GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
รีวิวเกม
COD: Black Ops Cold War เมื่อสิงที่เชื่อมาตลอด ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องโกหก!
ลงวันที่ 20/11/2020
วางจำหน่ายแล้วกับเกม Call of Duty: Black Ops Cold War การกลับมาครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการสานต่อเนื้อเรื่องจากตัวเกมต้นฉบับภาคแรกในยุคสงครามเย็น ปี 1947 - 1991 ซึ่งหลังจากที่ผมได้มีโอกาสเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมนี้จนจบแล้ว ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งภาคที่ทำออกมาได้ดีจริงๆ โดยหนึ่งในจุดที่น่าจะถูกใจแฟนๆ ซีรีส์นี้มากเห็นจะเป็นเรื่องที่เราจะได้พบกับ Woods และ Mason ตัวละครประจำภาค Black Ops อีกครั้งครับ!

เอาจริงๆ ตัวผมเองแทบไม่ได้เล่น Call of Duty: Black Ops เลยตั้งแต่ภาค 3 เป็นต้นมา (เนื่องจากไปติดเกมอื่นๆ อยู่) การกลับมาเล่นครั้งนี้ต้องยอมรับว่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งความประทับใจโดยรวมยังคงไปในทิศทางบวก และวันนี้จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง ว่าจะได้พบกับอะไรบ้างหากซื้อเกมนี้มาเล่น แอบบอกก่อนเลยว่าผมประทับใจโหมดเนื้อเรื่องภาคนี้มากๆ ครับ


◊ เนื้อเรื่อง ◊


เรื่องราวในภาคนี้จะเริ่มต้นหลังเหตุการณ์ใน Call of Duty Black Ops ภาคแรก เมื่ออเมริกาจะรู้ถึงการกลับมาของ Perseus สายลับระดับตำนานของโซเวียต ที่ไม่ว่าปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ สถานการณ์ของสงครามเย็นเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเลวร้ายต่อสหรัฐทุกครั้ง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจึงได้ให้ Adler เจ้าหน้าที่ CIA มือฉมังจัดตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อไล่ล่า Perseus โดยเฉพาะ และผู้เล่นจะได้รับบทเป็น "Bell" หนึ่งในสมาชิกของทีมเฉพาะกิจนี้ครับ

ถ้าหากให้จำกัดความง่ายๆ เกี่ยวกับภารกิจที่ทีมเฉพาะกิจนี้ทำ คงต้องบอกว่าเป็นภารกิจแบบโคตรผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นภารกิจประมาณ 50% ของเนื้อเรื่องหลักจะเป็นการเล่นแบบลอบเร้น มากกว่าบุกเข้าไปยิงแบบบู๊แหลก ซึ่งให้อารมณ์ออกไปทางสายลับมากกว่าหน่วยพิเศษในภาค Modern Warfare และสนุกไปอีกแบบครับ



หนึ่งในจุดที่ชอบมากๆ คือการที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะให้ "Bell" มีภูมิหลัง กับความสามารถพิเศษ รวมถึงชื่อจริงๆ อะไร กล่าวคือ "Bell" เป็นตัวละครที่ผู้เล่นต้องสร้างขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลกับเนื้อเรื่องด้วย แต่ด้วยความที่เป็นตัวละครสร้างขึ้นมาเอง มันจึงทำให้ "Bell" ไม่มีเสียงพากย์เป็นของตัวเอง บางครั้งเวลาโต้ตอบกับ NPC อื่นๆ ก็ทำให้รู้สึกขาดอรรถรสไปพอสมควรเลยเช่นกัน ส่วนตัวคิดว่าเป็นจุดที่ทำให้โดยหักคะแนนไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ

อีกหนึ่งจุดที่ส่วนตัวคิดว่าทำออกมาได้ดีขึ้น คือการเล่าเนื้อเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าภาคก่อนๆ ทั้งในเรื่องของจังหวะภาพ และภาษาที่ใช้ ทำให้ผู้เล่นที่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมากมาย ก็สามารถทำความเข้าใจเนื้อเรื่องของเกมได้ง่ายๆ โดยไม่ได้ทิ้งความซับซ้อน กับจุดหักมุมตามสไตล์ลายเซ็นของ Black Ops ไปเลย ต้องขอชมเลยว่า Activision ออกแบบโหมด รวมถึงเขียนเนื้อเรื่องของเกมนี้มาได้ดีจริงครับ


◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊


ได้ชื่อว่าเป็นเกมเจเนอเรชันใหม่แล้ว เรื่องของกราฟิกคิดว่าคงไม่ต้องพูดเยอะถ้าแบบสั้นเลยคือ "สวยงามเป็นอย่างมาก" ครับ ยิ่งถ้าเปิด Ray Tracing เวลาเห็นเงาที่สะท้อนผ่านน้ำ หรือพบกับที่แสงกระทบกับเหล็กบนตัวปืนแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่า "นี้แหละเกมเจนใหม่" และที่น่าสนใจคือ เกมนี้ไม่ได้กินสเปคมากมายอะไรเลยบน PC ครับ ด้วยสเปคเครื่องที่ไม่สูงอะไรมากมายการจะเล่นให้ได้ 60 FPS ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าหากต้องการภาพสุกจัดเต็มด้วย FPS ที่สูงกว่า 144 อันนี้ก็อาจจะต้องมีการ์ดจอที่ดีระดับหนึ่งครับ

ทางด้านการนำเสนอ ในส่วนของโหมดเนื้อเรื่องผมคิดว่าผู้พัฒนาสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกกดดัน เวลาทำภารกิจต่างๆ ได้ดีในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะภาพ, จังหวะของเนื้อเรื่อง, ดนตรี, สภาพแวดล้อมของสถานที่, มูส และโทน ทุกอย่างล้วนถูกคิดมาอย่างดีแล้วว่าจะสร้างอรรถรสให้กับผู้เล่นได้ จุดนี้ต้องขอชมเชยเลยจริงๆ ครับ



ที่นี้มาพูดถึงเรื่องการนำเสนอทางฝั่งของเกมเพลย์บ้าง ภาคนี้จะแตกต่างจาก Call of Duty Modern Warfare ที่วางขายในช่วงปีที่แล้ว เรื่องของความสมจริงที่มีมากกว่าครับ สามารถสังเกตในตอนที่เล่นเลยยกตัวอย่างเช่น การขว้างระเบิดในภาคนี้ตัวละครเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการขวาง ซึ่งมือขวาจะยังจับปืนแล้วเล็งข้างหน้าอยู่ (ใช้ปากดึกสลักระเบิดแทนที่จะเป็นมืออีกข้าง)

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่เวลาเรากด Reload ในขณะที่กำลังเข้า Scope ของปืนอยู่ ตัวละครของเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการ Relode ซึ่งในขณะนี้ตัวละครของเราจะไม่ทำการเอาหน้าออกจาก Scope ของปืนเลย นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทหารในโลกความจริงน่าจะทำกันครับ องค์ประกอบเหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่าทีมพัฒนาได้ใส่ใจในรายละเอียดของการรบจริงอย่างเต็มที่ และมันทำให้ผู้เล่นอย่างเรารู้สึกอินไปกับเกมมากขึ้นไปด้วยครับ


◊ เกมเพลย์ ◊


** เนื่องจาก COD ภาคนี้มีโหมดให้เราเล่นแบ่งออกเป็น 3 โหมดหลักๆ คือ Campagin, Multiplayer และ Zombie ซึ่งแตกต่างกันมากๆ ผมจึงจะขอรีวิวในหัวข้อนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย้อยครับ **



Campagin

ผมได้กล่าวไปข้างต้นเล็กน้อยแล้วว่าเนื้อเรื่องของภาคนี้จะให้ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังเล่นเป็นสายลับมากกว่าทหารหน่วยพิเศษเหมือนตอนภาค Modern Warfare ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า "เกมบังคับให้เราต้องเล่นแบบลอบเร้น" เอาตรงๆ คือมันก็ไม่ขนาดนั้นครับ ส่วนใหญ่ก็สามารถเล่นแบบบู๊แหลกตามสไตล์ COD ได้ จะมีแค่ 2 ภารกิจเท่านั้นที่บังคับให้เราเล่นแบบลอบเร้นจริงๆ ซึ่งทั้ง 2 ก็ไม่ได้ยากอะไรมากมาย ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ถนัดลอบเร้นแล้วกลัวว่าจะเล่นไม่ผ่านก็ไม่ต้องกังวลไปครับ

ผู้พัฒนาได้เคยกล่าวว่า "โหมดเนื้อเรื่องหลักของเกมนี้ จะมีการนำระบบ Butterfly Effect มาใช้ด้วย" ดังนั้นการเลือกตอบบทสนทนาต่างๆ ส่วนใหญ่จึงส่งผลถึงเนื้อเรื่องด้วย โดยส่วนตัวแล้วผมชอบระบบนี้มากๆ เพราะมันทำให้อยากรู้ว่า เนื้อเรื่องหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปเรื่อยๆ ครับ



อีกหนึ่งจุดขายของโหมดนี้เลยคือ Side Quest ครับ เหตุผลที่ทำให้เคสรองเกมนี้น่าสนใจ เพราะว่าเราจำเป็นต้องถอดรหัส หรือระบุตัวคนร้ายเองในภารกิจต่างๆ โดยข้อมูลที่ช่วยในการถอดรหัสเหล่านี้ ก็จะอยู่ใน Objective เสริมที่เรา พบในภารกิจหลักของเกมนั่นแหละ มันเหมือนกับว่าเรากำลังเป็นหน่วยข่าวกรองลับจริงๆ กำลังถอดรหัสจริงๆ ซึ่งช่วยเสริมอรรถรสได้เป็นอย่างดีเลยจริงครับ!

สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกกับคอนเทนต์ที่จำเป็นต้องใช้หัวเยอะๆ แบบนี้ และกลัวว่าการไม่เล่นจะส่งผลถึงเนื้อเรื่องหลักด้วยก็ไม่ต้องกลัวไปครับ เพราะเคสรองของเกมนี้ไม่ได้มีผลกับฉากจบของเกมเลย เพียงแต่จะถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยหลังจากเล่นเนื้อเรื่องหลักจบแล้วเท่านั้น ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับว่าออกแบบเกมมาดีมากๆ ครับ


Multiplayer

โดยรวมระบบเกมเพลย์ของภาคนี้จะแทบไม่ต่างจากภาคก่อนเท่าไหร่ครับ ได้ชื่อว่าเป็น Call of Duty แล้วภาคนี้ก็ยังคงเป็นเกมที่มีจังหวะดวลปืนที่เร็วมากๆ เหมือนเดิม, ยังคงมีจังหวะวิ่งที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก, ยังสามารถวิ่งสไลด์ยิงได้เหมือนเดิม คือถ้าเกิดเคยเล่นเกม COD ภาคก่อนๆ มา ก็ไม่น่าจะต้องปรับตัวมากนักในภาคนี้ครับ

ในส่วนของระบบ Loadout ภาคนี้จะใช้ระบบแบบเดียวกับ Call of Duty Modern Warfare คือมี ปืนหลัก, ปืนรอง, Perk สามช่อง, Lethal และ Tactical แต่มีอุปกรณ์ให้เลือกใช้เพิ่มมา 2 ช่องครับ อันแรกเป็นอุปกรณ์พิเศษที่จะมี Cooldown อยู่ที่ 90 - 300 วินาที แล้วแต่ความเก่งของอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นเช่น กับระเบิด, อุปกรณ์ต่อต้านระเบิดมือ หรือป้อมปืนขนาดเล็ก ส่วนอีกหนึ่งช่องที่ถูกเพิ่มเขามาคือ ช่องความสามารถพิเศษ ที่จะให้ผลแตกต่างกันไป โดยจะทำงานคล้ายๆ กับ Perk เช่นสามารถพกระเบิดได้ 2 ลูก หรือพกอาวุธหลักได้ 2 ชิ้นเป็นต้น



โหมดทั้งหมดที่สามารถเล่นได้ในตอนนี้ จะมีทั้งหมด 10 แบบด้วยกันคือ Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All, Search and Destroy, VIP Escort, Combined Arms และ Dirty Bomb

Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All จะเป็นโหมดที่มี Objective ง่ายๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน สามารถวิ่งเข้าไปบู๊แหลกแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมายนักได้ โหมดในกลุ่มนี้จะเล่นได้สูงสุดแบบ 6 Vs 6 และตายเกิดได้เรื่อยๆ เกมเพลย์โดยรวมในทั้ง 5 โหมดนี้จะเน้นความมันเอาไว้ก่อน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือโหมดที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อครับ



ส่วน Combined Arms กับ Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่ตาย และเกิดได้เรื่อยๆ เช่นกัน แต่จะมีจำนวนผู้เล่นสูงสุดมากกว่า 20 คน โดย Combined Arms จะเป็นโหมดที่แบ่งคนออกเป็น 2 ทีมแบบ 12 Vs 12 ซึ่งมี Objective ชนะเป็นยึดจุด ซึ่งเกมเพลย์จะมั่วกว่า 5 โหมดแรกมากๆ แต่ก็มันกว่าเช่นกัน

ต่อมา Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่แบ่งผู้เล่นออกเป็น 10 ทีม แต่ละทีมจะมีสมาชิก 4 คน แผ่นที่ในโหมดนี้จะมีขนาดใหญ่ ทั้งยังใช้เวลาเล่นค่อนข้างนานมาก และมีเกมเพลย์ใกล้เคียงกับเกม Battle Royale แต่สามารถเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ วิธีชนะในโหมดนี้คือเป็นกลุ่มที่มีแต้มสูงที่สุด โดยแต้มสามารถหาได้จากการทำ Objective ในด่าน ซึ่งจุดที่ทำ Objective ได้จะมีเพียง 5 จุดเท่านั้นในด้าน ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ได้ปะทะกับผู้เล่นทีมอื่นอย่างแน่นอนครับ



สุดท้าย Search and Destroy กับ VIP Escort อาจถือว่าเป็นอะไรที่จริงจังมากสุดใน 10 แบบครับ โดยอันแรกก็คือโหมดวางระเบิดที่ทุกคนรู้จักกันดี ส่วนอีกอันจะมีความคล้ายกัน คือ ตายแล้วไม่สามารถเกิดได้ ฝั่งหนึ่งต้องป้องกัน ส่วนอีกฝั่งต้องบุก แต่ต่างกันตรงที่ทีมบุกไม่ได้มีเป้าหมายเป็นการวางระเบิด หากแต่เป็นการนำผู้เล่นที่ถูกเลือกไปยังตำแหน่งเป้าหมายอย่างปลอดภัยครับ ดังนั้นถ้าหากว่าฝั่งป้องกันสามารถฆ่า VIP ได้ เกมก็จะจบลงเลยเช่นกัน


