GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
บทความ
[ Review ] Scarlet Nexus 'เกมแอคชั่นรสเก่า พร้อมน้ำจิ้มสไตล์อนิเมะอันจัดจ้าน'
ลงวันที่ 02/07/2021

ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่นที่ออกแบบมาได้อย่างสนุกเร้าใจ รวมไปถึงเนื้อเรื่องและการนำเสนอสไตล์อนิเมะแบบสุดทางอันเป็นของถนัดของผู้พัฒนา Bandai Namco ด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานเกมแอคชั่นสไตล์อนิเมะใหม่ล่าสุดอย่าง Scarlet Nexus เป็นเกมที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบเกมเกมเพลย์การต่อสู้อันรวดเร็วในสไตล์เดียวกับ Devil May Cry และ Bayonetta หรือคนที่ชื่นชอบการนำเสนอและเนื้อเรื่องแบบอนิเมะจ๋าๆ อย่างในเกมตระกูล Tales เป็นต้น

แต่ในขณะเดียวกัน Scarlet Nexus ก็ประสบปัญหาแบบเดียวกับเกมจากผู้พัฒนาฝั่งญี่ปุ่นหลายๆ เกมตรงที่องค์ประกอบสำคัญหลายส่วนให้ความรู้สึก "เก่า" อย่างชัดเจน เช่นในการออกแบบแผนที่ การออกแบบอนิเมชั่นตัวละคร หรือกระทั่งฉากสนทนาระหว่างตัวละคร ล้วนให้ความรู้สึกราวกับเป็นเกมจากสมัย 5 ปีที่แล้วตลอดเวลา ซึ่งเอาเข้าจริงก็อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อส่วนที่สำคัญที่สุดของเกมอย่างเกมเพลย์การต่อสู้นัก แต่ก็ทำให้เกมในภาพรวมรู้สึกจำกัดมากกว่าที่ควรจะเป็นในยุคคอนโซลใหม่นี้

เนื้อเรื่องของเกม Scarlet Nexus จะตั้งอยู่ในอนาคตหลายพันปี หลังจากที่โลกโดนรุกรานโดยสิ่งมีชีวิตปริศนาที่ถูกเรียกว่า "Others" โดยเหล่าปีศาจพวกนี้มีความทนทานอย่างน่าประหลาดต่ออาวุธปกติของมนุษย์อย่างปืนและระเบิด ทำให้มนุษย์ต้องพึ่งพากลุ่มทหารพิเศษที่ชื่อว่า 'OSF' ซึ่งมีความสามารถพลังจิตชนิดต่างๆ ในการกำจัดเหล่า Others และปกป้องอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด

เกมจะให้ผู้เล่นเลือกติดตามตัวละครได้สองตัวคือ Yuito Sumeragi และ Kasane Randall โดยทั้งสองจะเริ่มต้นเกมในฐานะทหารฝึกหัดน้องใหม่ของกลุ่ม OSF และจะมีเนื้อเรื่องของตัวเองที่ดำเนินไปพร้อมๆ กันอีกด้วย หมายความว่าผู้เล่นจะต้องเล่นเนื้อเรื่องของทั้ง Yuito และ Kasane เพื่อที่จะเข้าใจเหตุการณ์เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมดในเนื้อเรื่อง ซึ่งการเล่นเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบหนึ่งครั้งจะใช้เวลาราวๆ 20-25 ชั่วโมง (ผู้เขียนใช้เวลาไปราวๆ 40 ชั่วโมงเพื่อจบเนื้อเรื่องของทั้งสองตัวละคร โดยมีการข้ามฉากบางฉากที่ซ้ำกันในแต่ละเส้นเรื่อง)

