GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
บทความ
วิเคราะห์แง่คิดที่แอบซ่อนอยู่ใน The Last Campfire
ลงวันที่ 09/07/2021

เนื้อเรื่องของเกมเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกมหลายเกมมีความน่าสนใจ และดึงดูดให้ผู้เล่นมากมายอยากใช้เวลาอยู่ในโลกของเกมเหล่านั้น อยากเอาใจช่วย หาทางพาตัวเอกของเกมไปให้ถึงฉากจบสุดท้ายของเกม หรือผจญภัยต่อไปเพื่อเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น 


แต่ในหลายๆ ครั้งนอกจากความซาบซึ้งเต็มอิ่มที่ได้รับจากเนื้อเรื่องแล้ว แง่คิดบางอย่างที่แอบซ่อนรอคอยให้เราผู้เล่นได้ค้นหา ได้ลองตีความ ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้คุณได้พบกับอะไรที่น่าประหลาดใจมากกว่าที่คุณคิดก็เป็นได้ และในวันนี้เราจะชวนคุณมาวิเคราะห์แง่คิด ที่แอบซ่อนอยู่ในเกม The Last Campfire กันค่ะ



The Last Campfire เป็นเกมอินดี้แนวแก้ Puzzle จากฝีมือทีมผู้พัฒนาอย่าง Hello Game ที่เคยเป็นเจ้าของผลงานชื่อดังอย่าง No Man’s Sky ซึ่งเล่าถึงการเดินทางเพื่อพยายามหาทางออกจากสถานที่ คล้ายโบราณสถานกลางป่า ของสิ่งมีชีวิตซึ่งถูกเรียกว่า Ember โดยตลอดการเดินทางนั้น เขาจะต้องผ่านการแก้ Puzzle มากมายหาทางไปต่อ 


พร้อมๆ กับการพยายามช่วยเหลือเหล่า Ember ผู้สิ้นหวัง และกลายเป็นหิน ซึ่งถูกเรียกว่า Forlorn โดยการเข้าไปโลกของ Puzzle และแก้ปริศนานั้น เพื่อไปให้ถึงเปลวไฟซึ่งถูกกักเก็บเอาไว้ในกรงเหล็ก และนำมันกลับมาให้ยังเหล่า Ember เหล่านั้น



โดนในทุกๆ ด่านก็จะมี Campfire ตั้งอยู่ และเมื่อเราได้จุดไฟให้มันอีกครั้ง ในวินาทีที่ไฟโชติช่วงกลับขึ้นมาใหม่ ดวงวิญญาณที่คล้ายกับผู้นำทางนั้นก็จะปรากฏตัวออกมา ขอให้เราช่วยเหลือเหล่า Forlorn แลกกับการเปิดทางไปต่อให้



แต่ในขณะเดียวกันระหว่างการเดินทางอันยาวไกล ผ่านปริศนาชวนหัวมากมายให้ได้ขบคิด ก็มีหลายครั้งที่เราจะได้พบกับเหล่า Forlorn ที่ไม่ต้องการให้เราช่วยเหลือ ซึ่งตัวเราก็จะทำได้เพียงยอมรับ และทิ้งพวกเขาเหล่านั้นเอาไว้ ก่อนจะเดินหน้าตามหาทางออกต่อไป นอกจากนั้นเราก็จะได้พบกับบันทึกการเดินทางปริศนา ของผู้ที่ถูกเรียกว่า Wanderer อยู่เรื่อยๆ ตลอดทางอีกด้วย



เนื้อเรื่องของเกมไม่ใช่สิ่งที่ซับซ้อนแค่เพียง Ember ตนหนึ่งที่พยายามหาทางออกจากสถานที่รกร้างเท่านั้น แต่สิ่งที่แอบซ่อนอยู่ภายในไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นี้ และมันมีอะไรกันบ้างนะ? มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ



หากมองเผินๆ การเรียกตัวละครภายในเกมว่า Ember ก็อาจจะเป็นหนึ่งในคำสวยๆ ในการเรียกถึงมนุษย์ที่เข้ากับบรรยากาศของคำบรรยายภายในเกมเพียงเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันคำว่า Ember ก็ยังหมายถึงถ่านที่ยังไม่มอดดับอีกด้วย ซึ่งในจุดนี้ตัวเกมอาจต้องการสื่อว่า มนุษย์ที่ยังคงขยับเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตอยู่ในทุกๆ วันนั้น เปรียบเสมอถ่านที่ยังคงลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอยู่


แล้วเปลวเพลิงเหล่านั้น มันสื่อถึงอะไรกันแน่?



