เต็ม 10 แม้จะสนุกมากแต่ก็ไม่ถึงกับยอดเยี่ยมจริงๆ หลังจากที่ได้เล่นไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ตัวผมเองได้พบกับจุดเชื่อมโยงเนื้อเรื่องของ Demons Soul, Dark Souls และ Bloodborne เข้าด้วยกันไม่แน่ว่าโลกทั้ง 3 ใบของ From Software อาจใกล้เคียงกันมากกว่าที่เราคิดก็ได้ ถ้าหากรวบรวมข้อมูลได้แล้ว จะเอามาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟังกันอย่างแน่นอนครับ [penci_review id="78504"]
10 Feb 2021
[Review] Resident Evil Re:Verse การรวมดาวตัวดีและร้ายแห่งจักรวาลผีชีวะ เกมดีที่คนมองแค่เปลือก!
สวัสดีค่ะ ช่วงนี้เกวลินหายนานคิดถึงกันหรือเปล่าคะ >,.< วันนี้เกลวินเองได้มีโอกาสเข้าร่วมทดสอบตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” โหมดออนไลน์ตัวใหม่ล่าสุดที่จะเรียกว่าเป็นการรวมดาวตัวละครจากซีรีส์ Resident Evil ให้เราได้เล่นกันออนไลน์ต่อสู้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ โดยตัวเกมจะแถมมาให้กับผู้เล่นที่ซื้อตัวเกม Resident Evil Village เท่านั้นนะคะ ไม่ได้เปิดให้บริการหรือขายแยกแต่อย่างใดค่ะ ซึ่งการทดสอบตัวเกมในช่วง Closed Beta ที่ผ่านมาก็ถือได้ว่า “ตัวเกมถูกจริตแฟนซีรีส์นี้ แล้วก็มีคนที่ไม่ชอบและเกลียดเกมนี้” พอตัวเลย เอาเป็นว่าการรีวิว [Review] นี้เป็นประสบการณ์จากการเล่นจริงจากตัวเกวลินเองค่ะ อธิบายก่อนว่าตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” คือโหมดออนไลน์ที่ทาง Capcom พัฒนาขึ้นมานี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 25 ปีของเกม Resident Evil ต้องยอมรับก่อนว่าตอนที่เปิดตัวทีเซอร์แรกเกมเมอร์ส่วนใหญ่ต่างไม่ชอบเท่าที่ควร ด้วยความที่ว่าในทีเซอร์ยิงกันก็ไม่โดน ตัดต่อก็เอ่อ...พูดตรงๆ ก็ “ห่วยแตกมั๊ก!” มันจึงไม่แปลกเลยที่ยอดกดดิสไลค์มันจะถล่มทลายได้ขนาดนั้น ในระหว่างนั้นก็มีการเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมทดสอบตัวเกมนี้ด้วย โชคดีมากที่เกวลินได้ Beta Key มา 2 ตัวด้วยกันค่ะ แล้วการทดสอบตัวเกมในช่วง Closed Beta มีเฉพาะเครื่องคอนโซล PlayStation 4 และ Xbox One เท่านั้นนะคะ ตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” จะให้เราได้รับบทเป็นตัวละครต่างๆ จากซีรีส์ Resident Evil ทั้งตัวละครเอกที่เราคุ้นเคยกันดี ไปจนถึงเหล่าพวกอาวุธชีวภาพหลายประเภท สิ่งเหล่านี้คุณจะได้สัมผัสภายในเกมนี้อย่างแน่นอน ในด้านของระบบเกมเพลย์จะเป็นแนว Action Shooting แล้วโหมดการเล่นจะมีเพียงแค่เราจะต้องสังหารผู้เล่นคนอื่นๆ เพื่อเก็บคะแนนให้มากที่สุด ใครที่ทำคะแนนจากการสังหารมากที่สุดก็จะเป็นฝ่ายชนะไปค่ะ โดยเริ่มเกมเราจะต้องเลือกตัวละครว่าจะเล่นเป็นใคร ซึ่งเมื่อเลือกแล้วเราจะไม่สามารถเปลี่ยนตัวละครได้จนกว่าจะจบเกม แต่ละตัวละครก็จะมีอาวุธและสกิลที่แตกต่างกันออกไปไม่มีความเหมือนกันเลยค่ะ ตัวละครเอกที่มีให้เราได้เล่นในช่วง Closed Beta ประกอบไปด้วย Chris Redfield เลือกใช้โมเดลตัวละครมาจากภาค Resident Evil 7 Jill Valentine เลือกใช้โมเดลตัวละครมาจากภาค Resident Evil 3 Remake Leon S. Kenney เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake Claire Redfield เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake Ada Wong เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake Hunk เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake สิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้อย่างแรกเลยก็คือตัวละครเหล่านี้จะมีค่าสเตตัสที่ติดตัวไม่เหมือนกัน รวมไปถึงสกิลติดตัว 1 สกิลและสกิลเพื่อใช้งานคนละ 2 สกิลด้วยกัน ถ้าเราเลือกใช้งานสกิลอย่างเหมาะสมจะทำให้เกมเพลย์สนุกมากยิ่งขึ้นเลยค่ะ ในด้านของอาวุธก็เช่นเดียวกันแต่ละตัวละครจะมีอาวุธ 2 ชนิด ชนิดแรกคืออาวุธประจำตัวส่วนใหญ่จะเป็นปืนพกที่มีกระสุนให้ใช้ไม่จำกัด แต่เมื่อต้องรีโหลดกระสุนจะกินเวลาเล็กน้อยทำให้เราอาจจะถูกสังหารได้ ถ้าเราเลือกใช้อย่างถูกวิธีมันจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังและสังหารศัตรูได้อย่างดีเลยค่ะ ชนิดต่อมาคืออาวุธประจำกายที่จะมีความรุนแรงและมีกระสุนจำกัด เหมาะเอาไว้ใช้กระหน่ำโจมตีศัตรูเมื่ออยู่ในร่างของมนุษย์ได้ดี ทั้งนี้เราจะหากระสุนเพิ่มเติมได้ต่อเมื่อเก็บกล่องกระสุนที่กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ภายในฉากเท่านั้นค่ะ  นอกจากนี้ยังมีอาวุธพิเศษที่จะมีให้เราได้เก็บตามจุดต่างๆ มันจะมีพลังทำลายล้างที่สูงมาก แต่จะสามารถใช้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้ผู้เล่นจะต้องเลือกใช้งานให้ถูกจังหวะก็จะปิดจ๊อบศัตรูได้ ในช่วง Closed Beta จะมีอาวุธพิเศษให้เลือกใช้ทั้ง ปืนยิงจรวด Rocket Launcher, ปืนยิงระเบิด Grenade Launcher ที่จะสุ่มกระสุนชนิดต่างๆ และปืนยิงกระสุนไฟฟ้า Spark Shot ซึ่งพวกปืนพิเศษเหล่านี้จะมีอนุภาพทำลายล้างที่สูงมากๆ สามารถนำไปปิดเกมกับผู้เล่นที่กลายร่างเป็นอาวุธชีวภาพได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ เมื่อเราเลือกตัวละครแล้วเข้าไปอยู่ภายในเกม ถ้าเราถูกฆ่าหรือฆ่าผู้เล่นคนอื่น ผู้เล่นคนนั้นจะได้รับโอกาสที่ 2 ด้วยการกลายร่างเป็น “อาวุธชีวภาพ” ชนิดต่างๆ ต้องบอกก่อนว่าภายในเกมจะมีไอเทมที่เรียกว่า “หลอดไวรัส” ที่สีม่วงเด่นชัด แนะนำว่าให้พยายามเก็บเอาไว้ติดตัวจะดีมากค่ะ สามารถเก็บสะสมได้สูงสุด 2 หลอดพร้อมกัน ไอเทมชนิดนี้จะทำให้เราสามารถสุ่มกลายเป็นอาวุธชีวภาพระดับสูงได้ แต่ถ้าเราไม่ได้เก็บเอาไว้เลยจะกลายเป็นเพียงแค่มอนสเตอร์ระดับล่างที่มีชื่อว่า “Fat Molded” มอนสเตอร์จาก Resident Evil 7 โดยรายละเอียดการกลายร่างเป็นอาวุธชีวภาพมีดังต่อไปนี้ค่ะ Hunter γ จากภาค Resident Evil 3 Remake กับ Jack Baker จากภาค Resident Evil 7 จะสุ่มการกลายร่างเมื่อผู้เล่นเก็บหลอดไวรัสติดตัวเอาไว้ 1 หลอด Nemesis จากภาค Resident Evil 3 Remake กับ Super Tyrant Resident Evil 2 Remake จะสุ่มการกลายร่างเมื่อผู้เล่นเก็บหลอดไวรัสติดตัวเอาไว้ 2 หลอด เช่นเดียวกับตัวละครมนุษย์ อาวุธชีวภาพแต่ละตัวจะมีค่าสเตตัสติดตัวที่ไม่เหมือนกัน และสกิลโจมตีที่ให้มาตัวละ 2 สกิล ในการฝึกเล่นเป็นตัวละครอาวุธชีวภาพอาจจะดูยุ่งยากสักหน่อย แต่ถ้าเล่นแล้วฝึกดีๆ มันจะกลายเป็นตัวละครที่ทำให้เราสามารถสังหารศัตรูฝ่ายตรงข้ามแล้วเก็บคะแนนได้มากกว่าตอนเราเล่นเป็นฝ่ายมนุษย์เสียอีกค่ะ ส่วนตัวแล้วเกวลินมองว่า “ตัวละครอาวุธชีวภาพยังจะต้องปรับสมดุลอีกสักหน่อย” เพราะบางตัวก็รู้สึกว่ามีพลังที่ดู OP เกินไปอยู่ แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่ว่าเราฝึกฝนการใช้งานของตัวละครนั้นๆ ได้มากน้อยแค่ไหน ต่อให้เป็น Fat Molded มอนสเตอร์ระดับล่างก็สามารถสังหารผู้เล่นหรือมอนสเตอร์ที่เก่งๆ ได้เหมือนกัน โดยรวมแล้วตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” จากความรู้สึกที่เกวลินเล่นมาเกมเพลย์ของเกมนี้สนุกใช้ได้มาก ๆ เลยค่ะ ถ้าเทียบกับเกม Resident Evil Resistance ที่เป็นการต่อสู้ในรูปแบบ 4 Vs. 1 เอาจริงๆ มันก็สนุก...แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างทำให้เมื่อเล่นไปนานๆ กลับรู้สึกเบื่อได้ ตรงกันข้ามกับเกม Resident Evil Re:Verse ถ้าคุณเป็นคนชอบเกมแนว Action Shooting เกมนี้ดูจะเหมาะกับเพื่อนๆ มากที่สุดค่ะ เพราะเงื่อนไขในการเล่นไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมายเพียงแค่เราสามารถไต่ลำดับคะแนนจากการสังหารให้มากที่สุดเพื่อเป็นผู้ชนะ  ส่วนในเรื่องกราฟฟิกภายในเกมจะมีให้ปรับในโหมดการ์ตูนที่เราจะเห็นรายละเอียดชัดเจนมากขึ้น และ โหมดปกติที่จะเหมือนกับเราเล่นเกมนี้เลย มืด ๆ มองอะไรไม่ค่อยเห็นชัดเท่าไหร่ แนะนำว่าถ้าจะเล่นเกมนี้เลือกใช้โหมดการ์ตูนจะดีกว่าค่ะ เพราะเราจะได้เห็นว่าศัตรูอยู่ตรงไหนชัดเจนมาก ที่สำคัญตัวเกม Resident Evil Re:Verse รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบเหมือนกับตัวเกมหลักอย่าง Resident Evil Village อีกด้วยค่ะ! แต่ก็น่าเสียดายที่ทาง Capcom เลือกใช้ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่จะขึ้นอยู่กับ Host เป็นหลัก ทำให้เราถ้าไปเจอผู้เล่นที่อยู่ประเทศที่ไกลจากเรามันก็ส่งผลต่อการเล่นเป็นอย่างมากเลย คือเห็นได้ชัดเลยว่าโจมตีโดนเต็มๆ แต่ไม่ตาย หรือ การวาร์ปอันเป็นผลการอาการแล๊ค สิ่งเหล่านี้คือปัญหาของการใช้ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ทาง Capcom เลือก ก็ได้แต่ลุ้นและหวังว่าเมื่อตัวเกมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ การเชื่อมต่อของระบบเซิร์ฟเวอร์จะมีความเสถียรมากกว่านี้นะ ไม่งั้นมันก็จะกลายเป็นปัญหาเดิมๆ แล้วคนก็จะเลิกเล่นเกมนี้ไปแม้ว่าเกมมันจะดีแค่ไหนก็ตาม ตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” จะแถมให้กับผู้เล่นที่ซื้อเกม Resident Evil Village เท่านั้น โดยตัวเกมจะวางจำหน่ายในวันที่ 7 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ทั้งแพลตฟอร์ม PC, PlayStation 4, PlayStation 5, Xbox One และ Xbox Series X/S ถึงตอนนั้นอย่าลืมมาเล่นด้วยกันนะคะ เกวลินตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะซื้อเอาไว้เล่นบนเครื่อง PlayStation 5 เพราะคาดว่าคนน่าจะเล่นกันเยอะมากกว่า ตัวเกมสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,829 บาทสำหรับ PC [Steam] และ 1,822 บาท สำหรับ PlayStation 5 ค่ะ ใครสะดวกแพลตฟอร์มไหนก็จัดมาเก็บไว้ก่อนก็ได้นะคะ แล้วเจอกันใหม่กับบทความหน้าของเกวลินนะคะ สวัสดีค่ะ!  
10 Feb 2021
Review: รีวิว Hitman 3 การจากลาอย่างสมศักดิ์ศรี ของมือปืนโล้นซ่าเลขที่ 47
เมื่อพูดถึงวลีภาษาอังกฤษที่ว่า If it aint broke, dont fix it (ถ้ามันไม่พังก็ไม่ต้องพยายามซ่อมมัน) ผ่านหูมาบ้าง คงไม่มีเกมไหนที่จะเป็นตัวแทนของวลีนี้ได้ดีไปกว่าเกมลอบเร้นซีรี่ส์ดัง Hitman 3 ของผู้พัฒนา IO Interactive ด้วยเกมเพลย์ กราฟฟิค และองค์ประกอบการนำเสนอที่คงรูปแบบเดิมแทบจะเป๊ะๆ มาตั้งแต่ที่ภาคแรกวางจำหน่ายไปในปี 2016 แต่ถึงอย่างนั้น เกม Hitman 3 ก็ยังถือเป็นเกมลอบเร้นที่สนุก ท้าทาย และน่าสนใจในแบบที่แตกต่างกับเกมลอบเร้นในตลาดส่วนใหญ่ ด้วยเกมเพลย์ที่เน้นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และใจเย็นมากกว่าการต่อสู้แบบแอคชั่นอย่างที่เห็นในหลายๆ เกมทุกวันนี้ แน่นอนว่าในความจำเจของระบบต่างๆ อาจจะทำให้เกมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเสริมของเกมภาคที่ผ่านๆ มามากกว่าจะเป็นภาคต่อเต็มตัวซะทีเดียว แต่สำหรับแฟนเกมที่อยากได้ประสบการณ์เกมลอบเร้นแบบดั้งเดิมที่หาได้ยากในปัจจุบัน (หรือแค่อยากหาเกมดีๆ เล่นในช่วงต้นปีที่ยังมีเกมออกน้อย) เชื่อว่าเกม Hitman 3 จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องของเกม Hitman 3 จะดำเนินต่อจากเนื้อเรื่องของภาคก่อนหน้าโดยตรง และจะติดตามพระเอก Agent 47 และเพื่อนเก่าของเขา Lucas Grey ในการตามล่า The Constant ผู้ซึ่งเป็นตัวบงการหลักขององค์กร Providence ที่เป็นศัตรูคู่ปรับของตัวเอกมาช้านาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอดีตอันน่าเศร้าของเขาอีกด้วย โดยเช่นเดียวกับเกมภาคก่อนหน้า เนื้อเรื่องของเกม Hitman 3 จะติดตามตัวเอกและผองเพื่อนในการตามล่าสมาชิกที่หลงเหลืออยู่ขององค์กร Providence ไปทั่วทุกมุมโลก พร้อมกับตั้งคำถามถึง "ตัวตน" ของ Agent 47 ในวันที่เขาไม่มีเป้าหมายหรือภารกิจให้ไล่ตามอีกต่อไป อย่างที่เคยกล่าวไปในรีวิวเกม Hitman 2 เมื่อปี 2018 เนื้อเรื่องของเกมซีรี่ส์ Hitman น่าจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อเกมน้อยที่สุดแล้ว ซึ่งในเกมภาค 3 นี้ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดเห็นนั้นเปลี่ยนไปแต่อย่างใด โดยเกมยังคงเลือกที่จะเล่าเนื้อเรื่องผ่านฉากคัตซีนสั้นๆ ก่อนและหลังภารกิจเป็นหลัก และสอดแทรกบทสนทนาหรือเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เข้ามาระหว่างการปฏิบัติภารกิจในแต่ละด่าน ซึ่งมีความพัฒนาขึ้นจากภาค 2 เล็กน้อยในแง่ของการเล่าเรื่องที่เน้นให้เห็นตัวละครและเหตุการณ์มากขึ้น ช่วยให้มีความเชื่อมโยงกันของฉากคัตซีนและเหตุการณ์ในภารกิจ ที่ให้ความรู้สึก "ต่อเนื่อง" กว่าในเกมภาค 2 แต่โดยรวมๆ แล้วก็ไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องชวนติดตามขึ้นเท่าไหร่ และเพราะการเล่าเรื่องที่ขาดตอนของภาคผ่านๆ มา ทำให้การปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดยังคงเป็นปัญหาสำหรับผู้เขียนในภาคนี้ แต่เช่นเดียวกับในเกม Hitman 2 การที่เนื้อเรื่องของเกมในภาพกว้างจะยังคงติดตามได้ยาก แต่เนื้อเรื่องเล็กๆ ที่มีอยู่ในแต่ละด่านก็ยังคงมีความน่าสนใจอยู่บ้าง เช่นเนื้อเรื่องของด่าน Thornbridge Manor ที่มีลักษณะเป็นปริศนาฆาตกรรมห้องปิดตายเป็นต้น ซึ่งก็ทำให้เกมยังคงมีเส้นเรื่องให้ติดตามอยู่ และทำให้การทำภารกิจรู้สึกมี "มิติ" ในแง่ของเนื้อเรื่องและให้เหตุผลในการกระทำของผู้เล่นในระดับที่แตกต่างกันไปในแต่ละด่าน ทำให้มองข้ามเนื้อเรื่องในภาพใหญ่ที่ไม่ค่อยน่าสนใจไปได้ไม่มากก็น้อย เกมเพลย์ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เกม Hitman 3 มีพัฒนาการในด้านเกมเพลย์อยู่ค่อนข้างน้อยมากๆ จากเกมภาคก่อนหน้า พูดได้ว่านอกจากอุปกรณ์กล้องพกพาที่เอาไว้ใช้แฮ๊คอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ในด่านแล้ว ทุกองค์ประกอบของเกมเพลย์แทบจะยกมาจากเกมภาค 2 (และภาคแรก) โดยตรงเลยทีเดียว อาจจะฟังดูน่าเบื่อสำหรับบางคน แต่ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นของซีรี่ส์ Hitman ไม่ใช่ระบบเกมเพลย์ที่ล้ำลึกอะไรนัก แต่เป็นการออกแบบด่านแต่ละด่านในเกม ที่บังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองในการสังหารเป้าหมายหรือทำภารกิจที่เกมกำหนดให้สำเร็จได้อย่างอิสระ เช่นการเลือกปลอมตัวเป็นตัวละครชนิดต่างๆ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่มีใครสังเกติ หรือการหาสิ่งของในฉากมาใช้ประโยชน์ โดยเกมยังมีความ "ตลกร้าย" อันเป็นเสน่ห์ของซีรี่ส์ ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถสังหารศัตรูในวิธีพิศดารต่างๆ ได้มากมาย เช่นในด่าน Dubai ผู้เขียนสังเกติว่าเป้าหมายมักจะชอบเดินไปยืนชมวิวตรงขอบตึกในจุดเดิมเสมอ จังลองเอาเปลือกกล้วยไปวางเอาไว้ในจุดที่เป้าหมายจะเดินมา ผลคือเป้าหมายลื่นเปลือกกล้วยจนตกตึกตายไปเองอย่าน่าอนาถ ซึ่งความอิสระนี้ทำให้การเล่นเกม Hitman ทุกภาคมีความลึกกว่าที่ตาเห็น และสามารถเล่นซ้ำๆ เพื่อหาวิธีกำจัดเป้าหมายที่แปลกใหม่หรือรวดเร็วขึ้นได้ แต่สำหรับคนที่โหยหาการเล่นแบบตามภารกิจเหมือนในเกมลอบเร้นอื่นๆ ก็ยังมีระบบ Mission Stories จากภาคก่อนๆ ให้คุณทำภารกิจที่เกมมอบให้ไปเรื่อยๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างในด่าน Thornbridge Manor ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ภายในภารกิจจะมอบหมายให้เราต้องกำจัดเป้าหมายที่เป็นคุณนายหัวหน้าตระกูลผู้ดีอันเก่าแก่ แต่เมื่อเดินทางไปถึงเรากลับพบว่าได้เกิดการฆาตกรรมขึ้นในบ้านหลังนี้  และมีนักสืบคนหนึ่งถูกจ้างมาเพื่อสิบหาตัวคนร้าย โดยในการเล่นครั้งแรก ผู้เขียนเลือกที่จะปลอมตัวเป็นนักสืบคนดังกล่าวและแสร้งทำเป็นสืบหาตัวคนร้ายจนทำให้พบกับขวดยาพิษที่ใช้เป็นอาวุธสังหารในคดีฆาตกรรมนั้น ซึ่งผู้เขียนก็ใช้เพื่อสังหารเป้าหมายของเราอีกที ในขณะที่การเล่นรอบสอง ผู้เขียนเลือกปลอมตัวเป็นช่างภาพที่ถูกจ้างมาถ่ายภาพรวมญาติของเป้าหมายและแอบวางกับดักไฟฟ้าเอาไว้ในจุดถ่ายภาพ ก่อนที่จะเรียกรวมเป้าหมายและครอบครัวมาถ่ายภาพ (และโดนไฟช๊อตตาย) เป็นต้น แน่นอนว่ายังมีวิธีสังหารเป้าหมายอีกมากมายที่ผู้เขียนยังไม่ได้ลอง ทั้งที่เกมกำหนดมาและที่สามารถพลิกแพลงเอาเอง แถมเมื่อเล่นจบด่านครั้งหนึ่งแล้ว เราจะสามารถเริ่มเล่นใหม่โดยพกอุปกรณ์พิเศษหลายชนิดเข้าไปใช้ได้เพิ่มอีก เพื่อเปิดช่องทางในการสำเร็จภารกิจได้หลากหลายยิ่งขึ้นด้วย หากไม่มีตัวเลือกเหล่านี้ ผู้เล่นอาจจะสามารถเล่น Hitman 3 ได้จบภายใน 6-8 ชั่วโมง ซึ่งความหลากหลายทั้งหมดที่กล่าวไปก็ช่วยยืดเวลาการเล่นออกไปได้อีกมาก พูดง่ายๆ ว่ายิ่งคุณใส่ใจและให้เวลากับเกมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอะไรให้คุณค้นพบได้มากขึ้นเท่านั้น กราฟฟิก/การนำเสนอ เช่นเดียวกับองค์ประกอบอื่นๆ ในเกม กราฟฟิกและการนำเสนอของ Hitman 3 ไม่ได้แตกต่างไปจากที่เห็นใน Hitman 2 มากมายนัก โดยเฉพาะในส่วนของโมเดลตัวละครและอนิเมชั่นท่าทางการขยับตัวที่ยังคงเหมือนกันเปี๊ยบ อาจจะมีการพัฒนาขึ้นบ้างในแง่ของแสงเงา โดยเฉพาะในบางด่านของเกมเช่นด่าน Berlin ที่มีลักษณะเป็นไนท์คลับที่เปิดไฟสปอตไลท์สีสันต่างๆ ตามจังหวะเพลง หรือด่าน Chongqing ที่ชโลมไปด้วยแสงไฟนีออนท่ามกลางสายฝน รวมไปถึงหน้าตาท่าทางของตัวละครในฉากคัตซีนก่อน/หลังภารกิจที่แลดูมีความลึกซึ้งกว่าที่ผ่านมาอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันในภาพรวม เกมยังคงมีปัญหาเรื่อง NPC หน้าซ้ำที่โผล่มาให้เห็นจนรำคาญตา และเรื่องของ U.I. / อินเตอร์เฟซหน้าเมนูต่างๆ ที่ยังมีลักษณะเป็นช่องๆ กล่องๆ แบบ Minimal ที่แม้จะสะอาดตา แต่ก็ไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากภาค 2 เลย สรุป แม้ว่าจะยังคงมีข้อตำหนิใหญ่ๆ อยู่มาก แต่ Hitman 3 ก็ยังคงรักษามาตรฐานเกมเพลย์การลอบเร้นอันมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาเกมแบบสั้นๆ เล่นแปบเดียวจบ หรือเกมที่มีความลึกล้ำที่สามารถเล่นได้ยาวๆ เชื่อว่าเกม Hitman 3 น่าจะตอบโจทย์คุณได้อย่างน่าพอใจไม่แพ้กัน [penci_review id="77549"]
25 Jan 2021
The Pathless Review: สู่โลกกว้างเพื่อค้นหา ‘ทาง’ แห่งชีวิต
หมายเหตุ : บทความรีวิวนี้ เขียนขึ้นจากการเล่นบนระบบ Playstation 4 เป็นเวลา 12 ชั่วโมง เก็บรายละเอียดพอประมาณแต่ไม่ทั้งหมด หมายเหตุ 2 : The Pathless วางจำหน่ายทั้งในระบบ PC บน Epic Games Store, macOS, iOS, Apple Arcade, Playstation 4 และ Playstation 5 อันที่จริง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจมากนัก ถ้าหากเราจะพบว่าในบรรดาเกมยุคสมัยปัจจุบัน มันจะทำให้เรารู้สึก ‘สะกิดใจ’ ขึ้นมา ว่ามีความคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ นั่นเพราะในผลงานที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด มันไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากไอเดียจะถูกหยิบมาปรับ ประยุกต์ และเสริมแต่งให้เกิดเป็นชิ้นงานใหม่ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกเกมที่สามารถทำได้ แต่ก็มีอยู่มากมายที่อยู่ในระดับที่ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่ The Pathless ผลงานชิ้นที่สองของ Giant Squid ทีมพัฒนาสายเลือดอินดี้จาก Santa Monica ผู้เคยฝากผลงานที่น่าประทับใจอย่าง Abzu ที่มาในครั้งนี้ แม้จะมีความขลุกขลักและส่วนที่ยังไม่ลงตัวไปบ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็น ‘ย่างก้าว’ ที่สำคัญอย่างมากสำหรับพวกเขา และบ่งบอกถึงฝีมือในการพัฒนาเกมที่ไม่ธรรมดาที่ทำให้นักเล่นเกมต้องจับตามอง และควรหาเกมนี้มาลองดูสักครั้ง โลกกว้างที่ถูกย้อมด้วยความมืด The Pathless เปิดเกมมาอย่างไม่ต้องมากพิธีรีตองอะไรนัก คุณในฐานะผู้เล่นรับบทเป็น ‘นักล่าหญิง (Huntress)’ ผู้มีภารกิจสำคัญในการนำแสงสว่างกลับมาสู่ดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยความมืด โดยมี ‘เหยี่ยว’ ปริศนาเป็นเพื่อนคู่ใจที่จะร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งการผจญภัยครั้งนี้ แน่นอนว่าตัวเกมโดยภาพกว้างนั้น งดงามด้วยกราฟิกแบบ Cel-Shade และเป็น Open World ที่ติดความเป็น Minimal ไว้อย่างถึงที่สุด ไม่มีแผนที่ Mini-Map หรือจุด Checkpoint ไม่มีแม้กระทั่งระบบ Fast Travel และโลกของเกมนั้นก็ ‘กว้าง’ เอามากๆ การเดินด้วยเท้าเปล่าปกติจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งสามารถกินเวลาได้หลายนาทีจนน่าเหนื่อยใจ แต่นั่นก็เป็นจุดที่ทีม Giant Squid ได้ใส่ระบบการ ‘Dashing’ เข้ามา มันคือระบบที่เราทำการวิ่ง และจะ ‘เล็ง’ เครื่องรางหรือเป้าหมายบางจุดเอาไว้โดยอัตโนมัติ หน้าที่ของเราคือการกดยิงให้ตรงจังหวะ เพื่อสร้าง Momentum ของการเคลื่อนไหวให้ต่อเนื่อง ที่จะรวดเร็วขึ้นอีกหลายๆ เท่า มันเป็นระบบที่ค่อนข้างเข้าใจคิด และประยุกต์ออกมาอย่างได้ผล การ Dash จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ให้ความรู้สึกราวกับวิ่งฝ่าสายลม และสร้างภูมิทัศน์ที่แปลกตาออกไปจากเดิม และแน่นอน นี่เป็นระบบหลักที่ผู้เล่นจะใช้ในการเคลื่อนที่ไปเกือบจะเรียกได้ว่าแทบจะทั้งเกม มันอาจจะดูเข้าใจได้ยากในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อใช้จนอยู่มือแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่เล่นได้สนุกและเพลินตาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว คืนแสงสู่แผ่นดิน แต่การเดินทางในแผ่นดินอันกว้างใหญ่เหล่านี้ หน้าที่ของผู้เล่นในฐานะนักล่าหญิงคือการ ‘คืนแสงสว่าง’ และกำจัดความมืดที่กลืนกินพื้นที่ นั่นคือการเดินทางไป ‘จุดไฟประภาคาร’ ทั้งหมดสามจุด ก่อนที่จะตรงดิ่งไปที่ Boss ประจำโซนนั้นๆ และเข้าสู่ Sequence ของการต่อสู้ ซึ่งแน่นอนว่า การจุดไฟประภาคาร มันตามมาด้วยลูกเล่นของการแก้ปริศนาและ Puzzle อย่างง่ายๆ เช่นการยิงลูกธนูเข้าเครื่องรางให้ถูกลำดับ หรือการใช้นกเหยี่ยวเพื่อเอื้อมไปถ่วงน้ำหนัก ไม่มีอะไรที่ยุ่งยากหรือซับซ้อน ราวกับว่าผู้พัฒนาต้องการให้ส่วนนี้สร้างความปวดหัวให้น้อยที่สุด และไม่ทำลาย Flow ของการเล่นโดยภาพรวม แต่ในโลกกว้างแห่งนี้ คุณสามารถที่จะเถลไถลออกนอกเส้นทางได้ และตัวเกมก็เชื้อเชิญให้คุณทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะด้วยระบบ Eagle Vision ที่เปลี่ยนมุมมองส่องให้เห็นจุดที่น่าสนใจ, Puzzle นอกเส้นทางที่จะตอบแทนเป็นค่าประสบการณ์หรือความสามารถใหม่ของเหยี่ยวคู่หู หรือไม่ก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่จะเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนแห่งนี้ ที่จะขยายความเข้าใจ และประติดประต่อเรื่องราวให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่บังคับว่าจำเป็นต้องทำ ผู้เล่นสามารถจบเกมได้ด้วยการทำภารกิจหลักและตรงดิ่งไปสู้กับ Boss แต่ความน่าสนใจของสิ่งที่ผู้พัฒนาใส่เข้าไป ก็บ่งบอกถึงความใส่ใจ เป็นสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการเล่นตามเส้นทางหลักและการสำรวจปลีกย่อย พวกเขาไม่จูงมือลากไป แต่ก็ไม่ปล่อยให้ผู้เล่นลอยคว้างอย่างไร้จุดหมาย เรียกได้ว่าเส้นทางหลักนั้นมีอยู่แล้ว แต่ ‘ทางปลีกย่อย’ นั้นต่างหาก ที่คุณในฐานะผู้เล่นจะเป็นคนเลือก ว่าจะเดินออกไปดูหรือไม่ สิ่งกั้นขวางในหนทางสู่แสงสว่าง อย่างไรก็ดี ถ้าจะให้สรุปสิ่งที่ The Pathless เป็นนั้น มันก็อาจจะจบได้ในสองคำนั่นคือ … ‘Boss Rush’ นี่คือเกมในสไตล์แบบ Shadow of the Colossus, The Last Guardian, Furi หรือแม้กระทั่ง Prince of Persia เวอร์ชันปี 2008 นั่นเพราะมันไม่มีการต่อสู้ระหว่างทาง ไม่มีศัตรูเป็นสิ่งกีดขวาง หน้าที่ของผู้เล่นคือแก้ปริศนา สู้กับบอส วนไปจนถึงปลายทาง สำหรับคนที่เป็นสายเล่นจบเร็วและโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเกมไม่ได้บังคับให้คุณออกนอกเส้นทาง นั่นทำให้เกมสามารถจบได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง และคุณค่าในการกลับมาเล่นซ้ำนั้นก็ลืมไปได้เลย นอกไปเสียจากคุณอยากจะเก็บความลับบางอย่างหรือเป็นสาย Completionist ที่ส่งผลกับฉากจบเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เป็นอะไรที่สลักสำคัญมากนัก Sequences การต่อสู้กับบอสเองก็เป็นจุดที่มีปัญหา เพราะมันจะเปลี่ยนรูปแบบการเล่นไปชั่วขณะ เพราะในจังหวะที่คุณก้าวเข้าสู่อาณาเขตของบอสนั้นๆ คุณจะสูญเสียการควบคุมเหยี่ยวไป และตัวเกมจะกลายเป็นสาย Stealth ที่คุณต้องหาทางหลบหลีกและเอาเหยี่ยวกลับมา เพื่อเริ่มการต่อสู้ ที่จะเป็นการยิงเข้าจุดตายที่เห็นได้อย่างชัดเจนพร้อมหลบหลีกสิ่งกีดขวางหรือการโจมตีของบอสนั้นๆ อนึ่ง การต่อสู้กับบอส ‘สุดท้าย’ ดูจะน่าสนใจที่สุด เพราะมีลูกเล่นและการวาง Sequences ที่โดดเด่นกว่าทุกตัว และเป็นจุด Climax ที่สำคัญที่สุดที่ทีมสร้างวางโครงเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นอกเหนือจากนั้น มันแทบไม่มีอะไรต่าง และเมื่อเจอมันเข้าเป็นครั้งที่สาม สี่ และห้า ความน่าสนใจจะกลายเป็นความน่าเบื่อขึ้นมาในทันที และที่สำคัญ มันทำลาย Flow อันพลิ้วไหวที่เป็นหัวใจหลักของตัวเกมแบบหักดิบหมุนกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องปรับอารมณ์กันพอสมควรกว่าจะเคยชิน (และชินชา…) กับมันได้ และสุดท้าย การแก้ปริศนาในจุดต่างๆ ของตัวเกม แม้จะไม่ได้ยากจนถึงขั้นต้องทึ้งผมออกจากหัว แต่หลายครั้งมุมกล้องและการควบคุมเหยี่ยว ก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ติดในจุดนั้นบ้าง จุดนี้บ้าง มุมกล้องบังทำให้ไม่สามารถยิงธนูเข้าจุดได้บ้าง เป็นความน่ารำคาญเล็กๆ น้อยๆ ในเชิงเทคนิคที่อาจจะทำให้เสียอารมณ์ได้นิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก ทางชีวิต ลิขิตเอง โดยสรุป แม้ตัวเกมจะมีร่องรอยของการ ‘หยิบยืม’ รูปแบบจากเกมรุ่นพี่ที่ออกมาก่อนหน้านั้น และติดกลิ่นของมันจนเป็นที่สังเกตได้ (เอาแค่เปิดเกมมา สิ่งแรกที่ผู้เขียนนึกถึงก็คือเกม Zelda และเล่นไปเล่นมา ก็ระลึกถึง Shadow of the Colossus...) แต่สิ่งที่ The Pathless ทำได้สำเร็จอย่างงดงามนั่นคือ พวกเขาไม่ใช่การหยิบมายัดอย่างขอไปที หากแต่เป็นการ ‘Inspired’ หรือเอาแรงบันดาลใจ มาสร้างหนทางใหม่ให้กับตัวเองได้อย่างชาญฉลาด และเกมนี้ คือผลสำเร็จที่ว่านั้น มันเล่นได้สนุก มันงดงาม มันลื่นไหล และมันตั้งคำถามที่น่าสนใจ ว่าท้ายที่สุดแล้ว หนทางสู่ความจริงแท้และยั่งยืน มันสมควรจะต้องเดินตามทางที่แผ้วถางเอาไว้ หรือ ‘สร้าง’ หนทางใหม่ด้วยตนเอง “และทีม Giant Squid ก็ให้คำตอบที่ชัดเจน ว่ามันไม่ผิด ถ้าจะเดินตามทางมา แต่ถึงที่สุดแล้ว มันก็ต้องเป็นพวกเขา ที่ต้องมุ่งหน้าต่อไป ในโลกกว้างแห่งวงการเกม ที่พวกเขาประสบความสำเร็จในก้าวแรกของการสร้างทางของตนเองจากเกมนี้แล้วจริงๆ…” [penci_review id="76343"]
11 Jan 2021
รีวิว Alienware AW2521H จอ 24.5 นิ้วที่ยัดคุณภาพการเล่นเกมมาแบบเกิน 100%
การเล่นเกมบนเครื่อง PC หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เกมเมอร์หลายคนให้ความสนใจก็คือในเรื่องของจอ Monitor ดีๆ ที่จำเป็นต้องมี Option หลายอย่าง ซึ่งช่วยเสริมประสบการณ์ที่ดีในการเล่นเกมให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่มีขนาดพอเหมาะกับประเภทของเกมที่เล่น, Response Time ที่ต่ำ, Refresh Rate ที่สูง รวมไปจนถึง Port การเชื่อมต่อที่หลากหลาย ตลาด Monitor ในปัจจุบันมีสินค้าจากหลายแบรนด์ที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็น Samsung Odyssey, Acer Predator, BenQ Zowie, MSI หรือ Asus ROG โดย Dell Alienware เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และวันนี้ผมก็มีจอ Monitor ดีๆ อีกหนึ่งรุ่น ขนาดประมาณ 25 นิ้ว มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน Alienware AW2521H คือชื่อรหัสของรุ่นดังกล่าว แม้ว่า Monitor ที่มีขนาดไม่ถึง 27 นิ้ว จะเริ่มได้รับความนิยมน้อยลงแล้วในปัจจุบัน แต่เจ้าจิ้ว 24.5 นิ้วนี้ มาพร้อมกับฟังก์ชันยอดเยี่ยมหลายอย่างที่เพื่อนๆ จะไม่ผิดหวังแน่นอนถ้าหากซื้อมาใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบเล่นเกมแนว Competitive ครับ เกริ่นนํามาขนาดนี้เชื่อว่าเพื่อนๆ น่าจะอยากรู้กันแล้วว่าเจ้าจอตัวนี้มีอะไรดี งั้นเรามาเริ่มจากสเปคกันก่อนเลยแล้วกันครับ คุณสมบัติทางเทคนิค Screen Size : 24.5 Panel Type : IPS Resolution (max.) : 1920 x 1080 Response Time: 1ms (gray to gray) - Extreme Mode Refresh Rate :  360Hz (Native with DP) / 240Hz (Native with HDMI) Aspect Ratio : 16:9 Color Gamut : 99% sRGB Port :  2 x USB 3.2 Gen1 (support for NVIDIA Reflex Latency Analyzer) 2 x USB 3.2 Gen1 (5 Gbps) downstream port (rear) 1 X USB 3.2 Gen1 (5 Gbps) upstream port (rear) Input Connectors 2 x HDMI (ver 2.0) 1 x DP 1.4 (rear) 1X Audio line-out jack (rear) อ่านแล้วเชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังสงสัยว่า "เป็นไปได้ด้วยเหรอที่จะมีสีแบบ 99% sRGB ในจอ 360Hz ?" ซึ่งตอนแรกผมก็ตั้งคำถามแบบเดียวกันครับ จนเมื่อได้ใช้งานจอนี้ด้วยตัวเอง ก็ได้แต่ต้องยอมรับว่า "มันมีอยู่จริงข้างหน้าเราเนี่ยแหละ" เหนือสิ่งอื่นใดคือมาพร้อมกับ Response Time: 1ms ด้วย ดังนั้นจอตัวนี้จะเล่นเกม หรือดูหนัง ก็ถือได้ว่าผ่านทั้งหมดครับ ในเรื่องของดีไซน์ ก็คงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เจ้า AW2521H เรียกได้ว่ามีสีส่วนใหญ่เป็นสีเทากับดำ ดูเรียบหรู และแพง นอกจากนี้ที่ด้านหลังของจอ ยังมีการยิงไฟ RGB สลับสีไปมาตลอดเวลา ช่วยให้ลดภาระของสายตาลงไปได้เมื่อด้านหลังของจอเป็นกำแพงที่มีสีขาว หรือดำ ถือได้ว่าผู้ผลิตใส่ใจรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนจริงๆ ครับ ในเรื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อเองก็มีมาให้อยากหลากหลาย รองรับทุกการใช้งานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น USB ที่ให้มาถึง 5 พอร์ต (รองรับเทคโนโลยี NVIDIA Reflex ทั้งหมด 2 ช่อง) หรือช่องสำหรับเสียบหูฟัง กับลำโพง ทั้งยังมี HDMI มาให้อีก 2 และ Display Port อีก 1 เอาง่ายว่าจะต่อคอมพร้อมกับ 2 เครื่อง บวก PS4 / PS5 อีก 1 ตัวก็สามารถทำได้สบายๆ เลย สุดท้ายคือในเรื่องของน้ำหนัก เนื่องจากเป็นจอที่มีขนาดเพียงแค่ 24.5 นิ้ว จึงทำให้น้ำหนักทั้งหมดของจอ (ไม่รวมขา) มีเพียงแค่ 4.5 กิโลเท่านั้น สามารถนำไปวางบนโต๊ะที่ท็อปเป็นกระจกได้สบายๆ หมดกังวลเรื่องรับน้ำหนักไม่ไหวไปได้เลยครับ ประสบการณ์ใช้งาน เกม ถ้าจะบอกว่า Alienware AW2521H เป็นจอที่เกิดมาเพื่อเกมเมอร์ชาว PC อย่างแท้จริง คิดว่าคงไม่เกินเลยจากความเป็นจริงมากมายนัก ด้วยค่า Refresh Rate ที่สูงถึง 360 Hz และ Response Time ที่ต่ำถึง 1ms คงต้องบอกว่าเจ้าจอ 24.5 นิ้วนี้เกิดมาเพื่อเกมเมอร์สาย Competitive ตลอดช่วงเวลา 1 อาทิตย์ที่ได้ใช้งานมา พบว่าความรู้สึกลื่นไหลที่ได้จากจอตัวนี้แตกต่างจาก จอ 144 Hz ที่ใช้เป็นประจำอย่างมาก และมันทำให้ตัวผมเองสามารถเล่นเกมที่ต้องแข่งขันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ครับ อย่างไรก็ตาม จริงอยู่ที่ Alienware AW2521H เป็นจอที่มีค่า Refresh Rate สูง 360 Hz ซึ่งตอบโจทย์สำหรับการเล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันกัน แต่เครื่อง PC ของผู้ใช้งานเองก็จำเป็นต้องมี GPU และ CPU ที่แรงมากพอจะสามารถดัน FPS ภายในเกมไปจนถึง 360 FPS ได้ด้วยเช่นกันดังนั้นอยากให้คำนึงถึงจุดนี้ไว้ด้วยครับ (สามารถเข้าไปดูรายชื่อการ์ดจอแนะนำของพวกเราได้ผ่านลิงก์นึ้) ประสบการณ์ที่ได้จากเกม Single-Player เองก็เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ถึงแม้ว่าการที่มี Refresh Rate และ Response Time ที่สูงจะไม่ได้ส่งผลถึงอรรถรสที่ได้มากมายนัก แต่การเล่นเกมที่มีภาพที่ลื่นไหลมากกว่าย่อมเป็นประสบการณ์ที่ดีกว่าครับ และด้วยความที่จอตัวนี้มีค่าสีถูกต้องถึง 99% sRGB มันจึงทำให้เราสามารถสัมผัสกับความสวยงามของกราฟิกที่ผู้พัฒนาตั้งใจใส่มาให้เราได้ชมอย่างตื่นตาตื่นใจครับ ตัวผมเองได้มีโอกาสนำจอตัวนี้ไปเล่นเกม Cyberpunk 2077 ที่ใช้การตั้งค่ากราฟิกแบบเต็มแม็กหลายชั่วโมง ด้วยความที่เกมนี้มีกราฟิกที่สวยงามอันดับต้นๆ ของวงการในตอนนี้ พอเอามารวมกับจอภาพที่มีความลื่นไหลสูง ทั้งยังมีค่าสีที่ถูกต้องแล้ว มันทำให้เหมือนกับรู้สึกว่าได้หลุดเข้าไปในโลกของเกมจริงๆ โลกที่เราเห็นผ่านหน้าจออยู่นี้ราวกับว่ามันมีตัวตนอยู่จริงๆ เหมือนกับได้เข้าไปเดินอยู่ในเมือง Night City ทุกครั้งที่เห็นแสงสะท้อนจากวัตถุในเกมล้วนแต่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า จะสามารถหาประสบการณ์แบบเดียวกันจากจอตัวไหนได้อีกบนโลกใบนี้ ใช้งานทั่วไป (ทำงาน - ดูหนัง) เชื่อว่าไลฟ์สตรีมของเพื่อนๆ ชาว PC หลายคน ไม่ใช่ได้ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมเพียงแค่อย่างเดียว บางคนอาจทำงานที่บ้านผ่าน PC ของตัวเองอยู่ในตอนนี้ บ้างอาจเป็นงานเอกสารทั่วไป บ้างอาจเป็นงานกราฟิก หรือตัดต่อวิดีโอ ในเรื่องความตรงของสีที่ได้จากจอ Monitor จึงเป็นเรื่องซีเรียสมากๆ จนส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานจอสำหรับเล่นเกมทั่วๆ ไปที่เป็นแบบ VA หรือ TN ในการทำงานได้ แต่เจ้า Alienware ตัวนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าวครับ เนื่องจากค่าสีที่ได้จากจอตัวนี้อาจตรงยิ่งกว่าจอ IPS ทั่วๆ ไปที่เราเห็นในตลาดเสียอีก (ดูได้ในภาพด้านล่างนี้) ดังนั้นจึงหมดกังวลเรื่องที่สีที่ได้จากจอจะไม่ตรง (สเปคของจอ IPS รุ่นหนึ่งที่มีราคาประมาณ 5,000 บาท สังเกตุว่าได้สีเพียงแค่ 87% sRGB) แม้ว่า 24.5 นิ้วจะไม่ใช้จอขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะกับชมภาพยนตร์ ,การ์ตูน หรือคอนเสิร์ต แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่ใช่จอที่เล็กเกินไปเช่นกัน กล่าวคือเป็นขนาดที่พอดีเหมาะกับการใช้งานในบ้าน สามารถเก็บรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ภายในฉากได้อย่างทั่วถึง และด้วยค่าสีที่ถูกต้องมาก จึงทำให้กราฟิกที่เราได้เห็นจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์น่าตื่นตาตื่นใจมากด้วยๆ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเลยหากจะนำจอตัวนี้ไปใช้งานอย่างอื่นนอกจากเล่นเกมครับ ราคาเท่าไหร่ ? มาจนถึงตรงนี้คิดว่าเพื่อนๆ คงอยากรู้แล้วว่าเจ้า Alienware AW2521H มีราคาอยู่ที่เท่าไหร่ โดยจากหน้าเว็บไซต์ Official ของ Dell เองเลย จอตัวนี้มีราคาเต็มอยู่ที่ 969.99$ (ประมาณ 29,000 บาท) ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม, ดูหนัง หรือทำงานผ่านหน้าจอทั้งหมด ตัวผมเองคิดว่าราคาดังกล่าวไม่แพงจนเกินไปเลย ถ้าหากใครสนใจก็ลองติดต่อสอบถามร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำใกล้บ้านดู เชื่อว่าถ้าได้สัมผัสด้วยตัวเองเหล่าเกมเมอร์จะต้องถูกใจมากๆ อย่างแน่นอนครับ ก็จบไปแล้วกับรีวิว Alienware AW2521H จอ 25 นิ้วที่ยัดคุณภาพการเล่นเกมมาแบบเกิน 100% งานนี้ต้องขอขอบคุณทาง Dell จริงๆ ที่ส่งสินค้าดีๆ แบบนี้มาให้เราได้ทดลองใช้งาน ส่วนว่ารีวิว Hardware ชิ้นต่อไปจะเป็นอะไร มาจากแบรนด์ไหน? รอติดตามชมได้เลยครับ
11 Jan 2021
[Unbox & Review] Pendulum Z เครื่อง V-Pet รุ่นใหม่กับความลับของโลก Digimon ที่ซ่อนไว้