ในระดับหนึ่ง แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ได้ใหม่ แถมยังแอบซ้ำกับเนื้อเรื่องของเกมผู้พัฒนาเดียวกันอย่าง God Eater ค่อนข้างตรงๆ ตัวเลย (เปลี่ยนจาก Others เป็น Aragami และทหาร OSF เป็นหน่วย God Eater) แต่ก็ต้องชมว่าเนื้อเรื่องของ Scarlet Nexus เขียนออกมาได้ดีกว่าที่คาดหวังเอาไว้พอสมควร แม้ในช่วงแรกๆ จะดูเหมือนว่าเนื้อเรื่องของเกมจะคาดเดาได้ง่าย แต่ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น เช่นการเพิ่มประเด็นเกี่ยวกับการเมืองหรือการเหยียดชนชั้นเข้ามา มีการหักมุมครั้งแล้วครั้งเล่าที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งหากจะมีข้อเสียก็คงเป็นการที่เนื้อเรื่องถูกหารออกเป็นสองส่วนเช่นนี้ ทำให้การเล่นเนื้อเรื่องครั้งแรกรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือข้ามบทหรือดูซีรีส์ข้ามตอนไปเหมือนกัน โดยต้องเล่นเนื้อเรื่องของอีกตัวละครให้ถึงจุดเดียวกันกว่าจะเข้าใจทุกอย่างได้เต็มที่จริงๆ ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นก็อาจจะใช้เวลานานมาก ผู้เล่นหลายคนอาจจะหมดความอดทนหรือเบื่อไปซะก่อนได้ง่ายๆ


ในส่วนของงานภาพ กราฟิกแนวอนิเมะของเกมก็ทำออกมาได้ในระดับที่ค่อนข้างดี และเป็นการพัฒนาขึ้นจากเกมก่อนหน้าของ Bandai Namco อย่าง Code Vein อย่างชัดเจน แถมการออกแบบชุดของตัวละครที่ผสมผสานเสื้อเกราะญี่ปุ่นโบราณของนินจาและซามูไร เข้ากับความไฮเทคในแบบ cyberpunk ก็ค่อนข้างน่าสนใจ แต่ในส่วนของอนิเมชั่นการเคลื่อนไหว หรือการออกแบบโลกของเกมที่เหลือกลับไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำเป็นพิเศษ และในหลายจังหวะกลับทำให้เกมรู้สึกเก่าอย่างชัดเจน

 

ยิ่งไปกว่านั้น ฉากที่ดูเหมือนจะหลากหลายของเกมก็มักจะมีลักษณะเป็นเพียงห้องกว้างๆ ที่เชื่อมโดยทางเดินเหมือนๆ กัน แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะหน้าตาไม่เหมือนกันก็ตาม แม้กระทั่งเมืองที่เกมเปิดให้ผู้เล่นสำรวจยังเปิดให้เดินได้จริงแค่ถนนสองเส้นเท่านั้น และไม่มีร้านค้าหรือกิจกรรมอะไรให้ทำในเมืองนอกจากดำเนินเนื้อเรื่อง ทำให้โลกของเกมรู้สึกแคบและไร้ชีวิตชีวาไปซะหน่อย ซึ่งน่าเสียดายเป็นพิเศษสำหรับเกมนี้ที่ออกแบบโลกมาได้น่าสนใจ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตรงนั้นในการสร้างมิติให้กับเกมมากกว่าเดิม

แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สิ่งที่เป็นจุดขายหลักจริงๆ ของ Scarlet Nexus ก็คือเกมเพลย์แนวแอคชั่นอันดุเดือดรวดเร็วของเกม ซึ่งผสมผสานการต่อสู้ด้วยอาวุธเข้ากับการใช้พลังจิตรูปแบบต่างๆ ในการรับมือกับศัตรู โดยตัวละครพื้นฐานทั้งสอง (Yuito และ Kasane) จะมีพลัง Telekinesis หรือการเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยพลังจิต ทำให้ผู้เล่นสามารถโยนสิ่งของต่างๆ ในฉากใส่ศัตรูเพื่อโจมตีได้ และเกมยังมีระบบที่เรียกว่า SAS ให้ผู้เล่นสามารถใช้พลังจิตของตัวละคร NPC ในทีมควบคู่ไปด้วยได้ เช่นพลัง Pyrokinesis (การควบคุมไฟ) หรือ Teleportation (การวาร์ป) เป็นต้น และเมื่อลดเกจ Break ของศัตรูจนหมดด้วยการทำคอมโบ ผู้เล่นก็จะสามารถใช้ท่าพิเศษ Brain Crush ในการปลิดชีพศัตรูทันทีแม้จะยังมี HP เหลือก็ตาม