จากการพยายามช่วยเหลือเหล่า Forlorn ผู้สิ้นหวัง และกลายเป็นรูปปั้นหินไป ด้วยการเข้าไปยังมิติของ Puzzle พยายามแก้ปริศนาไปให้ถึงเปลวเพลิงที่ถูกกักขังเอาไว้ภายในนั้น เพื่อนำมันกลับคืนมาสู่ Forlorn อีกครั้ง อาจเปรียบได้กับการพยายามเข้าไปในจิตใจของผู้คน พยายามแก้ไขปัญหาที่แสนซับซ้อน และปลดปล่อยพวกเขาจากความเจ็บปวดที่เคยเผชิญ เพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังสิ้นหวังสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปให้ได้อีกครั้งหนึ่ง



รวมไปถึงในตอนที่เราจุดไฟให้กับ Campfire ที่ดับมอดในแต่ละด่านขึ้นใหม่ ได้พบกับดวงวิญญาณแห่ง Campfire เขาก็จะเป็นคนที่คอยนำทางเหล่า Forlorn ทั้งหลายที่เราช่วยเหลือเอาไว้ รวมถึงช่วยแนะนำหนทางไปต่อให้ ในตอนที่เราไม่รู้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป เหมือนแสงสว่างที่ปลางทางอุโมงอันมืดมิด 


ดังนั้นแล้วจากสิ่งที่ตัวเกมพยายามนำเสนอออกมา ก็คงพอจะช่วยทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า เปลวไฟที่สว่างไสวนี้สื่อถึงความหวังนั่นเองค่ะ



ความหวังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกครั้ง เพราะมีความหวังแม้จะมองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง แม้จะไม่รู้เลยว่าหนทางที่กำลังมุ่งไปจะมีอะไรรอคอยอยู่ หรือไม่มีอะไรเลยที่รอคอยอยู่กันแน่ หากยังคงไม่ละทิ้งซึ่งเปลวไฟแห่งความหวังในจิตใจไป มนุษย์ก็ยังคงก้าวเดินต่อไปได้



แต่เส้นทางของแต่ละคนนั้นก็ล้วนแล้วแตกต่างกันไป ด้วยปัจจัยประกอบมากมายที่ทั้งคาดเดาได้และไม่ได้ ทำให้ใครหลายคนค่อยๆ สูญเสียเปลวไฟในจิตใจกันไปทีละเล็ก ทีละน้อย กระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ไม่หลงเหลือแรงขับเคลื่อนใดอยู่ภายในกายอีกแล้ว พวกเขาก็จะตกลงสู่ความสิ้นหวังและกลายเป็นรูปปั้นหิน Forlorn ในที่สุด ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็เพียงแต่เหนื่อยล้า และรอคอยให้ใครสักคนช่วยจุดประกายแห่งความหวังกลับมาให้อีกครั้ง 



แต่ทว่าสำหรับ Forlorn แล้วพวกเขานั้น คือกลุ่มคนที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ...ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เจ็บปวดกับความสิ้นหวัง เพียงแต่มนุษย์แต่ละคนนั้นล้วนแตกต่างกัน ทำให้ความสามารถในการแบกรับความเจ็บปวดเองก็ไม่เท่ากัน และสำหรับบางคนแล้วมันก็เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะทำใจ ก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นและเดินหน้าต่อไปให้ได้อีกครั้ง


แน่นอนว่าแม้จะมีคนที่หวังดีอยากจะช่วยมากแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าตัวไม่ต้องการ ก็ไม่มีใครจะสามารถฉุดรั้งพวกเขาออกจากวังวนแห่งความสิ้นหวังนั้นได้ ในท้ายที่สุดเราก็ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งนั้น และเดินจากมา ปล่อยให้เวลาเป็นสิ่งเยียวยาจนกว่าจะถึง วันที่เขาเข้มแข้งมากพอจะยืดหยัดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง



นอกเหนือไปจากนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ตัวเกมพูดถึงก็คือบันทึกของ Wanderer ซึ่งหมายความถึงผู้ที่ท่องเที่ยวไปทั่วโดยไร้จุดมุ่งหมาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคนหลงทาง ที่บอกเล่าถึงความรู้สึกของเขาจากการพยายามตามหาทางออกเช่นเดียวกับเรา และได้พบกับทางตันครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขาค่อยๆ สูญเสียความเชื่อมั่นในความหวังที่มีไป จนตัดสินใจที่จะสร้างหมู่บ้านและตัวตนของราชาแห่งผืนป่าขึ้นมา 