ความเป็นมาของเครื่องเล่น V-Pet มีจุดเริ่มต้นมาจากตัวเครื่อง Tamagotchi คิดค้นโดยคุณ Maita Aki เจ้าหน้าที่ฝ่ายครีเอทของบริษัท Bandai เรียกว่าเป็นผู้ให้กำเนิด V-Pet ที่ส่งต่อให้กับเครื่องเล่น V-Pet รุ่นใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ และ Tamagotchi ก็แตกลายต่อยอดกลายเป็น V-Pet อีกสายที่เรียกว่า Digital Monster หรือ Digimon ที่เรารู้จักกัน ซึ่งซีรี่ส์ Digimon นี่แหละทำให้เด็กๆ และผู้คนเมื่อ 23 ปีที่แล้วรู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก ปัจจุบัน V-Pet ของซีรี่ส์ Digimon ก็ออกมาหลายรุ่นมาตลอดช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดก็ได้ออก V-Pet รุ่นใหม่ส่งท้ายปี 2020 ที่มีชื่อว่า Digimon Pendulum Z โดยบทความนี้เราจะมาแกะกล่องและรีวิวเครื่องเล่นเจ้า Pendulum Z ว่าหน้าตาเป็นอย่างไรและมีลูกเล่นอะไรบ้าง ไปดูกัน ================================================== เริ่มแกะกล่องและทำความรู้จักกับ Pendulum Z เครื่องเล่น Pendulum เป็นเครื่องเล่นประเภท V-Pet ของซีรี่ส์ Digimon ผลิตครั้งแรกในปี 1998 ต่อยอดมาจากเครื่ง Digimon V-Pet โดยเพิ่มลูกเล่นการเขย่าที่จะเป็นหัวใจหลักในการต่อสู้ และระบบ Jogress ซึ่งมาจากคำว่า Joint กับ Progress เข้าด้วยกัน มันคือระบบที่ใช้รวมร่าง Digimon และเกิดสายวิวัฒนาการใหม่นั้นเอง และในช่วงเวลาต่อมาก็มี Line การผลิตของ Digimon Pendulum ออกมาหลายรุ่นอย่างเช่น Pendulum Progress, Pendulum X, Pendulum รุ่นครบรอบ 20 ปี และล่าสุดก็มาเป็น Pendulum Z โดยตัว Pendulum Z จะออกวางจำหน่ายทั้งหมด 6 สี 6 สายด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 Wave ซึ่ง Wave แรกได้วางจำหน่ายช่วงสิ้นปี 2020 และ Wave ที่ 2 จะวางจำหน่ายเดือนเมษายน 2564 แน่นอนว่า Concept ของเครื่อง Pendulum Z จะเป็นการรวม Digimon หลายชนิดที่ไม่เคยปรากฎในเครื่องเล่น V-Pet รุ่นอื่นๆ หรือปรากฎในซีรี่ส์อนิเมะภาคไหนมาก่อน และเจ้าตัว Pendulum Z ก็มีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเอง แตกต่างจากเครื่องเล่น Pendulum รุ่นที่ผ่านๆ มาที่ไม่มีเนื้อเรื่องให้เสพเลย ส่วนเนื้อเรื่องของซีรี่ส์นี้ โดยมีใจความคร่าวๆ ที่ว่า มีการค้นพบ Digimon ชนิดใหม่ๆ ที่เรียกว่า Folder Islands หากมีโอกาสได้เล่า จะขอเล่าในโอกาสหน้าอย่างละเอียดแน่นอน แต่เอาจริงๆ พอแกะกล่องไปรษณีย์แล้วเห็นลายของมันครั้งแรก ตัวลายเครื่องมันเหมือน Creeper จาก Minecraft จริงๆ นะ มันจะบึ้มใส่มือหรือเปล่า ??? ( ล้อเล่นนะ ) สำรวจตัว Package มุมต่างๆ ก่อนทดลองเล่นจริง ตัว Package จะค่อนข้างเล็ก ตามสไตล์เครื่องเล่น V-Pet แต่ตัวกล่องนั้นกลับรู้สึกดู Premium หรูหรามากกว่าเครื่องเล่น V-Pet Digimon X ที่วางจำหน่ายไปช่วงปีที่แล้วอย่างมาก และลวดลายตัวเครื่องที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ เป็นลวดลาย Glitch หรือแถวบ้านที่เรียกว่า ลายภาพไม่มีสัญญาณ พร้อมกับตัว Digimon ใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฎในซีรี่ส์ไหน ถูกโปรโมตบนหน้ากล่อง พร้อมลูกเล่นหลักอย่างระบบการเขย่า ซึ่งหากไม่มีแล้วล่ะก็ มันก็ไม่ใช่ Pendulum อย่างแน่นอน ส่วนของที่จะมาแกะกล่องจะเป็นของจาก Wave แรกทั้งหมด โดยจะมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเขียว - Nature Spirits: จะเป็น Digimon ที่เน้นจำพวกสัตว์ป่าจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและแมลงเป็นหลัก สีฟ้า - Deep Savers: จะเป็น Digimon ประเภทสัตว์น้ำและจำพวกสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเป็นหลัก สีน้ำตาล/แดง - Nightmare Soldiers: จะเป็น Digimon ที่มีพลังความมืดหรือ Digimon สายภูติผีปีศาจเป็นหลัก แน่นอนว่า ทั้ง 3 เครื่อง จะมี Digimon ประจำเครื่องที่แตกต่างกันเสียส่วนใหญ่ พอพลิกไปด้านข้างก็ได้พูดถึงระบบ Jogress ซึ่งเป็นระบบหลักของ Pendulum ที่จะทำให้เราได้ Digimon สายพันธุ์ใหม่ๆ โดยทาง Bandai ระบุว่า ตัว Pendulum Z จะมี Digimon ให้ได้เลี้ยงมากกว่า 100 ตัว ซึ่งถือว่าเยอะเอาเรื่องเลย แต่จริงๆ แล้วเขาหมายถึงเครื่อง Pendulum Z ทั้ง 3 เครื่องตอนนี้และอีก 3 เครื่องใน Wave ที่ 2 รวมกันมากกว่า จึงพอสรุปได้ว่า เครื่องหนึ่งอาจจะมี Digimon ให้เลี้ยงราวๆ 30 ชนิดเป็นอย่างน้อย พอพลิกตัวกล่องไปอีกข้าง ก็จะพูดถึงกับลูกเล่นทั่วไปที่มีอย่างเช่น การให้อาหาร, การเก็บกวาดอุนจิและระบบการต่อสู้ โดยเป็นการแสดงภาพ Digimon ตัวใหม่ล่าสุดในรูปแบบ Pixel ให้เห็นเสมือนเป็นพรีเซ็นเตอร์ ด้านหลังตัวกล่องก็ได้โชคข้อมูล Digimon ตัวใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฎที่ไหนเป็นตัวหลักประจำเครื่องได้แก่ Marine Chimairamon: เป็น Digimon หลักประจำเครื่องสีฟ้าหรือ Deep Savers Gogmamon: เป็น Digimon หลักประจำเครื่องสีเขียวหรือ Nature Spirits Ghostmon: เป็น Digimon หลักประจำเครื่องสีน้ำตาล/แดง หรือ Nightmare Soldiers และก็มี QR Code ให้สามารถ Scan เพื่อไปอ่านเนื้อเรื่องของ Pendulum Z ได้ โดยจะกล่าวถึง Digimon สายพันธุ์ใหม่บนเกาะ Folder ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า พอแกะฝากล่องก็มีลวดลายของ Gogmamon แบบ Pixel และตัวอักษรที่เขียนว่า "NATURE SPIRITS: DIGIMON PENDULUM Z"  พร้อมกับฝากล่องที่เป็นลวดลาย Glitch สีเขียวให้เห็น ซึ่งหลังจากนี้จะทำการ Unbox ด้วยเครื่องตัวสีเขียวหรือ Nature Spirits เป็นหลัก เพราะหน้าตาและการเล่นแทบจะเหมือนกัน ต่างกันแค่ Digimon ประจำตัวเครื่องและสีแค่นั้น เมื่อทำการแกะกล่องออกมาทั้งหมดแล้ว จะมี สามส่วนหลักๆ ได้แก่ ตัวกล่องภายนอกสีเขียว, ตัวกล่องภายในสีดำ มีคู่มือการใช้งานแบบย่อซึ่งมี QR Code ให้สแกนไปดูวิธีการเล่นแบบฉบับเต็มบนไฟล์ PDF ได้ มันก็สะดวกดีนะและเป็นการตลาดที่ฉลาดด้วยที่ลดการสิ้นเปลืองของกระดาษ และส่วนสุดท้ายก็คือส่วนตัวเครื่องที่มีพลาสติกแข็งหุ้มตัวเครื่องไว้ ซึ่งตัวพลาสติกแข็งนั้นก็จะมีฝาครอบอีกชั้นหนึ่งกันกระแทก ดูใส่ใจเป็นอย่างดีมากๆ เพราะมันแข็งและกันกระแทกได้ดีใช้ได้เลยล่ะ แถมเก็บสายพวงกุญแจไว้เรียบร้อย ไม่ดูเกะแกะด้วย ตัวเครื่องแบบชัดๆ หลังจากดึงที่ขั้นถ่านแล้ว ตัวอักษรก็เด้งขึ้นข้อความว่า "Pendulum Z" เด่นมาๆ แถมเสียงตัวเครื่องดังใช้ได้เลย และหากสังเกตุดีๆ จะมีประกายกริตเตอร์วิ้งวับสะท้อนแสงตลอดทั้งตัวเครื่อง รู้สึกมีความหรูหรามากขึ้นเมื่อจับขึ้นมาเล่นบนมือตัวเอง ด้านหลังจะเป็นตรงที่ใส่ถ่านโดยต้องขันน็อตหัวสี่แฉกเพื่อเปิดฝา และตัวเครื่อง Pendulum Z จะใช้ถ่านกระดุมแบบ CR2032 จำนวนหนึ่งก้อน สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปได้เลย หาซื้อไม่ยาก ที่ฝาปิดฐานก็จะระบุถึงวันที่เริ่มผลิตและหมายเลขประจำตัวเครื่องที่เขียนไว้ ซึ่งการันตีว่าของแท้แน่นอน ส่วนด้านบนก็เป็นหัวต่อ Connecter แบบ 2 หัวสำหรับเชื่อมต่อการต่อสู้หรือการ Jogress ถือเป็นสิ่งที่เครื่อง V-Pet Digimon ต้องควรมี ปุ่มกดต่างๆ และคำสั่งใช้งานเบื้องต้น ปุ่มกดและคำสั่งต่างๆ ที่ใช้ในเครื่องของ Pendulum Z จะมีดังนี้ ปุ่ม A: เป็นปุ่มสำหรับเลือกเมนูต่างๆ ทั้ง 9 เมนูและเลื่อนหัวข้อคำสั่งต่างๆ ปุ่ม B: เป็นปุ่มตกลงหรือเลือกเมนูนั้นๆ / เป็นปุ่มกดดูเวลาเมื่ออยู่หน้าจอหลัก ปุ่ม C: เป็นปุ่มยกเลิกคำสั่งหรือออกจากหน้าเมนูนั้น / เป็นปุ่มเช็คสถานะ Digimon แบบย่อเมื่ออยู่หน้าจอหลัก ปุ่ม Reset: เป็นปุ่มสำหรับ Reset เครื่องเพื่อเริ่มเล่นใหม่ นอกจากนี้จะมีคำสั่งที่กดมากกว่า 1 ปุ่มหรือ Combo Command มีคำสั่งดังนี้ ปุ่ม A+C เมื่ออยู่หน้าจอหลัก: จะเป็นการปิดหรือเปิดเสียงของตัวเครื่อง ปุ่ม A+C เมื่ออยู่หน้าเวลา: จะเป็นการตั้งนาฬิกา โดยกด A จะเป็นการตั้งชั่วโมง กด B เป็นการตั้งนาที และกด C เมื่อตั้งเวลาเสร็จสิ้นแล้ว ปุ่ม A+B เมื่อ Digimon ตายหรือกลายเป็น Computer: จะเป็นการฟักไข่ใบใหม่หลัง Digimon ไม่อยู่กับเราแล้ว ปุ่ม A+C+Reset ค้างไว้: จะเป็นการเข้าสู่โหมด Library เพื่อทดลองเล่น Digimon ภายในเครื่อง แต่จะไม่สามารถเล่นได้อย่างปกติได้ 100% เพราะจะมีบัคแบบจงใจเพื่อไม่ให้เราลักไก่นั้นเอง เมนูต่างๆ และ Feature ที่น่าสนใจ เมนูแรก Status ( รูปตราชั่ง ): จะเป็นการเช็คสถานะของ Digimon ที่เราเลี้ยงแบบละเอียดทั้งชื่อดิจิมอน, ความหิว, ความแข็งแรง และอื่นๆ อีกมากมาย เมนูที่สอง Food ( รูปเนื้อ ): เป็นการให้อาหาร Digimon โดยมีการให้เนื้อกับวิตามิน นอกจากนี้ยังมี Item ชิ้นอื่นๆ ที่สามารถให้ Digimon ได้กินและเพิ่มความสามารถพิเศษบางอย่างด้วย เมนูที่สาม Training ( รูปยกน้ำหนัก ): เป็นการฝึกซ้อม Digimon เพิ่มค่า Effort หรือค่าความพยายามให้สูงขึ้น มีผลต่อการต่อสู้ของ Digimon ด้วย วิธีการฝึกจะใช้การเขย่าให้ตรงกับจำนวนของลูกศร ซึ่งหากตรง ก็จะทำให้การฝึกของ Digimon ส่งผลมากขึ้น เมนูที่สี่ Colosseum ( รูปถ้วยรางวัล ): เมนูนี้จะเป็นเมนูสำหรับต่อสู้ตะลุยด่านของ Digimon ที่เราเลี้ยง โดยจะมีด่านให้เล่นทั้งหมด 50 ด่าน เมื่อชนะศัตรูจะได้รับ EXP ไว้เพิ่ม Level โดยมันจะส่งผลต่อความแข็งแกร่งด้วย เมนูที่ห้า Clean Waste ( รูปอุนจิ ): เมื่อ Digimon อยู่กับเราไปสักช่วงหนึ่ง พวกเขาก็ต้องการขับถ่าย พอขับถ่ายออกมาก็จะเป็นอุนจิอย่างที่เห็น เมนูนี้จึงเป็นเมนูทำความสะอาด เก็บอุนจิให้ Digimon ของเราเพื่อสุขอนามัยที่ดี เมนูที่หก Light ( รูปไฟ ): เมื่อ Digimon ถึงเวลานอน สามารถเข้าไปที่เมนูรูปไฟ เพื่อปิดไฟได้ แต่หาก Digimon ไม่ถึงเวลานอนแล้วกดปิดไฟ จะเป็นการ Freeze Digimon เอาไว้ กรณีที่เราไม่ว่างเล่นนั้นเอง เมนูที่เจ็ด Heal ( รูปผ้าปิดแผล ): กรณีที่ Digimon ของเราป่วยหรือบาดเจ็บ สามารถเข้าเมนูรักษา เพื่อรักษาตามอาการได้โดยสัญลักษณ์กล่องคำพูดไว้รักษาอาการป่วย และรูปหัวกะโหลก ไว้รักษาอาการบาดเจ็บหลังพ่ายแพ้การต่อสู้ เมนูที่แปด Album ( รูปหนังสือ ): เมนูนี้จะเป็นเมนูที่ดู Digimon ต่างๆ ที่เราเคยเลี้ยงมารวมถึงสามารถเอา Digimon มาเก็บ Back up ไว้สำรองได้สูงสุด 2 ตัว เท่ากับว่าเราสองรองได้สอง และเลี้ยงได้ 1 รวมเป็น 3 ตัว หากอยากกลับมาเล่นตัวเก่าก็สลับตัวจากเมนูนี้ได้ รวมถึงเช็ค Win rate การต่อสู้ได้ด้วย เมนูที่เก้า Connect ( รูปหัวลูกศรชนกัน ): จะเป็นเมนูไว้สำหรับเชื่อมต่อกับ Digimon V-pet อีกเครื่องหนึ่งไว้สำหรับต่อสู้หรือเชื่อมต่อกับ Pendulum Z ด้วยกันเพื่อทำการ Jogress ซึ่งเมนู Jogress สามารถทำการรวมร่าง Digimon ภายในเครื่องก็ได้หรือจะต่อกับอีกเครื่องก็ได้ เมนูที่สิบ Call ( รูป Digimon ร้อง ): เมนูนี้จะเรียกว่าเมนูก็ไม่ใช่ เพราะมันคือ Icon แจ้งเตือนซึ่งมันจะปรากฎขึ้นพร้อมส่งเสียงเมื่อ Digimon มีค่าความหิวเป็นศูนย์, ความแข็งแรงเป็นศูนย์ หรือถึงเวลานอนของ Digimon เป็นการเตือนให้เราเอาใจใส่ Digimon ของตัวเอง หากปล่อยละเลยจนไฟดับไปเอง จะนับว่าเป็น Care Mistake หรือค่าการละเลยความใสใจเป็นหนึ่งทันที โดยจะมีผลต่อการพัฒนาร่างของ Digimon ในอนาคตด้วย ================================================== ทั้งหมดนี้ก็เป็นการ Unbox & Review เจ้าเครื่องเล่น Digimon Pendulum Z ซึ่งโดยรวมแล้วหากใครชื่นชอบ Digimon และชอบการเลี้ยงแบบ V-Pet หรือเลี้ยงแบบ Tamagotchi ก็ขอบอกเลยว่าเครื่องนี้เลี้ยงง่าย พัฒนาได้ค่อนข้างไวเพราะมีระบบ Jogress เข้ามา แต่ก็จะมีจุดที่เสียดายที่ว่า จะไม่ค่อยมี Digimon เท่ๆ ให้ได้เห็น มันจะเป็น Digimon สายพันธุ์ใหม่เสียส่วนใหญ่ อีกทั้งหลายคนอาจจะไม่ชอบที่ลายเหมือน Creeper จากเกม Minecraft เพราะมันไม่สวย ( แต่ทางนี้ชอบนะ ) ซึ่งตอนนี้ก็ได้วางจำหน่ายแล้ว สามารถหาซื้อได้ตามกลุ่มคนรัก Digimon ราคาจะอยู่ช่วง 1,6XX ต่อเครื่อง ซึ่งราคาอาจจะแรงนิดหนึ่ง แต่สำหรับคนรัก Digimon และชอบเลี้ยงสัตว์ V-Pet ก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การสะสมและเลี้ยงมันจ้า  
06 Jan 2021
[Unbox & Review] Digivice 2020 เปิดจักรวาลใหม่ อุปกรณ์ของเด็กที่ถูกเลือก
เครื่องเล่นพกพาแบบ Pixel ในตัวก็มีทำอยู่แค่สองซีรี่ส์หลักๆ ที่รู้จักกันคือ Tamagotchi และ Digimon ซึ่งทั้งคู่เป็นเครื่องเล่นประเภท Vitual Pet หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า V-Pet มันยังคงได้รับความนิยมที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มในสมัยก่อน เพราะยังไงซะมันก็อาจจะสู้เครื่องเล่นพกพายุคใหม่ๆ ที่เป็นจอสีหรือมือถือที่มีเกมมากมายให้เล่น แต่ทว่าทางบริษัท Bandai ผู้พัฒนาของเล่นและสร้างซีรื่ย์ Digimon ได้ดำเนินรุกการตลาดให้เข้าถึงเด็กรุ่นใหม่และรุ่นเดอะอย่างคนเขียนมากขึ้น ด้วยการนำเสนอเครื่องเล่นที่ผสมผสานแสงสีเสียงที่เรียกว่า Digivice รุ่นปี 2020 พร้อมกับทำอนิเมะเรื่อง Digimon Adventure: Reboot 2020 ควบคู่กัน ทำให้กระแสคนรักดิจิมอนกลับมาอย่างคึกคักและดึงดูดผู้สนใจดิจิมอนหน้าใหม่มาเพียบ และในอนาคต ก็จะมี V-pet รุ่นใหม่อย่าง Pendulum Z และ Vital Bracelet ที่จะเป็นการผสมผสานระหว่าง Smart band แบบจอสีและการเลี้ยง Digimon เข้าด้วยกัน และบทความนี้เราไม่ได้มารีวิวเกม แต่มารีวิวตอบรับกระแสด้วยการ Unboxing และรีวิวเครื่องเล่นเกม Digivice รุ่น 2020 ให้คุณผู้ชมได้รับชมกันว่า เครื่องเล่นพกพานี้มันมีความน่าเล่นในยุคปัจจุบันมากขนาดไหนกัน ================================================== เริ่มแกะกล่องและทำความรู้จักกับ Digivice เสียก่อน ซึ่งขออธิบายในส่วนนี้ก่อนว่าเครื่องเล่นพกพาซีรี่ย์ Digimon จะมีสองประเภทนั้นก็คือ V-Pet ซึ่งเน้นพักไข่, เลี้ยงดูและเอาไปต่อสู้ ซึ่งรุ่นใหม่ๆ จะมีระบบเควสต์หรือโคลอสเซี่ยมให้ต่อสู้เพื่อเอาชนะ, เก็บ Level และปลดล็อคเงื่อนไขลับภายในเครื่อง ส่วนอีกประเภทจะเรียกว่า Digivice ซึ่งดีไซน์จะมาจาก Digivice ภายในอนิเมะชั่น Digimon ภาคนั้นๆ โดยจะมีลูกเล่นที่เน้นการผจญภัยตามเนื้อเรื่องอนิเมะ และ Easter Egg ให้ไขความลับภายในเครื่อง ไม่เน้นการเลี้ยงดูและไม่มีวันหมดอายุขัยหรือตายแบบ V-Pet และส่วนที่รีวิวอันนี้คือ Digivice รุ่นปี 2020 ที่มีลูกเล่นเน้นการผจญภัยตะลุยด่านตามเนื้อเรื่องของอนิเมะ Digimon Adventure ภาค Reboot 2020 อันนี้คือตัว Package ที่ส่งตรงจากญี่ปุ่นมาเลย แบบห่อกระดาษไขป้องกันรอยและสิ่งสกปรก ซึ่งพอแกะกระดาษสาออกไปก็จะเป็นกล่องสีขาวกันกระแทกอีกที ไม่ใช่ตัวกล่องของ Digivice จริงๆ หรือพูดง่ายๆ นี่แค่เป็นกล่องชั้นนอกสำหรับกันกระแทกเท่านั้น แต่พอแกะกระดาษสาและเปิด Package ชั้นนอกเท่านั้นแหละถึงกับอุทานว่า "ลุง Bandai จะห่อเยอะไปไหน" เพราะคุณจะได้เห็นตัวกล่องใส่ Digivice รุ่น 2020 จริงๆ ที่มีกระดาษสาห่ออีกชั้นข้างใน นับถือตัวลุงแกเลยว่าใส่ใจเรื่องการป้องกันการเป็นรอยระหว่างขนส่งจริงๆ พอแกะกระดาษสารอบที่สองออก คุณก็จะได้พบกับความ Premium ของตัว Package อย่างแท้จริง ลายบนกล่องเป็นเจ้าตัว Agumon ซึ่งเป็นมาสคอตของซีรี่ย์ Digimon ไม่ว่าจะภาคอนิเมะหรือในเกมก็ตาม ถอดมาก็เป็นตัวอักษรสีเงินสะท้อนแสงเขียนว่า "DIGIMON ADVENTURE" ดูเรียบหรูสุดๆ ส่วนข้างล่างก็เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "DIGIVICE" ภายในกล่องที่เห็นก็มีตัว Digivice ที่เป็นสีขาว ดูเหมือนไม่มีปุ่มอะไรให้กดเลย และฝ่าหลังที่โชว์ให้เห็น ดูจากสายตาแล้วมันมีขนาดใหญ่น่าจะทำออกมาในอัตราส่วน 1 : 1 แน่ๆ ใหญ๋กว่า Digivce รุ่น D-2 เสียอีก ด้านตัวกล่องทั้งสองข้างก็เขียนคำว่า "DIGIMON ADVENTURE" และคำว่า "DIGIVICE" เป็นสีเงินสะท้อนแสงสวยงาม และใต้ฝากล่องก็พบกับ Easter Egg อย่างแรกของตัว Package เลยนั้นก็คือ ภาพเหล่า Digimon คู่หูของเด็กที่ถูกเลือกทั้งแปดคนเป็นลวดลาย Pixel สีขาว ทำให้เรานึกถึงวัยเด็กที่ได้เล่น Digivice รุ่น D-2 เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ก่อนจะดูตัวเครื่อง Digivice เราก็ขอยกตัวพลาสติคกันกระแทกของตัวเครื่องออกเสียก่อน ใต้กล่องก็จะพบกับคู่มือการเปิดเครื่องเบื้องตน ซึ่งคราวนี้มาแปลกเพราะว่ามันเป็นคู่มือแบบย่อเท่านั้น ให้รู้ว่าตัวเครื่องใส่ถ่าน AAA จำนวนสามก้อน และสัญญาณแบตเตอร์รี่อ่อนว่าเป็นอย่างไร และควรเปลี่ยนตอนไหน ส่วนคู่มือวืธีเล่นตัวเต็มต้องใชมือถือ Scan QR Code อีกทีหนึ่ง ซึ่งเอาจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องไปดูก็ได้ ใช้วิธีงมโข่งเล่นเอาหลังเปิดเครื่องไปเลย ด้านข้างของใต้กล่องก็มี Easter Egg อีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือ ตราสัญลักษณ์ประจำตัวของเด็กที่ถูกเลือกทั้งแปดคน เห็นแล้วทำให้เราคิดถึงอนิเมะชั่นภาคแรกที่เคยดูมากันเลย คราวนี้ก็ถือคอร์สหลักสักทีก็คือ ตัวเครื่องนั้นเอง หลักๆ จะมีสองส่วนด้วยกันคือ ตัวเครื่อง Digivice สีขาว มีรอบวงแหวนสีน้ำเงิน เขียนอักษรภาษา Digital World สีทองบนตัววงสีน้ำเงิน พร้อมจอแบบ Pixel ที่คุ้นเคยและฝ่าหลังปิดถ่านโดยใช้น็อตหัวสี่แฉกเป็นตัวยึด ส่วนแบตเตอร์รี่ที่ใช้ จะใช้ถ่านขนาด AAA ทั้งหมดสามก้อน หลังจากใส่ครั้งแรกให้กดปุ่ม Reset อยู่ตรงรูเล็กๆ เยื้องทางขวาของหลังเครื่อง ที่ต้องใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มเข้าไปรูตรงนั้น ลองได้สัมผัสตัวเครื่องครั้งแรกก็เป็นอย่างที่คิด ตัว Digivice ใหญ่เต็มไม้เต็มมือมากเหมือนขนาด 1 : 1 จากในอนิเมะเลย และพอลองได้เปิดเครื่อง ก็มีไฟ LED แปดสี ซึ่งเป็นสีประจำตัวของเด็กที่ถูกเลือกทั้งแปดคนสว่างรอบตัวเครื่องพร้อมตรา BANDAI เด่นขึ้นมากลางจอ Pixel ส่วนปุ่มกดนั้นดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีปุ่ม แต่จริงๆ แล้วมีปุ่มให้กดสี่ปุ่ม ด้านซ้ายและขวามีอย่างละสองปุ่ม ตำแหน่งแถวเยื้องข้างบนและข้างล่าง ทั้งสองข้าง โดยเมื่อเรากดปุ่มใดก็ได้ เริ่มต้นจะมี Digimon ให้เลือกเล่นสองตัวระหว่าง Agumon และ Gabumon ซึ่งไม่ว่าเลือกตัวไหนก่อน เราก็จะได้เล่นทั้งสองตัวตั้งแต่แรก ไม่มีผลต่อการเล่นช่วงต้นเกมแต่อย่างใด คำสั่งปุ่มทั่วไปและเมนูต่างๆ Digivice รุ่น 2020 นี้อย่างที่บอกข้างต้นว่าดูเหมือนจะไม่มีปุ่ม แต่จริงๆ แล้วปุ่มกดจะมีทั้งหมดสี่ตำแหน่งตามหมายเลขที่ระบุไว้ ซึ่งปุ่มสัมผัมเป็นพลาสติคแข็งๆ และเมื่อกดลงไปมันมีเสียงคลิ๊กเด้งมือมากๆ ราวกับกดปุ่ม Machanical Keyboard แบบจังหวะเดียว ให้ความรู้สึกแตกต่างจากปุ่มยางที่เคยใช้ใน Digivice หรือ V-Pet รุ่นอื่นๆ โดยคำสั่งปุ่มต่างๆ มีฟังก์ชั่นการใช้งานดังนี้ ปุ่มที่ 1: ปุ่มเลื่อนขึ้นบนคำสั่งทั่วไปและย้อนหลังในเมนูบางอย่าง ปุ่มที่ 2: ปุ่มเลื่อนลงบนคำสั่งทั่วไปและหน้าถัดไปในเมนูบางอย่าง ปุ่มที่ 3: เป็นปุ่มสำหรับกดตกลงและเข้าหน้าเมนู ( จริงๆ ปุ่ม 1 2 และ 3 สามารถกดเข้าเมนูได้หมดบนหน้าหลัก ) ปุ่มที่ 4: เป็นปุ่มสำหรับยกเลิกเมนูและกดดู Emotion เล็กๆ ของ Digimon ทั้งสองตัวเมื่ออยู่หน้าหลักแบบสุ่มอารมณ์ เมื่อเข้าหน้าเมนู เมนูแรกที่จะเจอนั้นก็คือเมนู Status ซึ่งเป็นเมนูที่สามารถเข้าไปเช็คสถานะข้อมูลของ Digimon คู่หูของเราว่าเป็น Digimon ประเภทอะไร ลักษณะของสายเป็นแบบไหน ซึ่งปกติมีสามสายคือ Data, Virus และ Vaccine ซึ่งมีการแพ้ทางกันและกัน รวมไปถึงเช็คสถานะจำนวนที่ Digimon คู่หูตัวนั้นๆ ว่าชนะไปกี่ครั้ง ไปถึงระดับไหนแล้วซึ่งมีผลต่อการปลดระดับพัฒนาร่างในเมนู Quest ด้วย ถัดมาเป็นเมนู Quest ซึ่งมันคือโหมดตะลุยด่านอ้างอิงจากอนิเมะเรื่อง Digimon Adventure: Reboot 2020 เลย โดยจะมีด่านให้เล่นทั้งหมด 11 Stage และมี Stage ลับขอปลดล็อคอยู่อีก เมื่อเข้าไปในแต่ละ Stage จะมีด่านย่อยๆ ให้เล่นสิบด่านซึ่งด่านย่อนที่สิบจะเป็น Boss ประจำ Stage นั้นๆ หากเอาชนะได้ก็จะสามารถไป Stage ต่อไปได้นั้นเอง ส่วนวิธีการต่อสู้นั้น จะใช้วิธีการต่อสู้แบบ Roulette หรือหมุนวงล้อให้เกจพลังขึ้นสูงที่สุด ซึ่งหากทำได้ก็มีโอกาสชนะศัตรูได้มาก และมีโอกาสได้เจอ Cutscene ที่ Digimon คู่หูจะใช้ท่า Burst โจมตีศัตรูตายภายในครั้งเดียวและต้องกดปุ่มที่ 3 รัวๆ ให้เกจเต็มก่อนหมดเวลา ส่วนรายละเอียดการเล่นนั้น หากมีโอกาสได้ทำ Guide จะได้พูดถึงระบบนี้แบบละเอียดอย่างแน่นอน เมนูสุดท้ายของเครื่องนั้นก็คือ Setting ซึ่งไม่มีอะไรมากนอกจากให้เราสามารถเลือกปิดหรือเปิดลูกเล่นไฟ LED และเสียงของตัวเครื่องสามารถปรับให้ปิดหรือเปิดได้เช่นกัน เหมาะกับกรณีไม่ชอบไฟที่แสบตาเกินไปหรือเสียงดังจนรบกวนคนอื่น Feature ต่างๆ ที่เป็นหัวใจของเครื่องนี้ Digivice รุ่น 2020 นี้ได้ตัดระบบการเขย่านับก้าวเดินที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของ Digivice ออกไป ซึ่งฟังแล้วน่าเสียดายมากๆ แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยระบบเมนู Quest ที่มีด่านให้เล่นเยอะมากๆ ฉะนั้นเมื่อเราปล่อยจอเข้าสู่หน้าหลัก Digimon คู่หูของเราจะทำการขยับและเดินเล่นไปมาแบบนั้นพร้อมแสดงท่าทางดีใจให้เราเห็นด้วย เมื่อเรากดปุ่มที่ 4 หรือปุ่มยกเลิกเมื่ออยู่หน้าจอหลัก จะเป็นการแสดง Animation เล็กๆ ระหว่าง Digimon คู่หูทั้งสองตัวแบบสุ่ม จะเป็นทั้งดีใจด้วยกัน โกรธกัน หรือหลับด้วยกันซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากให้เรากดดูเพลินๆ และ Digivice รุ่น 2020 นี้ไม่มีปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่อง ดังนั้นจึงใช้ระบบปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อไม่ได้เล่นช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยสังเกตจากการปล่อยเครื่องสักพัก Digimon คู่หูเราจะนอนหลับ และหลังจากนั้นไม่นาน เครื่องจะปิดหน้าจออัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงานของแบตเตอร์รี่ และนี่คือทีเด็ดของ Digivice รุ่นนี้เลยก็คือ เมื่อเราทำการวิวัฒนาการตอนต่อสู้ จะมีไฟ LED สว่างขึ้นมาโดยการพัฒนาแต่ละร่างจะมีการไล่ไฟเป็นรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน และ Digimon คู่หูแต่ละตัวเมื่อพัฒนาร่างก็จะมีสีไฟที่ไม่เหมือนกันอีก โดยสีไฟจะแสดงเป็นสีต่างๆ ตามสีประจำตัวของ Digimon คู่หูตัวนั้นๆ ที่สำคัญเลยก็คือ หากพัฒนาร่างสุดยอดด้วยการ Jogress ระหว่าง WarGreymon และ MetalGarurumon จะเป็นไฟ LED วิ่งวนสองสีที่ดูสวยงามสุดๆ แต่แอบใช้เวลาแปลงร่างนานไปหน่อยนะ ยังไงก็ตามแลกกับความสวยงามของไฟถือว่ายินดีเลย หากไม่รู้สึกแสบตาไปเสียก่อนเพราะไฟมันสว่างมาก และอีก Feature หนึ่งที่เรียกว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียเลยก็คือ ระบบ Emergency Enemy หรือระบบสุ่มเจอศัตรู โดยมีโอกาสสุ่มเจอเมื่อเราเอาชนะ Boss ประจำ Stage นั้นๆ ซึ่งข้อดีของมันก็คือ ตื่นเต้นมากๆ และจะได้เจอศัตรูที่เราเห็นแล้วจะต้องร้องพระเจ้าซึ่งหากชนะศัตรูพวกนี้ เราจะได้พวกเขามาเป็นพวก แต่หากแพ้ก็ต้องรอสุ่มกันต่อไป ส่วนข้อเสียคือ ไม่เหมาะกับคนที่อยู่ๆ มาเจออะไรแบบนี้โดยไม่ทันได้ตั้งตัว อาจจะทำให้หงุดหงิดได้เช่นกัน ================================================== และนี่คือทั้งหมดของการ Unboxing และ Review ของเครื่องเล่น Digivice รุ่น 2020 ซึ่งบอกตามตรงเลยว่า ดีต่อใจมากๆ สำหรับคนรักและสะสม Digimon หรือถึงแฟนบอยของ Digimon ที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างยิ่ง ทำไฟ LED ที่มีลูกเล่นไล่ไฟตอนพัฒนาร่าง รวมถึงระบบ Quest ที่เข้ามาแทนที่การเขย่านับก้าวเดิน ก็เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเล่นด้วยเหมือนกัน อีกทั้งด้วยสัดส่วนขนาดแบบ 1 : 1 และมีไฟตามแบบฉบับอนิเมะ ถ้าหากในแง่สะสมถือว่าคุ้มค่าอย่างมากหรือหากเอามาเล่นจริงจังให้เคลียร์เกมก็ถือว่าค่อนข้างคุ้มกับเงินที่จ่ายไปราวๆ 3,XXX บาทเช่นกัน เพราะระดับความยากถือว่าทำเอาคนเขียนบทความหัวอุ่นใช้ได้เหมือนกัน แต่ก็มีจุดที่น่าเสียดายคือ การที่เอาระบบเขย่าออก มันทำให้เสน่ห์ของมันหายไปเยอะพอสมควร และไฟที่สว่างมากๆ บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะแสบตาหรือไวต่อแสง และราคาค่อนข้างสูง หากเป็นคนที่ไม่ใช่แฟนบอยอาจจะมองว่าแพงก็ได้ หากใครชอบบทความนี้ สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้เยอะๆ เลยนะ และหากมีโอกาสได้ทำบทความ Digivice 2020 อีก ก็จะทำ Guide ระบบการเล่นระบบ Quest ให้อ่านกันนะ
06 Jan 2021
รีวิว BenQ EW3280U จอคอม 4K HDR ทำงานก็ดี ดูหนังก็ได้ เล่นเกมคือฟิน
ในปัจจุบันเชื่อว่าเกมเมอร์หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งอยู่หน้าจอคอม ด้วยความที่ Microsoft ออกแบบให้ Window สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, งานเอกสาร, งานกราฟิก, เล่นเกม, ท่องอินเทอร์เน็ต หรือรับชมสื่อบันเทิงต่างๆ มันจึงไม่แปลกอะไรหากหลายคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอคอมหลายชั่วโมงในแต่ละวัน เมื่อไลฟ์สไตล์ของเราส่วนใหญ่เป็นการใช้เวลาไปกับหน้าจอของ PC มันคงไม่แย่นักถ้าหากจะหาจอมอนิเตอร์ดีๆ สักตัวมาใช้งานเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ของเรา ซึ่งผมเชื่อว่า BenQ EW3280U ่ที่เรากำลังจะพูดถึงในบทความนี้คือจอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สำหรับการทำงาน, ดูหนัง และเล่นเกมครับ! ตัวผมเองได้มีโอกาสใช้งานมอนิเตอร์รุ่นนี้ไปประมาณหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่านี้คือจอ PC ที่หลายคนกำลังตามหาอยู่อย่างแน่นอน ส่วนว่าจอนี้ดียังไงเดี๋ยวเรามาดูกันครับ! คุณสมบัติทางเทคนิค ก่อนจะไปเริ่มว่าประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสเป็นยังไง ก่อนอื่นเรามาดูคุณสมบัติทางเทคนิคของจอตัวนี้กันก่อนครับ โดยผมได้ทำการแปะไว้ข้างล่างนี้แล้ว Display Screen Size : 32 Panel Type : IPS Backlight Technology : LED backlight Resolution (max.) : 3840x2160 Brightness : HDR off 350(typ)/HDR on 400 (min) Viewing Angle (L/R;U/D) (CR>=10) : 178/178 Response Time: 5ms (GtG) Refresh Rate : 60Hz Aspect Ratio : 16:9 Color Gamut : 95% DCI-P3 Audio Built-in Speaker : Stereo speaker 2W*2 + Woofer 5W *1 Headphone Jack : Yes จะสังเกตได้ว่า EW3280U เป็นจอที่มีความละเอียดที่สูงถึง 4K ซึ่งน่าจะเป็นระดับความละเอียดที่หลายคนกำลังตามหาอยู่ในตอนนี้ มีการใช้ Panel แบบ IPS ที่มาพร้อมกับค่า Color Gamut ที่สูงถึง 95% ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่านี้คือจอที่จะทำให้ผู้ใช้งานได้พบกับประสบการณ์ภาพที่ยอดเยี่ยม แถมยังมีสีสันที่สวยสดงดงามเป็นอย่างมากครับ จอตัวนี้มีลำโพงแบบ Stereo แถมมาด้วย โดยเท่าที่ได้ลองใช้งานฟังเพลงไฟล์ความละเอียดสูงหลายๆ ตัว พบว่าลำโพงที่มากับตัวจอนี้มีคุณภาพที่ใช้ได้เลย สามารถได้รับอรรถรสจากสื่อบันเทิงต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหมดกังวลเรื่องการเอาเจ้า EW3280U ไปดูหนังแล้วจะได้รับความสนุกไม่เต็มได้เลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย เนื่องด้วยความที่จอตัวนี้มีค่า Response Time อยู่ที่ 5ms และมี Refresh Rate อยู่ที่ 60Hz เท่านั้น ทำให้จอนี้ไม่เหมาะจะเอาไปใช้เล่นเกม FPS ที่ต้องการค่าทั้ง 2 สูงๆ ครับ แต่ถ้าหากปกติเพื่อนๆ เล่นเกมแบบ Single Player เป็นหลักอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงค่าทั้ง 2 ตัวดังกล่าวมากนัก แถมใช้จอตัวนี้เล่นน่าจะได้พบกับประสบการณ์ภาพที่ดีกว่ามากๆ แทนด้วย (เนื่องจากความละเอียดสูง และมีค่าสีที่ตรงมากๆ ) ข้อดีอื่นๆ ของจอตัวนี้ EW3280U มาพร้อมกับพอร์ตการเชื่อมต่อที่หลากหลายโดยแบ่งได้เป็น HDMI (v2.0)x2 DisplayPort (v1.4) x1 USB Type-C (PD60W, DP Alt mode) x1 จากพอร์ตการเชื่อมต่อที่หลากหลาย และหลายแบบ จึงทำให้ปัญหาเรื่องการไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากไม่รองรับสายจึงหมดไปในจอตัวนี้ และด้วยความที่ให้ HDMI มาถึง 2 พอร์ต จึงทำให้เราสามารถเชื่อมต่อทั้งคอมพิวเตอร์ กับเครื่องเล่นเกมคอนโซลเข้ากับจอตัวนี้ได้พร้อมๆ กัน (PS5 มีจุดขายที่การแสดงผลภาพแบบ 4K และจอตัวนี้ก็รองรับความละเอียด 4K ด้วยเช่นกัน จึงไม่มีปัญหาแน่นอนครับ) นอกจากพอร์ตการเชื่อมต่อที่มากมายแล้ว จอตัวนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี HDRi ที่จะทำให้เราได้สัมผัสกับภาพที่คมชัดรวมถึงสีที่สวยสดได้ไม่ยาก พอเอาไปรวมกับเทคโนโลยีเสียง treVolo ที่แถมมาด้วยเช่นกันแล้ว ทำให้ประสบการณ์ชมภาพยนตร์รวมถึงเล่นเกมเป็นไปอย่างยอดเยี่ยมครับ ในเรื่องของการควบคุม ทาง BenQ เองก็ได้มีการเอาใจใส่เป็นอย่างดีแถมรีโมทควบคุมที่ทำให้สามารถสั่งการหน้าจอได้แบบง่ายๆ มาด้วย (ให้นึกภาพเวลาใช้รีโมททีวี แต่เป็นการใช้กับจอคอมพิวเตอร์แทน) ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องที่จะเปิดใช้งานระบบต่างๆ ของจอไม่เป็นเลย เนื่องจากทุกอย่างสามารถทำได้อย่างง่ายๆ ครับ ประสบการณ์ตรง หลังจากใช้งานมาแล้วเป็นอย่างไร ? ในพาร์ทนี้ผมจะขอแบ่งออกเป็นประสบการณ์ 3 อย่างด้วยกันคึอ ใช้เล่นเกม, ใช้ดูหนัง และ ใช้งานทั่วไป เนื่องจากประสบการณ์ที่ได้รับจากทั้ง 3 ค่อนข้างจะแตกต่าง และมีขอดีรวมถึงข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป จึงทำให้จำเป็นต้องแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแบบนี้ โดยสามารถเริ่มอ่านได้ข้างล่างนี้เลยครับ ใช้งานทั่วไป การที่มีพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้หลากหลายแบบนี้ ทั้งยังสามารถสั่งการทุกอย่างได้ผ่านรีโมท ก็คงต้องยอมรับว่า EW3280U ถือได้ว่าเป็นจอที่ดี ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง ด้วยขนาดของหน้าจอที่ใหญ่ถึง 32 นิ้ว ก็ทำให้สามารถทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ง่ายครับ นอกจากการทำงานแล้ว การที่มีหน้าจอใหญ่ๆ แบบนี้ยังช่วยให้เราสามารถทำกิจกรรมหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ง่ายด้วย เช่นดู Youtube ไปพร้อมกับเล่น Facebook (แบ่งคนละครึ่งหน้าจอ), ดูหนังไปพร้อม กับ เล่นเกม, หรือจะเปิดพร้อมกัน 4 - 6 โปรแกรมเลยก็สามารถทำได้ ทำให้สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีข้อเสียทำจำเป็นต้องตำหนิอะไรจอตัวนี้เลย ใช้ดูหนัง ในประเด็นนี้เอาแบบตรงๆ คือผมไม่มีข้อตำหนิอะไรเลยแม้แต่น้อยครับ ด้วยความที่จอนี้มาพร้อมกับระบบภาพแบบ HDRi และระบบเสียง treVolo ไหนจะความละเอียดของภาพที่ได้สูงสุดถึง 4K อีก บอกได้คำเดียวว่าถ้าหากเพื่อนๆ สามารถหาไฟล์แบบ 4K มารับชมได้ ประสบการณ์ที่ได้มันจะยอดเยี่ยมมากจริงๆ ครับ ถ้าจะมีเรื่องข้อเสียเลย คงจะเป็นเรื่องที่ไฟล์หนังแบบ 4K ค่อนข้างหายากในแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องโหลดเอา ซึ่งไฟล์หนังที่มีความละเอียดถึง 4K ก็มักจะมีขนาดใหญ่มาก และอาจทำให้เพื่อนๆ พบกับปัญหา พื้นที่เก็บข้อมูลของเครื่องเต็มครับ ถ้ามีปัญหาคือเรื่องนี้เรื่องเดียวเลย ใช้เล่นเกม อย่างแรกเลยคือจอนี้มีทั้งค่า Response Time และ Refresh Rate ที่เท่ากับมอนิเตอร์ทั่วไป ดังนั้นมันจึงไม่เหมาะที่จะเอาไปเล่นเกมสไตล์ Competitive อย่าง MOBA หรือ FPS ครับ แต่ถ้าหากเพื่อนๆ ปกติเล่นแต่เกมแนว Single Player หรือ RPG จอตัวนี้จะช่วยทำให้เราได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากมีระบบภาพ HDRi ที่ช่วยให้เกมของเรามีสีสันที่สวยขึ้นครับ อีกหนึ่งขอดีคือการที่จอมาพร้อมกับพอร์ตการเชื่อมต่อที่มากมาย เราสามารถต่อเครื่อง PC และ PS5 กับคอมเครื่องนี้พร้อมกันได้ และสามารถสลับไปมาได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มจากรีโมทเท่านั้น ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องวางจอหลายตัวบนโต๊ะคอมของเราครับ หลังจากอ่านรีวิวกันไปแล้ว เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนน่าจะกำลังสนใจจอตัวนี้ มีวางจำหน่ายอยู่ในราคา 23,900 บาท พร้อมกับการรับประกัน 3 ปี สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ผ่าน >>>ลิงก์นี้<<< ซึ่งเรียกได้ว่าไม่แพงจนเกินไปเลยเมื่อเทียบกับสเปคที่ได้ สำหรับใครที่อยากได้จอสำหรับเล่นเกม ที่ไม่ต้องการค่า Response Time และ Refresh Rate ที่สูงผมเชื่อว่าเจ้า BenQ EW3280U จะตอบสนองความต้องการนั้นได้อย่างแน่นอนครับ
25 Dec 2020
Final Review: Cyberpunk 2077
หลังจากที่ปล่อยให้ผู้เล่นเฝ้ารอกันมาเกือบสิบปี นับตั้งแต่ที่เกมประกาศเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2012 บวกกับความคาดหวังในฝีมือและคำสัญญามากมายของผู้พัฒนา CD PROJEKT RED เกี่ยวกับความลึกล้ำของเกมที่พวกเขาต้องการจะสร้าง คงเป็นเรื่องธรรมดาที่เกม Cyberpunk 2077 จะต้องแบกรับความคาดหวังมโหฬารจากเกมเมอร์ทั่วโลกในฐานะเกม RPG โลกเปิดที่จะยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมของผู้เล่นในแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน หลังจากที่เล่นเกมมาเป็นเวลาเกือบ 40 ชั่วโมงจนจบเนื้อเรื่อง ถ้าถามว่าเกม Cyberpunk 2077 นับเป็นเกมที่จะพลิกความคาดหวังของผู้เล่นอย่างที่หลายคนอยากเห็นหรือไม่ คำตอบที่มอบได้คงเป็น “ไม่” ด้วยระบบเกมเพลย์ที่เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ใหม่หรือน่าตื่นตาไปกว่าที่เคยเห็นมาในเกมอื่นนัก ถ้ามองโครงสร้างของเกมในภาพใหญ่ Cyberpunk 2077 ก็คงไม่ได้ต่างจากเกม RPG โลกเปิดอย่าง Fallout หรือ Mass Effect มากขนาดนั้น ด้วยความเป็นเกม RPG ที่ให้ความสำคัญกับระบบบทสนทนา แต่ในขณะเดียวกับ เกม Cyberpunk 2077 ก็เปรียบเสมือนจุดสูงสุดของการออกแบบเกม Open World ทั้งหมดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยโลกที่ละเอียดและน่าค้นหาที่พร้อมจะเซอร์ไพรส์เราด้วยเรื่องราวอันหลากหลายทั้งอารมณ์และรสชาติเกี่ยวกับชีวิตในมหานคร Night City เมืองแห่งอนาคตและอิสระที่สวยงามและโสมมในเวลาเดียวกัน ทั้งยังมีระบบเกมเพลย์ที่สนับสนุนให้ผู้เล่นแต่ละคนได้มีโอกาสแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และให้รางวัลกับคนที่ยินดีจะเรียนรู้ระบบ RPG อันซับซ้อนนี้จริงๆ      แม้จะไม่ใช่เกมที่จะกลายเป็นตำนานชั่วข้ามคืน แต่ Cyberpunk 2077 ก็เป็นผลลัพธ์ของการขัดเกลาระบบเกมเพลย์หลายๆ อย่างที่เห็นในวงการเกมในยุคที่ผ่านมาจนเปล่งประกาย และถือเป็นหนึ่งในเกม RPG ที่ดีและลึกเป็นอันดับต้นๆ ในรอบหลายปีมานี้อย่างแน่นอน *อ่านรีวิวช่วงต้นเกม (คลิ๊ก) และรีวิวอัปเดท 1 (คลิ๊ก) เพื่ออ่านความเห็นและรับชมภาพบทบรรยายไทย ตำนานที่มีชีวิต สำหรับคนที่อาจไม่ทราบ เกม Cyberpunk 2077 จะติดตามตัวละครเอกที่ชื่อ ‘V’ ทหารรับจ้างหน้าใหม่ที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นตำนานในมหานคร Night City บ้านเกิดของเขา แต่หลังจากที่ภารกิจหนึ่งของเขาเกิดผิดพลาดขึ้นมาอย่างร้ายแรง ทำให้ V ถูกปลูกถ่ายจิดสำนึกของนักร๊อคและ “ผู้ก่อการร้าย” ในตำนานอย่าง Johnny Silverhand เอาไว้ในหัว และทำให้จิตสำนึกแปลกปลอมนั้นค่อยๆ กัดกินสมองของเขาไปเรื่อยๆ โดย V จะต้องแข่งกับเวลาเพื่อหาวิธีรักษาชีวิตตัวเอง พร้อมกับไขปริศนาเบื้องหลังภารกิจอันผิดพลาดนั้น อย่างที่น่าจะพอทราบกันดีจากรายงานของสื่อต่างชาติที่มีเวลารีวิวเกมมากกว่าผู้เขียน เนื้อเรื่องของเกม Cyberpunk 2077 จะค่อนข้างสั้น และสามารถเล่นให้จบได้ในระยะเวลาไม่เกิน 20-25 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งจากที่เล่นมาก็ดูจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะพอผู้เขียนตัดสินใจนั่งเล่นเนื้อเรื่องอย่างเดียวเพื่อให้จบเกมเร็วที่สุด ก็พบว่าที่รู้สึกเหมือนอยู่กลางๆ เรื่องมันใกล้จะจบแล้ว และเล่นต่อไปอีกไม่เยอะก็พบฉากจบแล้ว โดยถ้าให้วิจารณ์ในแง่ของภารกิจเนื้อเรื่องเพียวๆ ก็คงต้องบอกว่าเนื้อเรื่องของเกม Cyberpunk 2077 เขียนบทมาได้อย่างเข้มข้นและน่าติดตาม พร้อมกับมีตัวละครที่ล้วนมีแง่มุมที่น่าสนใจของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นเต้นหรือแตกต่างจากเกม RPG ที่มีตอนจบหลายแบบที่เคยเล่นมา แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ คือการที่เนื้อเรื่องของเกมสามารถเปลี่ยนแปลงและขยายขอบเขตของตัวเองไปได้ตามเนื้อหาเสริมที่เราเล่น ถ้าให้อธิบายโดยไม่สปอย ผู้เขียนได้มีโอกาสเล่นภารกิจเสริมอันหนึ่งจาก NPC ในเนื้อเรื่อง โดยภายในภารกิจผู้เขียนในฐานะ V ก็ได้มีโอกาสคุยเปิดใจกับตัวละครตัวนั้นอย่างลึกซึ้งถึงความเชื่อและความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ จนเหมือนจะช่วยคลายปมในใจบางอย่างให้กับ NPC ตัวนั้นได้ เป็นบทสนทนาที่น่าสนใจแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะสำคัญอะไรต่อเนื้อเรื่องขนาดนั้น แต่เมื่อไปถึงช่วงใกล้ๆ จบเนื้อเรื่อง ผู้เขียนก็ได้พบกับทางเลือกหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าต่อยอดมาจากทางเลือกที่ว่านี้ โดยตัวละครดังกล่าวเป็นคนพูดออกมาเองว่าถ้าไม่ได้มีบทสนทนานั้น ก็คงไม่ได้นำมาสู่เรื่องราวเช่นนี้ หมายความว่าถ้าไม่ได้เล่นภารกิจเสริมที่ว่านั้น ตอนจบของผู้เขียนก็อาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้ ซึ่งไม่แน่ใจว่ายังมีอีกกี่ภารกิจเสริมที่จะส่งผลต่อตอนจบได้แบบนี้อีก แต่ก็หมายความว่ายิ่งเราทำภารกิจเสริมมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะภารกิจเสริมที่เกี่ยวข้องกับตัวละครเหล่านี้ ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสได้พบกับตอนจบหลากหลายขึ้นเท่านั้น มาถึงตรงนี้ บางคนอาจสงสัยว่าแล้วมันต่างกับที่พบในเกมอย่าง Fallout 4 อย่างไร? ก็ต้องบอกว่าแม้ในภาพใหญ่อาจไม่ต่างมาก แต่วิธีที่ Cyberpunk 2077 ผูกโยงเรื่องราวเหล่านี้เข้าด้วยกันต่างหากที่ทำให้เกมรู้สึกน่าทึ่ง เหตุการณ์ที่จะส่งผลต่อเนื้อเรื่องอย่างเป็นนัยยะสำคัญไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ เท่านั้น แต่บางครั้งแค่บทสนทนาธรรมดาๆ เกี่ยวกับชีวิตก็อาจย้อนกลับมามีความสำคัญในแบบที่ไม่ได้จินตนาการเอาไว้ในตอนแรก ทำให้ Cyberpunk 2077 รู้สึกมีความเป็น “มนุษย์” หรืออาจะเรียกว่าความ “เป็นธรรมชาติ” (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษคงใช้คำว่า ‘organic’) ในแบบที่เกมปลายเปิดลักษณะเดียวกันเทียบไม่ติดเลย เมื่อมนุษย์คืออาวุธที่น่ากลัวที่สุด แม้ว่าการต่อสู้ของ Cyberpunk 2077 จะค่อนข้างจำกัดในชั่วโมงแรกๆ ของเกม (เอาจริงๆ ก็เป็นสิบชั่วโมงอยู่เหมือนกัน) ที่ผู้เล่นยังเข้าไม่ถึงอาวุธและ Cyberware ที่น่าสนใจ และรู้สึกไม่ค่อยต่างจากเกมแอคชั่น FPS ทั่วไปเท่าไหร่ แต่เกมก็เริ่มเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่เล่นเช่นกัน ยิ่งผู้เล่นสามารถปลดล๊อค Perk และ Cyberware ได้เยอะเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปิดทางเลือกให้กับผู้เล่นมากขึ้นเรื่อยๆ ความน่าสนใจอีกอย่างของเกมอยู่ที่ระบบการพัฒนาตัวละคร ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถพัฒนาตัวละครได้ตามใจอยากแค่จากการเล่นเกมตามที่อยากเล่น เพราะนอกจากระบบ Perk และ Attribute ที่จะพัฒนาขึ้นตามการอัปเลเวลแล้ว ยังมีระบบความชำนาญที่จะมอบโบนัสต่างๆ ให้ผู้เล่นตามการกระทำของเราอีกด้วย อย่างผู้เขียนค่อนข้างจะเน้นการอัปเกรด Attribute Reflex (การตอบสนอง) ที่ทำให้ผู้เขียนได้รับโบนัสจากการใช้อาวุธดาบ แต่เมื่อเล่นเกมไปเรื่อยๆ ก็พบว่าต้องใช้การแฮ๊คเยอะ ทำให้ผู้เขียนได้รับความชำนาญในด้านนั้นเพิ่มขึ้นตลอดที่เล่น และทำให้ได้รับโบนัสสำหรับทักษะการแฮ๊คไปด้วย แน่นอนว่าสุดท้ายทุกอย่างก็ยังขึ้นกับค่า Attribute ที่จะกำหนดว่าเราจะอัปเกรด Perk อะไรได้บ้าง จากการทดลองเล่นในระดับความยากปานกลาง พบว่าระดับความท้าทายของเกมโดยรวมจะค่อนไปทางง่ายซะมากกว่าโดยเฉพาะเมื่อเราอัปเกรดตัวละครไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของผู้เขียน ได้เลือกที่จะเน้นไปที่ความสามารถด้านการใช้ดาบควบคู่กับ Perk สายร่างกายที่ทำให้ถึกทนและฟื้นฟูพลังชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งพออัปเกรดทั้งของสวมใส่และ Perk ถึงจุดหนึ่งก็พบว่าแทบจะสามารถวิ่งฝ่ากระสุนเข้าไปฟันหัวศัตรูทีละตัวโดยแทบไม่ต้องกลัวตายเลย แม้จะยอมรับว่าสะใจยิ่งนัก แต่ก็ทำให้เกมช่วงท้ายๆ รู้สึกง่ายไปเลยเช่นกัน จุดอ่อนอย่างหนึ่งของเกมมาจากการที่อาวุธและ Cyberware ที่ส่งผลต่อเกมเพลย์มากๆ มักจะถูกกันออกไปไว้ช่วงท้ายหมดเลย ไม่ว่าจะเพราะต้องการระดับ Street Cred สูง หรือไม่ก็ต้องใช้ Attribute สูงระดับหนึ่ง ส่งผลให้เกมเพลย์ช่วงต้นๆ รู้สึกธรรมดาๆ ไปซะหน่อย และกว่าจะเริ่มรู้สึกว่ามันเปิดกว้างให้เรามากขึ้นก็ปาไป 20 ชั่วโมงแล้วสำหรับผู้เขียน ซึ่งถ้าใครไม่ทำภารกิจเสริมเลย หรือทำน้อย เผลอๆ จะเล่นเนื้อเรื่องจบก่อนจะได้ลองใช้ Cyberware เท่ๆ เลยด้วยซ้ำ มหานครแห่งแสง สี และ RTX อีกหนึ่งแรงขับสำคัญเบื้องหลังความน่าทึ่งของเกมคงหนีไม่พ้นกราฟิกและการนำเสนอ ที่ทำให้เมือง Night City รู้สึกเป็น “โลกที่มีชีวิต” อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในเกมไหนๆ ซึ่งในจุดนี้ต้องกล่าวชมทีมออกแบบของผู้พัฒนา CD PROJEKT RED มากๆ ที่สามารถทำให้โลกของเกม Open World นี้รู้สึกละเอียดไม่ต่างจากเกมแนวเส้นตรงหลายเกมที่ผ่านมา จนไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็รู้สึกเหมือนทุกกระเบียดนิ้วของเมือง Night City ถูกออกแบบและจัดวางมาอย่างตั้งใจ ทำให้เมืองรู้สึกมีเรื่องราวหรือประวัติศาสตร์ในแบบที่คล้ายกับสถานที่จริงอย่างไรอย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากๆ คือการที่แต่ละเขตจะมีบุคลิกที่ชัดเจนมากๆ ของตัวเอง ที่สะท้อนออกมาทั้งทางการออกแบบถนนหนทางและอาคาร ไปจนถึงการแต่งตัวของประชากรและอาชญากรในเขตนั้นๆ เปรียบเสมือนกับว่าแต่ละเขตเป็น “เมือง” ย่อมๆ ในเกม RPG แฟนตาซีที่มักจะมีธีมและเนื้อเรื่องของตัวเอง โดยแต่ละเขตในเมือง Night City ที่เราเยี่ยมเยียมจะมี NPC ที่เรียกว่า Fixer คอยมอบงานให้เรา ซึ่งงานเหล่านี้ก็มักจะแสดงออกถึงวิถีชีวิตของแต่ละเขตอีกด้วย ทำให้รู้สึกราวกับว่าเกมมีเรื่องราวใหม่ๆ มานำเสนอให้เราตลอดเวลา แม้กระทั่งเมื่อจบเนื้อเรื่องไปแล้วกลับมาเล่นก็ตาม  สำหรับการรีวิว ผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมบนเครื่อง PC ที่มีการ์ดจอ RTX 2060 และ 16GB RAM โดยเล่นเกมส่วนใหญ่ที่การตั้งค่ากราฟิก Preset Ray Tracing - Medium ซึ่งพบว่าเกมสามารถแสดงผลได้ที่ประมาณ 40-45 FPS (ตกไปถึง 35 เวลาบู๊ๆ) และสามารถดันได้ถึง RTX Ultra แลกกับเฟรมเรต 30 FPS ซึ่งถือว่าดีกว่าที่คาดเอาไว้ประมาณหนึ่ง คนที่กลัวว่าคอมพิวเตอร์ของตัวเองจะเล่นเกมไม่ไหวไม่น่าจะมีอะไรต้องห่วง ตราบใดที่มีคอม Spec ขั้นต่ำคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหากับการเล่นเกม (ตั้งค่าได้เท่าไหร่อีกเรื่องหนึ่ง) อีกอย่างที่ต้องไม่ลืมคือเกมเวอร์ชั่นทีเล่นเพื่อรีวิวนี้ยังไม่ได้อัปเดทแพทช์ Day One ที่ว่ากันว่าจะปรับปรุงการทำงานของเกม แถมยังไม่ได้อัปเดท Driver ของการ์ดจอ และมีซอฟต์แวร์ Denuvo Anti-Tampering มาฉุดเฟรมเรตของเกมลงอีก โดยเชื่อได้ว่าเกมเวอร์ชั่นที่ผู้เล่นทุกคนได้รับการน่าจะมีปัญหาน้อยกว่าเวอร์ชั่นที่ผู้เขียนเจอ  สรุป แม้จะไม่ใช่เกมที่เปรียบเสมือนตัวแทนแห่ง Next-Gen ที่หลายคนหวังจะเห็น แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตำหนิเลยสำหรับ Cyberpunk 2077 เกมที่เปรียบเสมือนร่างสุดยอดของแนวคิดการออกแบบเกม Open World โดยรวมตลอดทศวรรตที่ผ่านมา ที่ทั้งสนุกและน่าหลงใหลได้ไม่รู้จบ ราวกับการนั่งดูซีรี่ส์ไซไฟดราม่าเข้มข้นหลายซีซั่นในเกมเดียว ที่สำคัญคือเกมเป็นเกมที่ยิ่งให้เวลาสำรวจโลกของเกมได้เท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปิดกว้างและหลากหลายขึ้นเท่านั้น หากคุณเคยเล่นเกม Open World อะไรก็แล้วแต่ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาแล้วชอบ เชื่อได้เลยว่า Cyberpunk 2077 จะมีอะไรให้คุณแน่นอน
09 Dec 2020
Review-In-Progress: Cyberpunk 2077 อัปเดท 1 (8/12/20) [NO SPOILER]
เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค ทำให้ไม่สามารถเพิ่มส่วนอัปเดทลงไปในบทความเดิมได้ ใครที่สนใจอยากอ่านความเห็นจากช่วงต้นเกม สามารถอ่านได้ ที่นี่ Update 1: 8/12/20 ยุคนี้ใครเค้าเล็งปืนกัน! จากที่คราวที่แล้วผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจกับการต่อสู้ จากการที่เกมช่วงที่เล่นยังมักจะมีแต่ปืนและอาวุธแบบมนุษย์ธรรมดาๆ แม้ว่าศัตรูจะยังไม่ได้เปลี่ยนไปนักในเวลาเกือบสิบชั่วโมงที่ผู้เขียนเล่นเพิ่มเติม แต่ปืนที่ได้รับมาเริ่มจะพิศดารมากขึ้นแล้ว เช่นปืน Smart Gun ที่เราเห็นในตัวอย่างเกมที่ผ่านมาที่จะปล่อยกระสุนนำวิถีไปโจมตีศัตรู หรือปืนสไนเปอร์ Nekomata ที่สามารถยิงทะลุกำแพงจากระยะไกลได้ และอาจจะด้วยการพัฒนาความสามารถสายแฮ๊คกิ้งมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าการต่อสู้และลอบเร้นในเกมมีความหลากหลายกว่าที่คิดเอาไว้ในตอนแรกอีกด้วย ผลเสียอย่างหนึ่งของการที่ตัวละครของผู้เขียนพัฒนาขึ้นแต่ศัตรูส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาตามเท่าไหร่ ทำให้การต่อสู้ในช่วงนี้เริ่มรู้สึกง่ายขึ้นไปเยอะ เรียกว่าผู้เขียนแทบจะวิ่งฝ่ากระสุนเข้าไปเอาดาบเสียบศัตรูได้เรียงตัวแล้ว แต่ก็เริ่มจะได้เห็นศัตรูแปลกๆ บ้างในฐานะมินิบอส เช่นศัตรูตัวหนึ่งที่ใส่ Cyberware เพิ่มความเร็วจนวิ่งหลบกระสุนได้ หรือศัตรูที่จะพยายามแฮ๊คเราซะเองพร้อมกับวิ่งเข้ามาโจมตีระยะประชิด ผู้เขียนมักต้องเปลี่ยนวิธีเล่นกลางคันเพื่อรับมือกับศัตรูเหล่านี้เสมอ ซึ่งก็ทำให้การต่อสู้ท้าทายขึ้นมาบ้าง แม่ในภาพรวมจะยังถือว่า Cyberpunk 2077 (อย่างน้อยในระดับความยากปานกลางที่ผู้เขียนเล่น) น่าจะเป็นเกมที่ค่อนไปทางง่ายสำหรับผู้เล่นหลายๆ คน  โดยรวมก็ต้องบอกว่าการต่อสู้เริ่มมีความสร้างสรรค์และปลายเปิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ทำให้เกมง่ายขึ้นไปด้วย นี่ถ้าซื้อ Cyberware โหดๆ มาใส่ได้เมื่อไหร่น่าจะล้างบางศัตรูได้สบายๆ ผลบุญผลกรรมมันหนีกันไม่พ้น ในส่วนของทางเลือก ผู้เขียนเริ่มจะได้เห็นผลของทางเลือกและการกระทำของตัวเองก่อนหน้านี้บ้างแล้ว และได้รับเควสที่ดูเหมือนจะผูกกับเนื้อเรื่องของ Lifepath โดยเฉพาะอีกด้วย หลังจากที่เริ่มเล่นเกมต่อจากที่เล่นค้างไว้ได้ไม่กี่ชั่วโมง ผู้เขียนได้รับการติดต่อจาก NPC คนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะรู้จักกับ V อยู่แล้ว เมื่อไปเจอตัวเธอเข้าจริงๆ จึงจำได้ว่าเธอคือ NPC หญิงสาวที่ผู้เขียนช่วยชีวิตเอาไว้ในอีกภารกิจหนึ่งที่ทำตั้งแต่ตอนเริ่มเกมเลย! แถมตอนสนทนากัน เธอยังเอ่ยถึงทางเลือกของผู้เขียนในภารกิจนั้นๆ ด้วย โดยในจุดนี้ไม่ค่อยมั่นใจว่าถ้าตอนที่เล่นภารกิจเลือกทางเลือกอีกแบบจะได้เจอเธออยู่ไหม แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นรายละเอียดสนุกๆ ที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าควรจะใส่ใจกับทางเลือกในแต่ละสถานการณ์ยิ่งกว่านี้อีก ในส่วนของ Lifepath ผู้เขียนได้รับการติดต่อมาจาก NPC ตัวหนึ่งที่เคยเจอกันครั้งแรกในช่วงเนื้อเรื่องของ Lifepath Corpo ตั้งแต่ต้นเกมเลย โดยเขาบอกตัวละคร V ว่าเขากำลังโดนเจ้านายหมายหัวอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูมาตั้งแต่ตอนที่คุยกับเขาครั้งแรกในเนื้อเรื่องตอนต้นเลย แถมเช่นเดียวกับตัวอย่างด้านบน เขายังเอ่ยถึงรายละเอียดที่คุยกันก่อนหน้านี้อีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนั้น แม้ว่าตัวอย่างที่ยกมาจะเป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆ (จริงๆ มีเหตุการณ์ใหญ่กว่านี้แต่ไม่อยากสปอย) แต่แค่รายละเอียดเหล่านี้ก็ช่วยเสริมความรู้สึกว่าเรื่องราวของ V มันเป็นของผู้เล่นแต่ละคนโดยเฉพาะจริงๆ และการกระทำทุกอย่างของเรา แม้จะดูเหมือนเล็กน้อยหรือไม่มีความหมาย แต่เราไม่รู้เลยว่าจะย้อนกลับมาหาเราในรูปแบบใดได้บ้าง ภารกิจเยอะ ข้อมูลน้อย อีกหนึ่งปัญหาที่ผู้เขียนเริ่มสังเกติชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือการที่เกมค่อนข้างมีปัญหาในการสื่อสารข้อมูลให้ผู้เล่น แม้ว่าเกมจะมีระบบมากมายที่ลึกซึ้งและสัมพันธ์กันในระดับที่น่าทึ่ง แต่เกมกลับไม่ค่อยสอนหรือแนะนำอะไรกับผู้เล่นเท่าไหร่เลย และกระทั่งเรื่องที่ควรจะง่ายอย่างการหาคำตอบว่า “เราสามารถรีเซ็ตค่า Stat และ Perk ทำอย่างไร” กลับเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าผู้เล่นต้องหาเอาเอง (ผู้เขียนยังหาไม่เจอ) อีกจุดที่น่าจะพัฒนาได้มากกว่านี้ในแง่ของข้อมูลคือหน้าต่างภารกิจของเกม ด้วยความที่เกมตั้งอยู่ในโลกอนาคตที่ทุกคนมีมือถือ (หรือสื่อสารกันผ่าน Cyberware) ผู้เล่นจะไม่ต้องเดินไปคุยกับ NPC หรือกระดานข่าวเพื่อรับภารกิจอีกต่อไป แต่ NPC เหล่านั้นจะ้วิธีส่งข้อความหรือโทรมาหา V โดยตรง ทำให้เรามักจะมีภารกิจเสริมน้อยใหญ่อยู่เต็มหน้าตลอดเวลา ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเรามักไม่มีทางรู้ได้เลยว่าของรางวัลจากการทำภารกิจแต่ละอันจะมีอะไรบ้าง หรือว่าภารกิจนี้จะพัฒนาเนื้อเรื่องของใครบ้าง ซึ่งก็ทำให้ตัดสินใจค่อนข้างยากว่าจะทำภารกิจไหนก่อนดี ในบางช่วงเราอาจจะกำลังอยากเก็บเงิน แต่ก็ไม่รู้ว่าภารกิจไหนบ้างที่ทำแล้วจะได้เงิน บางทีเราอยากอัปเลเวลตัวละคร แต่ไม่รู้ว่าภารกิจไหนให้ค่าประสบการณ์ หรืออันไหนให้ค่า Street Cred แทน ทำให้การเล่นภารกิจเพื่อเป้าหมายเฉพาะบางอย่างทำได้ยาก และส่วนใหญ่ผู้เขียนก็มักจะแค่เลือกภารกิจที่ใกล้ที่สุดแล้วตรงไปที่นั่น แต่ก็ทำให้รู้สึกขาดตอนได้เหมือนกันเวลาที่เพิ่งเล่นภารกิจบู๊ๆ มาแล้วมาเจอภารกิจเน้นคุยอย่างเดียว ชีวิตมัวๆ ที่ไม่มีวีรบุรุษ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากพูดถึงคือตัวละครที่เราสามารถพบได้ในเกม โดยเฉพาะเหล่าตัวละครที่มีบทบาทในเนื้อเรื่อง ที่ล้วนมีมิติที่น่าค้นหาของตัวเอง แม้ในช่วงต้นเกมจะรู้สึกเหมือนยังไม่ค่อยมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับ NPC เหล่านี้นักนอกเหนือไปจากในภารกิจเนื้อเรื่อง แต่พอเริ่มได้ใช้เวลาและเรียนรู้ภูมิหลังของพวกเขามากขึ้น ก็พบว่าตัวละครหลายตัวมักมีอะไรน่าสนใจจะพูดหรือเล่าให้ฟังเสมอ และบ่อยครั้งมักเป็นเรื่องที่ช่วยเสริมเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องหรือช่วยพัฒนาตัวละครให้ลึกขึ้น แม้ในเกม RPG ส่วนใหญ่ผู้เขียนอาจจะชอบข้ามตัวเลือกบทสนทนาที่ไม่ได้ดำเนินเนื้อเรื่องต่อ (ในเกมนี้จะเป็นสีฟ้า ส่วนที่ดำเนินเนื้อเรื่องจะเป็นสีเหลือง) แต่ในเกมนี้ มักจะต้องเลือกฟังตัวเลือกบทสนทนาทั้งหมดก่อนจะดำเนินเรื่องต่อไปเสมอ แถม: สำหรับคนที่อยากเห็นภาพซับไทยมากกว่านี้ อังกฤษ: ไทย: เอาจริงๆ ถามว่าซับไทยรู้เรื่องแค่ไหน ก็คงบอกว่ารู้เรื่องซัก 85-90% นั่นแหละ อีก 10-15% ก็น่าจะพอตีความจากบริบทได้ แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนจริงๆ คือการคงอารมณ์ความรู้สึกของบทเดิมเอาไว้ ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะไม่ติดขัด แต่เผอิญว่าผู้เขียนเป็นคนติดอ่านซับด้วย เวลาเปิดซับไทยก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะอ่านตาม พอไม่ตรงกับเสียงอังกฤษขึ้นมาก็ทำให้เสียอารมณ์เวลาเล่นได้ แต่เชื่อว่าสำหรับผู้เล่นอีกส่วนใหญ่ๆ น่าจะไม่มีปัญหากับซับไทย แต่ให้ระวังคำแปลหน้าเมนูเช่นในตัวอย่างบนก็พอ สรุปอัปเดท 1: ตอนนี้ยังไม่ได้ Cyberware มาใช้ (เงินไม่พอซื้อ) แต่เริ่มได้อาวุธใหม่ๆ มากขึ้น เริ่มสนุกขึ้นกว่าช่วงต้นๆ เกม / เนื้อเรื่องเริ่มผูกโยงกับการกระทำของผู้เล่นมากขึ้น เริ่มเห็นผลของทางเลือกก่อนหน้านี้ / เกมไม่ค่อยให้ข้อมูลเท่าไหร่ทำให้วางแผนการเล่นยาก อยากฟาร์มเงินก็ไม่รู้ภารกิจไหนให้เงิน อยากฟาร์มของก็ไม่รู้ภารกิจไหนให้ของ
08 Dec 2020
รีวิว Immortals Fenyx Rising นักรบสุดแกร่งช่วยเหลือทวยเทพปราบมหาปีศาจไททัน
เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2020 เดือนที่วงการเกมและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีวีดีโอเกมต้องเจอศึกหนัก เพราะเป็นปีที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การพัฒนาเกมดังหลาย ๆ เกม รวมไปถึงสายการผลิตเครื่องเกมคอนโซล หรือ อุปกรณ์ไอทีมีการชะงักอยู่หลายเดือนด้วยกันค่ะ แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่เกม ๆ หนึ่งที่วางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมากับเกมที่มีชื่อว่า “Immortals Fenyx Rising” ผลงานจากทีมผู้พัฒนา Ubisoft Quebec หนึ่งในลูกทีมของค่าย Ubisoft ซึ่งตัวเกวลินเองก็จับตามองเกมนี้มาพักใหญ่ ๆ แล้วเหมือนกันค่ะ วันนี้เลยจะมาขอรีวิวเกมนี้ให้เพื่อน ๆ    เนื้อเรื่องที่น่าติดตามแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน ( ที่บางทีก็เยอะไปนิ๊ดนึง ) เนื้อเรื่องภายในเกมพูดถึงเทพ 2 ตนประกอบไปด้วย Prometheus เทพไททันผู้ที่ขโมยไฟลงมาให้มนุษย์ได้รู้จักแล้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และ Zeus เทพเจ้าสายฟ้าผู้ปกครองแห่งโอลิมปัสและเป็นบิดาแห่งทวยเทพและเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย พวกเขาต้องตัดสินใจหาคนมาช่วยโลกใบนี้เหมือนจู่ ๆ เกาะทองคำ หรือ “Golden Isle” ได้ถูก “Typhon” ไททันที่ทรงอานุภาพได้ใช้พลังของตนทำลายดินแดน ปลุกปีศาจในตำนานขึ้นมาสังหารผู้คนไปจำนวนมาก อีกทั้งมันยังได้บุกไปจัดการเหล่าทวยเทพปิดผนึกเอาไว้ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงพวกเขาเท่านั้น สิ่งเดียวที่เทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองเลือกก็คือ “ค้นหานักรบที่จะมาช่วยเหลือโลกมนุษย์ให้รอดพ้นจากปีศาจร้าย” เราจะได้รับบทเป็น “นักรบกรีนนามว่า Fenyx” ผู้ที่รอดชีวิตจากเรืออับปางกลางมหาสมุทร เขาหรือเธอได้ขึ้นมาบนเกาะทองคำแห่งนี้แล้วพบว่าผู้คนและเหล่าทหารต่างถูกสาปให้กลายเป็นหิน แถมพี่ชายก็ถูกสังหารทำให้เธอต้องหยิบอาวุธขึ้นมาต่อสู้ แต่ในระหว่างนั้นก็ได้พบกับ “Hermes” หนึ่งในเทพที่รอดชีวิตจากการตามล่าของสมุน Typhon เขาได้พบเธอได้เจอกับอาวุธแห่งทวยเทพมากมาย ในระหว่างนั้น Prometheus กับ Zeus ก็ได้แต่ชี้ทางเพื่อให้ Fenyx ค้นพบพลังแห่งเทพแล้วนำมันไปใช้ในการปราบปีศาจแล้วสังหาร Typhon ส่งมันกลับไปในที่ที่มันจากมาเพื่อนำความสงบสุขกลับมายังโลกนี้อีกครั้ง! ต้องบอกว่าการเล่าเรื่องของเกม Immortals Fenyx Rising ทำออกมาได้ดีมากเลยค่ะ เป็นการผสมผสานระหว่างฉาก CG ของการพูดคุยตัวละคร และ การเล่าเรื่องผ่านภาพวาดเพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเกม เนื้อเรื่องของเกม ทำให้มันเป็นหนึ่งจุดที่แข็งแกร่งของเกมนี้เหมือนกัน แต่สิ่งที่มันเป็นจุดแข็งก็มีจุดอ่อนเล็ก ๆ ซ่อนอยู่นั้นก็คือ “ความเล่นใหญ่ของตัวละครภายในเกม” มีหลายครั้งที่เราจะเห็นบทสนทนาของตัวละครภายในเกมที่มักจะพูดติดตลกเยอะไปหน่อย จนบางครั้งมันทำให้ธีมของเกมนี้ลดลงไปจากเดิมมาก ถ้าจะบอกว่าก็เกมเขาอยากเล่าให้มันดูสนุก มันดูฮา มันก็ฟังเข้าท่าอยู่ค่ะ แต่ถ้ามากไปมันก็อาจจะเป็นจุดที่คนเล่นไม่ชอบได้เหมือนกันนะ เกมเพลย์ที่แอ็คชั่นสนุกมาก! แต่มันอาจจะทำให้คุณหัวร้อนจนต้องทุบโต๊ะ ก่อนเริ่มเกมเราสามารถเลือกระดับความยากง่ายได้ด้วยนะคะ ใครที่อยากเสพย์เนื้อเรื่องอย่างเดียวก็เล่นแบบโหมด Story แต่ถ้าใครอยากจะเล่นแบบท้าทายหน่อยก็แบบ Normal ก็ได้ค่ะ ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือเราสามารถจะเปิดแผนที่ด้วยการไปจุดศูนย์กลางของแต่ละโซนบนเกาะแล้วเราก็สแกนพื้นที่เพื่อค้นหาว่าแต่ละจุดในแผนที่มีอะไรให้เราไปสำรวจได้บ้าง ซึ่งถือได้ว่าทำให้เราสามารถออกค้นหาพื้นที่ต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในเกาะได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อเราได้เข้าไปพื้นที่ในแต่ละจุดแล้วก็อย่าลืมไปเปิดแผนที่ของโซนนั้น ๆ ด้วยนะคะจะได้ทำให้เล่นเกมนี้ง่ายมากยิ่งขึ้น! ปกติแล้วตัวเกวลินเองก็เป็นคนชอบเกมแนวแอ็คชั่นมาก ๆ ค่ะ ซึ่งเกม Immortals Fenyx Rising ตอบโจทย์ได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ ยอมรับอย่างหนึ่งว่าตอนเห็นเกมเพลย์ที่เปิดตัวภายในงานอีเวนท์ Ubisoft Forward แอบกลัวว่าเกมเพลย์มันจะลื่นไหลมากหรือเปล่า!? แต่พอได้สัมผัสจริง ๆ ก็พบว่าด้านเกมเพลย์มีความลึกและลื่นไหลเป็นอย่างมากค่ะ แต่กว่าจะทำขนาดนั้นผู้เล่นจะต้องปลดล็อคด้วยการอัพสกิลต่าง ๆ ก่อน ซึ่งเราจำเป็นต้องใช้เหรียญทองคำ “Coin of Charon” ที่จะได้จากการแก้ปริศนาต่าง ๆ ภายในเกม บอกไว้ก่อนว่าเหรียญก็หายากใช้ได้เลยค่ะ แถมใช้แต้มเยอะซะด้วย ซึ่งเราจะได้จากการแก้ไขปริศนาต่าง ๆ ภายในเกมค่ะ นอกจากนี้เรายังทำให้ตัวละครของเราแข็งแกร่งในด้านอื่น ๆ ด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการให้ค่าความเหนื่อย [Stamina] เพิ่มเราก็จะต้องลงดันเจี๊ยนอีเวนท์ Rift ซึ่งมันก็จะมีระดับความยากตั้งแต่ 1 ดาวไปจนถึง 3 ดาว แล้วแต่ละแห่งก็จะมีลูกเล่นที่ผู้เล่นจะต้องผ่านที่ไม่ซ้ำกันเลย ( เป็นของดีของเกมนี้ค่ะ ) แล้วเมื่อเราผ่านเส้นทางนรกจนมาถึงแท่นก็จะได้รับ “Zeus Lightning” ไป จากนั้นก็สะสมไปเรื่อย ๆ ค่ะ แล้วนำมาฝึกฝนเพื่อให้เรา นอกจากนี้ยังมี “Ambrosia” หินพลังที่ซ่อนตามจุดต่าง ๆ ของแผนที่ผู้เล่นจะต้องสะสมแล้วนำมาอัปเกรดเพื่อเพิ่มชีวิต [Max HP] ให้กับตัวละคร  นอกจากนี้มันยังมีไอเทมที่เป็นพวก “แร่” ที่มันจะนำมาใช้การอัปเกรดอาวุธ และ ชุดเกราะของตัวละคร ความแตกต่างของเกม Immortals Fenyx Rising ซึ่งผู้เล่นจะได้การเปิดกล่องตามสถานที่ต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการมอนสเตอร์ ก็ต้องบอกก่อนว่าช่วงแรก ๆ ใช้แร่ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่พออัปเกรดสูงไปเรื่อย ๆ จะใช้แต้มเยอะพอตัวเลยค่ะ ดังนั้นเราจะต้องบริหารจัดการว่าจะอัปเกรดส่วนไหนก่อนนะคะ  แต่สิ่งหนึ่งที่จะเรียกว่าเป็นทั้งจุดแข็งของเกมและจุดอ่อนในเวลาเดียวกันก็คงหนีไม่พ้น “การแก้ไขปริศนาต่าง ๆ ภายในเกม” ที่เรียกว่ามีระดับความยากง่ายแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น โซนแรกของเกาะที่ปริศนาส่วนใหญ่จะอาศัยในการใช้กำลังของ Fenyx ในการผ่าน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โซนอื่น ๆ ของเกาะ ตัวเกมจะเริ่มบังคับให้ผู้เล่นใช้ความสามารถของตัวละครทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นการอัพสกิลบางอันแทนที่จะช่วยทำให้การแก้ไขปริศนาผ่านได้ง่ายมากขึ้น เป็นต้น อีกทั้งเราจะสังเกตให้ดีด้วยนะคะว่าปริศนาที่ปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าเราจะผ่านด้วยวิธีไหน เรียกว่าหลายต่อหลายครั้งมันก็ทำให้ผู้เล่นที่ไม่ถนัดการแก้ไขปริศนาอะไรพวกนี้หัวร้อน หัวอุ่นเบา ๆ ได้เหมือนกันค่ะ เกือบลืมไปเลย...ตอนเริ่มเกมเราสามารถสร้างตัวละครได้ทั้งเพศชาย หรือ เพศหญิง สามารถปรับแต่งทรงผม, หน้าตา, สีผิว หรือ เสียงของตัวละครได้ด้วย ซึ่งใครที่ชอบการดีไซน์ตัวละครในแบบของตัวเองก็ลองดูค่ะ ซึ่งเราสามารถที่จะสร้างเป็นตัวละครผู้หญิงรูปร่างเหมือนชนเผ่าออคมีเสียงเป็นผู้ชายก็ได้เหมือนกันนะคะ กราฟฟิกภายในเกมที่ดูสวยงาม ถ่ายทอดออกมาดีไรที่ติ! สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือเกม Immortals Fenyx Rising คือเกมแรก ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของ Ubisoft ที่มีรายละเอียดกราฟฟิกที่ออกไปโทนการ์ตูน ซึ่งเกมนี้กราฟฟิกทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวค่ะ จากเครื่องที่เกวลินใช้ในการเล่นอยู่ CPU เป็น i7-8700K, GPU เป็น GeForce GTX 1660 Super, Ram 32GB. และ ติดตั้งเกมบน SSD M.2 ผลที่ได้ก็คือปรับกราฟฟิกภายในเกมสูงสุดสามารถรันเฟรมเรตอยู่ที่ 60 - 70fps ได้อย่างสบาย ๆ แล้วที่ทำให้เกวลินทึ่งมากที่สุดก็คือ “รายละเอียดกราฟฟิกภายในเกมที่แสดงผลได้ดีเยี่ยมมาก ๆ” ปกติแล้วถ้าเกมประเภท Open World ฉากที่อยู่ใกล้ ๆ เรามักจะไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนมากนัก แต่สำหรับเกมนี้ทีมผู้พัฒนาสามารถเก็บรายละเอียดการแสดงผลจากระยะไกลได้ดี หรือแม้แต่ตอนเราบินอยู่กลางอากาศที่สูงมาก ๆ ก็จะเห็นเงาของเราจากด้านล่างอย่างชัดเจนเลยค่ะ เรียกว่าทีมผู้พัฒนาเกมเก็บรายละเอียดส่วนนี้ได้ไม่มีที่ติเลย อย่างไรแม้ว่ากราฟฟิกจะสวยงามแค่ไหนแต่ก็มีจุดผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนกันนั้นก็คือ “แอนิเมชั่นตัวละคร” ที่อาจจะยังทำออกมาไม่สมูทเท่าที่ควร แต่ก็นั้นละค่ะ มันก็ทำให้เรามองข้ามปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ได้ อยากได้ชุดเกราะ อาวุธสวย ๆ ก็เปย์ด้วยเงินจริงซะเลย! สิ่งหนึ่งที่ทำเอาเกวลินแอบตกใจในช่วงแรกก็คือตัวเกม Immortals Fenyx Rising มีการวางจำหน่าอาวุธ, ชุดเกราะ และ เครื่องตกแต่งต่าง ๆ โดยใช้เงินจริงแลกเป็นค่าเงินภายในเกมเพื่อซื้อของตกแต่งต่าง ๆ มาให้เราได้สวมใส่กันค่ะ ซึ่งราคาชุดก็ตกอยู่ที่ราว ๆ 350 - 750 บาทขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นต้องการซื้อชิ้นไหนบ้าง หรือ จะซื้อครบชุดก็ได้เหมือนกันค่ะ แต่ทั้งนี้ Ubisoft ก็ไม่ได้ใจร้ายผู้เล่นจนเกินไปก็มีให้ผู้เล่นได้ทำเควสต์ภายในเกม ซึ่งเราจะได้รับเหรียญเงิน [Elektrum] แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกับพ่อหนุ่ม Hermes โดยเควสต์จะมีการแบ่งออกไปทั้งรายวัน และ รายสัปดาห์ เงื่อนไขในการผ่านก็จะมีตั้งแต่ปราบมอนสเตอร์ที่กำหนด หรือ ผ่านเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น โดยของที่ผู้เล่นสามารถแลกได้จะเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ สัปดาห์ค่ะ “อยากได้ชุดเกราะ อาวุธเท่ ๆ ก็ต้องเปย์แล้วละค่ะ” สรุป สำหรับเกม Immortals Fenyx Rising ยอมรับว่าทำออกมาได้ดีมาก ๆ การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้น่าติดตามไม่ดราม่ากดดันความรู้สึกของผู้เล่นมากจนเกินไป ( เนื้อเรื่องช่วงท้ายหักมุมเอาเรื่องเลยค่ะ ) เกมเพลย์ที่มีความแอ็คชั่นผสมความเป็น RPG ในตัวแต่ก็แอบมีความยาก ความท้าทายที่ซ่อนอยู่ให้ผู้เล่นได้ใช้หัวคิดในการผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริศนาต่าง ๆ ภายในเกมที่ต้องยกนิ้วให้เลยว่าทีมผู้พัฒนาทำออกมาได้ดี แทบจะไม่มีการซ้ำเลย แล้วบางอันก็มีระดับความท้าทายที่ทำให้ผู้เล่นจิตตกเพราะใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะผ่านได้ ใครที่สนใจตอนนี้ตัวเกมวางจำหน่ายแล้วนะคะทั้งแพลตฟอร์ม PC [Ubisoft Store], PlayStation 4, PlayStation 5, Xbox One, Xbox Series X, Xbox Series S, Nintendo Switch และ Google Stadia
08 Dec 2020
Review-In-Progress: Cyberpunk 2077 [NO SPOILER]
ตั้งแต่ที่ประกาศเปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 เกม Cyberpunk 2077 ก็กลายเป็นหนึ่งในเกมที่ได้รับการรอคอยมากที่สุดของเกมเมอร์หลายๆ คนแทบจะชั่วข้ามคืน ทั้งจากชื่อเสียงอันเลื่องลือของผู้พัฒนา CD PROJEKT RED และผลงาน The Witcher 3 ที่ได้รับความนิยมถล่มทลาย ไปจนถึงจักรวาลต้นฉบับ Cyberpunk 2020 ที่เกมใช้อ้างอิง ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่เกมเมอร์รุ่นเก๋าที่เติมโตมาในยุคของเกม RPG ตั้งโต๊ะทั้งหลาย ตั้งแต่ที่ได้โค้ดเกมเวอร์ชั่น PC มาจากผู้พัฒนา CD PROJEKT RED เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้ลองเล่นเกมไปแล้วราว 20 ชั่วโมง และทำให้ได้เห็นภาพของสุดยอดเกมแห่งปี 2020 มากกว่าเดิมพอสมควร แต่ด้วยขนาดของเกมและเนื้อหาเสริมที่มีอยู่เยอะจนตาลาย ทำให้ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งสัมผัสเกมได้เพียงผิวเผินเท่านั้น และยังมีองค์ประกอบสำคัญหลายๆ อย่างที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส เช่นอาวุธหรือ Cyberware ระดับสูงทั้งหลาย รวมไปถึงผลของทางเลือกในระยะยาว ด้วยประการฉะนี้ เราจึงเลือกที่จะยังไม่ให้คะแนนเกมในรีวิวนี้ทันที แต่จะทำการอัปเดทความเห็นความรู้สึกของผู้เขียนไปเรื่อยๆ จนกว่าที่เกมจะวางจำหน่ายในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ เพื่อให้สามารถวิจารณ์แง่มุมต่างๆ ของเกมได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากที่สุด หากใครมีคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับเกม ที่ไม่ได้รับการตอบในบทความนี้ สามารถคอมเมนต์เข้ามาถามเอาไว้ได้ แล้วเราจะพยายามตอบคำถามของคุณในอัปเดทบทความครั้งถัดไป หมายเหตุ: เกมเวอร์ชั่นรีวิวนี้จะยังไม่ได้รับการปรับปรุงจาก Day One Patch และจะมีโปรแกรม Denuvo Anti-Tampering เข้ามาด้วยเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเกมช่วงก่อนวางจำหน่าย ทำให้อาจจะมีข้อบกพร่องบางประการที่ผู้เขียนพบ แต่ผู้เล่นจะไม่พบ ต้องรอดูกันอีกทีว่าแพทช์ดังกล่าวจะปรับแก้อะไรบ้าง (อ่านช่วงอัปเดทด้านล่าง) *ขอขอบคุณบริษัท CD PROJEKT RED สำหรับโค้ดรีวิว และบริษัท Sicom, Nvidia สำหรับอุปกรณ์รีวิว* ชะตากรรมของนักเลงแห่งโลกอนาคตที่คุณเป็นคนลิขิต เนื้อเรื่องของเกม Cyberpunk 2077 จะเล่าเรื่องราวของตัวเอกที่ชื่อว่า V ทหารรับจ้างหน้าใหม่ไฟแรงของเมือง Night City ผู้ซึ่งถูกดึงเข้าไปพัวพันกับแผนการแย่งชิงอำนาจของเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ (ที่เกมเรียกว่าเหล่า Megacorp) ที่ปกครองเมือง และต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ของเขาในการไขปริศนาเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด โดยสิ่งที่ผู้พัฒนายกเป็นจุดขายสำคัญมาโดยตลอดคือเรื่องของทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเสื้อผ้า หน้าตา หรือคำพูดของตัวละคร ที่ล้วนแล้วแต่จะส่งผลต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าด้วยระยะเวลาเล่นที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้เรายังไม่อยากวิจารณ์เนื้อเรื่องในภาพใหญ่ แต่จากระยะเวลาที่ทดลองเล่น พบว่าเนื้อเรื่องของเกมมีความเข้มข้นและ "เป็นผู้ใหญ่" ในแบบที่น้อยเกมจะกล้าทำ เกมให้เวลากับการพัฒนาตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ เยอะมากจนในบางครั้งเราอาจจะเล่นเกมเป็นชั่วโมงโดยที่คุยกับ NPC อย่างเดียวเลยก็ได้ ซึ่งในแง่นี้ก็อาจจะถูกใจคนที่ชื่นชอบการเล่น RPG อินๆ เหมือนดูซีรี่ส์ยาวๆ มากกว่าคนที่โหยหาประสบการณ์บู๊กระหน่ำดุเดือดเลือดพล่านแบบหนังฮอลลีวู้ด เมื่อเริ่มต้นเกมครั้งแรก สิ่งแรกที่ผู้เล่นจะได้พบก็คือหน้าจอการเลือก Lifepath หรือภูมิหลังของตัวละคร และเมนูการสร้างตัวละคร โดยเราสามารถกำหนดรูปร่างหน้าตาของตัวละครได้ตั้งแต่เล็บมือยันอวัยวะเพศ แถมยังสามารถผสมคอมโบเพศตัวละครได้ตามใจอีกด้วย ซึ่งแม้จะเรียกเสียงฮือฮาจากหมู่ผู้เล่นที่ติดตามเกมได้พอสมควร แต่เอาเข้าจริงๆ ระบบสร้างตัวละครของเกมก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร และยังจำกัดกว่าการสร้างตัวละครในเกม RPG อีกหลายๆ เกมด้วยซ้ำ ที่สำคัญ ทางเลือกเหล่านี้กลับไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเกมมากเท่าที่ผู้พัฒนาเคยบอกไว้ และเราแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าตาของตัวละครเลยในการเล่นทั่วไป (ยกเว้นเวลาเข้าหน้าต่างของสวมใส่) จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เวลากับการสร้างตัวละครมากนัก โดยทางเลือกที่เห็นว่าน่าจะส่งผลต่อผู้เล่นจริงๆ มีเพียงเสียงพูด (ที่จะสรรพนามทางเพศที่ตัวละครในเกมใช้เรียกเรา) และเล็บมือ (อวัยวะที่เราเห็นได้บ่อยที่สุด) นอกนั้นเอาเข้าจริงอยากเลือกอะไรก็ได้ไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับหน้าตา เมื่ออ้างอิงจากระยะเวลาที่ใช้เล่นเกมมา Lifepath ของตัวละครเองก็ไม่ได้ส่งผลต่อเกมอย่างใหญ่หลวงนัก หลักๆ แล้วก็จะมอบตัวเลือกบทสนทนาประจำสายให้ประปราย แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของผู้เล่นอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด ไม่ได้มีภารกิจเฉพาะสาย Lifepath หรือมีความสามารถหรือเหตุการณ์ใดๆ เพิ่มขึ้นมานอกจากช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกของเกม เสมือนเป็นเพียง "สีสัน" อีกระดับหนึ่งมากกว่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเนื้อเรื่อง เช่นผู้เขียนที่เลือกเล่นเป็นตัวละคร Corpo มักจะทำให้สามารถเลือกตัวเลือกบทสนทนาที่เป็นลักษณะ "รู้ทัน" กลโกงของเหล่าตัวละคร NPC ที่เป็นสาย Corpo เช่นเดียวกับเรา หรือช่วยให้เราตีสนิท NPC สายนี้ได้ง่ายขึ้น แน่นอนว่าถ้าไม่มีทางเลือกเหล่านี้ก็อาจจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปอีกแบบ แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่าสุดท้ายแล้วเราก็ยังสามารถพบกับผลลัพธ์แบบเดียวกันได้แม้ไม่ได้เลือก Lifepath นั้นมาก็ตาม คนที่คาดหวังว่าการเล่นเกม 3 รอบ 3 Lifepath จะได้ประสบการณ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงอาจต้องปรับความคาดหวังกันซักนิด ทางเลือกที่ส่งผลสำคัญจริงๆ มักจะเกิดขึ้นในบทสนทนาระหว่างภารกิจ ที่อาจจะส่งผลสำคัญต่อเกมจริงๆ เช่นบางตัวเลือกอาจจะทำให้เราเลี่ยงการเผชิญหน้ากับศัตรูกลุ่มใหญ่ได้ หรืออาจจะถึงขนาดเปลี่ยนเป้าหมายของภารกิจไปเลยก็ยังได้ แต่สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนจากระยะเวลาที่ได้เล่นคือทางเลือกเหล่านี้จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเกมแค่ไหน เช่นถ้าในภารกิจหนึ่งผู้เขียนเลือกเข้าข้างฝ่าย A เพื่อสู้กับฝ่าย B มันจะส่งผลเป็นวงกว้างต่อไปอย่างไร จะมีคนของฝ่าย B มาตามล้างแค้นไหม หรือเนื้อเรื่องหลักจะเปลี่ยนไปไหม ยังเป็นสิ่งที่ยังบอกไม่ได้ในตอนนี้ กล่าวโดยสรุป แม้ว่าเราจะพอฝันธงได้ระดับหนึ่งแล้วว่าทางเลือกทั้งหลายที่เราได้เลือกในช่วงต้นเกมจะไม่ได้ส่งผลต่อเกมที่เหลือขนาดนั้น แต่สิ่งที่ยังตอบลำบากคือเรื่องผลกระทบของทางเลือกบทสนทนาต่อเนื้อเรื่อง ซึ่งน่าจะต้องดูกันต่อไปอีกว่าจะส่งผลมากเท่าที่ผู้พัฒนาเคยคุยไว้แค่ไหน แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพของเนื้อเรื่องและบทเท่าที่เล่นมา ก็ต้องบอกว่าเกมให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรี่ส์สืบสวนสอบสวนเข้มข้นๆ เรื่องหนึ่งอยู่ และเพิ่งจะเข้าสู่ช่วงน่าตื่นเต้นจริงๆ เท่านั้นเอง แถม: สำหรับคนที่อ่านรีวิวนี้ก่อนเกมวางจำหน่าย อยากแนะนำให้ได้ไปศึกษาเนื้อเรื่องและตัวละครจากเกมตั้งโต๊ะ Cyberpunk 2020 ให้ดีๆ เพราะเนื้อเรื่องของเกมจะอ้างอิงถึงตัวละครและเหตุการณ์เหล่านี้อย่างมีนัยยะสำคัญ จึงควรลองหาอ่านซะหน่อยเพื่อกันงง และเพื่อให้เข้าใจถึง "น้ำหนัก" หรือ "ความสำคัญ" ของเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องต่อโลกของเกม ก็บอกแล้วว่าเป็น RPG ไงเล่า! ในแง่ของความเป็น RPG เกม CP2077 จะแบ่งการพัฒนาตัวละครออกเป็นสองด้านหลักๆ คือเลเวลของตัวละคร ซึ่งจะกำหนดค่า Stat และความสามารถ Perk ที่เราสามารถเลือกอัปเกรดได้ และระดับ Street Cred ซึ่งจะปลดล๊อคไอเทมและ Cyberware ที่เราสามารถซื้อได้นั่นเอง โดยทั้งสองมักจะพัฒนาไปพร้อมๆ กันขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้เล่น (ไม่ค่อยชัดเจนนักว่าอะไรเพิ่ม Level เป็นหลัก และอะไรเพิ่ม Street Cred เป็นหลัก) สำหรับค่า Level ทุกครั้งที่เพิ่มขึ้น เราจะได้รับแต้ม Stat และ Perk มาอย่างละหนึ่งแต้ม โดยค่า Stat จะมีทั้งหมด 5 ค่า (Body, Reflexes, Intelligence, Tech, Cool) ซึ่งจะให้ผลไม่เหมือนกัน Stat หนึ่งอาจเพิ่มพลังชีวิตและการโจมตีระยะประชิด ในขณะที่อีก Stat ลดเวลาในการเติมกระสุนปืนเป็นต้น นอกจากนี้ ในแต่ละ Stat ยังจะมีสาย Perk อีกถึง Stat ละ 2-3 สาย เปรียบเสมือนความสามารถติดตัวที่ช่วยเสริมสายการเล่นของเรา เช่นทำให้ปืนไรเฟิลส่ายน้อยลง หรือทำให้ชักปืนลูกซองออกมาได้เร็วขึ้น ยิ่งเราอัปค่า Stat ที่เกี่ยวข้องกับสาย Perk นั้นๆ ก็จะยิ่งปลดล๊อค Perk ในสายนั้นๆ ให้อัปได้เยอะขึ้น อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่เราสามารถพัฒนาสาย Perk แยกกับการอัป Stat ได้ด้วย ตราบใดที่เราใช้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับสายนั้นบ่อยๆ เช่นเราอาจจะไม่ได้อัป Stat Intelligence ที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการแฮ๊ค แต่ตราบใดที่เราแฮ๊คสิ่งของบ่อยๆ เราก็จะได้ค่าความชำนาญในการแฮ๊คเพิ่มขึ้นจนปลดแต้ม Perk หรือโบนัสความสามารถติดตัวที่เกี่ยวข้องกับการแฮ๊คได้อีกด้วย ทำให้ผู้เล่นมีอิสระในการพัฒนาตัวละครตามสายที่เล่นจริงๆ มากกว่าแค่การเลือกอัป Perk เพียงอย่างเดียว ถือเป็นระบบที่น่าสนใจ ที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าตัวเองกำลัง "ก้าวหน้า" อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังคงขึ้นอยู่กับการเลือกอัปค่า Stat เป็นสำคัญ เพราะต่อให้มีแต้ม Perk มากมาย แต่ถ้าไม่ได้ปลดล๊อคตัว Perk ด้วยการอัปเกรด Stat ก็ใช้ไม่ได้ แถมค่า Stat ทั้งหลายยังสามารถเปิดทางเลือกบทสนทนา ตัวเลือก Cyberware ที่สวมใส่ได้ หรือการกระทำเพิ่มเติมให้เรามากขึ้นอีกด้วย (เช่นถ้าอัปค่า Body สูงๆ จะทำให้พังประตูบางบานเพื่อเปิดเส้นทางผ่านด่านใหม่ๆ ได้) เราจึงควรให้ความสำคัญกับการวางแผนเส้นทางการอัป Stat ให้ดีๆ ไม่งั้นอาจทำให้ตัวละครเกิดช้าได้ในกรณีที่เกลี่ยอัปหลาย Stat พร้อมกัน และที่สำคัญคือผู้เขียนยังไม่พบวิธีการรีเซ็ตค่า Stat หรือ Perk เลยด้วย ซึ่งถ้ามันเลือกแล้วเลือกเลยจริงๆ ก็ยิ่งต้องวางแผนกันให้ดีขึ้นไปอีก การพัฒนาตัวละครเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก อาจจะสำคัญยิ่งกว่าฝีมือในการเล่น FPS ของแต่ละคนซะอีก เพราะทุกอย่างในเกมนี้จะอ้างอิงการคำนวนตัวเลขแบบ RPG แทบทั้งหมดโดยไม่สนใจตรรกะของเกมแนวอื่นเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่นตรรกะของเกม FPS ส่วนใหญ่ที่บอกว่าปืนลูกซองต้องแรงกว่าปืนพกแน่ๆ แต่ในเกมนี้ ยิงปืนพกเข้าอกศัตรูก็ยังอาจจะแรงกว่ายัดลูกซองใส่หน้าตราบใดที่เราอัปเกรดความสามารถสายปืนพกมา การทำความเข้าใจระบบพัฒนาตัวละครและความสามารถต่างๆ ของ Perk จึงมีความสำคัญมาก ในขณะที่ค่า Level จะเป็นการพัฒนาความสามารถแบบติดตัวซะเยอะกว่า (มีความสามารถกดใช้ประปราย) Street Cred จะเป็นตัวที่ปลดล๊อคไอเทมที่ช่วยมอบวิธีการเล่นใหม่ๆ ได้จริงๆ เช่นดาบ Mantis Blade ยอดนิยม หรือขากลที่มีไอพ่นทำให้เราสามารถลอยตัวกลางอากาศได้ โดยในช่วง 20 ชั่วโมงแรกของผู้เขียนยังไม่มีโอกาสสัมผัสกับแง่มุมนี้นักเพราะยังปลดล๊อคไม่ได้ ส่วน Cyberware ช่วงต้นเกมก็ยังไม่ค่อยมีอะไร ส่วนใหญ่ก็เพิ่มความสามารถติดตัวไม่ต่างจาก Perk เท่าไหร่ ถ้าได้ปลดล๊อคหรือทดลองเล่น Cyberware เจ๋งๆ จะลองมาเล่าให้ฟังในอัปเดทต่อๆ ไป ...แต่ก็ใช่ว่าอย่างอื่นจะไม่ดี? เสน่ห์อย่างหนึ่งในการเล่นเกม Cyberpunk 2077 คือแม้ว่าเกมจะยึดมั่นในความเป็น RPG ก่อนเหนืออื่นใด แต่ก็ไม่ได้ละเลยองค์ประกอบเกมเพลย์อื่นๆ ไปเลยแต่อย่างใด และสามารถรักษามาตรฐานของเกม Open World แง่มุมต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน แม้จะไม่ได้เทียบเทียมกับเกมแนวนั้นๆ โดยตรง (กล่าวคือยังไง Call of Duty ก็ทำการยิงปืนได้ดีกว่า หรือ Dishonored ก็ทำการลอบเร้นได้ดีกว่า) แต่ทุกอย่างกลับดีพอในระดับที่ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ "แย่" เลยซักอย่าง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่น่าชมสำหรับเกมที่ใหญ่และลึกมากขนาดนี้ การที่ Cyberware และอาวุธเจ๋งๆ ส่วนใหญ่ดูจะถูกกีดกันจากผู้เล่นในช่วงต้นเกม ทำให้การต่อสู้ในเกมช่วงแรกๆ ค่อนข้างรู้สึกธรรมดาไปซะหน่อย เพราะปืนแทบทั้งหมดที่ได้ก็ยังเป็นเพียงปืนกระสุนโลหะทั่วๆ ไป อาวุธระยะประชิดอย่างมีดหรือดาบคาตะนะก็ยังไม่มีความสามารถหรือหน้าตาพิเศษอะไรนัก โดยผู้เขียนเพิ่งจะเริ่มพบปืนชนิด Tech Weapon ที่สามารถชาร์จยิงทะลุกำแพงได้ก็ตอนเล่นเกมมาเกิน 15 ชั่วโมงแล้ว และได้ปืนพก Smart Gun กระบอกแรกมาตอนเกือบ 20 ชั่วโมงพอดี ไม่แน่ใจว่าชนิดของอาวุธที่เก็บได้จากศัตรูจะขึ้นอยู่กับเลเวลของผู้เล่น หรือดูจากว่าเล่นเนื้อเรื่องไปไกลแค่ไหนแล้วหรืออย่างไร แต่ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งพบกับอาวุธที่มีลูกเล่นแปลกตามากขึ้น ซึ่งก็ทำให้การต่อสู้มีความแปลกใหม่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วย ด้วยความที่อาวุธและอุปกรณ์ในช่วงที่ผู้เขียนเล่นมายังค่อนข้างธรรมดาอย่างที่ว่า ทำให้การต่อสู้พลอยรู้สึก "ธรรมดา" ไปด้วยซะอย่างนั้น แม้ว่าความรู้สึกของการยิงปืนในเกมจะดีกว่าเกม RPG แนวเดียวกันที่ผ่านมา แต่กลับรู้สึก "เฉยๆ" คือไม่ได้แย่หรือมีปัญหาอะไรนัก แต่โดยรวมก็ไม่ได้รู้สึกสนุกหรือพิเศษไปกว่าเกม FPS กึ่ง RPG นับสิบๆ เกมที่เคยเล่นมาก่อนแล้ว อีกส่วนอาจจะมาจากเหล่าศัตรูที่พบในเกมตอนนี้ด้วย ที่ส่วนมากยังคงเป็น "คนธรรมดา" อยู่ (คือยังไม่ได้ใส่ Cyberware จนเหนือมนุษย์อะไร) และ A.I. ของศัตรูก็มักมีความไม่สม่ำเสมอ เพราะส่วนใหญ่มักจะค่อนข้างโง่ในการต่อสู้ (เช่นรัวกระสุนใส่พื้น วิ่งวนไปมาอย่างไร้จุดหมาย หรือกระทั่งวิ่งสะดุดศพเพื่อนจนล้ม ซึ่งผู้เขียนเคยเห็นมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง) แต่ครั้นจะพยายามท้าทายตัวเองด้วยการลอบเร้นผ่าน ศัตรูกลับหูตาไวขึ้นมาซะงั้น ทำให้สุดท้ายเรามักจะโดนบังคับให้ต้องต่อสู้จนได้แม้จะไม่อยากทำ ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นคืออาวุธระดับสูงที่สามารถมอบความสามารถที่อาวุธอื่นๆ ไม่มีได้ ยกตัวอย่างในช่วงหนึ่งของเกม ผู้เล่นจะเปลี่ยนจากควบคุม V มาควบคุมตัวละครอีกตัวหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งตัวละครนี้จะมาพร้อมกับปืนพกประจำตัวที่นอกจากจะยิงแรงเท่าปืนสไนเปอร์แล้ว ยังยิงทะลุกำแพงได้ (เพราะเป็นอาวุธ Tech Weapon) และเมื่อกดโจมตีระยะประชิด แทนที่จะใช้ด้ามปืนฟาดศัตรูเหมือนปืนพกทั่วไป ปืนกระบอกนี้จะปล่อยไฟออกมารอบตัวผู้ใช้เพื่อโจมตีศัตรู เป็นความสามารถที่ผู้เขียนยังไม่พบในปืนกระบอกใดๆ อีกเลยตลอดระยะเวลาที่เล่น และหวังว่าอาวุธระดับสูงๆ ชิ้นอื่นจะสามารถมอบลูกเล่นที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองได้เช่นกัน ในส่วนของการขับรถ ผู้เขียนต้องออกตัวก่อนว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการขับรถในเกมเป็นการส่วนตัว จึงไม่ได้รู้สึกประทับใจหรือให้ความสนใจกับการขับรถในเกมเป็นพิเศษ แต่ถ้าจะให้เปรียบความรู้สึกในการขับรถ อาจจะควบคุมยากกว่าในเกมอย่าง GTA V นิดหน่อย โดยเฉพาะในจังหวะเข้าโค้งที่รถหมุนแทบจะทุกครั้ง แต่ก็ยังดีกว่าที่พบได้ในเกมอย่าง Watch Dogs: Legion มากมายนัก อย่างน้อยๆ ก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาต้องขับรถเป็นระยะทางไกลๆ ซึ่งสำหรับผู้เขียนถือเป็นตัวบ่งบอกคุณภาพของการขับรถในเกมได้ประมาณหนึ่ง ถ้าจะมีระบบหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึก "ไม่ชอบ" ไปแล้วคงเป็นระบบการแฮ๊คกิ้ง ที่ในขณะนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีผลอะไร แถมยังมีตัวเลือกจำกัดมาก โดยระบบแฮ๊คในเกมนี้จะมีความคล้ายคลึงกับระบบเวทย์มนตร์ในเกม RPG ทั่วไป เราจะต้องสวมใส่โปรแกรมแฮ๊คที่ต้องการในหน้าของสวมใส่ซะก่อนจึงจะใช้ได้ แต่ละโปรแกรมจะใช้หน่วย RAM (เปรียบกับ MP) ไม่เท่ากัน บางโปรแกรมสามารถสร้างความเสียหายได้โดยตรง ในขณะที่บางโปรแกรมอาจก่อกวนศัตรูในรุปแบบต่างๆ เช่นทำให้ตาบอดชั่วขณะ หรือลบความทรงจำระยะสั้น (ให้ศัตรูที่ตามหาเราอยู่เลิกตาม) โดยผู้เขียนพบว่าใช้ยาก และบางครั้งก็เหมือนจะติดบ้างไม่ติดบ้าง จึงอาจยังไม่สามารถให้คำวิจารณ์ที่ชัดเจนนักเพราะไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ได้อัปสายนี้มาหรือเป็นบั๊ค แต่โดยรวมรู้สึกว่ามันทำอะไรได้น้อยกว่าที่คาดคิดเอาไว้ ทั้งหมดทั้งมวลนั้น คงต้องบอกว่าใน 20 ชั่วโมงที่ใช้ไปกับเกม เกมเพลย์ของ Cyberpunk 2077 ยังไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกประทับใจหรือน่าจดจำเป็นพิเศษ จากอาวุธที่ยังค่อนข้างธรรมดา และศัตรูที่ไม่ได้มีความพิเศษไปกว่าที่พบในเกมทั่วไป แต่ในช่วงที่เล่นอยู่นี้ก็เริ่มเห็นอาวุธแปลกๆ โผล่มาให้เก็บบ้างแล้ว หวังว่าจะยิ่งพัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อเล่นเกมต่อไป นิยามใหม่ของความเป็น "Open World" เมื่อพูดถึงเกม Open World สิ่งหนึ่งที่ผู้พัฒนามักจะกล่าวถึงคือเรื่องของ "Immersion" หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยบ้านๆ ก็คือความอินนั่นแหละ โดยเกม Open World ระดับแนวหน้าแทบทุกเกมล้วนสามารถสร้างความรู้สึกอินไปกับโลกและเรื่องราวของเกมได้ผ่านการสร้างบรรยากาศและการออกแบบฉากที่สื่อถึง "ประวัติศาสตร์" หรือ "วิถีชีวิต" ของผู้ที่อาศัยในโลกนั้นๆ ซึ่งในแง่นี้อาจบอกได้ว่า Cyberpunk 2077 ได้วางมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบโลก Open World ไปแล้วเรียบร้อย แม้ผู้เขียนจะยังไม่มีโอกาสได้สำรวจทุกเขตในเมือง แต่แค่ในเขตที่ได้ลองสำรวจดูก็บอกได้แล้วว่าเมือง Night City ของเกมอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดเล็กน้อยที่ช่วยเล่าความเป็นไปของชีวิตในเมืองเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นป้ายโฆณษาสีสันฉูดฉาดตามที่เชิญชวนให้คนตัดอวัยวะตัวเองทิ้งเพื่อเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจักรกลที่สื่อถึงความธรรมดาของการปรับแต่งร่างกาย ไปจนถึงรายการทีวีและวิทยุที่พูดถึงโศกฆนาตกรรมในเมืองพร้อมประกาศยอดผู้เสียชีวิตประจำวันอย่างอารมณ์ดีราวกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกสิ่งทุกอย่างในเกม Cyberpunk 2077 ให้ความรู้สึกว่าถูกออกแบบและจัดวางมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้ Night City สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองไปสู่ผู้เล่นได้ตลอดเวลาผ่านการเล่นเกมไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับเกมในขณะนี้ สำหรับการรีวิวเกม Cyberpunk 2077 ผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมบนเครื่อง PC ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ RTX 2060 / 16GB RAM และสามารถเล่นเกมที่การตั้งค่า Preset Ray Tracing - Medium (1080p) ได้ด้วยเฟรมเรตราวๆ 40-45 FPS และสามารถดันถึง Ray Tracing - Ultra ได้โดยที่เฟรมเรตเหลือราวๆ 30 FPS ซึ่งถือว่าไม่แย่เลยเมื่อเทียบกับระดับรายละเอียดที่ได้ โดยเฉพาะในแง่ของ Texture หรือพื้นผิวต่างๆ ที่ดูสมจริงมาก และช่วยทำให้เกมรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น แถมต้องไม่ลืมว่าเกมฉบับรีวิวนี้เป็นเกมตัวเต็มที่พ่วงซอฟต์แวร์ Denuvo Anti-Tampering มาด้วย ซึ่งทางผู้พัฒนาเองแจ้งว่าจะทำให้เฟรมเรตลดลงราว 10-15 FPS อยู่แล้ว จึงยิ่งเชื่อได้ว่าเกมน่าจะทำงานบนการ์ดจอรุ่นเก่ากว่านี้ได้ไม่มีปัญหานัก (ปรับ Medium-High) เผลอๆ อาจจะดีกว่าที่แจ้งเอาไว้ใน Spec Sheet ที่ CDPR เคยปล่อยออกมาเองด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าได้ Day One Patch ช่วยอีก คงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเล่นเกมไม่ได้ตราบใดที่เครื่องถึง Spec ขั้นต่ำเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้จะบอกว่าเกมไร้ที่ติไปซะหมด เพราะด้วยขนาดและความละเอียดระดับนี้ คงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีบั๊คติดมาบ้างไม่มากก็น้อย ข้อดีคือบั๊คในเกม CP2077 ที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นบั๊คตลกๆ เช่นบั๊คที่ทำให้อาวุธของศัตรูที่ตายแล้วค้างอยู่กลางอากาศเหนือศพพวกเขา (ซึ่งเอาจริงๆ เป็นบั๊คที่แอบมีประโยชน์) หรือบั๊คด้านกราฟิกเล็กน้อย เช่นครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนขับมอเตอร์ไซค์ชนถังขยะจนมอเตอร์ไซค์ทะลุลงไปในพื้นและติดอยู่อย่างนั้น หรือบางครั้งเดินๆ อยู่ก็จะเห็น NPC ยืนท่าตัว T กลางถนน ซึ่งทั้งหมดเป็นบั๊คเล็กๆ ที่ชวนให้ขำกับตัวเองมากกว่าจะทำให้เสียประสบการณ์เล่นเกม ผู้เขียนเจอบั๊คที่รุนแรงเพียงครั้งเดียวเมื่อประตูที่ควรเปิดตามเนื้อเรื่องดันไม่ยอมเปิด จนทำให้ดำเนินเรื่องต่อไม่ได้ แต่พอโหลดเกมกลับมาลองใหม่ก็ผ่านได้ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ เกมยังมักจะมีปัญหาในด้านการนำทาง ที่มักไม่สามารถรับมือกับความต่างระดับของเมือง Night City เอง และมักมีปัญหาในการคำนวนเส้นทางไปสู่พื้นที่ต่างระดับจนผู้เขียนถึงกับ "หลงทาง" มาแล้ว แต่เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเราจะสามารถจดจำถนนหนทางของเมืองได้โดยธรรมชาติจากจุดสังเกติในฉาก เหมือนกับการเดินผ่านถนนเส้นหนึ่งในชีวิตจริงทุกวัน ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งข้อดีของฉากในเกม แม้ระบบนำทางจะตามไม่ค่อยทันก็ตาม ซับไทยร่วงหรือรอด?! ถ้าให้พูดตามตรง แม้จะเห็นใจทีมงานแปลซับและเมนูภาษาไทยที่ต้องแปลข้อความเยอะมากขนาดในเกม Cyberpunk 2077 แต่ต้องเรียนตามตรงว่าคุณภาพของซับและเมนูยังปรับปรุงได้อีกเยอะมากๆ ผู้เขียนพบว่าซับโดยรวมแม้จะสื่อความหมายได้ถูกต้องในระดับหนึ่ง แต่กลับไม่สามารถสื่ออามรมณ์ของเกมได้ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือหน้าเมนูหลายส่วนที่มีความไม่สม่ำเสมอ แปลคำเดียวกันออกมาหลายแบบ หรือกระทั่งแปลตกความหมายของคำบรรยาย Perk ไปเลยก็มี ตัวอย่างหนึ่งที่พอนึกออก (เพราะเปิดเมนูเล่นได้แปบเดียวต้องเปลี่ยนกลับเป็นภาษาอังกฤษเพราะอ่านไม่เข้าใจ) คือการที่หน้าเมนูเดี๋ยวก็แปลคำว่า Light Machine Gun เป็นคำว่าปืนกลเบาบ้าง ปืนกลมือบ้าง หรือคำว่า Recoil บางครั้งก็แปลว่าการส่าย บางครั้งก็แปลว่าการถีบ ซึ่งทั้งหมดมันทำให้สับสนเวลาพยายามทำความเข้าใจระบบ Perk และมั่นใจได้ว่าน่าจะรวมไปถึงคำบรรยายไอเทมหลายๆ ชิ้นด้วย จริงๆ ก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ซับจะไม่สามารถคงอารมณ์ของเกมเอาไว้ได้ทั้งหมด ด้วยเนื้อหาที่ไม่น่าจะถูกใจกองเซ็นเซอร์ของบ้านเรา แต่อย่างน้อยๆ ทีมงานซับและเมนูน่าจะตรวจทานให้การแปลคำมันมีความสม่ำเสมอมากกว่านี้หน่อย เพื่อไม่ให้ดูเหมือนเป็นงานเผามากขนาดนี้ หวังว่าใน Day One Patch จะมีการปรับแก้ไขบ้างไม่มากก็น้อย เพราะในสภาพปัจจุบันอยากจะแนะนำให้เปิดเฉพาะจำเป็น ส่วนใครที่พออ่าน/ฟังอังกฤษได้บ้างก็อยู่กับภาษาอังกฤษน่าจะได้ประสบการณ์ที่ดีกว่า สรุป: ยังไม่ประทับใจมากเป็นพิเศษ เนื้อเรื่องเพิ่งเริ่มเข้มข้นหลังจากเล่นไปแล้ว 20 ชั่วโมง / ต้องลองดูต่อไปก่อนว่าเกมเพลย์ระดับสูงๆ จะน่าสนใจขึ้นกว่าช่วงแรกหรือไม่ / กราฟิกไม่ได้สวยที่สุด แต่มีรายละเอียดหนาตาที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แล้วพบกับความเห็นฉบับอัปเดทได้ในเวลา 22.00 ของทุกวัน จนถึงวันที่ 10 ธันวาคมนี้ *เนื่องจากความขัดข้องทางเทคนิค ทำให้ไม่สามารถเพิ่มเนื้อหาเข้าไปท้ายบทความเดิมได้ สามารถหาอ่านบทความอัปเดทความเห็นได้ ที่นี่