การต่อสู้ในเกม Scarlet Nexus อาจจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ นั่นก็คือการร้อยเรียงท่าโจมตีของตัวละครหลักเข้าด้วยกันเพื่อทำคอมโบ และการเลือกใช้พลัง SAS ของเพื่อนร่วมทีมเพื่อรับมือกับความสามารถหรือจุดอ่อนของศัตรู เช่นการใช้พลัง Pyrokinesis ในการโจมตีศัตรูที่ติดสถานะ "น้ำมัน" (Oil) เพื่อทำให้ศัตรูไฟไหม้ หรือใช้พลัง Clairvoyance (ตาทิพย์) ในการมองหาศัตรูที่ล่องหนได้เป็นต้น โดยในช่วงแรกจะสามารถกดใช้ได้แค่ทีละท่า แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะสามารถใช้ท่า SAS พร้อมกันหลายท่าได้ ยิ่งทำให้การต่อสู้มีความหลากหลายยืดหยุ่นมากไปอีก แถมเกมยังออกแบบมาให้ผู้เล่นสามารถต่อคอมโบได้เองค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับเกมอย่าง Devil May Cry ที่มีความซับซ้อนในการกดท่าเยอะ ทำให้การต่อสู้ทุกครั้งรู้สึกลื่นไหลมันส์สะใจราวกับฉากบู๊ในอนิเมะอย่างไงอย่างงั้นเลย

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น แม้ว่าการต่อสู้ในเกม Scarlet Nexus จะไม่ได้รู้สึกใหม่หรือ Next-Gen มากเท่าไหร่ แต่ก็ทำออกมาได้ในมาตรฐานที่ดีพอในแทบทุกด้าน ส่งผลให้การต่อสู้ในเกมรู้สึกสนุกตลอดที่ได้เล่น แม้ว่าในช่วงท้ายๆ อาจจะเริ่มรู้สึกจำเจกับศัตรูและคอมโบเก่าๆ บ้าง แต่สำหรับผู้เขียนกว่าจะถึงจุดนี้ก็เกือบจบเนื้อเรื่องของตัวละครพอดี อีกนิดเดียวก็ได้เริ่มเล่นตัวละครตัวใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปเลย

นอกจากการต่อสู้แล้ว เกมจะมีระบบการพัฒนาตัวละครแบบ RPG รวมไปถึงระบบที่คล้ายการคราฟติ้งสิ่งของ และระบบการพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมในลักษณะคล้ายๆ กับเกมอย่าง Persona แต่ระบบเหล่านี้ทั้งหมดกลับไม่ได้ทำออกมาอย่างลึกซึ้งหรือน่าสนใจนัก โดยแม้ว่าระบบการพัฒนาตัวละครหรือการคราฟติ้งจะไม่ได้สำคัญนัก แต่น่าเสียดายระบบภารกิจเสริมเสริมทั้งหมดรวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ที่เกมเรียกว่า Bond Episode ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงคัตซีนที่เปิดเผยถึงเบื้องหลังของตัวละครเพื่อนร่วมทีม แต่คัตซีนเหล่านี้กลับเล่าผ่านหน้าต่างบทสนทนานิ่งๆ เป็นหลัก และหลายครั้งเป็นแค่การนั่งคุยกันเฉยๆ โดยที่แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย อาจจะมีภารกิจต่อสู้ขนาดเล็กมาคั่นบ้างประปรายแต่ก็น้อยมาก ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้ Scarlet Nexus รู้สึกเหมือนเกมเก่า มากกว่าเกมสมัยใหม่ที่ควรจะเล่าเรื่องหรือทำอนิเมชั่นตัวละครในคัตซีนได้มากกว่าแค่หน้าต่างบทสนทนาประกอบกับภาพหน้าตัวละครผู้พูด