Wanderer ต้องการให้เราละทิ้งความหวังที่จะหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้ไปเสีย เพราะเขานั้นเคยลองหาทางมาก่อนแล้ว และทุกครั้งก็ได้พบเจอแต่เพียงความว่างเปล่า ยิ่งนานวันเข้าเปลวเพลิงในจิตใจก็ยิ่งมอดดับลง 


เขาใช้ตัวตนของราชาแห่งผืนป่าเป็นฉากหน้า และมอบขนนกให้กับบรรดา Ember ที่หลงเข้ามาถึงในอาณาเขตของตนต่างสัญลักษณ์ คล้ายที่ยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยหวังจะปกป้องไม่ให้พวกเขาสูญเสียเปลวเพลิงในจิตใจ จนร่วงหล่นลงสู่ความสิ้นหวังและกลายไปเป็น Forlorn ทว่าการมาถึงของเรานั้นก็เริ่มทำให้ Wanderer เข้าใจอะไรบางอย่าง



การพยายามปกป้องผู้คนด้วยคำโกหกอาจเป็นสิ่งที่ดีในบางสถานการณ์ แต่ความจริงที่ไม่ได้รับการบอกเล่า และผลลัพธ์ของการต้องแบกรับคำโกหกต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางเลยที่จะปกป้องใครได้อย่างแท้จริง 


ในท้ายที่สุดแล้ว Wanderer กับ Ember ก็ตัดสินใจที่จะเดินทางหาทางออกไปด้วยกัน แม้ว่าจะไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้าเป็นเช่นไร หรือมีอะไรบ้างที่รอคอยพวกเขาอยู่ แต่หากเปลวเพลิงแห่งความหวังยังคงลุกโชนอยู่ในหัวใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะก้าวเดินต่อไปเช่นกัน 



ทว่าในขณะเดียวกันการพยายามหาทางออก การพยายามไปต่อให้ได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องเร่งเร้าให้เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ตอนนี้


ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีจังหวะ และเวลาที่เหมาะสมของมันอยู่เสมอ บางทีเมื่อเรามาถึงทางตันการดึงดันจะเดินหน้าต่อ ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป ถ้าเพียงเราลองถอยออกมาสักหน่อย นั่งพักลงสักนิด ค่อยๆ ใช้เวลาขบคิดหาทางไปต่อ หรือหันกลับมามองรอบกายอีกสักครั้ง บางทีนั่นก็อาจจะทำให้คุณมองเห็นอะไรใหม่ๆ จากสิ่งเดิมที่เคยมองมาตลอดก็เป็นได้



อย่างไรก็ดีทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ก็เป็นแง่คิดที่ตัวผู้เขียนเองรู้สึกว่าเกมต้องการจะสื่อเพียงเท่านั้น แน่นอนว่ามันอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับแนวคิดในใจของใครอีกหลายๆ คนก็ได้ ซึ่งนั่นแหละค่ะคือเสน่ห์ของการเล่าเรื่องที่เกมต้องการจะนำเสนอ ผ่านการมอบอิสระในการตีความเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกมให้กับผู้เล่น 


สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว The Last Campfire เป็นเกมที่ให้อะไรมากมายกว่าความเพลิดเพลินนัก เพราะในจังหวะที่ได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของมันอย่างแท้จริง เราก็มีโอกาสได้หวนกลับมามองที่ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง จนเกิดการตั้งคำถามขึ้นมามากมาย และได้แต่หวังว่าวันหนึ่งในเวลาที่เหมาะสม เราก็จะสามารถตามหาคำตอบจนเจอได้...


สุดท้ายนี้เราก็ไม่มีอะไรจะกล่าวมากไปกว่า หากมีเวลาและโอกาสแล้วล่ะก็ The Last Campfire ก็เป็นอีกหนึ่งเกมอินดี้แก้ Puzzle ที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัส และได้ตีความโลกของเหล่า Ember ด้วยมุมมองในแบบของตัวเองค่ะ...แล้ว Campfire ในใจของทุกคน จะเป็นแบบไหนกันบ้างนะ? 