07 Dec 2020
รีวิว Xuan Yuan Sword VII ตะลุยยุทธภพที่รวมจุดเด่นของหลายๆ เกมไว้ด้วยกัน
Xuan Yuan Sword เป็นซีรีส์เกมแนว RPG จากทางผู้พัฒนาประเทศไต้หวัน ที่ถึงแม้ว่าบ้านเราและต่างประเทศจะไม่เป็นที่รู้จักเลย ( อาจจะเพราะโปรโมตไม่หนัก) แต่ซีรีส์นี้มันอยู่มานานกว่า 30 ปีแล้วครับ (ตั้งแต่ปี 1990) และล่าสุดทางผู้พัฒนาเองก็ได้ปล่อยเกมภาคใหม่ของซีรีส์นี้ออกมานั่นคือ Xuan Yuan Sword VII ที่เป็นเกมแนว Action RPG ซึ่งถือว่าเป็นภาคลำดับที่ 7 แล้ว และยังคงธีมแนวกำลังภายเช่นเดิม พร้อมลงให้กับเครื่อง PC และ PS4 และทางเรา GameFever TH เองก็ได้ไปลองเล่นเกมนี้มาแล้วและจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ กราฟิก ในด้านกราฟิกของเกมนั้น ในด้านของโมเดลนั้นตัวเกมได้ทำกราฟิกออกมาได้ดีงามพอสมควร เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้ทันสมัยเหมือนเกมสมัยนี้ ถ้าให้เทียบกราฟิกก็น่าจะราวๆ เกมสมัย PS3 ยุคท้ายเจน ซึ่งเอาจริงๆ มันก็ไม่ได้แย่นะครับส่วนตัวคิดว่ามาตรฐานนี้ค่อนข้างดีเลย การปั้นตัวละครก็ยังมีความรู้สึกถึงความเป็นคนจริงๆ อยู่ถึงแม้รายละเอียดอาจจะไม่ได้สมจริงมาก แต่ในเรื่องกราฟิกทางผู้เขียนเองก็ต้องยอมรับเลยว่าพวกเขาทำได้ดีมากๆ เลยครับ โอเคว่ารายละเอียดของพื้นผิวฉากอาจจะไม่ได้มีเยอะ เลยทำให้พื้นผิวดูทื่อๆ ไปบ้าง แต่ในเรื่องของฉากเงานั้นต้องยอมรับเลยว่ามันค่อนข้างสวยงามเลยทีเดียว และสิ่งที่พิเศษคือการทำเงาหลอกตาที่ค่อนข้างสมจริง หรือถ้าให้นิยามมันคือ Ray Tracing เทียมที่ตัวเงาต่างๆ ของวัตถุอาจจะไม่ได้สะท้อนจริง แต่ผู้พัฒนาปั้นเงาออกมาให้ดูเหมือนว่ามันสะท้อนนั่นเอง ซึ่งเกมสมัยนี้เริ่มเอาเทคนิคนี้มาใช้บ้างแล้ว (Watch Dogs Legions, Mafia Definitive Edition) ส่วนข้อติที่อยากจะพูดก็มีแค่เรื่องเดียวคือบัคที่มีให้เห็นบ้างประปราย อย่างเช่นบัคตัวละครแอนิเมชันเพี๊ยน หรืออยู่ดีๆ ก็แขนเบี้ยวซึ่งพอเห็นบ้าง และอาจจะเห็นบัคขั้นร้ายแรงอย่างการเล่นเกมอยู่ดีๆ แล้ว Error เด้งออกจากเกมเฉย เลยจะต้องเล่นฉากเดิมซ้ำใหม่เพราะเกมไม่เซฟ แต่ผู้เขียนเคยเจอแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เนื้อเรื่อง Xuan Yuan Sword VII จะเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่า Taishi Zhao ที่พ่อแม่ของเขานั้นถูกสังหารโดยบุคคลนิรนามตั้งแต่เด็ก ตัวเขาและน้องสาวก็จะต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง และอยู่มาวันหนึ่งน้องสาวเขากลับบาดเจ็บจนทำให้ร่างกายหยาบไม่สามารถใช้งานได้ และได้กลายเป็นวิญญานตามตัวเขาไป ซึ่ง Taishi นั้นจะต้องพยายามหาทางรักษาน้องเขาให้กลับมา พร้อมปมต่างๆ ให้วัยเด็กที่เราจะได้รับรู้บวกกับความลับที่เกมยังไม่เฉลยตั้งแต่ต้นว่าพระเอกนั้นหลังจากที่พ่อแม่ตาย เขาไปทำอะไรมาถึงได้มีพลังที่เก่งกาจขนาดนี้ ซึ่งการเล่าเรื่องของเกมนี้ค่อนข้างที่จะเรียบง่ายไม่ได้ซับซ้อนใดๆ ชูกลิ่นอายของนวนิยายของประเทศจีนได้อย่างดีงาม มีการใช้เพลงประกอบหรือการร้องเพลงของตัวเองที่สื่ออารมณ์ได้ค่อนข้างดี ซึ่งส่วนตัวชอบมากๆ เลยทีเดียว เกมเพลย์ ในด้านของเกมเพลย์การต่อสู้ของเกมนี้ก็ต้องบอกว่าตัวเกม Xuan Yuan Sword VII รวบรวมเอาจุดเด่นของเกมดังๆ จากหลายๆ เกมมาใช้อยู่มากพอควร อยากเช่นระบบการต่อสู้ที่ถึงแม้โดยรวมจะเป็นเกม Action Hack and Slash แต่ผู้พัฒนาก็ยังใส่กลิ่นอายของเกมแนว Soul เข้ามาผสมอยู่ด้วย เพราะการสู้กับบอสนั้นค่อนข้างยากมากๆ เราจะต้องป้องกัน หรือหลบหลีกการโจมตีของศัตรูให้ได้ หรือการผสมผสานกับสกิลที่จะมีให้ใช้สองแบบนั่นคือสกิลสโลว์โมชั่น และสกิลวางกับดักพื้นที่ไม่ให้ศัตรูออกจากวง บวกกับ Matial Art ที่จะเป็นเหมือนระบำดาบของเกม Ghost of Tsushima ที่จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป บางสกิลเหมาะแก่การใช้กับศัตรูบางตัวเป็นต้น นอกจากนี้ตัวเกมยังได้นำระบบที่เราคุ้นเคยจากเกม Uncharted มาด้วยไม่ว่าจะเป็นระบบปีนป่ายกำแพงตามจุดต่างๆ ซึ่งเอาจริงๆ ส่วนตัวไม่ค่อยชอบระบบนี้เท่าไร เพราะว่ามันค่อนข้างน่าเบื่อใช้ได้เลย และอีกหนึ่งระบบก็คือปริศนาของเกม เพราะว่าเนื้อเรื่องในเกมนี้จะมีบางครั้งที่เราจะต้องเข้าไปในถ้ำหรือสุสาน บางครั้งมันจะมีปริศนามาให้เราเล่น ซึ่งเอาจริงๆ มันค่อนข้างน่าสนใจ และถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว แต่ถ้าหากใครที่รู้สึกว่าไม่อยากเล่นปริศนา ตัวเกมยังมีระบบข้ามให้เราไม่ต้องเล่นก็ได้ แน่นอนว่าระบบความเป็น RPG ของเกมนี้ก็ยังถูกนำเข้ามาอยู่ ในการที่เราจัดการมอนสเตอร์เราสามารถเก็บชิ้นส่วนของมันมาขายตามร้านค้าได้ หรือจะทำภารกิจก็ได้เงินเช่นกัน ซึ่งเราสามารถเอาเงินมาอัพเกรด Elysium ของเรา ซึ่งมันจะมีหลายๆ ฐานให้อัพเช่นฐานเกราะ ฐานอาวุธ ฐานเครื่องประดับ ซึ่งมันจะทำให้เราสามารถคราฟของสวมใส่เลเวลสูงๆ ได้ โดยการคราฟของก็ค่อนข้างทำได้ง่ายนะครับ เราสามารถซื้อของจากร้านค้ามาคราฟได้เลย หรือจะหาเก็บหาฟาร์มจากมอนสเตอร์ก็ได้ หรือการซื้อยาต่างๆ ก็สามารถใช้เงินซื้อได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ผู้เขียนไม่ชอบสำหรับเกมนี้ก็คงจะเป็นในเรื่องของอาวูธที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย (ใช้เพียงแค่อาวุธกระบี่เท่านั้น) ทำให้พอเล่นไปสักพักก็จะเบื่อเสียแล้ว เพราะมันไม่มีอาวุธอื่นๆ มาให้ได้เราตื่นเต้นเลย ซึ่งเรื่องมีอาวุธเดียวยังไม่เท่าไร แต่ตัวเกมไม่ได้มีระบบลอบเร้นใดๆ ที่ทำให้น่าสนใจเข้ามาเลย มีแค่การต่อสู้ประจันหน้าอย่างเดียว เล่น 2 ชั่วโมงเบื่อแล้วสำหรับผู้เขียน แต่บางคนอาจจะชอบก็ได้ ถ้าให้เปรียบเทียบกับ Dark Soul ตัวเกมอาจจะมีการต่อสู้แค่การประจันหน้า แต่การที่ตัวเกมมีอาวุธที่หลากหลายมันก็ทำให้ไม่เบื่อ หรือ Ghost of Tsushima ที่ถึงแม้จะมีอาวุธเดียว แต่ตัวเกมนั้นมีระบบลอบเร้นหรือความสามารถสกิลที่มากมายที่ลดความเบื่อหน่ายให้เช่นกัน แต่เกมนี้ไม่มี สรุป Xuan Yuan Sword VII ถือว่าเป็นเกมที่อยู่ในเกรดประมาณพอใช้ได้ อาจจะไม่ได้เลิศเลอแต่ก็พอที่จะเล่นได้จนจบเกมครับ คงเป็นเพราะเนื้อเรื่องของเกมที่ค่อนข้างทำออกมาได้น่าสนใจ และกลิ่นอายของนวนิยายจีนที่เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ ในเกม Console ซึ่งมันก็ให้อารมณ์ที่แปลกใหม่ดี ส่วนความยากความท้าทาย ก็ทำออกมาได้อยู่ในเกณฑ์พอรับได้สำหรับคนที่ไม่ชอบเล่นเกมที่ยากมาก ตัวเกมจะไม่ยากจนเกินไป หรือง่ายจนเกินไปนั่นเอง ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าให้เทียบกับเกมที่ราคาเพียงแค่ 419 บาท มันก็ถือว่าเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมเกมหนึ่งแล้วแหละ [penci_review id="73349"]
27 Nov 2020
ความรู้สึกหลังเล่น Summoners War: Lost Centuria จากเกมเทิร์นเบส สู่การต่อสู้แบบเรียลไทม์
หนึ่งในเกมที่น่าสนใจมากๆ สำหรับเกมใหม่จากซีรีส์ Summoners Wars โดยใช้ชื่อว่า Summoners War: Lost Centuria ที่ปรับเปลี่ยนแนวเกมจากภาคก่อนๆ ที่เป็นแนว Turn Based ให้กลายเป็นแนว Timing Based ซึงเดี๋ยวเรามาเจาะลึกกันว่าแนวเกมนี้จะเป็นอย่างไร พร้อมทั้งยังมีจุดเด่นเรื่องของการต่อสู้ 8v8 ที่สามารถเลือกจัดทีมได้อย่างอิสระ ซึ่งทางเรา GameFever ได้เข้าไปลองเล่นมาแล้วครับ และจะมาพูดถึงความรู้สึกหลังจากที่ได้สัมผัสมา Casual ผสม RPG Summoners War: Lost Centuria คือเกมที่ผสมความเป็นเกม Casual กับเกม RPG เข้าไปได้อย่างดี เพราะว่าตัวเกมจะมีทั้งโหมดการเล่นคนเดียวต่อสู้กับบอทก็ได้ หรือถ้าหากใครคิดว่าเล่นกะบอทมันไม่เร้าใจ ตัวเกมยังมีโหมดดวล ที่จะสามารถ Matchmaking กับผู้เล่นท่านอื่น เอาชนะและทำการไต่ Rank ให้สูงขึ้นได้ และถ้าคุณสามารถไต้ได้ถึง Rank สูงๆ ตัวเกมก็จะมีของรางวัลดีๆ ให้คุณไปครอบครอง ซึ่งส่วนตัวรู้สึกน่าสนใจกับระบบนี้พอสมควร เพราะมันเปลี่ยนอารมณ์ได้ดีเลยทีเดียว เพราะบางคนอาจจจะรู้สึกเบื่อถ้าหากจะให้สู้อยู่แค่กับบอทอย่างเดียว แถมบอทเกมนี้ค่อนข้างยากอยู่พอสมควร เราจะต้องจัดทีมให้ดีในการผ่านแต่ละด่าน Timing Based หลายๆ คนน่าจะอยากรู้แล้วว่า คำว่า Timing Based เนี่ยมีนคืออะไร ซึ่งเกมเพลย์แนวนี้มันก็คือการผสม Real - Time Attack บวกกับการกดใช้สกิล โดยยูนิตของเราและศัตรูจะเผชิญหน้ากันโดยการโจมตีแบบออโต้ แต่การใช้สกิลเราจะต้องกดเองเท่านั้น ซึ่งการแพ้ชนะเอามันก็ขึ้นอยู่กับเราด้วย พร้อมทั้งหลักการใช้สกิลนั้นแต่ละสกิลจะมีแต้มมานาที่เราต้องเสีย ซึ่งมานาจะค่อยๆ ขึ้น (เต็ม 10 แต้ม) เราจะต้องใช้สกิลให้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด และจุดเด่นของเกมเพลย์ที่น่าจะเป็นไฮไลท์ของเกมนี้เลยก็คือระบบ Counter Attack ที่ถ้าหากว่าเราทำการกดสกิลสวนไปในขณะที่ศัตรูกดสกิลพอดี คาถาของเราที่ Counter จะทำงานก่อนศัตรูนั่นเอง ซึ่งนี่ถือเป็นระบบช่วงชิงจังหวะที่น่าสนใจมากๆ ข้อสังเกตุเดียวในความคิดของผู้เขียนที่ติดใจก็คือ เกมนี้ไม่ได้มีระบบโจมตีออโต้โจมตี ทำให้การเล่นทุกครั้งเราจะต้องเล่นมือทั้งหมด ซึ่งมันอาจจะเป็นข้อดีนะ แต่มันก็ไม่เอื้อต่อผู้เล่นที่ทำงานไปด้วยเล่นไปด้วยได้ ถ้าคุณจะเล่นเกมนี้คุณอาจจะต้องโฟกัสกับมัน (แอบเล่นในที่ทำงานไม่ได้มาก 55555) 8v8 โดยเกมนี้เราจะสามารถนำทีมไปรบได้มากถึง 8 ตัวละครเลยทีเดียว แถมว่ายูนิตแต่ละตัวจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน บางตัวเป็นตัวฮีล บางตัวเป็นตัวตีหมู่ หรือบางตัวเป็นตัวโจมตีเดี่ยวที่รุนแรง และยังมีระบบธาตุขอตัวละครจะประกอบไปด้วย ไฟ น้ำ ลม แสง และมืด ที่จะแพ้ทางกันไป รวมถึงแต่ละตัวยังมีค่าพลังที่ไม่เหมือนกันอีก บางตัวโจมตีแรง หรือบางตัวเลือดเยอะเหมาะจะนำไปยืนเป็นตัวแทงค์ ซึ่งระบบของเกมนี้ค่อนข้างน่าสนใจมากๆ เลยนะครับ แต่ก็มีข้อสังเกตุอยู่บ้างในเรื่องของการที่ตัวละครมีให้เลือกเข้าทีมมากกว่า 8 ตัวละคร ทำให้การเล่นมันค่อนข้างโฟกัสตัวละครได้ยากและดูชุลมุลไปนิด และเนื่องจากที่ตัวละครมันเยอะทำให้เราจะต้องอัพเกรดตัวละครทุกตัวซึ่งมันอาจจะต้องใช้เวลา หรือทรัพยากรที่มากหน่อย สรุป โดยรวมแล้ว Summoners War: Lost Centuria ถือว่าเป็นเกม RPG ที่สร้างความแปลกใหม่ได้อย่างดีมากๆ เพราะระบบ Timing Based ที่ค่อนข้างน่าสนใจ และเราจะต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการผ่านด่านแต่ละครั้ง รวมถึงใครที่เป็นแฟนเกม Summonners War ตัวละครที่ท่านรู้จักและหลงรักนั้นกลับมาครบแน่นอน ส่วนข้อสังเกตุก็เป็นอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านั่นคือเนื่องจากระบบที่เป็น 8v8 อาจจะทำให้การเล่นดูชุลมุนไปนิด และการอัพเกรดตัวละครอาจจะต้องใช้ทรัพยากรมาก (แต่เกมนี้มีแจกของเยอะมากเช่นกัน) พร้อมทั้งตัวเกมมีความเป็นเกม Casual ที่เราจะต้องต่อสู้กับผู้เล่นที่เป็นคนด้วยกัน ระบบออโต้เลยไม่ได้ถูกใส่เข้ามา จึงทำให้เกมนี้อาจจะไม่ใช่เป็นเกมที่เล่นตอนเวลาทำงาน แต่อาจจะเป็นเกมที่เล่นฆ่าเวลา (แวปมาเล่นซัก 2-3 นาทีซักตานีงอะไรแบบนี้)
25 Nov 2020
รีวิว A3: STILL ALIVE | MMORPG มาเจอกับ Battle Royale ได้ไงเนี่ย!?
สัปดาห์นี้ นับเป็นสัปดาห์ที่เกม MMORPG บนมือถือแข่งขันกันดุเดือดจนแฟนเกมเลือกเล่นกันไม่ถูกเลยทีเดียว และหนึ่งในเกมที่น่าจับตามอง และเปิดตัวเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นั่นคือ A3: STILL ALIVE ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามหลังเปิดตัวในเกาหลีใต้   ==========================================   จาก A3: Project สู่ A3: Still Alive อย่างที่ทราบกันว่านี่คือหนึ่งในเกม MMORPG ระดับตำนานในอดีตที่อวตารมาลงเกมมือถือในยุคเฟื่องฟูของ Mobile MMORPG ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับต้นกำเนิดของ A3: Still Alive กันสักหน่อย A3: Project เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และเข้าไทยในปี 2005 นับเป็นเกม MMORPG แบบ Full 3D เกมแรกๆ และเป็นเกมที่ได้รับคำชมในเรื่องระบบกราฟฟิคและ motion ตัวละครอย่างล้นหลามมากในยุคนั้น ตามความหมายของ A3 ที่มาจาก Art, Alive, Attraction แถมยังเป็น MMORPG ที่มี cut scene อีกด้วย แหม... เป็นไงล่ะ เจ๋งล้ำหน้าชาวบ้าน (ในยุคนั้น) เลยนะ นอกจากด้านภาพแล้ว ด้านเสียงก็ไม่แพ้กัน ถึงขนาดว่ามี CD เพลงประกอบเกมทำออกมาโดยเฉพาะเลย ของไทยเองก็ได้ศิลปินระดับแนวหน้ามาร้องเวอร์ชันไทยและวางจำหน่ายโดยแกรมมี่ เห็นไหมว่าเขาเล่นใหญ่จริงๆ แต่เสียดายที่สุดท้ายเปิดได้เพียง 12 ปีก็ต้องปิดตัวไป แต่!!!! ในที่สุด A3 ก็เกิดใหม่อีกครั้งบนมือถือ ดำเนินการโดยค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Netmarble ในชื่อ A3: Still Alive ซึ่งได้เปิดบริการในประเทศเกาหลีไปเมื่อเดือนมีนาคม และเปิดเซิฟ Global ในเดือนพฤศจิกายนนี้เอง ลงมือถือแล้วเวิร์คไหม? หลายคนอาจจะลุ้นว่า เกมดีๆ บนคอมเอามาลงมือถือแล้วจะต้องโดนดรอปนู่นนี่นั่น ไม่ก็อะไรสักอย่างแน่ๆ เลย แต่สำหรับเกม A3 นี้ ด้วยความที่เป็น Data เกมที่ค่อนข้างเก่า การ Develop ลงมือถือด้วย Unreal 4 จึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เอาจริงๆ ส่วนตัวเราว่า ภาพดีกว่าสมัย PC เสียอีก ทั้งลายเส้นและการเคลื่อนไหวดู Smooth ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉากในเกมก็ยังคงรักษาความสมบูรณ์ของภาพสามมิติไว้ได้อย่างครบถ้วน จะเสียดายก็แต่ ปรับมุมกล้อง ไม่ได้นี่แหละ เลยทำให้ดื่มด่ำกับตัวเกมไม่ค่อยเต็มที่เลย ในส่วนของเสียงเองก็ยังทำดีไม่มีตก บางครั้งเปิดจอทิ้งไว้แล้วได้ยินเสียงฟ้าผ่าในเกมยังตกใจนึกว่าฝนตกจริงเลย สมจริงมากๆ และที่น่าจะถูกใจหลายคนก็คือ เสียงพากษ์ ที่สามารถปรับเลือกแบบภาษาอังกฤษหรืออยากได้เสียงแบบอนิเมะก็เลือกภาษาญี่ปุ่นได้ ที่น่าตกใจกว่าคือ ระหว่างคอมโบสกิล เสียงเอฟเฟคสามารถแสดงผลได้ดีไม่มีตกเลยแม้จะโจมตีแบบถี่ยิบก็ตาม รับรองว่าอรรถรสมาเต็มจ้า อ้อ~ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเกมนี้จะยก PC มาลงมือถือเฉยๆ นะ เพราะไหนๆ ก็เกิดใหม่ทั้งที ก็ต้องมีของใหม่ให้ตื่นเต้นใช่ไหม? และเกม A3 เขาก็เคลมตัวเองว่าเป็นเกม MMORPG แนวใหม่ ที่ผสมระบบ Battle Royale เข้ามาด้วย เอ๊ะ! แล้วมันจะไปด้วยกันรอดหรือเนี่ย? ถ้าอย่างนั้นเรามาทำความรู้จักกับเกมนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า   ==========================================   MMORPG ในระบบนี้ หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเกมแนวนี้ทั้งเกมใหม่และเกมที่ Remaster จาก PC ลงมือถือในปัจจุบันมีหลากหลายมาก และสำหรับ A3: STILL ALIVE ก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นเกมสวมบทบาทที่มีครบรสจริงๆ เริ่มต้นเนื้อเรื่องมาก็เข้มข้นไม่แพ้ใน PC เลย (แนะนำว่าอย่ากดข้ามอินโทรเกมเลยนะ ดูเพลินแถมทำให้อินกับเกมมาก) เราจะถูกส่งมาในอดีตด้วยพลังของเรเดียนหลังการออกสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเริ่มต้นเตรียมตัวรับมือกับการรุกรานแห่งเงามืดใหม่อีกครั้ง โดยตัวเกมก็จะให้เราเริ่มเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ ภายในเกม รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยเสริมความแกร่งให้เราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฟาร์มของ อัพเกรดอุปกรณ์ ปลดล็อคสกิล ระบบกิลด์ ไปจนถึงคู่หูอย่างโซลลิงเกอร์ ที่จะทำให้การผจญภัยของเราสนุกยิ่งขึ้น! ถ้าใครเข้ามาใน A3 เพราะเป็นเกม MMORPG ล่ะก็ การเดินเควสสตอรี่ในเกมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะระบบส่วนใหญ่จะมาตามเควสหลัก ซึ่งในช่วงที่เราลองเล่นแรกๆ ด้วยความที่เบื่อรอตีมอน คุย NPC และถึงจะออโต้เควสแต่ก็ต้องกด "ตกลง" เองนะจ๊ะ เราก็เลยดองเควสรัวๆ ทุกครั้งที่เข้าหน้าต่างเมนูก็.. เอ๊ะ!... ทำไมมันติดดำ (ล็อคระบบ) หมดเลยหว่า? จนมีเวลามาเดินเควสต่อ เท่านั้นแหละ อ้าว! ตีบวกได้แล้ว ล่าบอสได้แล้ว อ้าว!? นึกว่าปลดล็อคตามเลเวลอย่างเดียว ฮ่าๆๆ ติ๊งต๊องมาก เรียกได้ว่า พอเควสต่อแล้วก็มีอะไรให้ทำเยอะจนบางอันก็จำไม่ได้ว่า.. เอ่อ... อันนี้ต้องทำยังไงหยอ? กล้าพูดเลยว่าถ้ามีเวลาให้เกมนี้นะ เราจะมีอะไรให้ทำจนลืมเวลาเลย ต่อให้ออกเกมไปกลับมาก็มีของแจกไม่ต้องกลัวว่าจะเล่นลำบากเลย แล้วในช่วงเปิดเกมนี้ ขอกระซิบบอกเลยว่าทางเกมใจป้ำแจกแหลกจริง แค่เข้าเกมทุกวันก็ได้รับของทีละหลายสิบอย่าง สามารถนำไปอัปเกรดอุปกรณ์ โซลลิงเกอร์ ฯลฯ ได้ทันที สายฟรีอยู่ได้สบาย หายห่วงจ้า     Battle Royale สำหรับใครที่เป็นสายชอบการต่อสู้ ไม่อยากเสียเวลารอเควสสตอรี่เพื่อให้เก่งขึ้น และชอบการแข่งขันแบบเท่าเทียม แนะนำให้กดที่ไอคอนขวามือได้เลย! ในโหมด Battle Royale คือศึกชิงความเป็นที่ 1 จากผู้เล่น 30 คน ด้วยการมีชีวิตรอดเป็นคนสุดท้ายให้ได้ ซึ่งวิธีการเล่นแบบเจาะลึก เราจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดยิบในบทความหน้านะจ๊ะ ในโหมด Battle Royale เราสามารถเริ่มเล่นได้ทันทีหลังจบโหมดฝึกฝนในต้นเกม และจะบอกว่าการเล่นโหมดนี้จะช่วยเพิ่มเลเวลให้เราได้ด้วย! ดีเลยใช่ไหมล่ะ และทุกครั้งที่ทำผลงานได้ จะได้ทั้งรางวัลภารกิจประจำวัน แบทเทิลมิชชั่นและยังมีรางวัลใหญ่จาก Battle Pass ด้วย ยิ่งเล่นมาก ยิ่งมีสิทธิ์ได้ของมาก ไม่ต้องเหนื่อยฟาร์มเลย และในแต่ละซีซั่น จะมีการจัดอันดับและมีรางวัลคอสตูม ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษทำให้ความสามารถของเราโดดเด่นขึ้นมาด้วย แรร์สุดๆ เลยนะ~ พอมี Battle Royale เข้ามาด้วย เกมนี้เลยกลายเป็น Perfect Combination ของเกมหลากหลายแนว ทั้ง RPG, Moba, RTS, Action คือถ้าเทียบกับการ PVP นั้นเราต้องเตรียมฟาร์มเลเวลฟาร์มของให้เต็มที่จนมั่นใจว่ามีพลังมากพอ ที่เหลือคือฝึกสเต็ปแล้วบุกทะลวงได้ แต่ช้าก่อน...! เมื่อเป็นการประลอง Battle Royale ทุกคนจะเริ่มที่ 0 เหมือนกัน เราต้องฟาร์มให้ตัวเองเก่งพอภายในเวลาที่จำกัด ต้องคอยสังเกตทั้งแผนที่และสภาพแวดล้อมรอบตัวตลอดเวลา ต้องมีแผนสำรอง และถ้ามอนเตอร์แถวนั้นไม่มีให้ฟาร์ม แถมบังเอิญเจอคนอีก ก็ปล่อยจอรอออกห้องเถอะ~ เรียกได้ว่าการวางแผนก็ต้องใช้ ดวงก็ต้องมา เราเคยเข้าไปเซคเตอร์ในๆ แล้วซวยโดนรุม คือหล่อน!! ตรงนั้นก็มีกันตั้งหลายคน ทำไมต้องพร้อมใจกันมาตีฉันคนเดียวไม่ทราบ! ก็นั่นแหละค่ะ หัวร้อนเฉยเลย ฮ่าๆ แต่แก้เบื่อได้ดีเลยค่ะ ถ้าวันไหนไม่มีเวลาเล่นก็จะขอแวะไปวิ่งเล่นในโหมดนี้หลังรับของกิจกรรมประจำวันสักหน่อย จนกลายเป็น 1 ในมิชชั่นประจำวันสำหรับเกมนี้ไปซะแล้ว >.<   ==========================================   ถึงจะมี Battle Royale แบบนี้แล้ว ระบบ PK ที่เป็นจุดขายแต่ดั้งเดิมของแฟรนไชน์ A3 ก็ยังคงมีอยู่ รวมถึงสงครามกิลด์ และสงครามระหว่างเซิฟ ก็ยังมีให้ตะลุมบอนกันอยู่นะ ด้วยรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย ตอบสนองทุกสไตล์การเล่นของเกมมือถือ จึงไม่น่าแปลกใจที่เกมนี้จะสามารถครองใจผู้เล่นทั่วเกาหลีได้ และสำหรับคนไทยเองก็ชอบทุกสไตล์ที่มีในเกมนี้อยู่แล้วด้วย ใครที่ไม่เคยเล่นแบบใดแบบหนึ่งก็สามารถทดลองเล่นได้เลยนะ ระบบเข้าใจง่ายแป๊บเดียวก็เก่งแล้วล่ะ  
23 Nov 2020
COD: Black Ops Cold War เมื่อสิงที่เชื่อมาตลอด ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องโกหก!
วางจำหน่ายแล้วกับเกม Call of Duty: Black Ops Cold War การกลับมาครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการสานต่อเนื้อเรื่องจากตัวเกมต้นฉบับภาคแรกในยุคสงครามเย็น ปี 1947 - 1991 ซึ่งหลังจากที่ผมได้มีโอกาสเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมนี้จนจบแล้ว ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งภาคที่ทำออกมาได้ดีจริงๆ โดยหนึ่งในจุดที่น่าจะถูกใจแฟนๆ ซีรีส์นี้มากเห็นจะเป็นเรื่องที่เราจะได้พบกับ Woods และ Mason ตัวละครประจำภาค Black Ops อีกครั้งครับ! เอาจริงๆ ตัวผมเองแทบไม่ได้เล่น Call of Duty: Black Ops เลยตั้งแต่ภาค 3 เป็นต้นมา (เนื่องจากไปติดเกมอื่นๆ อยู่) การกลับมาเล่นครั้งนี้ต้องยอมรับว่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งความประทับใจโดยรวมยังคงไปในทิศทางบวก และวันนี้จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง ว่าจะได้พบกับอะไรบ้างหากซื้อเกมนี้มาเล่น แอบบอกก่อนเลยว่าผมประทับใจโหมดเนื้อเรื่องภาคนี้มากๆ ครับ ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เรื่องราวในภาคนี้จะเริ่มต้นหลังเหตุการณ์ใน Call of Duty Black Ops ภาคแรก เมื่ออเมริกาจะรู้ถึงการกลับมาของ Perseus สายลับระดับตำนานของโซเวียต ที่ไม่ว่าปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ สถานการณ์ของสงครามเย็นเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเลวร้ายต่อสหรัฐทุกครั้ง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจึงได้ให้ Adler เจ้าหน้าที่ CIA มือฉมังจัดตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อไล่ล่า Perseus โดยเฉพาะ และผู้เล่นจะได้รับบทเป็น "Bell" หนึ่งในสมาชิกของทีมเฉพาะกิจนี้ครับ ถ้าหากให้จำกัดความง่ายๆ เกี่ยวกับภารกิจที่ทีมเฉพาะกิจนี้ทำ คงต้องบอกว่าเป็นภารกิจแบบโคตรผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นภารกิจประมาณ 50% ของเนื้อเรื่องหลักจะเป็นการเล่นแบบลอบเร้น มากกว่าบุกเข้าไปยิงแบบบู๊แหลก ซึ่งให้อารมณ์ออกไปทางสายลับมากกว่าหน่วยพิเศษในภาค Modern Warfare และสนุกไปอีกแบบครับ หนึ่งในจุดที่ชอบมากๆ คือการที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะให้ "Bell" มีภูมิหลัง กับความสามารถพิเศษ รวมถึงชื่อจริงๆ อะไร กล่าวคือ "Bell" เป็นตัวละครที่ผู้เล่นต้องสร้างขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลกับเนื้อเรื่องด้วย แต่ด้วยความที่เป็นตัวละครสร้างขึ้นมาเอง มันจึงทำให้ "Bell" ไม่มีเสียงพากย์เป็นของตัวเอง บางครั้งเวลาโต้ตอบกับ NPC อื่นๆ ก็ทำให้รู้สึกขาดอรรถรสไปพอสมควรเลยเช่นกัน ส่วนตัวคิดว่าเป็นจุดที่ทำให้โดยหักคะแนนไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ อีกหนึ่งจุดที่ส่วนตัวคิดว่าทำออกมาได้ดีขึ้น คือการเล่าเนื้อเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าภาคก่อนๆ ทั้งในเรื่องของจังหวะภาพ และภาษาที่ใช้ ทำให้ผู้เล่นที่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมากมาย ก็สามารถทำความเข้าใจเนื้อเรื่องของเกมได้ง่ายๆ โดยไม่ได้ทิ้งความซับซ้อน กับจุดหักมุมตามสไตล์ลายเซ็นของ Black Ops ไปเลย ต้องขอชมเลยว่า Activision ออกแบบโหมด รวมถึงเขียนเนื้อเรื่องของเกมนี้มาได้ดีจริงครับ ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ได้ชื่อว่าเป็นเกมเจเนอเรชันใหม่แล้ว เรื่องของกราฟิกคิดว่าคงไม่ต้องพูดเยอะถ้าแบบสั้นเลยคือ "สวยงามเป็นอย่างมาก" ครับ ยิ่งถ้าเปิด Ray Tracing เวลาเห็นเงาที่สะท้อนผ่านน้ำ หรือพบกับที่แสงกระทบกับเหล็กบนตัวปืนแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่า "นี้แหละเกมเจนใหม่" และที่น่าสนใจคือ เกมนี้ไม่ได้กินสเปคมากมายอะไรเลยบน PC ครับ ด้วยสเปคเครื่องที่ไม่สูงอะไรมากมายการจะเล่นให้ได้ 60 FPS ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าหากต้องการภาพสุกจัดเต็มด้วย FPS ที่สูงกว่า 144 อันนี้ก็อาจจะต้องมีการ์ดจอที่ดีระดับหนึ่งครับ ทางด้านการนำเสนอ ในส่วนของโหมดเนื้อเรื่องผมคิดว่าผู้พัฒนาสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกกดดัน เวลาทำภารกิจต่างๆ ได้ดีในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะภาพ, จังหวะของเนื้อเรื่อง, ดนตรี, สภาพแวดล้อมของสถานที่, มูส และโทน ทุกอย่างล้วนถูกคิดมาอย่างดีแล้วว่าจะสร้างอรรถรสให้กับผู้เล่นได้ จุดนี้ต้องขอชมเชยเลยจริงๆ ครับ ที่นี้มาพูดถึงเรื่องการนำเสนอทางฝั่งของเกมเพลย์บ้าง ภาคนี้จะแตกต่างจาก Call of Duty Modern Warfare ที่วางขายในช่วงปีที่แล้ว เรื่องของความสมจริงที่มีมากกว่าครับ สามารถสังเกตในตอนที่เล่นเลยยกตัวอย่างเช่น การขว้างระเบิดในภาคนี้ตัวละครเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการขวาง ซึ่งมือขวาจะยังจับปืนแล้วเล็งข้างหน้าอยู่ (ใช้ปากดึกสลักระเบิดแทนที่จะเป็นมืออีกข้าง) อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่เวลาเรากด Reload ในขณะที่กำลังเข้า Scope ของปืนอยู่ ตัวละครของเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการ Relode ซึ่งในขณะนี้ตัวละครของเราจะไม่ทำการเอาหน้าออกจาก Scope ของปืนเลย นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทหารในโลกความจริงน่าจะทำกันครับ องค์ประกอบเหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่าทีมพัฒนาได้ใส่ใจในรายละเอียดของการรบจริงอย่างเต็มที่ และมันทำให้ผู้เล่นอย่างเรารู้สึกอินไปกับเกมมากขึ้นไปด้วยครับ ◊ เกมเพลย์ ◊ ** เนื่องจาก COD ภาคนี้มีโหมดให้เราเล่นแบ่งออกเป็น 3 โหมดหลักๆ คือ Campagin, Multiplayer และ Zombie ซึ่งแตกต่างกันมากๆ ผมจึงจะขอรีวิวในหัวข้อนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย้อยครับ ** Campagin ผมได้กล่าวไปข้างต้นเล็กน้อยแล้วว่าเนื้อเรื่องของภาคนี้จะให้ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังเล่นเป็นสายลับมากกว่าทหารหน่วยพิเศษเหมือนตอนภาค Modern Warfare ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า "เกมบังคับให้เราต้องเล่นแบบลอบเร้น" เอาตรงๆ คือมันก็ไม่ขนาดนั้นครับ ส่วนใหญ่ก็สามารถเล่นแบบบู๊แหลกตามสไตล์ COD ได้ จะมีแค่ 2 ภารกิจเท่านั้นที่บังคับให้เราเล่นแบบลอบเร้นจริงๆ ซึ่งทั้ง 2 ก็ไม่ได้ยากอะไรมากมาย ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ถนัดลอบเร้นแล้วกลัวว่าจะเล่นไม่ผ่านก็ไม่ต้องกังวลไปครับ ผู้พัฒนาได้เคยกล่าวว่า "โหมดเนื้อเรื่องหลักของเกมนี้ จะมีการนำระบบ Butterfly Effect มาใช้ด้วย" ดังนั้นการเลือกตอบบทสนทนาต่างๆ ส่วนใหญ่จึงส่งผลถึงเนื้อเรื่องด้วย โดยส่วนตัวแล้วผมชอบระบบนี้มากๆ เพราะมันทำให้อยากรู้ว่า เนื้อเรื่องหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปเรื่อยๆ ครับ อีกหนึ่งจุดขายของโหมดนี้เลยคือ Side Quest ครับ เหตุผลที่ทำให้เควสรองเกมนี้น่าสนใจ เพราะว่าเราจำเป็นต้องถอดรหัส หรือระบุตัวคนร้ายเองในภารกิจต่างๆ โดยข้อมูลที่ช่วยในการถอดรหัสเหล่านี้ ก็จะอยู่ใน Objective เสริมที่เรา พบในภารกิจหลักของเกมนั่นแหละ มันเหมือนกับว่าเรากำลังเป็นหน่วยข่าวกรองลับจริงๆ กำลังถอดรหัสจริงๆ ซึ่งช่วยเสริมอรรถรสได้เป็นอย่างดีเลยจริงครับ! สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกกับคอนเทนต์ที่จำเป็นต้องใช้หัวเยอะๆ แบบนี้ และกลัวว่าการไม่เล่นจะส่งผลถึงเนื้อเรื่องหลักด้วยก็ไม่ต้องกลัวไปครับ เพราะเควสรองของเกมนี้ไม่ได้มีผลกับฉากจบของเกมเลย เพียงแต่จะถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยหลังจากเล่นเนื้อเรื่องหลักจบแล้วเท่านั้น ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับว่าออกแบบเกมมาดีมากๆ ครับ Multiplayer โดยรวมระบบเกมเพลย์ของภาคนี้จะแทบไม่ต่างจากภาคก่อนเท่าไหร่ครับ ได้ชื่อว่าเป็น Call of Duty แล้วภาคนี้ก็ยังคงเป็นเกมที่มีจังหวะดวลปืนที่เร็วมากๆ เหมือนเดิม, ยังคงมีจังหวะวิ่งที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก, ยังสามารถวิ่งสไลด์ยิงได้เหมือนเดิม คือถ้าเกิดเคยเล่นเกม COD ภาคก่อนๆ มา ก็ไม่น่าจะต้องปรับตัวมากนักในภาคนี้ครับ ในส่วนของระบบ Loadout ภาคนี้จะใช้ระบบแบบเดียวกับ Call of Duty Modern Warfare คือมี ปืนหลัก, ปืนรอง, Perk สามช่อง, Lethal และ Tactical แต่มีอุปกรณ์ให้เลือกใช้เพิ่มมา 2 ช่องครับ อันแรกเป็นอุปกรณ์พิเศษที่จะมี Cooldown อยู่ที่ 90 - 300 วินาที แล้วแต่ความเก่งของอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นเช่น กับระเบิด, อุปกรณ์ต่อต้านระเบิดมือ หรือป้อมปืนขนาดเล็ก ส่วนอีกหนึ่งช่องที่ถูกเพิ่มเขามาคือ ช่องความสามารถพิเศษ ที่จะให้ผลแตกต่างกันไป โดยจะทำงานคล้ายๆ กับ Perk เช่นสามารถพกระเบิดได้ 2 ลูก หรือพกอาวุธหลักได้ 2 ชิ้นเป็นต้น โหมดทั้งหมดที่สามารถเล่นได้ในตอนนี้ จะมีทั้งหมด 10 แบบด้วยกันคือ Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All, Search and Destroy, VIP Escort, Combined Arms และ Dirty Bomb Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All จะเป็นโหมดที่มี Objective ง่ายๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน สามารถวิ่งเข้าไปบู๊แหลกแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมายนักได้ โหมดในกลุ่มนี้จะเล่นได้สูงสุดแบบ 6 Vs 6 และตายเกิดได้เรื่อยๆ เกมเพลย์โดยรวมในทั้ง 5 โหมดนี้จะเน้นความมันเอาไว้ก่อน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือโหมดที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อครับ ส่วน Combined Arms กับ Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่ตาย และเกิดได้เรื่อยๆ เช่นกัน แต่จะมีจำนวนผู้เล่นสูงสุดมากกว่า 20 คน โดย Combined Arms จะเป็นโหมดที่แบ่งคนออกเป็น 2 ทีมแบบ 12 Vs 12 ซึ่งมี Objective ชนะเป็นยึดจุด ซึ่งเกมเพลย์จะมั่วกว่า 5 โหมดแรกมากๆ แต่ก็มันกว่าเช่นกัน ต่อมา Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่แบ่งผู้เล่นออกเป็น 10 ทีม แต่ละทีมจะมีสมาชิก 4 คน แผ่นที่ในโหมดนี้จะมีขนาดใหญ่ ทั้งยังใช้เวลาเล่นค่อนข้างนานมาก และมีเกมเพลย์ใกล้เคียงกับเกม Battle Royale แต่สามารถเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ วิธีชนะในโหมดนี้คือเป็นกลุ่มที่มีแต้มสูงที่สุด โดยแต้มสามารถหาได้จากการทำ Objective ในด่าน ซึ่งจุดที่ทำ Objective ได้จะมีเพียง 5 จุดเท่านั้นในด้าน ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ได้ปะทะกับผู้เล่นทีมอื่นอย่างแน่นอนครับ สุดท้าย Search and Destroy กับ VIP Escort อาจถือว่าเป็นอะไรที่จริงจังมากสุดใน 10 แบบครับ โดยอันแรกก็คือโหมดวางระเบิดที่ทุกคนรู้จักกันดี ส่วนอีกอันจะมีความคล้ายกัน คือ ตายแล้วไม่สามารถเกิดได้ ฝั่งหนึ่งต้องป้องกัน ส่วนอีกฝั่งต้องบุก แต่ต่างกันตรงที่ทีมบุกไม่ได้มีเป้าหมายเป็นการวางระเบิด หากแต่เป็นการนำผู้เล่นที่ถูกเลือกไปยังตำแหน่งเป้าหมายอย่างปลอดภัยครับ ดังนั้นถ้าหากว่าฝั่งป้องกันสามารถฆ่า VIP ได้ เกมก็จะจบลงเลยเช่นกัน Zombie อาจเรียกได้ว่าเป็นโหมดที่อยู่คู่กับ Black Ops อย่างแท้จริง (เนื่องจากมีให้เล่นทุกครั้งที่ออกภาคใหม่เลย) ซึ่งความสนุกของโหมดนี้ก็คือการที่เราจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เกมเพลย์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Run and Gun เพราะจำเป็นต้องวิ่งหลบเหล่าผีดิบจำนวนมากพร้อมๆ กับยิงฆ่าพวกมันไปด้วย ในภาคนี้วิธีการเล่นจะยังคงเหมือนกับภาคก่อน คือเหล่าผีดิบจะทยอยบุกมาเรื่อยๆ เป็นระลอก และจะเยอะขึ้น เก่งขึ้น ตามรอบที่ผ่านไป ผู้เล่นจะสามารถดรอปเงินได้จากเหล่าผีดิบที่ยิงตาย โดยเงินเหล่านี้จะใช้ในการเปิดประตู, ซื้อกระสุน กับชุดเกราะช่วยเพื่อช่วยเอาตัวรอดได้ ซึ่งยังสามารถดรอปกระสุน กับอุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ อย่างระเบิด กับ C4 ได้ จุดที่แตกต่างกันเลยจริงๆ จะมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการเคลื่อนไหวของตัวละคร และผีดิบที่ทำออกมาได้ดีกว่าภาคก่อนหน้านี้ (เนื่องจาก Optimize มาดีขึ้น รวมถึงมี ภาพ / กราฟิก ที่สวยงามสมจริงมากขึ้น) ซึ่งมันทำให้จังหวะเกมเพลย์ของภาคนี้สนุกกว่าที่ผ่านๆ มา เนื่องจากรวดเร็วลื่นไหลกว่าครับ อีกเรื่องคือการที่เราไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกจนครบ 4 คนก่อนถึงจะเล่นได้ สำหรับใครที่อยากเล่นโหมดนี้แบบคนเดียว ผู้พัฒนาได้สร้างโหมด Solo โดยเฉพาะมาให้ด้วยนั้นเอง สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ คือโหมดนี้ยังคงความสนุกแบบเดียวกับภาคก่อนๆ ไว้ได้เหมือนเดิมโดยภาพ / กราฟิก ที่สวยงามขึ้นเป็นตัวช่วยเสริมความสนุก และความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดีครับ ◊ สรุป ◊ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี้คือ Call of Duty Black Ops ที่ยอดเยี่ยมมากที่สุด เท่าที่ Activision เคยสร้างมาเลย โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น, Optimize มาให้เล่นได้บน PC สเปคที่หลากหลาย, กราฟิกสวยงามสมกับเป็นเกมเจนใหม่ ทั้งยังมีการคำนึงถึงการเคลื่อนไหวที่สมจริงเวลาออกรบของเหล่าทหาร ถ้าจะเป็นจุดที่น่าเสียดายคงเป็นการที่ภาคนี้ไม่มีระบบอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือเรียกได้ว่าใหม่ในเกมแนว FPS เลย เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดที่ผมกล่าวมา คิดว่า Call of Duty Black Ops Cold War ควรได้คะแนนสูงถึงระดับ 9 เต็ม 10 เลย มันคงจะเป็นเรื่องดีถ้าหาก Activision จะยังคงรักษามาตรฐานที่ดีเช่นนี้ได้เรื่อยๆ ต่อไป และหวังว่า COD ภาคต่อไปที่เราจะได้เล่นในปีอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ชวนให้พูดคำว่า "Oh My God" ได้สักทีครับ! [penci_review id="72848"]
20 Nov 2020
รีวิว The Sims™ 4 Snowy Escape ผจญภัยในเมืองอันหนาวเหน็บด้วยธีมความเป็นญี่ปุ่น
พึ่งออก Expansion ตัวใหม่ออกมาสดๆ ร้อนๆ สำหรับ The Sims™ 4  กับตัวเสริมที่จะพาให้คุณไปตะลุยหิมะสุดหนาวเหน็บอย่าง Snowy Escape ที่มาพร้อมกับเมืองใหม่อย่าง Mt. Komorebi เมืองที่ผู้พัฒนาได้รับแรงบรรดาลใจมาจากแหล่งท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย พร้อมกับกิจกรรมอันสนุกสนานมากมายตั้งแต่กิจกรรมในสถานที่อันหนาวเหน็บไปจนถึงการพบปะกับซิมคนอื่นๆ ในการแช่น้ำพุร้อนเป็นต้น โดยในวันนี้พวกเรา GameFever TH ได้ไปลองเล่นเกมนี้มาแล้วและจะรีวิวถึงความรู้สึกว่าตัว Expansion ใหม่อันนี้อย่าง Snowy Escape จะน่าซื้อมาเล่นหรือไม่ ? Mt. Komorebi เมืองที่แบ่งเนื้อที่เป็น 3 โซนที่แตกต่าง อย่างที่ทราบว่า Mt. Komorebi เป็นเมืองที่จำลองมาจากเมืองในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้งหมดภายในเมืองจะมีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นสมัยใหม่อยู่เต็มเปี่ยม และที่สำคัญคือภายในเมืองยังแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ที่จะให้กลิ่นอายที่แตกต่างกันออกไป โซนแรกก็คือ Wakaba ซึ่งถ้าให้เปรียบว่า Mt. Komorebi  คือต่างจังหวัดของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่ก็เหมือนเป็นแหล่งชุมชนที่จะมีบ้านเรือนมากมาย แม่น้ำล้อมรอบมีสถานที่รถไฟสวนสาธารณะ เปรียบดั่งใจกลางเมืองก็ว่าได้ โซนที่สองคือ Senbamachi ที่จะเป็นโซนที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ที่สวยงามพร้อมกับสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณอย่างวัดญี่ปุ่น ที่จะให้ความรู้สึกสงบนิ่งจิตแจ่มใส โซนสุดท้ายคือ Yukimatsu ซึ่งจะเป็นโซนที่เป็นไฮไลท์ของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ กับโซนท่องเที่ยวบนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และจะมีกิจกรรมท้าทายให้เราได้ทำมากมาย การตกแต่งบ้านเรือน ใครที่อยากแต่งบ้านเรือนให้มีกลิ่นอายความเป็นบ้านญี่ปุ่น Expansion ตัวนี้ค่อนข้างตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวเลือกในการตกแต่งบ้านหรือุปกรณ์ของใช้นั้นจะมีลวดลายความเป็นบ้านเรือนญี่ปุ่นยุคคลาสสิคที่มีกลิ่นอายของความสงบเข้าไปในนั้นอีกอย่างเช่นโต๊ะ เตียง ชั้นวางของที่ทำมาจากไม้ หรือโต๊ะโคเท็ตสึก็ยังมี ใครที่มีไอเดียในการแต่งบ้านธีมญี่ปุ่นโบราณท่านน่าจะชอบใน Expansion ตัวนี้ครับ กิจกรรม อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Mt. Komorebi เปรียบดั่งมันเป็นเมืองท่องเที่ยวญี่ปุ่น และไฮไลต์ที่สำคัญของเมืองนี้ก็คือการเล่นสกีน้ำแข็งลงมาจากผู้เขาซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่คุณนั้นไปเช่าห้องพักซักที่หนึ่ง ใกล้ๆ สถานที่พักจะมีแหล่งเที่ยวสกีให้ท่านได้ลองเข้าไปใช้บริการ (แต่ท่านต้องซื้อสกีเป็นของตัวเองก่อนนะ) ซึ่งการเล่นสกีก็เริ่มตั่งแต่การเล่นโซนที่อันตรายน้อยๆ ก่อน และถ้าเล่นไปเรื่อยๆ สกิลความสามารถของคุณก็จะเพิ่มขึ้น และจะสามารถไปเล่นในโซนที่ท้าทายมากขึ้นได้ พร้อมกับกิจกรรมอื่นๆ ที่มีว่าเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้อย่างเช่นการเข้าไปแช่ในบ่อน้ำพุร้อนออนเซ็น และได้พบเจอพูดคุยกับเหล่าซิมใหม่ๆ ได้ (ที่ตลกคือสามารถวู้ฮูกันในบ่อน้ำพุร้อนได้เฉยเลย 5555) หรือจะเป็นบาร์ญี่ปุ่นสไตล์ Izakaya ก็ยังมีเช่นกัน สรุป โดยรวมแล้ว The Sims™ 4 Snowy Escape ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่จะมาเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับซิมของคุณได้อย่างดี ถ้าคุณชอบกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นโบราณที่ผสมความสงบของป่าไม้ วัดวาของญี่ปุ่น หรือชอบความเป็นหิมะ ความโลดโผนที่เหมาะกับช่วงหน้าหนาวของปีนี้ Expansion ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็อาจจะพอมีข้อติอยู่บ้างในเรื่องของกิจกรรมข้างใน Snowy Escape เองถึงแม้ว่ามันจะมีอะไรใหม่ๆ อยู่ แต่มันก็ไม่ได้มีคอนเทนต์ที่เยอะมากเท่าไรนัก ใช้เวลาเล่นเวลาสำรวจซักพักก็ค่อนข้างเบื่อแล้ว ใครที่มีคอนเทนต์ Expansion อื่นๆ อยู่บ้างแล้ว Snowy Escape จะเป็นสิ่งที่จะมาเติมเต็มความสนุกกับซิมส์ของท่านได้อย่างดีเยี่ยม แต่ถ้าใครคิดจะซื้อ Expansion นี้เป็นอันแรก ส่วนตัวคิดว่ารอมันลดราคา หรือหันไปซื้อ Expansion อื่นๆ ที่มีความน่าสนใจกว่าดีจะดีกว่า
20 Nov 2020
รีวิว Godfall ศึกนักรบแห่งทวยเทพเกมเน็กซ์เจนที่ชูโรงโชคประสิทธิภาพเครื่อง PS5