นอกจากนี้ วิธีการเพิ่มระดับความสัมพันธ์ผ่านการให้ไอเทมของขวัญไปเรื่อยๆ ก็ค่อนข้างน่าเบื่อ และไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความหมายจริงๆ เหมือนในเกมอย่าง Persona แถมยังกึ่งๆ ว่าต้องทำด้วยเพื่อปลดล๊อคทักษะการต่อสู้เพิ่มเติมให้กับเพื่อนร่วมทีม รวมไปถึงสำหรับตัวเอกเมื่อใช้ SAS ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมคนนั้นๆ ด้วย 


ในภาพรวมแล้ว แม้ว่า Scarlet Nexus จะไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่หรือน่าตื่นเต้น และคงไม่ใช่เกม Next-Gen อย่างที่หลายคนอาจจะหวังเอาไว้ แต่ก็ยังถือเป็นเกมแอคชั่นสไตล์อนิเมะที่น่าจะถูกใจแฟนเกมทั้งสองแนวแบบเต็มๆ โดยผู้พัฒนา Bandai Namco เองก็ดูจะคาดหวังให้เกมนี้พัฒนาไปเป็นแฟรนไชส์ใหญ่ ดูจากการที่เกมได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์อนิเมะที่ออกฉายพร้อมกับเกมด้วย ใครเป็นแฟนผู้พัฒนาเจ้านี้ควรจะจับตามองเกมนี้ให้ดีๆ เลยว่าจะต่อยอดไปสู่อะไรได้ในอนาคต

ชื่อ :
อวตาล :





0 COMMENTS


TOP COMMENT

GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[ Review ] Scarlet Nexus 'เกมแอคชั่นรสเก่า พร้อมน้ำจิ้มสไตล์อนิเมะอันจัดจ้าน'
02/07/2021

ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่นที่ออกแบบมาได้อย่างสนุกเร้าใจ รวมไปถึงเนื้อเรื่องและการนำเสนอสไตล์อนิเมะแบบสุดทางอันเป็นของถนัดของผู้พัฒนา Bandai Namco ด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานเกมแอคชั่นสไตล์อนิเมะใหม่ล่าสุดอย่าง Scarlet Nexus เป็นเกมที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบเกมเกมเพลย์การต่อสู้อันรวดเร็วในสไตล์เดียวกับ Devil May Cry และ Bayonetta หรือคนที่ชื่นชอบการนำเสนอและเนื้อเรื่องแบบอนิเมะจ๋าๆ อย่างในเกมตระกูล Tales เป็นต้น

แต่ในขณะเดียวกัน Scarlet Nexus ก็ประสบปัญหาแบบเดียวกับเกมจากผู้พัฒนาฝั่งญี่ปุ่นหลายๆ เกมตรงที่องค์ประกอบสำคัญหลายส่วนให้ความรู้สึก "เก่า" อย่างชัดเจน เช่นในการออกแบบแผนที่ การออกแบบอนิเมชั่นตัวละคร หรือกระทั่งฉากสนทนาระหว่างตัวละคร ล้วนให้ความรู้สึกราวกับเป็นเกมจากสมัย 5 ปีที่แล้วตลอดเวลา ซึ่งเอาเข้าจริงก็อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อส่วนที่สำคัญที่สุดของเกมอย่างเกมเพลย์การต่อสู้นัก แต่ก็ทำให้เกมในภาพรวมรู้สึกจำกัดมากกว่าที่ควรจะเป็นในยุคคอนโซลใหม่นี้