Zombie

อาจเรียกได้ว่าเป็นโหมดที่อยู่คู่กับ Black Ops อย่างแท้จริง (เนื่องจากมีให้เล่นทุกครั้งที่ออกภาคใหม่เลย) ซึ่งความสนุกของโหมดนี้ก็คือการที่เราจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เกมเพลย์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Run and Gun เพราะจำเป็นต้องวิ่งหลบเหล่าผีดิบจำนวนมากพร้อมๆ กับยิงฆ่าพวกมันไปด้วย

ในภาคนี้วิธีการเล่นจะยังคงเหมือนกับภาคก่อน คือเหล่าผีดิบจะทยอยบุกมาเรื่อยๆ เป็นระลอก และจะเยอะขึ้น เก่งขึ้น ตามรอบที่ผ่านไป ผู้เล่นจะสามารถดรอปเงินได้จากเหล่าผีดิบที่ยิงตาย โดยเงินเหล่านี้จะใช้ในการเปิดประตู, ซื้อกระสุน กับชุดเกราะช่วยเพื่อช่วยเอาตัวรอดได้ ซึ่งยังสามารถดรอปกระสุน กับอุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ อย่างระเบิด กับ C4 ได้



จุดที่แตกต่างกันเลยจริงๆ จะมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการเคลื่อนไหวของตัวละคร และผีดิบที่ทำออกมาได้ดีกว่าภาคก่อนหน้านี้ (เนื่องจาก Optimize มาดีขึ้น รวมถึงมี ภาพ / กราฟิก ที่สวยงามสมจริงมากขึ้น) ซึ่งมันทำให้จังหวะเกมเพลย์ของภาคนี้สนุกกว่าที่ผ่านๆ มา เนื่องจากรวดเร็วลื่นไหลกว่าครับ

อีกเรื่องคือการที่เราไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกจนครบ 4 คนก่อนถึงจะเล่นได้ สำหรับใครที่อยากเล่นโหมดนี้แบบคนเดียว ผู้พัฒนาได้สร้างโหมด Solo โดยเฉพาะมาให้ด้วยนั้นเอง สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ คือโหมดนี้ยังคงความสนุกแบบเดียวกับภาคก่อนๆ ไว้ได้เหมือนเดิมโดยภาพ / กราฟิก ที่สวยงามขึ้นเป็นตัวช่วยเสริมความสนุก และความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดีครับ


◊ สรุป ◊


ส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี้คือ Call of Duty Black Ops ที่ยอดเยี่ยมมากที่สุด เท่าที่ Activision เคยสร้างมาเลย โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น, Optimize มาให้เล่นได้บน PC สเปคที่หลากหลาย, กราฟิกสวยงามสมกับเป็นเกมเจนใหม่ ทั้งยังมีการคำนึงถึงการเคลื่อนไหวที่สมจริงเวลาออกรบของเหล่าทหาร ถ้าจะเป็นจุดที่น่าเสียดายคงเป็นการที่ภาคนี้ไม่มีระบบอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือเรียกได้ว่าใหม่ในเกมแนว FPS เลย

เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดที่ผมกล่าวมา คิดว่า Call of Duty Black Ops Cold War ควรได้คะแนนสูงถึงระดับ 9 เต็ม 10 เลย มันคงจะเป็นเรื่องดีถ้าหาก Activision จะยังคงรักษามาตรฐานที่ดีเช่นนี้ได้เรื่อยๆ ต่อไป และหวังว่า COD ภาคต่อไปที่เราจะได้เล่นในปีอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ชวนให้พูดคำว่า "Oh My God" ได้สักทีครับ!

[penci_review id="72848"]
7
ข้อดี
เนื้อเรื่องเข้าใจง่าย ไม่ต้องเก่งภาษาก็เข้าใจได้
เกมเพลย์ Gunfire สนุกมาก
ให้เราเลือกฉากจบเองได้
นำเสนอได้ดีมาก
ข้อเสีย
ไม่มีระบบอะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้น
ตัวละครเราไม่มีเสียงพูด
9
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
League of Legends: Wild Rift
Riot Games, Inc
Coin Master
Moon Active
Garena Free Fire
GARENA INTERNATIONAL I PRIVATE LIMITED
Banker
Rooster Games
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
Assassin's Creed Valhalla
Ubisoft
Watch Dogs: Legion
Ubisoft
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
COD: Black Ops Cold War เมื่อสิงที่เชื่อมาตลอด ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องโกหก!
20/11/2020
วางจำหน่ายแล้วกับเกม Call of Duty: Black Ops Cold War การกลับมาครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการสานต่อเนื้อเรื่องจากตัวเกมต้นฉบับภาคแรกในยุคสงครามเย็น ปี 1947 - 1991 ซึ่งหลังจากที่ผมได้มีโอกาสเล่นในโหมดเนื้อเรื่องของเกมนี้จนจบแล้ว ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งภาคที่ทำออกมาได้ดีจริงๆ โดยหนึ่งในจุดที่น่าจะถูกใจแฟนๆ ซีรีส์นี้มากเห็นจะเป็นเรื่องที่เราจะได้พบกับ Woods และ Mason ตัวละครประจำภาค Black Ops อีกครั้งครับ!