ถ้าให้พูดถึงเกม “Godfall” มันคืออีกหนึ่งเกมน้ำดีที่วางจำหน่ายพร้อมกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 เพื่อโปรโมทให้เกมเมอร์เห็นประสิทธิภาพของเครื่องเกมรุ่นนี้ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง! แต่ด้วยความที่ตอนนี้เครื่องเกม PlayStation 5 ยังไม่มีการประกาศวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเรา ผู้ที่จะเล่นเกมนี้ได้ก็คือแพลตฟอร์ม PC นั่นเองค่ะ วันนี้เกวลินก็เลยจะพาเพื่อน ๆ มารู้จักเกมนี้ให้มากยิ่งขึ้น เพราะด้วยราคาเกมที่สูงทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “Godfall เป็นเกมที่คุ้มค่าที่จะซื้อมาเล่นหรือเปล่า!?” เมื่ออ่านบทความรีวิวนี้เพื่อน ๆ น่าจะได้คำตอบไม่มากก็น้อยค่ะ   เนื้อเรื่องที่เหมือนจะดี...แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดซะงั้น! เนื้อเรื่องของเกม Godfall พูดถึงเราผู้เป็นหนึ่งในอัศวินวาลอเรียนกลุ่มสุดท้ายที่มีหน้าที่ในการกอบกู้ดินแดน Aperion ให้รอดพ้นจากการล่มสลาย โดยเราจะต้องสวมชุดเกราะในตำนานที่ภายในเกมเรียกว่า “Valorplate” ซึ่งชุดเกราะนี้จะเปลี่ยนให้นักรบที่มีพลังธรรมดากลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานได้ ซึ่งเราจะต้องไปทำภารกิจเพื่อต่อสู้กับเหล่านักรบที่แข็งแกร่งเพื่อนำความสงบสุขสู่ดินแดนของเราอีกครั้ง! ฟังเนื้อเรื่องปูทางออกมาจริง ๆ คือดีในระดับหนึ่งเลยนะคะ แต่เชื่อไหมว่ามันดันตกม้าตายซะงั้น เพราะการทำภารกิจภายในเกมเราจะได้แค่พูดคุยและสืบหาข้อมูลเพื่อเดินทางไปต่อสถานที่ต่อไปเท่านั้น แถวบอสใหญ่แต่ละฉากที่เราจะต้องต่อกรด้วยเนื้อเรื่องพูดถึงหลังจากจัดการไปน้อยมากจริง ๆ ทั้งที่ช่วงต้นเกมเนื้อเรื่องปูมาซะดิบดีเลยค่ะ ทำให้รู้สึกได้อย่างหนึ่งว่าเรื่องบทเนื้อเรื่องทางทีมผู้พัฒนาเกม Counterplay Games ใส่ใจรายละเอียดน้อยไปนิด อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องยังไม่จบแค่นั้นนะคะ ซึ่งจะมีการเล่าต่อในเนื้อหาเสริม [DLC] ที่จะอัปเดตภายในปีหน้า ก็ได้แต่หวังว่าจะแก้ไขในส่วนเนื้อเรื่องที่ทำให้ดูน่าติดตามมากกว่านี้ก็แล้วกันนะ เกมเพลย์ที่ดุดัน หลากหลาย มีเสน่ห์ และ เป็นจุดแข็งของเกมนี้! ต้องบอกว่าตัวเกม Godfall เกมเพลย์มีความซับซ้อนมาก แต่ต้องอธิบายก่อนว่าคำว่า “ซับซ้อน” ที่เกวลินพูดถึงคือระบบภายในเกมมันเยอะมากจริง ๆ ค่ะ ซึ่งถ้าผู้เล่นใหม่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องอาวุธภายในเกมก่อนค่ะ ปัจจุบันอาวุธภายในเกมจะมีทั้งหมด 5 ชนิดแล้วทุกชนิดก็เป็นประเภทโจมตีในระยะประชิดทั้งหมด ไม่มีอาวุธที่ใช้ในการโจมตีระยะไกล หรือ อาวุธที่ทำให้เราร่ายเวทมนตร์ได้ ซึ่งอาวุธภายในเกมก็จะประกอบไปด้วย ดาบยาว, ดาบใหญ่, ดาบคู่, หอก และ ค้อน รวมไปถึงโล่ที่เราสามารถใช้ในการป้องกันการโจมตีหรือสวนการโจมตีกลับก็ทำได้เหมือนกัน ทั้งนี้ต่อให้อาวุธภายในเกมจะมีเพียงแค่นี้แต่เราก็สามารถพกอาวุธได้ 2 ชนิดในเวลาเดียวกันค่ะ ทั้งนี้เมื่ออยู่ในเกมถ้าเราเก็บไอเทมพวกอาวุธต่าง ๆ เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอาวุธได้ตลอดเวลาอีกด้วย ทำให้ใครที่กังวลเรื่องนี้ตัดไปได้เลยค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมาทำความเข้าใจเพิ่มอีกอย่างก็คือ “อาวุธทุกชิ้นมีธาตุในตัว!” ซึ่งธาตุเหล่านี้จะมีผลต่อมอนสเตอร์ภายในเกม ในช่วงแรก ๆ เรื่องธาตุอาจจะไม่เห็นผลมากนัก แต่ถ้าเราเล่นจนเข้าสู่คอนเทนต์หลัง End Game มันจะเห็นความแตกต่างพอสมควรเวลาไปอัดกับมอนสเตอร์ในระดับสูง ทำให้เกมนี้ผู้เล่นจำเป็นต้องพกอาวุธติดตัวไปหลากหลายธาตุเพื่อเอาไว้ใช้ต่อกรกับมอนสเตอร์ หรือ บอสบางตัวค่ะ แล้วสิ่งที่จะทำให้เกมเพลย์ดูลื่นไหลและเป็นสไตล์ในแบบของผู้เล่นก็คือ “การอัปเกรดสกิล” ทุก ๆ 1 เลเวลเราจะได้แต้มอัปสกิล 1 Point หรือ บางครั้งถ้าไปทำภารกิจก็จะมอบให้ 1 Point หลังทำภารกิจนั้น ๆ สำเร็จ ปัจจุบันสกิลของเกม Godfall มีให้อัปเกรดทั้งหมด 25 ตัว ซึ่งทุก ๆ ตัวจะ Max Level อยู่ที่ระดับ 5 ในแต่ละสกิลการเพิ่มขั้นของสกิลนั้น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมไปถึงอาจจะปลดล็อครูปแบบการโจมตี หรือ ลูกเล่นที่ใช้ในการหลบการโจมตีที่ลื่นไหลมากยิ่งขึ้นค่ะ แล้วตรงนี้เองที่ทำให้เราสามารถผสมผสานเกมเพลย์ในแบบของตัวเองที่ได้จากอาวุธที่เลือกใช้ และ สกิลที่อัปเกรดค่ะ เกมเพลย์ของเกม Godfall ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งของเกมนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ อย่างไรก็ตามมันก็มีจุดที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเกมจะเน้นความดุดันเป็นหลัก ทำให้มันไม่ได้แอ็คชั่นลื่นไหลเหมือนพวกเกม Devil May Cry อะไรพวกนั้นนะคะ เพราะเราไม่สามารถยกเลิกแอนิเมชั่นได้สมบูรณ์แบบ ยิ่งถ้าใช้อาวุธที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะอันนี้เห็นผลชัดเจนเลย แต่มันก็ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าอัปเกรดสกิลในส่วนการเพิ่มท่าทางการหลบหลีกมากน้อยแค่ไหน ความสนุกของเกมนี้เลยอยู่ตรงนี้ละค่ะ มาถึงสุดท้ายแล้วสิ่งที่เป็นจุดเด่นของเกมนี้ก็คือ “Valorplate” ชุดเกราะนักรบแห่งทวยเทพ ซึ่งการออกแบบชุดเกราะเหล่านี้อ้างอิงจากจักรราศีทั้ง 12 โดยผู้เล่นจะสามารถปลดล็อคชุดเกราะพวกนี้ได้จากการรวบรวมไอเทมต่าง ๆ แล้วสร้างทีละชุด ๆ แน่นอนว่าแต่ละชุดล้วนมีท่าพิเศษที่เมื่อกดใช้งานจะทำให้เราได้รับผลจากชุดนั้น ๆ ชั่วระยะหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น  ชุดเกราะ Illumina เมื่อเลือกใช้งานผู้เล่นจะได้คุณสมบัติในการเพิ่มความเสียหายให้กับจุดอ่อนของศัตรู 15% แล้วถ้ากดใช้ท่าพิเศษ [Archon Fury] จะปล่อยคลื่นพลังงานสร้างความเสียหายเล็กน้อย และ เผยให้เห็นจุดอ่อนของศัตรู แล้วเมื่อเราโจมตีใส่ศัตรูบริเวณจุดอ่อนก็จะสร้างความเสียหายเพิ่มเติม 40% และความเสียหายจะเพิ่มขึ้นอีก 40% เมื่อผู้เล่นโจมตีบริเวณจุดอ่อนทุกครั้งที่เราทำให้ศัตรูติดสถานะกระเด็น หรือ Deathblow สำเร็จ เป็นต้น โดยชุดเกราะ “Valorplate” ผู้เล่นจะสามารถปลดล็อคได้ครบทั้ง 12 ชุดเมื่อเล่นจบเนื้อเรื่องหลักแล้วดังนั้นอยู่ที่เราอยากจะเล่นสายไหนก็เลือกชุดเกราะให้เหมาะสมก็เพียงพอแล้วค่ะ  กราฟฟิกที่ทำออกมาดีเยี่ยม! แม้ว่าสเปกเครื่องจะไม่สูงก็ตาม ด้วยความที่ตัวเกม Godfall ทางทีมผู้พัฒนาเกม Counterplay Games ได้เลือกใช้ “Unreal Engine 4” ก็มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อยที่กังวลว่า “คอมพิวเตอร์ของตนเองไม่ได้สเปกสูงจะสามารถรันเกมนี้ได้เต็มประสิทธิภาพไหม!?” ผลจากการทดสอบคอมพิวเตอร์ของเกวลินคือ CPU ใช้ i7-8700K ส่วน Ram 32GB. และ GPU ใช้ NVIDIA GeForce GTX 1660 Super ปรับกราฟฟิกสูงสุดความละเอียด 1080p ได้เฟรมเรตอยู่ที่ 59 - 110fps นั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพึ่งพอใจเลยค่ะ เพราะจากที่คำนวนแล้วสเปกที่ใช้เล่นอยู่ในขั้นแนะนำนั่นเองค่ะ รายละเอียดกราฟฟิก แสง สี ของเกม Godfall ทำออกมาได้ดีไร้ที่ติ แต่ในช่วง Day One ตัวเกมก็มีปัญหาเรื่อง Bug ต่าง ๆ เกี่ยวกับการแสดงผลที่เยอะพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเล่นออนไลน์กับเพื่อนจะพบปัญหาเกี่ยวข้องกับเฟรมเรตที่ลดลงจากตอนเล่นคนเดียวอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้ก็ต้องยอมใจทีมผู้พัฒนาเกมที่มีการออกแพทช์อัปเดตแก้ไขปัญหาเรื่องการแสดงผลกราฟฟิก และ เฟรมเรตผิดพลาดเหล่านี้อยู่ 2 - 3 รอบอย่างไรก็ตาม ส่วนใครที่รอเล่นบนเครื่องเกม PlayStation 5 บอกเลยว่าจากการที่ไปส่องเพื่อนที่เขามีเครื่องก็ตอบกลับมาว่า “กราฟฟิกสวยงาม เฟรมเรตนิ่ง การแสดงผลดีเยี่ยม แต่ก็มี Bug มากวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ” สรุปคือดีงาม! สรุป สรุปแล้วความคุ้มค่าในการซื้อเกม Godfall มาเล่นในช่วงเวลาแบบนี้เกวลินก็ตอบได้คำเดียวว่า “คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอน!” อาจจะเพราะว่าเราไม่ค่อยเห็นเกมทำนองแบบนี้ออกมาให้เราได้เล่นกันมากนัก ตัวเกมมอบความสนุก ตื่นเต้น และ ความท้าทายให้กับผู้เล่นไม่ว่าจะเล่นคนเดียว หรือ เล่นออนไลน์กับเพื่อน ๆ เพราะเมื่อเราเล่นโหมด Hard ความยากที่เพิ่มขึ้น ข้อจำกัดที่ท้าทายผู้เล่นในทีม มันเลยทำให้เราและเพื่อนจะต้องสามัคคีกันไม่งั้นก็ไม่สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ แล้วความคุ้มค่าที่เกวลินมองเห็นก็คือ “คอนเทนต์หลัง End Game” มีอะไรให้เราได้ทำเพียบเลยค่ะ เมื่อเราเล่นจบเนื้อเรื่องก็ยังมีการเก็บเลเวลเพื่อไต่ระดับขึ้นไปจุดสูงสุดคือ Level 50 แต่กว่าจะไต่ไปถึงระดับนั้นได้เราก็จะต้องเผชิญหน้ากับ “Tower of Trials หอคอยแห่งการทดสอบ” สถานที่แห่งนี้จะให้เราต่อกรกับศัตรูที่แข็งแกร่งออกตามหาอาวุธในตำนานที่ซ่อนอยู่เพื่อกลับไปล้างบางบอสที่แข็งแกร่งบนหอคอยแห่งการทดสอบในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งตอนนี้ที่ทำสถิติได้คืออยู่ที่ชั้น 11 เท่านั้นค่ะ หลังจากนี้ลำบากพอตัวเพราะศัตรูที่เยอะขึ้น และ แข็งแกร่งเกินที่จะต่อกรได้ไว รวมไปถึงคอนเทนต์อื่น ๆ ภายในเกมที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดเลื่อนขั้นอาวุธที่ต่อให้เราไม่มีอาวุธในตำนานก็ให้หาอาวุธชิ้นที่ต้องการ จากนั้นก็เลื่อนขั้นไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นระดับสูงสุดได้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้มันก็จะมีการสุ่มออกชั่นของอาวุธก็ขึ้นอยู่กับเพื่อน ๆ ว่าจะได้ออฟชั่นตรงกับอาวุธที่เลื่อนขั้นหรือเปล่า แม้ว่าตัวเกม Godfall ส่วนตัวเกวลินจะมองว่ามันคุ้มค่าเพียงใดก็ตาม จุดบอดของเกมก็มีให้เห็นเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่บทเนื้อเรื่องที่ทำออกมาได้ขั้นแย่พอสมควร ฉากคัตซีนสวย ๆ ที่เราเห็นในตัวอย่างจะมีแค่ช่วงเริ่มต้นเกมเท่านั้นค่ะ ที่เหลือก็จะเป็นฉากคัตซีนที่ทำขึ้นมาผ่าน Unreal Engine 4 แล้วที่หนักที่สุดตัวเกมก็ยังมี Bug ให้เราได้เห็นอยู่เป็นระยะ ๆ อีกด้วย โชคยังดีที่ทีมงานมีการเก็บข้อมูลจากผู้เล่นที่มีการแจ้งปัญหาไปแล้วก็ออกแพทช์แก้ไขยกตัวอย่างแพทช์ Day One ที่มีขนาดไฟล์ 25GB. เรียกว่าครึ่งหนึ่งของไฟล์เกมกันเลยค่ะ แล้วอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้เกมเมอร์หลายคนไม่สบายใจก็คงจะเป็นเรื่องของราคาที่จัดอยู่ในระดับที่ “แพงหูฉีก!” เพราะขนาดแพ็คเกจ Standard Edition ยังราคาประมาณ 1,700 บาท แล้วถ้าจะให้คุ้มค่ายังไงก็ต้องซื้อตัวเกมพร้อมเนื้อหาเสริม [DLC] ที่ราคาจะอยู่ประมาณ 2,260 บาท ด้วยราคาเกมขนาดนี้กับคอนเทนต์ที่บางคนอาจจะมองว่า “มันน้อยไปหน่อย!” ซื้อเกมอื่นอาจจะคุ้มค่ากว่า เกวลินก็มองว่าเห็นด้วยค่ะ เพราะถ้าซื้อมาเล่นคนเดียวมันไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ถ้าซื้อมาเล่นกับเพื่อนรวม ๆ แล้วมันก็ถือว่าเป็นเกมที่น่าเสียเงินซื้อมาเล่นได้อยู่ อีกทั้งตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าทางทีมผู้พัฒนาเกม Counterplay Games จะตัดสินใจให้เกม Godfall สามารถเล่นข้ามแพลตฟอร์ม [Cross-Platform] ระหว่าง PC กับ PlayStation 5 หรือเปล่า!? เพราะถ้าทำได้จริงก็จะช่วยทำให้เกมนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น แล้วยิ่งให้เกมนี้เป็นตัวชูโรงในช่วงแรกของการโปรโมทเครื่องเกม PlayStation 5 ด้วยแล้วถ้าทำระบบนี้มันก็จะตอบโจทย์ผู้เล่นได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ น่าเสียดายที่ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย สุดท้ายใครที่สนใจอยากจะเล่นเกมนี้แพลตฟอร์ม PC สั่งซื้อได้แล้วที่ Epic Games ส่วนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 ก็วางจำหน่ายบน PlayStation Store ได้แล้ววันนี้ค่ะ [penci_review id="72743"]
19 Nov 2020
[รีวิว] Poco X3 NFC เอามาทรมานบนเกม Genshin Impact จะรอดหรือจะร่วง?
หลังจาก Poco X3 NFC ออกสู่วางตลาดไปได้ไม่นาน ก็นับว่าเป็น Smartphone ที่แทบจะตบหลายยี่ห้อกันเลยทีเดียวทั้งสเปคต่อความคุ้มค่าคุ้มราคาและตอบโจทย์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดีสมกับค่าตัวของมัน และคนเขียนเองก็ได้เป็นหนึ่งในเจ้าของเครื่องนี้ด้วยเช่นกัน บทความนี้เราจะไม่ได้มาเน้นรีวิว Smartphone เครื่องนี้เป็นหลักเพราะคงจะทราบถึงสเปคและประสิทธิภาพเครื่องนี้กันมาพอสมควรแล้ว แต่เราจะมารีวิวเฉพาะทางด้วยการนำ Poco X3 NFC เอามาทรมานบนเกม Genshin Impact ที่เป็นเกมแนว Action RPG Openworld เพื่อทดลองว่าโทรศัพท์ยี่ห้อนี้เหมาะหรือคุ้มค่ากับการเอามาเล่นเกม Genshin Impact หรือไม่ เราไปดูกัน ================================================== มาทำความรู้จักสเปคคร่าวๆ และตัวแพคเกจกันก่อน ก่อนที่จะพูดถึงเนื้อเรื่องหลัก ก็ขอเกริ่นเกี่ยวกับตัวแพคเกจและสเปคโดยรวมของมันเสียหน่อย ซึ่งทางเราได้ซื้อตัวรุ่น Ram 6GB / Rom 128GB สีน้ำเงิน หรือตัวบนสุดของ Poco X3 NFC ในราคาเจ็ดพันต้นๆ โดยลักษณะกล่องจะเป็นสีดำด้านตัดกับตัวอักษรสีเหลือง พอเปิดฝากล่องก็จะมีแพคเกจเป็นกล่องสีเหลืองคร่อมอีกชั้นทำให้ตัวแพคเกจดูแข็งแรง ปลอดภัยเรื่องแรงกระแทกอย่างแน่นอน ในตัวแพคเกจที่มีมาให้หลักๆ ก็จะประกอบไปด้วย ตัวโทรศัพท์ Poco X3 NFC หนึ่งเครื่อง เคสพลาสติคใส ตรงมุมจะแข็งกว่าปกติ หัวชาร์จแบบ Fast Charge 33W สาย USB Type-C to Type A หนึ่งเส้น ( สายชาร์จนั้นแหละ ) เข็มถาดจิ้มช่อง SIM คู่มือและใบรับประกันต่างๆ แพคเกจที่แถมมาให้ก็นับว่าเยอะพอสมควร ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปตามมาตรฐาน ส่วนการจับรู้สึกว่ากระชับมือ แต่ทว่าน้ำหนักตัวของมันดูหนักไปนิดหน่อย แต่ไม่ได้มากมายอะไร อาจจะเป็นเพราะตัวแบตเตอร์รี่ที่ให้มาเยอะมากๆ ก็ถือว่าหักล้างขอเสียเรื่องน้ำหนักไปได้ ส่วนในด้านสเปคเครื่องโดยคร่าวๆ ก็มีรายการดังนี้ สเปคข้อมูลสำคัญ (สำหรับการทดลองเล่นเกม Genshin Impact) CPU: Qualcomm Snapdragon 732G แกน 8 หัว 2.3Ghz GPU: Adreno 618 มีซิงค์ระบายความร้อนด้วยเทคโนโลยี LiquidCool Technology 1.0 Plus หน้าจอใหญ่ 6.67 นิ้ว ความละเอียดจอเป็น FHD+ แบบ IPS ค่า Refresh Rate 120Hz Touch Sampling 240Hz Ram ขนาด 6GB แบบ LPDDRX4 ความจุ 64GB/128GB แบบ UFS 2.1 (ทางเราซื้อตัว 128GB มา) แบตเตอรี่ 5160mAh, รองรับการชาร์ตด่วนที่ 33W สเปคข้อมูลส่วนอื่นๆ (ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเล่นเกมแต่เขียนไว้สำหรับผู้สนใจ) รองรับเทคโนโลยี 4G LTE ถาด SIM รองรับ 2 ถาด และรองรับ Micro SD Card สูงสุด 256GB ลำโพงคู่ รองรับ Hi-Res Audio ( ออกตรงลำโพงด้านทายเครื่องและตำแหน่งลำโพงรับสาย ) ช่องหูฟังแบบ 3.5 mm รองรับ USB Type-C รองรับสแกนลายนิ้วมือตรงปุ่ม Power มาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP53 กล้องหลังหลัก 64MP, อัลตร้าไวล์ 13MP, เลนส์มาโคร 2MP, เลนส์ Depth 2MP รวมทั้งหมด 4 ตัว กล้องหน้า 20MP ระบบปฏิบัติการณ์ Android 10 ครอบด้วย MIUI 12 for POCO รองรับเซนเซอร์ต่างๆ 8 อย่าง รองรับ NFC ซึ่งหากพูดด้วยสเปคแล้วขอบอกเลยว่า โห...สเปคจัดเต็มมากกับราคาที่จ่ายไป แต่ก็มีจุดที่แอบกังวลใจบางอย่างนั้นก็คือ เทคโนโลยี ROM ที่ยังคงใช้ UFS 2.1 อยู่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการส่งถ่ายข้อมูลแบบเก่าอยู่ แต่จะขอพูดถึงรายละเอียดส่วนนี้ในหัวข้อต่อๆ ไป และหลังจากนี้จะเป็นการรีวิวเจ้า POCO X3 NFC เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกม Genshin Impact เท่านั้น ================================================== การเปิดเกมครั้งแรกที่ทั้งชอบและไม่ชอบใจ โดยทางนี้จะใช้แอพ Game Turbo ของตัว Poco X3 เพื่อรีดประสิทธิภาพและบูสขุมพลัง CPU ภายในตัวเครื่องให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นนอกเหนือจากนี้ยังสามารถตั้งค่าไม่ให้ใครมารบกวนเช่นปิดการแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงการบล็อคการโทรเข้าชั่วคราวเพื่อไม่ให้ใครหงุดหงิดใจ แต่เราเลือกที่จะไม่บล็อคเพราะอยากรู้ว่าเวลาแจ้งเตือนหรือ Headchat จาก Facebook จะส่งผลต่อเครื่องหรือไม่ และเราจะเริ่มต้นจากแบตเตอรี่ที่ 100% หรือ 5160 mAh เต็ม ส่วนที่ชอบสิ่งแรกที่ได้เจอเลยคือ ตัว Game Turbo สามารถปรับแสงและสีของตัวหน้าจอให้เข้ากับสายตาเพื่อถนอมสายตาของเราหรือปรับให้เหมาะกับสภาพแสงโดยรอบตอนเล่นเกมให้มากที่สุด โดยจะมีโหมดเพิ่มความสว่างโดยจะทำให้ภาพดูสว่างนวลขึ้นไม่แสบตา, ภาพแบบอิ่มสีก็คือจะทำให้ภาพดูสีสดใสมากขึ้น หรือจะปรับภาพให้แสดงผลทั้งสองอย่างด้วยกันซึ่งมันก็จะกินแบตเตอรี่ด้วย...แน่นอนว่าไหนๆ มาทรมานเครื่องแล้วก็ต้องเปิดการแสดงภาพแบบสว่างและอิ่มสีอยู่แล้ว และจุดนี้ก็ถือเป็นจุดที่เป็นข้อติจุดใหญ่ๆ จุดแรกเลยก็คือหลัง Log in เข้าไปแล้วมันโหลดเข้าเกมช้ามากๆ ราวๆ 40 วินาทีถึง 1 นาทีโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับว่าเล่นครั้งล่าสุดเราอยู่ในเมืองหรืออยู่นอกเมือง โดยมันจะคาไว้ที่ไอคอนธาตุน้ำแข็งสักพักใหญ่ๆ กว่าจะเข้าหน้าเกมได้ ซึ่งเหตุผลตรงนี้มีข้อเดียวคือ ตัวอ่านหน่วยความจำภายในเครื่องยังคงใช้ UFS 2.1 ซึ่งเป็นรุ่นเก่า การอ่านเขียนข้อมูลดึงข้อมูลจากในเกมจะทำได้ช้ากว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ที่เริ่มมาใช้ UFS 3.0 ขึ้นไปแล้ว แต่หากเทียบกับราคาแล้วก็ถือว่าพอรับได้ เว้นแต่ว่าเป็นเกมเมอร์สายใจร้อนก็อาจจะนั่งเซ็งกันสักหน่อย กราฟิคเปิดสุดไม่ต้องยั้ง พังหรือไม่เดี๋ยวรู้กัน เมื่อเข้ามาหน้าตั้งค่าการแสดงผลแล้ว ค่าเดิมๆ ของมันถูกปรับให้เป็นคุณภาพต่ำ อันนี้เราจะแสดงกันให้เห็นชัดๆ เลยว่าเราเปลี่ยนมาเปิดสุดจริงๆนะ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงกราฟิคเล็กน้อยในส่วนของหัวข้อ FPS ที่เดิมๆ มันตั้งไว้ 30 FPS เราเปลี่ยนให้มันเป็น 60 FPS แล้วมาดูกันว่าเล่นไป 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่ลดกี่เปอเซ็นต์และเครื่องจะรีดประสิทธิภาพไหวไหม ภาพนี้จะเป็นหลักฐานยืนยันชัดๆ อีกทีว่าเราเริ่มเล่นช่วงแบตเตอรี่ 100% เต็มและจะเล่นต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงเพื่อทำการทดลองโดยมีน้อง Sucrose ที่แสนน่ารักและนุ่มนิ่มมากจะมาเป็นผู้ช่วยในครั้งนี้ แต่ว่าพอหลังตั้งค่าเสร็จ ภาพก็ดีเนียนดูสวยนะ แต่ก็อาจจะยังไม่เนียนไม่สวยเท่ากับโทรศัพท์ระดับสูงๆ เสียเท่าไหร่ หืมมมม....หลังจากนี้จะเป็นการทดลองภาคสนามกันแล้ว ช่วงเวลาการถ่ายทำจะไม่ตรงกันในแต่ละภาพที่จะได้เห็นก็จริงแต่ก็ขอให้รู้ไว้ว่าสถานะการณ์ต่างๆ และผลทดลองที่ได้ยังคงอยู่ภายในหนึ่งชั่วโมงการทดลองจ้า ผลทดสอบการใช้ CPU, GPU และ FPS เขต Monstadt ตอนนี้เราได้ทำการออกเดทกับน้อง Sucrose เพื่อทำการทดลองเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรของ CPU, GPU และค่าเฟรมเรตที่ทำออกมาได้โดยปรับการตั้งค่าให้สูงสุด โดยพาไปเดินเล่นช่วงนอกเมือง Monstadt ก็ได้เห็น CPU ใช้ไปโดยเฉลี่ย 55% แต่ GPU แทบจะวิ่งเต็ม 100% เกือบตลอดเวลา เพราะว่าเราได้ดึงประสิทธิภาพของตัว Snapdragon 732G อย่างเต็มที่ของมันแล้ว ซึ่งโดยรวมค่าเฟรมเรตที่ทำได้จะอยู่ในช่วง 45 ถึง 55 เฟรมเรต ถือว่าเคลื่อนไหวได้ราบเรียบมากๆ จากนั้นก็ได้พาน้อง Sucrose ทำการทดลองด้วยการลงภาคสนามกับเหล่า Slime หินผู้โชคร้ายว่าเวลาต่อสู้เฟรมเรตจะเป็นอย่างไร ผลที่ออกมาก็ตามคาดคือ FPS ร่วงลงมา โดยต่ำสุดอยู่ที่ 30 FPS ไม่ต่ำกว่านั้น มีแกว่งๆ ขึ้นไป 40 FPS บ้าง โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 35 FPS ทีนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศมายังตัวเมือง Monstadt กันบ้างซึ่งหากเราเทเลพอร์ตเข้ามาในเมืองเลย จะแทบกระตุกช่วงพักหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นเพราะระบบการถ่ายโอนข้อมูลยังคงเป็น UFS 2.1 ซึ่งเป็นรุ่นเก่านั้นเอง ราวกับว่าต้องใช้เวลาโหลดฉากนิดหนึ่งอะไรประมาณนั้น ตอนนี้น้อง Qiqi ก็อยากถ่ายรูปด้วย(?) เราเลยใจอ่อนยอมเปลี่ยนตัวให้ Sucrose ไปพักเหนื่อยบ้าง ต้องขอบอกก่อนว่าพอเราอยู่ในเมืองค่าเฟรมเรตที่ได้จะตกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ค่า GPU กลับใช้พลังงานน้อยลงเป็นนัยยะสำคัญเช่นกัน โดยค่าเฟรมเรตที่ทำได้ ไม่ต่ำกว่า 25 FPS และสูงสุดไม่เกิน 40 FPS มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 30 FPS ซึ่งก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหงุดหงิดใจนัก ยังคงพอรับได้ บังคับได้ลื่นไหลพอสมควร หลังจากนี้เราก็เอาทีมคณะผู้ช่วยไปบวกกับ Boss หมาป่า Adrius ซึ่งบอกเลยว่าเป็นอะไรที่มันมาก เพราะการต่อสู้ลื่นไหล ไม่มีอาการกระตุกให้กวนใจแต่อย่างใดเลย FPS เฉลี่ยที่ทำได้คือ 40 FPS ถือว่าทำออกมาได้ดีมากสำหรับ Poco X3 แม้จะต้องเจอกับเอฟเฟคเยอะๆ ก็ตามที ที่สำคัญ การควบคุมตอบสนองดีมาก ไม่มีอาการหลุดการควบคุมหรือหลอนเลยเพราะตัว Touch Sampling ที่มีมากถึง 240Hz ทำให้การตอบสนองต่อการกดนั้นไวมากๆ และแม่นยำมากๆ แม้ว่าเราจะติดฟิลม์กระจกอย่างหนาก็ตาม ผลทดสอบการใช้ CPU, GPU และ FPS เขต Liyue ทีนี้เราพาน้อง Sucrose มาเปลี่ยนบรรยากาศมาที่เขต Liyue กันบ้างโดยเริ่มจากเขตนอกท่าเรือ Liyue ที่เต็มไปด้วยผาน้อยใหญ่ บรรยากาศให้ความรู้สึกอยู่ในพื้นที่แฟนตาซีหนังจีนกำลังภายใน ผลการทดสอบของ CPU ก็ใช้พลังงานมากขึ้นนิดหน่อย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 55% และ GPU ก็ยังเต็มเกือบ 100% มีบ้างบางช่วงที่ตกลงมาที่ 85% โดยเฟรมเรตเฉลี่ยที่ทำได้จะอยู่ประมาณ 45 FPS เหมือนกัน ก็ไม่ค่อยแตกต่างจากเขตนอกเมือง Monstadt เท่าไหร่นัก ส่วนในฉากต่อสู้ทั่วๆ ไปนั้นก็ยังลื่นไหลไม่ต่างเขตนอกเมือง Monstadt เช่นกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 FPS ไม่ต่ำกว่า 30 FPS อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากว่าช่วงที่ถ่ายทำนั้นมีผลเท่ากันจึงเลยไม่ได้ตัดสินใจถ่ายช่วงต่อสู้เพื่อความกระชับของเนื้อหา จากนั้นก็ลองพาเข้ามายังท่าเรือ Liyue ด้วยการเทเลพอร์ตดูบ้าง โดยงานนี้น้อง Klee โลลิที่น่ารักของผองเราก็อยากถ่ายรูปด้วย(?) พอเทเลพอร์ตเข้ามาในเมืองเท่านั้นแหละ กระตุกหนักกว่าอยู่ในเมือง Monstadt อีก แต่สักพักใหญ่ๆ ก็กลับมาลื่นเป็นปกติ เหตุผลก็เพราะว่าระบบถ่ายโอนข้อมูล UFS 2.1 เช่นเดิม และด้วยเมือง Liyue มี Object ที่เยอะมากอยู่แล้วไม่แปลกใจที่โหลดฉากไม่ทันและกระตุก แต่อย่างน้อยก็กลับมาลื่นปกติโดยปล่อยไว้สักพัก ส่วนเฟรมเรตเฉลี่ยที่ทำได้อยู่ที่ 30FPS ต่ำสุดคือ 25FPS ซึ่งอยู่ในเขตเมืองก็ยังพอโอเคไม่มีปัญหาอะไรขนาดนั้น คราวนี้ก็มาถึงช่วงทีเด็ดของเรานั้นคือลุยภาคสนามไปตบตีกับ Tatarglia "Childe" แห่ง Fatui กัน ซึ่งบอกเลยว่าถึงจะเจอฉากอลังการงานสร้างตั้งแต่ Phase แรกของการต่อสู้เฟรมเรตที่ทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 45FPS ต่ำสุดอยู่ที่ 30FPS จัดว่าดีงามมากๆ เลยนะ ช่วง Phase ที่สองของการต่อสู้ ลูกเล่นของเจ้า Childe ก็เยอะขึ้นแต่ด้วยตัว Touch Sampling 240Hz ทำให้ตอบสนองได้ไว การใช้ Beidou ในการต่อสู้หรือกดสกิลสวนกลับต่างๆ รวมถึงการกดสับตัวเพื่อใช้สกิลก็ทำได้รวดเร็ว คล่องมือมากๆ เฟรมเรตเฉลี่ยที่ทำได้ยังคงได้ดีอยู่ที่ 40FPS ไม่กระตุกหรือแลคแต่อย่างใด พอเข้าสู่ช่วง Phase ที่สามของการต่อสู้ ชากคัตซีนดูเนียนตาและลื่นมากๆ ทำเฟรมเรตแตะไปที่ 55FPS พร้อมกับเสียงลำโพงคู่ที่กระหึ่มได้ใจในช่วงที่ Childe ได้ใช้พลังขั้นสุดยอด เอาซะเราขนลุกเลยทีเดียว พอตัดฉากมาช่วงต่อสู้ค่าเฟรมเรตที่ทำได้ยังคงอยู่ที่ 40FPS โดยเฉลี่ย แน่นอนว่าการตอบสนองการทำอะไรต่างๆ ยังคงลื่นๆ สบายๆ หลบสกิลหรือต่อสู้กับ Childe ได้สบายหายห่วง...แน่นอนว่ามีน้อง Klee ซะอย่าง สายโลลิระเบิดเขา เผากระท่อมนั้นกลัวผู้ใหญ่ของ Fatui ซะทีไหน...ดู Damage นั้นสิ! สรุปผลจากการเล่นครบหนึ่งชั่วโมงและขอสังเกตุต่างๆ เมื่อเราทำการเล่นครบหนึ่งชั่วโมง จากแบตเตอรี่ 100% ตั้งค่าสเปคในเกมปรับสุด ผลก็คือแบตเตอรี่เหลือ 78% เท่ากับว่าหนึ่งชั่วโมงเราใช้แบตเตอรี่ไปราวๆ 22% โดยเฉลี่ย ถือว่าสูบพลังงานเอาเรื่องจากแบตเตอรี่ที่จุดมากถึง 5160mAh แต่เพราะทั้งนี้ก็มาจาก Engine ที่ใช้พัฒนา Genshin Impact เป็น Unity Engine เวอร์ชั่นเก่า ( เวอร์ชี่นเดียวกับ Honkai Impact ) ก็อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เกมนี้กินสเปคเยอะและใช้พลังงานแบตเตอรี่เยอะในเวลาเดียวกัน และก่อนหน้านั้นก็ได้ทำการทดลองเปิดแจ้งเตือนแบบลอยและเปิด Head Chat ของ Facebook Messenger เพื่อดูว่าหากใครทักมาจะเป็นอย่างไร ผลก็คือมีคนทัก Head Chat ปรากฎขึ้น เกมจะกระตุกทันที และกระตุกนานหลายวินาทีก่อนจะกลับมาลื่นอีกครั้ง ส่วนการแจ้งเตือนแบบลอยไม่มีผล ถ้ากำลังตบตีกับศัตรูอยู่แล้วมีใครทักมาก็อาจจะทำให้หงุดหงิดได้บ้างเป็นบางเวลา เหตุผลก็เพราะว่าเกม Genshin Impact บนมือถือก็กิน RAM ไปมากกว่า 3.5GB แล้วซึ่งตัว Poco X3 มี RAM อยู่ที่ 6GB หากเปิดการทำงานส่วนอื่นๆ ก็อาจจะมีการดึงทรัพยากรของ RAM กันเกิดขึ้น และอีกข้อสังเกตุเลยก็คือเรื่องความร้อน พอเราปรับสุดในเกม Genshin Impact พอผ่านไปได้ห้านาที ฝาหลังร้อนเลยจ้า แต่ไม่ได้ลวกมือหรือร้อนจี๋อะไรแบบนั้น เนื่องจากตัวเครื่องมีฮีตซิงค์ที่เรียกว่า LiquidCool Technology 1.0 Plus ซึ่งมันเป็นระบบระบายความร้อนรูปแบบเดียวกันที่ใช้กับ CPU ของตัวคอมพิวเตอร์ โดยการทำงานของมันคือจะมีแท่งเหล็กทองแดงแปะพาดตัว CPU ข้างในแท่งทองแดงจะมีของเหลวนำความร้อนอยู่ ทำให้การนำความร้อนออกจากเครื่องได้รวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเล่นแป๊บเดียวก็เริ่มร้อนมือ แต่ว่ามันก็ไม่ทำให้เครื่องร้อนเกินไป และพอหยุดเล่นเครื่องก็หายร้อนอย่างรวดเร็วเช่นกัน ================================================== โดยสรุปแล้ว Poco X3 NFC สามารถเล่น Genshin Impact ได้อย่างสบายๆ ถึงจะปรับสุดก็ไม่เคยหวั่น แม้ว่าภาพหรือกราฟิคต่างๆ รวมถึงความลื่นไหลของเฟรมเรตอาจจะไม่ได้สูงเท่ากับมือถือระดับสูง แต่หากเทียบกับความคุ้มค่าในราคาหลักเจ็ดพันกว่าๆ แล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นมือถือที่สามารถเล่นเกมหนักๆ ได้อย่างดี แม้ว่าเครื่องจะร้อนเร็วไปหน่อยก็ตาม มันก็ไม่ถึงกับลวกมือขนาดนั้น เพราะเทคโนโลยี LiquidCool Technology 1.0 Plus ที่ระบายความร้อนได้รวดเร็วนั้นเอง หากใครอยากหาซื้อมือถืองบไม่สูงเพื่อเล่น Genshin Impact โดยเฉพาะ Poco X3 NFC ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ และหากอยากให้เล่นลื่นๆ ฟินๆ ก็ปรับแค่ระดับกลางๆ ก็ทำให้เราได้รับประสบการณ์จากเกมนี้มากเกินพอแล้ว และสุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า Sucrose นั้นเราจองแล้ว หวงนะ! ( ล้อเล่นจ้า )
17 Nov 2020
Assassin’s Creed Valhalla จุดเริ่มต้นของตำนานไวกิงผู้พิชิต
ย้อนกลับไปปี 2017 เกม Assassin’s Creed ได้เปิดตัวภาค Origin ที่ทำให้เราได้เรียนรู้จุดเริ่มต้นของเรื่องราวองค์กรนักฆ่า ต่อมาในปี 2018 ภาคต่อของ Odyssey ที่เป็นเรื่องราวหลังจากนั้นในยุคของ กรีก - โรมัน ได้วางจำหน่ายครั้งแรก ครั้งนี้ Assassin’s Creed กลับมาอีกครั้งในภาค Valhalla โดยมีเซ็ตติ่งอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 793 - ค.ศ. 1066 ซึ่งเกมให้เรารับบทเป็นชาวไวกิงสุดแข็งแกร่งจากประเทศ Norway ครับ จากข่าวก่อนหน้านี้ เราได้ทราบว่า Assassin’s Creed Valhalla จะเป็นภาคที่เชื่อมช่องว่างระหว่างเกมภาคแรกๆ กับ 3 ภาคล่าสุดเข้าด้วยกัน มันจึงทำให้เนื้อเรื่องของภาคนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ และต้องขอบคุณทาง Ubisoft ที่ให้โอกาสเราได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้ก่อนในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ดังนั้นวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปดูกันว่า Assassin’s Creed Valhalla มีดีอะไร และยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แอบบอกก่อนเลยว่า เกมนี้ทำได้เหนือความคาดหมายของผมไปหลายส่วนมาก ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ! ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เนื้อเรื่องของ Assassin’s Creed Valhalla จะเริ่มในปี ค.ศ. 854 (ยุคของเหล่าไวกิง) ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Eivor ชาวไวกิงคนหนึ่งของชนเผ่า Raven ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของ นอร์เวย์ โดยเนื้อเรื่องของเกมจะเริ่มเล่าตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก ในคืนหนึ่งที่เหล่า Raven กำลังกินดื่มเพื่อฉลองเนื่องในวโรกาสบางอย่างอยู่ จู่ๆ พวกเขาก็ถูกโจมตีจากเผ่า Kjotve ในค่ำคืนนั้น เพื่อที่จะให้ Eivor สามารถหนีรอดจากการโจมตีครั้งนี้ได้ พ่อ กับ แม่ ของเขาได้สละชีวิตของตนเพื่อเปิดโอกาสนั้น และเป็น Siguard พี่ชายต่างสายเลือดที่เป็นคนควบม้าพา Eivor หนีออกมาได้ ภาพจะตัดมาอีกครั้งหลังจากนั้น 18 ปี Eivor ได้พลาดท่าให้กับคนของเผ่า Kjotve อีกครั้ง และกำลังจะถูกจับไปขายเป็นทาส แต่เขาก็ได้ใช้กุญแจมือเหล็กที่ถูกใส่อยู่ให้เป็นประโยชน์ สามารถสู้จนชนะพร้อมทั้งหนีออกมาได้ ในจุดนี้เรื่องราวการล้างแค้นให้พ่อ กับแม่รวมไปจนถึงการพิชิตเกาะอังกฤษของเขาจึงได้เริ่มต้นขึ้น (ผู้เล่นสามารถบังคับตัวละครได้อย่างอิสระจริงๆ ครั้งแรกตรงนี้) อย่างที่ผู้พัฒนาได้กล่าวก่อนหน้านี้ ว่าเนื้อเรื่องของภาค Valhalla จะช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างภาคแรกๆ กับ 3 ภาคหลังที่หายไป ในเนื้อเรื่องหลักของเกม Eivor จะได้พบกับสมาชิก 2 คน จากกลุ่ม Brotherhood (กลุ่มนักฆ่าเดียวกันกับพระเอก Assassin’s Creed ภาคแรกสังกัดอยู่) ที่ชื่อว่า Basin กับ Hytham โดยพวกเขามีเป้าหมายในการสังหารสมาชิกของ Order of The Ancients ที่อยู่ใน นอร์เวย์ ซึ่งพวกเขายังเป็นคนสอนวิธีใช้ Hidden Blade รวมไปจนถึงเทคนิคการลอบสังหารให้กับ Eivor ด้วย โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องหลักของภาคนี้จะไม่ซับซ้อนอะไรมากมาย และค่อนข้างเป็นเส้นตรง ตัวละครต่างๆ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ดังนั้นทุกคนน่าจะสนุกไปกับเนื้อเรื่องของเกมได้ไม่ยาก แน่นอนว่าภาคนี้ยังคงมีระบบ Choice Matter ที่รายละเอียดของเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ตัวเลือกของผู้เล่นเหมือนภาค Odyssey แต่มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงของเนื้อเรื่องหลักอะไรมากมายครับ ส่วนตัวแล้วผมมองจุดนี้เป็นข้อดี เพราะมันทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความสนุก พร้อมทั้งเข้าใจเนื้อเรื่องเกมได้ง่าย และช่วยเสริมอรรถรสในการเล่นได้เป็นอย่างดี ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ในเรื่องของกราฟิก คงต้องบอกว่า Assassin’s Creed Valhalla ทำส่วนนี้ออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะในเรื่องของรายละเอียดพื้นผิว (ผมเล่นบน PC ที่เซ็ตติ้ง Very High ครับ) ในเรื่องของแสง กับเงาเองก็ทำออกมาได้ดีมากเช่นกัน แม้ว่าตัวเกมจะยังไม่สามารถเปิด Ray Tracing ได้ในตอนนี้ แต่กราฟิกที่เกมสามารถทำได้ในตอนนี้ ก็เรียกได้ว่าสวยงามเป็นอย่างมากแล้ว คงต้องบอกว่า "ไม่ผิดหวังที่เป็นเกมซึ่งจะลงให้กับ PS5 กับ Xbox Series X / S ด้วยเลย" ครับ มาพูดถึงการนำเสนอกันบ้าง จุดแรกเลยที่อยากขอชมผู้พัฒนาคือการที่ศึกษาวัฒนธรรมของไวกิงมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าตาของสิ่งปลูกสร้าง, การใช้เขาสัตว์เป็นแก้วเหล้า, ลักษณะสีผิว กับสีผมของตัวละคร, การแต่งกาย, การเคลื่อนไหวของ NPC ในขณะล่องเรือ ท่าทางในการวิ่ง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกเก็บรายละเอียดอย่างดี ทำให้ตอนเล่นเราแทบไม่รู้สึกถึงความผิดแผกไปจากความเป็นจริงเลย มุมกล้องในขณะเดินทางด้วยเรือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผมอยากจะขอชมผู้พัฒนาเกมนี้ครับ Assassin’s Creed Valhalla จะมีระบบที่ให้ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนมุมมองของกล้องไปใช้แบบ Panorama View ได้เวลาที่เรากด Auto Travel ซึ่งมันช่วยทำให้เราได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจขณะล่องเรือไปตามแม่นำของอังกฤษครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลยครับ หนึ่งจุดที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย คือความซ้ำซากของอาคารบ้านเรือนที่เจอในเกม โดยสามารถรับรู้ได้เลยว่าเป็นโมเดลที่ถูกเอามาใช้ซ้ำๆ หลายครั้ง ไม่ว่าเราไปที่เมืองไหนอาคารเหล่านี้ก็จะโผล่มาให้เราเห็นแล้ว เห็นอีก ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ แต่พอเห็นอาคารเดิมๆ บ่อยครั้ง มันก็คงช่วยไม่ได้ที่ผู้เล่นจะรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับอยู่ในโลก Deja Vu ตลอดเวลา (บ้านที่พบใน นอร์เวย์ กับ อังกฤษ ที่ใช้โมเดลเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว Longhouse ไม่จำเป็นต้องเป็นทรงนี้ก็ได้ครับ) อีกหนึ่งข้อเสียที่พบได้ในขณะที่เล่น คือเรื่องสีหน้าของตัวละครครับ ในฉากแบบ Close up ที่เป็นการพูดคุยระหว่างตัวละครตรงนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ แต่พอเป็นฉากมุมกว้าง อย่างเวลาล่องเรือ หรือพูดคุยกันลอยๆ การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครถือว่าเลวร้ายมาก ชนิดที่เสียงพากย์กับสีหน้าดูไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกันเลย เล่นบางครั้งก็ปรับอารมณ์ไม่ถูกเหมือนกันครับ สุดท้ายคือในเรื่องของอนิเมชั่น ที่ดูจะยังทำออกมาได้ไม่ดีครับ เนื่องจากหลายครั้งที่การขยับของตัวละครจะแข็งกว่าที่มนุษย์ควรจะเป็น การยกแก้วที่ไม่น่าจะทำให้กินน้ำได้ บางครั้งหนักถึงขนาดที่แขน หรือขาของตัวละครสามารถวาร์ปตำแหน่งได้เลยทีเดียว ซึ่งตรงจุดนี้รวมถึงอนิเมชั่นที่ศัตรูแสดงออกมาหลังจากโดนโจมตีด้วย แม้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลในตอนเล่นอะไรมากมายนัก แต่ก็อดขัดใจไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นครับ [caption id="attachment_72254" align="aligncenter" width="1024"] การยกแก้วเหล้าที่ไม่สมจริง[/caption]   ◊ เกมเพลย์ ◊ Assassin’s Creed Valhalla จะใช้ระบบหลักของเกมเป็นแบบ RPG ดาเมจที่เราสามารถทำได้จะขึ้นอยู่กับค่าสเตตัสทั้งหมด นั้นจึงหมายความว่าถ้าหากค่าสถานะต่างกันมากๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฆ่าอีกฝ่ายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว (รวมถึง Stealth Attack ด้วย) ระบบนี้จะมีข้อดีคือทำให้การต่อสู้สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการต่อสู้จะท้าทายมากขึ้นถ้าหาก ศัตรูมีค่าสถานะที่สูงกว่า ยิ่งเซ็ตติ้งที่ตัวละครเราเป็นชาวไวกิงซึ่งชอบความท้าทายด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ได้รับความสนุกที่มากขึ้นตามไปด้วยครับ เชื่อว่า Hidden Blade Instant Kill ที่กลับมาในภาคนี้ น่าจะสร้างความสนใจให้กับแฟนเกมหลายคน ผมบอกก่อนเลยว่ามันไม่ได้ Instant Kill ได้ตลอดหรอกครับ ถ้าหากว่าสเตตัสของเรากับอีกฝ่ายต่างกันมากๆ  จริง (แบบเรา 20 อีกฝ่าย 80) มันจะกลายเป็นการโจมตีที่ไม่ใช้ครั้งเดียวตายไป แต่ทำจะดาเมจให้กับอีกฝ่ายเยอะมากๆ แทน (เกือบๆ ครึ่งหลอด) โดยถ้าหากใช้กับตัวที่มีเลเวลใกล้ๆ กันยังไงก็ทีเดียวตายแน่นอนครับ ซึ่งก็มันไม่ได้ทำยากอะไรมากมายด้วย เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วเนื้อเรื่องของเกมจะให้เราวิ่งเข้าไปสู้กับอีกฝ่ายตรงๆ มากกว่าเท่านั้นเอง ต่อมาคือในเรื่องของความยาก ผมชอบภาคนี้ตรงที่เราสามารถเลือกความยากในระบบเกมเพลย์ต่างๆ ได้อย่างละเอียด โดยความยากที่ผู้เล่นเลือกได้จะมี 3 อย่างด้วยกันคือ ความยากในการสำรวจ ความยากในการต่อสู้ ความสามารถในการตรวจจับของศัตรู (ข้อนี้ส่งผลต่อการ Stealth โดยตรง) การมีระบบแบบนี้ ทำให้ผู้เล่นสามารถเลือกระดับความยากที่เหมาะสมกับตัวเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งมันจะช่วยให้เราสามารถได้รับความสนุกจากตัวเกมได้อย่างเต็มที่ และไม่ยากเกินไปสำหรับบางคน ในจุดนี้ต้องยอมรับเลยว่าคิดเพื่อมาได้ดีจริงๆ ครับ ในเรื่องของเกมเพลย์การสำรวจ ภาคนี้ยังคงเป็นแบบ Open World เหมือนกันภาคก่อนๆ แต่เนื่องด้วยการเดินทางเข้าตีเมืองต่างๆ ของอังกฤษชาวไวกิงมักจะทำกันเป็นกลุ่ม ซึ่งมันเลยทำให้เกมเพลย์ส่วนใหญ่ของภาคนี้ให้ความรู้สึกที่เหงาน้อยกว่าภาคที่ผ่านๆ มา เนื่องจากไม่ว่าเราจะไปโจมตีเมืองไหน ก็จะมีเพื่อน NPC ที่เป็นชาวไวกิงเช่นกันไปตีเมืองเหล่านั้นกับเราด้วย ยิ่งตอนที่กู่ร้องตะโกน เวลาจะเข้าตีเมืองพร้อมๆ กันนั้น ยิ่งเป็นอะไรที่สร้างความคึกได้เป็นอย่างดีเลยครับ ได้ชื่อว่าเป็น Assassins Creed หนึ่งในระบบที่ผมไม่ชอบเลย และมันยังคงมีอยู่ในภาคนี้ คือในเรื่องของการที่บังคับให้เราปืนขึ้นไปที่สูงๆ เพื่อปลดล็อกจุด Fast Travel ครับ คือไม่ว่าคิดยังไงมันก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย หลายๆ ครั้งรู้สึกว่าน่ารำคาญมากกว่าสนุกด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าจุดที่ต้องไปปีนอยู่นอกเส้นทางของเควสมากๆ และมันไม่มีจุดให้เรา Fast Travel อื่นๆ เลยในละแวกนั้นด้วยแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากการโดนบอก "อยากกลับมาตรงนี้ก็ไปปีนเสาดังกล่าวเสียสิ" เลยครับ มาพูดถึงระบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง หนึ่งในระบบที่ผมคิดว่าทำออกมาได้น่าสนใจดี คือการให้เราไปหาทรัพยากร มาสร้างบ้านในค้ายที่ตั้งรกรากอยู่ครับ โดยทรัพยากรดังกล่าวสามารถหาได้จากการล่องเรือไปยังเมืองต่างๆ แล้วปล้นมา มันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้เป็นไวกิงในยุคบุกอังกฤษจริง เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว เหล่าไวกิงก็ทำแบบนี้จริงๆ ตอนตีเกาะอังกฤษครับ การสร้างบ้านต่างๆ ในเมืองของเรายังเป็นตัวช่วยปลดล็อก ระบบอื่นๆ ของเกมด้วย เช่นถ้าสร้างท่าเรือ เราจะสามารถตกแต่งเรือยาวของตัวเองได้, ถ้าสร้างกระท่อมล่าสัตว์จะปลดล็อกเควสล่าสัตว์ในตำนานได้, ถ้าสร้างค่ายทหารจะช่วยให้เราสามารถจ้างชาวไวกิงคนอื่นๆ ที่บุกมายังอังกฤษได้เป็นต้น ระบบเหล่านี้มันช่วยเพิ่มเป้าหมายในการเล่นเควสอื่นๆ ของเกมไปในตัวด้วยครับ สุดท้ายคือในเรื่องของสกิล ซึ่งในภาคนี้สกิลจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ Passive กับ Active โดยสกิล Active นั้นผู้เล่นจะไม่สามารถได้รับมาจากการอัพเลเวล แต่ต้องออกตามหาหนังสือสกิลเหล่านี้ตามส่วนต่างๆ ของโลกในเกม มันจึงส่งผลให้การสำรวจโลกมีความหมายมากขึ้นในภาคนี้ ในส่วนของสกิล Passive ผู้เล่นจำเป็นต้องอัพไปตามแผนที่ดวงดาวของเกมเองเพื่อให้ได้มา ดังนั้นความเป็นไปได้ในการอัพสกิลของภาคนี้จึงหลากหลายกว่าที่ภาคที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างมาก โดยจากจุดเริ่มต้นจะมี 3 เส้นทางให้เราเลือก คือ Passive ที่เกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธระยะประชิด Passive ที่เกียวกับการโจมตีระยะไกล Passive ที่เกี่ยวกับการลอบฆ่า ◊ สรุป ◊ แม้จะไม่ใช้เกมที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมาพร้อมกับระบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจ แต่ Assassin’s Creed Valhalla คงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับเกมที่ต้องการผสม RPG กับเกมแนว Stealth เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อีกหนึ่งจุดขายเลยคือการที่ระบบต่างๆ ของเกมต่างช่วยสนับสนุนกันเอง ให้สามารถโชว์ความโดดเด่นได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ตอนที่เล่นเกมนี้ผมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันจริงๆ รู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นชาวไวกิงจริงๆ คงต้องยอมรับว่าผู้พัฒนาประสบความสำเร็จในการสร้างเกมนี้จริงๆ ครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีข้อเสียอีกหลายจุดที่ทำให้จำเป็นต้องหักคะแนนเกมนี้ไปบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของบัคที่มีค่อนข้างเยอะ และตัวเกมยังกินสเปคสูงมากๆ จนทำให้อาจเล่นได้ลำบากในเครื่องที่ไม่ได้มีสเปคสูงอะไรมากมายด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้ผมคิดว่าเกมนี้ควรมีคะแนนอยู่ที่ 8 เต็ม 10 ครับ แม้ไม่ใช่เกมยอดเยี่ยมที่ต้องหามาเล่นสักครั้งในชีวิตให้ได้ แต่ Assassin’s Creed Valhalla ก็ถือได้ว่าเป็นเกมที่ดีมากๆ เกมหนึ่ง ซึ่งควรค่าแก่การหามาเล่นครับ [penci_review id="72200"]
09 Nov 2020
Review: Marvels Spider-man: Miles Morales "ภาคต่ออันใหญ่ยิ่ง ของเกมฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่"