ชื่อ :
อวตาล :





0 COMMENTS


TOP COMMENT

GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
วิเคราะห์แง่คิดที่แอบซ่อนอยู่ใน The Last Campfire
09/07/2021

เนื้อเรื่องของเกมเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกมหลายเกมมีความน่าสนใจ และดึงดูดให้ผู้เล่นมากมายอยากใช้เวลาอยู่ในโลกของเกมเหล่านั้น อยากเอาใจช่วย หาทางพาตัวเอกของเกมไปให้ถึงฉากจบสุดท้ายของเกม หรือผจญภัยต่อไปเพื่อเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น 


แต่ในหลายๆ ครั้งนอกจากความซาบซึ้งเต็มอิ่มที่ได้รับจากเนื้อเรื่องแล้ว แง่คิดบางอย่างที่แอบซ่อนรอคอยให้เราผู้เล่นได้ค้นหา ได้ลองตีความ ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้คุณได้พบกับอะไรที่น่าประหลาดใจมากกว่าที่คุณคิดก็เป็นได้ และในวันนี้เราจะชวนคุณมาวิเคราะห์แง่คิด ที่แอบซ่อนอยู่ในเกม The Last Campfire กันค่ะ



The Last Campfire เป็นเกมอินดี้แนวแก้ Puzzle จากฝีมือทีมผู้พัฒนาอย่าง Hello Game ที่เคยเป็นเจ้าของผลงานชื่อดังอย่าง No Man’s Sky ซึ่งเล่าถึงการเดินทางเพื่อพยายามหาทางออกจากสถานที่ คล้ายโบราณสถานกลางป่า ของสิ่งมีชีวิตซึ่งถูกเรียกว่า Ember โดยตลอดการเดินทางนั้น เขาจะต้องผ่านการแก้ Puzzle มากมายหาทางไปต่อ 


พร้อมๆ กับการพยายามช่วยเหลือเหล่า Ember ผู้สิ้นหวัง และกลายเป็นหิน ซึ่งถูกเรียกว่า Forlorn โดยการเข้าไปโลกของ Puzzle และแก้ปริศนานั้น เพื่อไปให้ถึงเปลวไฟซึ่งถูกกักเก็บเอาไว้ในกรงเหล็ก และนำมันกลับมาให้ยังเหล่า Ember เหล่านั้น



โดนในทุกๆ ด่านก็จะมี Campfire ตั้งอยู่ และเมื่อเราได้จุดไฟให้มันอีกครั้ง ในวินาทีที่ไฟโชติช่วงกลับขึ้นมาใหม่ ดวงวิญญาณที่คล้ายกับผู้นำทางนั้นก็จะปรากฏตัวออกมา ขอให้เราช่วยเหลือเหล่า Forlorn แลกกับการเปิดทางไปต่อให้



แต่ในขณะเดียวกันระหว่างการเดินทางอันยาวไกล ผ่านปริศนาชวนหัวมากมายให้ได้ขบคิด ก็มีหลายครั้งที่เราจะได้พบกับเหล่า Forlorn ที่ไม่ต้องการให้เราช่วยเหลือ ซึ่งตัวเราก็จะทำได้เพียงยอมรับ และทิ้งพวกเขาเหล่านั้นเอาไว้ ก่อนจะเดินหน้าตามหาทางออกต่อไป นอกจากนั้นเราก็จะได้พบกับบันทึกการเดินทางปริศนา ของผู้ที่ถูกเรียกว่า Wanderer อยู่เรื่อยๆ ตลอดทางอีกด้วย



เนื้อเรื่องของเกมไม่ใช่สิ่งที่ซับซ้อนแค่เพียง Ember ตนหนึ่งที่พยายามหาทางออกจากสถานที่รกร้างเท่านั้น แต่สิ่งที่แอบซ่อนอยู่ภายในไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นี้ และมันมีอะไรกันบ้างนะ? มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ



หากมองเผินๆ การเรียกตัวละครภายในเกมว่า Ember ก็อาจจะเป็นหนึ่งในคำสวยๆ ในการเรียกถึงมนุษย์ที่เข้ากับบรรยากาศของคำบรรยายภายในเกมเพียงเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันคำว่า Ember ก็ยังหมายถึงถ่านที่ยังไม่มอดดับอีกด้วย ซึ่งในจุดนี้ตัวเกมอาจต้องการสื่อว่า มนุษย์ที่ยังคงขยับเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตอยู่ในทุกๆ วันนั้น เปรียบเสมอถ่านที่ยังคงลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอยู่


แล้วเปลวเพลิงเหล่านั้น มันสื่อถึงอะไรกันแน่?