เนื้อเรื่องของเกม Scarlet Nexus จะตั้งอยู่ในอนาคตหลายพันปี หลังจากที่โลกโดนรุกรานโดยสิ่งมีชีวิตปริศนาที่ถูกเรียกว่า "Others" โดยเหล่าปีศาจพวกนี้มีความทนทานอย่างน่าประหลาดต่ออาวุธปกติของมนุษย์อย่างปืนและระเบิด ทำให้มนุษย์ต้องพึ่งพากลุ่มทหารพิเศษที่ชื่อว่า 'OSF' ซึ่งมีความสามารถพลังจิตชนิดต่างๆ ในการกำจัดเหล่า Others และปกป้องอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด

เกมจะให้ผู้เล่นเลือกติดตามตัวละครได้สองตัวคือ Yuito Sumeragi และ Kasane Randall โดยทั้งสองจะเริ่มต้นเกมในฐานะทหารฝึกหัดน้องใหม่ของกลุ่ม OSF และจะมีเนื้อเรื่องของตัวเองที่ดำเนินไปพร้อมๆ กันอีกด้วย หมายความว่าผู้เล่นจะต้องเล่นเนื้อเรื่องของทั้ง Yuito และ Kasane เพื่อที่จะเข้าใจเหตุการณ์เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมดในเนื้อเรื่อง ซึ่งการเล่นเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบหนึ่งครั้งจะใช้เวลาราวๆ 20-25 ชั่วโมง (ผู้เขียนใช้เวลาไปราวๆ 40 ชั่วโมงเพื่อจบเนื้อเรื่องของทั้งสองตัวละคร โดยมีการข้ามฉากบางฉากที่ซ้ำกันในแต่ละเส้นเรื่อง)

ในระดับหนึ่ง แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ได้ใหม่ แถมยังแอบซ้ำกับเนื้อเรื่องของเกมผู้พัฒนาเดียวกันอย่าง God Eater ค่อนข้างตรงๆ ตัวเลย (เปลี่ยนจาก Others เป็น Aragami และทหาร OSF เป็นหน่วย God Eater) แต่ก็ต้องชมว่าเนื้อเรื่องของ Scarlet Nexus เขียนออกมาได้ดีกว่าที่คาดหวังเอาไว้พอสมควร แม้ในช่วงแรกๆ จะดูเหมือนว่าเนื้อเรื่องของเกมจะคาดเดาได้ง่าย แต่ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น เช่นการเพิ่มประเด็นเกี่ยวกับการเมืองหรือการเหยียดชนชั้นเข้ามา มีการหักมุมครั้งแล้วครั้งเล่าที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งหากจะมีข้อเสียก็คงเป็นการที่เนื้อเรื่องถูกหารออกเป็นสองส่วนเช่นนี้ ทำให้การเล่นเนื้อเรื่องครั้งแรกรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือข้ามบทหรือดูซีรีส์ข้ามตอนไปเหมือนกัน โดยต้องเล่นเนื้อเรื่องของอีกตัวละครให้ถึงจุดเดียวกันกว่าจะเข้าใจทุกอย่างได้เต็มที่จริงๆ ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นก็อาจจะใช้เวลานานมาก ผู้เล่นหลายคนอาจจะหมดความอดทนหรือเบื่อไปซะก่อนได้ง่ายๆ


ในส่วนของงานภาพ กราฟิกแนวอนิเมะของเกมก็ทำออกมาได้ในระดับที่ค่อนข้างดี และเป็นการพัฒนาขึ้นจากเกมก่อนหน้าของ Bandai Namco อย่าง Code Vein อย่างชัดเจน แถมการออกแบบชุดของตัวละครที่ผสมผสานเสื้อเกราะญี่ปุ่นโบราณของนินจาและซามูไร เข้ากับความไฮเทคในแบบ cyberpunk ก็ค่อนข้างน่าสนใจ แต่ในส่วนของอนิเมชั่นการเคลื่อนไหว หรือการออกแบบโลกของเกมที่เหลือกลับไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำเป็นพิเศษ และในหลายจังหวะกลับทำให้เกมรู้สึกเก่าอย่างชัดเจน