แม้ว่าภาคก่อนหน้าจะเพิ่งวางจำหน่ายไปได้ไม่นาน แค่ราวๆ สองปีที่แล้วนี่เอง แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดผู้พัฒนา Insomniac Games ในการพัฒนาภาคต่อ Marvels Spider-man: Miles Morales ออกมาต้อนรับการมาถึงของคอนโซล PlayStation 5 อีกครั้ง ซึ่งจากความนิยมและคะแนนรีวิวอันสูงลิบลิ่วของเกมภาคแรก ทำให้เกมภาคต่อจำเป็นต้องทำงานหนักแน่นอน เพื่อให้สามารถรับไม้ต่อจากภาคแรกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผู้เขียนได้มีโอกาสเล่นเกม Marvels Spider-man: Miles Morales เวอร์ชั่น PS4 (ขอขอบคุณ Sony Thai สำหรับโค้ดเกม) และต้องบอกเลยว่าเกมนี้ถือเป็นทายาทที่คู่ควรของตำนานไอ้แมงมุม ที่แม้จะไม่ได้นำเสนออะไรที่ "ใหม่" ซะทีเดียว แต่ก็สามารถรักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยมของภาคแรกมาได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเกมเพลย์ที่รวดเร็วและลื่นไหล ระบบการโหนใยอันยอดเยี่ยม และกราฟิกที่สวยงามแม้กระทั่งในเครื่อง PS4 Pro ก็ตาม แม้ว่าเนื้อเรื่องของตัวละครหลัก Miles Morales อาจจะไม่ได้เข้มข้นเท่าเนื้อเรื่องของ Peter Parker ในภาคแรก แต่โดยรวมก็ยังต้องบอกว่า Marvels Spider-man: Miles Morales ถือเป็นเกมระดับแนวหน้าที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะสำหรับคนที่ติดใจเกมภาคแรก [penci_review id="71902"] เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องของเกม Spider-man: Miles Morales จะดำเนินต่อจากเกม Marvels Spider-man โดยตรง หลังจากที่ตัวละครหลัก Miles Morales ได้เปิดเผยพลังแมงมุมของเขาต่อ Peter Parker โดย Peter ก็ไม่รอช้ารีบรับ Miles เข้ามาเป็นลูกศิษย์ และฝึกสอนทักษะไอ้แมงมุมของเขาไปพร้อมๆ กับการปกป้องนคร New York อันเป็นที่รัก แต่หลังจากเริ่มฝึกไปได้ไม่ทันไร Peter ก็เกิดมีความจำเป็นต้องบินไปยุโรปเพื่อทำงานในฐานะช่างภาพของหนังสือพิมพ์ Daily Bugle เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทำให้ Miles กลายเป็นไอ้แมงมุมเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ใน New York โดยหลังจากที่ Peter ออกเดินทางได้ไม่ทันไร Miles ก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามระหว่างบริษัทพลังงาน Roxxon และกลุ่มผู้ก่อการร้าย The Underground ที่นำโดยวายร้ายหน้าใหม่ชื่อ The Tinkerer อีกด้วย ในแง่ของคุณภาพ ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องของ Miles Morales ให้ความรู้สึกขาด "น้ำหนัก" ทางอารมณ์ไปบ้างเมื่อเทียบกับภาคแรก ซึ่งปัญหาดูจะมาจาก "Pacing" หรือจังหวะในการเล่ามากกว่าคุณภาพของบทหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามเนื้อเรื่อง โดยถ้าเทียบกับเกมภาคแรกที่ให้เวลากับการพัฒนาตัวละครที่รายล้อม Peter Parker ค่อนข้างเยอะ เนื้อเรื่องของ Miles Morales แม้จะมีตัวละครเสริมหลายตัวที่ใกล้ชิดกับ Miles แต่เกมค่อนข้างจะใช้เวลาอยู่กับตัวเอก Miles เป็นหลักมากกว่า ซึ่งแม้จะไม่ได้แย่หรือทำให้เกมไม่สนุก เพราะเนื้อเรื่องของ Miles เองก็ยังมีจุดที่น่าสนใจของตัวเองอยู่ แต่ก็ขาดความ "อิน" ในแบบที่รู้สึกกับเนื้อเรื่องของเกมภาคแรก ยิ่งไปกว่านั้น การที่ Miles ไม่ได้ต่อกรกับกลุ่มวายร้ายหลายๆ ตัวเหมือน Peter แต่มีวายร้ายหลักเพียงคนหรือสองคน ก็ทำให้สเกลของเหตุการณ์รู้สึก "เล็ก" เมื่อเทียบกับเกมภาคแรก ซึ่งอาจจะเหมาะสมกับ Miles ในฐานะไอ้แมงมุมฝึกหัด แต่ก็ทำให้รู้สึกด้อยลงกว่าภาคแรกอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าเนื้อเรื่องไม่ได้แย่เลย แต่เพราะภาคแรกตั้งมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูง บวกกับสถานะของ Miles ที่เป็นเพียงไอ้แมงมุมฝึกหัด อาจจะทำให้เนื้อเรื่องของเกมภาคนี้รู้สึกเหมือนการก้าวถอยหลังจากภาคแรกไปซะหน่อย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้น่าเกลียดเลย และสามารถทำหน้าที่สร้างแรงขับให้ผู้เล่นได้เรื่อยๆ แน่นอน เกมเพลย์ สำหรับคนที่เคยเล่นเกม Marvels Spider-man อยู่แล้ว น่าจะสามารถเข้าถึงเกมภาค Miles Morales ได้ไม่ยาก เพราะแทบจะเหมือนกันทุกอย่างไม่ต่ำกว่า 90% เลยทีเดียว เกมยังคงใช้ระบบต่อสู้แบบแอคชั่นที่ว่องไว เน้นการหลบหลีกการโจมตีของศัตรูไปพร้อมๆ กับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและอุปกรณ์หลากหลายชนิด โดย Miles จะได้รับความสามารถหลักๆ ของ Peter มาทั้งหมดเลยเช่นกัน องค์ประกอบหลักที่ทำให้ Miles แตกต่างจาก Peter ไปเลยก็คือความสามารถพิเศษในการสร้างกระแสไฟฟ้าที่เกมเรียกว่า "Venom" นั่นเอง โดยแทนที่จะได้รับอุปกรณ์ยิงใยหลายชนิดเหมือน Peter (Miles จะมีอุปกรณ์ให้ใช้เพียง 4 ชนิด) ลูกเล่นส่วนใหญ่ในการต่อสู้ของ Miles จะอยู่ที่ระบบ Venom แทน โดยเมื่อเราโจมตีศัตรูด้วยท่าโจมตี Venom ต่างๆ จะทำให้ศัตรูติดกระแสไฟฟ้า และทำให้ศัตรูได้รับความเสียหายจากการโจมตีของเราแรงขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งเมื่อเราเล่นเกมไปเรื่อยๆ ก็จะได้รับความสามารถในการติด Venom ใส่ศัตรูได้หลากหลายวิธีมากขึ้น ทำให้เกมเน้นหนักไปที่ด้านการทำคอมโบด้วยทักษะต่างๆ เหมือนเกมแอคชั่นเต็มตัวมากขึ้น และก็จะมีศัตรูบางชนิดที่จำเป็นต้องใช้ Venom เพื่อแก้ทางโดยเฉพาะด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่านี่คือจุดแตกต่างหลักระหว่างเกมเพลย์ของทั้งสองภาคนั่นเอง ความสามารถอีกอย่างของ Miles ที่เพิ่มขึ้นมา คือความสามารถในการล่องหนได้ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในการลอบเร้นและการต่อสู้ โดยแม้จะไม่ได้ส่งผลต่อการเล่นเกมมากเท่าระบบ Venom แต่ก็เป็นความน่าสนใจที่เพิ่มเข้ามา และทำให้เกมเพลย์ของ Miles และ Peter มีความแตกต่างกันมากกว่าเดิม นอกเหนือไปจากภารกิจเนื้อเรื่อง เกมก็ยังมีภารกิจ/กิจกรรมเสริมอื่นๆ ไม่ต่างจากภาคแรก บางกิจกรรมก็เป็นเพียงการเข้าไปเก็บทรัพยากรณ์เพื่อใช้ในการปลดล๊อคชุดหรือ Mod อัปเกรดตัวละคร ซึ่งตัวกิจกรรมที่มีก็ยกมาจากภาคแรกเกือบทั้งหมดอีกเช่นกัน ซึ่งแม้จะไม่ได้ใหม่ แต่ก็ทำให้เรามีอะไรทำเพลินๆ ตลอดเวลาที่เล่นเกม แต่ด้วยการที่เกมเปลี่ยนจากการมีไม้ตายประจำชุดที่แตกต่างกัน มาเป็นการมี Mod เฉพาะชุดที่ให้เอฟเฟกต์ติดตัวมากกว่า ก็ทำให้ความตื่นเต้นของการพยายามปลดล๊อคชุดใหม่น้อยลงไปบ้าง เพราะไม่ได้ส่งผลแตกต่างต่อการเล่นเกมเท่าในภาคแรก ในภาพรวม Marvels Spider-man: Miles Morales สามารถรักษามาตรฐานเกมเพลย์จากภาคแรกไว้ได้ครบถ้วน โดยแม้ว่าระบบต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Venom หรือการล่องหนจะไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าใหม่หรือเป็นการพัฒนา แต่แค่เป็นความ "แตกต่าง" ระหว่างความสามารถของฮีโร่ทั้งสองมากกว่า ใครที่ชื่นชอบเกมเพลย์จากภาคแรก มั่นใจได้ว่าเกมนี้จะมอบประสบการณ์ระดับเดียวกันให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย กราฟิก/การนำเสนอ เช่นเดียวกับเกมเพลย์นั้น กราฟิกของ Miles Morales (เวอร์ชั่น PS4) ก็ไม่ได้ต่างจากเกมภาคแรกเท่าไหร่ และยังคงใช้มาตรฐานเดียวกันเกือบทั้งหมดเลย ตั้งแต่กราฟิกของเมือง New York ไปจนถึงหน้าตาตัวละคร อาจจะพัฒนาขึ้นนิดหน่อยในแง่ของแสงสี โดยเฉพาะในฉากคัตซีนสำคัญ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้นอีกเช่นกัน อาจจะเพราะเกมยังคงพัฒนามาจากเอนจิ้นเดียวกันกับภาคก่อนหน้าด้วย ทำให้เกมยังโหลดเร็วพอสมควรบนเครื่อง PS4 Pro แตกต่างกับเกมคร่อม Gen บางเกม (เช่น Watch Dogs: Legion) ที่พอเอามาเล่นบนคอนโซลรุ่นเก่าแล้วกลับทำงานได้ช้ามากๆ ทั้งนี้ แน่นอนว่าภาพในเกมเวอร์ชั่น PS4 ย่อมต้องถูกลดคุณภาพลงจากที่เราเห็นในคลิปตัวอย่างของเกมแน่นอน เพราะภาพที่เอามาใช้น่าจะเก็บมาจาก PS5 มากกว่า ที่สำคัญคือเรื่องของ Ray Tracing ที่ทำให้แสงสีในบางพื้นที่ (เช่นเมื่อโหนใยในเมือง) ดูแบนๆ ไปบ้างเมื่อเทียบกับในวิดีโอตัวอย่างทั้งหลายของเกม แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลต่อประสบการณ์การเล่นเกมเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เล่นภาคเก่ามาแล้ว (เพราะน่าจะปรับความคาดหวังได้ไม่ยาก) แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงสำหรับคนที่วางแผนจะเล่นเกมใน PS4 แทนที่จะรอเล่นใน PS5 จะได้ไม่ตกใจที่ภาพในเกมไม่ตรงปก สรุปแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกว่าต้องพูดถึงมาก เพราะส่วนใหญ่ๆ ก็แทบจะไม่ต่างจากเกมภาคก่อนหน้าเลย สรุป ในภาพรวม เกม Marvels Spider-man: Miles Morales ถือเป็นภาคต่อที่น่าพอใจสำหรับเกม Marvels Spider-man ที่รักษามาตรฐานหลายๆ อย่างเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการนำเสนอระบบใหม่ๆ ที่แม้จะไม่ได้น่าทึ่งหรือตื่นตาตื่นใจอะไรนัก แต่ก็แตกต่างจากภาคเก่ามากพอที่จะทำให้เกมรู้สึกมีตัวตนของตัวเองอยู่ด้วย สำหรับแฟนๆ ของเกม Marvels Spider-man ภาคแรก มั่นใจได้เลยว่า Miles Morales จะทำให้คุณหายคิดถึงเกมภาคแรกไปได้เยอะ และเป็นเกมที่เหมาะเอาไว้เล่นระหว่างรอ PS5 ได้โดยที่ไม่รู้สึกเหมือนเสียอะไรไป   [penci_review id="71902"]
06 Nov 2020
รีวิว Watch Dogs: Legion "ก้าวแรกสู่ Next Gen ของ Ubisoft"
หลังจากที่ได้ทดลองเล่นเกม Watch Dogs: Legion บนเครื่อง PS4 และ PC รวมๆ กันราว 20 ชั่วโมง ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงการเล่นเกมคร่อม Gen อย่าง Assassins Creed IV: Black Flag ในเครื่อง PS3 เมื่อหลายปีมาแล้ว โดยแม้ว่าเกมเพลย์จะไม่ได้ต่างกันกับเวอร์ชั่น PS4 ที่ถือเป็น "Next-Gen" ในสมัยนั้น แต่ประสบการณ์ที่ได้จากเกมทั้งสองเวอร์ชั่นช่างต่างกันเหลือเกิน จากองค์ประกอบที่พัฒนาขึ้นจาก Gen หนึ่งไปอีก Gen หนึ่ง เกม Watch Dogs: Legion (เช่นเดียวกับเกม ACIV: Black Flag ที่กล่าวไป) อาจจะไม่ใช่เกมที่แปลกใหม่หรือหวือหวามากในแง่ของเกมเพลย์พื้นฐาน เช่นระบบต่อสู้ ระบบขับรถ หรือแม้กระทั่งระบบการแฮ๊คกิ้งของเกม ที่แม้จะดีขึ้นจากภาค 2 พอสมควร แต่ก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าเกมอื่นๆ ที่ผ่านมาของค่าย Ubisoft เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้เกมมีความรู้สึกเป็น "Next-Gen" คือเรื่องของกราฟิกและเวลาโหลด ที่ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมบน PS4 และ PC แตกต่างกันอย่างชัดเจน และมีอิทธิพลต่อประสบการณ์การเล่นเกมอย่างมีนัยยะสำคัญเลย (ขอขอบคุณ Ubisoft สำหรับโค้ดเกมเวอร์ชั่น PS4 และ NVIDIA สำหรับเวอร์ชั่น PC) เนื้อเรื่อง Watch Dogs: Legion จะเกิดขึ้นหลังจากเกม Watch Dogs 2 ประมาณหนึ่ง โดยจะติดตามกลุ่มแฮ๊คเกอร์ DedSec สาขาลอนดอน ผู้ซึ่งต้องต่อกรกับองค์กรทหารรับจ้าง Albion ที่ถูกรัฐบาลลอนดอนว่าจ้างให้รักษาความสงบในเมือง หลังจากเหตุการณ์วางระเบิดครั้งใหญ่ของผู้ก่อการร้าย Zero Day แต่บริษัท Albion กลับฉวยโอกาสนี้ในการเข้ายึดครองเมืองลอนดอนอย่างเต็มตัวด้วยการป้ายสีความผิดให้กับ DedSec พร้อมกับจับกุมประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต่อต้านพวกเขาไปคุมขังอย่างกว้างขวาง ผู้เล่นจะรับบทเป็นสมาชิกใหม่ขององค์กร DedSec สาขาลอนดอน ผู้ซึ่งต้องชักชวนเหล่าประชากรผู้เหลืออดกับอำนาจเผด็จการของ Albion ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้กดขี่ และทำให้ลอนดอนเป็นอิสระจากกลุ่มทหารรับจ้างที่ว่านี้อีกครั้ง   ถ้าให้เปรียบเทียบกับเนื้อเรื่องของเกมภาคที่ผ่านมา Watch Dogs: Legion เปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางระหว่างความซีเรียสอึมครึมของเกมภาคแรก และความอารมณ์ดีติดตลกของเกมภาค 2 ซึ่งเป็นสมดุลที่กลมกล่อมกว่าทั้งสองภาคที่ผ่านมามากๆ โดยแม้ว่าเราจะยังมีตัวละครอย่างเจ้า A.I. ฝีปากร้ายประจำกลุ่ม DedSec อย่าง Bagley ที่จะคอบปล่อยมุกแซวผู้เล่นตลอดเวลา แต่เนื้อเรื่องก็ยังพูดถึงเหตุการณ์หนักๆ อย่างการค้าอวัยวะมนุษย์หรือการค้าแรงงานผิดกฏหมายได้พร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้เรื่องราวของเกมไม่รู้สึกจริงจังหรือมืดมนมากจนเกินพอดี ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าชมไม่แพ้กันก็คือการที่เกมสามารถผูกโยงเรื่องราวของเหล่า NPC นิรนามในโลกเข้ากับเนื้อเรื่องของเกมได้ และทำให้ NPC เหล่านี้รู้สึกเหมือนมีความเป็นมนุษย์มาก จากบทสนทนาที่มีเสียงพากย์สำหรับตัวละครทุกตัว ไปจนถึงอุปนิสัยของตัวละครที่แสดงออกมาผ่านบทสนทนากันเองในทีมอย่างเป็นธรรมชาติ หรือการพูดบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียน NPC ในเกมนี้มีอุปนิสัย หน้าตา และภูมิหลังที่หลากหลายมากๆ (ยังไม่เคยเจอตัวที่หน้าตาซ้ำกันเลย) และความหลากหลายนี้เองก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันกว่าเดิมด้วย ยิ่งเราเชิญชวน NPC เข้ามาร่วมทีมได้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้บทสนทนาระหว่างสมาชิกทีม DedSec ของเรามีชีวิตชีวามากขึ้นไปด้วย นอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว WD: L ยังมีเนื้อเรื่องเล็กๆ ของ NPC แต่ละตัว รวมไปถึงเนื้อเรื่องประจำเขต (Boroughs) ต่างๆ ของเมืองลอนดอนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนพูดถึงความพยายามของเหล่าประชาชนคนเดินดินในการต่อต้านอำนาจของ Albion ซึ่งก็ช่วยเสริมให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนตัวเองและการกระทำของเรามีผลต่อโลกในแบบที่เป็นธรรมชาติมาก แม้ว่าผู้เขียนจะยังไม่ได้เล่นจนจบเนื้อเรื่อง (เนื่องจากได้โค้ดเกมมาค่อนข้างช้า) ทำให้ยังไม่สามารถออกความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องโดยรวมๆ ได้ แต่เท่าที่ผู้เขียนเล่นมา ก็ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องและบทพูดของ Watch Dogs: Legion เป็นการพัฒนาขึ้นจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน และเป็นเกม Watch Dogs เกมแรกที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจเนื้อเรื่องขึ้นมาจริงๆ เกมเพลย์ ในขั้นพื้นฐานนั้น เกม Watch Dogs: Legion ก็ไม่ได้แตกต่างจากเกมโลกเปิดสูตร Ubisoft อื่นๆ นัก ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปบนแผนที่อันกว้างใหญ่ของเมืองลอนดอนเพื่อทำภารกิจหลากหลายชนิด เพื่อดำเนินเนื้อเรื่องและ/หรือเก็บทรัพยากรณ์หรือของตกแต่งไว้สำหรับพัฒนาตัวละครไปเรื่อยๆ โดยระบบการควบคุมเบื้องต้นก็ไม่ได้ต่างจากเกมแอคชั่นบุคคลที่ 3 ทั่วไปนัก ระบบที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดอาจจะมีเพียงระบบต่อสู้มือเปล่า ที่ใส่ความเป็นเกมแอคชั่นแบบเดียวกับ The Witcher เข้าไป โดยผู้เล่นจะต้องคอยหลบหลีกและหาจังหวะสวนกลับการโจมตีของศัตรูตลอดเวลา ทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้นประมาณหนึ่ง แถมตัวละครแต่ละชนิดยังมีท่าทางแอคชั่นที่ต่างกัน ทำให้มีความน่าสนใจทั้งในแง่ของเกมเพลย์และอนิเมชั่นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะพูดได้เต็มปากว่า WD: L ถือเป็นเกม Watch Dogs ที่ดีที่สุด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นเกมที่ “ดี” ในภาพรวมได้แค่ไหน จากเกมเพลย์อีกหลายๆ ส่วนที่ยังไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยนัก อย่างแรกคือระบบการแฮ๊คกิ้ง ที่ยังคงติดๆ ขัดๆ อยู่ไม่ต่างจากเกมภาคเก่า แม้จะมีลูกเล่นใหม่ๆ อย่างการบังคับโดรนก่อสร้างเพื่อบินไปไหนมาไหน แต่โดยรวมก็ไม่ได้ต่างไปจากที่ผ่านมานัก ผู้เล่นจะต้องกระโดดจากกล้องวงจรปิดเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอมุมที่ต้องการในการแฮ๊คเข้าสู่ระบบที่ต้องแฮ๊ค โดยแม้ว่าในบางกรณีที่ต้องทำการแฮ๊คกิ้งในพื้นที่จำกัดจะไม่ได้มีปัญหานัก และยังมีพื้นที่ให้เราใช้การแฮ๊คกิ้งในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ แต่เมื่อเราต้องบุกเข้าไปในอาคารหรือฐานทัพขนาดใหญ่ ก็อดหงุดหงิดไม่ได้เหมือนกัน เมื่อเราเลือกไม่ถูกว่ากล้องวงจรปิดกล้องไหนกันแน่ที่จะมองเห็นมุมที่เราต้องการ และการโดดไปโดดมาอย่างไร้จุดหมายก็ไม่ใช่เกมเพลย์ที่สนุกเท่าไหร่นัก และทำให้การเล่นเกมเหมือนเป็นเกมลอบเร้นบุคคลที่ 3 ธรรมดาๆ กลับรู้สึกสนุกกว่าการแฮ๊คกิ้งจริงๆ อย่างต่อมาคือระบบขับรถของเกม ที่ทำออกมาได้ไม่ค่อยสนุกเอาซะเลย และเผลอๆ อาจจะแย่กว่าที่เคยมีในเกม Watch Dogs ภาคก่อนๆ ด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งมาจากสภาพถนนของกรุงลอนดินที่ค่อนข้างแคบ ทำให้เราไม่สามารถขับซอกแซกผ่านรถอันอืดอาดของ NPC ได้คล่องแคล่วเท่าเกมอย่าง GTA เมื่อนำมาผนวกกับการที่เกมมักจะบังคับให้เราต้องเดินทางข้ามแผนที่ไปมาเพื่อทำภารกิจ ทำให้ประสบการณ์การเดินทางในเกม Watch Dogs: Legion รู้สึกน่าหงุดหงิดรำคาญใจมากๆ แต่ครั้นจะไปใช้ระบบ Fast Travel ที่อ้างอิงจากรถไฟใต้ดินของลอนดอน ก็ยังหนีไม่พ้นความอืดอาดของจราจรในเกม เพราะผู้เล่นจะต้องเดินเท้าเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อปลดล๊อคสถานีรถไฟในเขตเหล่านั้นเสียก่อนถึงจะสามารถ Fast Travel ไปได้ ทำให้ผู้เล่นเหมือนโดนบังคับให้ต้องใช้การสัญจรทางถนนเป็นวิธีการหลักในการเดินทางอยู่ดี ซึ่งสำหรับผู้เขียนถือเป็นจุดอ่อนมากๆ ของเกมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใช้ระบบ Fast Travel ก็ยังหนีไม่พ้นความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะเราจะต้องพบกับหน้าจอโหลดเกมทุกครั้งที่เดินทาง หรือกระทั่งทุกครั้งที่เข้า/ออกคัตซีนหรืออาคารบางแห่ง โดยใน PS4 จะต้องเผชิญกับปัญหานี้บ่อยมากๆ จนเรียกได้ว่าทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมแย่ลงไปเลยเหมือนกัน ปัญหาที่กล่าวมาเกี่ยวกับหน้าจอโหลดเกม ทำให้การเล่นเกมบน PC ที่มี SSD (หรือคอนโซล Next Gen ทั้งหลาย) ช่วยทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมดีขึ้นอย่างมาก เพราะความเร็วในการโหลดทำให้ผู้เขียนสามารถใช้ระบบ Fast Travel ได้โดยไม่ต้องรอเกมโหลดเป็นนาทีและทำให้เล่นเกมได้ลื่นไหลมากขึ้น เรียกว่าเปลี่ยนความรู้สึกของผู้เขียนไปได้เลย จนอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้พัฒนาตั้งใจออกแบบระบบเกมเพื่อให้เล่นบนเครื่องที่มี SSD แต่แรกเลยหรือเปล่า เพราะมันส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมอย่างใหญ่หลวงมาก อีกหนึ่งข้อตำหนิใหญ่ๆ คือเรื่องของภารกิจเสริม เช่นภารกิจการดึง NPC มาเป็นพวก ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ประเภทเท่านั้น และมักจะวนมาให้เล่นซ้ำๆ กันบ่อยมาก ซึ่งการซ้ำในรูปแบบเฉยๆ อาจจะยังไม่แย่มาก แต่บางครั้งก็ซ้ำไปจนถึงฉากที่จะต้องเข้าไปทำภารกิจเลยด้วย เช่นภารกิจหนึ่งบอกให้เข้าไปขโมยคลิปวิดีโอจากสถานีตำรวจ ส่วนอีกภารกิจหนึ่งให้ไปแฮ๊คระบบรักษาความปลอดภัยของสถานีตำรวจแห่งเดียวกัน โดยการที่เราต้องวนเวียนทำภารกิจเดิมๆ ในสถานที่เดิมๆ ก็ทำให้เบื่อหน่ายไปได้เร็วเหมือนกัน นอกเหนือไปจากนั้นก็มีเพียงข้อตำหนิเล็กๆ อย่างการที่เราไม่สามารถเปิดโหมดแสกนค้างเอาไว้เพื่อมองหา NPC ที่น่าชวนมาร่วมทีม (ต้องกดแสกนทีละคน ซึ่งเสียเวลามาก) หรือการที่เราไม่สามารถหยิบอาวุธในฉากหรืออาวุธที่ศัตรูทำหล่นมาใช้ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจเล็กน้อยมากกว่าจะส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมของเกม  กราฟิก/การนำเสนอ อย่างที่อาจจะพอเดาได้จากหัวข้ออื่นๆ การเล่นเกม WD: L ใน PS4 และใน PC เป็นประสบการณ์ที่ต่างกันอย่างมาก และคงไม่มีจุดไหนที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างสองเวอร์ชั่นได้ชัดเจนเท่ากับในส่วนของกราฟิก จากวิดีโอตัวอย่างรวมไปถึงการสื่อสารของผู้พัฒนาที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าระบบ Ray Tracing จะมีความสำคัญมากต่อเกม WD: L ซึ่งในจุดนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าต้องเห็นด้วยกับเขาจริงๆ เพราะการเล่นเกมใน PS4 โดยไม่มีระบบ Ray Tracing ทำให้ภาพในเกมรู้สึก “แบน” และจืดชืดไปซะหน่อยเมื่อเทียบกับการเล่นใน PC ที่สามารถแสดงถึงแสงสีของเมืองได้อย่างเต็มที่ แถมด้วยสภาพอากาศของลอนดอนที่มักจะมีฝนตกอยู่บ่อยๆ ยิ่งทำให้เทคโนโลยี Ray Tracing มีความสำคัญต่อประสบการณ์โดยรวมมากกว่าหลายๆ เกมที่ผู้เขียนเคยเล่นมาเลยก็ว่าได้ (เพราะมีพื้นผิวที่สะท้อนแสงเยอะ) นอกจากนี้ เทคโนโลยี NVIDIA DLSS ที่ผู้พัฒนาเลือกใช้ยังทำให้เกมสามารถรันได้อย่างลื่นไหลมากๆ แม้จะเปิด Ray Tracing แถมยังสามารถปรับแต่งสมดุลย์ระหว่างความละเอียดและเฟรมเรตได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดทำให้ประสบการณ์เกมบน PC ดีกว่าบน PS4 อย่างก้าวกระโดด และเชื่อว่าในเครื่อง Xbox Series X / PS5 ก็คงไม่ต่างกัน นอกเหนือไปจากนั้น ต้องบอกว่า WD: L ได้พัฒนากราฟิกในด้านหน้าตาตัวละครและความสมจริงโดยรวมขึ้นจากเกมอย่าง Assassin’s Creed: Odyssey หรือ Ghost Recon: Breakpoint เสียอีก โดยแม้ว่าสุดท้ายคงจะไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับเกมอย่าง Call of Duty หรือ Cyberpunk 2077 แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ชัดเจน และทำให้ตัวละครในเกมมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้เหมือนกัน ถ้าจะมีข้อเสีย คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ตัวละครในเกมมักจะพูดกันด้วยสำเนียงอังกฤษแบบเน้นๆ ซึ่งแค่นี้ก็หลากหลายและฟังยากมากอยู๋แล้ว ยังมีสำเนียงของเหล่าผู้อพยพจากประเทศต่างๆ ที่ก็มีสำเนียงของตัวเองอีกที แถมการพูดจาของชาวอังกฤษยังเต็มไปด้วยศัพท์แสลงมากมายที่อาจจะต้องตีความกันหน่อยกว่าจะเข้าใจ นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เกมไม่มีบทบรรยายภาษาไทย เพราะคนที่ฟังภาษาอังกฤษไม่ถนัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วน่าจะยิ่งงงเข้าไปอีก และไม่มั่นใจว่าจะติดตามเนื้อเรื่องหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีแค่ไหน สรุป กล่าวโดยสรุป แม้ว่า WD: L จะมีพัฒนาการที่ทำให้เกมมีความน่าสนใจมากกว่าเกมภาคก่อนๆ ในซีรี่ส์ โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่โดยรวมก็ยังไม่ได้มอบอะไรที่ใหม่หรือพิเศษไปกว่าที่เราๆ น่าจะเคยได้เล่นกันมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเกมไม่ดี แต่อาจจะเรียกได้ว่า “เฉยๆ” เสียมากกว่า แฟนๆ ของซีรี่ส์นี้น่าจะชอบเกมนี้ในฐานะเกม Watch Dogs ที่ดีที่สุด แต่สำหรับคนทั่วไป Watch Dogs: Legion อาจจะไม่ได้มีอะไรให้พวกคุณมากไปกว่าเกมแอคชั่นบุคคลที่ 3 เกมอื่นๆ นัก โดยเฉพาะเกมร่วมค่าย Ubisoft ด้วยกัน [penci_review id="71206"]
28 Oct 2020
รีวิว HyperX Alloy Origins [ Tactile Switch ] ถ้าชอบใช้แรงกดน้อยต้องตัวนี้เลย
Alloy Origins นับเป็นคีย์บอร์ดเกมมิ่งตัวใหม่จากทาง HyperX ที่มีดีไซน์สวยงาม ที่มาพร้อมกับไฟ RGB สีสันสวยงาม และมีสวิตช์ให้เลือกใช้ถึง 3 แบบ ประกอบด้วย Red (Linear), Blue (Clicky) และ Aqua (Tactile) โดยก่อนหน้านี้ทางเราได้มีการรีวิวตัว Blue ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องขอบคุณทาง HyperX ที่ได้มีการส่งตัว Aqua มาให้เราทดลองใช้อีกตัวครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมีรีวิวให้เพื่อนๆ ได้รู้ถึงความยอดเยี่ยมของคีย์บอร์ดตัวนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน แอบบอกก่อนเลยว่าสวิตช์ตัวนี้ "พิมพ์สนุกมาก" จะเป็นยังไงไปดูกันครับ รายละเอียด Switch HyperX Aqua Operation Style - Tactile ควมแรงในการกด - 45 G ระยะสั่งการ - 1.8 mm ระยะการเคลื่อนที่ - 3.8 mm จำนวนการกด - 80 ล้านครั้ง ถ้าหากจะให้พูดถึงข้อดีของเจ้า Aqua (Tactile) ตัวนี้ คงจะเป็นในเรื่องที่มีจังหวะสะดุดเล็กน้อย ทำให้ตอนใช้งานจะรู้สึกได้ว่ากดปุ่มลงไปแล้วจริงๆ หรือไม่ ทั้งยังใช้แรงในการกดเพียงแค่ 45 G จึงทำให้การสั่งการผ่านคีย์บอร์ดตัวนี้ สามารถทำได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็วมากกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปที่มีอยุ่ในตลาดครับ จากประสบการณ์ใช้งานตรง ผมพบว่าสวิตช์รูปแบบนี้เหมาะสมเวลาใช้พิมพ์ข้อความเป็นอย่างมาก เนื่องจากจังหวะสะดุดเล็กน้อยนั้นช่วยให้แน่ใจว่าพิมพ์ตัวอักษรแต่ละตัวไปแล้วจริงๆ ทั้งยังใช้แรงในการกดไม่มากเท่าไหร่นัก ส่งผลให้ไม่เกิดอาการเจ็บนิ้วเวลาใช้งานนานๆ ครับ ในด้านของการเล่นเกม Aqua (Tactile) ถือว่าตอบโจทย์เมื่อเอาไปใช้กับแนวเกมที่ต้องการความถูกต้องในการสั่งการ และความเร็วอย่างแนว RTS หรือ MOBA เป็นอย่างมาก การใช้งานกับเกมตระกูล FPS เองก็ค่อนข้างเหมาะสมเช่นกัน เอาจริงๆ สามารถใชได้กับเกมทุกแนวครับ แต่เนื่องจากว่าใช้แรงในการกดเพียงแค่ 45 G เท่านั้น ผู้ใช้งานอาจจำเป็นต้องระวังในเรื่องของการกดไปโดนปุ่มข้างๆ เล็กน้อยครับ! วัสดุและดีไซน์ HyperX Alloy Origins มีโครงสร้างของตัวคีย์บอร์ดเป็นอลูมิเนียม และมีตัวปุ่มกดเป็นพลาสติกแข็งเกรดดี จึงทำให้มีน้ำหนักเบา สามารถพกพาได้สะดวกทั้งยังแข็งแรงทนทาน อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นอลูมิเนียมผิวดำ ถึงทำให้เกิดรอยขีดข่วนจากเล็บ หรือของมีคมได้ง่ายเช่นกัน ถ้าอยากให้คีย์บอร์ดสวยงามอยู่ตลอดเวลา ตอนใช้งานก็อาจจำเป็นต้องตัดเล็บให้สั้นไว้ก่อนดีกว่าครับ ในส่วนของดีไซน์ Alloy Origins ตัวนี้นับว่ามีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก ถ้าเปรียบเทียบกับคีย์บอร์ด Full Size ตัวอื่นๆ ในตลาด เนื่องจากคีย์บอร์ดตัวนี้ถูกออกแบบมาให้แทบจะไม่มีขอบเลย จึงส่งผลให้ขนาดโดยรวมเล็กกว่าตัวอื่นๆ ที่มีในตลาดประมาณ 10 - 20% ดังนั้นสำหรับใครที่มีพื้นที่ระหว่างขอบโต๊ะกับหน้าจอน้อย Alloy Origin อาจเป็นตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ของคุณได้ครับ แสงและไฟ อีกหนึ่งฟังก์ชันที่เหล่าเกมเมอร์ให้ความสนใจมากขึ้น เมื่อเป็นคีย์บอร์ดเกมมิ่งคือในเรื่องของแสงสีที่สวยงาม ซึ่ง Hyper X Alloy Origin ได้มีการใช้ไฟแบบ RGB LED ที่จะแสดงผลแสงสีได้สวยงาม โดนเฉพาะเวลาอยู่ในที่มืด นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมไฟ RGB ให้แสดงผลได้ตามต้องการผ่านโปรแกรม HyperX NGENUITY ด้วย เท่าที่ตัวผมเองได้ลองตั้งค่าไฟเล่นดู พบว่าคีย์บอร์ดตัวนี้สามารถแสดงผลรูปแบบไฟ RGB ได้ไม่น้อยหน้าแบรนด์ Gaming Gear ชั้นนำอื่นๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นไฟแบบ Wave, Breathing, Starlight, Riptide, Static, หรือ All Random ก็สามารถทำได้ครับ สรุป เท่าที่ได้ลองใช้งานมา 2 อาทิตย์กว่าๆ ตอนนี้คงต้องยอมรับเลยว่าตัวผมเองได้ตกหลุมรักเจ้า HyperX Alloy Origins [ Tactile Aqua Switch ] ตัวนี้ไปเสียแล้วเพราะไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์, ไฟ หรือสัมผัส ล้วนแล้วแต่ทำออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้ตอนนี้มันได้กลายเป็นคีย์บอร์ดหลัก ที่ใช้ทั้งพิมพ์งาน และเล่นเกมในบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะพูดถึงข้อเสียของเจ้าตัวนี้คิดว่าคงมีอย่างเดียว คือยังไม่มีภาษาไทยบนคีย์บอร์ดครับ ถ้าหากว่าเพื่อนๆ ไม่สามารถใช้งานคีย์บอร์ดโดยที่ไม่มีมองได้ อาจจะลำบากพอสมควรเลยในการใช้งานเจ้า HyperX Alloy Origins [ Tactile Switch ] ตัวนี้ แต่ส่วนหนึ่งคิดว่า อาจเป็นเพราะเจ้าตัวนี้ยังไม่ได้ถูกนำเข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการด้วยครับ ซึ่งคิดว่าถ้าเข้ามาแล้วน่าจะมีตัว เวอร์ชันภาษาไทยให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อกันด้วย คงต้องรอดูกันต่อไป
27 Oct 2020
[Beta Review] Call of Duty: Black Ops Cold War คล้ายเดิมเพิ่มเติมคือภาพสวย
เพิ่งจะมีเปิดให้ทดเล่นไปได้ไม่นานกับเกม Call of Duty: Black Ops Cold War แน่นอนว่าพวกเราทีมงาน GameFever Th เองก็มีโอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นในรอบ Open Beta วันที่ 15 - 20 ตุลาคม 2020 มาเช่นกัน โดยต้องขอบอกตรงนี้เลยว่า "เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ " ครับ จริงๆ ได้ชื่อว่าเป็น Call of Duty ก็การันตีความมันในเรื่องของเกมเพลย์อยู่แล้ว ซึ่งในรอบ Open Beta ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดโหมด Multiplayer ให้ผู้เล่นได้สัมผัสมากมายเลยไม่ว่าจะเป็น Team Deathmatch, Domination, VIP Escort, Kill Confirmed, และอื่นๆ โดยผมจะขอรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันในบทความนี้ครับ กราฟิก / การนำเสนอ กราฟิกเอาจริงๆ คิดว่าคงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะยังไงภาคนี้ก็ถือว่าเป็นเกมที่จะลงให้กับเครื่อง Xbox Series X กับ PS5 อยู่แล้ว ในเรื่องของภาพ และเอฟเฟคเรียกได้ว่าสวยงามเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าเปิด RTX On เวลาวิ่งผ่านน้ำ หรือแสงกระทบกับเหล็กบนตัวปืน ก็ยิงทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างมันสวยสมจริงไปหมดมากขึ้นไปอีก ที่น่าสนใจสุดคือ เกมนี้ไม่ได้กินสเปคมากมายอะไรขนาดนั้นด้วยครับ ด้วยสเปคเครื่องที่ไม่สูงอะไรมากมายการจะเล่นให้ได้ 60 FPS ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าหากต้องการภาพสุกจัดเต็มด้วย FPS ที่สูงกว่า 144 อันนี้ก็อาจจะต้องมีการ์ดจอที่ดีระดับหนึ่งครับ ทางด้านการนำเสนอ ภาคนี้จะแตกต่างจาก Call of Duty Modern Warfare ที่วางขายในช่วงปีที่แล้ว ในเรื่องของความสมจริงที่มีมากกว่าครับ ซึ่งสามารถสังเกตในเกมเพลย์เลยยกตัวอย่างเช่น การขว้างระเบิดในภาคนี้ตัวละครเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการขวาง ซึ่งมือขวาจะยังจับปืนแล้วเล็งข้างหน้าอยู่ (ใช้ปากดึกสลักระเบิด) นอกจากนี้เรายังสามารถหยิบระเบิดที่ถูกขวางมา ปากลับไปใส่ศัตรูได้ด้วย อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่เวลาเรากด Reload ในขณะที่กำลังเข้า Scope ของปืนอยู่ ตัวละครของเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการ Relode ซึ่งในขณะนี้ตัวละครของเราจะไม่ทำการเอาหน้าออกจาก Scope ของปืนเลย นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทหารในโลกความจริงน่าจะทำกันครับ องค์ประกอบเหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่าทีมพัฒนาได้ใส่ใจในรายละเอียดของการรบจริงอย่างเต็มที่ และมันทำให้ผู้เล่นอย่างเรารู้สึกอินไปกับเกมมากขึ้นไปด้วยครับ เกมเพลย์ ในเรื่องของเกมเพลย์ ถ้าหากตัดการปาระเบิดใหม่ กับระบบ Reload ใหม่ที่สมจริงมากขึ้นแล้ว โดยรวมระบบเกมเพลย์จะแทบไม่ต่างจาก Call of Duty ภาคก่อนเท่าไหร่ครับ ยังเป็นเกมที่มีจังหวะดวลปืนที่เร็วมากเหมือนเดิม, ยังคงมีจังหวะวิ่งที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก, ยังสามารถวิ่งสไลด์ยิงได้เหมือนเดิม คือถ้าเกิดเคยเล่นเกม COD ภาคก่อนๆ มา ก็ไม่น่าจะต้องปรับตัวมากนัก ในส่วนของระบบ Loadout ภาคนี้จะใช้ระบบแบบเดียวกับ Call of Duty Modern Warfare คือมี ปืนหลัก, ปืนรอง, Perk สามช่อง, Lethal และ Tactical แต่มีอุปกรณ์ให้เลือกใช้เพิ่มมา 2 ช่องครับ อันแรกเป็นอุปกรณ์พิเศษที่จะมี Cooldown อยู่ที่ 90 - 300 วินาที แล้วแต่ความเก่งของอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นเช่น กับระเบิด, อุปกรณ์ต่อต้านระเบิดมือ หรือป้อมปืนขนาดเล็ก ส่วนอีกหนึ่งช่องที่ถูกเพิ่มเขามาคือ ช่องความสามารถพิเศษ ที่จะให้ผลแตกต่างกันไป โดยจะทำงานคล้ายๆ กับ Perk เช่นสามารถพกระเบิดได้ 2 ลูก หรือพกอาวุธหลักได้ 2 ชิ้นเป็นต้น โหมดทั้งหมดที่เปิดให้เล่นในรอบ Open Beta (15 - 20 ตุลาคม 2020) น่าเสียดายที่ในช่วง Open Beta ไม่สามารถเข้าไปเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมได้ เราจึงมีโอกาสได้สัมผัสแค่โหมด Multiplayer เท่านั้น โดยมีทั้งหมด 8 แบบที่สามารถเล่นได้คือ Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, VIP Escort, Combined Arms และ Dirty Bomb Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, และ Team Death Match จะเป็นโหมดที่มี Objective ง่ายๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน สามารถวิ่งเข้าไปบู๊แหลกแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมายนัก กลุ่มนี้จะเล่นได้สูงสุดแบบ 6 Vs 6 และตายเกิดได้เรื่อยๆ เกมเพลย์โดยรวมในทั้ง 5 โหมดนี้จะเน้นความมันเอาไว้ก่อน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือโหมดที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อครับ ส่วน Combined Arms และ Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่ตาย และเกิดได้เรื่อยๆ เช่นกัน แต่จะมีจำนวนผู้เล่นสูงสุดมากกว่า 20 คน โดย Combined Arms จะเป็นโหมดที่แบ่งคนออกเป็น 2 ทีมแบบ 12 Vs 12 ซึ่งมี Objective ชนะเป็นยึดจุด ซึ่งเกมเพลย์จะมั่วกว่า 5 โหมดแรกมากๆ แต่ก็มันกว่าเช่นกัน ส่วน Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่แบ่งผู้เล่นออกเป็น 10 ทีม โดยแต่ละทีมจะมีสมาชิก 4 คน แผ่นที่ในโหมดนี้จะมีขนาดใหญ่ ทั้งยังใช้เวลาเล่นค่อนข้างนานมาก และมีเกมเพลย์ใกล้เคียงกับเกม Battle Royale แต่สามารถเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ วิธีชนะในโหมดนี้คือเป็นกลุ่มที่มีแต้มสูงที่สุด ซึ่งแต้มสามารถหาได้จากการทำ Objective ในด่าน ซึ่งจุดที่ทำ Objective ได้จะมีเพียง 5 จุดเท่านั้นในด้าน ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ได้ปะทะกับผู้เล่นทีมอื่นอย่างแน่นอนครับ สุดท้าย VIP Escort ถือว่าเป็นอะไรที่จริงจังมากสุดใน 8 แบบครับ โหมดนี้จะมีความคล้ายกับ โหมดวางระเบิดในเกมอื่นๆ คือ ตายแล้วไม่สามารถเกิดได้ ฝั่งหนึ่งต้องป้องกัน ส่วนอีกฝั่งต้องบุก แต่ต่างกันตรงที่ทีมบุกไม่ได้มีเป้าหมายเป็นการวางระเบิด หากแต่เป็นการนำผู้เล่นที่ถูกเลือกไปยังตำแหน่งเป้าหมายอย่างปลอดภัยครับ ดังนั้นถ้าหากว่าฝั่งป้องกันสามารถฆ่า VIP ได้ เกมก็จะจบลงเลยเช่นกัน สรุป โดนรวมแล้วผมคิดว่าเกมเพลย์แบบ Multiplayer ของภาคนี้สนุกดีครับ สิ่งแรกที่อยากชมก่อนเลย คือในเรื่องของความหลากหลาย ที่แม้จะเป็นรอบ Open Beta ก็ยังมีให้เราเลือกเล่นมากมายขนาดนี้ คิดว่าในตอนที่เกมออกน่าจะมีโหมดใหม่ๆ ถูกเพิ่มมาให้เราเล่นอีกด้วยแน่นอน ในส่วนของภาพ และกราฟิกเองก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน เรียกได้ว่าไม่เสียชื่อ "เกมที่จะลงให้กับเครื่องเจนใหม่" เลย เป็นอย่างไรบ้างครับกับ [Beta Review] Call of Duty: Black Ops Cold War แน่นอนว่าทางเราจะมีการปล่อยรีวิวเต็มๆ ในช่วงที่เกมวางจำหน่ายด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนว่าเกมนี้จะได้คะแนนจากเราเท่าไหร่คงต้องไปรอดูในบทความรีวิวตัวเต็มครับ สำหรับวันนี้ผมลาไปก่อนสวัสดีครับ
22 Oct 2020
รีวิวการ์ดจอ RTX 3080 FE พร้อมตอบคำถาม "คุ้มหรือไม่หากจะอัพเกรดในตอนนี้"
วางจำหน่ายมาได้หลายอาทิตย์แล้วกับการ์ดจอ RTX 3080 ซึ่งต้องบอกเลยว่าขายดีเกิดคาดจริงๆ ครับ เพราะสินค้าเล่นหมดไปจากตลาดโลกเลย ในเวลาเพียงแค่ 1 วันหลังวางจำหน่ายเท่านั้น จนน่าจะทำเอาเพื่อนๆ หลายคนสงสัยว่า "เจ้าการ์ดจอ RTX 3080 ตัวใหม่นี้มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ? " อยู่ไม่มากก็น้อย ถือเป็นโชคดีของพวกเรา GameFever TH ที่ทาง Nvidia ได้ส่งการ์ดจอหายากตัวนี้มาให้เราได้ทดลองใช้งานกัน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ โดยวันนี้ผมจะมารีวิวให้เพื่อนได้รู้กันว่าเจ้า RTX 3080 มีดียังไง และมันคุ้มหรือไม่ หากจะจ่ายเงินถึง 25,000 บาทให้ได้มา ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ คุณสมบัติทางเทคนิค RTX 3080 นั้นใช้สถาปัตยกรรมในการผลิตใหม่ที่มีชื่อว่า Ampere ซึ่งเป็นการผลิตแบบ 8 นาโนเมตร ต่างจาก Turing สถาปัตยกรรมก่อนหน้านี้ (RTX 20 Series) ที่เป็นการผลิตแบบ 12 นาโนเมตร จึงส่งผลให้จำนวนทรานซิสเตอร์ทั้งหมดของการ์ดจอซีรีส์นี้มีสูงถึง 28 พันล้านตัว มากกว่าเจนที่แล้วที่ถึง 10 พันล้านตัว โดยผมจะแปะคุณสมบัติเบื้องต้นที่ไม่ลึกเกินไปข้างล่างนี้ครับ ข้อมูลจำเพาะของ GPU Engine: NVIDIA CUDA® Core 8704 Boost Clock (GHz) 1.71 Base Clock (GHz) 1.44 ข้อมูลจำเพาะของหน่วยความจำ: กำหนดค่าหน่วยความจำมาตรฐาน 10 GB GDDR6X ความกว้างของอินเทอร์เฟซหน่วยความจำ 320 บิต เปรียบเทียบ ( กราฟิกที่ได้/FPS ) ในเรื่องของกราฟิก ผมเชื่อว่าเกมเมอร์บนเครื่อง PC หลายคนยังไงใช้การ์ดจอ GTX ซีรีส์ 9 ไม่ก็ 10 อยู่ และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนมาใช้การ์ดจ่อซีรีส์ RTX กันในรุ่นนี้ ผมจึงจะขอทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของกราฟิกระหว่าง 1080Ti กับ 3080 ก่อนละกันครับ ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่าความแตกต่างระหว่างการ์ดจอทั้ง 2 ตัว จะเป็นในเรื่องของ RTX On / Off มากกว่าครับ เนื่องจากจริงๆ 1080Ti นั้นเพียงพอที่จะปรับกราฟิกแบบเต็มแม็กในความละเอียดแบบ Full HD แล้วยังได้ 60 FPS อยู่แล้วในเกมเจนปัจจุบัน โดยประการแรกผมจะขอโชว์รูปเปรียบเทียบระหว่างเปิด RTX On / Off ให้เพื่อนๆ ดูก่อนครับว่าต่างขนาดไหนในเกมจริงๆ [caption id="attachment_69861" align="aligncenter" width="1024"] RTX off[/caption] [caption id="attachment_69862" align="aligncenter" width="1280"] RTX on[/caption] จะสังเกตได้ว่าแสงกับเงา ที่เราได้เห็นในเกมหากเปิด RTX On จะมีความสมจริงกว่าไม่เปิด (อย่างน้อยคือการสะท้อนของเงามีความถูกต้องมากกว่า) ดังนั้นสำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์แสงเงาที่ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนมาใช้ RTX 3080 เลย ผมคิดว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ ครับ และถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยากเป็น RTX ถ้าคำนึงถึงความแตกต่างของ FPS ผมก็ยังคิดว่าคุ้มที่จะเปลี่ยนมาใช้อยู่ดี ซึ่งจะขอเปรียบเทียบให้ดูต่อไปข้างล่างนี้ครับ ในเรื่องของ FPS เชื่อว่าสำหรับเกมเมอร์หลายคนแล้ว เรื่องของ FPS เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คาดหวังจะได้เห็นความแตกต่าง ซึ่งมันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วที่ การ์ดจอรุ่นใหม่จะต้องแรงกว่ารุ่นเก่า แต่จะแรงกว่าถึงขนาดที่คุ้มค่ากับการเปลี่ยนรึเปล่า มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ โดยวันนี้ผมได้ทำกราฟเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นมาให้ครับ ดูได้ข้างล่างนี้เลย ( ป.ล ผล FPS ที่ได้นี้ทดลองด้วย CPU: Intel i9 10900K ครับ ) [gallery ids="69589,69590,69591,69592,69593,69594,69595,69596,69597"] จะสังเกตได้ว่า 3080 นั้นจะสามารถทำ FPS ออกมาได้มากกว่า 2080Ti ที่เป็นตัวท็อปของรุ่นที่แล้วได้อยู่ที่ประมาณ 20-30 FPS เท่านั้น แต่ทำได้มากกว่า 1080Ti ถึงประมาณ 50-60 FPS เลยทีเดียว ผมจึงคิดว่าสำหรับใครที่ยังใช้ GTX ซีรีส์ 9 หรือ 10 อยู่ การเปลี่ยนมาใช้ RTX 30 ดูเป็นอะไรที่ไม่แย่นักครับ ประสบการณ์ส่วนตัว เบื้องต้น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ตัวผมเองเป็นเกมเมอร์ที่เน้นเล่นเกมบนเครื่อง PC ครับ และก็มีงานอดิเรกเป็นการแต่งคอม แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมยังคงใช้การ์ดจอ GTX 1080Ti อยู่ เพราะคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะเปลี่ยนไปใช้การ์ดจอตัวใหม่ในเมื่อมันยังเล่นเกมแบบปรับภาพสวยๆ ได้อยู่ แต่การที่ได้สัมผัสประสบการณ์แบบกราฟิกจัดเต็ม + RTX On เป็นครั้งแรก บอกตรงๆ ว่าถึงแม้จะไม่ค่อยได้สังเกตความแตกต่างแบบจริงจัง แต่ผมกล้าพูดได้เลยว่าความสมจริงที่มากขึ้นมันอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ ครับ! ความสมจริงที่ผมพูดถึงอยู่นี้คือเรื่องของ "ทิศทางเงา" เมื่อเราเปิด RTX On แล้วมุมตกกระทบ และมุมสะท้อนของเงา จะมีความสมจริงก็กว่าก่อนเปิดเป็นอย่าง ซึ่งเอาจริงๆ ตอนที่เล่นเกมเราไม่ค่อยได้สังเกตุกันหรอกครับ อารมณ์มันจะเป็นแบบว่า "รู้สึกได้ว่าภาพมันสมจริงขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันสมจริงขึ้นยังไง" ประมาณนั้นครับ สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ "ประทับใจมากครับ" [caption id="attachment_69601" align="aligncenter" width="1264"] เมื่อเปิด RTX แล้ว เงาที่ได้จะสมจริงกว่า สังเกตุที่ตาข้างซ้ายของ Captain Price[/caption] ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับการ์ดจอตัวนี้ ในการ์ดจอ RTX ซีรีส์ 30 นั้นมีระบบ และฟีเจอร์ใหม่ๆ ถูกเพิ่มเข้ามาอยู่หลายตัว แต่ที่เด่นจริงๆ เห็นจะเป็น NVIDIA Reflex, G Sync 360 Hz และ DLSS 2.0  ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปข้างล่างนี้ครับ NVIDIA Reflex นี้คือเทคโนโลยีใหม่ของ Nvidia ที่จะช่วยลดความหน่วงของการตอบสนองลงอีกหลายสิบเสี้ยววินาที โดยมันจะช่วยให้คำสั่งที่เรา กดเมาส์ หรือพิมพ์ถูกส่งเข้าไปในเกมได้เร็วมากขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้จะสามารถใช้ได้กับจอที่มี G-Sync เท่านั้น ซึ่งระบบนี้สามารถใช้ได้กับการ์ดจอตั้งแต่รุ่นที่ 9 ขึ้นมา แต่จะส่งผลดีที่สุดหากใช้กับการ์ดจอซีรีส์ 30 ครับ ถ้าถามว่ามันจะทำให้คำสั่งของเราถูกทำในเกมเร็วขึ้นขนาดไหน ผมแนะนำให้ดูตัวอย่างได้เลยในวิดีโอข้างล่างนี้ครับ G Sync 360 Hz เทคโนโลยี NVIDIA Reflex เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม แต่มันจะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกถ้าหากใช้กับการเล่นเกมด้วยค่า Hz ที่สูงถึง 360 ในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ทาง Nvidia ได้พัฒนาให้การ์ดจอรองรับค่า Hz ที่สูงขนาดนี้ได้แล้ว เมื่อเอามารวมกับเทคโนโลยีที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ มันจึงทำให้ลดความหน่วงของการตอบสนองลงมาได้ถึงขีดสุกอย่างแท้จริงครับ DLSS 2.0 อีกหนึ่งเทคโนโลยียอดเยี่ยมที่มาพร้อมกับ RTX ซีรีส์ 30 คือ Deep Learning Super-Sampling 2.0 ครับ โดยเทคโนโลยีนี้คือการลบรอยหยักของโพลิกอนแบบใหม่ที่ใช้ความสามารถทางด้าน AI เข้ามาช่วยในการคำนวณ ซึ่งจะทำให้ GPU สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น และดัน FPS ออกมาได้สูงกว่าเดิม แน่นอนว่าเทคโนโลยีตัวนี้มีมาตั้งแต่ RTX ซีรีส์ 20 แต่ตัว DLSS 2.0 นี้จะสามารถทำงานได้ดีกว่าเจนที่แล้วอยู่มาก ทั้งในเรื่องของภาพที่คมชัดขึ้น และ FPS ที่มากขึ้นครับ คุ้มหรือไม่ ? RTX 3080 นั้นมีราคาอยู่ที่ประมาณ 24,000 - 25,000 ซึ่งถ้าจะถามว่า "มันคุ้มค่ากับการซื้อมาเปลี่ยน หรือไม่?" มันคงขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้เพื่อนๆ ใช่การ์ดจอตัวไหนอยู่ครับ โดยผมจะขอให้วิเคราะห์ให้อ่านกันด้านล่างนี้เลยครับ สำหรับคนที่ใช้ RTX ซีรีส์ 20 อยู่ จากกราฟเปรียบเทียบ FPS ด้านบนแล้ว จะสังเกตได้ว่าสิ่งที่เราจะได้จากการ์ดจอรุ่นใหม่นี้คือ FPS เฉลี่ยประมาณ 20-30 เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันไม่คุ้มขนาดนั้นครับ เพราะยังไงการ์ดจอที่เราใช้อยู่ ก็สามารถปรับกราฟิกสูงๆ ได้โดยที่ไม่ได้สูญเสีย FPS ไป ซึ่งถ้าหากจะเปลี่ยนจริงๆ คิดว่ารอจนกว่าเจนต่อไปจะออกน่าจะคุ้มค่ามากกว่าครับ สำหรับคนที่ใช้ GTX ซีรีส์ 10 ลงไป สำหรับคนที่ยังใช้การ์ดจอซีรีส์ตั้งแต่ GTX ซีรีส์ 10 ลงไปอยู่ ผมคิดว่านี้คือเวลาอันควรถ้าหากจะเปลี่ยนไปใช้ซีรีส์ RTX ครับ เนื่องจากเจ้าซีรีส์ 30 นี้มีประสิทธิภาพที่สูงมาก (แรงกว่า 1080Ti ประมาณ 70-90%) แถมยังมาพร้อมกับราคาที่ไม่แพงจนเกินไปอีกด้วย ยิ่งในยุคที่เครื่องเล่นเกมคอนโซลกำลังจะเข้าสู่เจนใหม่แบบนี้ คิดว่าเกมที่กำลังจะออกหลังจากนี้คงมีการยกระดับของกราฟิก และภาพด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นคิดว่าใครที่ใช้ GTX ซีรีส์ 10 ลงไป ถ้าจะเปลี่ยนเป็น RTX 3080 ตอนนี้ก็เป็นอะไรที่ดูคุ้มค่าอยู่ครับ สิ่งที่ควรระวัง สุดท้ายนี้ก่อนจะออกจากบ้าน หรือเปิดเน็ตขึ้นมากดสั่งของของกัน ผมอยากจะเตือนเพื่อนๆ ว่า ความแรงของ CPU กับ GPU ไม่ควรจะแตกต่างกันมากเกินไปครับ เนื่องจากว่าถ้าหาก CPU ของเพื่อนๆ แรงไม่พอ การซื้อ RTX 3080 มาใช้อาจทำให้เกิดอาการคอขวด จนส่งผลให้การ์ดจอไม่สามารถทำงานอย่างเต็มที่ได้ และอาจทำให้ FPS ที่ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าหากถามว่าควรใช้ CPU ตั้งแต่รุ่นไหนเป็นต้นไปผมคิดว่าไม่ควรต่ำกว่า Ryzen 5 3600 หรือ Intel Core i5 10400 ครับ อีกหนึ่งเรื่องที่อยากให้สนใจกันด้วยคือในเรื่องของขนาดการ์ดจอครับ RTX 3080 เพราะตอนนี้ทุกรุ่นที่มีขายอยู่ในตลาดนั้นมีความยาวเทียบเท่ากับการ์ดจอรุ่น 3 พัดลมเลยครับ เคสของใครที่ไม่สามารถใส่การ์ดจอรุ่น 3 พัดลมได้ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเคสกันด้วยครับ ท้ายที่สุดคือในเรื่องของ Power Supply โดยบนเว็บไซต์ของ Nvidia เองได้บอกว่ารุ่นนี้กินไฟมากพอสมควร ผู้ใช้งานควรมีกำลังไฟของ PSU มากกว่า 750W ขึ้น ถ้าหากว่าใครยังใช้ 650W อยู่ เล่นๆ ไปแล้วคอมอาจจะ Restart เองได้ ซึ่งนับเป็นอะไรที่อันตรายอย่างมากครับ [penci_review id="69178"]