เอาจริงๆ ตัวผมเองแทบไม่ได้เล่น Call of Duty: Black Ops เลยตั้งแต่ภาค 3 เป็นต้นมา (เนื่องจากไปติดเกมอื่นๆ อยู่) การกลับมาเล่นครั้งนี้ต้องยอมรับว่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งความประทับใจโดยรวมยังคงไปในทิศทางบวก และวันนี้จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง ว่าจะได้พบกับอะไรบ้างหากซื้อเกมนี้มาเล่น แอบบอกก่อนเลยว่าผมประทับใจโหมดเนื้อเรื่องภาคนี้มากๆ ครับ


◊ เนื้อเรื่อง ◊


เรื่องราวในภาคนี้จะเริ่มต้นหลังเหตุการณ์ใน Call of Duty Black Ops ภาคแรก เมื่ออเมริกาจะรู้ถึงการกลับมาของ Perseus สายลับระดับตำนานของโซเวียต ที่ไม่ว่าปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ สถานการณ์ของสงครามเย็นเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเลวร้ายต่อสหรัฐทุกครั้ง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจึงได้ให้ Adler เจ้าหน้าที่ CIA มือฉมังจัดตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อไล่ล่า Perseus โดยเฉพาะ และผู้เล่นจะได้รับบทเป็น "Bell" หนึ่งในสมาชิกของทีมเฉพาะกิจนี้ครับ

ถ้าหากให้จำกัดความง่ายๆ เกี่ยวกับภารกิจที่ทีมเฉพาะกิจนี้ทำ คงต้องบอกว่าเป็นภารกิจแบบโคตรผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นภารกิจประมาณ 50% ของเนื้อเรื่องหลักจะเป็นการเล่นแบบลอบเร้น มากกว่าบุกเข้าไปยิงแบบบู๊แหลก ซึ่งให้อารมณ์ออกไปทางสายลับมากกว่าหน่วยพิเศษในภาค Modern Warfare และสนุกไปอีกแบบครับ



หนึ่งในจุดที่ชอบมากๆ คือการที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะให้ "Bell" มีภูมิหลัง กับความสามารถพิเศษ รวมถึงชื่อจริงๆ อะไร กล่าวคือ "Bell" เป็นตัวละครที่ผู้เล่นต้องสร้างขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลกับเนื้อเรื่องด้วย แต่ด้วยความที่เป็นตัวละครสร้างขึ้นมาเอง มันจึงทำให้ "Bell" ไม่มีเสียงพากย์เป็นของตัวเอง บางครั้งเวลาโต้ตอบกับ NPC อื่นๆ ก็ทำให้รู้สึกขาดอรรถรสไปพอสมควรเลยเช่นกัน ส่วนตัวคิดว่าเป็นจุดที่ทำให้โดยหักคะแนนไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ

อีกหนึ่งจุดที่ส่วนตัวคิดว่าทำออกมาได้ดีขึ้น คือการเล่าเนื้อเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าภาคก่อนๆ ทั้งในเรื่องของจังหวะภาพ และภาษาที่ใช้ ทำให้ผู้เล่นที่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมากมาย ก็สามารถทำความเข้าใจเนื้อเรื่องของเกมได้ง่ายๆ โดยไม่ได้ทิ้งความซับซ้อน กับจุดหักมุมตามสไตล์ลายเซ็นของ Black Ops ไปเลย ต้องขอชมเลยว่า Activision ออกแบบโหมด รวมถึงเขียนเนื้อเรื่องของเกมนี้มาได้ดีจริงครับ


◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊


ได้ชื่อว่าเป็นเกมเจเนอเรชันใหม่แล้ว เรื่องของกราฟิกคิดว่าคงไม่ต้องพูดเยอะถ้าแบบสั้นเลยคือ "สวยงามเป็นอย่างมาก" ครับ ยิ่งถ้าเปิด Ray Tracing เวลาเห็นเงาที่สะท้อนผ่านน้ำ หรือพบกับที่แสงกระทบกับเหล็กบนตัวปืนแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่า "นี้แหละเกมเจนใหม่" และที่น่าสนใจคือ เกมนี้ไม่ได้กินสเปคมากมายอะไรเลยบน PC ครับ ด้วยสเปคเครื่องที่ไม่สูงอะไรมากมายการจะเล่นให้ได้ 60 FPS ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าหากต้องการภาพสุกจัดเต็มด้วย FPS ที่สูงกว่า 144 อันนี้ก็อาจจะต้องมีการ์ดจอที่ดีระดับหนึ่งครับ