 

ยิ่งไปกว่านั้น ฉากที่ดูเหมือนจะหลากหลายของเกมก็มักจะมีลักษณะเป็นเพียงห้องกว้างๆ ที่เชื่อมโดยทางเดินเหมือนๆ กัน แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะหน้าตาไม่เหมือนกันก็ตาม แม้กระทั่งเมืองที่เกมเปิดให้ผู้เล่นสำรวจยังเปิดให้เดินได้จริงแค่ถนนสองเส้นเท่านั้น และไม่มีร้านค้าหรือกิจกรรมอะไรให้ทำในเมืองนอกจากดำเนินเนื้อเรื่อง ทำให้โลกของเกมรู้สึกแคบและไร้ชีวิตชีวาไปซะหน่อย ซึ่งน่าเสียดายเป็นพิเศษสำหรับเกมนี้ที่ออกแบบโลกมาได้น่าสนใจ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตรงนั้นในการสร้างมิติให้กับเกมมากกว่าเดิม

แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สิ่งที่เป็นจุดขายหลักจริงๆ ของ Scarlet Nexus ก็คือเกมเพลย์แนวแอคชั่นอันดุเดือดรวดเร็วของเกม ซึ่งผสมผสานการต่อสู้ด้วยอาวุธเข้ากับการใช้พลังจิตรูปแบบต่างๆ ในการรับมือกับศัตรู โดยตัวละครพื้นฐานทั้งสอง (Yuito และ Kasane) จะมีพลัง Telekinesis หรือการเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยพลังจิต ทำให้ผู้เล่นสามารถโยนสิ่งของต่างๆ ในฉากใส่ศัตรูเพื่อโจมตีได้ และเกมยังมีระบบที่เรียกว่า SAS ให้ผู้เล่นสามารถใช้พลังจิตของตัวละคร NPC ในทีมควบคู่ไปด้วยได้ เช่นพลัง Pyrokinesis (การควบคุมไฟ) หรือ Teleportation (การวาร์ป) เป็นต้น และเมื่อลดเกจ Break ของศัตรูจนหมดด้วยการทำคอมโบ ผู้เล่นก็จะสามารถใช้ท่าพิเศษ Brain Crush ในการปลิดชีพศัตรูทันทีแม้จะยังมี HP เหลือก็ตาม


การต่อสู้ในเกม Scarlet Nexus อาจจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ นั่นก็คือการร้อยเรียงท่าโจมตีของตัวละครหลักเข้าด้วยกันเพื่อทำคอมโบ และการเลือกใช้พลัง SAS ของเพื่อนร่วมทีมเพื่อรับมือกับความสามารถหรือจุดอ่อนของศัตรู เช่นการใช้พลัง Pyrokinesis ในการโจมตีศัตรูที่ติดสถานะ "น้ำมัน" (Oil) เพื่อทำให้ศัตรูไฟไหม้ หรือใช้พลัง Clairvoyance (ตาทิพย์) ในการมองหาศัตรูที่ล่องหนได้เป็นต้น โดยในช่วงแรกจะสามารถกดใช้ได้แค่ทีละท่า แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะสามารถใช้ท่า SAS พร้อมกันหลายท่าได้ ยิ่งทำให้การต่อสู้มีความหลากหลายยืดหยุ่นมากไปอีก แถมเกมยังออกแบบมาให้ผู้เล่นสามารถต่อคอมโบได้เองค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับเกมอย่าง Devil May Cry ที่มีความซับซ้อนในการกดท่าเยอะ ทำให้การต่อสู้ทุกครั้งรู้สึกลื่นไหลมันส์สะใจราวกับฉากบู๊ในอนิเมะอย่างไงอย่างงั้นเลย