08 Oct 2020
รีวิว FIFA 21 ภาคอันเป็นที่รักของสาวกที่ชอบเล่น Career Mode
หลังจากที่ปีนี้ทั้งโลกเกิดประสบปัญหา Covid-19 กันทั้งหมด !! หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและจะต้องพักเบรกนานกว่า 3 เดือนนั่นก็คืออุตสาหกรรมกิฬาฟุตบอล ที่ตลาดซื้อขายกว่าจะจบสิ้นก็ปาไปถึงเดือนตุลาคม (ปกติสิ้นสุดที่สิงหาคม) ซึ่งมันทำให้เกมที่อ้างอิงจากกิฬานี้จริงๆ อย่าง FIFA 21 จะต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ในที่สุดวันที่ 9 ตุลาคม 2020 พวกเราเหล่าเกมเมอร์ก็ได้สัมผัสเกมนี้กันแล้วหลังจากที่ได้รอมานาน รวมถึงผู้พัฒนายังเพิ่มระบบที่น่าสนใจเข้ามามากมายเลยทีเดียว ซึ่งในวันนี้ทางผู้เขียนจะมาบอกเล่าประสบการณ์หลังจากที่ได้ไปสัมผัสเกมนี้มาแล้ว และจะเปรียบเทียบจากประสบการณ์ที่เคยเล่นภาคเก่าๆ มาด้วยครับ กราฟิก เอาจริงๆ ในด้านกราฟิกนั้นต้องบอกว่าดูเผินๆ มันก็ดูไม่ได้แตกต่างจากภาคที่แล้วมาเสียเท่าไหร่ อาจจะมีการเพิ่มแอนิเมชันบางอย่างที่ดูใหม่ตาเข้าไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังเหมือนกับภาคเดิมที่เคยทำ ยังมีโมเดลเดิมจากภาคที่แล้วมาใช้ ระบบแสงเงาของเกมเองก็ไม่ได้แตกต่างจากภาคเดิมเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่ากราฟิกมันอาจจะอยู่ในช่วงท้ายเจนของเครื่อง Console แล้วก็ได้ ส่วนตัวเองก็เข้าใจนะและก็คงจะไม่ได้หักคะแนนในจุดนี้ ถ้าใครอยากเล่นเกม FIFA ที่กราฟิกสวยขึ้น ท่านก็อาจจะต้องรอเล่นบนเครื่อง PS5 แล้วแหละ รวมถึงโมเดลของนักเตะบางคนก็ถูกทำให้หน้าเหมือนมากขึ้น (แต่บางตัวก็ไม่ได้ทำ Mason Greenwood เด็กที่ผู้เขียนชอบ หน้า WTH มากๆ ) เกมเพลย์ ในด้านเกมเพลย์ต้องบอกว่าผู้พัฒนาค่อนข้างใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นแต่ก่อน ผู้พัฒนาพยายามทำให้แอนิเมชันในการเล่นดูสมจริงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในเรื่องของการจ่ายบอลที่ถ้าหากเราไม่หันหน้าไปตรงๆ และจ่าย นักเตะจะมีการจ่ายบอลช้าลงหรือจ่ายเสียบ่อยขึ้นมากกว่าเดิม สำหรับที่ชอบเล่นเกมแบบค่อยๆ ต่อบอลก็ต้องบอกว่าในภาคนี้ท่านก็อาจจะเล่นยากขึ้น เพราะโดยรวมแล้วถึงแม้ว่า FIFA 21 ผู้พัฒนาจะทำแอนิเมชันที่สมจริงกว่าหน่อยๆ แต่สปีดของเกมโดยรวมต้องบอกว่ามันค่อนข้างเร็วกว่าภาคก่อนหน้าอยู่เหมือนกัน เพราะการพลิกตัว ความคล่องตัวจะค่อนข้างทำได้ดีกว่าภาคที่แล้วนั่นเอง ภายในภาคก่อนๆ หลายๆ คนคงจะรู้สึกเซ็งๆ เวลาบังคับนักเตะที่แต้มประมาณ 70-80 เพราะมันจะไม่ค่อยคล่องตัวเสียเท่าไร พลิกตัวช้าเก้ๆ กังๆ แต่ในภาคนี้เราสามารถบังคับตัวละครที่แต้มต่ำๆ ได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดมันจะสู้นักเตะที่แต้มสูงไม่ได้ แต่มันก็สามารถเอานักเตะพวกนี้มาเล่นแทนตัวจริงได้บางนัดแบบไม่เค๊อะเขินแต่อย่างใด ในด้านของ A.I. จริงส่วนตัวค่อนข้างประทับใจขึ้นมา เพราะส่วนตัวผู้เขียนเองชอบเล่น Career Mode เป็นอย่างมาก โดยบอทที่ผู้เขียนพบเจอนั้นจะค่อนข้างฉลาดขึ้น ต่อบอลเก่งขึ้น และยังมีการเลี้ยงหลบเราได้บ่อยขึ้น ทำให้เราอาจจะต้องปรับตัวกันพอสมควร บางทีถ้าเข้าพรวดโดยไม่ดูเราอาจจะโดนบอทเลี้ยงหลบไปยิงได้อย่างสบายๆ ซึ่งปกติผู้เขียนเล่นกับบอทด้วยระดับความยากอย่างต่ำประมาณ Professional ขึ้นไป แต่นี่เป็นภาคแรกที่ตัวผู้เขียนเคยโดนบอทฝ่ายตรงข้ามยิงถึง 3 ลูกเลยทีเดียว Career Mode ภายในโหมดนี้ดูเหมือนว่าผู้พัฒนาจะใส่ใจมากกว่าภาคเก่าๆ เป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะในโหมดนี้ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวมานานหลายปี (ภาคที่แล้วเพิ่มมานิดหน่อย) แต่ในภาคนี้จะมีลูกเล่นเข้ามาเพิ่มขึ้น และการเพิ่มครั้งนี้เหมือนพวกเราพยายามประกาศจุดยืนในการแข่งขันกับเกมอย่าง Footbal Manager เลยก็ว่าได้ อีกเรื่องที่ถูกเพิ่มเข้ามาคือการพัฒนาของตัวละครที่ในรอบนี้เราไม่จำเป็นต้องค่อยๆ พัฒนานักเตะทีละคนแล้ว ตัวเกมจะมีระบบการฝึกซ้อมที่จะมีโปรแกรมการฝึกที่เหมาะกับนักเตะคนนั้นๆ รวมถึงยังมีระบบค่าความฟิตและความเฉียบคมที่เราจะต้องจัด Squad ดีๆ ในการแข่งถ้าอยากให้ทีมของคุณมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงยังมีระบบอย่าง Development Growth ที่เราสามารถเลือกพัฒนานักเตะบางคนเล่นเก่งในด้านที่เราต้องการได้ อาทิเช่นเราอาจจะอยากให้นักเตะ Acadamy ของแมนยูอย่าง Scott McTominay มีทักษะในการจ่ายบอลมากขึ้น เราอาจจะตั้งค่าให้เขาพัฒนาเฉพาะจุดเป็นตำแหน่ง Deep Lying Midfielder เพื่อเน้นการจ่ายบอลนั่นเอง (แต่ส่วนอื่นๆ อย่างการป้องกันอาจจะเพิ่มน้อยลง) และในระบบนี้มันส่งผลให้ทางผู้พัฒนาได้เพิ่มระบบใหม่เข้ามาอย่างระบบ Manager ที่เราสามารถมองลูกทีมเล่นเป็นกราฟเหมือนในเกม Football Manager อย่างไรอย่างนั้น เราสามารถแก้เกมได้ตลอดเวลาถ้าคิดว่าทีมเราเล่นไม่ดี รวมถึงถ้ายังไม่ถูกใจอีกเรายังสามารถกระโดดเข้าไปบังคับแบบ Real-Time ได้เลย ถือว่าเป็นลูกเล่นใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าโดยรวมระบบนี้มันอาจจะยังสู้เกมต้นแบบไม่ได้ แต่ถือว่าเป็นการเริ่มที่ดีและประกาศว่าในอนาคตถ้าอยากจะเล่นเกมฟุตบอล ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมอื่นเลย เกมนี้มีทุกระบบให้คุณเล่นแล้ว !! สรุป โดยรวมแล้ว FIFA 21 เป็นเกมที่พัฒนาหลายๆ อย่างให้สมจริงมากขึ้น แต่มันก็อาจจะไม่ถูกใจต่อผู้เล่นบางกลุ่มที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นให้เข้ากับเกมภาคใหม่นี้ และสิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์เป็นอย่างมากก็น่าจะเป็น Career Mode ที่มีลูกเล่นสำหรับเหล่าผู้เล่นที่ชอบเล่นโหมดนี้โดยเฉพาะ มันจะทำให้คุณมีความสุขขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว แถมมันอาจจะเริ่มถูกใจเหล่าเกมเมอร์ที่ชอบเล่นเกม Football Manager แล้วด้วยก็ได้ !! [penci_review id="69645"]
07 Oct 2020
Princess Connect! Re:Dive ตามหาความทรงจำไปกับเหล่าเจ้าหญิงสุดน่ารัก
Princess Connect! Re:Dive เป็นเกม RPG สไตล์อนิเมะจากค่าย Cygames ที่เปิดให้บริการบนแพลตฟอร์มมือถือในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2015 จากนั้นทาง Ini3 Games ก็ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาเปิดให้บริการในบ้านเราเมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ทำให้เราได้มีโอกาสสัมผัสกับเกมกาชาที่มีตัวละครสุดน่ารักกันในตอนนี้ครับ จุดเด่นของเกมนี้คือการที่เราได้นั่งดูฉากคัทซีนของเกมที่มีภาพ และเสียงสไตล์อนิเมะ แถมเรายังสามารถตอบโต้กับตัวละครที่กำลังพูดคุยอยู่ด้วยได้จากการเลือกตอบตามตัวเลือกที่มีให้ และสำหรับเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าคุณภาพของคัทซีนแต่ละฉาก เนื้อเรื่องแต่ละตอนของเกมนี้มันมีคุณภาพสูงมากจริงๆ ครับ เจ้าเกมนี้จะดียังไง มีจุดเด่นอย่างไร กาชาเกลือแค่ไหน วันนี้ผมจะมาบอกเล่าทุกอย่างที่ผมได้สัมผัสจากเกมนี้ครับ ถ้าพร้อมกันแล้วไปอ่านกันเลย! เนื้อเรื่อง ฉากแรกของเกมเริ่มด้วยกลุ่มของเราซึ่งเป็นปาร์ตี้ของผู้กล้าที่ถูกเรียกว่า Princess Knight กำลังต่อสู้กับปีศาจจิ้งจอกขาวนามว่า ไคเซอร์อินไซท์ แต่ดูเหมือนว่าพลังของเธอจะมีมากจนเราไม่สามารถต่อกรได้แม้แต่น้อย ยิ่งเวลาผ่านไปพวกพ้องของเราก็เริ่มล้มลงไปที่ละคน และในการโจมตีครั้งสุดท้ายของปีศาจจิ้งจอกขาวที่คิดจะจบการต่อสู้ในครั้งนี้ เราที่ถูกเรียกว่า อัศวินผู้พิทักษ์ ก็ได้เอาร่างกายของตัวเองเข้าไปบังเพื่อรับการโจมตีนั้นให้กับเพื่อนร่วมปาร์ตี้คนสุดท้าย แล้วจากนั้นภาพก็ถูกตัดไป เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ได้พบกับเด็กสาวที่สภาพดูไม่สมบูรณ์มากนัก เธอดูเหมือนกำลังยุ่งกับอะไรบางอย่างจนไม่ค่อยมีเวลามาเป็นคู่สนทนาของเรา ที่น่าสงสัยก็คือเธอดูเหมือนจะรู้จักเราดี ทั้งๆ ที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย เด็กสาวตรงหน้าแนะนำตัวว่า เธอชื่อ อาเมส โดยบอกเสริมว่า พักหลังมีแต่คนเรียกเธอแบบนี้ และเธอก็บอกต่อว่า เราไม่จำเป็นต้องไปฝืนจำชื่อเธอหรอก ยังไงอีกเดี๋ยวเราก็จะลืมแล้ว เพราะสถานที่เราอยู่คุยกับเธอตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับความฝัน อาเมสบ่นว่าเธอถูกเล่นงานจนพังยับ ขยับไปไหนก็ไม่ได้จนกว่าจะซ่อมแซมตัวเองเสร็จ จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกความจริงก็ไม่ได้ด้วย แถมยังบอกอีกด้วยว่าเธอจะส่งเรากลับไปเกิดใหม่ และเพื่อให้อะไรๆ มันง่ายขึ้น เธอจะส่ง ผู้นำทาง มาช่วยเหลือเราด้วย โดย เธอ คนนั้นจะเป็นผู้นำทางชีวิตของเรา จากนั้นอาเมสก็กล่าวว่า ตอนนี้ได้เวลาจากกันแล้ว แม้จะยังมีเรื่องที่อยากคุยด้วยอีกมาก แต่จะอยู่นานกว่านี้ก็ไม่ได้ ถึงแม้โลกความจริงจะโหดร้าย แต่จะอยู่ในความฝันไปตลอดก็ไม่ได้ หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาวและภาพก็ตัดไปอีกครั้ง ระหว่างที่เรากำลังหลับอยู่นั้น ได้มีเสียงเพลงดังลอดเข้ามาในหู เมื่อเราลืมตาตื่นสิ่งแรกที่เห็นคือสาวน้อยผมขาวเผ่าเอลฟ์ผู้มีใบหน้าแสนอ่อนโยนกำลังมองลงมาที่เรา เธอแนะนำตัวว่าเป็น ผู้นำทาง ที่ท่านอาเมสผู้ยิ่งใหญ่ส่งมา มีนามว่า คกโคโระ เธอยังกล่าวเสริมอีกว่า เธอมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองและดูแลเรานับแต่อรุณยันราตรี ตั้งแต่นอนเปลยันนอนโลง หลังจากที่เธอพูดคุยกับเราไปสักพักหนึ่ง เราก็ได้รู้สภาพตนเองจากปากของเธอว่า เรา สูญเสียความทรงจำเกือบทั้งหมด ไปนั่นเอง และเพราะการพบกันที่ถูกลิขิตเอาไว้นี้ เรื่องราวการเดินทางตามหาความทรงจำที่ทำให้เราได้พบเจอกับหญิงสาวมากมายพร้อมกับการลิ้มชิมรสอาหารแสนอร่อยก็ได้เริ่มต้นขึ้น เกมเพลย์ รูปแบบการเล่นของ Princess Connect! Re:Dive จะเป็นการจัดทีม 5 คนไปตะลุยด่าน โดยผู้เล่นจะไม่สามารถควบคุมตัวละครเองได้ เปรียบเสมือนว่าเราคืออัศวินผู้พิทักษ์ที่กำลังความจำเสื่อม เหล่าหญิงสาวจึงคอยต่อสู้เพื่อปกป้องเรา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ตัวละครใช้ท่าไม้ตายตอนไหนก็ได้ตามใจ เมื่อหลอดท่าไม้ตายเต็ม โดยตัวละครภายในเกมนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แนวหน้า, แนวกลาง, และแนวหลัง ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป อย่างแนวหน้ามักจะมีเลือดเยอะใช้อาวุธระยะประชิดเป็นหลัก เหมาะแก่การเป็นตัวชนให้กับปาร์ตี้ ส่วนแนวกลางมักจะเป็นตัวที่โจมตีได้อย่างรุนแรง หรือไม่ก็เป็นตัวบัฟคอยช่วยเหลือเพื่อนพ้อง พวกเธอจะใช้อาวุธระยะกลางอย่างดาบยาว หรือหอก เป็นต้น สุดท้ายคือตัวละครแนวหลัง พวกเธอมักจะเป็นสายตีไกลอย่างนักธนูหรือจอมเวทย์ ซึ่งแนวหลังนี้จะมีจอมเวทย์ที่มีความสามารถในการรักษาเป็นหลักอยู่ด้วยครับ และแน่นอนว่าตัวละครในเกมนี้มีเยอะมาก ดังนั้นการจัดทีมจึงสามารถทำได้อย่างหลากหลายแล้วแต่ความชอบของผู้เล่นเอง การต่อสู้ของเกมนี้จะเป็นภาพ 2D น่ารักๆ มุมมองแบบด้านข้างที่จะมีฉากคัทซีนและอนิเมชั่นมาแทรกบ้างตามจังหวะของเกม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เกมกาชามือถือจะมีกันแทบทุกเกมอยู่แล้วครับ นอกจากการจัดทีมออกไปสู้กับเหล่ามอนสเตอร์แล้ว ตัวเกมยังมีระบบที่ให้ผู้เล่นนำอุปกรณ์สวมใส่ที่ได้มาจากการทำภารกิจ หรือ กาชามาให้ตัวละครของเราสวมใส่เพื่อเพิ่มความสามารถด้วย อีกทั้งยังมีระบบอัพเกรดตัวละคร และของสวมใส่อีกต่างหาก อย่างที่บอกไปว่าของสวมใสในเกมนี้จะดรอปจากภารกิจต่างๆ ที่เราทำ ดังนั้นการจะหาของสวมใส่ให้เพียงพอกับตัวละครทั้งหมดของเรา ก็จำเป็นต้องฟาร์มเยอะพอสมควร ซึ่งก็สมกับเป็นเกมประเภทนี้ดี แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบเปิดเกมบนมือถือมาเพื่อลงด่านฟาร์มของเพียงอย่างเดียว ก็คงจะเบื่อไม่น้อยครับ อีกทั้งเกมนี้ยังมีระบบที่ให้ผู้เล่นสามารถ ตกแต่งกิลด์เฮ้าส์ ได้ด้วย ซึ่งของที่เราเอามาตกแต่งบ้านกิลด์นั้น นอกจากจะมีเพื่อความสวยงามแล้ว ของเหล่านั้นยังมอบของจำเป็นต่างๆ ในการเล่นให้เราด้วย ไม่ว่าจะเป็น ขวดอัพเลเวล, ขวดสตามิน่า หรือ มานาที่เอาไว้อัพสกิลตัวละคร แต่ที่สำคัญจริงๆ ก็คือการทำบ้านกิลด์ของเราสวยนั่นแหล่ะครับ อย่าลืมมาตกแต่ง เรือนเลิศรส ของเราให้สวยงามกันนะครับ สำหรับการออกผจญภัยกับเพื่อนๆ ก็ไม่แปลกเลยที่ความสัมพันธ์ของเราจะแน่นแฟ้นขึ้น และภายในเกมนี้เองก็มีระบบที่ชื่อว่า "ระบบความสัมพันธ์” ที่เมื่อค่าความสัมพันธ์ของแต่ละคนเพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนด ตัวละครนั้นจะมีบทพูดพิเศษขึ้นมาให้เราอ่าน นอกจากนี้ค่าความสัมพันธ์จะปลดล็อคเรื่องราว Side Story ของตัวละครนั้นๆ ด้วย ซึ่งมันจะช่วยให้เราได้รู้เรื่องราวของตัวละครเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ต้องบอกก่อนว่าเกม Princess Connect! Re:Dive นั้นไม่ได้เน้นที่ระบบเกมเพลย์ครับ ผู้พัฒนาตั้งใจเน้นไปที่เนื้อเรื่องและความสวยงามของอนิเมชั่นต่างหาก แต่ในระบบของเกมนี้ก็มีเรื่องน่าตลกเล็กๆ อยู่บ้างเหมือนกัน นั่นคือตอนที่เราอัพระดับของตัวละคร ของสวมใส่ที่อยู่บนตัวพวกเธอจะถูกย่อยเพื่อเพิ่มระดับให้กับตัวละครดังกล่าว ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องย่อยของสวมใส่ไปด้วย หรือพวกเธอจะกินของสวมใส่เป็นการเพิ่มพลังกันแน่นะ? กราฟิก กราฟิกของ Princess Connect! Re:Dive เป็นภาพสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นที่สวยงามสมกับที่มีอนิเมะเป็นของตัวเอง ตัวละครสาวๆ ในเกมแต่ละคนก็มีเสน่ห์กับเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทำให้เรารู้สึกเอ็นดูและเพลิดเพลินไปกับการอ่านเนื้อเรื่องไม่น้อยเลยครับ ปกติต้องยอมรับว่าในบางเกมผมจะกดข้ามฉากคัทซีนอย่างรวดเร็วเลยครับ แต่กับเกมนี้ตัวละครมันมีความดึงดูดให้เราอยากอ่านเนื้อเรื่องและติดตามเรื่องราวของพวกเธอมากจริงๆ เหมือนกับเรากำลังติดตามดูอนิเมะไปทีละตอนอย่างไรอย่างนั้นเลยครับ ในส่วนของเอฟเฟกต์การโจมตีต่างๆ นั้นก็สวยงามดีครับ แต่การโจมตีโดยใช้ท่าไม้ตายจะกลายเป็นอนิเมชั่น ดังนั้นไม่ต้องห่วงถึงเรื่องนี้เลย มันสวยแน่นอนอยู่แล้ว นับว่านี่เป็นเกมที่มีคุณภาพกราฟิกที่ดีมากจริงๆ และสำหรับคนที่เคยเล่นเกมของค่าย Cygames กันมาก่อนก็คงจะรู้กันดีว่าเกมของค่ายนี้กราฟิกดีทุกเกมครับ และเกมนี้ Cygames เองก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ภาษาและเสียงพากย์ Princess Connect! Re:Dive เป็นอีกหนึ่งเกมมือถือที่มีการแปลเป็นภาษาไทย และต้องขอยอมรับว่าการแปลของเกมนี้ดีกว่าที่ผมคาดหวังไว้มากทีเดียว เกมมือถือบางเกมเมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้วแค่อ่านเข้าใจได้ก็ดีมากแล้ว แต่ในเกมนี้ไม่ใช่แบบนั้น มันเป็นภาษาไทยที่สละสลวยมาก ทำให้เวลาที่เราอ่านเนื้อเรื่องจะรู้สึกเพลิดเพลินและเข้าถึงอารมณ์ได้มากกว่าหลายๆ เกม นอกจากนี้ด้วยความที่เกม Princess Connect! Re:Dive เน้นไปที่อนิเมชั่น และเนื้อเรื่องมากกว่าเกมเพลย์ ดังนั้นเสียงพากย์ของตัวละครจึงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากครับ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ Cygames ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเช่นกัน เสียงพากย์ของตัวละครแต่ละคนนั้นมีเอกลักษณ์เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ของพวกเธอมากครับ มันจึงทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินไปกับการดูพวกเธอสนทนากันมากๆ นับเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเกมนี้เลยทีเดียว สรุป Princess Connect! Re:Dive คืออีกหนึ่งเกมที่ควรหยิบมาเล่นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเกมมือถือแนวกาชา ฟาร์มของ สไตล์อนิเมะครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานภาพ เนื้อเรื่อง หรือการแปลภาษา เกมนี้ก็นับว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าเกมมือถือหลายๆ เกมมากทีเดียว แต่ในส่วนของกาชา เกมนี้ค่อนข้างใจร้ายไม่น้อย ตัวละคร 4 ดาวออกมาให้เราเชยชมค่อนข้างยากครับ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องปกติของเกมกาชาฝั่งญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ชินก็คงรู้สึกไม่ดีกันนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้ว เกมนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่เหมาะแก่การหยิบมาเล่นยามว่างมากจริงๆ ครับ [penci_review id="68262"]
01 Oct 2020
Review เกม NBA 2K21 จุดเริ่มต้นของตำนานใหม่แห่งวงการ NBA!
กลับมาอีกครั้งกับเกมที่จะให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์บาสเกตบอลแบบสมจริงที่สุดกับ NBA 2K21 ซึ่งกล่องเกมภาคนี้ ได้มีการไว้อาลัยให้กับการจากไปของ Kobe Bryant ที่ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการนำเขามาเป็นหน้าปกของกล่องเกมภาคนี้ด้วย โดยผมเองเป็นหนึ่งในคนที่เล่นกีฬาบาสเป็นงานอดิเรกเช่นกัน ดังนั้นการจากไปของเขาจึงเป็นอะไรที่น่าเศร้าอยู่เหมือนกันครับ กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า NBA 2K นั้นเรียกได้ว่าเป็นเกมที่ขึ้นชื่อเรื่อง "ประสบการณ์บาสเกตบอลสมจริงที่สุด" มาตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันว่าในภาคที่ 22 นี้(เนื่องจากภาคแรกชื่อ NBA 2K เฉยๆ ภาคนี้เลยนับเป็นภาคที่ 22 ครับ) ตัวเกมจะยังคงคอนเซ็ปดังกล่าวไว้ได้ หรือไม่ แอบบอกก่อนเลยว่าเกมนี้ทำได้เหนือความคาดหมายของผมในหลายๆ เรื่องเลย ถ้ามพร้อมแล้วไปดูกันครับ เนื้อเรื่อง ในภาคนี้เราจะได้รับบทเป็นลูกชายของนักบาสเกตบอล NBA ชื่อดัง ที่สร้างผมงานไว้มากมาย ตามเนื้อเรื่องแล้วตัวละครของเราจะถูกเรียกว่า "Junior" เรื่องราวจะเริ่มตั้งแต่เรายังเป็นแค่เด็กมัธยม ในตอนแรก Junior ไมได้ตั้งใจจะมาเอาดีทางกีฬาบาสเกตบอล แต่ตั้งใจที่จะเป็นนักบอลมืออาชีพ แต่เหตุการบางอย่างได้เกิดขึ้น ซึ่งมันทำให้เขารู้ตัวว่าตัวเองสามารถเป็นนักบอลที่ดีได้ แต่ไม่มีวันที่จะได้เป็นนักบอลที่เก่ง แต่ถ้าหากพูดบาสเกตบอลมันจะเป็นอีกเรื่อง เพราะตัวเขาเองมีพรสวรรค์ในกีฬาชนิดนี้อยู่เต็มเปี่ยม พอคิดได้แบบนั้น Junior จึงตัดสินใตที่จะเลิกเตะบอล แล้วหันมาจับลูกบาสแทน โดยเส้นทาง NBA ของเขาก็ได้เริ่มจากตรงนี้เช่นกัน เรื่องราวของภาคนี้ค่อนข้างเป็นเส้นตรง Junior จะได้ลงศึกสู้กับโรงเรียนต่างๆ เก็บสะสมประสบการณ์ รวมถึงโชว์ฟอร์มให้แมวมองต่างๆ ได้เห็นถึงความสามารถของเขา แต่จุดที่น่าสนใจของเนื้อเรื่อง คือจุดที่นำเสนอความกดดันของเด็กคนหนึ่ง ที่ถูกคาดหวังจากคนรอบๆ ตัว เพียงเพราะว่ามีความสามารถที่มากกว่าคนอื่นได้ดีมาก คือต่อให้ผู้เล่นไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้เลย ก็น่าจะสามารถอินไปกับเนื้อเรื่องของเกมภาคได้ไม่ยากครับ กราฟิก / การนำเสนอ ขอออกตัวก่อนว่า NBA 2K21 ที่ผมได้เล่นเป็นเวอร์ชั่นของเครื่อง PS4 ดังนั้นกราฟิกที่ผมได้เห็นจึงยังไม่ใช้ ระดับสูงสุดที่เกมทำได้ แต่เอาจริงๆ ได้ชื่อว่าเป็นเกมกีฬา คิดว่าคงไม่มีใครสนใจในส่วนของความสวยงามของกราฟิกอะไรมากมายนัก เอาเป็นวันเกมนี้มีภาพอยู่ในระดับที่พอรับได้ครับ ไม่ได้สวยสมจริงจนน่าชื่นชม แต่ก็ไม่ได้ห่วยแตกจนเล่นไม่ไหวเช่นกัน มาถึงในส่วนของการนำเสนอบ้างถ้าซึ่งในส่วนนี้ มีอยู่หลายประเด็นที่ผมอยากชื่นชมผู้พัฒนาครับ เรื่องแรกคือการนำเสนอเนื้อเรื่องแบบ Butterfly Effect ครับ เพราะตลอดการเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมมีหลายครั้งที่ผู้เล่นจำเป็นต้องเลือกว่าจะให้ตัวละครของเราเลือกทางไหน เช่น "ตอนนี้กำลังบาดเจ็บหัวเข่าอยู่ แต่ทีมกำลังแย่จะลงไปเล่นดีหรือไม่?" โดยการเลือกในแต่ละครั้งจะส่งผลถึงเนื้อเรื่องโดยตรง และทำให้เหตุการที่ Junior จะได้เจอหลังจากนี้แตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าจะไม่ใช้ระบบที่ใหม่อะไร แต่นับว่าน่าสนใจดีที่เอาระบบนี้มาใช้ในโหมดเนื้อเรื่องของเกมกีฬาครับ อีกหนึ่งจุดที่ผมคิดว่าทำตัดสินใจได้ดีที่มีระบบนี้ "คือมุมมองของตัวเราเองเมื่อต้องนั่งรออยู่ข้างสนาม" โดยปกติแล้วบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ เปลี่ยนตัวผู้เล่นบ่อยมากๆ เนื่องจากกีฬานี้จำเป็นต้องวิ่ง, กระโดด หรือสไลด์เร็วๆ อยู่ตลอดเวลา มันเป็นเรื่องธรรมดาหากจะมีการเปลี่ยนตัวเพื่อให้ตัวเก่งๆ ของทีมได้พัก และกลับลงไปในสนามอีกครั้งในนาทีสำคัญ ใน NBA 2K21 เองก็เช่นกัน มีหลายครั้งที่ Junior จำเป็นต้องออกมาพักข้างสนาม โดยในตอนที่นั่งพักนั้นเกมจะแสดงมุมมองของ Junior ที่กำลังมองการแข่งขันที่ยังคงดำเนินต่อไป รอโอกาสที่จะได้กลับลงไปเล่นอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้รู้สึกสมจริงมากขึ้นไปอีก แน่นอนว่าผู้เล่นสามารถกดข้ามไปยังครั้งต่อไปที่ Junior ลงสนามได้เลยเช่นกันครับ ถ้าจะถามหาข้อเสียในการนำเสนอ คงไม่พ้นเรื่องสีหน้าของตัวละคร ที่ดูแข็งจนบางครั้งก็ไม่เข้ากับ Dialog ที่กำลังพูดอยู่เลย จุดนี้ทำให้ความน่าสนใจของฉาก Cutscene ในเนื้อเรื่องมีความน่าสนใจที่น้อยลงอย่างมาก คือถ้าทำในส่วนนี้ออกมาได้ดีด้วย เกมนี้จะถือว่ายอดเยี่ยมไปเลยครับ ถือว่าน่าเสียดายจริงๆ เกมเพลย์ มาถึงหัวข้อที่น่าจะเป็นจุดขายจริงๆ ของเกมนี้ครับ อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วในช่วงแรกของบทความว่า "นี้คือเกมที่จำลองกีฬาบาสเกตบอลได้สมจริงที่สุด" ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่ซื้อมาเล่นก็น่าจะคาดหวัง ที่จะได้สัมผัสกับกีฬาบาสเก็ตบอลที่สมจริงเช่นกัน ผมขอบอกก่อนตรงนี้เลยว่า เกมนี้จำลองกีฬาบาสเกตบอลได้สมจริงสุดๆ ไปเลยครับ ส่วนว่ามันสมจริงตรงไหนบ้างมาดูกันครับ ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาบาสเกตบอลจริงๆ เข้าใจก่อนว่า นี้คือกีฬาที่ตำแหน่งในการเล่น กับกฎที่เยอะมาก และยังเป็นกีฬาที่โคตรเหนื่อยครับ นอกจากนี้ยังเป็นกีฬาที่บาดเจ็บได้ง่ายเนื่องจากจำเป็นต้องกระทบกระทั่งกันกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ยังเป็นกีฬาที่ทำ Tactical Foul หรือการจงใจทำให้อีกฝ่ายโดน Foul ได้หลากหลายวิธีมากๆ ด้วย ดังนั้นการจะจำลองทั้งหมดที่ว่ามาลงไปในเกม จึงเป็นเรื่องที่ดูเป็นไปได้ยาก แต่ NBA 2K21 สามารถทำในจุดนี้ได้เกือบสมบูรณ์เลยครับ! อย่างที่บอกว่ากีฬานี้มีตำแหน่งที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Power Forward, Small Forward, Point Guard, Shooting Guard และ Center โดยแต่ละตำแหน่งก็จะมีสรีระที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป ซึ่งในการสร้างตัวของเกมนี้ จะเปิดให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่ง สรีระรวมไปจนถึงความสามารถได้อย่างอิสระ แต่ก็จะมีการจำกัดให้ตัวละครเรา ไม่สามารถตัวเล็ก หรือเตี้ยไปกว่าความสูงที่เหมาะสมของตำแหน่งนั้นได้ มันจึงทำให้รูปร่างของตัวละครเราจะดูสมจริงกับตำแหน่งที่เลือกในกีฬาบาสจริงๆ ครับ (แน่นอนว่าในเรื่องของสเตตัสก็ด้วยเช่นกัน) ที่นี้มาพูดถึงเกมเพลย์ภายในสนามบ้างครับ ก่อนอื่นคือในเรื่องของกฏเกมนี้มีการใช้กฎทั้งหมดเหมือนกับบาสจริงๆ เลย ทั้งในเรื่องของ การฟาวล์ 10, 5 หรือ 3 วิ, การการวอล์คกิ้ง, รวมไปจนถึงการฟาวล์ทีม ดังนั้นการจะเล่นเกมนี้ผู้เล่นจำเป็นต้องมีความรู้ กับความเข้าใจเกี่ยวกับกฏของกีฬาชนิดนี้จริงๆ ต่อมาคือเรื่องการตั้งรับ, บุก, และฟอร์เมชั่นของ Ai ในเกม โดยต้องบอกเลยว่า สมจริงมากครับ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะส่งลูก, จังหวะวิ่งปิด หรือกระทั้งการจงใจทำฟาวล์เพื่อหยุดเกมในนาทีเสียแต้มสำคัญ ทำเอาบางครั้งก็คิดว่ากำลังดูบาส NBA อยู่จริงๆ เลยครับ ต่อมาคือในเรื่องของความเหนื่อยครับ การเล่นบาสมันจะเป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ หากต้องลงหลายควอเตอร์ติดๆ ก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นไปอีก ใน NBA 2K21 ก็เอาตรงนี้มาใส่เป็นหนึ่งในแมคคานิคของเกมด้วยเช่นกัน เมื่อตัวละครของเราลงไปเล่นได้ช่วงหนึ่งแล้ว จะสังเกตุได้เลยว่าสตามิน่าของเราจะน้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งถ้าวิ่งเยอะก็จะยิ่งเหนื่อยง่าย จนจำเป็นต้องออกไปพัก และกลับมาลงสนามใหม่เมื่อหายเหนื่อยแล้ว สุดท้ายในเรื่องของการเล่นท่า การทำแต้ม และการป้องกันทั้งหมดที่ทำได้ในเกม ซึ่งเท่าที่ผมนึกออกเกมนี้สามารถเล่นท่าในการไดรฟ์, เลี้ยงลูก, ทำแต้ม รวมไปจนถึงทีมเพลย์อย่าง Ali Oop หรือ Double Play ก็สามารถทำได้ทั้งหมดในเกมนี้ คงต้องยอมรับว่า NBA 2K21 คือจำลองการเล่นบาสเกตบอลมาได้สมจริงสุดครับ แต่ในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสกับกีฬาบาสเกตบอลมาก่อนเลยคงต้องใช้เวลาเยอะมากๆ ในการทำความเข้าใจ ระบบต่างๆ ของเกมนี้ ต่อให้เป็นคนที่รู้ และเข้าใจกฏของกีฬาชนิดนี้อยู่แล้ว ก็ยังจำเป็นต้องเสียเวลาเรียนรู้การควบคุมนานอยู่ดี เพราะอย่าง่ที่ผมบอกไปว่าเกมนี้เปิดให้ผู้เล่นสามารถเล่นท่าทั้งหมดที่มีในกีฬาชนิดนี้ได้ ดังนั้นวิธีการกดปุ่มเพื่อออกท่าต่างๆ จึงสับส้อนมาก มันเป็นไปแทบจะไม่ได้เลย ที่จะจำทุกอย่างได้หมดภายในครั้งเดียว ดังนั้นถ้าใครไม่ได้ชอบกีฬาบาส หรือชอบเล่นเกมแนวนี้ ก็แนะนำให้ข้ามไปได้เลยครับ สรุป NBA 2K21 อาจเป็นเกมที่จำลองกีฬาบาสเกตบอลออกมาสมจริงสุดๆ จนน่าจะถูกใจคนที่ชื่นชอบกีฬานี้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเกมที่มีความยุ่งยากมากเกินไป จนอาจไม่เป็นที่ถูกใจของผู้เล่นส่วนใหญ่ครับ เอาแค่เรียนรู้การกดปุ่มเพื่อออกท่าต่างๆ อย่างเดียว คิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว ดังนั้นถ้าหวังจะซื้อมาเล่นแคชชวลสนุกๆ ผมว่าเกมนี้ไม่อยู่ในตัวเลือกเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากคุณคือแฟนกีฬาชนิดนี้แบบตัวจริง NBA 2K21 คือเกมที่ใกล้เคียงกับคำว่า "จำลองได้สมบูรณ์แบบ" ที่สุดแล้วในตอนนี้ครับ เนื่องจากตัวเกมเข้าถึงได้ยากจนเกินไป ทั้งยังมีระบบเกมเพลย์ที่ซับซ้อน GameFever TH จึงคิดว่าเกมนี้ควรจะได้คะแนนอยู่ที่ 7 เต็ม 10 เท่านั้นครับ [penci_review id="68421"]
28 Sep 2020
รีวิว Mafia: Definitive Edition จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งเกมมาเฟียอิตาลี
เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ ในเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เพราะว่าทาง 2K Games ได้ประกาศเปิดตัวโปรเจกต์สุดน่าสนใจนั่นคือ Mafia: Definitive Edition ที่ได้นำเอาเกมภาคแรกของซีรีส์นี้อย่าง Mafia: The City of Lost Heaven มายกเครื่องอัพเกรดกราฟิกใหม่ทั้งหมด โดยผู้พัฒนาเองก็ได้เคลมว่าพวกเขาสร้างเมืองนี้ใหม่ตั้งแต่ภาคพื้นดินเลยทีเดียว จนมันทำให้หลายๆ คนต่างสนใจและรอเล่นเกมนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเรา GameFever TH ก็ได้มีโอกาสในการเล่นเกมนี้จนจบแล้วและจะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ กราฟิก / การนำเสนอ สิ่งที่ผู้พัฒนาได้บอกเอาไว้ว่าพวกเขานั้นสร้างเมือง Lost Heaven ใหม่ทั้งหมดนั้น ผู้พัฒนาเองไม่ได้ขี้โม้เลยแต่อย่างใด และส่วนตัวค่อนข้างประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะผู้พัฒนาได้ดีไซน์เมืองนี้ใหม่เกือบทั้งหมดถึงแม้ว่าจะใช้แบบแปลนจากภาคเดิมในการพัฒนา อย่างที่เรารู้ว่า Mafia: Definitive Edition เกมนี้ได้ถูกสร้างมาจาก Engine ที่เคยใช้ในเกม Mafia III แต่หลังจากที่เคยได้เล่นเกมนี้มาทั้งคู่ต้องบอกเลยว่า Mafia: Definitive Edition ทำภาพได้สวยกว่ามาก เพราะผู้พัฒนาได้ใส่เทคโนโลยี Ray Tracing หรือการสะท้อนเงาวัตถุแบบ Real Time เข้ามา ทำให้บรรยากาศของเกมมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่ในด้านกราฟิกก็อาจจะมีปัญหาสำหรับคนที่คอมพิวเตอร์ไม่แรงอยู่เหมือนกัน เพราะว่าฟังชั่น Ray Tracing นี้จะติดมาตลอดกดปิดไม่ได้ โดยตัวผู้เขียนเองได้ใช้คอมพิวเตอร์สเปกกลางๆ อย่าง i5 - 8400 บวกกับการ์ดจอ GTX 1060 6GB ซึ่งมันพอเล่นได้แบบต่ำสุด (ในราวๆ 70 FPS) ซึ่งคาดว่าสเปกคอมพิวเตอร์ราวๆ นี้น่าจะเป็นสเปกต่ำสุดที่ผู้เขียนแนะนำถ้าอยากจะเล่นเกมนี้เพื่อประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแบบไม่ตกหล่น แต่ข้อดีก็คือถึงแม้ว่าผู้เขียนจะปรับกราฟิกต่ำสุด แต่ก็ยังสามารถเห็นถึงความสวยงามของมัน รวมถึงปัญหาบัคเฟรมเรทตกไม่มีให้เห็นแต่อย่างใด ถือว่าผู้พัฒนาปรับปรุงในส่วนนี้ออกมาได้ดีมาก เนื้อเรื่อง เรื่องราวของซีรีส์ Mafia: Definitive Edition นั้นก็ค่อนข้างที่ทำได้ตรงตามเกมเวอร์ชั่นดั้งเดิมเป็นอย่างมาก กับเรื่องราวของ Tommy Angelo คนขับรถแท็กซี่ที่บังเอิญเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ไล่ล่าระหว่างแก๊งมาเฟีย เลยทำให้เขานั้นได้เข้าร่วมแฟมิลีของ Salieri ในที่สุดเพื่อโอกาสในความก้าวหน้าของชีวิต ซึ่งต้องยอมรับตามตรงว่าส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้เคยเล่นเกมเวอร์ชั่นดั้งเดิมแบบจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง ไม่ได้สนใจเนื้อเรื่องมันเท่าที่ควรในตอนนั้น ( แถมเล่นไม่จบด้วย ) แต่หลังจากที่ได้ลองเกมนี้จนจบ และเคยเล่นเกมซีรีส์นี้ในทุกภาคก็ต้องบอกว่า Mafia: Definitive Edition ทำเนื้อเรื่องออกมาได้ดีที่สุดจากในมุมมองของผู้เขียนเอง เพราะตัวเกมนำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์ สิ่งที่กล้ำกลืนฝืนทนที่จะต้องทำเพื่องาน หรือแม้กระทั่งการนำเสนอเรื่องของสงครามระหว่างแก๊งที่ตัวเกมภาคนี้นำเสนอออกมาได้ดี แต่เนื่องจากที่เกมนี้ ผู้พัฒนาไม่ได้ตกแต่งโครงเรื่องใหม่แต่อย่างใด ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจจะดูรวบรัดตัดจบไวเกินไปหน่อย เพราะในสมัยก่อนตัวเกมลงให้กับเครื่อง PS2 มันอาจจะไม่มีพื้นที่ในการจุเนื้อหาเยอะ เพราะเกมน่าจะเอาไปลงกับกราฟิกหมด ทำให้มันมีการเล่าเรื่องที่ประหลาดๆ หรือทื่อๆ ไปซักนิด ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะส่วนตัวอยากให้ผู้พัฒนาเพิ่มเติมหรือขยายความเรื่องราวให้มากกว่านี้โครงเรื่องของมันค่อนข้างดีมากๆ เลยทีเดียว เกมเพลย์ เบื่อไหมในเกมเก่าๆ ของซีรีส์ Mafia ที่การขับรถนั้นมันบังคับยากเสียเหลือเกิน และปัญหานี้มันก็เรื้อรังมาในทุกภาค แต่ผิดกับเกม Mafia: Definitive Edition ที่ผู้พัฒนาปรับปรุงระบบการขับรถให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ได้ดีมากยิ่งขึ้น Lost Heaven ถูกดีไซน์ใหม่ ให้พื้นที่เลนถนนมีความกว้างกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้มีพื้นที่ตีวงตอนเลี้ยวรถได้กว้างกว่าเดิม รวมถึงผู้พัฒนายังเพิ่มระบบช่วยบังคับรถที่มันจะคำนวนการเลี้ยวรถให้เราได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมันส่งผลทำให้เราสามารถเลี้ยวรถด้วยความเร็วๆ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแบบไม่ต้องชะลอรถได้สบายๆ (แต่ถ้าเร็วเกินไปรถก็อาจจะพลิกได้เหมือนกัน) แต่ถ้าใครที่ไม่อยากได้ตัวช่วยขับรถเกมนี้ก็ยังมีตัวเลือกการขับรถแบบสมจริงที่เหมือนกับในภาคก่อนๆ อยู่เช่นเดิม ส่วนในเรื่องเกมเพลย์ก็ต้องบอกเลยว่าตัวเกมก็จะมีระบบการเล่นที่เหมือนกับเกม Open World ทั่วไป ซึ่งมันไม่ได้มีความแปลกใหม่ไปจากเดิมเท่าไร อาจจะมีบางภารกิจหรือตัวเลือกที่น่าสนใจให้เล่นบ้างอย่างเช่นภารกิจหนึ่งที่เราจะต้องเข้าไปปิดปากสาวโสเภณีที่ดันไปรู้ความลับบางอย่างเข้า ซึ่งเราจะต้องค้นหาเองว่าเธอนั้นอยู่ในห้องไหน โดยเราสามารถเดินหาที่ละห้องจนกว่าจะเจอ หรือไม่เราก็อาจจะไปถามกับทางบริกรว่าเธออยู่ตรงไหน หรือจะแอบเข้าไปดูสมุดบัญชีลิสต์งานก็ได้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่น่าเสียดายคือเราเองไม่ได้เห็นเกมการเล่นแบบนี้เยอะนัก ส่วนใหญ่ก็จะมีแค่การขับรถไล่ล่าหรือยิงศัตรูเท่านั้น มันเลยทำให้ตัวผู้เขียนเองรู้สึกผิดหวังกับมันอยู่พอสมควร เพราะนอกจากกราฟิกที่สวยงามแล้วนั้นเราแทบไม่ได้เห็นอะไรใหม่เลย แต่ตัวเกมก็ยังมีระบบที่เข้ามาท้าทายผู้เล่นแทนนั่นคือโหมด Classic ที่จะเป็นความยากระดับสูงสุด ผู้เล่นต้องบังคับรถในโหมดดั้งเดิมเท่านั้น Radar ในศัตรูจะไม่ปรากฏ รวมถึงกล่องเพิ่มเลือดก็จะฟื้นฟูได้น้อยกว่าเดิม ซึ่งเราจะต้องทำการฝึกฝน และต้องต่อสู้กับความยากนี้ไปทีละด่าน ซึ่งมันก็สามารถสร้างความท้าทายได้ดี และอีกสิ่งที่น่าผิดหวังอีกเรื่องก็น่าจะเป็นระบบ Open World  ของมันที่ถูกสร้างมาแล้วไม่ได้เกื้อกูลกับเกมเพลย์หลักแต่อย่างใด เพราะในเวลาเล่นโหมดแคมเปญอยู่ การดำเนินเรื่องของเกมนี้จะเหมือนเป็นเกมเนื้อเรื่องที่ใส่องค์ประกอบโลกเปิดมาเท่านั้น เพราะนอกจากการขับรถเล่นในโหมด Free Ride แล้ว เราไม่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ใดๆ เกี่ยวกับโลกที่เขาสร้างนอกจากการขับรถเล่นได้เลย ตัวเกมไม่มีระบบค่าเงิน ไม่มีร้านค้าให้เราได้ไปหาซื้อเสื้อใหม่ๆ ใส่ หรือกิจกรรมสนุกๆ ไม่มีเลยจริงๆ !! ในตอนที่จบภารกิจตัวเกมก็ไม่ได้ให้อิสระเราในการขับรถเที่ยวเล่นเลยสักครั้ง แต่จะบังคับให้ขึ้นบทต่อไปและทำภารกิจทันที ส่วนตัวคิดว่านี่น่าจะเป็นข้อเสียหายอันร้ายแรงที่อาจจะทำให้คนวิจารณ์ด้านลบเกี่ยวกับเกม Mafia: Definitive Edition ก็เป็นได้ แต่จากผมเองได้ลองดูราคาของเกมนี้ที่ผู้พัฒนาวางจำหน่ายเพียงแค่ 959 บาท เท่านั้น มันก็ทำให้ตัวผมเองถึงบ้างอ้อทันทีว่า ทำไมพวกเขาถึงตั้งชื่อเกมนี้ว่า Mafia: Definitive Edition เพราะโดยรามแล้วเราจะพูดว่ามันเป็นเกม Remake เต็มรูปแบบก็ไม่ได้ เพราะในด้านเกมเพลย์และโครงสร้างของมันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย แต่จะให้พูดว่า Remastered ก็อาจจะทำได้ดีกว่า เกมนี้เหมือนกับเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่ผู้พัฒนาทำออกมาเพื่อคั่นเวลาในระหว่างที่พวกเขาเตรียมตัวสร้างโปรเจกต์ใหญ่กว่านี้ก็เป็นได้ สรุป โดยรวมแล้ว Mafia: Definitive Edition นอกจากกราฟิกที่ทำออกมาได้ดีงามแล้วนั้น ตัวระบบเกมเพลย์เองกลับไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ไปกว่าเดิมเลย เหมือนเป็นโปรเจกต์คั่นและทดลองในระหว่างการรองานที่ใหญ่กว่านี้ ผู้พัฒนาถึงได้ขายเกมนี้ในราคาที่ถูกกว่าเกม AAA ทั่วไปกว่า 50% แต่ถ้าให้ถามว่าตัวเกมมันโอเคไหม ส่วนตัวก็ยังบอกว่ามันก็ยังเป็นเกมที่สนุกเล่นได้เพลินๆ เพราะเนื้อเรื่องของเกมที่พอจะน่าติดตาม กราฟิกที่สวยงาม รวมถึงระบบการต่อสู้ที่ถึงแม้ว่ามันจะเก่าแก่แล้ว แต่มันก็สามารถสร้างความสนุกให้เหล่าผู้เล่นได้อยู่ดี Mafia: Definitive Edition ไม่ใช่เกมแย่ แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่ามันคืองาน Masterpiece อาจจะเป็นเกมที่ทำให้คุณหายคิดถึงเกมซีรีส์นี้หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ออกภาคใหม่มากว่า 4 ปี กับราคาที่สบายกระเป๋ายังไงเกมนี้ก็คู่ควรแก่ในการซื้อมาเล่น แต่ย้ำไว้ก่อนว่าอย่าไปคาดหวังกับมันไว้เยอะอย่างผมก็พอ สั่งซื้อเกม - https://store.steampowered.com/app/1030840/Mafia_Definitive_Edition/ [penci_review id="68411"]
24 Sep 2020
รีวิว Spellbreak: Battle Royale สไตล์ใหม่กินไก่ด้วยเวทมนตร์!!