จากการพยายามช่วยเหลือเหล่า Forlorn ผู้สิ้นหวัง และกลายเป็นรูปปั้นหินไป ด้วยการเข้าไปยังมิติของ Puzzle พยายามแก้ปริศนาไปให้ถึงเปลวเพลิงที่ถูกกักขังเอาไว้ภายในนั้น เพื่อนำมันกลับคืนมาสู่ Forlorn อีกครั้ง อาจเปรียบได้กับการพยายามเข้าไปในจิตใจของผู้คน พยายามแก้ไขปัญหาที่แสนซับซ้อน และปลดปล่อยพวกเขาจากความเจ็บปวดที่เคยเผชิญ เพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังสิ้นหวังสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปให้ได้อีกครั้งหนึ่ง



รวมไปถึงในตอนที่เราจุดไฟให้กับ Campfire ที่ดับมอดในแต่ละด่านขึ้นใหม่ ได้พบกับดวงวิญญาณแห่ง Campfire เขาก็จะเป็นคนที่คอยนำทางเหล่า Forlorn ทั้งหลายที่เราช่วยเหลือเอาไว้ รวมถึงช่วยแนะนำหนทางไปต่อให้ ในตอนที่เราไม่รู้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป เหมือนแสงสว่างที่ปลางทางอุโมงอันมืดมิด 


ดังนั้นแล้วจากสิ่งที่ตัวเกมพยายามนำเสนอออกมา ก็คงพอจะช่วยทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า เปลวไฟที่สว่างไสวนี้สื่อถึงความหวังนั่นเองค่ะ



ความหวังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกครั้ง เพราะมีความหวังแม้จะมองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง แม้จะไม่รู้เลยว่าหนทางที่กำลังมุ่งไปจะมีอะไรรอคอยอยู่ หรือไม่มีอะไรเลยที่รอคอยอยู่กันแน่ หากยังคงไม่ละทิ้งซึ่งเปลวไฟแห่งความหวังในจิตใจไป มนุษย์ก็ยังคงก้าวเดินต่อไปได้



แต่เส้นทางของแต่ละคนนั้นก็ล้วนแล้วแตกต่างกันไป ด้วยปัจจัยประกอบมากมายที่ทั้งคาดเดาได้และไม่ได้ ทำให้ใครหลายคนค่อยๆ สูญเสียเปลวไฟในจิตใจกันไปทีละเล็ก ทีละน้อย กระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ไม่หลงเหลือแรงขับเคลื่อนใดอยู่ภายในกายอีกแล้ว พวกเขาก็จะตกลงสู่ความสิ้นหวังและกลายเป็นรูปปั้นหิน Forlorn ในที่สุด ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็เพียงแต่เหนื่อยล้า และรอคอยให้ใครสักคนช่วยจุดประกายแห่งความหวังกลับมาให้อีกครั้ง 



แต่ทว่าสำหรับ Forlorn แล้วพวกเขานั้น คือกลุ่มคนที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ...ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เจ็บปวดกับความสิ้นหวัง เพียงแต่มนุษย์แต่ละคนนั้นล้วนแตกต่างกัน ทำให้ความสามารถในการแบกรับความเจ็บปวดเองก็ไม่เท่ากัน และสำหรับบางคนแล้วมันก็เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะทำใจ ก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นและเดินหน้าต่อไปให้ได้อีกครั้ง


แน่นอนว่าแม้จะมีคนที่หวังดีอยากจะช่วยมากแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าตัวไม่ต้องการ ก็ไม่มีใครจะสามารถฉุดรั้งพวกเขาออกจากวังวนแห่งความสิ้นหวังนั้นได้ ในท้ายที่สุดเราก็ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งนั้น และเดินจากมา ปล่อยให้เวลาเป็นสิ่งเยียวยาจนกว่าจะถึง วันที่เขาเข้มแข้งมากพอจะยืดหยัดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง



นอกเหนือไปจากนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ตัวเกมพูดถึงก็คือบันทึกของ Wanderer ซึ่งหมายความถึงผู้ที่ท่องเที่ยวไปทั่วโดยไร้จุดมุ่งหมาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคนหลงทาง ที่บอกเล่าถึงความรู้สึกของเขาจากการพยายามตามหาทางออกเช่นเดียวกับเรา และได้พบกับทางตันครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขาค่อยๆ สูญเสียความเชื่อมั่นในความหวังที่มีไป จนตัดสินใจที่จะสร้างหมู่บ้านและตัวตนของราชาแห่งผืนป่าขึ้นมา 