ทางด้านการนำเสนอ ในส่วนของโหมดเนื้อเรื่องผมคิดว่าผู้พัฒนาสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกกดดัน เวลาทำภารกิจต่างๆ ได้ดีในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะภาพ, จังหวะของเนื้อเรื่อง, ดนตรี, สภาพแวดล้อมของสถานที่, มูส และโทน ทุกอย่างล้วนถูกคิดมาอย่างดีแล้วว่าจะสร้างอรรถรสให้กับผู้เล่นได้ จุดนี้ต้องขอชมเชยเลยจริงๆ ครับ



ที่นี้มาพูดถึงเรื่องการนำเสนอทางฝั่งของเกมเพลย์บ้าง ภาคนี้จะแตกต่างจาก Call of Duty Modern Warfare ที่วางขายในช่วงปีที่แล้ว เรื่องของความสมจริงที่มีมากกว่าครับ สามารถสังเกตในตอนที่เล่นเลยยกตัวอย่างเช่น การขว้างระเบิดในภาคนี้ตัวละครเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการขวาง ซึ่งมือขวาจะยังจับปืนแล้วเล็งข้างหน้าอยู่ (ใช้ปากดึกสลักระเบิดแทนที่จะเป็นมืออีกข้าง)

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่เวลาเรากด Reload ในขณะที่กำลังเข้า Scope ของปืนอยู่ ตัวละครของเราจะใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวในการ Relode ซึ่งในขณะนี้ตัวละครของเราจะไม่ทำการเอาหน้าออกจาก Scope ของปืนเลย นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทหารในโลกความจริงน่าจะทำกันครับ องค์ประกอบเหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่าทีมพัฒนาได้ใส่ใจในรายละเอียดของการรบจริงอย่างเต็มที่ และมันทำให้ผู้เล่นอย่างเรารู้สึกอินไปกับเกมมากขึ้นไปด้วยครับ


◊ เกมเพลย์ ◊


** เนื่องจาก COD ภาคนี้มีโหมดให้เราเล่นแบ่งออกเป็น 3 โหมดหลักๆ คือ Campagin, Multiplayer และ Zombie ซึ่งแตกต่างกันมากๆ ผมจึงจะขอรีวิวในหัวข้อนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย้อยครับ **



Campagin

ผมได้กล่าวไปข้างต้นเล็กน้อยแล้วว่าเนื้อเรื่องของภาคนี้จะให้ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังเล่นเป็นสายลับมากกว่าทหารหน่วยพิเศษเหมือนตอนภาค Modern Warfare ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า "เกมบังคับให้เราต้องเล่นแบบลอบเร้น" เอาตรงๆ คือมันก็ไม่ขนาดนั้นครับ ส่วนใหญ่ก็สามารถเล่นแบบบู๊แหลกตามสไตล์ COD ได้ จะมีแค่ 2 ภารกิจเท่านั้นที่บังคับให้เราเล่นแบบลอบเร้นจริงๆ ซึ่งทั้ง 2 ก็ไม่ได้ยากอะไรมากมาย ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ถนัดลอบเร้นแล้วกลัวว่าจะเล่นไม่ผ่านก็ไม่ต้องกังวลไปครับ

ผู้พัฒนาได้เคยกล่าวว่า "โหมดเนื้อเรื่องหลักของเกมนี้ จะมีการนำระบบ Butterfly Effect มาใช้ด้วย" ดังนั้นการเลือกตอบบทสนทนาต่างๆ ส่วนใหญ่จึงส่งผลถึงเนื้อเรื่องด้วย โดยส่วนตัวแล้วผมชอบระบบนี้มากๆ เพราะมันทำให้อยากรู้ว่า เนื้อเรื่องหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปเรื่อยๆ ครับ



อีกหนึ่งจุดขายของโหมดนี้เลยคือ Side Quest ครับ เหตุผลที่ทำให้เคสรองเกมนี้น่าสนใจ เพราะว่าเราจำเป็นต้องถอดรหัส หรือระบุตัวคนร้ายเองในภารกิจต่างๆ โดยข้อมูลที่ช่วยในการถอดรหัสเหล่านี้ ก็จะอยู่ใน Objective เสริมที่เรา พบในภารกิจหลักของเกมนั่นแหละ มันเหมือนกับว่าเรากำลังเป็นหน่วยข่าวกรองลับจริงๆ กำลังถอดรหัสจริงๆ ซึ่งช่วยเสริมอรรถรสได้เป็นอย่างดีเลยจริงครับ!

สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกกับคอนเทนต์ที่จำเป็นต้องใช้หัวเยอะๆ แบบนี้ และกลัวว่าการไม่เล่นจะส่งผลถึงเนื้อเรื่องหลักด้วยก็ไม่ต้องกลัวไปครับ เพราะเคสรองของเกมนี้ไม่ได้มีผลกับฉากจบของเกมเลย เพียงแต่จะถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยหลังจากเล่นเนื้อเรื่องหลักจบแล้วเท่านั้น ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับว่าออกแบบเกมมาดีมากๆ ครับ


Multiplayer

โดยรวมระบบเกมเพลย์ของภาคนี้จะแทบไม่ต่างจากภาคก่อนเท่าไหร่ครับ ได้ชื่อว่าเป็น Call of Duty แล้วภาคนี้ก็ยังคงเป็นเกมที่มีจังหวะดวลปืนที่เร็วมากๆ เหมือนเดิม, ยังคงมีจังหวะวิ่งที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก, ยังสามารถวิ่งสไลด์ยิงได้เหมือนเดิม คือถ้าเกิดเคยเล่นเกม COD ภาคก่อนๆ มา ก็ไม่น่าจะต้องปรับตัวมากนักในภาคนี้ครับ

ในส่วนของระบบ Loadout ภาคนี้จะใช้ระบบแบบเดียวกับ Call of Duty Modern Warfare คือมี ปืนหลัก, ปืนรอง, Perk สามช่อง, Lethal และ Tactical แต่มีอุปกรณ์ให้เลือกใช้เพิ่มมา 2 ช่องครับ อันแรกเป็นอุปกรณ์พิเศษที่จะมี Cooldown อยู่ที่ 90 - 300 วินาที แล้วแต่ความเก่งของอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นเช่น กับระเบิด, อุปกรณ์ต่อต้านระเบิดมือ หรือป้อมปืนขนาดเล็ก ส่วนอีกหนึ่งช่องที่ถูกเพิ่มเขามาคือ ช่องความสามารถพิเศษ ที่จะให้ผลแตกต่างกันไป โดยจะทำงานคล้ายๆ กับ Perk เช่นสามารถพกระเบิดได้ 2 ลูก หรือพกอาวุธหลักได้ 2 ชิ้นเป็นต้น



โหมดทั้งหมดที่สามารถเล่นได้ในตอนนี้ จะมีทั้งหมด 10 แบบด้วยกันคือ Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All, Search and Destroy, VIP Escort, Combined Arms และ Dirty Bomb

Domination, Hardpoint, Kill Confirm, Control, Team Death Match, Free For All จะเป็นโหมดที่มี Objective ง่ายๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน สามารถวิ่งเข้าไปบู๊แหลกแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมายนักได้ โหมดในกลุ่มนี้จะเล่นได้สูงสุดแบบ 6 Vs 6 และตายเกิดได้เรื่อยๆ เกมเพลย์โดยรวมในทั้ง 5 โหมดนี้จะเน้นความมันเอาไว้ก่อน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือโหมดที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อครับ



ส่วน Combined Arms กับ Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่ตาย และเกิดได้เรื่อยๆ เช่นกัน แต่จะมีจำนวนผู้เล่นสูงสุดมากกว่า 20 คน โดย Combined Arms จะเป็นโหมดที่แบ่งคนออกเป็น 2 ทีมแบบ 12 Vs 12 ซึ่งมี Objective ชนะเป็นยึดจุด ซึ่งเกมเพลย์จะมั่วกว่า 5 โหมดแรกมากๆ แต่ก็มันกว่าเช่นกัน

ต่อมา Dirty Bomb จะเป็นโหมดที่แบ่งผู้เล่นออกเป็น 10 ทีม แต่ละทีมจะมีสมาชิก 4 คน แผ่นที่ในโหมดนี้จะมีขนาดใหญ่ ทั้งยังใช้เวลาเล่นค่อนข้างนานมาก และมีเกมเพลย์ใกล้เคียงกับเกม Battle Royale แต่สามารถเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ วิธีชนะในโหมดนี้คือเป็นกลุ่มที่มีแต้มสูงที่สุด โดยแต้มสามารถหาได้จากการทำ Objective ในด่าน ซึ่งจุดที่ทำ Objective ได้จะมีเพียง 5 จุดเท่านั้นในด้าน ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ได้ปะทะกับผู้เล่นทีมอื่นอย่างแน่นอนครับ