ถึงแม้เกมแนว Battle Royale จะมีออกมาให้เราเล่นเรื่อยๆ แต่เกมที่ฮิตและติดกระแสจริงๆ นั้นก็ยังคงเป็นเกมเดิมๆ อยู่เสมอ ทว่า Proletariat Inc. ก็ไม่ได้เกรงกลัวและผลักดันเกมของพวกเขาเข้ามาแย่งชิงตลาดเกม Battle Royale อย่างกล้าหาญ ซึ่งเกมที่ว่าก็คือ Spellbreak เกมที่จะเปลี่ยนจากการจับปืนถือระเบิดมาเป็นสวมถุงมือเวทมนตร์ยิงลูกไฟใส่กันแทน ตัวเกมมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเรา แทบ จะไม่เคยเห็นเกม Battle Royale เกมไหนที่ไม่ต้องจับปืนเลย อีกทั้งกราฟิกของเกมนี้ก็ให้อารมณ์เหมือนเป็นภาพการ์ตูนซึ่งมันคล้ายกับเกม Battle Royale ยอดนิยมอย่าง Fortnite อีกด้วย แต่ถ้าหากพูดถึงความง่ายของเกมเพลย์ และความสามารถในการพลิกแพลกสถานการณ์ เจ้าเกมนี้มีความหลากหลายกว่ามากเลยทีเดียวครับ ถึงแม้ Spellbreak จะมีสไตล์ที่ไม่เหมือนเกม Battle Royale ยอดนิยมเกมอื่นๆ แต่ก็เพราะเช่นนั้นจึงทำให้ตัวเกมน่าสนใจอย่างมาก แล้วเจ้าเกมนี้จะสนุกหรือไม่ ความสามารถในการพลิกแพลกที่ว่าหมายถึงอะไร และทำไมเกมนี้ถึงไม่ถูกพูดถึงมากนักในประเทศไทย บทความนี้ผมจะบอกเล่าทุกอย่างที่ได้ลองสัมผัสในเกม Spellbreak หากอยากรู้จักเกมนี้ให้มากขึ้นก็ไปอ่านกันเลยครับ เกมเพลย์ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเกมเพลย์นั้นง่ายและเป็นมิตรต่อผู้เล่นค่อนข้างมาก เนื่องจากต่อให้คุณยิงไม่แม่นหรือคุมปืนไม่เป็นในเกม Battle Royale เกมอื่นๆ มันก็ไม่ใช่ปัญหาใน Spellbreak เลยครับ เพราะการยิงเวทมนตร์ในเกมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทโจมตีวงกว้าง ดังนั้นต่อให้ยิงใส่พื้นอย่างเดียวก็ยังคงสร้างความเสียหายให้กับศัตรูได้อยู่ดี อีกทั้งเกมนี้ต้องให้บริการในหลายแพลตฟอร์มดังนั้นจึงต้องมีระบบที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเรียนรู้ได้เร็วเพื่อรองรับผู้เล่นหลากหลายแบบ เพราะผู้เล่นบางคนก็อาจไม่คุ้นเคยกับเกมแนว Battle Royale มากนัก ในส่วนของรูปแบบการเล่นส่วนใหญ่เราก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วครับ ก็คือ เลือกจุดที่ต้องการจะลง แล้วทำการค้นหาอาวุธ จากนั้นก็หนีวงที่ค่อยๆ บีบเข้าหาเรา และทำการสังหารศัตรูเพื่อกลายเป็นผู้เหลือรอดเพียงหนึ่งเดียว (หรือทีมเดียว) แต่การเลือกจุดที่ต้องการลงของเกมนี้ไม่เหมือนกับเกม Battle Royale เกมอื่นๆ เพราะปกติเราจะต้องนั่งยานอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วเลือกกระโดดร่มลงตรงจุดที่ต้องการ แต่ในเกมนี้ที่ใช้เวทมนตร์ในการโจมตี ดังนั้นการจะลงในจุดที่เราต้องการก็ต้องใช้เวทมนตร์เช่นกัน เพียงแค่เรากดเลือกจุดที่ต้องการลงในแผนที่เวทมนตร์ จากนั้นเราก็จะวาร์ปไปอยู่บนน่านฟ้าบริเวณนั้นๆ แล้วแลนดิงแบบฮีโร่ลงสู่พื้นอย่างสวยงาม ในหนึ่งแมตช์ของเกมนี้สามารถรองรับจอมเวทได้สูงสุด 42 คน ถึงจะดูน้อยกว่าหลายๆ เกม แต่เอาเข้าจริงตอนอยู่ในวงท้ายๆ ก็มักจะมีคนเหลือมากกว่า 10 คนแทบตลอด เพราะว่าเกมนี้มันหนีง่ายกว่าสู้นั่นเอง เนื่องจากเกมดังกล่าวนอกจากจะมีถุงมือเวทมนตร์ทั้งหมดหกธาตุ ให้เราเลือกใช้เพื่อผสมผสานคอมโบและสามารถสับเปลี่ยนได้ตลอดแล้ว (เฉพาะข้างขวา ส่วนข้างซ้ายจะให้เราเลือกตั้งแต่เริ่มแมตช์) มันยังมี Rune หลากหลายประเภท เช่น บิน พุ่งตัว วาร์ป และหายตัว เป็นต้น   ซึ่ง Rune เหล่านี้เราสามารถเลือกสวมใส่ได้หนึ่งอย่าง และเจ้า Rune นี้เองที่ทำให้ผู้เล่นมีวิธีหนีเอาตัวรอดจากการถูกซุ่มโจมตีได้หลากหลายวิธี และยังสามารถพลิกแพลงการเล่นได้อีกมาก อย่างเช่น การเอารูน พุ่งตัว มาใช้ทิ้งระยะจากศัตรูแล้วโจมตีอีกฝ่ายด้วยสกิลโจมตีพื้นที่แบบวงกว้าง หรือจะหายตัววิ่งไปด้านหลังแล้วยิงเวทมนตร์ใส่แบบหมดสต็อก ก็ยังได้ ในส่วนของเวทมนตร์ทั้งหกธาตุนั้น ได้แก่ Frostborn, Conduit, Pyromancer, Toxicologist, Stoneshaper และ Tempest หรือก็คือธาตุ น้ำแข็ง สายฟ้า ไฟ พิษ หิน และ ลม ตามลำดับ ซึ่งเจ้าธาตุแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น Tempest (ลม) ที่โจมตีได้รวดเร็วและมีพลังในการเคลื่อนไหวในอากาศ แต่ข้อเสียของธาตุนี้ก็คือโจมตีได้เบา กับ Pyromancer (ไฟ) ที่โจมตีแรงมีสกิลกำแพงไฟในการบดบังวิสัยทัศน์ศัตรู หรือจะเอามาโจมตีศัตรูก็ได้เช่นกัน แต่ข้อเสียคือหลบได้ง่ายเพราะกว่าเปลวไฟจะตกลงพื้นก็มีระยะเวลาพอให้พุ่งหนี เป็นต้น นอกจากนี้เวทมนตร์ที่ผู้เล่นสวมใส่ได้ในมือทั้งสองข้าง เราสามารถผสมผสานเวทมนตร์เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มความเสียหายหรือระยะการโจมตีได้ด้วย อย่างเช่น Pyromancer ผสมกับ Tempest จะได้เป็นพายุเปลวไฟสุดร้อนแรง หรือ Frostborn ผสมกับ Conduit ที่เมื่อคุณใช้สกิลพิเศษ Flash Freeze ของธาตุน้ำแข็ง เมื่อมันละลายกลายเป็นน้ำแล้วคุณทำการโจมตีด้วยเวทมนตร์สายฟ้าลงไป น้ำทั้งหมดบนพื้นจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านอยู่ ซึ่งจากวิธีการผสมผสานธาตุได้หลากหลายรูปแบบนี้เองที่ทำให้เราสามารถพลิกแพลงการเล่นได้มากกว่าเกมอื่นๆ หลายๆ เกม แล้วถ้าคุณเสียเลือดหรือเกราะในระหว่างการต่อสู้ การที่จะฟื้นมันได้นั้นก็ต้องใช้เวลา ไม่มีการใช้ยาปุ๊บเลือดพุ่งขึ้นปั๊บ และขนาดของยาเองก็มีการแบ่งเป็นเลเวลไว้อย่างชัดเจน เลเวลยิ่งสูงยิ่งเพิ่มได้เยอะ แต่ถ้าคุณพลาดท่าถูกอีกฝ่ายจัดการ หากเล่นเป็นทีมคุณจะยังคงมีโอกาสได้ไปต่อ แต่มีข้อแม้ว่าเพื่อนร่วมทีมของคุณจะต้องวิ่งมาชุบคุณที่เป็นลูกบอลแสงได้ทันนะ เพราะหากไม่ทันหรือคุณโดนอีกฝ่ายจัดการซ้ำเสียก่อน ก็ถือว่าจบเกมทันที ตามสไตล์ Battle Royale ทั่วไป แผนที่ในเกมนี้ก็นับว่าดีไม่น้อย เพราะไม่กว้างจนหากันไม่เจอ และไม่เล็กจนจบไวเกินไป แต่ถึงจะบอกว่าแผนที่มันไม่กว้างมาก ในบางแมตช์คนส่วนใหญ่ก็ยังจะพร้อมใจกันไปลงในเมืองๆ หนึ่ง จนเราที่ไปลงเมืองเล็กๆ ก็เลยต้องแอบเหงาอยู่คนเดียว แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่ครับ คือต่อให้คุณอยู่สุดขอบแผนที่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวงมากนัก เพราะความเสียหายจากวงนั้นค่อนข้างเบา ยังมีเวลาให้คุณวิ่งเข้าวงอยู่มากครับ กราฟิก กราฟิกของ Spellbreak อย่างสภาพแวดล้อมกับเอฟเฟกต์นั้นนับว่าสวยงามในสไตล์ภาพของการ์ตูนครับ มีความสดใส และสีสันสูงมาก แต่มันก็ไม่ได้แสบตาอะไร แถมยังเป็นสเน่ห์ของมันเองอีกต่างหาก แน่นอนว่าในเมื่อเป็นภาพสไตล์การ์ตูน ดังนั้นเอฟเฟต์ต่างๆ ของเวทมนตร์ไม่ว่าจะเป็นระเบิด หรือสายฟ้า ต่างก็มีเสน่ห์ในตัวเองทั้งนั้น ถึงอย่างนั้นในเรื่องของโมเดลตัวละครแม้จะบอกว่าเป็นภาพสไตล์การ์ตูน แต่มันก็ไม่ได้ดูสวยงามเท่ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบของเกมเลยด้วยซ้ำ ต้นไม้ยังดูมีความชัดของลายเส้นมากกว่าตัวละครเสียอีก นอกจากนี้ยังมองตัวละครศัตรูจากระยะไกลค่อนข้างยากอีกด้วย แต่มันก็แฟร์กับผู้เล่นอยู่เหมือนกัน เพราะอีกฝ่ายก็มองหาเรายากเช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงตัวสิ่งก่อสร้างในเกมต้องบอกว่ามันดูน่าเบื่อเล็กน้อย เพราะมันค่อนข้างซ้ำซาก ถ้าไม่เป็นปราสาทเก่าๆ ก็ต้องเป็นเศษซากปรักหักพัง อาจเพราะผู้พัฒนาต้องการให้เข้ากับธีมสงครามก็ได้ แต่บางทีก็น่าจะมีสิ่งปลูกสร้างสวยๆ ที่ยังคงมีสภาพแบบเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ดูบ้างนะ ส่วนโมเดลของถุงมือก็ออกแบบมาได้ค่อนข้างเท่ไม่น้อยเลยครับ แต่ช่วงแรกๆ อาจจะแยกถุงมือเวทมนตร์ธาตุสายฟ้ากับน้ำแข็งจากกันยากหน่อย แต่ก็ไม่มีปัญหาครับเพราะยังไงก็มีชื่อบอกอยู่ดี และถึงสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเกม รวมถึงโมเดลตัวละครจะไม่ได้สวยมากมาย แต่มันก็ทดแทนได้ด้วยเอฟเฟกต์เวทมนตร์กับสภาพแวดล้อมอย่างต้นไม้ ผืนหญ้า เนินเขาเล็กๆ มาทดแทนได้ อาจเป็นเพราะเกมนี้ต้องลงให้กับเครื่อง Nintendo Switch ด้วย ทำให้กราฟิกของเกมจะต้องไม่หนักเครื่องจนเกินไปก็เป็นได้ครับ ซึ่งนั่นหมายความว่าต่อให้ Spec เครื่อง PC ของคุณไม่เร็วมาก ก็ยังสามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา ระบบเติมเงิน แน่นอนว่าเมื่อเป็นเกม Free to Play ระบบหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ก็คือ Shop ที่จะนำชุดแฟชั่นต่างๆ รวมถึงแสงตอนบินลงเมื่อเริ่มเกม นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ มาวางขายแบบจำกัดเวลาเรียกกิเลสของเราอีกต่างหาก ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าโมเดลตัวละครนั้นมันสวยสู้สภาพแวดล้อมในเกมยังไม่ได้ แต่ว่าสกินต่างๆ ที่ตัวเกมนำมาวางขายใน Shop นั้นบางสกินมีโมเดลที่สวยมากจริงๆ ครับ เหมือนกับว่าผู้พัฒนาจะสื่ออ้อมๆ ว่า หากอยากมีตัวละครสวยก็จ่ายเงินมาเสียสิ! แต่เกมนี้ก็ยังใจดีแจกเงินให้กับเราอยู่บ้าง โดยเราจะได้เงิน 50 Gold ทุกครั้งที่อัพเลเวลได้ ดังนั้นผู้เล่นก็สามารถเล่นไปเรื่อยๆ เพื่ออัพเลเวลแล้วนำเงินไปซื้อสกินที่ต้องการได้ครับ แต่ว่าสกินสวยๆ นั้นส่วนใหญ่จะมีราคามากกว่า 1,000 Gold ดังนั้นมันก็ต้องใช้เวลานานไม่น้อยกว่าจะเก็บเงินได้ครบครับ โดยรวมแล้ว Shop ในเกมไม่ได้มีความดึงดูดให้เราต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น อีกทั้งเรายังสามารถใช้เงินในเกมซื้อได้อยู่แล้ว ถึงจะต้องเก็บนานนิดหน่อยก็ตาม แต่ถ้าหากใครอยากดูโดดเด่นกว่าเพื่อนมันก็ไม่ได้แย่ที่จะยอมเสียเงินนิดๆ หน่อยๆ ครับ สรุป โดยรวมแล้วเกมนี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราสามารถพลิกแพลงการเล่นได้หลากหลาย ผสมผสานเวทมนตร์ได้มากมาย มีกราฟิกสไตล์ภาพการ์ตูนที่ดูสดใสและน่ารัก ยิ่งถ้าพูดถึงความง่ายในการเข้าถึงอย่างมีให้บริการบนหลายแพลตฟอร์มแถมยังสามารถเล่นร่วมกันได้อีกต่างหาก มันจึงนับเป็นเกม Battle Royale เกมใหม่ที่มาแรงในหลายๆ ประเทศมากครับ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเกมที่จำเป็นต้องหยิบมาเล่นมากขนาดนั้นเพราะถ้าหากอยากเล่นเกม Battle Royale สไตล์ภาพการ์ตูนเราก็มี Fortnite กันอยู่แล้ว หรือถ้าหาเกม Battle Royale ที่มีสกิลให้ใช้งานก็มีเกมที่ดีกว่าอย่าง Apex Legends อยู่เช่นกันครับ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่เกมนี้ไม่ถูกพูดถึงมากนักในประเทศไทย เพราะคู่แข่งของเกมนี้แข็งแกร่งมากนั่นเอง ถึงแม้ในหลายๆ ประเทศเ Spellbreak จะดูมีกระแสอยู่บ้าง แต่สำหรับประเทศไทยเกมนี้ยังไม่ดีพอที่จะมาแย่งชิงตลาดเกม Battle Royale จากเกมอย่าง PUBG หรือ Fortnite ครับ [penci_review id="67337"]
24 Sep 2020
Minecraft Dungeons เจ้าเหลี่ยมกู้โลก
Minecraft Dungeons คือเกมรูปแบบใหม่ในแฟรนไชส์เดิมของ Mojang จากเดิมที่เป็นเกมแนว Sandbox ในครั้งนี้มันมาเป็นแนว Hack & Slash เดินหน้าลุยฟันไม่เลี้ยงที่ผสมผสานเข้ากับแนว Dungeon Crawler ที่คุณจะต้องเลือกดันเจี้ยนแล้วปรับความยากเองก่อนเข้าไปเผชิญหน้ากับฝูงมอนสเตอร์ ตัวเกมยังคงมีกลิ่นอายความเป็น Minecraft อยู่อย่างเต็มเปี่ยม เช่นมอนสเตอร์ในเกมที่คุ้นหน้าคุ้นตาเราอย่าง เจ้าโครงกระดูกยอดนักธนูที่ชื่อ Skeleton หรือ เจ้าจอมระเบิดที่เห็นทีไรเป็นต้องหนีให้ห่างอย่าง Creeper เป็นต้น ในส่วนของกราฟิกก็ไม่ทำให้เราผิดหวังครับ เพราะมันยังคงความเป็นเหลี่ยมอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือสวยงามและสดใหม่มากขึ้น ในบทความนี้เราจะมาบอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้สัมผัสในเกม Minecraft Dungeons รวมถึงเนื้อหาเสริมอีกสองตัวอย่าง Jungle Awakens กับ Creeping Winter เกมนี้จะสนุกแค่ไหน เนื้อหาจะเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือเปล่า ก็มาดูกันเลยครับ! เนื้อเรื่อง เรื่องราวของ Minecraft Dungeons นั้นเริ่มต้นจากที่ Illager (อิลเลจเจอร์ คือชาวบ้านที่ถูกเนรเทศเพราะพวกเขาไม่เป็นมิตรต่อใคร) ได้พบกับสิ่งประดิษฐ์ลึกลับที่ชื่อ Orb of Dominance ซึ่งเจ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ทำให้เขาสามารถสร้างกองทัพมอนสเตอร์ทรงพลังออกมาได้ ด้วยพลังนี้ทำให้เขามีความคิดที่จะแก้แค้นผู้คนที่ไม่ยอมรับในตัวเขา และเขายังหวังที่จะครองโลกอีกด้วย! เขาเริ่มแผนการโดยบุกไปทำลายหมู่บ้านต่างๆ สั่งให้เหล่ามอนสเตอร์ใต้อาณัติเผาทำลายหมู่บ้านไปเรื่อยๆ พวกมันทั้งสังหารและกักขังเหล่าชาวบ้านเอาไว้ ทำให้ทั่วโลกของ Minecraft เกิดความวุ่นวาย และเรื่องนี้จำเป็นต้องมีคนมาหยุดมัน แน่นอนว่าคนๆ นั้นก็คือ เรา นั่นเองครับ ในฐานะผู้กล้าหน้าเหลี่ยมเราจะต้องเข้าไปช่วยเหลือและปลดปล่อยหมู่บ้านทั้งหลายจากการยึดครองของมอนสเตอร์ ในด้านตัว DLC ของ Minecraft Dungeons ที่ได้ปล่อยออกมานั้นล่าสุดมีทั้งหมด 2 ตัวครับ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มด่าน อุปกรณ์ และมอนสเตอร์ใหม่ๆ รวมถึงเนื้อเรื่องอีกเล็กๆ น้อยๆ ครับ โดยที่เนื้อเรื่องของ DLC ตัวแรกที่ชื่อว่า Jungle Awakens นั้นมีอยู่ว่า มีพลังงานบางอย่างเข้าไปรบกวนป่าที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบจนทำให้มันกลายเป็นสถานที่สุดแสนจะอันตราย แล้วใครเล่าจะสามารถหยุดยั้งเรื่องนี้ได้ ก็มีเพียงเราที่เป็นผู้กล้าหน้าเหลี่ยมเท่านั้น! ในส่วนของ DLC ตัวที่สองซึ่งวางจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้มีชื่อว่า Creeping Winter โดยผู้เล่นจะได้ไปสำรวจในเกาะหิมะไร้ชื่อแห่งหนึ่ง เกาะนี้มีป้อมปราการขนาดใหญ่ (ป้อม Lone Fortress) และหมู่บ้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่รอบๆ ทางทิศเหนือของเกาะเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ มีแม่น้ำยาวไหลผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะ ที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงสถานที่ปกติธรรมดาจนกระทั่ง Orb of Dominance ได้คืบคลานเข้ามาในดินแดนอันเงียบสงบ และแล้วเกาะแห่งนี้ก็เริ่มปกคลุมไปด้วยความวุ่นวายอันน่าหวาดหวั่น มีเพียงเราเท่านั้นที่จะปลดปล่อยเกาะแห่งนี้ได้ เนื้อเรื่องของ Minecraft Dungeons นั้นเป็นเส้นตรงและเข้าใจง่ายมาก มันคือการที่มีตัวร้ายอยากยึดครองโลกเราที่เป็นผู้กล้าจึงต้องไปหยุดยั้ง แต่ว่าเนื้อเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ข้อเสียหรือจุดด้อยของเกมนี้แต่อย่างใด เพราะว่านี่คือ Minecraft เกมที่เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หรือจะเล่นกันเป็นครอบครัวก็ได้ เนื่องจากตัวเกมสามารถ Co-op ได้สูงสุดถึง 4 คนนั่นเอง โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าเกม Minecraft Dungeons นั้นไม่ได้เน้นไปที่เนื้อเรื่องมากนัก มีไว้เพียงแค่ทำให้เกมมันมีจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง สิ่งที่น่าสนใจในเกมนี้จริงๆ ก็คือการฟาร์มเพื่อหาไอเทมใหม่ๆ และอัพเลเวลเพื่อพัฒนาตัวเองมากกว่า เกมเพลย์ Minecraft Dungeons นั้นมีระบบการเล่นที่เรียบง่ายและเข้าใจได้ง่ายไม่ต่างกับเนื้อเรื่องครับ แต่ผู้พัฒนาได้ทิ้งระบบที่เป็นจุดขายของ Minecraft อย่าง Sandbox ไป แล้วนำระบบการเล่นแบบ Hack & Slash ผสมกับ Dungeon Crawler มารวมกัน หากใครที่ชอบทั้งเกม Minecraft และ Diablo 3 เกมนี้ก็อาจจะตอบโจทย์ไม่น้อยเลยครับ เกมนี้ที่คุณต้องทำก็มีเพียงแค่ลุยไปทีละด่านในระดับความยากที่คุณสามารถปรับได้ตามต้องการ จากนั้นก็ฟาร์มของเพิ่มเลเวลไปเรื่อยๆ แค่นั้นเอง ไอเทมในเกมนี้มีเอฟเฟต์ที่แตกต่างกันให้ผู้เล่นได้ใช้ตามความชอบ รวมถึงมีอุปกรณ์เสริมอีกมากมายแต่เลือกสวมใส่ได้แค่ 3 ชิ้นเท่านั้นนะ ถึงอย่างนั้นเราก็สามารถเปลี่ยนมันได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ โดยไอเทมเหล่านี้ที่ดรอปในด่านจะมีค่าพลังตามระดับความยากของด่านนั้นๆ ความยากยิ่งสูงไอเทมก็ยิ่งมีค่าพลังที่สูงตามไปด้วย แต่แน่นอนว่ายิ่งระดับความยากของดันเจี้ยนสูงมากเท่าไหร่ ความท้าทายที่เราต้องเผชิญก็ยิ่งหนักหน่วงมากเท่านั้นครับ ระบบดรอปไอเทมจากการสังหารมอนสเตอร์หรือเปิดหาเอาจากกล่องสมบัตินั้นก็ไม่ต่างจากเกม RPG เกมอื่นๆ เลย แต่ยังดีที่ไอเทมแต่ละชิ้นนั้นยังมี Tier ที่แตกต่างกันให้เราได้อัปเกรด ทำให้เกมนี้ยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง ในส่วนของ Tier นั้นเราจะต้องใช้แต้มอัปเกรดที่ได้หนึ่งแต้มต่อการเพิ่มเลเวลหนึ่งเลเวล และไม่ต้องกลัวว่าเมื่อเราใช้แต้มอัปเกรดไปแล้วพอเราเปลี่ยนอุปกรณ์มันจะเป็นการเสียแต้มอัปเกรดไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อเราย่อยไอเทมเราจะได้เงินและแต้มอัปเกรดกลับมาด้วย อุปกรณ์สวมใส่ที่เราใส่ได้มีทั้งหมดสามประเภทคือ อาวุธหลักที่เป็นอาวุธระยะประชิด (ดาบ, ค้อน, มีดคู่) อาวุธรองที่เป็นอาวุธระยะไกล (ธนู, หน้าไม้) และชุดเกราะ สเน่ห์อย่างหนึ่งในเกมนี้คือมันมีอุปกรณ์ให้เราเลือกใช้มากมาย อีกทั้งเอฟเฟกต์ของอุปกรณ์แต่ละชิ้นก็น่าสนใจไม่น้อย บางชิ้นเพิ่มพลังโจมตีระยะประชิด บางชิ้นมีเอฟเฟกต์ดูดเลือด บางชิ้นเมื่อสังหารมอนสเตอร์ได้ก็จะมีโอกาสอัญเชิญผึ้งมาช่วยโจมตี หรือบางชิ้นเมื่อทำการโจมตีก็มีโอกาสที่จะเรียกสายฟ้าออกมาโจมตีศัตรูรอบๆ ด้วย นับว่านี่คือหนึ่งในส่วนที่น่าสนใจที่สุดของ Minecraft Dungeons เลยครับ เพราะมันทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างความเป็นไปได้อย่างไม่มีสิ้นสุด และอุปกรณ์บางชิ้นเมื่อมานำมาสวมใส่รวมกันก็จะทำให้เกิดผลลัพธิ์ที่สุดยอดแบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยก็ได้ เช่น สวมใส่ดาบที่เมื่อฟันแล้วจะสร้างสายฟ้ามาโจมตีศัตรูเป็นลูกโซ่พร้อมกับสวมเกราะที่จะทำการเพิ่มเลือดให้กับคุณเมื่อสังหารมอนสเตอร์ได้ ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อคุณสวมใส่อุปกรณ์เสริมที่เมื่อคุณสังหารมอนสเตอร์โดยรอบแล้วพวกมันจะกลายเป็นวิญญาณและถูกเก็บเอาไว้ในอุปกรณ์ดังกล่าว จนเมื่อจำนวนวิญญาณถึงในระดับที่กำหนด วิญญาณนั้นก็จะกลายเป็นลูกธนูวิญญาณที่เมื่อยิงออกไปก็ไม่มีอะไรมาป้องกันได้ หรือคุณจะกลายเป็นเทพเจ้าสายฟ้าธอร์ด้วยการสวมใส่ค้อนสายฟ้าที่เมื่อทุบก็สร้างสายฟ้าโจมตีศัตรูเป็นลูกโซ่ แล้วตามด้วยสวมชุดเกราะสายฟ้าที่เมื่อคุณกลิ้งหลบก็จะสร้างสายฟ้าทำลายศัตรูโดยรอบไปด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวขอแนะนำเซตอุปกรณ์รูปแบบนี้เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกทรงพลังขึ้นอย่างมากเลยทีเดียวครับ นอกจากนี้หลายๆ คนก็คงรู้แล้วว่าเกมนี้มี DLC ใหม่ออกมาแล้วทั้งสิ้นสองตัว ซึ่งมันเป็นการเพิ่มดันเจี้ยนใหม่ อุปกรณ์ใหม่ และมอนสเตอร์ใหม่เข้ามาในเกมนั่นเอง โดย DLC ตัวที่หนึ่งชื่อว่า Jungle Awakens มันได้ทำการเพิ่มอาวุธใหม่เข้ามามากมายอย่าง หน้าไม้คู่ กระบองยาว และ แส้พิษ เป็นต้น ในส่วนของมอนสเตอร์ที่เพิ่มเข้ามาใน DLC ตัวนี้ก็มีไม่น้อยเลยครับ อย่างเช่น Jungle zombie, Leapleaf และ Mossy Skeleton เป็นต้นครับ ซึ่งเจ้าพวกนี้หลายๆ ตัวเราก็อาจไม่ได้พบเห็นใน Minecraft หรือพบได้ยาก ในส่วนของ DLC ตัวที่สองมีชื่อว่า Creeping Winter นั้นก็ได้เพิ่มอาวุธและชุดเกราะใหม่ๆ เข้ามามากมายเช่นกัน นอกจากนี้ด้วยความเป็นมันเป็นเกาะหิมะ ดังนั้นเราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยพบเจอในเกม Minecraft Dungeons และในเกาะหิมะนี้ก็แตกต่างจากภูมิประเทศที่เป็นหิมะในเกม Minecraft อย่างมากเลยครับ นับว่าเจ้าตัว DLC ใหม่นี้คุ้มค่าและน่าเล่นอย่างมาก ในส่วนของมอนสเตอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่นั้นบางตัวเราอาจไม่เคยเจอใน Minecraft เลย หรืออาจจะเป็นมอนสเตอร์ใหม่ที่สร้างมาสำหรับเกม Minecraft Dungeons อย่างเจ้า Wretched Wraith ที่เป็นหนึ่งในบอสหลักของ Creeping Winter นี้ครับ อย่างที่เขียนไปข้างต้นว่าจุดเด่นของเกม Minecraft Dungeons นอกจากความเป็น Minecraft แล้วก็มีเพียงการฟาร์มไอเทมและเก็บเลเวลเท่านั้น ดังนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ได้ชอบเกมประเภทนี้ก็จะเกิดอาการเบื่ออย่างรวดเร็ว เนื่องจากเนื้อเรื่องของเกมนี้ที่เรียกได้เป็นเพียงของประดับ มันจึงไม่สามารถใช้เนื้อเรื่องในการดึงผู้เล่นให้คอยติดตามต่อไปได้ ดีไม่ดีผู้เล่นหลายคนก็อาจจะเลิกเล่นไปกลางทางเลยก็ได้เช่นกันครับ กราฟิก กราฟิกของเกมนี้ไม่ได้สวยงามไปกว่าเกมอื่นๆ ที่วางจำหน่ายในช่วงเวลาเดียวกันเลย แต่มันมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเองสูงมากครับ เพราะมันคือ Minecraft และหลายๆ คนก็คงคุ้นเคยกับกราฟิกของ Minecraft กันดีอยู่แล้ว ทุกอย่างคือสี่เหลี่ยม แต่มันคือสี่เหลี่ยมที่สวยงาม กราฟิกของ Minecraft Dungeons นับว่าสวยงามและน่าเล่นในระดับหนึ่งเลยครับ มันมีสีสันที่สดใสมาก เอฟเฟกต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายฟ้า ลูกธนูวิญญาณ หรือการระเบิดก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกได้ว่า Mojang ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ ครับ และด้วยความที่เกมนี้มีภาพเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมดังนั้นต่อให้คุณมีคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้แรงอะไรมาก ก็สามารถเล่นได้อย่างไม่มีสะดุดครับ นี่นับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเจ้าเกมนี้เลย ส่วนเหตุผลที่กราฟิกของเกมนี้มีความสดใสและฉูดฉาดนั้นเราก็พอเข้าใจได้ครับ เพราะเกมนี้คือ Minecraft ที่ไม่สามารถใช้ใบหน้าตัวละคร หรือท่าทางในการสื่ออารมณ์ได้มาก ดังนั้นจึงใช้สีและการขยับที่ดูโอเวอร์เข้าช่วย อย่างการถูกโจมตีจนกระเด็นของเกมนี้ก็คือการลอยออกไปไกลมากจริงๆ ครับ แต่เรื่องความรุนแรงของภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง สามารถให้เด็กๆ เล่นได้อย่างหายห่วงเลย! นอกจากนี้ถึงแม้ว่ากราฟิกของ Minecraft Dungeons จะไม่ได้ใช้สเปคเครื่องที่สูงมากแต่มันกลับมีการตั้งค่ากราฟิกที่ละเอียดอย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงยังให้เราปรับแต่งปุ่มคีย์บอร์ดและคอนโทรลเลอร์ได้อย่างอิสระด้วยครับ นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ Mojang ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจครับ ในเรื่องลักษณะรูปร่างตัวละครนั้นก็สามารถอธิบายออกมาได้ด้วยคำง่ายๆ ว่า Minecraft ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่เราควบคุม ชาวบ้าน มอนสเตอร์ และสัตว์ภายในเกม ล้วนมีลักษณะเด่นที่ประกอบมาจากบล็อกสี่เหลี่ยมให้ดูมีชีวิตขึ้นมา และนี่ก็คือหนึ่งในเสน่ห์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ของ Minecraft สรุป Minecraft Dungeons นับเป็นเกมที่ดีเกมหนึ่งครับ แต่ก็ไม่ได้ดีจนถึงขั้นต้องซื้อมาเล่น ในความรู้สึกส่วนตัวผมคิดว่าเกมนี้เหมาะที่จะอยู่ในเครื่อง Nintendo Switch มากกว่า เนื่องจากมันเป็นเกมที่เล่นได้เรื่อยๆ ถ้าหากอยู่ในแพลตฟอร์มที่สามารถพกพาเกมนี้ไปไหนมาไหนได้ เวลานั่งรอ BTS ก็หยิบขึ้นมาฟาร์มไอเทมสักด่านหนึ่งมันจะดูเหมาะสมกับเกมเพลย์ของเกมนี้มากครับ สำหรับคนที่คิดจะเล่นเกมนี้ถ้าหากคุณไม่ได้ชอบเกมที่มีแต่ฟาร์มของเก็บเลเวล หรือไม่ได้เป็นแฟนเกม Minecraft แล้วล่ะก็ เกมนี้อาจไม่ใช่สำหรับคุณครับ แต่ถ้าหากคุณชอบเกมฟาร์มตะลุยดันเจี้ยนชิวๆ เล่นเพื่อความผ่อนคลายและชอบกราฟิกแบบ Minecraft เกมนี้ก็เหมาะกับคุณอย่างที่สุดแล้วครับ [penci_review id="66912"]
18 Sep 2020
รีวิวเกม Swordsman Awakening สุดยอดเกม RPG บนมือถือที่คุณเลือกทางเดินเป็นของตัวเองได้
ต้องยอมรับว่าในแต่ละปีจะมีเกมต่อสู้กำลังภายในออกมาให้เราเล่นกันเยอะพอสมควร แต่กลับมีเกมหนึ่งที่ทำให้ตัวผู้เขียนค่อนข้างสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าตัวเกมจะมีโครงสร้างที่คล้ายๆ กับเกมทั่วไป แต่มันก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เอกลักษณ์ของเกมนี้เด่นขึ้นมากว่าใครๆ โดยเกมที่ผมพูดถึงนั่นก็คือเกม Swordsman Awakening เกมการ์ด RPG บนมือถือจากทาง Shengqu Games ที่ภายในนั้นนอกจากองค์ประกอบความเป็น RPG แต่ตัวเกมยังมีเรื่องราวที่เราสามารถกำหนดด้วยตัวเองได้ เกมนี้ได้พรีเซ็นเตอร์สุดเซ็กซี่อย่าง Janet   1 ใน 10 Ten pretty Thailand อีกด้วย โดยในวันนี้พวกเรา GameFever จะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ เป็นคนดีก็ได้ คนชั่วก็ได้ สิ่งที่ทำให้ทางผู้เขียนเซอร์ไพรส์เป็นอย่างมาก นั่นคือในตอนที่สร้างตัวละครนั่นเราจะสามารถเลือกได้ว่าเราอยากจะให้ตัวละครเรานั้นเป็นฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว ซึ่งมันจะมีผลทำให้ค่าคุณธรรมของคุณบวกและลบ และมันจะทำให้เนื้อเรื่องภายในเกมนั้นมีความแตกต่างกันไป โดยการเล่นโหมดเนื้อเรื่องตัวเกมจะมีตัวเลือกให้เราเลือกตอบ ซึ่งมันจะส่งผลในการบวกหรือลบค่าคุณธรรมของคุณ โดยส่วนตัวแนะนำว่าถ้าหากท่านเลือกฝ่ายไหนให้ลองเลือกคำตอบที่มันสุดโต่งไปฝ่ายนั้นเลย เพราะตัวผู้เขียนเองลองเล่นเป็นฝ่ายอธรรม และลองตอบคำถามที่มันดูร้ายๆ ดู ซึ่งมันก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบ เราจะได้เห็นบทสนทนาฮาๆ ที่ไม่ค่อยได้พบเจอกับเกมไหนๆ จัดกองทัพให้เต็มสนาม โดยตัวละครที่เราเลือกเล่น และขุนผลที่ใส่เข้ามานั้นก็จะมีคลาสเป็นของตัวเอง ซึ่งประกอบไปด้วย หมัด - ตัวทำดาเมจใกล้ และสกิลจะเน้นการโจมตีเป็นเส้นตรง กระบี่ - ตัวทำดาเมจใกล้ และสกิลจะเน้นการโจมตีเป็นวงสี่เหลี่ยม ใน (เวท) - ตัวทำดาเมจไกล และสกิลจะเน้นการโจมตีเป็นเส้นตรง แต่ถึงอย่างนั้นนี่มันเป็นแค่สเตตัสของตัวละครเราอย่างเดียว เพราะขุนพลที่เราเลือกเข้ามา ก็จะมีรูปแบบสกิลที่แตกต่างกัน อาทิเช่นตัวละครสายหมัดที่จะมีสกิลโจมตีเดี่ยวเป็นต้น แต่สกิลของเราพอหลังจากเลเวล 27 ก็จะสามารถสลับเปลี่ยนสายไปมาได้อย่างอิสระ รวมถึงในเวลาต่อสู้ตำแหน่งการยืนจะมีสลับเปลี่ยนไปด้วยทั้งในฝั่งเราและฝั่งของศัตรู ทำให้การเล่นมีสีสันมากขึ้นกว่าเกมแนวนี้ทั่วไป ในเรื่องระบบการต่อสู้ของเกมนี้ค่อนข้างที่จะมีความแตกต่างจากเกมอื่นอยู่พอสมควร เพราะว่าเราสามารถจัดทีมขุนผลได้มากถึง 8 ตัวละคร (รวมตัวเราด้วย) ซึ่งมันทำให้การที่เราสุ่มตัวละครมาใช้ไม่เสียเปล่าแต่อย่างใด จุดตำแหน่งการยืนก็สำคัญมากๆ เพราะบางจุดจะสามารถเพิ่ม Passive ให้กับตัวละครนั้นๆ ได้ อาทิเช่นเราอยากให้ตัวละครบางตัวมีปราน (ค่ามานา) เต็มในเทิรนแรก เราก็วางไว้ที่จุดพื้นที่สีฟ้า หรืออยากให้บางตัวละครถึกๆ หน่อยก็อาจจะวางไว้ที่จุดพื้นที่สีเขียวเป็นต้น ซึ่งตำแหน่งการยืนนี่ค่อนข้างสำคัญมากเลยนะครับ เพราะถ้าเราเล่นไปเรื่อยๆ ศัตรูที่เจอก็จะโหดมากขึ้น ทำให้เราอาจจะต้องเล่นด้วยมือแทน อาจจะต้องมีตัวละครที่คอย Tank ให้แนวหลังที่มีพลังดาเมจที่รุนแรง เราจะต้องคิดและเลือกให้ขุนพลให้สกิลให้ได้คุ้มค่าที่สุด เป็นต้น ดั่งในรูปด้านล่างของผู้เขียนที่จะให้ตัวละครสายเวทที่มีสกิลรุนแรงอยู่ในพื้นที่สีฟ้าเพื่อให้ตัวละครนั้นสามารถใช้สกิลได้ในเทรินแรกเลย ส่วนสองตัวหน้าจะเป็นสาย Tank ให้คนอื่น การอัพเกรดตัวละครที่ค่อนข้างมีรายละเอียด เกมทาง Idle ทั่วไปที่เราเล่น ชนิดของการอัพเกรดที่เห็นก็คงจะหนีไม่พ้นการตีบวกตัวละคร เพิ่มเลเวล การอัพเกรดอาวุธ การอัพเกรดสกิล ซึ่งในบางเกมส่วนใหญ่มักจะมีตัวเลือกการอัพเกรดอยู่ราวๆ 2-3 อย่าง แต่ว่าเกม Swordsman Awakening นั้นยกการอัพเกรดทุกอย่างเข้ามาหมด ซึ่งหลายๆ คนอาจจะคิดว่ามันยุ่งยากหรือไม่ แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่ามันสนุกและมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมากเลยนะ ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อง่ายในการเล่นแต่อย่างใด รวมถึงเราอาจจะต้องลงดันเจี้ยนปลีกย่อยเพื่อหาของมาวัตถุดิบต่างๆ มาอัพเกรดตัวละครเราได้อีก อย่างเช่นการลงดันเจี้ยนเส้นทางฝึกฝนเพื่อหาเศษมาเพิ่มดาวให้ตัวละคร ลงฝึกฝนหุ่นทองแดงเพื่อหาเงิน ลงฝึกฝนเตาหลอมเพื่อหาหา EXP เป็นต้น ยกตัวอย่างในการอัพเกรดสกิลเราจะสามารถหาชิ้นส่วนเข้ามาเพิ่ม Passive ให้สกิลเราดีขึ้นได้ ซึ่งสกิล Passive จะค่อนข้างมีหลากหลายและเราอาจจะต้องหา Passive ให้เข้ากับสไตล์ของตัวละครนั้นๆ อาทิเช่นสกิลกรงเล็บอินทรีที่จะเหมาะในการใช้กับตัวละครที่มีสกิลเป้าหมายเดียว เพราะจะทำให้เพิ่มดาเมจเพิ่ม และถ้าโจมตีโดนเป้าหมายที่เลือดน้อยกว่า 50% จะทำให้เราตีแรงขึ้นอีก 33% ซึ่งมันเหมาะกับการที่เราอยากจะปิดดาเมจให้ศัตรูตายในทีเดียวนั่นเอง หรือจะเป็นสกิลพลังภายในที่จะเพิ่ม Passive ให้กับตัวละครนั้นๆ ซึ่งจะมีความพิเศษแตกต่างกันยกตัวอย่างเช่นสกิลวิชาจื่อหยางที่มีโอกาส 50% หลังจากจบเทิร์นจะได้ทำให้เราได้รับดาเมจโจมตีน้อยลงถึง 15% เลยทีเดียวซึ่งจะเหมาะกับตัวละครสายหมัดที่จะต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ ศัตรู และจะโดนตีตายไวกว่าคนอื่น กิจกรรมปลีกย่อยให้ทำอีกมาก ภายในเกมจะมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราทำอีกเยอะเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นโหมดที่ชื่อว่าหอร่ายยุทธ์ที่จะเป็นการประลองปัญญาว่าท่านจะสามารถจัดทัพที่ตัวเกมกำหนดให้สามารถชนะได้หรือไม่ โหมดราชาสมบัติก็เหมือนกับการลงหอคอยของเกมอื่นๆ ที่ยิ่งคุณไปได้ไกลคุณก็จะได้ของรางวัลมากขึ้น รวมถึงโหมดเดินเที่ยวที่คุณจะสามารถไปพบเจอกับสาวๆ ในยุทธ์ภพเพื่อเพิ่มค่าหัวใจและค่าเสน่ห์ให้เราได้รับรางวัลพิเศษมากขึ้นอีกด้วย สรุป Swordsman Awakening เป็นเกมที่ดูเผินๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกพิเศษเท่าไร แต่พอได้ลองเข้าไปเล่นกลับพบว่าตัวเกมมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน มีระบบต่างๆ ที่ทำออกมาได้น่าสนใจเป็นอย่างมาก และสิ่งสำคัญที่ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษเลยคือความคอมมานดี้ของเรื่องราวที่เข้ามาสร้างสีสันได้อย่างดี (ถ้าคุณเป็นคนอ่านเนื้อเรื่องของเกม) บทสนทนาที่มีความตลกร้ายซ่อนอยู่ในนั้นทำให้ตัวผู้เขียนรู้สึกสนุกแล้วหลุดขำออกมาหลายรอบเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องระบบการต่อสู้เองก็รู้สึกเซอร์ไพรส์กับการจัดทัพได้มากถึง 8 ตัวละคร (รวมตัวเรา) ถึงแม้ว่ามันจะมีเงื่อนไขในการที่เราจะต้องเก็บเลเวลให้ครบก่อน แต่คุณใช้เวลาเล่นแค่ 1 วันก็สามารถทำเงื่อนไขได้ครบอย่างง่ายดาย อัพเกรดตัวละครเองก็ค่อนข้างมีรายละเอียดที่เยอะทำให้ไม่น่าเบื่อ รวมถึงโหมดสนุกๆ แปลกๆ ที่มีให้เล่นเยอะมาก
18 Sep 2020