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น แม้ว่าการต่อสู้ในเกม Scarlet Nexus จะไม่ได้รู้สึกใหม่หรือ Next-Gen มากเท่าไหร่ แต่ก็ทำออกมาได้ในมาตรฐานที่ดีพอในแทบทุกด้าน ส่งผลให้การต่อสู้ในเกมรู้สึกสนุกตลอดที่ได้เล่น แม้ว่าในช่วงท้ายๆ อาจจะเริ่มรู้สึกจำเจกับศัตรูและคอมโบเก่าๆ บ้าง แต่สำหรับผู้เขียนกว่าจะถึงจุดนี้ก็เกือบจบเนื้อเรื่องของตัวละครพอดี อีกนิดเดียวก็ได้เริ่มเล่นตัวละครตัวใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปเลย

นอกจากการต่อสู้แล้ว เกมจะมีระบบการพัฒนาตัวละครแบบ RPG รวมไปถึงระบบที่คล้ายการคราฟติ้งสิ่งของ และระบบการพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมในลักษณะคล้ายๆ กับเกมอย่าง Persona แต่ระบบเหล่านี้ทั้งหมดกลับไม่ได้ทำออกมาอย่างลึกซึ้งหรือน่าสนใจนัก โดยแม้ว่าระบบการพัฒนาตัวละครหรือการคราฟติ้งจะไม่ได้สำคัญนัก แต่น่าเสียดายระบบภารกิจเสริมเสริมทั้งหมดรวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ที่เกมเรียกว่า Bond Episode ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงคัตซีนที่เปิดเผยถึงเบื้องหลังของตัวละครเพื่อนร่วมทีม แต่คัตซีนเหล่านี้กลับเล่าผ่านหน้าต่างบทสนทนานิ่งๆ เป็นหลัก และหลายครั้งเป็นแค่การนั่งคุยกันเฉยๆ โดยที่แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย อาจจะมีภารกิจต่อสู้ขนาดเล็กมาคั่นบ้างประปรายแต่ก็น้อยมาก ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้ Scarlet Nexus รู้สึกเหมือนเกมเก่า มากกว่าเกมสมัยใหม่ที่ควรจะเล่าเรื่องหรือทำอนิเมชั่นตัวละครในคัตซีนได้มากกว่าแค่หน้าต่างบทสนทนาประกอบกับภาพหน้าตัวละครผู้พูด

นอกจากนี้ วิธีการเพิ่มระดับความสัมพันธ์ผ่านการให้ไอเทมของขวัญไปเรื่อยๆ ก็ค่อนข้างน่าเบื่อ และไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความหมายจริงๆ เหมือนในเกมอย่าง Persona แถมยังกึ่งๆ ว่าต้องทำด้วยเพื่อปลดล๊อคทักษะการต่อสู้เพิ่มเติมให้กับเพื่อนร่วมทีม รวมไปถึงสำหรับตัวเอกเมื่อใช้ SAS ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมคนนั้นๆ ด้วย 


ในภาพรวมแล้ว แม้ว่า Scarlet Nexus จะไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่หรือน่าตื่นเต้น และคงไม่ใช่เกม Next-Gen อย่างที่หลายคนอาจจะหวังเอาไว้ แต่ก็ยังถือเป็นเกมแอคชั่นสไตล์อนิเมะที่น่าจะถูกใจแฟนเกมทั้งสองแนวแบบเต็มๆ โดยผู้พัฒนา Bandai Namco เองก็ดูจะคาดหวังให้เกมนี้พัฒนาไปเป็นแฟรนไชส์ใหญ่ ดูจากการที่เกมได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์อนิเมะที่ออกฉายพร้อมกับเกมด้วย ใครเป็นแฟนผู้พัฒนาเจ้านี้ควรจะจับตามองเกมนี้ให้ดีๆ เลยว่าจะต่อยอดไปสู่อะไรได้ในอนาคต


บทความที่คล้ายกัน
Show header