สุดท้าย Search and Destroy กับ VIP Escort อาจถือว่าเป็นอะไรที่จริงจังมากสุดใน 10 แบบครับ โดยอันแรกก็คือโหมดวางระเบิดที่ทุกคนรู้จักกันดี ส่วนอีกอันจะมีความคล้ายกัน คือ ตายแล้วไม่สามารถเกิดได้ ฝั่งหนึ่งต้องป้องกัน ส่วนอีกฝั่งต้องบุก แต่ต่างกันตรงที่ทีมบุกไม่ได้มีเป้าหมายเป็นการวางระเบิด หากแต่เป็นการนำผู้เล่นที่ถูกเลือกไปยังตำแหน่งเป้าหมายอย่างปลอดภัยครับ ดังนั้นถ้าหากว่าฝั่งป้องกันสามารถฆ่า VIP ได้ เกมก็จะจบลงเลยเช่นกัน


Zombie

อาจเรียกได้ว่าเป็นโหมดที่อยู่คู่กับ Black Ops อย่างแท้จริง (เนื่องจากมีให้เล่นทุกครั้งที่ออกภาคใหม่เลย) ซึ่งความสนุกของโหมดนี้ก็คือการที่เราจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เกมเพลย์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Run and Gun เพราะจำเป็นต้องวิ่งหลบเหล่าผีดิบจำนวนมากพร้อมๆ กับยิงฆ่าพวกมันไปด้วย

ในภาคนี้วิธีการเล่นจะยังคงเหมือนกับภาคก่อน คือเหล่าผีดิบจะทยอยบุกมาเรื่อยๆ เป็นระลอก และจะเยอะขึ้น เก่งขึ้น ตามรอบที่ผ่านไป ผู้เล่นจะสามารถดรอปเงินได้จากเหล่าผีดิบที่ยิงตาย โดยเงินเหล่านี้จะใช้ในการเปิดประตู, ซื้อกระสุน กับชุดเกราะช่วยเพื่อช่วยเอาตัวรอดได้ ซึ่งยังสามารถดรอปกระสุน กับอุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ อย่างระเบิด กับ C4 ได้



จุดที่แตกต่างกันเลยจริงๆ จะมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการเคลื่อนไหวของตัวละคร และผีดิบที่ทำออกมาได้ดีกว่าภาคก่อนหน้านี้ (เนื่องจาก Optimize มาดีขึ้น รวมถึงมี ภาพ / กราฟิก ที่สวยงามสมจริงมากขึ้น) ซึ่งมันทำให้จังหวะเกมเพลย์ของภาคนี้สนุกกว่าที่ผ่านๆ มา เนื่องจากรวดเร็วลื่นไหลกว่าครับ

อีกเรื่องคือการที่เราไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกจนครบ 4 คนก่อนถึงจะเล่นได้ สำหรับใครที่อยากเล่นโหมดนี้แบบคนเดียว ผู้พัฒนาได้สร้างโหมด Solo โดยเฉพาะมาให้ด้วยนั้นเอง สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ คือโหมดนี้ยังคงความสนุกแบบเดียวกับภาคก่อนๆ ไว้ได้เหมือนเดิมโดยภาพ / กราฟิก ที่สวยงามขึ้นเป็นตัวช่วยเสริมความสนุก และความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดีครับ


◊ สรุป ◊


ส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี้คือ Call of Duty Black Ops ที่ยอดเยี่ยมมากที่สุด เท่าที่ Activision เคยสร้างมาเลย โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น, Optimize มาให้เล่นได้บน PC สเปคที่หลากหลาย, กราฟิกสวยงามสมกับเป็นเกมเจนใหม่ ทั้งยังมีการคำนึงถึงการเคลื่อนไหวที่สมจริงเวลาออกรบของเหล่าทหาร ถ้าจะเป็นจุดที่น่าเสียดายคงเป็นการที่ภาคนี้ไม่มีระบบอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือเรียกได้ว่าใหม่ในเกมแนว FPS เลย

เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดที่ผมกล่าวมา คิดว่า Call of Duty Black Ops Cold War ควรได้คะแนนสูงถึงระดับ 9 เต็ม 10 เลย มันคงจะเป็นเรื่องดีถ้าหาก Activision จะยังคงรักษามาตรฐานที่ดีเช่นนี้ได้เรื่อยๆ ต่อไป และหวังว่า COD ภาคต่อไปที่เราจะได้เล่นในปีอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ชวนให้พูดคำว่า "Oh My God" ได้สักทีครับ!

[penci_review id="72848"]
7
ข้อดี
เนื้อเรื่องเข้าใจง่าย ไม่ต้องเก่งภาษาก็เข้าใจได้
เกมเพลย์ Gunfire สนุกมาก
ให้เราเลือกฉากจบเองได้
นำเสนอได้ดีมาก
ข้อเสีย
ไม่มีระบบอะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้น
ตัวละครเราไม่มีเสียงพูด
9
บทความที่คล้ายกัน
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
League of Legends: Wild Rift
Riot Games, Inc
Coin Master
Moon Active
Garena Free Fire
GARENA INTERNATIONAL I PRIVATE LIMITED
Banker
Rooster Games
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
Assassin's Creed Valhalla
Ubisoft
Watch Dogs: Legion
Ubisoft
Show header