Wanderer ต้องการให้เราละทิ้งความหวังที่จะหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้ไปเสีย เพราะเขานั้นเคยลองหาทางมาก่อนแล้ว และทุกครั้งก็ได้พบเจอแต่เพียงความว่างเปล่า ยิ่งนานวันเข้าเปลวเพลิงในจิตใจก็ยิ่งมอดดับลง 


เขาใช้ตัวตนของราชาแห่งผืนป่าเป็นฉากหน้า และมอบขนนกให้กับบรรดา Ember ที่หลงเข้ามาถึงในอาณาเขตของตนต่างสัญลักษณ์ คล้ายที่ยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยหวังจะปกป้องไม่ให้พวกเขาสูญเสียเปลวเพลิงในจิตใจ จนร่วงหล่นลงสู่ความสิ้นหวังและกลายไปเป็น Forlorn ทว่าการมาถึงของเรานั้นก็เริ่มทำให้ Wanderer เข้าใจอะไรบางอย่าง



การพยายามปกป้องผู้คนด้วยคำโกหกอาจเป็นสิ่งที่ดีในบางสถานการณ์ แต่ความจริงที่ไม่ได้รับการบอกเล่า และผลลัพธ์ของการต้องแบกรับคำโกหกต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางเลยที่จะปกป้องใครได้อย่างแท้จริง 


ในท้ายที่สุดแล้ว Wanderer กับ Ember ก็ตัดสินใจที่จะเดินทางหาทางออกไปด้วยกัน แม้ว่าจะไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้าเป็นเช่นไร หรือมีอะไรบ้างที่รอคอยพวกเขาอยู่ แต่หากเปลวเพลิงแห่งความหวังยังคงลุกโชนอยู่ในหัวใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะก้าวเดินต่อไปเช่นกัน 



ทว่าในขณะเดียวกันการพยายามหาทางออก การพยายามไปต่อให้ได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องเร่งเร้าให้เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ตอนนี้


ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีจังหวะ และเวลาที่เหมาะสมของมันอยู่เสมอ บางทีเมื่อเรามาถึงทางตันการดึงดันจะเดินหน้าต่อ ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป ถ้าเพียงเราลองถอยออกมาสักหน่อย นั่งพักลงสักนิด ค่อยๆ ใช้เวลาขบคิดหาทางไปต่อ หรือหันกลับมามองรอบกายอีกสักครั้ง บางทีนั่นก็อาจจะทำให้คุณมองเห็นอะไรใหม่ๆ จากสิ่งเดิมที่เคยมองมาตลอดก็เป็นได้



อย่างไรก็ดีทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ก็เป็นแง่คิดที่ตัวผู้เขียนเองรู้สึกว่าเกมต้องการจะสื่อเพียงเท่านั้น แน่นอนว่ามันอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับแนวคิดในใจของใครอีกหลายๆ คนก็ได้ ซึ่งนั่นแหละค่ะคือเสน่ห์ของการเล่าเรื่องที่เกมต้องการจะนำเสนอ ผ่านการมอบอิสระในการตีความเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกมให้กับผู้เล่น 


สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว The Last Campfire เป็นเกมที่ให้อะไรมากมายกว่าความเพลิดเพลินนัก เพราะในจังหวะที่ได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของมันอย่างแท้จริง เราก็มีโอกาสได้หวนกลับมามองที่ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง จนเกิดการตั้งคำถามขึ้นมามากมาย และได้แต่หวังว่าวันหนึ่งในเวลาที่เหมาะสม เราก็จะสามารถตามหาคำตอบจนเจอได้...


สุดท้ายนี้เราก็ไม่มีอะไรจะกล่าวมากไปกว่า หากมีเวลาและโอกาสแล้วล่ะก็ The Last Campfire ก็เป็นอีกหนึ่งเกมอินดี้แก้ Puzzle ที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัส และได้ตีความโลกของเหล่า Ember ด้วยมุมมองในแบบของตัวเองค่ะ...แล้ว Campfire ในใจของทุกคน จะเป็นแบบไหนกันบ้างนะ? 



บทความที่คล้ายกัน
Show header